บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (The National Oil Company)

บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (The National Oil Company)

เส้นทางสู่ความวิบัติ ไร้ประสิทธิภาพ ตรวจสอบไม่ได้

ผมได้ยินมาว่า “กลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อประชาชน (คปพ.)” จะเสนอให้ตั้ง “บริษัทน้ำมันแห่งชาติ” The National Oil Company ขึ้นมา เพื่อดูแล การขุดเจาะ สำรวจและขาย น้ำมันทั้งหมดในประเทศไทย ผมได้ยินแล้ว นี่เรากำลังจะย้อนยุค “ไปเป็นยุคคอมมิวนิสต์” กันแล้วใช้ไหมนี่ ในขณะทั่วโลก แม้แต่เจ้าตำรับ “คอมมิวนิสต์” แบบรัสเซีย หรือจีนเอง ก็เลิกเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว ประเทศไทยเราจะไปทางนั้นกันใช่หรือเปล่า

อะไรจะล้าหลังย้อนยุคกันถึงป่านนั้น

บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ก็คือ กิจการที่ผูกขาดโดยรัฐ มีรัฐเป็นเจ้าของ บริหารแบบระบบราชการ ตรวจสอบไม่ได้ ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ ควบคุมอะไรก็ไม่ได้ หากไปแนวทางนี้ หายนะก็มาถึงภาคปิโตรเลียมครับ แล้วอย่าหวังว่าจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกครับ เพราะไม่มีธุรกิจใดขายต่ำกว่าต้นทุนโดยไม่ต้องเอาเงินของสังคมไปอุดหนุนแล้วจะอยู่ได้ และเมื่อกิจการไม่มีการแข่งขัน การควบคุมต้นทุนก็ไม่จำเป็น “เงินเดือนคนขับรถอาจ 50,000 บาท” แบบที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่งเป็นอยู่เวลานี้ แล้วพวกนี้ก็เอาไปรวมกันเป็นต้นทุนทั้งสิ้น

เท่าที่ผมได้ยินข้อเสนอของ คปพ. นั้น เขาให้ตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมา ทำหน้าที แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในการอนุญาติ และควบคุมระบบสัมปทานปิโตรเลียม และทำหน้าที่แทนบริษัท ปตท. สผ.ทั้งหมดในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในประเทศไทย ดังนั้น เขาจะรวมทุกอย่างทั้งหมดไว้ในบริษัทนี้ ตั้งแต่การออกสัปทานบัตร การสำรวจขุดเจาะ และการขายปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศไทย จะดำเนินการโดยบริษัทนี้ เรียกว่าดูแลขั้นตอน Upstream ทั้งหมด เป็นทั้ง Regulator และ ผู้ผลิต และผู้ค้าน้ำมันเบ็ดเสร็จในตัว โดยบริษัทแห่งนี้ มีกรรมการมาจากภาครัฐ และภาคประชาชน (โดยต้องมีตัวแทนส่วนหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนของ คปพ.) เข้ามาดูแล ทำหน้าที่ทั้งหมด เรียกว่า ทรัพยากรปิโตรเลียมของทั้งชาติ กลายเป็นของ “กรรมการบริษัทนี้” ดูแลหมด (เรียก ว่า คปพ. ตีกินเนียนๆ อยู่ๆ ขอเข้าไปมีอำนาจอนุมัติ เกี่ยวข้องกับเงินหลายแสนล้านบาท ตรวจสอบไม่ได้ด้วย ฉลาดกันจริง”

ปัญหาของบริษัทน้ำมันแห่งชาตินี้ มีทั้งปัญหาในทางทฤษฎี และปัญหาในทางปฎิบัติเลยทีเดียว

1. ปัญหาทางทฤษฎี

– ปิโตรเลียมไม่ได้เป็นกิจการผูกขาดโดยธรรมชาติ

การสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมนั้น โดยปกติแล้วไม่ได้เป็น “กิจการที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ” หรือ Natural Monopoly (ต้นทุนหน่วยสุดท้ายสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ย MC>AC) ดังนั้น การแข่งขันย่อมนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร การผูกขาดนำมาซึ่งความไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีคู่แข่ง แรงจูงใจที่จะลดต้นทุนของผู้ผูกขาดย่อมไม่มี ดังนั้นต้นทุนของบริษัทที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่ต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และบริษัทผูกขาดย่อมไม่มีแรงจูงใจที่จะลดต้นทุน และอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นบริษัทผูกขาดและไม่มี Regulator คอยกำกับ (เพราะบริษัทน้ำมันแห่งชาติรวมหน้าที่ Regulator ไปไว้ด้วยแล้ว) การตั้งราคาขายเท่าไหร่ก็ย่อมทำได้

นอกจากนี้ น้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ ย่อมบังคับขายในประเทศ โรงกลั่นในไทยทั้งหมด ก็ย่อมถูกบังคับให้ซื้อน้ำมันดิบจากบริษัทนี้ไปกลั่น ทั้งๆ ที่โรงกลั่นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกลั่นน้ำมันดิบชนิดนั้น (เพราะมีกำมะถันสูง เสียค่าบำบัดกำมะถันเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน EURO 4 ในการขายน้ำในประเทศ) ดังนั้นก็ต้องลงทุนอีกมาก เพื่อกลั่นน้ำมันชนิดนี้ ซึ่งปัจจุบันเขานำเข้าน้ำมันกำมะถันต่ำมากลั่นต้นทุนจะต่ำกว่า ส่วนน้ำมันดิบของไทยก็ขายออกไป เพราะมีบางประเทศไม่ได้ตั้งคุณภาพน้ำมันไว้สูง โรงกลั่นอื่นๆ อาจรับซื้อไปกลั่นขายในตลาดอื่นได้ คือระบบตลาดได้จัดการอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว

ดังนั้น ในทางทฤษฎี บริษัทน้ำมันแห่งชาติ จึงไร้ประสิทธิภาพ สูญเสียทรัพยากรของชาติโดยไม่จำเป็น และเป็นการสูญเปล่า ที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อชาติได้ดีกว่าระบบที่ใช้กลไกตลาดจัดสรรทรัพยากร

สรุปคือ ปัญหาไม่ได้เป็นสินค้าแบบ Natural Monopoly ส่วนหนึ่ง กับปัญหา Monopoly Firm (คือรัฐวิสาหกิจอีกส่วนหนึ่ง) ทำให้แนวคิดนี้มีปัญหาทางทฤษฏีมากมาย ทั่วโลกไม่มีใครเขาทำกันแล้ว

2. ปัญหาในทางปฎิบัติ

ปัญหาเบื้องต้นคือ “ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ” หากเป็นคณะบุคคล หรือกรรมการที่เป็นกรรมการของบริษัทนี้ เราจะเชื่อได้อย่างไรว่ากรรมการชุดนี้จะดูแลผลประโยชน์ของชาติได้ดีกว่ากรรมการอื่นๆ เนื่องจากมีอำนาจเด็ดขาดทั้งในด้านการอนุมัติ และอำนาจในการดำเนินธุรกิจ อยู่ในตัวเอง ซึ่ง
เป็นอำนาจที่ขัดแย้งกันอยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็น Regulator มี “คณะกรรมการปิโตรเลียม” ทำหน้าที่เป็นองค์กรตัดสินใจ ดังนั้น การดำเนินการจริงๆ ก็ดำเนินการในรูปแบบกรรมการอยู่แล้ว ไม่ใช่อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทำได้โดยพละการ ส่วนเรื่องการทำธุรกิจนั้น ปตท.สผ. ซึ่งต้องบริหารแบบธุรกิจเป็นผู้ดำเนินการ แยกกันชัดเจนอยู่แล้ว

