ยุให้คนอื่นทำ แต่ “เจ้าสัว”ทำหรือเปล่าครับ !…

ยุให้คนอื่นทำ แต่ “เจ้าสัว”ทำหรือเปล่าครับ !…

เจ้าสัวฉลาดจริงๆครับ
ยุให้ท่านนายกฯ (บังคับ?)ให้บริษัทต่างๆแจกเงินลูกจ้าง พนักงาน
แทนการจัดงานเลี้ยง หรือซื้อของขวัญให้พนักงาน
เพื่อให้พนักงานเอาเงินไปซื้อของใช้ ของกินเอง..จะตรงใจกว่า..ว่างั้น

ถ้าทำอย่างนั้นได้จริงๆ
ลูกจ้าง พนักงานเหล่านั้น ก็เอาเงินไปซื้อของกิน ของใช้
ในเซเว่น ในโลตัส ในบิ๊กซี ในแม็คโคร หรืออะไรต่อมิอะไร
ที่เจ้าสัวไปซื้อกิจการไว้ หรือไปมีหุ้นไว้หมดแล้ว
เงินเหล่านั้น สุดท้าย ก็มาตกอยู่ในมือเจ้าสัว..สบายๆ

ฟังแล้วดูดี..มีเมตตา
เจ้าสัวยุให้นายกฯทำแบบนี้ดีนัก
แล้วเจ้าสัวล่ะ ? แจกเงินให้พนักงานหรือยัง ?????
น้องๆในเซเว่น เขาถาม..

หากว่ายัง ก็รีบทำซะ เพื่อเป็นการนำร่อง
เป็นตัวอย่างที่ดีกับประเทศ

มิน่า เห็นเจ้าสัวสนับสนุให้ซื้อยางพารา
ราคา 150 บาท/กิโล..ด้วยเงินของคนอื่น

ทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็ก
สุดท้าย ปลาใหญ่อย่างเจ้าสัวก็กินรวบทั้งประเทศ
เจ้าสัวฉลาดจริงๆ ..ถึงรวยมหาศาล !!

ธนาคารรัสเซียจ่อล้มละลาย ปชช.แห่ถอนเงินสด หลังศก.วิกฤต”รูเบิลดิ่งเหว”

z_3275

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ว่า ธนาคาร”Trust Bank”ของรัสเซีย ได้ประสบภาวะใกล้ล้มละลายแล้ว หลังจากเจอสถานการณ์ผู้คนแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร จากวิกฤตสถานการณ์ค่าเงินรูเบิลดิ่งตก โดยประชาชนได้พากันถอนเงินและแลกเป็นสกุลเงินดอลลาร์ เนื่องจากหวั่นภาวะค่าเงินรูเบิลร่วงไม่หยุด และภาวะราคาสินค้านำเข้าพุ่งทะยาน ขณะที่ธนาคารกลางรัสเซียประกาศว่า จะจัดสรรเงินกู้จำนวน 545 ล้านดอลลาร์ให้แก่ธนาคารนี้ เพื่อกู้สถานการณ์สภาพคล่องและคุ้มครองเงินฝากของลูกค้าด้วย

รายงานระบุว่า สถานการณ์นี้มีขึ้นหลังจากค่าเงินรูเบิลได้ดิ่งร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และทางการรัสเซียได้นำเงินจากคลังสำรองเข้าแทรกแซงค่าเงินรูเบิล รวมทั้งประกาศจะใช้หลายมาตรการที่จะฟื้นสถานการณ์ของสถาบันการเงินของรัส เซีย รวมทั้งการอัดฉีดเงินจำนวน 16,000 ล้านดอลลาร์ให้แก่ธนาคารรัสเซียในปีหน้า และแผนค้ำประกันเงินฝากที่มีจำนวนมากกว่า 23,000 ดอลลาร์ด้วย

ขณะที่นายอเลเซีย คูดริน อดีตรัรฐมนตรีคลังรัสเซียเตือนว่า รัสเซียกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยตัวเลขจีดีพีจะหดตัวในระดับ 4 เปอร์เซนต์ในปีหน้า หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับที่ 60 ดอลาร์ต่อบาร์เรล และคาดว่า ในปีหน้า กิจการรัสเซียจะเจอภาวะผิดนัดชำระหนี้กันเป็นแถว และรัสเซียจะถูกตัดลดอันดับความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจด้วย

ทั้งนี้ ถึงขณะนี้ อัตราเงินกู้ระหว่างธนาคารของรัสเซีย ได้อยู่ที่ระดับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือคิดเป็นจำนวน 25 เปอร์เซนต์ ซึ่งชี้ว่าวิกฤตเงินทุนรัสเซียได้เริ่มต้นสู่ภาวะเลวร้ายอย่างแท้จริงแล้ว

 

ที่มา มติชนออนไลน์

 

ธปท.เผยความผันผวนค่าเงินรูเบิลของรัสเซียกระทบไทยทางอ้อมเรื่องการท่องเที่ยว

z_3165

นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ความผันผวนในเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนจะมีต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานเศรษฐกิจของแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาคจะมีความมั่นคงมากน้อยเพียงใด สำหรับเอเชียนั้น เชื่อว่าจะไม่น่ากังวลเพราะมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเข้มแข็ง ประกอบกับการดูแลเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ต่างมีนโยบายที่มุ่งดูแลอุปสงค์ในประเทศเป็นหลักส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจรัสเซียที่เงินรูเบิลอ่อนค่านั้น นายจิรเทพ กล่าวว่าจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่อาจเป็นผลกระทบทางอ้อมในภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียที่เดินทางมาไทยลดลงไปบ้างตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต พัทยา ทั้งนี้ ธปท.จะติดตามข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในส่วนของธุรกิจที่เชื่อมโยงอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ การลงทุนโดยตรงจากรัสเซียต่อไปนอกจากนี้ คาดว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากนัก เนื่องจากมูลค่าเศรษฐกิจของรัสเซียคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ของเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่อาจจะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดเกิดใหม่มากกว่า  คงต้องรอไปติดตามในช่วงเดือนม.ค.ปีหน้าที่นักลงทุนเริ่มกลับมา หลังจากหยุดช่วงปีใหม่  ซึ่งอาจจะเริ่มเห็นการ กระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ

“สงครามข่าว ถล่มตลาดหุ้น”

z_2512

ข่าวสดออนไลน์

“สงครามข่าว ถล่มตลาดหุ้น”

เมืองไทย 25 น.
ทวี มีเงิน

ตลอดห้วงสัปดาห์ที่แล้วถือว่าเป็นวันมหาวิปโยคตลาดหุ้นบ้านเรา

พลัน ที่เปิดมาวันจันทร์ก็ร่วงระเนนระนาดต่อเนื่องมาถึงวันอังคาร พอวันพุธ “วันรัฐธรรมนูญ” ตลาดหลักทรัพย์หยุด 1 วันปกติ “ช่วงพักครึ่ง” น่าจะเบรกให้นักลงทุนได้ตั้งสติบ้างแต่ตรงกันข้าม

