นักเศรษฐศาสตร์ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2560 ชี้การค้าโลกจะปะทะชาตินิยม

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2560 ชี้การค้าโลกจะปะทะชาตินิยม

Posted: 25 Dec 2016 02:15 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ชี้ระบบการค้าโลกจะเผชิญแรงกดดันของลัทธิกีดกันทางการค้าและความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจมากขึ้น กระแสโลกาภิวัตน์การเปิดเสรีจะหันมาให้น้ำหนักกับการทำข้อตกลงทางการค้าและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีมากขึ้นกว่าระบบพหุภาคี ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในยุโรปจะถูกสั่นคลอนโดยพรรคการเมืองขวาจัดหรือซ้ายจัดที่กำลังก้าวเข้ามามีอำนาจในหลายประเทศ
25 ธ.ค. 2559 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ปี พ.ศ. 2560 ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี พ.ศ. 2560 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2559 โดยอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 3.3-3.6% ในปีหน้า ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตสูงเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงตัวเลขเฉลี่ยจีดีพีโลกให้ปรับตัวดีขึ้น คาดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ระดับ 1.8-2% และ ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศตลาดเกิดใหม่มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4.6-5% ระบบการค้าโลกจะเผชิญแรงกดดันของลัทธิกีดกันทางการค้าและความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจมากขึ้น กระแสโลกาภิวัตน์การเปิดเสรีจะหันมาให้น้ำหนักกับการทำข้อตกลงทางการค้าและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีมากขึ้นกว่าระบบพหุภาคี ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในยุโรปจะถูกสั่นคลอนโดยพรรคการเมืองขวาจัดหรือซ้ายจัดที่กำลังก้าวเข้ามามีอำนาจของรัฐบาลในยุโรปหลายประเทศ
ผศ.ดร.อนุสรณ์ คาดว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปีหน้า (พ.ศ. 2556) จะสูงกว่าที่สำนักวิจัยทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ประเมินไว้ โดยมองว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงถึง 2.3-2.8% (ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ไว้ที่ 2.2%) เป็นผลมาจากภาคการบริโภค ภาคการลงทุน การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมไอที ธุรกิจเวชภัณฑ์ การปรับลดภาษีนิติบุคคลและการลงทุนโครงสร้าง
พื้นฐานทางเศรษฐกิจใหม่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลจะเผชิญแรงกดดันปัญหาหนี้สาธารณะและเผชิญกับปัญหาเพดานหนี้หากเศรษฐกิจไม่โตตามเป้า การตัดลดค่าใช้จ่ายสวัสดิการทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาทำให้ความเหลื่อมล้ำในสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้นอีก แรงกดดันเงินเฟ้อจะมากขึ้นพร้อมกับการเติบโตที่มากขึ้น ทำให้อาจมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯส่งสัญญาณไว้ในช่วงปลายปีนี้ (พ.ศ.2559) แนวโน้มของรัฐบาลสหรัฐในการใช้นโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้นเพิ่มความเสี่ยงของระบบการค้าโลกและสร้างแรงกดดันต่อภาคส่งออกของจีนและเอเชียตะวันออก
ส่วนเศรษฐกิจยุโรปนั้นตนมองว่าจะอ่อนแอมากกว่าที่หน่วยงานทางเศรษฐกิจของโลกประเมินไว้ค่อนข้างมากโดยคาดว่า อัตราการเติบโตเศรษฐกิจยุโรปจะขยายไม่เกิน 1.4% เป็นผลมาจากผลกระทบของ Brexit และ ความเสี่ยงของประเทศอื่นในอียูจะขอแยกตัวออกมาจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจผลกระทบผู้อพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริการเหนือ การก่อการร้ายสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจ ปัญหาระบบสถาบันการเงินอ่อนแอ หนี้สาธารณะในระดับสูง โครงสร้างประชากรสูงอายุ และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย เยอรมันยังคงเติบโตได้ดีรวมทั้งเศรษฐกิจสเปนยังคงกระเตื้องขึ้นต่อเนื่อง
ปีหน้าเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง ความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่แตกเพิ่มเติมลดลง เศรษฐกิจรัสเซียขยายตัวเป็นบวกเป็นครั้งแรกหลังจากติดลบต่อเนื่องมาสองปี กลุ่มประเทศอาเซียนมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยที่ 5-6% โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอินโดจีนและพม่ามีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อการค้าชายแดนภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่าปีหน้าน่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีที่สุดในรอบสี่ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 (เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 6.5% ในปี พ.ศ. 2555 หลังมหาอุทกภัยน้ำท่วม) โดยคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมจะอยู่ที่ 3.6-4.2% ภาคการลงทุนเอกชนและภาคการท่องเที่ยวจะแรงขับเคลื่อนสำคัญ ภาคส่งออกฟื้นตัวเป็นบวกเล็กน้อยและภาคการบริโภคกระเตื้องขึ้นต่อเนื่อง ดุลการค้าเกินดุลเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 33.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลไม่ต่ำกว่า 42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การนำเข้าเพื่อการลงทุนมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นจากราคาพืชผลเกษตร การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและราคาพลังงานโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากจะเป็นปีที่จะมีการเลือกตั้ง โดยคาดว่าภาคการลงทุนโดยรวมจะเติบโตได้อย่างน้อย 5.5% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่ำ 3% การส่งออกเริ่มฟื้นตัวทำให้กำลังการผลิตลดลงและเริ่มกระตุ้นให้เกิดความต้องการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต ความมีเสถียรภาพในระยะเปลี่ยนผ่านทำให้เกิดความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของบรรษัทข้ามชาติที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกในประชาคมอาเซียนเริ่มขยับเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น การลงทุนก่อสร้างของเอกชนมีความสัมพันธ์ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบคมนาคมขนส่ง หากมีความคืบหน้าตามเป้าหมาย
จะดึงให้การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีความสัมพันธ์ในระดับสูงทางบวก (Positive Correlation) กับการขยายตัวของภาคส่งออก ภาคบริโภคกระเตื้องขึ้นโดยขยายตัวได้ที่ระดับ 2.5-3% ภาคการบริโภคฟื้นตัวไม่มากเพราะระดับรายได้ประชาชนโดยทั่วไปไม่เพิ่มขึ้นมาก ความไม่มั่นคงในงานลดลงจากการนำเทคโนโลยีมาทดแทนในการทำงานมากขึ้น ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมหรือกิจการที่มีภาวะฟองสบู่ เช่น สื่อสารมวลชนโดยเฉพาะทีวีดิจิตอล ธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์ กิจการอุดมศีกษา กิจการธนาคารธุรกิจการเงินแบบเดิม เป็นต้น นอกจากนี้ภาคการบริโภคยังได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การนำเงินรายได้ในอนาคตมาบริโภค รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการบริโภคโดยลดหย่อนภาษีกระตุ้นการบริโภคได้เพียงชั่วคราวระยะสั้น และได้ทำมี Stock Inventory เก็บไว้จำนวนมากในภาคครัวเรือนและส่งผลให้ตัวเลขภาคการบริโภคชะลอลงอย่างชัดเจนในไตรมาสแรกปี พ.ศ. 2560  อัตราการขยายตัวของการส่งออกอยู่ที่ 2-3% การนำเข้าอยู่ที่ 4-5% ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลมากจากรายได้การท่องเที่ยว เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกสุทธิต่อเนื่อง
ส่วนตลาดการเงินและภาคการเงินนั้น ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวว่าตลาดการเงินโลกและไทยจะเผชิญกับจุดเปลี่ยนของนโยบายการเงินจากยุคสมัยดอกเบี้ยต่ำและการผ่อนคลายทางการเงินมากเป็นพิเศษหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกเมื่อปี พ.ศ. 2551-2552 มาเป็น ยุคสมัยอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ในส่วนของเงินบาทน่าจะอ่อนค่าต่อเนื่องโดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ34-37 แม้นจะเกินดุลการค้าแต่เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงไหลออกสุทธิจากการออกไปลงทุนมากขึ้นของนักลงทุนและบริษัทสัญชาติไทยในต่างประเทศ
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยน่าจะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้หากสหรัฐอเมริกาไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงเกินไปและทำให้เม็ดเงินในตลาดการเงินไหลกลับสหรัฐฯจำนวนมาก อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้น อัตราการว่างงานโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยโดยเฉพาะสาขาที่เทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนการทำงาน ขณะที่ยังคงมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านช่วงเทคนิคและแรงงานระดับล่างต่อไป
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่กระเตื้องขึ้นต่อเนื่องยังไม่สามารถเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากขาดนวัตกรรม ระบบการศึกษา ระบบวิจัย คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ยังคงอ่อนแอ จึงมีเพดานจำกัดในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะปานกลางและระยะยาว นอกจากนี้ยังไม่ได้เป็นประเทศที่มีระบบนิติรัฐและนิติธรรมเข้มแข็งนัก ขาดยุทธศาสตร์ในการบูรณาการทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ประเทศที่ชัดเจน แม้นมียุทธศาสตร์ก็ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดขึ้นจริง
ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ปัญหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ ลดเหลื่อมล้ำยังไม่ดีนักและมีแนวโน้มแย่ลงได้อีกหากยังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยมาตรการประชานิยมระยะสั้นเพราะจะสร้างวัฒนธรรมอุปถัมภ์เป็นอุปสรรคต่อความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
มีข้อเสนอแนะในทางนโยบายต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้
ข้อแรก แรงกดดันจากลัทธิกีดกันทางการค้าเพิ่มสูงขึ้น ระบบการค้าพหุภาคีและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงในบางภูมิภาค พลวัตนี้เป็นความเสี่ยงต่อภาคการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย ขณะเดียวกันทำให้เกิดโอกาสของการเปิดเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในระดับทวิภาคีเพิ่มขึ้น รัฐควรเร่งกำหนดทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่ วางยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนระหว่างประเทศเพื่อให้ “ไทย” พัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน
ข้อสอง ต้องเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยมาตรการประชานิยมระยะสั้น มาเป็น ระบบสวัสดิการโดยรัฐที่มีประสิทธภาพและมีความยั่งยืนทางการเงินการคลัง
ข้อสาม เร่าดำเนินการปฏิรูปการศึกษาและระบบวิจัย ตาม ยุทธศาสตร์แผนการศึกษาชาติ 15 ปี และ แผนยุทธศาสตร์ฉบับ 8 ของสภาวิจัยแห่งชาติ
ข้อสี่ เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณพร้อมกับเร่งให้เกิดความคืบหน้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งคมนาคม และ ระบบบริหารจัดการน้ำ
ข้อห้า ใช้มาตรการภาษี มาตรการการเงิน มาตรการลงทุนทางด้านวิจัย มาตรการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ภาคส่งออกไทยกลับมาขยายตัวเป็นบวกและสามารถแข่งขันได้
ข้อหก พัฒนาระบบนิติรัฐให้เข้มแข็งโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการค้า การลงทุนและการแข่งขันที่เป็นธรรม มีความคงเส้นคงวาของการดำเนินนโยบาย สร้างระบบธรรมาภิบาล ขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันการติดสินบน ลดขั้นตอนในการทำงานและลดอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดต้นทุนของภาคธุรกิจอันเกิดจากความประสิทธิภาพและความล่าช้าของระบบราชการและรัฐวิสาหกิ
ข้อเจ็ด ปรับขนาดของระบบราชการและรัฐวิสาหกิจให้ลดลง (Smaller Government) และ เพิ่มประสิทธิภาพสูงขึ้น จ่ายค่าตอบแทนให้สูงขึ้นในระดับเดียวกับเอกชน ทำให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) ในกิจการที่เอกชนทำได้ดีกว่าและบรรลุภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
ข้อแปด ส่งเสริมให้มีการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมผ่านกลไกประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง และ เพิ่มอำนาจให้กับคนที่มีอำนาจน้อยเพื่อให้เกิดดุลยภาพทางอำนาจของกลุ่มต่างๆในสังคม สิ่งนี้จะนำมาสู่การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ
ข้อเก้า นโยบายต่อภาคเกษตรกรรม มีมาตรการเพิ่มผลิตภาพ มาตรการลดต้นทุน มาตรการทางการตลาด ควรมีการกำหนดการเพดานการถือครองที่ดินและจัดตั้ง ธนาคารที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ข้อสิบ ควรมีการทบทวนเพื่อให้มีการปรับเพิ่มค่าแรงขึ้นต่ำอย่างเหมาะสม ปรับเปลี่ยน “กองทุนประกันสังคม” ให้เป็นองค์กรมหาชน จัดตั้งธนาคารเพื่อผู้ใช้แรงงานโดยให้กองทุนประกันสังคมถือหุ้น
ข้อสิบเอ็ด เร่งรัดการก่อหนี้เพื่อนำมาลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ศึกษาและพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยน หน่วยงานจัดเก็บภาษี จากหน่วยงานราชการ มาเป็น องค์กรมหาชน ภายใต้การกำกับของรัฐบาล
ข้อสิบสอง ดำเนินการเพื่อให้ “ประเทศไทย” กลับคืนสู่ประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้งตามโรดแมฟ หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาต้องมีคำอธิบายที่มีเหตุผลเพื่อไม่กระทบต่อความเชื่อมั่น หากทำไม่ได้จะกระทบภาคการลงทุนอย่างมากโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ

ส่อแววไปไม่รอด!!! สภาอุตสาหกรรมฯชี้เอกชนเมินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล!!!

ส่อแววไปไม่รอด!!! สภาอุตสาหกรรมฯชี้เอกชนเมินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล!!!

sara Bad
ispacethailand.org
ดูเหมือนว่าปีแห่งการลงทุนที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจคาดหวังไว้จะไม่เป็นไปตามคาดแล้วจริงๆ เพราะยิ่งใกล้สิ้นปีก็ยิ่งชัดเจนว่าเอกชนยังคงไม่สนใจที่จะลงทุนตามกรอบการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลวางแผนไว้ ล่าสุดประธานสภาอุตสาหกรรมฯก็ออกมาระบุถึงโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ นั้นไม่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชน จากปัญหาในหลายด้าน

2016-11-28_053353

“คลัสเตอร์” คือ การรวมกลุ่มของธุรกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินกิจกรรมอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยมีความร่วมมือ เกื้อหนุน เชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร ทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) เสริมสร้างศักยภาพด้าน การลงทุนของประเทศไทย และช่วยกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น

2016-11-28_053409

2016-11-28_053430

สิทธิประโยชน์ที่สำคัญสำหรับการลงทุนในคลัสเตอร์
2016-11-28_053449

            ซึ่งรัฐบาลคสช. ได้กำหนดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ หรือเรียกสั้นๆว่า “นโยบายคลัสเตอร์” ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2558 โดยมีการแบ่งรูปแบบคลัสเตอร์ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ซูปเปอร์คลัสเตอร์ และคลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆ รายละเอียดและสิทธิประโยชน์ดังนี้
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ในฐานะคณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ ให้สัมภาษณ์กับ “น.ส.พ.ฐานเศรษฐกิจ” ว่าแนวนโยบายที่รัฐบาลพยายามเร่งรัดให้เกิดการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ ใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรมคลัสเตอร์

2016-11-28_053509

โดยจะได้รับสิทธิพิเศษจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI แต่จะต้องยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนกับ BOI ภายในสิ้น2559 และเปิดดำเนินการภายในปี 2560 ซึ่งคณะกรรมการฯได้มีการกำหนดเป้าหมายการลงทุนไว้จะมีไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท โดยเป็นในส่วนของคลัสเตอร์ปิโตรเคมีฯถึง 2.41 แสนล้านบาท

2016-11-28_053528

แต่จากการดำเนินงานตลอด 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดการให้สิทธิพิเศษจาก BOI ในสิ้นปีนี้ยังไม่สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยข้อมูลจาก BOI พบว่าในระยะเวลา 9 เดือนของปี 2559 มีนักลงทุนมายื่นขอส่งเสริมการลงทุนเพียง 27 โครงการ เงินลงทุน 2.53 หมื่นล้านบาทและเกือบทั้งหมดเป็นโครงการขนาดเล็กที่มีความพร้อมอยู่แล้ว(ไม่รวมการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย)
ในขณะที่โครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวและก่อสร้างนาน แม้มีความสนใจก็ไม่สามารถขอการสนับสนุนจาก BOI ได้ทันตามกำหนด อีกทั้งภาคเอกชนยังมีความกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ตลาดยังอยู่ในภาวะถดถอย ประกอบกับภาครัฐยังไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องการแก้ไขปัญหา อุปสรรคในการลงทุนในระบบคลัสเตอร์ รวมทั้งเงื่อนไขที่ต้องให้มีสถาบันการศึกษาในพื้นที่เข้ามาร่วมมือ ซึ่งยากต่อการปฏิบัติของภาคเอกชน
นอกเหนือจากโครงการที่มีการอนุมัติจาก BOI 27 โครงการ ยังมีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนไปกว่า 84 โครงการ เงินลงทุนกว่า 5.21 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก BOI จึงมองว่านโยบายเร่งรัดลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์นี้ เป็นเพียงแนวคิด นำมาปฏิบัติจริงได้ค่อนข้างน้อย โดยจะมีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานหลังสิ้นปีนี้ว่าจะมีการต่อมาตรการ BOI หรือไม่
แปลกความกันง่ายๆว่าจากเป้าหมายการลงทุนแบบคลัสเตอร์ 3 แสนล้านบาท กลับมีการลงทุนจริงเพียงแค่ 2.53 ล้านบาทในระยะเวลาดำเนินการ 9 เดือน แม้ทางสภาอุตสาหกรรมฯจะมีการชี้แจงเหตุผลที่เอกชนไม่สนใจเบื้องต้นไปแล้ว แต่คำถามที่รัฐบาลคสช.ต้องนำไปคิดก็คือ ทำไมเอกชนจึงไม่สนใจลงทุนในโครงการเศรษฐกิจของภาครัฐตามแนวทางปีแห่งการลงทุน ทั้งที่มีการเสนอผลประโยชน์มากกมายเช่นนี้???
จริงอยู่ปัจจัยด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศมีผลในระดับหนึ่ง แต่ในภูมิภาคอาเซียน หลายประเทศกลับมีอัตราการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจของโลก เช่น พม่า เวียดนาม กัมพูชา หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ หรือว่าความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงความน่าดึงดูดใจในการลงทุนของไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว???
Reference

source :- https://goo.gl/OPPYIs

 

ชนบทที่เคลื่อนไหวกับพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (1)

ชนบทที่เคลื่อนไหวกับพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (1)

Posted: 26 Sep 2016 01:39 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทที่สำคัญตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาก็คือ การเปลี่ยนผ่านของสังคมชนบทจากสังคมชาวนาสู่สังคมของผู้ประกอบการชนบท โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเกิดขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆในชนบท เช่น การที่เกษตรกรเปลี่ยนจากการเป็นชาวนาที่มีรายได้มาจากการทำนาบนที่นาของตนเองเพียงอย่างเดียวไปสู่การเป็นผู้จัดการนาที่รับจ้างสัญญาในการทำนาในที่ดินของเกษตรกรรายอื่นอย่างครบวงจรตั้งแต่การเตรียมนาไปสู่การเก็บเกี่ยว หรือการที่เกษตรกรเปลี่ยนจากการหารายได้จากการเป็นชาวนา ไปสู่การหารายได้จากการนำรถเกี่ยวข้าวของตนเองไปรับเกี่ยวข้าวนอกชุมชนของตนเอง จนรายได้จากการรับเกี่ยวข้าวกลายเป็นรายได้หลักแทนการทำนาบนที่ดินของพวกเขา (ประภาส และ ตะวัน, 2558)