ข้อเสนอของ คปพ. ส่วนใหญ่นั้น จินตนาการเอาเอง ไม่ได้มีความรู้ทางวิชาการใดๆ อยู่เลย เมื่อถูกคนส่วนใหญ่วิจารณ์ คปพ. ก็จะเปลี่ยนประเด็นไปเรื่อยๆ เหมือนไม่ได้มีจุดยืนอะไรในทางวิชาการอยู่เลย แต่เพียงแค่ต้องการหาประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น

ก่อนหน้านี้คนกลุ่มนี้ ต่อสู้มากมายเกี่ยวกับ ทวงคืน ปตท. หรือ เรื่องราคาน้ำมัน ต่อมามีคนโต้แย้งมากมาย ทำท่าจะปลุกกระแสไม่ขึ้น กลุ่มนี้ก็เปลี่ยนประเด็นมาเป็นเรื่อง สัมปทาน แล้วก็ยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าต้อง ใช้วิธีการแบ่งปันผลผลิตเท่านั้น ซึ่งทั่วโลกเขาก็ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องใช้วิธีการแบ่งปันผลผลิตหรือวิธีการสัมปทาน (รายละเอียดในบทความผมก่อนหน้านี้) ขึ้นกับความเสี่ยงในการสำรวจและขุดเจาะ กับความอุดมสมบูรณ์ของปิโตรเลียมในพื้นที่สำรวจเป็นสำคัญ มันไม่ได้มีวิธีใด เหนือกว่าวิธีใดเลย

ตอนนี้ ที่ผมทราบ เริ่มเปลี่ยนประเด็นมาเป็นตั้ง บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ถอยหลังเขาคลองหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก

จริงๆ ก็ยอมรับเสียเถอะว่าต้องการเป็นพรรคการเมือง เคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ยังหาประเด็นชูบทบาทตัวเองไม่ได้ ก็เลยเล่นเรื่อง “ชาตินิยม” Nationalism เริ่มมาตั้งแต่ ทวงคืนเขาพระวิหาร ทวงคืน ปตท. แล้วก็มายุ่งเรื่องสัมปทาน ตอนนี้เริ่มมาเป็น บริษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปอีก

ผมยิ่งเป็นปรปักษ์กับแนวคิดชาตินิยมสุดกู่ทางเศรษฐกิจอยู่ด้วย ยังไงผมก็ต้องค้านเต็มที่แหละครับ เพราะผมเห็นว่าแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจนี้แบบนี้ทำลายชาติยิ่งกว่าการกระทำใดๆ อีก ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วทั่วโลก

ไม่ต้องอ้างว่าใครรักชาติมากกว่ากันนะครับ สำหรับผม “ผลประโยชน์ของชาติต้องถกกันให้ชัดเจน” ครับ ต้องนิยามได้ เอาให้ชัด

ยิ่งผูกขาดนี่ ผมยิ่งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยทีเดียว

 

ม.หอการค้าไทยเผยตัวเลขบ่งชี้ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยส่อเค้าดีขึ้นเล็กน้อย


ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ม.หอการค้าไทยเผยตัวเลขบ่งชี้ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยส่อเค้าดีขึ้นเล็กน้อย

ผู้บริโภครายได้ระดับกลางในกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นตัวนำในการเริ่มใช้จ่าย บวกมาตรการอัดเม็ดเงินลงหมู่บ้าน คุมราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินทำให้คนรู้สึกว่าแม้รายได้ไม่เพิ่มแต่รายจ่ายไม่แพงเกินไป ในขณะที่หวังพึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวมาเสริม ส่วนที่ยังหนักคือรอบนอกที่พึ่งสินค้าการเกษตรเพราะราคายังไม่ดีขึ้นขณะที่มีปัญหาการผลิต ด้านการส่งออกยังไม่กระเตื้องเพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นมากนัก

นายธนวรรธน์ พลวิสัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายวชิร คูณทวีเทพ รองผู้อำนวยการ ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการสำรวจและทำดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนต.ค.2558 โดยได้ข้อสรุปว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนส่วนใหญ่ต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้นเล็กน้อย โดยดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของเดือนต.ค.วัดได้ 62.2 ในขณะที่ของเดือนก.ย.อยู่ที่ 61.2 โดยระบุว่าแม้จะน้อยแต่ก็ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบสิบเดือนที่ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นปรับตัวสูงขึ้น และถือว่าเป็นสัญญาณด้านบวกแสดงให้เห็นว่ามีโอกาสที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว ในขณะที่ความเชื่อมั่นด้านสังคมและการเมืองก็กำลังดีขึ้นเช่นกัน

ความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจนั้น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจบอกว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นการปล่อยเงินผ่านกองทุนหมู่บ้าน การให้เม็ดเงินพัฒนาตำบล การเร่งเบิกจ่ายเงินในโครงการขนาดเล็กที่กระจายไปทั่วประเทศ บวกมาตรการสร้างความมั่นใจเช่นช่วยเหลือผู้ซื้อบ้าน กระตุ้นอสังหาริมทรัพย์

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ตัวเลขดัชนีต่างๆที่รวบรวมได้แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะพ้นจากจุดที่ตกต่ำที่สุดมาแล้วแต่ยังเปราะบางอยู่มาก โดยสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นมาจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นตัวนำ ผู้บริโภคที่เป็นคนชั้นกลางซึ่งเดิมไม่มีความเชื่อมั่นในอันที่จะใช้จ่ายเริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยวัดได้จากการที่มีการซื้อสินค้ากลุ่มคงทนเช่นบ้านและรถมากขึ้น ในส่วนของค่าครองชีพแม้ว่าประชาชนจะรู้สึกว่ารายได้ไม่เพิ่มเต็มที่ แต่อีกด้านก็รู้สึกว่าราคาสินค้าก็ไม่ได้แพงมากนักเช่นกัน ซึ่งในเรื่องนี้ทำให้เห็นความสำคัญของการที่จะต้องมีมาตรการสนับสนุนให้มีการลดราคาสินค้าและควบคุมราคาต่อไป

ส่วนปัจจัยอีกตัวที่กระตุ้นเศรษฐกิจมาจากการท่องเที่ยวที่เริ่มจะคึกคัก และเมื่อบวกรวมสองปัจจัยคือการใช้จ่ายของบางภาคส่วนที่เพิ่มขึ้นและการท่องเที่ยว เม็ดเงินที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจจึงมาจากสองส่วนพอๆกันคือจากภาครัฐครึ่งหนึ่งและเอกชนอีกครึ่งหนึ่ง และเป็นสภาพที่ฟื้นด้วยตัวเองเพราะในขณะนี้สภาพเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีนัก ไม่ว่าจีนหรือยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งทำให้การส่งออกของไทยยังไม่ดีขึ้น

ในส่วนของภาคการเกษตร ผอ.ศูนย์พยากรณ์ฯเชื่อว่าจะยังไม่ฟื้นตัวมากนัก เพราะราคาสินค้าการเกษตรยังไม่ฟื้น ขณะที่ในด้านการผลิตก็ยังมีปัญหา มองไปในอนาคตปีหน้าโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก สภาพเช่นนี้จะยังดำรงอยู่ต่อไป แต่หากในครึ่งปีหลังสามารถแก้ปัญหาในเรื่องน้ำได้ และราคาเริ่มดีขึ้นไตรมาสที่สี่จึงจะเห็นสภาพฟื้นตัว แต่สำหรับขณะนี้ในรอบนอกจากเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลประชาชนจะยังไม่รับรู้มากนักว่าเศรษฐกิจอาจจะเริ่มฟื้นตัว

7 ข้อที่ชี้ว่า”ทักษิโณมิกส์”ของสมคิดยุคคสช.จะล้มเหลว?