ปรากฏว่า เปิดมาวันพฤหัสบดียังร่วงต่อจนกระทั่งปิดตลาดวันศุกร์ คิดรวมสะระตะทั้งสัปดาห์ตลาดหุ้นไทยร่วงราว 70 จุด ไม่รู้เปิดมาวันนี้จะเป็นยังไงบ้าง

ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ชี้แจงด้วยเหตุผลพื้นๆ ว่าสาเหตุมาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงแรงอย่างต่อเนื่องทำให้ หุ้นธุรกิจพลังงานร่วงลงมาฉุดดัชนีในตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่เฉพาะตลาดหุ้นไทย

แต่ คนในแวดวงรู้ๆ กันว่าราคาน้ำมันตลาดโลกเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง แต่บ้านเรามี “ปัจจัยพิเศษ” เป็นตัวฉุด ตลอดสัปดาห์มีทั้งข่าวจริง ข่าวลือ ข่าวลวง ผสมโรง มั่วไปหมด

เมื่อวันจันทร์ที่แล้ววันแรกที่เปิดตลาด ก็โดน “สงครามข่าว” ถล่ม ทั้งข่าวจริง อย่างราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งเหวแบบรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ผสมกับ “ข่าวลือ” แต่น่าจะเป็น “ข่าวลวง” กรณี “บิ๊กจิ๋ว-พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ” ปูดว่าจะมี “ปฏิวัติซ้อน” คนระดับ “ขงเบ้งแห่งกองทัพ” ออกมาแต่ละครั้ง ย่อมไม่ใช่แค่ข่าวลือธรรมดาๆ แต่น่าจะยกระดับเป็น “ข่าวลวง” เลยทีเดียว

แต่ “ข่าวลือ” ที่มีน้ำหนักถล่มตลาดหุ้นแบบร่วงระเนนระนาดจริงๆ น่าจะเป็นข่าวลือที่ไม่เป็นผลดีกับบ้านเมืองซึ่งเป็นข่าวอัปมงคลได้ลือกัน หนักในตลาดหุ้นตลอดทั้งสัปดาห์

พลันที่ข่าวปฏิวัติซ้อนจาง หายไป แต่กลับมีข่าว “ปตท.สผ.” ที่ลือกันหนักว่าโครงการปตท.สผ.ไปลงทุนในต่างประเทศ มีบางโครงการที่ยังไม่รู้หมู่หรือจ่า แต่ได้ลงทุนไปแล้วมหาศาล

ใน เชิงระบบบัญชีแล้วปีนี้จะต้องนำเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวมาลงในบัญชีเป็น “สินทรัพย์ด้อยค่า” ลือกันว่าจะต้องใช้เงินราวๆ 3 แสนล้านบาท หากโครงการไม่ประสบความสำเร็จ ปตท.สผ.อาจจะต้องขาดทุนมหาศาลกระทบฐานะบริษัทได้

อันที่จริงเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องปกติของการลงทุน แต่ก็ถูกมือดีหยิบมาลือแบบหวังผลบางอย่างจึงเป็นข่าวไม่เป็นมงคลในตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทย ถ้าไม่มีสติ ไม่ใจแข็ง ไม่รู้เท่าทันข่าว ย่อมตกเป็นเหยื่อง่ายๆ

 

 

เปิดแนวคิดโครงสร้างพลังงาน นํ้ามันทุกชนิดไม่เกิน”30บาท”

z_2390รายงานพิเศษ
พรพิมล แย้มประชา

ด้วย ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ภาครัฐวางแผนปรับโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศ ขณะเดียวกันกลุ่มนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน เสนอแนวทางที่น่าสนใจเกี่ยวกับราคาน้ำมันเพื่อให้รัฐบาลพิจารณา

เริ่ม จากนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าสถาบันร่วมกับ นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ขอเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่จะประชุมวันที่ 15 ธ.ค.นี้ 2 แนวทาง มีทั้งลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต

เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมัน โลกปรับลดลงมาก และสถานะกองทุนฯ กลับมาเป็นบวก 10,874 ล้านบาทแล้ว โดยโครงสร้างราคาพลังงานใหม่ทำให้ราคาน้ำมันทุกประเภทต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร โดยเฉพาะกลุ่มเบนซินปรับลดลงเฉลี่ย 3-10 บาทต่อลิตร ขณะที่ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนลดลงเฉลี่ย 2 บาทต่อกิโลกรัม และก๊าซเอ็นจีวีปรับขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ ข้อเสนอแรกเป็นของสถาบัน อาจ มองว่าเป็นข้อเสนอสุดซอย คือให้ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ เหลือ 0.15 บาทต่อลิตร ยกเว้นแก๊สโซฮอล์ อี 20 และอี 85 ให้อุดหนุนตามเดิม จากปัจจุบันเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เฉลี่ย 3-10 บาท/ลิตร

รวม ทั้งเสนอให้เพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจากปัจจุบันเก็บเพียง 0.75 บาทต่อลิตร ให้จัดเก็บเป็น 4.75 บาท/ลิตร ส่วนประเภทอื่นจัดเก็บตามเดิม แต่จะไม่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น เนื่องจากเป็นการลดการจัดเก็บกองทุนฯ แต่เพิ่มภาษีสรรพสามิตแทน

ส่วน การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี เสนอลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจี โดยกำหนดราคาแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซฯ เท่ากับต้นทุนการผลิตแอลพีจีของโรงแยกก๊าซฯ โดยให้ปรับเพิ่มตามต้นทุนราคาก๊าซฯ, ยกเลิกการเก็บภาษีสรรพ สามิต สำหรับแอลพีจีภาคครัวเรือน โดยให้คงการเก็บภาคขนส่งไว้ที่ 2.17 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากภาคขนส่งมีการใช้ถนนร่วมด้วย ขณะที่ภาคครัวเรือนเป็นการใช้ตามวัตถุประสงค์

สําหรับราคา ใหม่ตามแนวทางที่ 1 คือ เบนซิน 95 เหลือ 29.16 บาทต่อลิตร จากปัจจุบัน 39.36 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 เหลือ 27.99 บาทต่อลิตร จากปัจจุบัน 32.30 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 เหลือ 27.78 บาทต่อลิตร จากปัจจุบัน 30.28 บาทต่อลิตร

แก๊สโซฮอล์ อี 20 เหลือ 25.52 บาทต่อลิตร จาก 28.98 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ อี 85 เหลือ 20.99 บาทต่อลิตร จาก 22.68 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลเป็นลิตรละ 28.12 บาทต่อลิตร จาก 27.89 บาทต่อลิตร

ขณะ ที่แอลพีจีภาคครัวเรือน เหลือ 22.98 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนภาคครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยคงเดิม 18.13 บาทต่อลิตร ขณะที่ภาคขนส่งอยู่ที่ 25.53 บาท เชื่อว่าจะส่งผลให้มีการลักลอบใช้ข้ามกลุ่ม เพราะหากคิดเป็นลิตรจะต่างกันเพียงลิตรละบาทกว่าเท่านั้น