อย่างไรก็ตามความน่าสนใจของกระบวนการดังกล่าวก็คือ ผู้ประกอบการชนบทเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และอะไรคือเงื่อนไขของการเกิดผู้ประกอบการชนบท และเพื่อตอบคำถามดังกล่าวบทความชิ้นนี้จะมุ่งไปที่การศึกษาการเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (pluriactivity) หรือการเกิดขึ้นของการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย (diversification) ในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญของการเป็นผู้ประกอบการชนบท

โดยการขยายตัวไปสู่การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายของเกษตรกร หรือ พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญกับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบท เนื่องจากพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ การสร้างความหลากหลายในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กว้างขวางไปกว่าการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เช่น ชาวนาไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่ชาวนาสามารถขยายไปสู่การใช้ที่นาของตัวเองเปิดเป็นโฮมสเตย์ หรือ การปล่อยเครื่องมือทางการเกษตรของตนเองให้เกษตรกรรายอื่นเช่า เป็นต้น (Knickel et al., 2003) ในขณะที่การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบท คือ การปรับตัวของเกษตรกรเข้าสู่การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย และการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่อยู่นอกเหนือการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม (non-agricultural activities) จนในที่สุดแหล่งรายได้ใหม่ดังกล่าว ได้เข้ามาแทนที่แหล่งรายได้หลักในภาคการเกษตรแบบดั้งเดิม (Durand and Huylenbroeck, 2003; McElwee, 2008)

จะเห็นได้ว่าพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเกิดขึ้นของการเป็นผู้ประกอบการชนบท เป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น จนอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองกระบวนการ คือ กระบวนการเดียวกัน ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทจากสังคมชาวนาสู่สังคมของผู้ประกอบการ ด้วยเหตุนี้การศึกษาเงื่อนไขการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบท เพื่อให้สามารถเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชนบท จึงสามารถทำได้ผ่านการศึกษาบริบทการเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเริ่มต้นจากการศึกษาเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในภาพกว้าง โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ที่มีอิทธิพลต่อการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะต่างๆ ทั้งนี้การศึกษาเงื่อนไขทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่จะช่วยให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลกสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจชนบทอย่างไร และความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้นำไปสู่การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆอย่างไรบ้าง และในส่วนสุดท้ายของการอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าว จะเป็นการนำตัวอย่างของการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆของโลกที่นอกเหนือไปจากสังคมตะวันตก เช่น อเมริกากลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออก มาใช้อธิบายเพื่อให้เห็นภาพการคลี่คลายไปสู่สังคมผู้ประกอบการชนบทและการเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เงื่อนไขทางเศรษฐกิจในภาพกว้างที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจสัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ในสองด้าน คือ หนึ่งการเปลี่ยนโมเดลทางเศรษฐกิจจากการเน้นการผลิตอย่างเข้มข้น (productivist) ไปสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น (post-productivist) ที่การผลิตทางเกษตรกรรมไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ การผลิตเพื่อให้ได้จำนวนสินค้าทางการเกษตรจำนวนมหาศาล แต่เน้นไปที่ความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าเกษตร ซึ่งยังรวมไปถึงการตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม อันส่งผลให้การผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิมที่เน้นการผลิตสินค้าทางการเกษตรเชิงปริมาณค่อยๆหมดความสำคัญลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านอื่นๆที่นอกเหนือไปจากการผลิตสินค้าทางการเกษตรเชิงปริมาณ ค่อยๆขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว (Sharpley and Vass, 2006) นอกจากนั้นความเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งที่ส่งผลต่อการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทก็คือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (liberalization) ที่ส่งผลให้เกิดการทะลักล้นเข้ามาของสินค้าเกษตรราคาถูกจากประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา จนส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศที่พึ่งเปิดเสรีทางเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ร่วมไปกับข้อจำกัดของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่ทำให้รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ไม่สามารถที่จะเข้าไปช่วยพยุงราคาของสินค้าเกษตรได้ง่ายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรต้องสร้างกลยุทธ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อปรับตัวให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง ผ่านการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสร้างแหล่งรายได้ที่กว้างขวางไปกว่าการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม  (Lee, 2005; Padron and Burger, 2015) ในอีกด้านหนึ่งการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยิมใหม่ (neo-liberal) ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในชนบทอย่างเฉียบพลัน (Chase, 2010) เพราะการที่รัฐถอยห่างจากตลาด และปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจ ได้ทำให้เกษตรกรมีตุ้นทุนอย่างมหาศาลในการปรับตัวให้เข้ากับทิศทางใหม่ของตลาด ทำให้เกษตรกรตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ในการปรับตัวที่เป็นไปได้มากกว่า ซึ่งนั่นก็คือก็ตัดสินใจมุ่งสู่ทิศทางของการสร้างพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการยกระดับจากชาวนาไปเป็นผู้ประกอบการ

การเปลี่ยนผ่านจากยุคการผลิตอย่างเข้มข้นไปสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น

สำหรับบริบทของการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านแรก สัมพันธ์อยู่กับการเปลี่ยนผ่านของโมเดลทางเศรษฐกิจที่เคยเน้นการผลิตอย่างเข้มข้นไปสู่สภาวะหลังการผลิตอย่างเข้มข้น กล่าวคือ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญในชนบทของประเทศอังกฤษ (Marsden and Murdoch, 1998) เนื่องจากการขาดแคลนอาหารในช่วงสงคราม ทำให้รัฐบาลอังกฤษมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ภาคชนบทกลายเป็นพื้นที่ของการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร (securing food supply) ของประเทศ (Burton, 2004) ทำให้เกิดความพยายามที่จะสร้างระบบซึ่งช่วยให้สามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้น (maximising food production) โดยอาศัยการส่งเสริมเทคโนโลยีทางการผลิตให้เกษตรกรสามารถผลิตได้ในจำนวนมหาศาล ผ่านการให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อให้มีความชำนาญในการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เฉพาะอย่าง เช่น เกษตรกรที่ปลูกมันฝรั่งก็ปลูกมันฝรั่งอย่างเดียว หรือ เลี้ยงวัวนมก็เลี้ยงวันนมอย่างเดียว รวมทั้งจัดแบ่งพื้นที่ทางการผลิตให้แต่ละภูมิภาคมีความชำนาญในผลิตสินค้าเกษตรเฉพาะด้าน ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรเฉพาะอย่างได้ในจำนวนครั้งละมากๆ (Sharpley and Vass, 2006)

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 โมเดลของการเน้นผลิตสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้นเริ่มหมดพลังลง และได้ถูกท้าทายจากปัญหาด้านต่างๆ เช่น ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด (oversupply) ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณของรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมด้านราคา ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสินค้าเกษตรที่อาจเกิดการปนเปื้อนอันเนื่องมาจากการผลิตอย่างเข้มข้นที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้สารเคมีที่ล้นเกินหรือคุณภาพในการผลิต และยังรวมไปถึงกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มองว่าโมเดลที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้น ได้ก่อปัญหามากมายต่อธรรมชาติและสุขภาพของมนุษย์ (Lowe et al., 1993) ทั้งหมดนี้จึงได้นำไปสู่การสับเปลี่ยนมุมมองและนโยบายของรัฐบาลอังกฤษต่อชนบทและภาคเกษตรกรรม ไปสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้

สำหรับโมเดลทางเศรษฐกิจยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้นสัมพันธ์อยู่กับแนวความคิดที่ว่า การผลิตสินค้าเกษตรจะต้องมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมด้านคุณภาพมากกว่าเรื่องของปริมาณ เช่น การปลูกพืชปลอดสารพิษ และมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในชนบท (sustainable rural development) ทั้งนี้มุมมองดังกล่าวได้ขยายไปสู่ปฏิบัติการณ์เชิงนโยบาย เช่น การประกาศใช้นโยบาย Single Farm Payment ในยุโรป ซึ่งเป็นการสนับสนุน (subsidy) ด้านเงินทุนแก่เกษตรกร (ที่ยอมทำตามข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิของสัตว์ และสุขภาพของผู้บริโภค) โดยเงินสนับสนุนจากรัฐจะแปรผันตามจำนวนการถือที่ดินในฟาร์ม (EU-LEX, 2016) ซึ่งหมายความว่าเงินที่เคยได้รับจากการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรเฉพาะอย่าง หรือ การเข้าไปแทรกแซงตลาดด้านราคาของรัฐจะหมดไป ทำให้เกษตรกรไม่สามารถที่จะผลิตอย่างเข้มข้นได้เหมือนในช่วงก่อนทศวรรษ 1970s ที่รัฐเคยเข้ามาช่วยพยุงราคาของพืชผลทางการเกษตรเพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการผลิตอาหารอย่างเข้มข้น หรือในอีกนัยยะหนึ่งก็คือรัฐพยายามที่จะลดการสนับสนุนด้านราคาแก่เกษตรกรลง เพื่อจัดการกับปัญหาผลผลิตที่ล้นตลาดของสินค้าเกษตร ซึ่งทำให้การผลิตอย่างเข้มข้นแบบดั้งเดิม (traditional agriculture) ซึ่งเคยเป็นรายได้หลักทางเดียวของเกษตรกร ไม่สามารถที่ดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น ยังทำให้เกษตรกรต้องเผชิญหน้ากับความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น (environmetal regulation) รวมไปถึงความพยายามของรัฐที่ต้องการจะดึงภาคเกษตรเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในชนบท (Sharpley and Vass, 2006) ส่งผลให้เกษตรต้องแสวงหาแนวทางในการปรับตัวร่วมกับรัฐ ซึ่งนั่นก็คือการเกิดขึ้นของนโยบายที่จะสนับสนุนเกษตรกรให้ก้าวข้ามการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่การประกอบพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การปลูกพืขผักออกานิค) การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร การเป็นผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวในชนบท และยังรวมไปถึงว่าเกษตรกรที่ไม่สามารถปรับตัวต่อนโยบายใหม่ทางการเกษตรของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะออกไปหางานนอกภาคการเกษตรทำ เช่น การรับจ้าง หรือ การทำทั้งงานในภาคเกษตรร่วมกับงานนอกภาคเกษตร เพื่อสร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติมให้เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น (Ilbery and Bowler, 1998; Burton, 2004)

การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ในอีกด้านหนึ่งการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา กล่าวคือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจได้ทำให้บรรษัทข้ามชาติ (private international trade) โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าเกษตร เข้ามาทำตลาดในประเทศต่างๆ ทำให้เกษตรกรที่เคยได้เปรียบจากการคุ้มครองด้านราคาโดยรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับบรรษัทข้ามชาติ (Padron and Burger, 2015)

โดยการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจนั้น สัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการยอมรับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่ต้องการให้สินค้าต่างๆสามารถหมุนเวียนได้อย่างเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสินค้าเกษตร ซึ่งประเทศที่มีกำลังแรงงาน (labour force) มากกว่า จะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนในการผลิตต่อหน่วย ทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศดังกล่าวมีราคาถูกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีขนาดเล็กที่มีขนาดของกำลังแรงงานต่ำกว่า เช่น สินค้าเกษตรราคาถูกที่นำเข้ามาจากประเทศจีน (Lee, 2005) ดังนั้นเมื่อประเทศที่มีขนาดของกำลังแรงงานที่เล็กกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ตัดสินใจเปิดเสรีทางการค้า ก็จะส่งผลโดยตรงกับเกษตรกรในกลุ่มประเทศดังกล่าว ที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกต่ำอย่างเฉียบพลัน อันเนื่องมาจากการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าเกษตรจากกลุ่มประเทศที่มีขนาดของกำลังแรงงานใหญ่กว่า ส่งผลให้เกษตรกรในประเทศที่มีกำลังแรงงานขนาดเล็กกว่า ต้องถูกบังคับให้ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการผลิต ผ่านการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ที่กว้างขวางไปกว่าการผลิตในรูปแบบเดิม (ibid)

นอกจากนั้นการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทยังสัมพันธ์อยู่กับการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (neo-liberal) ที่มุ่งเน้นให้รัฐค่อยๆถอยห่างออกจากตลาด และปล่อยให้กฎไกของตลาดเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในชนบท (Chase, 2010) โดยแนวคิดเสรีนิยมใหม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับราคาสินค้าเกษตร เนื่องจากเมื่อรัฐตัดสินใจถอยห่างออกจากตลาด ก็เท่ากับว่ารัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือด้านราคาแก่เกษตรกรอีกต่อไป และปล่อยให้ราคาของสินค้าเกษตรไปผูกอยู่กับกลไกของตลาด

การผูกราคาของสินค้าเกษตรไว้กับกลไกตลาด จะทำให้ราคาของสินค้าเกษตรตกต่ำลงในทันที โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เคยสัมพันธ์อยู่กับการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น ฝ้ายหรือข้าว เนื่องมาจากว่าอุปทานของสินค้าเกษตรมีมากเกินกว่าความต้องการของตลาด (เป็นผลจากนโยบายเก่าที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรเฉพาะอย่างอย่างเข้มข้น) ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงมีทางเลือกในการปรับตัวอยู่สองทาง คือ หนึ่งเกษตรกรต้องหันไปปลูกสินค้าเกษตรชนิดใหม่ที่สามารถส่งออกได้ (export crops) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องอาศัยความรู้และเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ที่แตกต่างไปจากความรู้ดั้งเดิมที่เกษตรกรเคยมี ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากการปลูกฝ้ายมาสู่การปลูกมันฝรั่ง ซึ่งเป็นพืชคนละประเภท เกษตรกรจำเป็นที่จะต้องหาตลาดใหม่ องค์ความรู้ใหม่ และเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ซึ่งการปรับตัวในลักษณะนี้จะมีต้นทุนที่สูง เนื่องจากเกษตรกรไม่ได้มีรัฐคอยช่วยเหลือเหมือนที่ผ่านมา ในขณะที่ทางเลือกที่สอง คือ การที่เกษตรกรเริ่มขยายไปสู่ทางเลือกในการสร้างรายได้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะการก้าวข้ามการพึ่งพารายได้จากการผลิตสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจชนิดอื่น หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ การที่เกษตรกรตัดสินใจก้าวข้ามจากการเป็นชาวนาที่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐอย่างเข้มข้น ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการในชนบท ที่มีแหล่งรายได้จากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กว้างขวางไปกว่าการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม (Graziano da Silva, 2001; Steward, 2007)

ความหลากหลายของการเป็นผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบท คือ การที่เกษตรกรหรือชาวนาเริ่มเข้าสู่การสร้างพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผ่านการขยายแหล่งรายได้ที่มาจากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ (side venture) ที่นอกเหนือไปจากการผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิม (Ferguson and Olofsson, 2011) โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากการผลิตพืชผลทางเกษตรกรรมหรือปศุสัตว์อย่างเข้มข้นแบบดั้งเดิม ไปสู่การผลิตแบบใหม่ที่เน้นการเพิ่มมูลค่า (value-added) ของสินค้าและบริการ ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างฟาร์มสัตว์แบบเปิดที่ให้สัตว์สามารถอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ (free-range farm) เพื่อขายเนื้อสัตว์ในตลาดบนที่ผู้บริโภคเน้นการบริโภคเพื่อสุขภาพ (ปลอดยาปฏิชีวินะ ปลอดจีเอ็มโอ ปลอดการใช้ฮอร์โมน) หรือ การเปลี่ยนไปสู่ฟาร์มแบบออกานิค เพื่อขายผักปลอดสารพิษในราคาสูง เป็นต้น (Barlas et al., 2001; Damianos and Skuras, 1996) ทั้งนี้การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการยังอาจรวมไปถึง การเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูปสินค้าเกษตร (processing) เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นสินค้าแช่แข็ง หรือการสร้างบรรจุภัณฑ์ (packaging) แบบใหม่เพื่อใช้ในการขายสินค้าเกษตรในตลาดและกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขวางมากขึ้น (Mahoney and Barbieri, 2003)

นอกจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการแล้ว ลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในชนบทยังรวมไปถึงการขยายบทบาทของเกษตรกรจากผู้ผลิตพืชผลทางการเกษตรไปสู่บทบาทของการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า ซึ่งหมายถึงการที่เกษตรกรเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำตลาด (merchandising activities) เช่น การเริ่มมีหน้าร้านของตนเองในฟาร์ม (on-farm retailing) การใช้ช่องทางใหม่ๆ เช่น อินเตอร์เน็ต ในการโฆษณาสินค้าเกษตรของตนเอง เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง และยังรวมไปถึงการสร้างตลาดที่กว้างขวางและหลากหลาย ซึ่งลักษณะของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ย่อมแตกต่างไปจากการผลิตอย่างเข้มข้นแบบเดิมที่เกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิตให้กับพ่อค้าคนกลางเพื่อนำสินค้าออกไปสู่ตลาดอีกทอดหนึ่ง (McNally, 2001)

ในอีกด้านหนึ่งลักษณะของการกลายมาเป็นผู้ประกอบการของเกษตรกรในชนบท ยังอาจรวมไปถึงการขยายการใช้พื้นที่ทางการเกษตร ที่แต่เดินจำกัดอยู่เพียงแค่การผลิตพืชผลทางการเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างเข้มข้น ไปสู่การใช้ที่ดินในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่นอกเหนือไปจากกิจกรรมทางการเกษตรแบบเดิม เช่น การเปลี่ยนฟาร์มให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาพักและใช้ชีวิตได้ในช่วงวันหยุด ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ของฟาร์มแบบดั้งเดิมได้ถูกขยายให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ที่กว้างขวางกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ของการผลิตพืชผลทางเกษตรกรรมอย่างเช้มข้น (Barbieri and Mshenga, 2008)

นอกจากนี้การกลายมาเป็นผู้ประกอบการในชนบทของเกษตรกร ยังนับไปถึงการขยายบทบาทของเกษตรกรในฐานะของชาวนาหรือชาวสวน ไปสู่บทบาทของการเป็นผู้ให้เช่า ทั้งการปล่อยเช่าที่ดินให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ หรือ การเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์การผลิตที่ใช้ในการทำการเกษตร (Mahoney and Barbieri, 2003) ซึ่งยังรวมไปถึงการรับจ้างทำการผลิตตามสัญญา (contact services) เช่น การทำเกษตรพันธะสัญญากับบรรษัทเกษตร การเป็นแรงงานรับจ้างในการปลูกพืช การเป็นแรงงานรับจ้างในการดูแลสัตว์ และการรับจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเจ้าของรถไถหรือเจ้าของอุปกรณ์เกษตร (Turner et al., 2003)

อย่างไรก็ตามลักษณะของการกลายมาเป็นผู้ประกอบการในชนบท หรือ การขยายเข้าสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเกษตรกร ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้บริบท แต่สัมพันธ์อยู่กับเงื่อนไขและบริบทภายในของสังคมนั้นๆ (McNally, 2001) ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจจะมีโอกาสในการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกเหนือพื้นที่ทางเกษตรกรรม (non-agricultural activities) ได้มากกว่าเกษตรกรที่เน้นการปศุสัตว์ เพราะเกษตรกรที่เน้นการผลิตพืชเศรษฐกิจจะมีช่วงเวลาระหว่างฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถว่างเว้นจากการทำงานในภาคการเกษตร และขยายการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกไปนอกพื้นที่ทางการเกษตรได้ เช่น การรับจ้างสัญญาของเกษตรกรรายอื่นมาทำ หรือ การออกไปรับจ้างงานนอกภาคเกษตร (Ilbery et. al., 1997) ขณะที่เกษตรกรที่เน้นการปศุสัตว์อาจจะขยายไปสู่กิจกรรมทางทางเศรษฐกิจในลักษณะอื่นๆได้ แต่ก็จะจำกัดอยู่ในพื้นที่ของฟาร์ม เช่น ฟาร์มโคนมในตอนเหนือของอังกฤษ ได้ปรับพื้นที่บางส่วนในฟาร์มโคนมให้เป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว โดยพวกเขาก็ไม่ได้เลิกกิจการโคนม แต่ทำกิจการโคนมซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักต่อไป ควบคู่ไปกับกิจกรรมการท่องเที่ยว (Glover, 2011)