หลังจากมีการเปลี่ยนตัวทีมเศรษฐกิจของคสช.ชนิดที่เรียกว่า “ยกกระบะเซลส์” เปลี่ยนมือจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ผมเคยทำนายไปแล้วว่าไม่น่าจะรอด (ดู ที่นี่)มาสู่ยุคของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตคีย์แมนทางเศรษฐกิจผู้มีส่วนขับเคลื่อน “ทักษิโณมิกส์” (Thaksinomics) หรือการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบทักษิณ เพียงไม่กี่วันที่เข้ามรับตำแหน่งดร.สมคิด ก็ขุดนโยบายที่แทบจะย้อนเวลากลับไปสู่ยุคทักษิณอีกครั้ง จน Nikkei Review ถึงกับขนานนามว่า “นี่อาจจะเป็นการกลับไปสู่ยุคทักษิโณมิกส์อีกครั้ง” เรามาดูว่าเพราะเหตุใดการกลับไปใช้นโยบายแบบเดิม อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม

http://www.matichon.co.th/online/2015/08/14407544281440754751l.jpg

“ทักษิโณมิกส์” คืออะไร ทำไมผู้คนถึงโหยหา?

หลายๆคนที่เกิดมาในช่วงของความขัดแย้งในทศวรรษที่ผ่านมา อาจลืมไปว่าเราเคยมีภาคเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งแบบนี้มาก่อน หรือแม้กระทั่งผู้ที่ขับไล่ทักษิณในยุคพันธมิตรรอบ 2551 ม็อบแช่แข็งประเทศไทย หรือกปปส. ที่ยังไม่จบมหาวิทยาลัยอาจไม่รู้จักคำนี้ เช่นเดียวกับไม่รู้จักคำว่า Dual track  หรือ “จากรากหญ้าสู่รากแก้ว” เกิดมาก็ได้แต่เฮตามเพื่อขับไล่ “ระบอบทักษิณ”ไปเสียแล้ว อยากจะขอปูพื้นฐานถึงคำนี้ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของ”ระบอบทักษิณ”ที่คุณเกลียด แต่คุณกลับเชียร์คสช.ที่กำลังกลับไปใช้นโยบายแบบนี้

คำว่า “ทักษิโณมิกส์”นั้น ถูกขนานนามโดยอดีตประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ กลอเรีย อาราโย ในงานประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC ที่ไทยเป็นเจ้าภาพยิ่งใหญ่ในปี 2003 เป็นการเน้นการกระตุ้นการใช่จ่ายภาครัฐและมุ่งกระตุ้นภาคการส่งออกและภาคเศรษฐกิจ โดยหัวใจอยู่ที่การดำเนิน “เศรษฐกิจแบบ 2แนวทาง” (Dual Track Policy) ซึ่งจุดแรกคือไปกระตุ้นที่ภาคการส่งออก การลงทุนต่างประเทศ และโอกาสใหม่ๆเช่นการท่องเทีย่ว และอีกด้านอันเป็นเอกลักษณ์ก็คือ การมุ่งอัดฉีดเงินไปที่ระดับรากหญ้าที่มาของคำว่า “สร้างงานสร้างรายได้” นโยบายที่หลายคนรู้ตักดีก็เช่น กองทุนหมู่บ้าน ส่งเสริมผู้ประกอบการSME โครงการพักการชำระหนี้เกษตรกรและริเริ่มสินค้า OTOP และสัมฤทธิ์ผลเห็นได้ชัดก็คือเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวเติบโตอย่างก้าวกระโดดในบางปี GDP เติบโตเกิน5% โดยคีย์แมนสำคัญคนหนึ่งก็คือดร.สมคิดที่เคยนั่งทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ (ช่วงเวลาดังกล่าว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกเศรษฐกิจเป้นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย)

วิเคราะห์ “ทักษิโณมิกส์” ภาค 2ทำไมอาจจะแป้กได้?

การที่คสช.อุตสาห์แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2557 เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอย่างดร.สมคิด แห่ง “บ้านเลขที่111″คดียุบพรรคไทยรักไทยปี 2550 กลับมาสู่ตำแหน่งรองนายกเศรษฐกิจอีกครั้ง แปลได้ว่าเข้าตาจนและไม่พึงพอใจกับการบริหารงานโดยเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจแบบ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ที่เน้นภาพใหญ่แบบแมคโคร ระมัดระวัง เทอะทะ และล่าช้า ถือว่าเป็นเดิมพันที่สูง และแน่นอนการที่ดร.สมคิดจะกลับไปใช้ “ทักษิโณมิกส์”อีกครั้งนั้นไม่ง่าย เพราะ….

1. สถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่างกันสุดขั้ว

จะว่าไปรัฐบาลทักษิณนั้นอยู่ในยุคที่โชคดีส่วนหนึ่งคือการก้าวขึ้นสู่อำนาจในยุคหลังมิลเลนเนียมใหม่ๆอะไรเกิดขึ้นบ้างในขณะนั้น?ความก้าวหน้าของวิทยาการเทคโนโลยีเชิงไอทีและคมนาคมที่นำพาความเจริญมาสู่โลกสหภาพยุโรปพึ่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบ”เงินสกุลเดียว” (Single currency)ที่เนื้อหอมสุดๆ ประเทศจีนกับการค่อยๆเปิดประเทศสู่ทุนนิยมกับโอกาสใหม่ๆทางการลงทุน และสหรัฐอเมริกากำลังถลุงเงินไปกับ “สงครามต้านการก่อการร้าย”

แล้วหันไปมองตอนนี้สิ!?ตลาดเทคโนโลยีเริ่มถึงทางตันเมื่ออัตราการซื้อหรือเปลี่ยนแก็ดเจ็ทต่างๆเริ่มชลอตัวหลายบริษัทไอทีเริ่มประสบปัญหาสหภาพยุโรปเกือบจะล่มไปพร้อมกับวิกฤตกรีซที่เป็นบทเรียนว่าประเทศที่ขนาดจีดีพีแตกต่างกันลิบลับไม่ควรใช้เงินสกุลเดียวกันจีนกำลังสร้างความปั่นป่วนให้โลกเมื่อเศรษฐกิจเริ่มชลออัตราการขยายตัวและสหรัฐอเมริกาที่เริ่มลดบทบาททางการทหารในหลายๆพื้นที่