นาย มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวว่า แนวทางที่ 2 ลดการจัดเก็บกองทุนน้ำมันบางส่วน จะทำให้ราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินลดลงประมาณ 1.70 บาท-2 บาทต่อลิตร และราคาเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น 1 บาท ส่วนแอลพีจีและดีเซลคงเดิมกัน

เช่น ดีเซล ลดการจัดเก็บเข้ากองทุนฯ 2.25 บาท เหลือ 2.55 บาท เพิ่มจัดเก็บสรรพสามิต 2.25 บาท เป็นจัดเก็บ 3 บาท, เบนซิน 95 ให้ลดการจัดเก็บกองทุนน้ำมันฯ 1.35 บาท เหลือ 8.80 บาท และลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เหลือ 5 บาท จาก 5.60 บาท ทำให้ราคาลดลง 1.95 บาทต่อลิตร

แก๊สโซฮอล์ 95 ให้ลดการจัดเก็บกองทุน 1.20 บาท เหลือ 3.45 บาท และลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เหลือ 4 บาท จาก 5.04 บาท จะทำให้ราคาลดลง 2.24 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ให้ลดการจัดเก็บกองทุนน้ำมันฯ 1.20 บาท และลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเหลือ 4 บาท จาก 5.04 บาท จะทำให้ราคาลดลง 2.24 บาทต่อลิตร

ด้านแก๊สโซฮอล์ อี 20 ให้ลดการจัดเก็บกองทุนน้ำมันฯ 1.20 บาท และลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเหลือ 5 บาท จาก 5.60 บาท จะทำให้ราคาลดลง 1.68 บาทต่อลิตร แก๊ส โซฮอล์ 95 ให้ลดการจัดเก็บกองทุนน้ำมันฯ 1.20 บาท เหลือ 3.45 บาท และลดการจัดเก็บสรรพสามิต เหลือ 4 บาท จาก 5.04 บาท จะทำให้ราคาลดลง 2.24 บาทต่อลิตร เอ็นจีวี เพิ่มการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อกิโลกรัม

ตอน นี้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงอย่างมาก คาดว่าแนวโน้มยังอยู่ในระดับต่ำอีกอย่างน้อย 6 เดือน ก่อนที่กลุ่มเอเปคจะมีการประชุมอีกครั้ง จึงต้องการเสนอปรับโครงสร้างโดยเร็ว และแม้แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จนต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันแต่ละประเภทลดลง 8-11 บาท แต่ราคาขายปลีกในประเทศปรับลดลงไม่เท่า

เช่น เบนซิน 95 ลดลง 9.40 บาท หรือ 20% และดีเซลลดลง 2 บาท หรือ 7% ซึ่งไม่ได้ปรับลดลงมาก และเร็วตามราคาตลาดโลก เพราะไทยเก็บภาษีสรรพสามิต และการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ รวมทั้งดีเซลของไทย ผสมไบโอดีเซล บี 100 ซึ่งมีราคาแพงเข้าไปด้วย

ด้าน นายทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า อยากชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปัจจุบันลดลงเหลือ ประมาณ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากที่เคยสูงระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ภาครัฐได้ปรับลดราคาขายปลีกลงด้วย โดยเฉพาะเบนซิน 95 ที่ลดลงรวม 9.79 บาทต่อลิตร และแก๊ซโซฮอล์ลดลงเช่นกัน

มีเพียงดีเซลที่ลดลงเล็กน้อยเพียง 2.10 บาทต่อลิตรเนื่องจากที่ผ่านมาราคาต่ำกว่าตลาด ทำให้ต้องนำส่วนต่างที่ลดลงของดีเซลเร่งเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ถึงระดับเหมาะสม จากนั้นจึงเริ่มปรับโครงสร้างราคาน้ำมันได้ ซึ่งแนวทางปรับโครงสร้างคือการสลับระหว่างเงินทุนน้ำมันฯ และภาษีสรรพสามิตดีเซล ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อราคาแน่นอน

“ขณะ นี้กองทุนน้ำมันฯ สูงสุดในรอบ 4 ปี ซึ่งการเก็บเงินต่อไปถึงระดับเหมาะสมนั้นต้องขึ้นอยู่กับการประชุมคณะ กรรมการพลังงานนโยบายแห่งชาติ หรือกพช. วันที่ 15 ธ.ค.นี้ แต่แนวทางน่าจะชัดเจนว่าราคาขายปลีกดีเซลจะใกล้เคียงและอาจเท่ากับแก๊ส โซฮอล์บางชนิดที่รถบ้านนิยมใช้”

นายทวารัฐกล่าว และว่า ในส่วนของก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ขณะนี้อยู่ที่ 24.16 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) เท่ากันทั้ง 3 กลุ่มตามราคาตลาดโลก และหลังจากนี้ราคาจะขึ้น-ลงตามตลาดโลก

อย่าง ไรก็ตามกองทุนน้ำมันฯ ยังมีภาระชดเชยแอลพีจีครัวเรือนเล็กน้อย จากโครงการลดผลกระทบร้านค้าครัวเรือนยากจนให้ซื้อแอลพีจีราคาเดิม ซึ่งภาระดังกล่าวน้อยมากเมื่อเทียบกับอดีต ที่กองทุนน้ำมันฯ เคยมีภาระอุดหนุนสูงถึง 48,000 ล้านบาทต่อปี

 

source :- http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFkyOHlNREUxTVRJMU53PT0%3D

อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อราคาน้ำมันโลกดิ่ง สัญญาณ”เตือนภัยอันตราย”ที่กำลังมาเยือน!

z_2096

 

สถานการณ์ในช่วงนี้ สิ่งที่น่าจับตามากที่สุดก็คือ สถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ซึ่งดิ่งตกอย่างน่าตกใจ พร้อมทั้งยังฉุดตลาดหุ้นต่าง ๆ ร่วงระนาว สถานการณ์นี้ถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่ถึงขนาดว่าอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลก จากภาวะการสิ้นสุดของสภาพคล่องตลาดทุน รวมถึงภาวะเสี่ยง”การล่มสลายของกลุ่มโอเปก”ด้วย

ผู้ที่วิเคราะห์ดังกล่าวคือ”แบงก์ ออฟ อเมริกา”สถาบันการเงินใหญ่ของสหรัฐ ที่กำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุด ราคาน้ำมันได้ตกลงมาอยู่ที่ระดับ 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยกลุ่มฯมองว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกดิ่งร่วง อาจแย่ถึงขนาดหล่นไปที่ระดับ”50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”เพียงไม่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มโอเปกที่เคยเป็นกลุ่มทรงอิทธิพลของโลก ที่เคยสามารถกำหนดทิศทางราคาน้ำมันได้ กลายเป็นแค่เสือกระดาษไร้เขี้ยวเล็บ และอาจถึงจุดอวสานได้ เมื่อกลไกการควบคุมราคาน้ำมันโลก”เปลี่ยนแปร”ไป