นอกจากนั้นขนาดของฟาร์มก็ยังมีอิทธิพลต่อลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในชนบท ยกตัวอย่างเช่น ฟาร์มขนาดใหญ่ในอังกฤษและเวลส์ จะมีโอกาสที่จะขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เน้นไปในด้านของการให้เช่าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรได้ มากกว่าฟาร์มที่มีขนาดเล็กอย่างมีนัยยะสำคัญเพราะฟาร์มขนาดใหญ่ครอบครองทรัพยากรไว้มากกว่า แต่เมื่อเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวและการให้บริการด้านการพักผ่อนย่อนใจ (recreation) ฟาร์มขนาดเล็กและขนาดกลางกลับมีความสามารถในการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านนี้ไม่แตกต่างไปจากฟาร์มขนาดใหญ่ เนื่องจากการขยายไปสู่พื้นที่ของการท่องเที่ยวไม่ได้เรียกร้องการครอบครองปัจจัยในการผลิตที่มีราคาสูงเหมือนกับการให้เช่าเครื่องมือทางการเกษตร (McNally, 2001)

ดังนั้นในแง่หนึ่งลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการและประเภทของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงมีส่วนสัมพันธ์อย่างยิ่งกับปัจจัยภายใน คือ บริบทและเงื่อนไขของเกษตรกรในแต่ละสังคม

สำหรับบริบทและเงื่อนไขในระดับปัจจัยภายนอกก็คือ บริบททางเศรษฐกิจสังคมและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค ซึ่งส่งผลต่อการขยายไปสู่การประกอบพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างเช่น การปรับลดชั่วโมงการทำงานของรัฐบาลในไต้หวัน จากที่เคยกำหนดให้ต้องทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน เป็น 5 วัน ทำให้ผู้คนเริ่มเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น ประกอบกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและพัฒนาระบบขนส่งภายในประเทศ ส่งผลให้การท่องเที่ยวในชนบทขยายตัวและเกษตรกรปรับตัวมาเป็นผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในชนบท (Lee, 2005) หรือในกรณีตัวอย่างของการเปิดเสรีเมล็ดกาแฟในเม็กซิโก ที่ทำให้บรรษัทข้ามชาตินำเมล็ดกาแฟราคาถูกเข้ามามากจนราคาเมล็ดกาแฟในประเทศตกต่ำ และทำให้เกษตรกรที่ปลูกเมล็ดกาแฟดิบในเม็กซิโก ต้องปรับตัวและขยายการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่การแปรรูปเมล็ดกาแฟและกลายมาเป็นผู้จัดจำหน่ายเมล็ดกาแฟสำเร็จรูปไปในที่สุด (Padron and Burger, 2015)

ดังนั้นลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในชนบทและประเภทของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ จึงสัมพันธ์อยู่กับเงื่อนไขและบริบทของปัจจัยภายในและภายนอกภาคชนบท ที่ทำให้เส้นทางของการก่อรูปเป็นผู้ประกอบการในชนบทของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในส่วนถัดไปของบทความชิ้นนี้ จะนำกรณีศึกษาการขยายตัวของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ มาเป็นตัวอย่างในการอธิบายให้เห็นลักษณะของการก่อรูปขึ้นเป็นผู้ประกอบการผ่านการขยายตัวของสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ

0000

อ้างอิง

ALSOS, G. A. & CARTER, S. 2006. Multiple business ownership in the Norwegian farm sector: Resource transfer and performance consequences. Journal of Rural Studies, 22, 313-322.

ALSOS, G. A., SARA LJUNGGREN, ELISABET WELTER, FRIEDERIKE 2011. Introduction: Researching Entrepreneurship in Agriculture and Rural Development. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar.

BARBIERI, C. & MSHENGA, P. 2008. The role of firm and owner characteristics on the performance of agritourism farms. Sociologia Ruralis, 48, 166–183.

BARLAS, Y., DAMIANOS, D., DIMARA, E., KASIMIS, C. & SKURAS, C. 2001. Factors influencing the integration of alternative farm enterprises into the agro-food system. Rural Sociology, 66, 342–358.
BURTON, R. 2004a. Seeing through the “good farmer’s” eyes: towards developing an understanding of the social symbolic value of “productivist” behaviour. Sociologica Ruralis, 44, 195-215.

BURTON, R. J. F. 2004b. Seeing Through the ‘Good Farmer’s’ Eyes: Towards Developing an Understanding of the Social Symbolic Value of ‘Productivist’ Behaviour. Sociologia Ruralis, 44, 195-215.
CANTILLON, R. 1755. Essai sur la nature du commerce en ge\0301ne\0301ral. Traduit de l’anglois. [By R. Cantillon.], Londres [Paris].

CARTER, S. 1998. Portfolio entrepreneurship in the farm sector: indigenous growth in rural areas. Entrepreneurship and Regional Development, 10, 17-32.
CHASE, J. 2010. The place of pluriactivity in Brazil’s agrarian reform institutions. Journal of Rural Studies, 26, 85-93.

DAMIANOS, D. & SKURAS, D. 1996. Farm business and the development of alternative farm enterprises: an empirical analysis in Greece. Journal of Rural Studies, 12, 273-283.
DEVELOPMENT), O. O. F. E. C.-O. A. 1994. Tourism Strategies and Rural Development. Paris: OECD

DURAND, G. & HUYLENBROECK, G. V. 2003. Multifunctionality and Ru- 165
ral Development: A General Framework. In: GUIDO VAN HUYLENBROECK & DURAND, G. (eds.) Multifunctional Agriculture. A new paradigm for European Agriculture and Rural Development. USA: Ashgate Publishing Company.

FERGUSON, R. & OLOFSSON, C. 2011. The Development of New Ventures in Farm Businesses. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar.

GRANDE, J. 2011. Entrepreneurial efforts and change in rural firms: three case studies of farms engaged in on-farm diversification. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar.

GRAZIANO DA SILVA, J. 2001. Quem Precisa de uma Estrate ́gia de Desenvolvimento? Projeto Rurbano UNICAMP, Sa ̃o Paulo, Campinas.

ILBERY, B. & BOWLER, I. 1998. From agricultural productivism to post- productivism. In:

ILBERY, B. (ed.) The geography of rural change. Harlow: Longman.

KIRZNER, I. M. 1979. Perception, opportunity and profit : studies in the theory of entrepreneurship, Chicago ; London, University of Chicago Press.

KNICKEL, K., VAN DER PLOEG, J. D. & RENTING, H. 2003. Multifunktionalitat der Landwirtschaft und des landlichen Raumes: Welche
Funktionen sind eigentlich gemeint und wie sind deren Einkommens – und
Beschaftigungspotenziale einzuschatzen? GEWISOLA – Tagung 2003. Universitata Hohenheim.

LEE, M.-H. 2005. Farm tourism Co-operation in Taiwan. In: HALL, D., KIRKPATRICK, I. & MITCHELL, M. (eds.) Rural Tourism and Sustainable Business. Clevedon: Channel View Publications.

LEX, E. 2016. Single Farm Payment (SFP) [Online]. Available: http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/?uri=URISERV%3Al11089 [Accessed].

LOWE, P., MURDOCH, J., MARSDEN, T., MUNTON, R. & FLYNN, A. 1993. Regulating the new rural spaces: the uneven development of land. Journal of Rural Studies, 9, 205-222.

MAHONEY, E. & BARBIERI, C. 2003. Farm and Ranch Diversification: Engaging the Future of Agriculture. The Graduate Institute of Leisure, Recreation, and Tourism Management. National Chiayi University.

MARSDEN, T. & MURDOCH, J. 1998. The shifting nature of rural governance and community participation. Journal of Rural Studies, 14, 1-4.

MCELWEE, G. 2008. A taxonomy of entrepreneurial farmers. International Journal of Entrepreneurship and Small Business, 6, 465-478.

MCNALLY, S. 2001. Farm diversification in England and Wales – what can we learn from the farm business survey? Journal of Rural Studies, 17, 247–257.

PADRÓN, B. R. & BURGER, K. 2015. Diversification and Labor Market Effects of the Mexican Coffee Crisis. World Development, 68, 19-29.

SAY, J. B. 1964. A treatise on political economy : or the production, distribution and consumption of wealth, New York, Augustus M Kelley, Bookseller.

SCHUMPETER, J. A. 1934. The theory of economic development : an inquiry into profits, capital, credit, interest, and the business cycle, Cambridge, Mass., Harvard U.P.
SHARPLEY, R. & VASS, A. 2006. Tourism, farming and diversification: An attitudinal study. Tourism Management, 27, 1040-1052.

SILVA, L. R. D. & KODITHUWAKKU, S. S. 2011. Pluriactivity, entrepreneurship and socio-economic success of farming households. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar.

STEWARD, A. 2007. Nobody farms here anymore: livelihood diversification in the Amazonian community of Carva ̃o, a historical perspective. Agriculture and Human Values, 24, 75–92.

TURNER, M., WINTER, D., BARR, D., FOGERTY, M., ERRINGTON, A. & LOBLEY, M. R., M., 2003. Farm Diversification Activities 2002: Benchmarking Study. In: DEFRA, T. U. O. E. A. P. T. (ed.) CRR Research Report. UK: University of Exeter.

ประภาส ปิ่นตกแต่ง, ตะวัน วรรณรัตน์. การเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจการเมืองในชุมชนชนบทและการปรับตัวของชุมชนภาคกลางบางแห่ง. ใน: พงศกร เฉลิมชุติเดช, เกษรา ศรีนาคา, บรรณาธิการ. ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ความเปลี่ยนแปลง “ชนบท” ในสังคมไทย: ประชาธิปไตยบนความเคลื่อนไหว. กรุงเทพ: สกว, 2558.