2.สมคิดคนเดียวทำอะไรไม่ได้หากไม่มีดรีมทีมที่ดี

ถึงแม้รอบนี้ดร.สมคิดจะเข้ามาพร้อมกับทีมงานที่ไว้ใจ เช่น ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ศิษย์รักจากศศินทร์ นาย อุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที อดีตอธิการบดีม.กรุงเทพและอดีตผู้ช่วยสมคิดสมัยเป็นรมว.คลังยุคทักษิณ  และนาย อภิศักดิ์ ตันติวรงศ์ รมว.คลัง เพื่อนเตรียมอุดมฯของสมคิดที่สมคิดดันให้เป็นผู้บริหารธนาคารกรุงไทยสมัยทักษิณ (อีกคนที่สมคิดดันก่อนหน้าคือ วิโรจน์ นวลแข อดีตผู้บริหารกรุงไทยที่พึ่งถูกพิพากษาจำคุก) ถึงแม้อาจจะฟังดูดีกว่าเหล่าบรรดา “เทคโนแครตกยุค”ของหม่อมอุ๋ย แต่เรียกได้ว่ายังห่างชั้นกับยุครัฐบาลทักษิณ

หากเทียบกับยุคทักษิณ1ที่มี พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นประธานที่ปรึกษาด้านนโยบาย วราเทพ รัตนากร เป็น รมช.คลัง ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร อดีตที่ปรึกษาของธนาคารโลกเป็นรมช.พาณิชย์ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เคยบริหารอุตสาหกรรมพันล้านเป็นรมว.อุตสาหกรรม หรือทักษิณ2 ที่เสริมทีมด้วย ทนง พืทยะ ผู้บริหารธนาคารทหารไทยเป็นรมว.คลังเมื่อตอนดร.สมคิดถูกสลับไปนั่งเป็น รมว.พาณิชย์ เรียกได้ว่าชื่อชั้นยังห่างกันเยอะมาก

http://www.matichon.co.th/online/2015/08/14407544281440754755l.jpg

3. รัฐมนตรีสายโควตาทหารและนายทุนที่ไม่สามารถจัดการได้

ถึงแม้สมคิดจะได้บริหารถึง 7 กระทรวง อันได้แก่ กท.คลัง กท.อุตสาหกรรม กท.เกษตรฯ กท.คมนาคม กท.วิทยาศาสตร์ฯ  กท.พาณิชย์ และที่เซอร์ไพรส์คือได้ กท.การต่างประเทศมาด้วย แต่ต้องความเข้าใจว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาด้วย”อำนาจพิเศษ”ดังนั้นจึงมีโควตาของทหารค่อนข้างมาก ซึ่งทักษะการบริหารเศรษฐกิจนั้นอาจจะไม่คล่องตัวมากนัก ลองย้อนไปดูรายนามคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 3 ที่มีโควตารัฐมนตรีทหารเพิ่มขึ้นจาก 14เป็น16 ตำแหน่ง และผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของดร.สมคิดได้แก่  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ มาเป็นรมว.เกษตรฯ

ส่วนกระทรวงเศรษฐกิจที่พึงได้พึงบริหารอื่นๆ เช่น กระทรวงแรงงานก็ยังเป็นรัฐมนตรีสายหทารอย่าง พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมรอเกษียณ และอีกคนที่เป็นรัฐมนตรีทหารใหม่ป้ายแดงอย่าง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ก็มานั่งรมว.พลังงาน ยังไม่นับกระทรวงการท่องเที่ยวฯที่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร นายทุนกปปส.นั่งเป็นเจ้ากระทรวงที่ผุดไอเดียแปลกๆออกมาเสมอ ทำให้ดร.สมคิดไม่สามารถบริหารสั่งการได้ถนัดนัก

4.วิกฤตทั้งบนฟ้า-ในน้ำ-บนบก

เรียกได้ว่าไทยตอนนี้้ไทยประสบปัญหารอบด้านทั้งบนฟ้าเมื่อไทยเจอคาดโทษจากมาตรฐานการบินของICAOที่ทำให้ธุรกิจและภาพลักษณ์ของสายการบินในไทยตกต่ำส่อเค้าส่งผลกระทบในภาคการท่องเที่ยว บนบกเองหลังจากผ่านวิกฤตภัยแล้งไปได้อย่างจวนเจียนก็เจอเหตุระเบิดราชประสงค์สะเทือนภาคการท่องเที่ยวอีกหนึ่งรายได้หลักของ“ทักษิโณมิกส์”ส่วนในน้ำนี่มาพร้อมกับปมค้ามนุษย์ตั้งแต่สหรัฐอเมริกาลดเกรดให้ไทยตกไปอยู่ในTier3 และอาจพิจารณาลดความช่วยเหลือในด้านที่ไม่ใช่มนุษยธรรม และสหภาพยุโรปก็เตรียมประเมิน IUU ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งถ้าหากไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อภาคการส่งออกไทยที่ติดลบอย่างต่อเนื่องมาตลอดปี ไม่ใช่โจทย์ง่ายเลยของดร.สมคิดและทีมงาน

5. ตลาดภายในซบเซาไปหมดแล้ว

ระยะเวลา 1ปีที่ผ่านมาผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มออกฤทธิ์ ทั้งเรื่องการเลิกจ้าง การเตรียมจัดเก็บภาษีใหม่ๆของรัฐบาล การย้ายฐานผลิตจากการไม่เชื่อมั่นในภาครัฐ ผลกระทบภาคส่งออกและท่องเที่ยว ที่ต่อให้ใช้มาตรา44 ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ดร.สมคิด จะงัดมาตรการอัดฉีดไปยังรากหญ้าก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถฟื้นตลาดภายในได้หรือไม่ ภาคการเกษตรบอบช้ำจากภัยแล้งและมาตรการดูแลสินค้าเกษตรแบบทิ้งขว้างฉบับม.ร.ว.ปรีดิยาธร ภาคอุตสาหกรรมมีบริษัทเลิกดทะเบียนการค้าขึ้นสูงเป็นอย่างมากในปีนี้ ไม่นับรวมกับการปิดตัวและย้ายฐานการผลิตในหลายๆนิคม ภาคการส่งออกถูกกีดกันจากการสอบตกมาตรฐานนานาชาติ ภาคการเงินผันผวนหนักจากสงครามค่าเงิน ก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ดร.สมคิดกำลังจะทำจะเป็นการ “รดน้ำให้หญ้าที่ตายไปแล้วเพื่อรอเป็นปุ๋ย”หรือไม่?