แบงก์ ออฟ อเมริกา บอกว่า สถานการณ์นี้กำลังมีขึ้นในห้วงที่โลกกำลังเข้าสู่ห้วงเปลี่ยนผ่านของการใช้พลังงาน โดยเฉพาะการปฎิวัติการผลิตพลังงานที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำให้ราคาแก๊สถูกลงสำหรับภูมิภาคยุโรป ขณะที่ล่าสุด โอเปกก็เพิ่งล้มเหลวในการ”กำหนดราคาน้ำมัน”ในการประชุมล่าสุด และคาดว่า สถานการณ์น้ำมันต่อจากนี้จะกลายเป็นภาวะราคาน้ำมันดิ่งร่วงระยะยาว

 

 

โดยขณะนี้ กลายเป็นว่า ตลาดเสรีได้กลายเป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันโลกไปแล้ว และนำไปสู่ภาวะราคาน้ำมันดิ่งตกอย่างควบคุมไม่ได้ โดยจะมีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่ยังคงมีกำไรจากการขายน้ำมัน คือ ยักษ์ใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบีย และว่า สหรัฐซึ่งกำลังหากินกับอุตสาหกรรม”สกัดน้ำมันจากหินดินดาน”ก็ยังได้ผลกระทบหนักเช่นกัน โดยประเมินว่า บริษัทสหรัฐผู้ผลิตน้ำมันดังกล่าว จะขาดทุนจากภาวะราคาน้ำมันตกลงอย่างน้อย 15 เปอร์เซนต์ และขาดทุนถึง 50 เปอร์เซนต์ หากราคาน้ำมันดิบร่วงมาที่ระดับ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และว่า ภาวะราคาน้ำมันตก ยังกระทบต่อโครงการสกัดน้ำมันจากหินดินดานในภูมิภาคลาตินและเม็กซิโก รวมทั้งกระทบยาวไปถึงแคนาดา และรัสเซีย และจะส่งผลให้บริษัทน้ำมันใหญ่ต้องตัดลดโครงการผลิตน้ำมันด้วย

ขณะทีแบงก์ ออฟ อเมริกา ประเมินว่า ราคาน้ำมันจะดิ่งตกเฉลี่ย 1 บาร์เรลต่อวัน ในอีก 6 เดือนข้างหน้าหรือเกินกว่านั้น จากภาวะน้ำมันล้นตลาด ขณะที่ตลาดน้ำมันดิบสหรัฐจะตกลงลงที่ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดแก๊สปิโตรเลียมเหลวจะเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในปี 2015 และเข้าสู่ภาวะซื้อขาย”ร้อนแรง”เมื่อปริมาณพลังงานแก๊สจากออสเตรเลีย ได้ส่งผลกระทบต่อโลก ซึ่งหากการคาดการณ์นี้เป็นจริง  ภาวะแก๊สปิโตรเลียมเหลวที่เพียงพอและท่วมท้นในตลาด อาจเป็นตัวแปรที่สร้างอิทธิพลอย่างสำคัญยิ่งต่อยุโรป โดยจะทำให้ยุโรปกลายเป็นแหล่งจัดส่งแก๊สปิโตรเลียมเหลว ที่สามารถตัดราคาแก๊สจากรัสเซียได้

ขณะที่สหภาพยุโรป ปัจจุบันก็มีสถานีแก๊สเพียงพอต่อความต้องการบริโภคอยู่แล้ว และไม่จำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานดังกล่าวไปต่อรองกับการซื้อแก๊สจากรัสเซียอีกต่อไป เพราะปัจจุบันการจัดส่งแก๊สปิโตรเลียมเหลวอยู่ในสภาพไม่ขาดแคลน โดยเฉพาะญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่ยุโรปเองก็อาจไม่จำเป้นต้องใช้ก๊าซจากรัสเซียไปอีกอย่างน้อย 2 ปี

อย่างไรก็ตาม แบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุด้วยว่า ภาวะราคาน้ำมันตก อาจมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่จะกระทบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกในปี 2015 หรือเทียบเท่ากับการลดภาษีลงถึง 7.3 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ถือเป็นเรื่องซับซ้อน ทั้งในแง่ผู้แพ้และผู้ชนะ โดยผลการศึกษาพบว่า ภาวะน้ำมันดิ่งตกอาจกลายเป็นปัจจัยเชิงลบหากมันทำให้เกิดวิกฤตทางการเงินที่กระทบลามอย่างเป็นลูกโซ่

 

 

โดยเฉพาะตลาดเงินโลก ที่อาจจะต้องเผชิญกับภาวะเข้าสู่ห้วงการทดสอบความเข้มแข็งของบริษัท เมื่อเฟดออกมาตรการเข้มหลังผ่อนคลายมาหลายปี และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ การสิ้นสุดของวงจรสภาพคล่อง โดยหากเฟดต้องเตรียมที่จะขึ้นดอกเบี้ย ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยเหมือนปี 2009 ก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง และว่า ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐเคยใช้มาตรการที่ผ่อนคลายอย่างมากในปี 2004 และอาจเพิ่มขึ้นอีกเพื่อนำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจเหมือนปี 1994 มาใช้ เมื่อสหรัฐได้ขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้ตลาดพันธบัตรโลกสั่นสะเทือน

แบงก์ ออฟ อเมริกา เผยด้วยว่า  การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในยุโรปและญี่ปุ่น จะครอบคลุมคิดเป็นจำนวน 35 เปอร์เซนต์ของการสูญเสียการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย และทำให้ตลาดโลกอยู่ในภาวะเสี่ยงไม่มั่นคงอย่างสูงมาก ซี่งขณะนี้โลกยังไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบอย่างเต็มที่ แต่นับจากนี้ต่อไป ตลาดโลกจะไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะฟื้นคืนมาได้ทุกครั้งหากเกิดสถานการณ์โกลาหล และมีโอกาสที่เฟดจะกลับไปสู่การใช้มาตรการฉุกเฉิน ด้วยการใช้มาตรการ QE หรือมาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน และนี่เป็นสถานการณ์ที่จะเข้าสู่ภาวะแย่ลงๆ เรื่อยๆ  และพร้อมจะเกิดภาวะล่อแหลมเพิ่มขึ้นต่อตลาดโลก

และขณะที่ทั่วโลกได้ใช้สูตรยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลาง ประเมินว่า มาตรการดอกเบี้ย 0 เปอร์เซนต์ของสหรัฐ ได้ทำให้จีพีดีโลกขยายตัวในระดับ 56 เปอร์เซนต์ และทำให้หุ้นในตลาดทั่วโลกขยายตัว 83 เปอร์เซนต์ ขณะที่พันธบัตรกว่าครึ่งของรัฐบาลทั่วโลกทำให้จีดีพีโลกขยายตัวเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์เท่านั้น

และประเมินว่า จะมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคนได้รับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยในทางใดทางหนึ่ง กรณีนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกยิ่ง โดยมีลักษณะเหมือนภาวะเศรษฐกิจถดถอยเหมือนช่วงปี 1930 โดยไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเฟดพยายามที่จะสลัดตัวจาก”กับดักของการกระตุ้นเศรษฐกิจ”แม้แต่ตัวเฟดเอง

 

source : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418353944

 

มาตรการยกระดับราคาข้าว-ยางกว่า 1.8 แสนล้านบาท ส่อ “เหลว”

z_470x2094

มาตรการยกระดับราคาข้าว-ยางกว่า 1.8 แสนล้านบาท ส่อ “เหลว” ราคาตกต่อเนื่อง หอมมะลิเหลือไม่ถึงหมื่นบาท โยนกันวุ่นทั้งโรงสี-ผู้ส่งออก “ยาง” ไม่น้อยหน้า Buffer Fund ซื้อแค่ 100 ตัน ต้องรอข่าวดีโละสต๊อกยางรัฐ 2 แสนตัน

หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกฤดูการผลิต 2557/2558 ตกต่ำ ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 432 บาท ตามด้วยมาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือก ได้แก่ 1) สินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและสินเชื่อเพื่อเตรียมข้าวเปลือก ขึ้นยุงฉางเกษตรกร วงเงิน 52,454 ล้านบาท 2) ค่าเช่าและเก็บรักษาข้าวเปลือกแก่เกษตรกรและสหกรณ์ 3,000 ล้านบาท 3) วงเงินชดเชยต้นทุนเงินที่ต้องขออนุมัติเพิ่มเติมอีก 2,980.16 ล้านบาท

นอก จากนี้ยังมีการอนุมัติเงินให้กับโรงสีข้าวที่สมัครเข้าร่วมโครงการชดเชย ดอกเบี้ย 3% เพื่อซื้อข้าวเก็บสต๊อกเป้าหมาย 6 ล้านตัน โดยใช้วงเงินรวม 612 ล้านบาท โดยมาตรการทั้งหมดนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูการผลิต 2557/2558 อยู่ที่ไม่ต่ำกว่าตันละ 16,000 บาท หรือคิดเป็นราคาส่งออกต่ำกว่าตันละ 950 เหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยมาตรการจ่ายเงิน “อุดหนุน” ราคาข้าวให้กับชาวนาไร่ละ 1,000 บาท หรือไม่เกิน 15 ไร่ วงเงิน 40,000 ล้านบาท(จ่ายไปแล้ว 617,447 รายวงเงิน 7,366,756,500 บาท)

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานข้อมูลราคาจำหน่ายข้าวล่าสุดของกรมการค้าภายใน ปรากฏว่าราคาจำหน่ายข้าวสารในประเทศ ชนิดข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 (ใหม่) เดือนพฤศจิกายน 2557 ตันละ28,930 บาท ถือเป็นระดับราคาที่ต่ำสุดในรอบปี หากเทียบราคาเฉลี่ยช่วง 11 เดือนแรก(มกราคม-พฤศจิกายน) ปี 2557 ตันละ 31,140 บาท “ต่ำกว่า” ช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ราคาตันละ 33,450 บาท

ขณะที่ราคาส่งออก ข้าว (FOB) โดยกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิชั้น 2 (ใหม่) เดือนพฤศจิกายน 2557 อยู่ที่ตันละ 863 เหรียญสหรัฐ หรือต่ำสุดในรอบ 7 ปี ขณะที่ราคาเฉลี่ย 11 เดือนแรกของปี 2557 ตันละ 972 เหรียญทั้งหมดนี้แสดงว่า มาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือกที่รัฐบาลดำเนินการนั้น “ไม่ได้ผล”

โรงสีโยนผู้ส่งออกกำไรเละ

แหล่งข่าวจากวงการโรงสีข้าวกล่าวถึงโครงการให้โรงสีเข้าไปช่วยซื้อเพื่อชดเชย ดอกเบี้ย “ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้” เพราะติดปัญหาข้อปฏิบัติ เช่น อำนาจในการตรวจสต๊อกก่อนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะปล่อยเงินกู้ให้กับโรงสี

“รัฐบาลตั้งวงเงินให้โรงสีช่วยซื้อ 600 ล้านบาท เพื่อกักข้าว 6 ล้านตันไม่ให้ออกสู่ตลาด จริง ๆ แล้วการจ่ายดอกเบี้ย 3% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ 7% เท่ากับโรงสีต้องจ่ายดอกเบี้ยเองอีก 4% ขณะที่มูลค่าข้าวที่ซื้อมากักไว้มีความเสี่ยงที่ราคาข้าวจะลดลงเรื่อย ๆ ตามราคาตลาด เช่น ซื้อราคารัฐบาลต้นทุน 16,000 บาท คิดเป็นราคาข้าวสารตันละ 29,000 บาท แต่ปัจจุบันผู้ส่งออกบอกราคาซื้อข้าวล่วงหน้าอยู่ที่ตันละ 24,000-25,000 บาท เท่ากับโรงสีเสียดอกเพิ่ม แถมยังขาดทุนสต๊อกจากราคาตลาดที่ลดลงอีกตันละ 4,000-5,000 บาท”

ส่วน กรณีที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายราคาข้าวหอมมะลิไว้ที่เป้าหมาย 16,000 บาท หรือราคาส่งออกตันละ 950 เหรียญนั้น เมื่อคำนวณกลับมาเป็นราคาข้าวสาร โดยคูณอัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท เป็นเงินตันละ 30,875 บาท หักค่าปรับปรุงตันละ 1,000 บาท ยอมหักค่าดอกเบี้ยให้อีกตันละ 500 บาท ทั้งที่ผู้ส่งออกซื้อข้าวจากโรงสีได้เครดิตยาว 1-2 เดือน เท่ากับว่าผู้ส่งออกต้องซื้อข้าวสารตันละ 29,375 บาท หรืออย่างต่ำ 29,000 บาท แต่ความเป็นจริงผู้ส่งออกกลับซื้อข้าวเพียงตันละ 24,000-25,000 บาท ตรงนี้ผู้ส่งออกข้าวมีกำไร “ส่วนต่าง” ระหว่าง 4,000-5,000 บาท/ตัน

ขณะ ที่ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้โต้แย้งข้อกล่าวหาของกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีข้าวว่าผู้ส่งออกไม่ได้มี กำไรจากการซื้อข้าวมากถึงขนาดนั้น หากคิดสูตรราคาจากราคาเป้าหมายส่งออกอยู่ที่ตันละ 950 เหรียญ คำนวณกลับมาเป็นราคาข้าวสาร คูณอัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท เป็นเงินตันละ 30,875 บาท หักค่าปรับปรุงตันละ 1,800 บาท หักค่าดอกเบี้ยอีก 3% ในขณะที่ลูกค้ากว่าจะจ่ายเงินก็ใช้เวลานาน 1-2 เดือน กำไรผู้ส่งออกตันละ 270 บาท หรือซื้อข้าวได้แค่ตันละ 26,650 บาทเท่านั้น

ชาวนาร้อง “ตู่” เงินหายครึ่งหนึ่ง

นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สมาคมจะทำหนังสือเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี หลังจากที่สมาคมได้รับคำร้องเรียนจากชาวนาหลายจังหวัดว่า ขณะนี้ราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2557/2558 ได้ลดลงต่ำสุดประมาณ 50% จากช่วงที่เคยได้รับจากโครงการรับจำนำ เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิเหลือแค่ตันละ 9,000-10,000 บาท ต่ำกว่าราคาเป้าหมายของรัฐบาลกำหนดตันละ 16,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกเหนียวเหลือตันละ 6,700-8,000 บาท หรือต่ำกว่าราคาเป้าหมายตันละ 13,000 บาท

“การจ่ายชดเชยชาวนาไร่ละ 1,000 บาทก็ได้กันประปรายไม่ครบ ดอกเบี้ยธนาคารที่กู้มาจะทำอย่างไรจะเอารายได้จากไหนจึงพอเพียงกับหนี้พวก นี้”

ยางราคาร่วงต่อเนื่อง

สถาณการณ์ราคายางพาราก็ยัง คง “ตกต่ำ” อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางหลายด้าน ไม่ว่าจะอนุมัติวงเงิน 58,000 ล้านบาท เพื่อให้สินเชื่อ/เงินกู้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง, การจ่ายเงินอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ หรือ 15,000 บาท วงเงิน 8,500 ล้านบาท(จ่ายไปแล้ว 1377 ราย วงเงิน 13,053,250 บาท)และการอนุมัติให้องค์การสวนยาง (อสย.) ทำการซื้อขายยางผ่านกองทุนมูลภัณฑ์กันชน (Buffer Fund) วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อดึงราคายางในประเทศให้สูงขึ้น แต่จนถึงวันนี้ราคายางก็มีแต่จะดิ่งลง

ผู้สื่อข่าวรายงานในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ราคายางตลาดกลางยางพาราสงขลาปรับตัวลดลง ยางแผ่นดิบแตะระดับ 47.25 บาท/กก. หรือลดลง 0.85 บาท, ยางแผ่นรมควันชั้น 3 กิโลกรัมละ 49.33 บาท/กก. หรือลดลงถึง 1.55 บาท, ราคาน้ำยางสด ณ โรงงานอยู่ที่ 47.00 บาท/กก. หรือลดลง1 บาท จากราคายางแผ่นดิบในวันที่ 3 พฤศจิกายน อยู่ที่ 52.25 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 55.70 บาท/กก.

สำหรับราคายางที่ตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานีในรอบสัปดาห์ นี้ยังคงแกว่งตัวอยู่ในช่วง 49-50 บาท/กก. ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ราคายางลดลงมาจากวันที่ 17 พ.ย. ถึง 2.15 บาท/กก.

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงสัญญาซื้อขายยางพาราในสต๊อกรัฐบาล จำนวน 208,000 ตันจากโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราว่าจะมีการเซ็นสัญญาซื้อขายยางใน ปลายสัปดาห์นี้จำนวน 200,000 ตัน ส่งมอบเป็นเวลา 10 เดือน โดยส่งมอบครั้งละ 20,000 ตัน ราคาขายมีการยืนยันอย่างไม่เป็นทางการว่ามีราคาสูงกว่าราคาตลาด

“การ รับมอบสินค้าจะต้องมีการเปิด Letter of Credit (L/C) มาก่อน และจะมีการตั้งคณะกรรมการที่มีทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยและเซอร์เวเยอร์ของผู้ซื้อ ในการตรวจสอบยางพาราแบบก้อนต่อก้อน เพื่อให้ถูกต้องตามเกณฑ์การคัดคุณภาพยางพาราที่ตกลงกัน ซึ่งอาจจะมียางมิดเชพ มีราแห้ง ราเปียกบ้าง ทำให้ราคาต่ำกว่าที่ให้แก่ยางคุณภาพดี แต่คู่ค้าจะรับซื้อแน่นอน เพราะคุณภาพยางยังนำไปใช้งานได้”

รายงานข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อ.ส.ย.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 กก.ละ 62 บาท และยางแท่ง กก.ละ 56 บาท รวมทั้งหมด 2 แสนตัน ให้กลุ่มบริษัทไห่หนานของจีนมาแล้ว แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายอย่างเป็นทางการ

ด้านนายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) กล่าวถึงการเข้าซื้อยางระลอกสองของกองทุนมูลภัณฑ์กันชนยางพารา (Buffer Fund) หลังจากที่เข้าซื้อไปแล้ว 100 ตัน ในวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า “จะยังไม่มีการเข้าซื้อยางในสัปดาห์นี้ เนื่องจากกรรมการบางส่วนต้องเดินทางไปประชุมไตรภาคีประเทศผู้ผลิตยางพารา 3 ประเทศ” และการเข้าซื้อยางก็ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะซื้อทุกวันหรือวันละเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการที่จะพิจารณาราคายางเป็นรายวัน

 

source :: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1416551793

“พัน ศักดิ์”โพสต์เปรียบ”จำนำข้าว”กับ”ปรส.” คือช่วยเศรษฐีกับเกษตรกร

z_470x1880“พัน ศักดิ์”โพสต์เปรียบ”จำนำข้าว”กับ”ปรส.” คือช่วยเศรษฐีกับเกษตรกรที่ต่างกันอย่างฟ้ากับดิน ยันจำนำข้าวชาวนาได้ประโยชน์ แค่ขาดทุนทางบัญชี เหตุยังข้าวในคลัง

นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านนโยบายเศรษฐกิจ ในรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงข้อกล่าวหาโครงการรับจำนำข้าว พร้อมตั้งหัวข้อว่าการช่วยเหลือเศรษฐีกับเกษตรกรต่างกันอย่างฟ้ากับดิน

โดยขณะนี้มีการกล่าวหาว่าโครงการประกันราคาข้าว เป็นโครงการประชานิยมและสร้างความเสียหายถึง 6 แสนล้าน กำลังลงโทษรัฐบาลและนักการเมืองที่กระทำการ ให้ต้องรับโทษจมธรณี และต้องมีการกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกตลอดกาล

นายพันศักดิ์ ชี้ว่า การประกันราคาข้าวเป็นมาตรการที่ยกระดับราคาข้าวสูงกว่าราคาตลาด ที่พ่อค้าส่งออก พ่อค้าคนกลาง โรงสี ได้รับส่วนแบ่งสูงกว่าชาวนาหลายพันและถึงหมื่นบาท

ขณะที่ชาวนาซึ่งเป็นคนปลูกและพัฒนาข้าว เป็นกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลตอบแทนต่ำที่สุดในระบบการค้าข้าว ทั้งภายในและต่างประเทศ ชาวนาต้องรับภาระปัจจัยการผลิต ทั้งทางตรงและทางอ้อมทุกด้าน

ตั้งแต่ค่าเช่าที่นา ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าเช่ารถไถรถเกี่ยว ค่าตาก การเก็บในยุ้งฉาง และการแปรรูปในราคาตลาดที่นายทุนกำหนด รวมถึงความผันแปรลมฟ้าอากาศและธรรมชาติ

นายพันศักดิ์ โพสต์ต่อว่า ทุกประเทศที่ผลิตสินค้าการเกษตร มีมาตรการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรหลากหลายวิธี ที่สำคัญมีเป้าหมายที่จะให้เกษตรกรมีผลตอบแทนที่สามารถเลี้ยงตัวได้ และสามารถทำการเกษตรที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