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. “ชนบท”: ประชาธิปไตยบนความเคลื่อนไหว. ใน: พงศกร เฉลิมชุติเดช, เกษรา ศรีนาคา, บรรณาธิการ. ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ความเปลี่ยนแปลง “ชนบท” ในสังคมไทย: ประชาธิปไตยบนความเคลื่อนไหว. กรุงเทพ: สกว, 2558.


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

หายนะด้านเศรษฐกิจครั้งใหม่ของไทย

หายนะด้านเศรษฐกิจครั้งใหม่ของไทย

Posted: 05 Sep 2016 01:04 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สดับจากสื่ออเมริกันและแวดวงอเมริกันชนมาจำนวนหนึ่งครับ เกี่ยวกับสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ในแวดวงเศรษฐกิจ ขณะที่คนไทยยังอยู่ในยุคของเผด็จการทหารกันในเวลานี้ จึงอยากจะขอเล่าสู่กันฟังพอเป็นน้ำจิ้มแห่งอุทาหรณ์ครับ เท่าที่สรุปสั้นๆ ได้มีดังนี้ครับ

1.ไทยยังมีปัญหาการส่งออกสินค้าที่เคยส่งออก ไปยังต่างประเทศ เช่น ส่งออกไปยังยุโรป และส่งไปยังอเมริกาไม่ได้เหมือนเดิมหลังจากรัฐบาลทหารครองอำนาจเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้การการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอยู่ในอัตราติดลบ สื่ออเมริกันส่วนหนึ่งมองว่า ประเทศตะวันตกผู้นำเข้าสินค้า (ซึ่งเคยนำเข้าสินค้าไทยมาก่อน) ไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการ ส่งผลให้มีมาตรการโดยภาครัฐระงับหรือยุติการนำเข้าสินค้าจากเมืองไทย

2. ปัญหาจากการส่งสินค้าออกไม่ได้ดังกล่าวส่งผลให้ภาคการเกษตรซึ่งเป็นภาคหลักของรายได้ของคนไทยประสบปัญหาและลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างยากที่จะแก้ไขได้ ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด กล่าวคือเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยกว่าปกติ แม้ภาครัฐของไทยจะกำหนดมาตรการประชานิยมในชื่อใหม่ว่า “ประชารัฐ” เพื่อให้เงินสะบัดในระบบฯ มากขึ้นก็ตาม แต่มาตรการดังกล่าวกลับไม่ได้ผล โดยเฉพาะการผ่านเม็ดเงินไปยังข้าราชการในประเทศทั้งหมด เช่น ให้เงินพิเศษ หรือแม้แต่ขึ้นเงิน แต่มาตรการดังกล่าวกลับใช้ไม่ได้ผล ข้าราชการกลับมีการใช้จ่ายเงินในระบบน้อย กล่าวคือ มีการนำเงินไปซื้อสินค้าน้อยอุปโภค บริโภคในตลาดน้อยมาก เนื่องจากจำนวนหนี้สินที่ข้าราชการเหล่านี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขากลับนำเงินไปใช้หนี้สินเสียมากกว่า

3. มาตรการถอนขนห่านหรือมาตรการรีดภาษีของรัฐบาลไทยเพื่อหารายได้เข้าคลัง ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อนักลงทุนและนักธุรกิจจำนวนมาก รวมถึงก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่นเพิ่มมากขึ้นในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีทั้งหมด นักลงทุนและนักธุรกิจดังกล่าวจึงพยายามทำธุรกรรมการเงินใดๆ ก็ตาม ไม่ให้อยู่ในสายตาของรัฐบาลหรือหน่วยงานของ รวมถึงหน่วยงานของสนง.ตำรวจแห่งชาติของไทยอย่างสำนักงานตำรวจเศรษฐกิจ (สศก.) ที่กำลังเข้าไปตรวจสอบบัญชีของนักธุรกิจไทยกันขนานใหญ่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ในระบบการทำงานของนักธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อมถึงขนาดกลาง ไม่สามารถหาหลักฐานที่มาที่ไปของเงินในบัญชีได้ แม้เจ้าของธุรกิจอาจไม่ได้มีที่มาของเงินโดยผิดกฎหมาย (ประเภททีที่มีการดีลแบบไทยๆ) ส่งผลให้มีการเจรจาใต้โต๊ะแบบไทยๆ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจที่มีปัญหาดังกล่าว (ส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจในประเทศไทยดังกล่าว ยังขาดระบบที่ดี เช่นระบบบัญชี เป็นต้น) นำมาซึ่งปัญหาการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นตามมา

นอกจากนี้มีการพูดกันในบรรดาข้าราชการและนักธุรกิจไทยว่า ระบบ “พร้อมเพย์” ที่เป็นโครงการใหม่ของรัฐบาลก็คือการวางแผนของภาครัฐเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ เพื่องานตรวจสอบและจัดเก็บภาษีของกรมสรรพาพากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึงมากขึ้น

4. สถานการณ์เงินฝืดของไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่นักลงทุนหรือนักธุรกิจไทยจำนวนมาก ไม่ไว้ใจสถานการณ์เศรษฐกิจ ลูกค้าขนาดกลางและขาดย่อมของธนาคารพาณิชย์จำนวนหนึ่ง พากันเก็บเงินไว้ในกระเป๋าของตนเอง ไม่ยอมลงทุนหรือใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและเพื่อการบริโภค  ที่สำคัญลูกค้าส่วนหนึ่งมีการย้ายเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยไปเก็บไว้ส่วนตัวหรือฝากไว้ยังธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศด้วยความเชื่อที่ว่า “ไม่ประมาทต่อสถานการณ์”

5. ภาวะวิกฤตของเศรษฐกิจไทยจะเริ่มส่งผลกระทบถึงฐานของประชากรทั่วไป ตั้งแต่ปีหน้า (2560) เป็นต้นไทย ตามสำนวนไทยที่ว่า เป็นปีของ “การเผาจริง”

6.อาจมีความเป็นไปได้ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ จะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยเหมือนเมื่อคราวปี 2540 หรือ “ปีต้มยำกุ้ง” เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้  โดยเฉพาะภาคการเงินการธนาคารที่ปรากฏว่า จนถึงขณะนี้ธนคารพาณิชย์ของไทยจำนวนหนึ่ง มีนโยบายเข้มงวดในการปล่อยกู้สินเชื่อให้กับลูกค้า แม้ลูกค้าที่ขอกู้ดังกล่าวจะเคยเป็นลูกค้าชั้นดีของธนาคารมาก่อนก็ตาม แสดงให้เห็นว่าลึกๆ แล้ว แบงก์พาณิชย์ของไทยเองก็ยังกังวลและไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยเช่นกันกับลูกค้า เมื่อแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการเงิน ภาคการลงทุน ตกอยู่ในอาการฝืดมากยิ่งขึ้น ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยต่ำมากเป็นประวัติการณ์

7. การขึ้นค่าแรงของไทยเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อค่าแรงสูงขึ้นเป็นเหตุให้ต้นทุนสูงขึ้น เมื่อต้นทุนสูงขึ้นธุรกิจจำนวนหนึ่งจะอยู่ไม่ได้ จะมีการปลดคนงานและย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยเช่น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น ที่เป็นฐานการผลิตใหม่ในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ระบบการจัดการด้านนโยบายทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแทบไม่เคยเปลี่ยน  เช่น การให้หน่วยงานอย่างบีโอไอ เป็นศูนย์กลางของการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนเพียงหน่วยงานเดียวมานมนาน นอกจากนี้ยังพบว่าธุรกิจที่ผลิตสินค้าบริโภคอุปโภคขนาดใหญ่ แม้แต่ในกรณีที่คนไทยเป็นเจ้าของต่างทยอยย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน  ดังเช่น กรณีของเครือสหพัฒน์ฯ โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว

8. นโยบายการเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยกระจายเม็ดเงินผ่านรัฐศูนย์กลาง (รัฐบาลกรุงเทพและหน่วยงานราชการในภูมิภาค) ในนามของ “ประชารัฐ” ที่ลดความสำคัญต่อหน่วยงานท้องถิ่น (เช่น เทศบาล อบต.) ลง ทำให้อำนาจในการตัดสินใจขององค์กรท้องถิ่นน้อยลง ส่งผลให้การไหลกระจายของเม็ดเงินในท้องถิ่นทั่วประเทศไทยพลอยลดลง ไม่สะพัดตาม เป็นเหตุให้เศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นของไทยพลอยซบเซาไปด้วย

9. ผลจากการฝืดของระบบการเงินของไทย อันเนื่องจากความไม่มั่นใจต่อการใช้จ่ายทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งถือเงินไว้กับตัวมากกว่าฝากธนาคาร ที่ฝากธนาคารไว้ก็ดึงออกมาเก็บกับไว้ตัวเอง สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยในทางที่ลดน้อยลงและก่อให้เกิดปัญหากับบางธนาคารได้ เมื่อเกิดปัญหากับธนาคารใดธนาคารหนึ่งก็จะส่งผลต่อระบบการเงินระหว่างธนาคารขึ้น ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หากยังออกนโยบายและเตือนให้ผู้บริหารแบงก์พาณิชย์ของไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนขนาดต่างๆ แม้แต่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นธุรกิจที่รัฐมีนโยบายให้การสนับสนุน เนื่องจากหวั่นเกรงปัญหาหนี้สูญที่อาจจะเกิดขึ้น

10. สภาพการณ์ของธุรกิจการเกษตรที่ถือเป็นธุรกิจหลักของคนไทยอยู่ในภาวะอับจนอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวและยางพาราซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก เพราะส่งออกไปยังต่างประเทศเหมือนเคยไม่ได้ สภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศกระเทือนอย่างหนักไปด้วย ประชาชนขาดกำลังซื้อและพาเศรษฐกิจของประเทศสู่ทางตีบตันในที่สุด

11.ปัญหาการแข่งขันที่ไม่สามารถสู้ได้ของไทย เช่น การแข่งกับสินค้าของจีน เป็นต้น ที่น่าหวั่นวิตกมากไปยิ่งกว่าในข้อนี้ก็คือ ปัจจุบันมีสินค้าจีนที่มาจากจีนโดยตรง วางจำหน่ายแม้กระทั่งตามร้านค้าข้างถนนในประเทศไทยแล้ว เนื่องจากราคาหรือต้นทุนของจีนต่ำกว่าไทยอย่างมากนั่นเอง

ฟังๆ แล้วก็ “อุกาฟ้าเหลืองก่อนออกเรือ”อยู่นะครับ สถานการณ์จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม ไม่มีใครทราบ เพียง “สัญญาณมาแล้ว” แต่ควรเตรียมตัวด้วยความไม่ประมาทเถิด !!!