6. การกระจายอำนาจและรัฐธรรมนูญที่ดีหายไป

สองสิ่งนี้ค่อนข้างเป็นปัจจัยบวกในสมัยของรัฐบาลทักษิณเมื่อเกิดมาในยุคหลังรัฐธรรมนูญ2540ที่ถือว่าดีที่สุดในบรรดารัฐธรรมนูญฉบับหลังๆทั้งการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะการกระจายอำนาจนั้นทำให้กลไกและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในยุคนั้นทรงประสิทธิภาพ ถึงแม้จะถูกค่อนขอดว่าเปิดทางให้กับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นไปลงเลือกตั้ง อบจ.อบต. แต่ก็เป็นยุคที่ความเจริญลงไปถึงท้องถิ่นมาก ไม่รวมศูนย์อยู่ส่วนกลาง หลายคนมองว่าสิ่งที่ทักษิณทำดีที่สุดคือ”นโยบาย30บาทรักษาทุกโรค” แต่ในมุมมอส่วนตัว “การปฏิรูประบบราชการ”ต่างหากคือผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ใครจำภาพตอนไปติดต่ออำเภอ สถานีตำรวจก่อนยุค2540ได้บ้าง ว่าเต็มไปด้วยอิทธิพลของข้าราชการ การคอรัปชั่น และการรวมศูนย์แค่ไหน และนี่คือสิ่งที่คสช.นำกลับมาในการสร้างรัฐข้าราชการอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่นับรวมถึงการใช้ประกาศ คคสช.ระงับการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น ดังนั้นการดำเนินการนโยบายต่างๆไม่สามารถส่งตรงไปถึงประชาชนอย่างทั่วถึงได้แน่นอน

7. ประชาธิปไตยและความชอบธรรมในสายตาต่างชาติ

ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.และนายกฯจะย้ำบ่อยครั้งว่ารัฐบาลนี้มาด้วยวิธีพิเศษไม่ได้หวังให้ประชาชนมานิยม และสัมภาษณ์ออกสื่อต่างชาติว่ากำลังจะนำประเทศกลับสู่ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ภายในประเทศอาจจะสามารถปราบปรามและสกัดกั้นผู้เห็นต่างด้วยจากกฎอัยการศึกก็ดี จากมาตรา44ก็ดี แต่ต้องยอมรับว่าโลกยุคปัจจุบันเราอยู่คนเดียวไม่ได้ การไม่คบค้าสมาคมหรือมาตรการการกดดันทางอ้อมของหลายประเทศทำให้ไทยตกที่นั่งลำบากและแน่นอนส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ต่อให้ทีมเศรษฐกิจพยายามจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในเวทีโลกแต่หากภาคการเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตยก็มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนแน่ๆ

นี่คือบรรดาโจทย์ที่ดร.สมคิดต้องเจอซึ่งมาตรการทางเศรษฐกิจแบบ“ทักษิโณมิกส์”ก็ไม่ได้การันตีความสำเร็จใดๆเมื่อบริบทที่แตกต่างกันไป ผลลัพธ์ก็อาจจะต่างกันไปด้วย เหมือนกับหนังที่ภาคแรกดี แต่พอนำมาสร้าภาคต่อในบริบทที่แตกต่าง ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปหนังเรื่องนั้นก็อาจจะกลายเป็นแค่ “หนังตกยุค”ก็เป็นได้ ขอให้กำลังใจทีมเศรษฐกิจดร.สมคิดได้พิสูจน์ตัวเอง แล้วค่อยย้อนกลับมาดูว่าการวิเคราะห์ครั้งนี้จะ ตรงเหมือนที่เคยวิเคราะห์บทสรุปของทีมเศรษฐกิจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ที่อุดมด้วยเทคโนแครตตกยุคว่า “เหมือนเอาช่างซ่อมพิมพ์ดีดมาซ่อมไอแพด”หรือไม่ ติดตามชมด้วยใจระทึก

ที่มา : Siam Intelligence | Dare to Think

source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1440754428

คสช.ชี้การท่องเที่ยวไทยกลับสู่ภาวะปกติ ยืนยันรักษาความปลอดภัยเข้มทุกพื้นที่สำคัญ

คสช.ชี้การท่องเที่ยวไทยกลับสู่ภาวะปกติ ยืนยันรักษาความปลอดภัยเข้มทุกพื้นที่สำคัญ

คสช.แถลงวันนี้ว่า นักท่องเที่ยวต่างประเทศในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆไม่ว่าในกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัดยังคงมีจำนวนมากอยู่ พร้อมกับยืนยันว่าสถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบอกว่า จำนวนชาวต่างชาติที่เข้าไทยอยู่ในระดับปกติ

นอกจากนั้น คสช.ได้เพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยในทุกพื้นที่โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และได้ขอความร่วมมือผู้ขับรถรับจ้างและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเอกชนแจ้งเตือนเบาะแส และขอให้หน่วยงานต่างๆรวมไปถึงเอกชนช่วยกันตรวจสอบกล้องวงจรปิดว่าใช้การได้จริง รวมทั้งขอความร่วมมือว่าหากเป็นไปได้ให้ติดตั้งเพิ่ม คสช.ระบุด้วยว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยนี้อาจทำให้ในบางครั้งต้องมีการตรวจค้นสร้างความไม่สะดวกบ้าง ขอความร่วมมือประชาชนที่มีข้อมูลเป็นประโยชน์ให้โทรศัพท์เข้า 1515 แต่คนที่โทรก่อกวนจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย

คสช.ยังยืนยันว่าการสอบสวนเหตุระเบิดราชประสงค์นั้นมีความคืบหน้าเพราะได้รับข้อมูลจากหน่วยข่าวของมิตรประเทศ แต่ไม่อาจเปิดเผยบางเรื่องได้เพราะจะส่งผลต่อรูปคดี

เมื่อวานนี้ 24 ส.ค.ได้มีการจัดเสวนาทบทวนข้อมูลเรื่องเหตุระเบิดราชประสงค์จัดโดยสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดยมีพล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปร่วมให้ข้อมูลผู้สื่อข่าว มีผู้สื่อข่าวหลายรายสอบถามถึงผลการสอบสวน โดยมุ่งประเด็นไปที่ความไม่คืบหน้าของการคลี่คลายคดีโดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ไปแล้วถึงเจ็ดวัน อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.ประวุฒิชี้ว่า เหตุการณ์ขนาดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องมีเวลาทำงาน

 

เขตเศรษฐกิจพิเศษจีนในลาว เมืองสวรรค์ของธุรกิจสีเทา?

เขตเศรษฐกิจพิเศษจีนในลาว เมืองสวรรค์ของธุรกิจสีเทา?

ที่เมืองต้นผึ้ง ริมฝั่งแม่น้ำโขงของแขวงบ่อแก้วในลาว เป็นที่ตั้งของ “เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ” พื้นที่กว่าหนึ่งหมื่นตารางเมตร ซึ่งลงทุนก่อสร้างโดยจีน ภายในมีทั้งคาสิโน ภัตตาคาร สถานบันเทิงต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนชุมชนจีนน้อยๆ นอกประเทศจีน ที่บรรดานักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่สามารถเข้ามาหาความบันเทิงและทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในประเทศของตนได้

“นักพนันจีนนี่เป็นสุดยอดนักพนันกลุ่มนึงของโลก เล่นติดต่อกันทั้งวันหรือสองวันก็ได้ โดยไม่ขยับไปไหนเลย” พนักงานที่กาสิโน คิงส์ โรมันส์ ซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวหลักของเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ บอกกับผู้สื่อข่าว ทั้งนี้ บ่อนการพนันเป็นสิ่งผิดกฏหมายในจีน แต่ที่นี่กลับเป็นสิ่งที่รัฐบาลลาวใช้ในการดึงดูดเม็ดเงินเข้าประเทศ จากเพื่อนบ้านชาติมหาอำนาจ

เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เป็นเสมือนดินแดนจีนอีกแห่งหนึ่ง ภาษาที่ใช้สื่อสารกันคือจีนกลางและจีนท้องถิ่นอื่นๆ เงินตราที่ใช้กันทั่วไปคือเงินหยวน แม้แต่แรงงานที่มาทำงานในพื้นที่ก็เป็นแรงงานจีนและแรงงานอพยพจากเมียนมาร์ มีชาวลาวเพียงไม่กี่คนที่ทำงานในที่แห่งนี้

อย่างไรก็ตาม เงินรายได้ที่ลาวได้รับ จากการให้จีนเช่าพื้นที่เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นระยะเวลา 99 ปีนี้ ต้องแลกมากับการที่พื้นที่ดังกล่าว กลายเป็นสวรรค์ของธุรกิจสีเทา โดยกาสิโนได้กลายเป็นแหล่งฟอกเงินของมาเฟียจีนและแก๊งอาชญากรรมท้องถิ่น โดยอาศัยช่องว่างที่ในลาวไม่มีการบังคับใช้กฏหมายต่อต้านการฟอกเงินอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ธุรกิจการค้าประเวณีก็พบได้ทั่วไปตามท้องถนนและร้านอาบอบนวดหลายแห่งของเมือง รวมทั้งการซื้อขายสัตว์ป่าผิดกฏหมายก็พบได้ทั่วไป โดยตามภัตตาคารต่างๆ มีรายการอาหารอย่าง เนื้อเสือผัดฉ่า อุ้งตีนหมี และตัวนิ่มเป็นๆ เสนอขายกันอย่างเปิดเผย บางแห่งถึงกับมีลูกหมีและงูเหลือมใส่กรงไว้ให้ลูกค้าเลือกสั่งทำอาหารกินสดๆได้ทันที

เด็บบี้ แบงคส์ เจ้าหน้าที่จากองค์กรตรวจสอบสิ่งแวดล้อม (Environmental Investigation Agency – EIA) ระบุว่า นักธุรกิจและผู้บริโภคจีนกำลังอาศัยช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายในลาวที่หย่อนยาน แสวงประโยชน์จากการทำธุรกิจสีเทา แต่ทั้งนี้ รัฐบาลลาวไม่ควรทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และเปิดโอกาสให้กิจกรรมผิดกฏหมายที่เกิดขึ้นดำเนินต่อไป

 

รอบนี้ ความฉิบหายจริงแน่นอน กำลังจะมาถึง

 

อ่านเรื่องนี้ ไว้เตรียมตัวกันให้ดี….
รอบนี้ ความฉิบหายจริงแน่นอน กำลังจะมาถึงแล้วครับ…..

จาก เพจ.ธีระวัฒน์ บุญอยู่

ฝากให้คิด..จากห้องไลน์กลุ่ม เศรษฐศาสตร์การเมืองและการบริหาร.มร

มีคนวิเคราะห์และส่งมาให้ คิดว่ามีประโยชน์ ครับ

คือ ตอนนี้ – – บาทอ่อนลงไปเรื่อยๆ และคาดว่าน่าจะอ่อนลงอีก เพราะต่างชาติประเมินว่าประเทศไทยไม่น่าลงทุนแล้ว ประกอบกับ FED ขึ้นดอกเบี้ย และเศรษฐกิจอเมริกาทำท่าจะฟื้น ก็เลยเลิกซื้อ “เงินบาท” แลกกลับเป็น “ดอลลาร์” แล้วขนกลับไป US (หรือจะเอาไปที่ไหน ก็ช่างเขาเหอะครับ รู้แค่ว่าเขาโบกมือบ๊ายบายไทยแลนด์ไปแล้ว ก็แล้วกันครับ)

ด้วยเงินบาทอ่อนลงอย่างนี้ ถ้า Q3 ส่งออกไทยยังคงลดลง หดตัว งานนี้ก็เตรียมทำกงเต๊กได้เลยครับ เพราะประเทศไทยมีสัดส่วนของมูลค่าการส่งออกต่อ GDP สูงกว่า 70% เลยนะเนี่ย บางคนบอกว่า เฮ้ย! ต้องดู Net export สิ! จะพบว่า Export – Import นี่อยู่ประมาณ ไม่เกิน 7% แต่อย่าลืมนะครับว่า ถ้า Export หด Import ก็หดตาม การซื้อวัตถุดิบต่างๆ มาผลิต ก็หดตัวตาม การ Import สินค้ามาบริโภคภายในประเทศก็หดตัวตาม เฮ้ย! อย่างนี้เงินก็ฝืด

เศรษฐกิจก็หยุดชะงักล่ะสิ! นั่นล่ะครับ สิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ – – คือ ทุกอย่างมันฝืด ขายของก็ไม่ได้ จะลงทุนทำอะไรก็ไม่กล้า จะซื้ออะไร ก็เอาไว้ก่อน – – ตายครับ!

ผมคิดว่า สำหรับคนที่ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจส่งออก ควรระมัดระวังมากๆ ครับ ถามต่อว่า “เอ็งจะให้ข้าระมัดระวังอะไร” ก็ตามนี้เลยครับ

1) การสต๊อกสินค้า ระวัง Dead stock ให้ดีๆ ครับ พลาดนี่กระอักเลยนะครับ

2) หนี้สงสัยจะสูญ

3) Overhead ที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าเช่าต่างๆ เราพอจะลดพื้นที่เช่าอะไรได้ไหม ลดการเช่าลงได้ไหม จัดงานใหม่ แล้วลด Overhead และ fixed cost ลงให้ได้ คือ ถ้าเจ๋งจริงๆ ยอดขายลดลง 20% ก็ต้องลด Overhead ลงให้ได้ 20% ไม่ได้ก็ต้องได้ครับ เรื่องนี้ผมไม่ประนีประนอม ต้องลดพื้นที่เช่าที่ไม่จำเป็นก็เอา อึดอัดหน่อยก็ทน ใช้คนน้อยหน่อยก็เอา ช่วยๆ กัน แต่อย่าลด หรือขายทอดสินทรัพย์ที่ใช้ในการสร้างรายได้ หรือลดแล้วกระทบกับ Experience ที่ดีของลูกค้านะครับ

คือ เตรียมทำใจที่จะมียอดขายลดลง 15% – 25% ได้เลยครับ จำลองงบการเงินได้เลยว่าจะลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายส่วนไหน เพื่อไม่ให้บริษัทขาดทุน และพอเลี้ยงตัวเองได้ บริษัทไหนที่กำไรลดลง แต่ยังไม่ขาดทุนนี่ผมปรบมือให้แล้วนะครับ “เอ็งเจ๋งมากๆ”

4) คอยติดตามสถานการณ์ของลูกค้าครับ พยายามรักษาฐานลูกค้าไว้ อะไรที่ขายได้ ขายไปก่อน อย่าทำอะไรสุ่มเสี่ยงต่อการเสียฐานลูกค้าครับ หาลูกค้าใหม่ในช่วงนี้นี่ยากแสนเข็ญ แถมยังเสี่ยงเรื่องหนี้สูญอีก ยังไงเกาะลูกค้าเก่าไว้ก่อนครับ

5) กักสภาพคล่องไว้ก่อนครับ หาทางคุยกะธนาคารเพื่อเพิ่มวงเงินกู้ หรือ OD ไว้ก่อน ก็ไม่เสียหายอะไร (ว่าแต่แบ๊งค์จะยอมรึเปล่า นั่นอีกเรื่องนะครับ)

6) ถ้าคิดว่าไปไม่ไหว ให้ cut loss ครับ เลิกกิจการไปก่อน ถ้ากิจการใหญ่เกินไปที่จะเลิก ก็หันไปกระจายน้ำหนักไปที่กิจการอื่น หรือธุรกิจประเภทอื่น ที่พอไปไหวก่อน เก็บ Wealth ไว้รอฟ้าวันใหม่ วันที่สังคมไทยคืนสติ รักปากท้องของตัวเองมากกว่านี้ค่อยลุยใหม่

สำหรับมนุษย์เงินเดือน?

พยายามสอบถาม ดูๆ งบการเงินของบริษัทที่เราทำอยู่บ้างนะครับ ใครทำงานอยู่กับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ง่ายหน่อยครับดูทาง www.set.or.th หรือwww.settrade.com ได้เลย ถ้าบริษัทเรามีแนวโน้มขาดทุน อันนี้ให้เราทำใจวางแผนไว้ก่อนเลยนะครับว่า

– ถ้าเราถูกลดเงินเดือน 10% – 25% เราจะอยู่ได้อย่างไร มีค่าใช้จ่ายอะไรในครอบครัวบ้างที่เราลดได้ เลิกได้ มีลู่ทางในการหารายได้เสริมอะไรได้บ้าง ถ้าไม่ยอมเหนื่อย จมไม่ลง ชีวิตอับเฉาแน่ครับ

– มีสินทรัพย์อะไร ที่ไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพมากนัก ที่เราพอจะขายเอาสภาพคล่องมาใช้จ่ายได้รึเปล่า? เช่น รถมีกลายคัน ก็ เตรียมใจว่าถ้าจำเป็นก็อาจจะขายทิ้งสักคัน

– เตรียมคิดครับ เวลาเจอจะได้ไม่งง เช่น ย้ายโรงเรียนลูกได้ไหม ไปเรียนที่ถูกลง ประกันชีวิตบางตัวที่ส่งไม่ไหว เวนคืนได้ไหม เลิกทำได้ไหม จะได้แบกภาระลดลง

ในกรณีที่ถูกเลิกจ้าง ถูก Lay off ต้องคิดเลยนะครับ ว่าจะอยู่อย่างไร เตรียมใจที่ตะตกงานนานถึง 6 เดือน หรือนานกว่านั้นได้เลยนะเพื่อน คนต่างจังหวัดเขาก็อาจจะกลับบ้าน ไปอยู่ชนบทลดค่าครองชีพ ส่วนคนกรุงเทพฯ ก็หาทางรอดได้น้อยหน่อย ที่สำคัญต้องทำใจว่างานใหม่อาจมีรายได้น้อยกว่าเดิมถึง 30% ถ้ารับไม่ได้ ก็หางานไม่ได้หรอกนะ ก็ต้องจุมปุ๊กตกงานต่อ ยิ่งตกงานนานก็ยิ่งเครียด

ถ้าตกงาน คิดง่ายๆ เลยนะครับ เป็นผมแนะนำให้ แจ้งเจ้าหนี้ที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ที่มันเกินกำลัง เช่น บัตรเครดิต หรือ Personal loan ก่อนเลยว่า เราตกงาน ไม่มีทางชำระหนี้ได้ แล้วไม่ต้องดิ้นรน ยืมคนนั้นคนนี้ไปจ่ายเลยครับ เพราะงานนี้ยาว! รอดได้ก็เดือน สองเดือน ระยะยาวยังมองไม่เห็นทางออกถ้าเขาจะทวงกนี้ก็เป็นสิทธิของเขา ถ้าอยากฟ้องก็ฟ้อง เราก็แค่ไปประนีประนอมที่ศาล หนี้บ้านอันนี้ถ้ากัดฟันเอาเงินเก็บผ่อนต่อได้ ก็ผ่อนต่อไปก่อนครับ พลาดพลั้งขึ้นมาถูกยึดบ้านนี่ไม่คุ้ม รถยนต์ถ้าไม่จำเป็น (ไม่ได้เอาไปขนของค้าขาย และไม่ค่อยได้ใช้เดินทางไปไหน) ถ้าขายแล้วจบปลดหนี้ มีเงินเหลือ ก็ขายทิ้งไปเหอะครับ

ต้องเตรียมตัวไว้นะครับ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ผมเปรียบว่ามันเป็นสึนามิเลยก็แล้วกัน ตอนนี้ผมอยู่ที่ชายหาด เห็นน้ำลดลงไปแปลกๆ เลยขอเตือนอีกครั้งหนึ่ง งานนี้ Body who body it ตัวใครตัวมันครับ

พยานคดีจำนำข้าว7ปากของ ปปช.

พยานคดีจำนำข้าว7ปากของ ปปช.

1. หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์_เวชชาชีวะ

2. หมอสูติฯ,สส.ฝ่ายค้าน วรงค์_เดชกิจวิกรม

3. อนุฯปิดบัญชีจำนำข้าว ซึ่งเป็นคนสนิท นายกรณ์ สมัยเป็น รมว.คลัง ซึ่งปัจจุบันได้ดิบได้ดีไปเป็น ปปช.ด้วยนะเออ! สุภา_ปิยะจิตติ (เจ้คนนี้แหละที่คอยเขี่ยลูกให้ ปปช/สื่อตลอด)

4. พ่อค้าข้าวส่งออก วิชัย_ศรีประเสริฐ

5.นักวิชาการที่เคยรับเงินทุนจาก ปปช ไปทำงานวิจัยข้าว จนเป็นที่มาของโครงการประกันราคาในสมัยอภิสิทธิ์ แถมยังได้ไปนั่งประชุมลับ คณะกรรมการข้าว สมัยมาร์คเป็นนายกด้วยนะเออ นิพนธ์_พัวพงศกร

6. แกนนำม็อบชาวนาที่เข้าร่วมกับ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ วีรกรรมเคยร่วมกับพุทธอิสระปิดสถานที่ราชการ,ปิดถนน จนนำมาซึ่งการขวางการเลือกตั้งในที่สุด ระวี_รุ่งเรือง

7. คณะกรรมการผู้ตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรเถื่อนนอก รธน. ครั้งหนึ่งสมัยม็อบ กกปส พุทธอิสระบุก สตง ลุงแกก็ยิ้มแก้มปริ ออกมาตอนรับขับสู้รับหนังสือด้วยตัวเอง แถมยังมีภาพหวานชื่นมอบ พวงมาลัยดอกมะลิ ให้พุทธอิสระ ประจักษ์_บุญยัง

สภานายจ้างฯชง′หม่อมอุ๋ย′ แจกคูปอง 2 พันกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบ

นายธนิต โสรัตน์ ประธานกลุ่มบริษัท วี-เซิร์ฟ กรุ๊ป ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ครบวงจร รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้ในปีงบประมาณ 2558 ภาครัฐจะตั้งวงเงินงบลงทุนไว้ในจำนวนสูง แต่การเบิกจ่ายกลับล่าช้ากว่าปีก่อนหน้า โดยเฉพาะการจ่ายเงินลงหน่วยงานในต่างจังหวัดและงบประมาณที่จัดทำเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะ เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท ที่ปัจจุบันภาครัฐมีเงินงบประมาณไว้แล้ว 8,500 ล้านบาท แต่การเบิกจ่ายทำได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของวงเงินงบประมาณ เพราะติดเรื่องการสำรวจคุณสมบัติ การติดต่อระหว่างหน่วยงานของรัฐ และขั้นตอนการเบิกจ่าย

“ระเบียบและวิธีการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐควร ได้รับการปฏิรูปแบบควิกวินหรือแบบรวดเร็ว เช่น ลดระเบียบการเบิกจ่ายโดยไม่ละทิ้งการตรวจสอบเรื่องคอร์รัปชั่น เพราะไม่เช่นนั้นในปี 2558 การเบิกจ่ายงบประมาณจะไปกระจุกตัวช่วงปลายปี หน่วยงานรัฐต้องจัดงานสัมมนานอกสถานที่เพื่อเร่งใช้งบประมาณ และบางส่วนเบิกจ่ายไม่ทัน ต้องกันไว้เบิกเหลื่อมปีเหมือนเช่นที่ผ่านมา ทั้งที่ในปี 2558 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ต้องมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐ เพราะการส่งออกทำได้ไม่ดีหลังเศรษกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว สังเกตจากคำสั่งซื้อการส่งสินค้าของลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด” นายธนิตกล่าว

“ภาครัฐควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แม้จะคล้ายกับนโยบายประชานิยมแต่รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องกลับไปลงเลือกตั้ง จึงไม่เรียกโครงการประชานิยม สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เสนอคือ การออกคูปองวงเงินประมาณ 2,000 บาท แจกให้ประชาชนนำไปใช้จ่าย หรือโครงการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นส่วนลดซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้ประชาชนออกมาใช้จ่ายและมีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น แม้ภาครัฐจะเร่งเบิกจ่ายผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ส่วนตัวเชื่อว่ากว่าจะเห็นเงินลงระบบจำนวนมากคงเป็นปี 2559 และเงินไม่ได้กระจายลงสู่ระบบอย่างทั่วถึง เพราะจะกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการบางรายเท่านั้น นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวควรเร่งประชาสัมพันธ์สร้างเทศกาลท่อง เที่ยวใหม่ๆ จูงใจนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ประเทศไทยอยู่ในภาวะไม่ปกติ การรอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเองคงเป็นเรื่องยาก” นายธนิตกล่าว และว่า ได้เสนอในนามสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมผ่านนายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งมอบให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา และยังมีข้อเสนออื่นๆ เช่น รัฐบาลควรออกมาตรการกระตุ้นการจ้างงานในชนบทเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย เป็นต้น

 


source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1420956154

 

(ที่มา:ข่าว น.1 มติชนรายวัน 11 ม.ค.2558)

 

ยอดรถยนต์ติดลบหนัก35%

z_3588x178

ตลาดรถ พ.ย. ร่วง 21.8% ขายได้ 7.3 หมื่นคัน ชี้ยอด 11 เดือน วูบเกือบ 35% ฟันธงทั้งปีต่ำ 9 แสนคัน

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยถึงยอดขายรถยนต์เดือน พ.ย. ว่า ลดลง 21.8% หรือขายได้ 7.3 หมื่นคัน แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง 2.92 หมื่นคัน ลด 27.7% รถเพื่อการพาณิชย์ 4.38 หมื่นคัน ลด 17.4% ในจำนวนนี้เป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน 3.56 หมื่นคัน ลด 22.6% เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และการปรับตัวของตลาดรถหลังสิ้นสุดโครงการรถคันแรก

สำหรับตลาดรถรวม 11 เดือน ขายได้ 7.92 แสนคัน ลด 34.9% แบ่งเป็น รถนั่งลด 42.5% รถเพื่อการพาณิชย์ลด 27.9% เพราะผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพที่ยังสูง และความเข้มงวดของสถาบันทางการเงิน รวมถึงภาคธุรกิจระวังในการลงทุน

นายวุฒิกร กล่าวว่า ส่วนยอดขาย รถเดือน ธ.ค. แนวโน้มทรงตัว แม้ตามสถิติการขายเดือน ธ.ค. จะเป็นเดือนที่ ขายสูงสุดของปี เพราะมีงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป การเมืองมีเสถียรภาพ

นางสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปี 2557 บริษัทมียอดขายอยู่ที่ 3.4 หมื่นคัน คาดภาพรวมรถในประเทศปีนี้อยู่ที่ 8.5 แสนคัน ซึ่ง มาสด้าสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดปีนี้ไว้ที่ 4% เท่าเดิม และปีหน้าภาพรวมจะโตเป็น 9 แสนคัน โดยมาสด้าตั้งเป้าส่วนแบ่ง 5% ของตลาดรวม

นายประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสการตลาดและการขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ขณะนี้กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว โดยมองว่าในปีนี้ภาพรวมตลาดจะอยู่ในระดับ 8.5 แสนคันเท่านั้น ต่ำกว่าคาดการณ์อยู่ที่ 9 แสนคัน

ทั้งนี้ ในปีนี้ถือว่าอยู่ในช่วงตลาดปรับฐานสู่สภาวะปกติ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าปีนี้ 8 หมื่นคัน โดย 10 เดือนขาย 5 หมื่นคัน หรือมีส่วนแบ่ง 8.1% สูงจากปีก่อน 7.1%

ราคายางล่วงหน้าในตลาดโลกตกต่ำต่อเนื่อง

z_3440

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงาน IRCo สรุปสถานการณ์ยางปี 2557 ผลผลิตยังคงเฉลี่ย 4 ล้านตัน/ปี ใกล้เคียงกับปีก่อน เนื่องจากราคาตกต่ำและอากาศแปรปรวน ชี้ราคายางตลาดล่วงหน้ายังตกต่ำต่อเนื่อง ตลาดล่วงหน้าหวั่นเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้ บริหาร บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด หรือ IRCo เปิดเผยว่า ผลผลิตยางพาราของไทยปี 2557 ยังทรงตัวที่ 4 ล้านตันต่อปี ใกล้เคียงกับปี 2556 สาเหตุที่ไม่เพิ่มขึ้น เพราะราคายางที่ตกต่ำทำให้แรงงานกรีดยางเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่น เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และเจ้าของสวนยางเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ได้ราคาดีกว่า เช่น ปาล์มน้ำมัน รวมถึงน้ำท่วมพื้นที่ปลูกยางในภาคใต้เป็นจำนวนมาก ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง

นายเยี่ยมกล่าวว่า เรื่องราคายางที่ยังคงตกต่ำต่อเนื่อง เกิดจากราคายางตลาดส่งมอบจริงอ้างอิงจากตลาดซื้อขายล่วงหน้า ได้แก่ TOCOM และ SICOM ซึ่งราคายางทั้งสองตลาดยังลดลงอย่างรุนแรง เพราะนักเก็งกำไรยังมองว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้มีการเทขายสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์

ส่วนราคาน้ำมันดิบที่ปรับ ตัวลดลงต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐฯ/บาเรลในเดือน ธ.ค.57 จากที่เคยอยู่ในระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ/บาเรล ในเดือนม.ค.57 เป็นสัญญาณในทางลบตามที่นักเก็งกำไรคาดการณ์ สำหรับปี 2558 ราคายางจะสูงขึ้นหรือไม่จึงต้องขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน

 

source :- http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1419421180