อย่างประเทศญี่ปุ่นปิดตลาดภายในให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอที่จะพัฒนาคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มได้โดยรัฐไม่ต้องอุดหนุนเพิ่มเติมอีก

การประกันราคาที่ผ่านมา ชาวนาได้รับประโยชน์สูงกว่าทุกมาตรการที่เคยกระทำ เป็นส่วนแบ่งที่สูงและจูงใจให้เพิ่มปริมาณการผลิตส่วนคุณภาพยังไม่มีการปรับ ปรุง ซึ่งเป็นจุดที่ควรมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เป็นที่ประจักษน์ชัดเจน ว่าพ่อค้าข้าวทุกกลุ่มเสียประโยชน์ ขณะที่ผู้ส่งออกโวยวายมากที่สุด เพราะไม่สามารถกดราคารับซื้อตามที่เคยกระทำมาในอดีต ผู้ที่เอาเปรียบเดิมคือโรงสีและผู้ขายข้างถุงก็เสียประโยชน์

ชาวนาและเจ้าหนี้ชาวนาได้อานิสงฆ์การประกันเต็ม คลังเก็บข้าวที่ยังมีข้าวเต็มคลัง ยังมีประโยชน์เต็มที่ ที่อ้างว่าขาดทุนนั้น เป็นการขาดทุนทางบัญชี ไม่ใช่ขาดทุนจริง รัฐบาลยังมีข้าวอยู่เป็นทุน ไม่ได้หายไปไหน

โดยตลาดยังรู้ว่าไทยมีข้าวในช่วงที่อินเดียยุติการส่งออก เพราะมีปัญหาฝนแล้ง กระทบการผลิต จีนกับเวียตนามเจอวาตภัย การบริหารจัดการรักษาคุณภาพในคลัง เป็นภาระที่ใหญ่ แต่สามารถปรับปรุงแก้ใขได้

แต่ในส่วนใดที่มีการโกง การกระทำที่ทุจริต ก็ต้องมีการสอบสวนลงโทษกันไป ไม่ควรมาเหมาว่าการทำเช่นนี้เป็นความผิด เพราะผลประโยชน์เกิดแก่ชาวนาตาดำๆที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาจนทุกวันนี้ คสช.ประกาศช่วยไร่ละพันก็ช่วยธกส.และเจ้าหนี้เท่านั้น ชาวนาไม่ได้รับแม้แต่ค่าแรงขั้นต่ำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจผู้นี้ ยังชี้ว่าควรเปรียบเทียบการช่วยเหลือสถาบันการเงิน นักธุรกิจ นายธนาคาร และผู้ฝากเงิน ตั้งแต่สมัยแชร์แม่ชม้อย และวิกฤตต้มยำกุ้ง ว่าการแก้ใขช่วยนายธนาคาร นักธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ รวมทั้งผู้ฝากเงินทุกรายว่าเข้าข่ายประชานิยมหรือไม่

วิกฤตที่เกิดขึ้นทางการเงินที่เกิดในอดีต เกิดขึ้นจากการกล่าวหาของนักการเมือง โดยการนำข้อมูลที่เป็นความลับมาเปิดเผยในสภาฯอย่างผิดกฎหมาย จนประชาชนแตกตื่นไปถอนเงินอย่างล้นหลาม ลามไปจนรัฐบาลต้องออกมาประกันเงินฝาก

และต่อมาการเปิดเสรีทางการเงิน ที่ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีและรัดกุม เป็นผลให้มีการก่อหนี้ต่างประเทศอย่างไร้ขอบเขต และก่อให้เกิดการเก็งกำไรในที่ดินและค่าเงินบาท รวมทั้งการปล่อยเงินกู้ของบริษัทเงินทุนจนไม่สามารถชำระหนี้ได้

ความผิดพลาดดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินๆ ควบคู่ไปกับการต่อสู้ป้องกันค่าเงินบาท ที่ไม่สำเร็จจนต้องปล่อยค่าเงินให้ลอยตัวและต้องยอมรับความช่วยเหลือจากกอง ทุนการเงินระหว่างประเทศ

ความเสียหายที่เศรษฐีหรือคนมีเงินเก็บฝากแบงค์ และเป็นนายทุนเล็กกลางและใหญ่ สร้างร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย มียอดรวม 1.4 ล้านล้านาบาท ที่คนไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวนาและคนไทยจนๆทุกคน ต้องมาแบกรับ และคนเหล่านี้ไม่ได้รับผลตอบแทนแม้แต่บาทเดียว

ผลลัพธ์ต้มยำกุ้ง ผู้ที่ได้รับคือนายทุนเจ้าของธุรกิจ นายและเจ้าของธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ยังร่ำรวยและมีภาพลักษณ์ที่ดี
องค์กรที่ได้ประโยชน์สูงสุด ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดหรือกล่าวถึงเลย คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่ประสบปัญหาทุกบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ขาดทุนหมด

ยกเว้น 2 ธุรกิจขนาดเล็ก แม้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด และธนาคารไทยพานิชย์ วิกฤตถึงขั้นล้มละลาย ทักษิณกู้กลับมาหมด โดยใช้กองทุนวายุภักษ์เข้าเพิ่มทุนและเมื่อแก้ใขได้ยังได้โอนหุ้นคืนตามเดิม โดยการแลกเปลี่ยนที่ดินแบบพิสดาร และไม่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ดังนั้นการแก้ปัญหาวิกฤติการของประเทศไทยสำหรับคนรวยกับคนจนนั้น ดูแล้วมีความแตกต่างกัน สำหรับคนรวยอะไรๆดูดีและเหมาะสม แต่สำหรับคนจนแม้จะใช้เงินน้อยกว่าและผลลัพธ์ดีกว่า กลับกลายเป็นการทุจริตเชิงนโยบายและประชานิยมที่ไม่ดี

“ความจริง ปรส.” ที่ ปชป. ไม่เคยกล่าวถึง… จาก”ชยิกา วงศ์นภาจันทร์”

z_470x1683

เมื่อ 19 พ.ย. น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Sand Wongnapachant ข้อความดังนี้

เป็นวิวาทะกันมาร่วมอาทิตย์กว่าสำหรับ กรณี องค์การเพื่อการปฏิรูปและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน : ปรส. ระหว่างฝ่ายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ ถึงขั้น “สอนมวย” กันเลยทีเดียว แต่ที่แน่ๆ งานนี้เห็นทีจะไม่พ้นยุทธศาสตร์ “โบ้ยทักษิณ” อีกแล้ว วันนี้ จึงขอนำเสนอ “ความจริง” ที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยกล่าวถึงเพื่อความชัดเจนดังนี้

1. รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (พ.ศ. 2539-2540) ได้ออก พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 จัดตั้ง “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส.” (Financial Secter Restructuring Authority: FRA) ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540

2. รัฐบาล พล.อ.ชวลิต แต่งตั้งคณะกรรมการ “ปรส. ยุคชวลิต” โดยมี นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เป็น ประธาน ปรส. ชุดแรก ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540

3. รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540

4. พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านการต่างประเทศในสมัยรัฐบาลชวลิต และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดตั้ง ปรส. แต่อย่างใด

5. พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการลอยตัวค่าเงินบาท กล่าวคือ “ปรส. ยุคชวลิต” ได้สิ้นสุดลงหลังจัดตั้งกองทุนได้เพียง 16 วันเท่านั้น

6. นายชวน หลีกภัย ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ 2 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 (รัฐบาลชวน 2 : พ.ย. 40 – ก.พ. 44)

7. รัฐบาลชวน 2 ได้มีการสรรหาผู้เหมาะสมเข้ามาเป็นประธาน ปรส. แทน นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ที่ลาออก โดยนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น เป็นผู้ทาบทาม นายอมเรศ ศิลาอ่อน

8. รัฐบาลชวน 2 ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการ “ปรส. ยุคชวน” โดยมี นายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นประธาน ปรส. และนาย วิชรัตน์ วิจิตรวาทการเป็นเลขาธิการ ในวันที่ 23 ธันวาคม 2540 ซึ่งภายหลังนายวิชรัตน์ มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ จึงมีการแต่งตั้ง นายมนตรี เจนวิทย์การ เป็นเลขาธิการ ปรส. แทน

9. “ปรส. ยุคชวน” แต่งตั้งโดยรัฐบาลชวน2 สั่งปิดกิจการถาวร 56 สถาบันการเงิน

10. “ปรส. ยุคชวน” แต่งตั้งโดยรัฐบาลชวน 2 ดำเนินการนำสินทรัพย์ 56 สถาบันการเงิน ประมูลขายแบบ “เหมาเข่ง” ในราคา “เลหลัง” กล่าวคือสินทรัพย์ที่นำไปประมูลขายทอดตลาด ได้รับการประเมิณว่ามีมูลค่า สูงถึง 851,000 ล้านบาท ถูกขายทอดตลาดไปเพียง 190,000 ล้านบาท เท่านั้น

11. รัฐบาลชวน 2 ตราพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ เพื่องดเว้นภาษีแก่ผู้ซื้อสินทรัพย์ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนต่างประเทศ และ ยกเว้นภาษีให้กองทุนรวมฯ เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายซื้อ ใช้กองทุนรวมฯ (กองทุนต่างชาติ) ที่ไม่มีสิทธิเข้าประมูล เข้ามาใช้สิทธิ์ได้รับยกเว้นภาษีฯ

สรุปแล้วงานนี้ ถ้าพิจารณาจาก 11 ข้อเท็จจริงนี้ ใครเกี่ยวไม่เกี่ยว ก็คงต้องใช้ “วิจารณญาณ” อ่านกันดูเองนะคะ

 

source :: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1416397592

 

 

แก้กฎหมายลงทุน ไม่เป็นมิตรกับต่างชาติ

z_470x1257

ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเขียนบทความตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังเดินไปผิดทางหรือไม่ ที่จะแก้กฎหมายให้นักลงทุนต่างชาติทำธุรกิจในเมืองไทยยากขึ้น ทั้งที่บอกว่าต้องการเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ

นายมาร์ก เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เขียนบทความลงในเว็บไซต์ของกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายการลงทุนของไทยช่วงหลังการยึดอำนาจ ที่ดูจะไม่เป็นมิตรต่อนักลงทุนต่างชาติ จนสร้างความกังวลใจให้กับทูตหลายประเทศ รวมถึงนักธุรกิจต่างชาติในเมืองไทย ทั้งที่ตอนนี้ความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติมีต่อประเทศไทยกำลังเริ่มกลับคืนมา

ในบทความนี้ นายเคนท์กล่าวว่าไทยกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หลังจากมีความพยายามที่จะแก้กฎหมายนี้มาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงปี 2550 แต่ได้ถูกระงับไป โดยครั้งนี้มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนิยามความหมายของธุรกิจต่างด้าวตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือจะทำให้เกิดการป้องกันการถือหุ้นบุริมสิทธิ์ของนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงหุ้นที่ผู้ถือนำเงินเข้ามาลงทุนได้ แต่ไม่มีอำนาจการบริหาร ทั้งที่ตอนนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวก็จำกัดไม่ให้ชาวต่างชาติทำธุรกิจในไทยได้อย่างสะดวกอยู่แล้ว เช่นไม่ให้ต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจบริการเกินร้อยละ 49 และไม่ให้ประกอบธุรกิจสาขาที่คนไทยยังไม่มีศักยภาพพอในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติ

นายเคนท์กล่าวว่าแนวโน้มนี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนต่างประเทศในประเทศไทย หอการค้าต่างประเทศ รวมถึงคนไทยหลายคนซึ่งเชื่อในเสรีภาพทางเศรษฐกิจ และส่วนตัวนายเคนท์เอง เขาก็ตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลไทยจึงจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายข้อนี้ในช่วงนี้ ทั้งที่บอกว่าต้องการเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา ซึ่งอังกฤษและอีกหลายๆชาติก็ต้องการเข้ามาลงทุน เพื่อตอบสนองการที่ไทยอยากเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในด้านต่างๆ แต่แล้วไทยเองกลับออกกฎหมายที่ทำให้ประเทศตนเองน่าลงทุนน้อยลง

นายเคนท์ถึงกับบอกว่าการตัดสินใจเช่นนี้ ถือว่ารัฐบาลกำลังก้าวถอยหลังในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเกิดผลเสียระยะยาวสำหรับคนไทยในรุ่นต่อไปได้ เพราะหากมีการแก้ไขกฎหมายตามที่ว่านี้จริง ไม่เพียงแต่ไทยจะกลายเป็นสถานที่ที่ไม่น่าลงทุนสำหรับนักลงทุนรายใหม่เท่านั้น แต่ผู้ที่ทำธุรกิจอยู่เดิม และจ้างงานคนไทยอยู่นับแสนหรืออาจถึงล้านคน ก็อาจต้องทบทวนว่าจะลงทุนในไทยต่อ และเสี่ยงต่อการถูกยึดธุรกิจ หรือย้ายไปยังประเทศข้างเคียงในอาเซียน ที่นับวันจะมีนโยบายดึงดูดนักลงทุนยิ่งขึ้น ขณะที่ไทยกลับน่าลงทุนน้อยลงทุกที

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น นายเคนท์ยังบอกว่าหากมีการออกกฎหมายที่บีบคั้นนักลงทุนขึ้นมาจริงๆ บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งอาจเลือกอ้างพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยให้ไว้กับ WTO หรือข้อตกลงระดับทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ขึ้นมาบีบขอสิทธิพิเศษจากรัฐบาล เนื่องจากกฎหมายเปิดช่องให้ยกเว้นข้อบังคับต่างๆได้ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเกิดความยุ่งยากอย่างมหาศาลในเชิงปฏิบัติ

 

source :: http://news.voicetv.co.th/world/132938.html