0000


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

น่าประหลาดใจ ก.ค.ส่งออกติดลบ 4.43% ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหด 5.1%

น่าประหลาดใจ ก.ค.ส่งออกติดลบ 4.43% ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหด 5.1%

Posted: 30 Aug 2016 01:30 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

30 ส.ค. 2559 นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และ วัลลภ วิตนากร รองประธานฯ ร่วมกันแถลงข่าว โดยระบุว่าจากตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ค. ที่ส่งออกติดลบร้อยละ 4.43 มูลค่าเพียง 17,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะปกติการส่งออกไตรมาส 3 จะเป็นบวกมาโดยตลอด และหากหักเรื่องการส่งออกทองคำที่ 841 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว การส่งออกจะติดลบถึงร้อยละ 8.3 และทั้ง 7 เดือนแรกแม้ตัวเลขกระทรวงพาณิชย์ที่ติดลบแล้วร้อยละ 2 มีมูลค่า 122,553 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหักเรื่องการส่งออกทองคำและอาวุธซ้อมรบกับญี่ปุ่นแล้วการส่งออกจะติดลบถึงร้อยละ 5.5

ทั้งนี้  การส่งออกที่ติดลบปีนี้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและค่าเงินบาทที่แข็งค่า โดยปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ปราบเซียน และสภาฯ ประเมินว่าปีนี้การส่งออกจะติดลบเป็นปีที่  4 โดยทั้งปีจะติดลบร้อยละ 2 ซึ่งหากเป็นการติดลบระดับนี้ การส่งออกในช่วง 5 เดือนที่เหลือจะต้องส่งออกเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 17,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากส่งออกต่ำกว่านี้ก็มีโอกาสจะติดลบมากกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ นอกจากนี้ อยากเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลเรื่องการระบาดของไวรัสซิก้าให้เข้มงวดขึ้น เพราะไทยอยู่ในบัญชีรายชื่อให้ระวัง ส่งผลให้การส่งออกสินค้าต้องมีการตรวจสอบฆ่าเชื้อตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายพันบาท

วัลลภ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์เงินบาทผันผวนตามตลาดโลก โดยเงินบาทไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-26 สิงหาคม  2559 แข็งค่าถึงร้อยละ 4.41 ขณะที่คู่แข่ง เช่น เวียดนาม ค่าเงินอ่อนค่า ร้อยละ 0.04 จีน อ่อนค่าร้อยละ 1.27 ดังนั้น หากไม่มีการดูแลค่าเงินที่เหมาะสมจะกระทบหนัก เพราะเห็นชัดว่าเงินบาทที่แข็งค่ามาจากการเก็งกำไรในตลาดหุ้นเป็นหลัก มาจากการเก็งกระแสว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อใด โดยแนวโน้มกระแสเงินไหลออกจะเกิดขึ้นภายในปีนี้แน่นอน ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถตั้งราคารับออร์เดอร์ได้ชัดเจน หากเงินบาทแข็งค่าอีก คู่ค้าก็จะไปสั่งจากคู่แข่งแทนกระทบต่อการส่งออกมากขึ้น  สภาฯ จึงขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินมาตรการ เพื่อพยุงให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 34.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ก.ค.หดตัวร้อยละ 5.1

วีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI)  ภาพรวมของเดือนกรกฎาคม 2559 หดตัวร้อยละ 5.1 โดยอุตสาหกรรมสำคัญที่ หดตัว อาทิ รถยนต์ เครื่องยนต์ เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ ที่มิใช่ยางรถยนต์ อย่างไรก็ตาม มีอุตสาหกรรมปรับตัวสวนกระแส  โดยมีการผลิตอาหารสำเร็จรูปและเกษตรแปรรูป เช่น  เนื้อไก่แช่แข็ง และการแปรรูปผลไม้ ปรับตัวดีขึ้นทั้งด้านราคาและปริมาณการผลิต ภายหลังภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลาย นอกจากนี้ แรงส่งจากการลงทุนภาครัฐ การเดินหน้าโครงการบ้านประชารัฐที่เริ่มขึ้น ธุรกิจที่อยู่อาศัยขยายตัว ส่งผลให้คอนกรีต ซีเมนต์ และปูนปลาสเตอร์ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.27

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมสำคัญที่มีการคาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไตรมาส 3/2559  คือ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าการผลิตจะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.88  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.87 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนคอนเดนซิ่ง  เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนแฟนคอยล์ยูนิต ตู้เย็น ตามลำดับ

เรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

“พิชัย” ชี้อันตราย ลงทุนทรุดหนักรอบ 10 ปี ต่างชาติหมดมั่นใจ เตือนปัญหาจะตามมาอีกอื้อ

“พิชัย” เตือนสัญญาณอันตราย การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทรุดหนัก ต่างชาติหมดความมั่นใจ เย้ยผลงาน 10 เดือน การลงทุนโดยตรงทรุดหนักสุดในรอบ 10 ปี

นายพิชัย นริพทะพันธ์ุ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศแถลงว่ายอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยในครึ่งแรกของปีนี้ลดลงเหลือเพียง 1.21 หมื่นล้านบาทเท่านั้น หรือลดลงเฉียด 100% ของปีก่อน ถือว่าต่ำสุดเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปีที่แล้วการลงทุนจากต่างประเทศหายไป 90% แล้ว ปีนี้กลับยิ่งหนักกว่าปีที่แล้ว และนี่หรือที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ บอกว่าทำงาน 10 เดือน ดีกว่ารัฐบาลในอดีตทำมา 5 ปี น่าจะเป็นทำงาน 10 เดือนแย่สุดใน 10 ปีมากกว่า

นายพิชัยกล่าวว่าใครกันแน่ที่ควรเปิดหูเปิดตาดูความจริง เพราะท่านน่าจะทราบดีว่า การลงทุนจากต่างประเทศที่หดหาย จะทำให้อนาคตของเศรษฐกิจไทยย่ำแย่อย่างแน่นอน ซึ่งได้เคยเตือนไว้แล้วหลายครั้ง และแสดงว่านักลงทุนต่างประเทศไม่เหลือความมั่นใจต่อรัฐบาลและคสช. อีกแล้ว หากร่างรัฐธรรมนูญยังไม่อาจฟื้นฟูความมั่นใจจากต่างประเทศได้ เศรษฐกิจไทยจะต้องมีปัญหาอย่างมากในอนาคตแน่ จึงอยากให้ประชาชนคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจในการลงประชามติ อย่าหลงเชื่อวาทกรรมว่าเพื่อป้องกันนักการเมืองทุจริต ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าอาจจะมีจริง แต่ต้องถามว่าปัจจุบันการทุจริตน้อยกว่านักการเมืองหรือไม่ แถมยังไม่สามารถตรวจสอบได้ ที่จับได้แน่ๆ และมีใบเสร็จอย่าง GT200 ก็ยังดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบไม่ได้

“ดังนั้นการทุจริตจึงเป็นปัญหาของสังคมไทย ไม่ใช่ปัญหาทางการเมือง ซึ่งต้องหาวิธีแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยการตรวจสอบและการลงโทษได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าหากความมั่นใจของต่างประเทศและการลงทุนหดหายเช่นนี้ ประเทศไทยจะเสียหายมากกว่า เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น เช่น การส่งออกจะลดลงอีก การว่างงานจะเพิ่ม ฯลฯ และปัญหาสังคมจะตามมาอีกมากอย่างแน่นอน” นายพิชัยกล่าว


ที่มา : มติชนออนไลน์


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

พนักงานซัมซุง โคราช ทยอยขนของออกจากห้องเช่าภายในเขตอุตสาหกรรมสุรนารี

2016-07-18_213436

วันที่ 18 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานภายหลังจากที่มีพนักงาน บริษัทซัมซุงอิเล็คโทร-แม็คคานิคส์ นครราชสีมา จำกัด ตั้งอยู่ภายในเขตอุตสาหกรรมสุรนารี เลขที่ 555 ม.6 ต.หนองระเวียง อ.เมือง จ.นครราชสีมา กว่า 500 คน เดินทางมาเพื่อยื่นแบบฟอร์มรายงานตัวเพื่อขอรับประโยชนทดแทนกรณีว่างงาน ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากทางบริษัทฯได้มีการประกาศเลิกจ้างพนักงาน จำนวนกว่า 1,300 คน โดยให้มีผลเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ตามที่มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้(18ก.คง58) นายปิยะชาติ ไชยศาสตร์ อดีตช่างเทคนิค บริษัทซัมซุงอิเล็คโทร-แม็คคานิคส์ นครราชสีมา จำกัด หนึ่งในพนักงานที่ถูกประกาศเลิกจ้าง และแฟนสาวต่างช่วยกันเก็บชุดทำงานของบริษัทซัมซุง ที่เคยใช้ส่วนในการทำงานตามปกติของทุกวัน รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ โต๊ะเครื่องแป้ง และชั้นวางทีวี เพื่อย้ายออกจากหอพักรายเดือนที่บริเวณด้านหน้าบริษัทซัมซุง ไปหาห้องเช่าใหม่ในเขตตัวเมืองนครราชสีมา หลังจากที่ถูกประกาศเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา อีกทั้งก็เพื่อใกล้กับที่ทำงานที่ตนเองจะหาสมัครงานใหม่ในเขตตัวเมืองนครราชสีมา เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังที่ทำงานและที่พัก

ด้านนางสาวหยาดนภา อรุณใหม่ อายุ 22 ปี อดีตพนักงานบริษัทซัมซุงฯ ตำแหน่ง indirect เปิดเผยว่า ตนเองได้ทำงานอยู่ที่บริษัทซัมซุงนามานกว่า 3 ปี โดยตนเองได้เงินค่าชดเชยที่ถูกให้ออกจากงานเงินเป็นจำนวนเงินกว่า 120,000 บาท ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่ยอมรับได้และเงินจำนวนนี้ตนเองก็จะต้องนำไปใช้หนี้ที่ค่าบัตรเครดิต ปิดค่างวดรถจักรยานยนต์ และส่วนที่เหลือก็จะเก็บไว้ใช้จ่ายในช่วงที่ยังหางานใหม่ทำ อีกทั้งตนเองก็จะต้องย้ายออกจากห้องเช่าที่อยู่ใกล้กับบริษัทซัมซุงฯ เพื่อมาหาเช้าห้องพักในตัวเมืองนครราชสีมา แทน เพื่อที่จะสะดวกสบายในการเดินทางไปทำงานในที่ใหม่ให้ใกล้กับที่พัก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นางสาวหยาดนภาฯกล่าว

ด้านนายวิทยา โยธารินทร์ รองประธานชมรมบริหารแรงงานและพัฒนาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากกรณีการลดพนักงานของซัมซุงในครั้งนี้ ตนคิดว่าเกิดจากปัญหาค่าแรงขั้นต่ำเนื่องจากขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศเวียดนามค่าแรงถูกกว่าเมืองไทย และมีแรงงานมากกว่าไทยด้วย การลดพนักงานของซัมซุงครั้งนี้ ทำให้เกิดทั้งผลดี และผลเสีย ผลดีคือ ตลาดแรงงานมีคนให้เลือกเพิ่มขึ้น ยังมีโรงงานหลายแห่งที่ยังเปิดรับสมัครพนักงาน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งประเทศที่เปิดรับมากกว่า 3-4 แสนคน ทำให้แรงงานออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมโรงงานรายอื่นๆ ได้ ส่วนผลเสีย คือทำให้เศรษฐกิจโคราชแย่ลง แรงงานบางส่วนก็อาจจะมีการย้ายถิ่นไปจากนครราชสีมาด้วย

ขณะที่ด้านผู้บริหารของบริษัทซัมซุงฯ โรงงานประจำจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตนไม่สามารถให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นได้ ต้องสอบถามไปยังส่วนกลางซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่กรุงเทพฯ เท่านั้น ตนและผู้บริหารคนอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆ ได้ทั้งสิ้น

นายธรรมราช อาษาสุวรรณ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนฝ่ายนโยบายและแผนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผย ความเคลื่อนไหวการลงทุนด้านอุตสาหกรรมในจังหวัดนครราชสีมาว่า ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมามีโรงงานอุตสาหกรรมรวมกว่า 2,640 โรงงานซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่าในเดือนมิถุนายน 2558 มีจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมเลิกกิจการไปแล้วประมาณ 20 โรงงาน โดยสาเหตุของการปิดกิจการเกิดจากภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศชลอตัวไม่มีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามา อีกทั้งปัญหาค่าเเรงของประเทศไทยที่เเพงกว่าประเทศเพื่อนบ้านและแรงงานก็หายากมากขึ้นทำให้นักลงทุนบางรายย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีการลงทุนถูกกว่าไทย

 

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1437205712


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เดือนเมษา 59 ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมลด ส่งออกหดตัว 8%

เดือนเมษา 59 ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมลด ส่งออกหดตัว 8%

Posted: 25 May 2016 10:16 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

รมช.พาณิชย์เผย ส่งออกเดือน เม.ย.59 พลิกกลับมาหดตัว 8.0% หลังกระแสการค้าโลกยังเปราะบาง ขณะที่นำเข้าติดลบ 14.92% สภาอุตฯ เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมก็ลด เหตุหยุดยาว

25 พ.ค. 2559 สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือน เม.ย. 2559 กลับมาหดตัว 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามกระแสการค้าโลกที่ยังมีความเปราะบาง เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกยังไม่มีความชัดเจน ประกอบกับปัจจัยด้านราคาสินค้าเกษตรและน้ำมันที่หดตัวสูงที่เป็นแรงกดดันให้มูลค่าขยายตัวต่ำกว่าปริมาณส่งออกที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง ประเทศคู่ค้าหลายประเทศชะลอการนำเข้าลง และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกเชิงลบที่ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยมีสถานการณ์ที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ มาก แสดงว่าไทยยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในตลาดและสินค้าส่งออกสำคัญไว้ได้ สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถทางการแข่งขันของไทยยังอยู่ระดับที่ดี

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการ เพื่อการขับเคลื่อนการส่งออกของไทย ปี 2559 อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านขยายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก แก้ไขปัญหาข้อจำกัดทางการค้าร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงการส่งเสริมการค้าบริการและส่งเสริมผู้ประกอบการไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเพื่อสร้างโอกาสทางการค้า และความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เม.ย.ลดลง เหตุหยุดยาว

ขณะที่ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย.  2559 พบว่าปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.0 จากระดับ 86.7 ในเดือนมี.ค. เนื่องจากเดือนเม.ย. มีวันทำงานน้อยมีวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้การใช้กำลังการผลิตลดลงโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ปูนซีเมนส์ พลาสติก และปิโตรเคมี เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทที่กระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออกและปัญหาภัยแล้งทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 97.2 ลดลงจากระดับ 98.3 ในเดือนมีนาคม เนื่องจากผู้ประกอบการยังกังวลต่อกำลังซื้อในภูมิภาคที่ฟื้นตัวช้า จากความรุนแรงของปัญหาภัยแล้ง ราคาน้ำมันในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น  ความผันผวนของอัตราแลกเลี่ยน รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะมาตรการที่มิใช่ภาษี  ทั้งนี้ ต้องการให้ผู้ประกอบการเร่งใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มากขึ้น

ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. 2559 พบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้นต่อสภาวะเศรษฐกิจโลก  อัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมัน ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการกังวลลดลง ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และสำนักข่าวไทย

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

โครงการทางด่วน “อินเดีย – เมียนมาร์ – ไทย” ขยับใกล้ความจริง

Asian Highway

ความฝันที่จะท่องเที่ยวทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียอย่างสะดวกใกล้เป็นความจริง

อินเดียเตรียมลงนามร่วมกับเมียนมาร์และไทย เพื่อสร้างทางด่วนเชื่อมต่อระหว่าง 3 ประเทศในเร็ววันนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มการค้าระหว่างประเทศเหล่านี้ได้มาก

กระทรวงคมนาคมของอินเดีย เปิดเผยว่าข้อตกลงจัดทำโครงการทางด่วน อินเดีย-เมียนมาร์-ไทย ใกล้สำเร็จลุล่วง และคาดว่าจะมีการลงนามเร็วๆนี้ หลังจากเลือนมาตั้งแต่ปีที่แล้วเนื่องจากติดการเลือกตั้งในเมียนมาร์

โครงการนี้จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างเมือง Imphal ในอินเดีย ไปถึงเมืองมัณฑะเลย์ในเมียนมาร์ ผ่านแม่สอดและไปยังจังหวัดพิษณุโลกของไทย จากนั้นเชื่อมต่อไปถึงกรุงเทพฯ

โครงการเชื่อมโยงอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ชื่อว่า “Look East” ของนายกฯ อินเดีย นเรนธรา โมดี

source :- http://www.voathai.com/a/business-22may16/3341706.html?ltflags=mailer

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เสียงเตือนถึงรัฐบาล ปั้นตัวเลข”จีดีพี” แต่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ช่องว่างทางเศรษฐกิจยิ่งห่าง

เสียงเตือนถึงรัฐบาล ปั้นตัวเลข”จีดีพี” แต่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ช่องว่างทางเศรษฐกิจยิ่งห่าง เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

******************************

ขณะนี้รัฐบาลพยายามจะ “ปั้นตัวเลข”อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP (Gross Domestic Products) แต่ในขณะนี้อาจเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำมาก ดังนั้นตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูดี อาจไม่สะท้อนภาวะที่แท้จริง”
.
ในประเทศไทยในอนาคต คาดว่าจะยิ่งมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อาจทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม กลายเป็นปรากฏการณ์เชิงลบที่จะมีผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
.
ดังนั้น แม้ GDP จะสูง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเครื่องชี้ความสำเร็จของการพัฒนาประเทศ หากกลายเป็นว่าประเทศชาติมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ คาดว่าคงจะไม่เติบโตมากนัก
.
ทุกวันนี้บ้านราคาปานกลางขายได้น้อยลง ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก็คือบ้านราคาแพงสำหรับคนที่มีฐานะดี ในปี 2559 นี้ยังไม่เห็นว่าสินค้าเกษตรต่างๆจะดีขึ้น การลงทุนต่างๆจะเด่นชัดมากนัก ดังนั้นความเหลื่อมล้ำจึงอาจเพิ่มขึ้น ประกอบกับประเทศไทยไม่มีระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยิ่งทำให้คนรวยๆ ไม่ต้องเสียภาษีที่ดิน กักตุนเก็งกำไรบ้านและที่ดินให้เช่าหรือรอขายกันมากมาย ทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์
.
นอกจากนั้นประเทศไทยยังไม่มีภาษีมาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเพียงพอ หรือมีภาษีก็นำไปใช้ในงานด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน
.
ดังจะเห็นได้ว่างบประมาณแผ่นดินถูกใช้ไปในด้านเงินเดือนถึงราวหนึ่งในสาม และถูกใช้ไปเพื่อรายจ่ายประจำอีกส่วนหนึ่ง รวมกันแล้วถึงราว 70% ของงบประมาณ จึงเหลือเงินเพื่อใช้ในการลงทุนและการพัฒนาประเทศน้อยมาก
.
ดังนั้น ตัวเลข GDP ปีนี้จึงไม่น่าจะสูงดังที่คาดหวัง (ส่งเดช) กันไว้ และยังมีช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ถ่างห่างออกไปมากขึ้นอีกในอนาคต
.
ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส