สงครามเย็นกลับมา ไทยโดนกระทบแรง

zz_080

1
สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต เป็นองค์การพันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา และประเทศ ในยุโรป ตั้งเมื่อ 1 เมษายน 2492 ภายใต้แนวคิดระบบความมั่นคงร่วมกัน เพื่อถ่วงดุลค่ายคอมมิวนิสต์

2
พ.ศ.2552 ครบ 60 ปีของการก่อตั้ง นาโตมีสมาชิก 28 ประเทศ + คณะมนตรีหุ้นส่วนยูโร-แอตแลนติก อีก 22 ประเทศ

3
นาโตคือเครื่องมือนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เมื่อสหรัฐอเมริกาจะดึงใครเป็นพวก ก็จะมอบสถานะพิเศษทางทหารแก่ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคนอกกรอบนาโต เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา โดยเรียกชื่อพันธมิตรพวกนี้ว่า Major Non-NATO Ally “ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต” ชาติพวกนี้มีสิทธิได้รับอุปกรณ์ทางทหารส่วนเกินจากสหรัฐอเมริกาในลำดับต้น มีสิทธิได้รับคลังอาวุธยุทโธปกรณ์สำรองเพื่อการสงคราม มีสิทธิในการซื้อกระสุนที่ทำจากกากยูเรเนียม ฯลฯ

4
สหภาพโซเวียตรวมประเทศบริวารตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอเมื่อ พ.ศ.2498 แต่ระบบพันธมิตรทางทหารองค์การนี้ล่มสลายหายไปเมื่อสหภาพโซเวียตแตกเมื่อ พ.ศ.2534

5
สหพันธรัฐรัสเซียสืบสิทธิสหภาพโซเวียต หลังจากที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของตนได้แล้ว รัสเซียก็พยายามสร้างตนขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกอีกครั้งหนึ่ง แต่ชาติรัฐบริวารเก่าแก่ของสหภาพโซเวียตอย่าง เช็ก ฮังการี โปแลนด์ บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย สโลวะเกีย สโลวีเนีย แอลเบเนีย โครเอเชีย ฯลฯ กลับไปเป็นสมาชิกของนาโต องค์การศัตรูใหญ่สุดของรัสเซียเสียแล้ว

6
สิ่งที่รัสเซียพยายามทำก็คือ 1.สร้างองค์การความร่วมมือซ่างไห่ ซึ่งประกอบด้วย รัสเซีย จีน คาซัคสถาน ทาจิกิสถาน คีร์กีซ และอุซเบกิสถาน 2.เข้าไปมีอำนาจในประเทศที่มีพรมแดนประชิดด้านตะวันตกซึ่งเป็นภัยคุกคามด้าน ความมั่นคงอันดับ 1 ของรัสเซีย เพราะสหรัฐอเมริกาพยายามเข้าไปแทรกแซงและดึงให้ประเทศเหล่านี้เข้ามาเป็น สมาชิกนาโต เช่น จอร์เจียและยูเครน

7
เมื่อโดนรัสเซียกดดัน รัฐสภายูเครนก็มีมติให้สถานะประเทศของยูเครนเป็นชาติรัฐไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เมื่อ พ.ศ. 2553 เมื่อมีสถานะนี้แล้ว ยูเครนก็สมัครเป็นสมาชิกขององค์การด้านการทหารอย่างนาโตไม่ได้ รัสเซียก็จะปลอดภัย

8
อังคาร 23 ธันวาคม 2557 เมื่อเปลี่ยนผู้นำประเทศ รัฐสภายูเครน กลับมีมติ 303 ต่อ 8 ให้ยกเลิกสถานะชาติรัฐไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในอนาคตยูเครนจึงสามารถเป็นสมาชิกของนาโตได้ วันที่ยูเครนเป็นสมาชิกนาโต ยุทธศาสตร์ปิดล้อมรัสเซียของสหรัฐอเมริกาก็บรรลุความสำเร็จ

9
สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรปล่อยน้ำมันสู่ตลาดโลก เพื่อให้ราคาน้ำมันดิบต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สหรัฐอเมริการู้ว่ารัสเซีย
และ พันธมิตรไม่มีรายได้จากทางอื่นนอกจากน้ำมัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจของรัสเซียจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

10
ขณะนี้ รัสเซียและพันธมิตรจึงอยู่ในอาการโคม่าด้านเศรษฐกิจ เพราะจำนวนน้ำมันที่รัสเซียและพันธมิตรผลิตได้ มีดังนี้ รัสเซีย 10,610,000 บาร์เรลต่อวัน คาซัคสถาน 3,500,000 บาร์เรลต่อวัน อุซเบกิสถาน 104,200 บาร์เรลต่อวัน ฯลฯ

11
แน่นอนกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

12
และแน่นอนกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

13
พ.ศ.2558 เศรษฐกิจไทยจะโดนกระทบจาก 1.นักท่องเที่ยวโลกและนักท่องเที่ยวรัสเซียลด 2.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาปรับลดสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยให้ เป็น Tier 3 3.ถูกระงับการเยือนอย่างเป็นทางการจากสหภาพยุโรปและไม่ได้ลงนามความตกลงว่า ด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA) ทำให้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี 6 ฉบับ ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปสะดุดลง 4.สินค้าเกษตรสำคัญของเกษตรกรไทยถูกทดแทนโดยพืชบางประเภทที่ผ่านการพัฒนาทาง พันธุวิศวกรรม และ 5.อื่นๆ

14
พ.ศ.2558 นักท่องเที่ยวรัสเซียของไทยจะหดตัวเกิน 24.6% รายได้หดตัว 20.7% รัสเซียโดนคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ทำให้ขาดแคลนสินค้าอาหาร ต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ทดแทน แต่มรสุมที่รุมเร้า จะฉุดความต้องการนำเข้าของรัสเซีย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าทุนและสินค้าฟุ่มเฟือย และจะฉุดให้การส่งออกของไทยไปรัสเซียใน พ.ศ.2558 หดตัวไม่น้อยกว่า 16%

15
เดือนพฤษภาคม 2557 สื่ออังกฤษรวมหัวกันเผยแพร่รายงานบริษัทผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ของไทยใช้แรง งานทาสในกระบวนการประมงกุ้ง กระทรวงพาณิชย์อังกฤษรับลูกทันที โดยสั่งให้สมาคมค้าปลีกทำหนังสือคู่มือเลือกซื้อสินค้าจากประเทศที่ไม่มีที่ มาจากแรงงานทาส ตามด้วยการต่อต้าน จากทั่วโลก

16
22 มิถุนายน 2557 รายงานประจำปีเรื่องสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศปรับลดสถานะประเทศไทยไปอยู่ใน Tier 3 เช่นเดียวกับชาติรัฐที่สหประชาชาติระบุว่ามีการพัฒนาน้อยที่สุด อย่างมอริเตเนียและเยเมน ในกลุ่มเดียวกับซีเรียและสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ซึ่งอยู่ในภาวะสงคราม หรือแม้แต่ประเทศอย่างซิมบับเวและเกาหลีเหนือ ที่มีการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ

17
Tier 3 ทำให้ไทยเสียหายโดยรวมหลายแสนล้านบาทต่อปี

18
ไทยถูกระงับการเยือนอย่างเป็นทางการ จึงไม่ได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA) กับสหภาพยุโรป เป็นผลให้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี 6 ฉบับ ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ที่มีสมาชิกมากถึง 28 ประเทศ สะดุด

19
1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป ไทยจะไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางอัตราภาษีศุลกากร (GSP) ของสินค้า 6,200 รายการ ของสหภาพยุโรป ทำให้ขายสินค้าไม่ได้ โดยมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (สถิติของ พ.ศ. 2556 คือ 9,052.23 ล้านดอลลาร์ หรือ 298,267.35 ล้านบาท)

20
ทีมวิจัยสถาบัน Fraunhofer Institute for Molecule Biology and Applied Ecology ของเยอรมนีแถลงว่า ดอกวัชพืชแดนดิไลออนที่ผ่านการพัฒนาทางพันธุวิศวกรรมแล้ว สามารถให้ผลผลิตน้ำยางดิบได้มากถึง 500 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก 6 ไร่ 1 งาน และขณะนี้กำลังจะประสบความสำเร็จในการให้ผลผลิตที่สูงกว่านั้นอีก 2 เท่าตัว หรือ 1,500 กิโลกรัม ต่อพื้นที่เท่าเดิม

21
การวิจัยที่จะสำเร็จในอนาคตอันใกล้ทำให้สวนยางพาราของเกษตรกรไทย 22,176,714 ไร่ อาจจะกลายเป็นสวนที่สร้างมูลค่าการผลิตน้อยลงเพราะน้ำยางสีขาวจากต้นดอกวัช พืชแดนดิไลออนมียางลาเทกที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำยางดิบ และกลายเป็นแหล่งยางดิบทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

22
ปัญหาอื่นที่กำลังจะเข้ามาก็คือ ไทยอาจจะเผชิญกับภัยคุกคามจากการก่อการร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะวุฒิสมาชิก ของสหรัฐอเมริกาออกมาโจมตีรัฐบาลอเมริกัน กรณีที่มีการทรมานนักโทษการก่อการร้ายจากตะวันออกกลางในคุกลับอเมริกันที่มี กระจายอยู่ในหลายภูมิภาคของโลก และยืนยันว่าหนึ่งในบรรดาคุกลับอเมริกันแห่งแรกๆ ของโลกอยู่ในประเทศไทย

23
นักรบญิฮาดอิสลามิสต์หัวรุนแรงประกาศว่าจะแก้แค้นทุกประเทศที่มีคุกลับ

24
ผมขออนุญาตแนะนำผู้อ่านท่านที่เคารพทุกท่านใช้ชีวิตใน 365 วัน ของพุทธศักราช 2558 ด้วยความระมัดระวังทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความมั่นคงปลอดภัยครับ.

โดย คุณนิติ นวรัตน์

 

source :- http://www.thairath.co.th/content/472114

 

มันมาแล้ว!! “ยุคตัวกูของกู” เต็มรูปแบบ

z_3588x197

ผลการวิจัย 8 ค่านิยมของคนไทยในปี 2015 ซึ่งจัดทำโดย “เอ็นไวโรเซล ไทยแลนด์” ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งสัญญาณมาแต่ไกลว่า สังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ “ยุคตัวกูของกู” และยิ่งนับวันคงหาคนไทยที่คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าความสุขส่วนตัวได้ ยากเย็นเต็มที

ค่านิยมมาแรงจนน่าเป็นห่วงคือ “รวยลัด “RICHFICIENCY” RICH+SUFFICIENCY” จะเห็นได้ว่าหนังสือติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ขายดิบขายดีในยุคนี้ จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับเคล็ดลับการสร้างความมั่งคั่ง และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จ แม้แต่ในงาน Money Expo ครั้งล่าสุด ผู้เข้าร่วมงานก็มีอายุน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คนไทยยุคนี้ยังเปลี่ยนความสนใจจากการลงทุนในธุรกิจและอยากเป็นเจ้าของกิจการ หันมาศึกษาลงทุนในตลาดหุ้นแทน เพราะเห็นตัวอย่างของนักเล่นหุ้นรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ น้อยๆ กระนั้น ความรวยที่คนรุ่นใหม่ใฝ่หาเป็นความรวยแบบฉาบฉวยชั่วข้ามคืน ต้องการรวยแบบด่วนๆ แต่ไม่ได้ฝันถึงขนาดมีเงินพันล้าน แค่อยากมีกินมีใช้และท่องเที่ยวลั้ลลา แนวโน้มที่ตามมาก็คือ ตลาดแรงงานจะเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างสิ้นเชิง ในอีก 6 ปีข้างหน้าจะหาคนทำงานเป็นพนักงานประจำได้ยากขึ้น เพราะคนยุคใหม่นิยมทำงานฟรีแลนซ์และพาร์ตไทม์มากกว่า

ค่านิยมที่ตอกย้ำความฉาบฉวยของสังคมไทยคือ “งามภายนอก “EXTHETIC” EXTERNAL+AESTHETIC” คนสมัยนี้ไม่เห็นคุณค่าความงามภายใน แต่ให้ความสำคัญกับความงามภายนอก ซึ่งมีผลต่อความก้าวหน้าด้านอาชีพการงาน และการเป็นที่ยอมรับของสังคม แนวโน้มนี้ทำให้ ธุรกิจเสริมความงามต่างๆ เติบโตคึกคัก เช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่นเสริมแต่งรูปภาพที่กลายเป็นอุปกรณ์ขาดไม่ได้ของคน ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ก็เพราะถือคติตัวกูของกู คนสมัยนี้จึงมีค่านิยม “ช่วยเหลือตัวเอง (ไม่พึ่งพา) หรือ “YELP” Help Yourself” ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยให้สามารถทำกิจกรรมหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น ไม้ถ่ายรูปเซลฟี่, แอพพลิเคชั่นค้นหาเส้นทางท่องเที่ยว หรือแม้แต่ google ที่มีคำตอบทุกอย่างในโลกรวมไว้ที่เดียว ในเมื่อไม่ต้องพึ่งพิงใครมาก เด็กรุ่นใหม่ จึงมีความแข็งกระด้าง ไม่ยอมโอนอ่อนให้ใครง่ายๆ เมื่อก่อนมีอะไร เด็กอาจปรึกษาพ่อแม่ แต่ทุกวันนี้ยกให้อากู๋เป็นที่หนึ่งในดวงใจ

คนสมัยนี้แต่งงานกันน้อยลง แต่อัตราหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้น เพราะมีค่านิยม “ไม่ผูกมัด “NOBLIGATION” NO+OBLIGATION” ผู้คนมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น จึงชอบอะไรที่มาเร็วเคลมเร็ว แม้แต่ในเชิงการตลาด ผู้บริโภคยุคใหม่ก็ไม่ชอบการผูกมัดระยะยาวและเบื่อง่าย เพราะมองหาแต่ข้อมูลใหม่ๆตลอดเวลา อะไรที่นำเสนอเนื้อหายืดยาดเยิ่นเย้อไม่กระชับ โดยเฉพาะทีวีดิจิตอล ก็เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย

ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเป็นกรด จึงชื่นชอบอะไรที่ “เปิดเผย ชัดเจน อย่าปิดบัง “SINCLEAR” SINCERE+CLEAR” จะเห็นว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคเชื่อรีวิวจากประสบการณ์จริง มากกว่าโฆษณาที่ถูกปรุงแต่งมาแล้ว เรามีนักสืบพันทิปคอยเสาะแสวงหาความจริงในสังคม และพร้อมร่วมด้วยช่วยกันตีแผ่พวกลวงโลกลวงสังคม

โลกทั้งใบถูกหลอมรวมเป็นโลกใบเดียวกันไปแล้ว จนเกิดค่านิยม “วัฒนธรรมเดียวกัน “BLENDSO” BLENDED+ SOCIETY” ปัจจุบันเรามีวัฒนธรรมเดียวกันทั่วโลก เช่น K-Pop ที่โด่งดังมาก หรือกระแส Ice Bucket Challenge ที่แพร่สะพัดจากอเมริกาไปทั่วทุกมุมโลกอย่างรวดเร็ว ข้อดีของเทรนด์นี้คือ สามารถทำการตลาดด้วยคอนเซปต์เดียวกันทั้งโลก แต่ก็มีข้อเสียเพราะทำให้ขาดเอกลักษณ์ของแต่ละสังคม

คิดจะเอาชนะใจผู้บริโภคยุคใหม่ ต้องตีโจทย์ 2 ค่านิยมนี้ให้แตกกระจุยคือ “ซื้อน้อยแต่ได้เยอะ “EASEMORE” EASY+MORE” สินค้าชิ้นเดียวจะต้องทำหน้าที่สารพัดประโยชน์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ขณะเดียวกัน ก็ต้อง “มาตรฐานสูง “SUPERGENIC” SUPER+GENIC” นอกจากจะแข่งเรื่องคุณภาพสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้อง คำนึงถึงคือบริการน่าพึงพอใจ ที่จะมัดใจพวกเขาให้อยู่หมัด!!

มิสแซฟไฟร์

 

source :- http://www.thairath.co.th/content/469964

สาระ+ภาพ : ค่าใช้จ่ายในการปฏิรูปประเทศไทย

ชมภาพขนาดเต็มคลิกที่นี่

 

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2557 ที่รัฐสภา ได้มีการพิจารณางบประมาณเพื่อดำเนินการภายในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูป 18 คณะ และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

โดยได้มีการวางกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของ สปช. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไว้ทั้งสิ้น 256,184,600 บาท และได้มีการแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 ส่วนได้แก่

1.ค่าใช้จ่ายของกมธ.วิสามัญสปช. 24 คณะ จำนวนเงิน 182,400,000 บาท แบ่งเป็นคณะละ 7.6 ล้านบาท โดยคำนวณค่าจ่ายเฉลี่ยเท่ากันทุกคณะ ประกอบด้วย

– ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าพาหนะ จำนวน 24,000,000 บาท แบ่งเป็นคณะละ 1 ล้านบาท
– ค่าอาหารเลี้ยงรับรองต่อกมธ.วิสามัญ สปช.จำนวน 86,400,000 แบ่งเป็นคณะละ 3.6 ล้านบาท
– ค่าจ่ายการส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของกมธ.วิสามัญสปช.จำนวน 24,000,000 แบ่งเป็นคณะละ 1 ล้าน
– ค่าใช้จ่ายการสัมมนาของคณะ กมธ.วิสามัญ สปช. 24,000,000 แบ่งเป็นคณะละ 1 ล้าน และ
– ค่าใช้จ่ายการเดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่ภายในประเทศของคณะกมธ.วิสามัญ สปช.จำนวน 24,000,000 แบ่งเป็นคณะละ 1 ล้านบาท

2.คณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คณะ ที่มีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ได้งบประมาณทั้งสิ้น 50,684,600 ล้านบท ประกอบด้วย

– ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าพาหนะ จำนวน 975,000 บาท
– ค่าอาหารเลี้ยงรับรองกมธ.และคณะอนุ กมธ.จำนวน 23,709,600 บาท
– ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 10,000,000 บาท
– ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา 16,000,000 บาท

3.อนุกมธ.วิสามัญประจำ 77 จังหวัด รวม 23,100,000 บาท แบ่งเป็นจังหวัดละ 300,000 บาท

ทั้งนี้เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ระบุว่า ได้มีการกำหนดกรอบตัวเลขดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะเบิกจ่ายทั้งหมดตามที่ระบุไว้หรือไม่ เป็นเพียงการจัดสรรไว้รองรับการทำหน้าที่ของ สปช. โดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจใช้จ่ายมากกว่าส่วนอื่น โดยเฉพาะการพิจารณายกร่างในรายละเอียดแบบรายมาตรา ที่ต้องเบิกงบเบี้ยประชุมต่อเนื่องหลายวัน

ว่อนเน็ต!! “ราคา-ค่า” นิยม 12 ประการ พุ่งทะลุ 35 ล้าน

z_2977

จากกรณีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จ้างเหมาจัดทำ สติ๊กเกอร์ไลน์ค่านิยม 12 ประการเผยแพร่ โดยวงเงินงบประมาณสูงถึง  7,117,400 บาท และมีราคากลางอยู่ที่ 7,117,353.24 บาท ล่าสุดพบว่าเว็บไซด์ meconomics.net ได้เผยแพร่เอกสาร “ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและราคากลาง(ราคาอ้างอิง) ในการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง” โครงการจัดสร้างภาพยนตร์สั้นส่งเสริมค่านิยม 12 ประการ” ซึ่งเป็นหนังสั้น 12 เรื่องโดยมีการกำหนดราคากลาง เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2557  จากวงเงินงบประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งราคากลางกำหนดไว้ 24,979,300.87 บาท
นอกจากนี้เว็บไซด์ดังกล่าวยังเผยแพร่เอกสาร “ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและรายละเอียดค่าใช้จ่ายการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งมิใช่งานก่อสร้าง” โครงการ “จ้างจัดทำบทเพลงปลูกฝังค่านิยมหลักคนไทย 12 ประการ” วงเงินงบประมาณ 3,500,000 บาท โดยมีการกำหนดราคากลางเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เป็นเงิน 3,500,000 บาท
สำหรับงบประมาณในการจัดทำและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เฉพาะกรณี “ค่านิยม 12 ประการ” ซึ่งปรากฎและวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกโซเชียลมีเดีย ขณะนี้ รวมเป็นเงินงบประมาณกว่า 35 ล้านบาท !

source :- https://www.hereandthere.today/?p=1522

 

อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อราคาน้ำมันโลกดิ่ง สัญญาณ”เตือนภัยอันตราย”ที่กำลังมาเยือน!

z_2096

 

สถานการณ์ในช่วงนี้ สิ่งที่น่าจับตามากที่สุดก็คือ สถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ซึ่งดิ่งตกอย่างน่าตกใจ พร้อมทั้งยังฉุดตลาดหุ้นต่าง ๆ ร่วงระนาว สถานการณ์นี้ถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่ถึงขนาดว่าอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลก จากภาวะการสิ้นสุดของสภาพคล่องตลาดทุน รวมถึงภาวะเสี่ยง”การล่มสลายของกลุ่มโอเปก”ด้วย

ผู้ที่วิเคราะห์ดังกล่าวคือ”แบงก์ ออฟ อเมริกา”สถาบันการเงินใหญ่ของสหรัฐ ที่กำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุด ราคาน้ำมันได้ตกลงมาอยู่ที่ระดับ 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยกลุ่มฯมองว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกดิ่งร่วง อาจแย่ถึงขนาดหล่นไปที่ระดับ”50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”เพียงไม่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มโอเปกที่เคยเป็นกลุ่มทรงอิทธิพลของโลก ที่เคยสามารถกำหนดทิศทางราคาน้ำมันได้ กลายเป็นแค่เสือกระดาษไร้เขี้ยวเล็บ และอาจถึงจุดอวสานได้ เมื่อกลไกการควบคุมราคาน้ำมันโลก”เปลี่ยนแปร”ไป

แบงก์ ออฟ อเมริกา บอกว่า สถานการณ์นี้กำลังมีขึ้นในห้วงที่โลกกำลังเข้าสู่ห้วงเปลี่ยนผ่านของการใช้พลังงาน โดยเฉพาะการปฎิวัติการผลิตพลังงานที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำให้ราคาแก๊สถูกลงสำหรับภูมิภาคยุโรป ขณะที่ล่าสุด โอเปกก็เพิ่งล้มเหลวในการ”กำหนดราคาน้ำมัน”ในการประชุมล่าสุด และคาดว่า สถานการณ์น้ำมันต่อจากนี้จะกลายเป็นภาวะราคาน้ำมันดิ่งร่วงระยะยาว

 

 

โดยขณะนี้ กลายเป็นว่า ตลาดเสรีได้กลายเป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันโลกไปแล้ว และนำไปสู่ภาวะราคาน้ำมันดิ่งตกอย่างควบคุมไม่ได้ โดยจะมีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่ยังคงมีกำไรจากการขายน้ำมัน คือ ยักษ์ใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบีย และว่า สหรัฐซึ่งกำลังหากินกับอุตสาหกรรม”สกัดน้ำมันจากหินดินดาน”ก็ยังได้ผลกระทบหนักเช่นกัน โดยประเมินว่า บริษัทสหรัฐผู้ผลิตน้ำมันดังกล่าว จะขาดทุนจากภาวะราคาน้ำมันตกลงอย่างน้อย 15 เปอร์เซนต์ และขาดทุนถึง 50 เปอร์เซนต์ หากราคาน้ำมันดิบร่วงมาที่ระดับ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และว่า ภาวะราคาน้ำมันตก ยังกระทบต่อโครงการสกัดน้ำมันจากหินดินดานในภูมิภาคลาตินและเม็กซิโก รวมทั้งกระทบยาวไปถึงแคนาดา และรัสเซีย และจะส่งผลให้บริษัทน้ำมันใหญ่ต้องตัดลดโครงการผลิตน้ำมันด้วย

ขณะทีแบงก์ ออฟ อเมริกา ประเมินว่า ราคาน้ำมันจะดิ่งตกเฉลี่ย 1 บาร์เรลต่อวัน ในอีก 6 เดือนข้างหน้าหรือเกินกว่านั้น จากภาวะน้ำมันล้นตลาด ขณะที่ตลาดน้ำมันดิบสหรัฐจะตกลงลงที่ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดแก๊สปิโตรเลียมเหลวจะเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในปี 2015 และเข้าสู่ภาวะซื้อขาย”ร้อนแรง”เมื่อปริมาณพลังงานแก๊สจากออสเตรเลีย ได้ส่งผลกระทบต่อโลก ซึ่งหากการคาดการณ์นี้เป็นจริง  ภาวะแก๊สปิโตรเลียมเหลวที่เพียงพอและท่วมท้นในตลาด อาจเป็นตัวแปรที่สร้างอิทธิพลอย่างสำคัญยิ่งต่อยุโรป โดยจะทำให้ยุโรปกลายเป็นแหล่งจัดส่งแก๊สปิโตรเลียมเหลว ที่สามารถตัดราคาแก๊สจากรัสเซียได้

ขณะที่สหภาพยุโรป ปัจจุบันก็มีสถานีแก๊สเพียงพอต่อความต้องการบริโภคอยู่แล้ว และไม่จำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานดังกล่าวไปต่อรองกับการซื้อแก๊สจากรัสเซียอีกต่อไป เพราะปัจจุบันการจัดส่งแก๊สปิโตรเลียมเหลวอยู่ในสภาพไม่ขาดแคลน โดยเฉพาะญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่ยุโรปเองก็อาจไม่จำเป้นต้องใช้ก๊าซจากรัสเซียไปอีกอย่างน้อย 2 ปี

อย่างไรก็ตาม แบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุด้วยว่า ภาวะราคาน้ำมันตก อาจมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่จะกระทบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกในปี 2015 หรือเทียบเท่ากับการลดภาษีลงถึง 7.3 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ถือเป็นเรื่องซับซ้อน ทั้งในแง่ผู้แพ้และผู้ชนะ โดยผลการศึกษาพบว่า ภาวะน้ำมันดิ่งตกอาจกลายเป็นปัจจัยเชิงลบหากมันทำให้เกิดวิกฤตทางการเงินที่กระทบลามอย่างเป็นลูกโซ่

 

 

โดยเฉพาะตลาดเงินโลก ที่อาจจะต้องเผชิญกับภาวะเข้าสู่ห้วงการทดสอบความเข้มแข็งของบริษัท เมื่อเฟดออกมาตรการเข้มหลังผ่อนคลายมาหลายปี และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ การสิ้นสุดของวงจรสภาพคล่อง โดยหากเฟดต้องเตรียมที่จะขึ้นดอกเบี้ย ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยเหมือนปี 2009 ก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง และว่า ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐเคยใช้มาตรการที่ผ่อนคลายอย่างมากในปี 2004 และอาจเพิ่มขึ้นอีกเพื่อนำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจเหมือนปี 1994 มาใช้ เมื่อสหรัฐได้ขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้ตลาดพันธบัตรโลกสั่นสะเทือน

แบงก์ ออฟ อเมริกา เผยด้วยว่า  การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในยุโรปและญี่ปุ่น จะครอบคลุมคิดเป็นจำนวน 35 เปอร์เซนต์ของการสูญเสียการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย และทำให้ตลาดโลกอยู่ในภาวะเสี่ยงไม่มั่นคงอย่างสูงมาก ซี่งขณะนี้โลกยังไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบอย่างเต็มที่ แต่นับจากนี้ต่อไป ตลาดโลกจะไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะฟื้นคืนมาได้ทุกครั้งหากเกิดสถานการณ์โกลาหล และมีโอกาสที่เฟดจะกลับไปสู่การใช้มาตรการฉุกเฉิน ด้วยการใช้มาตรการ QE หรือมาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน และนี่เป็นสถานการณ์ที่จะเข้าสู่ภาวะแย่ลงๆ เรื่อยๆ  และพร้อมจะเกิดภาวะล่อแหลมเพิ่มขึ้นต่อตลาดโลก

และขณะที่ทั่วโลกได้ใช้สูตรยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลาง ประเมินว่า มาตรการดอกเบี้ย 0 เปอร์เซนต์ของสหรัฐ ได้ทำให้จีพีดีโลกขยายตัวในระดับ 56 เปอร์เซนต์ และทำให้หุ้นในตลาดทั่วโลกขยายตัว 83 เปอร์เซนต์ ขณะที่พันธบัตรกว่าครึ่งของรัฐบาลทั่วโลกทำให้จีดีพีโลกขยายตัวเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์เท่านั้น

และประเมินว่า จะมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคนได้รับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยในทางใดทางหนึ่ง กรณีนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกยิ่ง โดยมีลักษณะเหมือนภาวะเศรษฐกิจถดถอยเหมือนช่วงปี 1930 โดยไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเฟดพยายามที่จะสลัดตัวจาก”กับดักของการกระตุ้นเศรษฐกิจ”แม้แต่ตัวเฟดเอง

 

source : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418353944

 

“ควนหนองหงษ์-ชะอวด” ระดมพลใหญ่เสริมทัพม็อบยางฯ สุดตะลึง! กิจกรรมชุมนุมแสนสงบ (เสงี่ยม)

z_1943

ยุทธการ “ฝีเสื้อกระพือปีก” ของ “แนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง”  ที่ประกาศเคลื่อนไหวระดมพลชุมนุมเรียกร้องในจุดต่างๆ เพื่อให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำอย่างหนัก มาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ดูเหมือนจะยังไร้พลังต่อรองกับอำนาจรัฐอย่างสิ้นเชิง
แม้ล่าสุดราคายางพารา จะตกลงมาอยู่ในภาวะ 3 กิโล 100 บาท จนทำให้เกษตรชาวสวนยางพารา ที่เคยชุมนุมร่วมกับม็อบ กปปส.ของพรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้เกิดการรัฐประหารต้องตกอยู่ในลำบากแสนสาหัส  แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ราคายางพาราขยับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ม็อบสวนยางฯ พึงพอใจได้
ล่าสุด เฟสบุ๊ก “ชญานิน คงสง” ซึ่งในอดีตคือชื่อ แกนนำคนสำคัญ ของเกษตรกรสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน ที่ชุมนุมเรียกร้องราคา ด้วยการปิดถนนบริเวณแยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงกลางปี 2556 เพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ให้กำหนดราคายางพาราที่ราคา 120 บาทต่อกิโลกรัม ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความใน 2 โพสต์ที่ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของม็อบยางพาราในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
โดยโพสต์แรกเป็นการโพสต์ ในช่วงวันที่ 9 ธันวาคม 2557 เวลา 11.20 น.ซึ่งเป็นการโพสต์ “ภาพชายสูงอายุ” จำนวน  “1 คน” แล้วระบุข้อความว่า
แกนนำชาวสวนยางควนหนองหงษ์มาแล้ว
เราไม่ได้ยื่นหนังสือ
แต่มาบอกให้รู้ว่าท่านต้องรับผิดชอบในหน้าที่”
จากนั้นในวันเดียวกัน คือ 9 ธันวาคม 2557 เวลา 11.26 น. ได้โพสต์ภาพ “ชายสูงอายุ 1 คน” และ “ชายวัยกลางคนอีก 1 คน” รวมเป็น 2 คน พร้อมเขียนข้อความระบุว่า
ชาวสวนยางชะอวดมาแล้ว
ฝากบอกท่านผู้นำการชี้นำตลาดเขาไม่ทำ
เหมือนที่ท่านทำปัจุบันนี้”
พร้อมกับใส่อีโมชั่นประกอบแสดงความรู้สึกว่า ว่า “รู้สึกเหนื่อยล้า” !!
รวมทั้ง 2 ภาพซึ่งถูกระบุว่าเป็น “แกนนำชาวสวนยางควนหนองหงษ์” และ “ชาวสวนยางชะอวด” รวมทั้งหมด แบบประเมินให้สูงที่สุด  คือ ประมาณ 3 คน ซึ่งนับเป็นการระดมพลชุมนุมที่อาจจะสงบเสงี่ยมที่สุดในโลก
-จบข่าว-

 

ch001ch002

 

สุดท้ายก็ไร้น้ำยา! ม็อบสวนยางสารภาพ “ไร้ทิศทางเคลื่อนไหว” สาวกสุดทนไล่ปลูก “ถั่วพู-ตะไคร้”

z_1753

เพจ “ศูนย์สื่อฯ แนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง” ซึ่งเป็นเพจที่เผยแพร่กิจกรรมการนัดชุมนุมของแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง โดยเฉพาะ ได้โพสต์ภาพกิจกรรมการยื่นหนังสือร้องขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ที่เป็นปัญหามาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนกระทั่งล่าสุดราคายางพารามาอยู่ใกล้ที่จะเรียกได้ว่า 3 กิโล 100 โดยแนวร่วมเครือข่ายกู้ชีพชาวสวนยาง ได้ประกาศใช้ยุทธการการชุมนุมที่เรียกว่า “ผีเสื้อกระพือปีก” ในช่วงวันที่ 9-10 ธันวาคม 2557 ล่าสุด โดยระบุว่า “9 ธ.ค.57 เวลาประมาณ 10.00 นายเกษม บุญชนะ แกนนำกู้ชีพขาวสวนยาง จังหวัดชุมพร พร้อมด้วยสมาชิก ประมาณ 10 คน จะเดินทางมาที่
ศูนย์ราชการจังหวัดชุมพร เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่าน นายวงศศิริ พจหมชนะ ผวจ.ช.พ. โดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วย
เหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา ใน 2 ประเด็น ดังนี้
– ให้รัฐบาลรับซื้อยางกิโลกรัมละ 80 บาทโดยชดเชยส่วนต่าง
เป็นพันธบัตรรัฐบาล
– ให้รัฐบาลถอน พรบ.การยาง ที่จะเสนอ สนช.ใน 11 ธ.ค.57
ทั้งนี้ ในเรื่องของการเคลื่อนไหว
ที่จะออกมาชุมนุม ทางกลุ่มฯ ยังไม่ได้กำหนดการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน”

รายงานข่าวแจ้งว่า แฟนเพจจำนวนมาก ได้เข้ามาคอมเม้นท์การเคลื่อนไหวของแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยางตามยุทธการ “ผีเสื้อกระพือปีก” ในช่วงวันที่ 9-10 ธันวาคม โดยไม่เชื่อว่าการเคลื่อนไหวของแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง จะสามารถผลักดันให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ แก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำได้ อีกทั้งยังแนะนำให้ยุติการเคลื่อนไหว เพราะเคลื่อนไหวไปก็ไร้ประโยชน์ โดยแนะนำให้โค่นยางพาราแล้วไปปลูกถั่วพูหรือตะไคร้ขายให้ทันหน้าร้อนที่จะมาถึงในช่วงต้นปี 2558 เผื่อจะมีรายได้ที่ดีกว่า

5rwwyang

 

สว่างคาตา!! ม็อบยางเพิ่งสำนึก งางามไม่งอกจากการ รปห.ทิ้งกลอนไว้อาลัย น้ำลดตอผุด เสียเวลา-เสียค่าโง่

z_1752

เพจ “ศูนย์สื่อฯ แนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง” ซึ่งเป็นเพจที่นำเสนอข่าวการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมืองของ “แนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง” อย่างเป็นทางการ ในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ได้แชร์คำกลอนของแนวร่วมคนหนึ่งในกลุ่มมาเผยแพร่ในเพจเพื่อให้สมาชิกได้รับรู้ ในช่วงเช้าวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ก่อนที่กลุ่มจะเคลื่อนไหวชุมนุมยื่นหนังสือถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ให้แก้ไขปัญหาราคายางพารา ที่ตกต่ำอย่างหนักถึงขั้นที่เรียกได้ว่าราคาอยู่ที่ 3 กิโล 100 บาท โดยข้อความดังกล่าวเป็นกลอนระบุว่า
“แล้วความจริงที่เป็นจริง จึงปรากฏ
เหมือนน้ำลดตอผุด ตอบปุจฉา
มันมีเรื่องความเป็นไป จึงเป็นมา
กาลเวลาช่วยอธิบาย ขยายความ

มันยิ่งเสียเวลา ยิ่งกว่าเก่า
ท่ามกลางความโง่เขลา เงาคำถาม
อันวาระซ่อนเร้น เน้นว่าทราม
จึงงางามหรือจะงอก ออกให้เห็น

เก่งแต่แต่งเครื่องแบบ แถบประดับ
ตะเบ๊ะยอมค้อมคำนับ เหมือนจับเล่น
จริงไม่รู้ รู้ไม่จริง ยิ่งลำเค็ญ
จึงเหินห่างจากประเด็น เป็นประดัง

ดูเหมือนลิงติดแห แล้วแม่ทัพ
จะประกบหรือประกับ จับเลหลัง
เพิ่งรู้ว่าค่าสัจจะ มีพลัง
ความชอบธรรมคือมนต์ขลัง…ประชาชน!”

สำหรับความเคลื่อนไหวของ “แนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง” ล่าสุดภายหลังยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงวันที่ 9 ธันวาคม 2557 เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่องมากว่า 7 เดือนเรียบร้อยแล้ว ได้สลายตัวอย่างเร่งด่วน แล้วเลื่อนเวลาการนัดชุมนุมออกไปอย่างไม่มีกำหนดอีกครั้ง โดยอ้างว่าเป็นการให้เวลารัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราจนถึงสิ้นปี 2557 จากนั้นในช่วงต้นปี 2558 แกนนำแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยางจะมีการพิจารณาการเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง

 

 

ถ้าเราไม่สร้างพรรคฝ่ายซ้าย เราสร้างเสรีภาพในไทยไม่ได้

z_1331

ใจ อึ๊งภากรณ์

สถานการณ์ย่ำแย่ของสังคมไทยหลายอย่าง ชี้ให้เห็นว่าเราต้องสร้างพรรคฝ่ายซ้ายหรือพรรคสังคมนิยม… ทำไมเป็นเช่นนั้น? ขอยกตัวอย่างสำคัญมาสามตัวอย่าง

ตัวอย่างที่หนึ่งคือ การที่ขบวนการเสื้อแดง ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา ไปพึ่งพาพรรคการเมืองของนายทุนอย่างทักษิณ โดยแกนนำของเสื้อแดง คือ นปช. ไปรับการนำทางการเมืองจากทักษิณและพรรคพวกในยุคเผด็จการประยุทธ์ ซึ่งส่งผลให้การต่อสู้ของเสื้อแดงยุติลงในวินาทีที่เราต้องการการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการมากที่สุด สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดถ้าเสื้อแดงมีความอิสระจากพรรคนายทุนและมีพรรคของคนชั้นล่างที่นำตนเอง

ตัวอย่างที่สองคือ การที่ผู้กล้าหาญ โดยเฉพาะนักศึกษาและคนหนุ่มสาว ที่ออกมาต้านเผด็จการประยุทธ์ กระจัดกระจาย ไม่มีเครือข่ายหรือพรรคเพื่อประสานงาน ทำให้ความกล้าหาญนั้นมีผลน้อยกว่าที่ควร เพราะลุกขึ้นแสดงจุดยืนพร้อมกันไม่ได้ สมานฉันท์กันยาก และทำให้ผู้กล้าสู้กลัวถูกโดดเดี่ยว

ตัวอย่างที่สามคือ การที่นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย กรรมาชีพคนทำงานที่จัดตั้งในสหภาพแรงงาน และเกษตรกรรายย่อย ขาดการศึกษาทางการเมืองของชนชั้นตนเอง สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การที่ไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาของแนวคิดเศรษฐศาสตร์กลไกตลาดเสรี และความคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยม ที่ฝ่ายนักวิชาการอำมาตย์เสนออย่างต่อเนื่อง การขาดการศึกษาทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์สภาพการเหยียดเชื้อชาติภายในสังคมอย่างแหลมคมได้ โดยเอียงไปทางแนวคิดรักชาติมากกว่า และที่สำคัญมากๆ คือ การขาดการศึกษาทางการเมืองแบบสังคมนิยม ทำให้นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่เข้าใจความสำคัญของพลังกรรมาชีพผู้ทำงานในการเปลี่ยนแปลงสังคม จึงแสวงหาแนวทางอื่นที่ไร้พลังแทน เช่นการต่อสู้เชิงสัญญลักษณ์ การเน้นอินเตอร์เน็ดหรือโซเชียลมีเดีย การพึ่งผู้มีอำนาจ หรือการเพ้อฝันเรื่องการจับอาวุธ

การที่เราไม่มีพรรคฝ่ายซ้ายในไทย ทำให้เราไม่สามารถช่วงชิงการนำทางความคิดในมวลชนเสื้อแดงหรือคนที่รักประชาธิปไตยได้ และนั้นคือสาเหตุที่แนวคิดทักษิณกับ นปช. ผูกขาดในขบวนการได้

ปัญหาการขาดพรรคฝ่ายซ้าย ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของไทย ในยุโรปตะวันตกทุกวันนี้ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจเรื้อรัง การที่พรรคการเมืองกระแสหลักทุกพรรค รวมถึงพรรคแรงงานและพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย มีนโยบายเหมือนกันหมด คือตัดสวัสดิการ และกดหัวคนจนและผู้ทำงาน โดยที่สหภาพแรงงานสับสนไม่กล้าออกมาสู้ในระดับที่ควร ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งหมดความหวัง อีกส่วนหันไปสนับสนุนพรรคการเมืองฟาสซิสต์หรือพรรคที่เหยียดเชื้อชาติ และหลายคนมองว่า “ไม่มีทางเลือกอื่น” นอกจากการยอมรับกลไกตลาดเสรีที่เอื้อประโยชน์มหาศาลให้นายทุน

แต่ในบางประเทศ เช่นกรีส หรือสเปน เราเริ่มเห็นความหวังระดับหนึ่งจากการสร้างพรรค “ไซรีซา” กับพรรค “โพเดมอส” ที่เป็นพรรคฝ่ายซ้ายที่คัดค้านการตัดสวัสดิการและการกดสภาพการจ้างงาน แม้แต่ในสก๊อตแลนด์มีความหวังชั่วคราวว่าประชามติเรื่องเอกราช อาจเป็นโอกาสในการต้านนโยบายกลไกตลาดของพรรคอนุรักษนิยมอังกฤษ

ในไทยเราควรศึกษาประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างละเอียด เพราะการมีพรรคฝ่ายซ้ายอย่าง พคท. ทำให้การต่อสู้ของคนชั้นล่างกับเผด็จการทหารในยุคนั้นเข้มแข็งกว่าในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่แนวทางการจับอาวุธ และลักษณะเผด็จการภายในพรรคเป็นข้อบกพร่องมหาศาล

พคท. มีแนวทางการเมืองที่ชัดเจน และมีความกระตือรือร้นที่จะขยายการศึกษาการเมืองไปสู่สมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคอย่างเป็นระบบ แนวทางการเมืองของ พคท. เป็นแนว “สตาลิน-เหมา” ที่สู้เพื่อปลดแอกสังคมจากจักรวรรดินิยมและสู้เพื่อขั้นตอนประชาธิปไตยทุนนิยม ซึ่งแนวแบบนี้มีจุดอ่อน เพราะจักรวรรดินิยมอเมริกาไม่ใช่ศัตรูหลักของพลเมืองไทย ชนชั้นปกครองไทยต่างหากที่เป็นศัตรูหลัก ในเวียดนามจักรสรรดินิยมอเมริกาที่ก่อสงครามเป็นศัตรูโหดร้ายจริง แต่ในไทยไม่ใช่ นอกจากนี้การที่ พคท. เสนอให้กรรมาชีพและเกษตรกร รอและ “เสียสละ” เพื่อการทำแนวร่วมกับนายทุนก็เป็นปัญหา แต่อย่างน้อยพรรคคอมมิวนิสต์ต่อต้านอำมาตย์อย่างเป็นระบบ พยายามวิเคราะห์สังคมไทยและสังคมโลกจากจุดยืนคนชั้นล่าง และทำกิจกรรมการศึกษาและการสร้างพรรคอย่างต่อเนื่องแบบมืออาชีพ พคท. จึงกลายเป็นพรรคมวลชนของคนชั้นล่างที่ใหญ่ที่สุดที่ไทยเคยมี นอกจากนี้มีการจัดตั้งกรรมาชีพในเมืองและเกษตรกรในชนบท

ถ้าเราเปรียบเทียบสิ่งที่ พคท. เคยทำ กับการศึกษาการเมืองของ นปช. มันนคนละโลกกันเลย นปช. เอาแนวการเมืองของคนชั้นบนแบบเสรีนิยม มาเสนอกับเสื้อแดง ซึ่งไม่ท้าทายชนชั้นปกครองไทยเลย และที่แย่กว่านั้นคือ คนเสื้อแดงและนักเคลื่อนไหวจำนวนมากไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาแนวการเมืองเลย ซึ่งเป็นมรดกเลวร้ายจากการล่มสลายของ พคท. และการหันหลังให้กับแนวคิดฝ่ายซ้ายในสังคมไทยตอนนั้น

ทุกวันนี้ในระดับโลก มีการถกเถียงกันในหมู่คนที่ต้องการสร้างพรรคฝ่ายซ้าย ว่าเราควรหรือไม่ควร ที่จะสร้างพรรคที่รวบรวมคนที่เป็นนักปฏิวัติสังคมนิยม กับคนที่เป็นฝ่ายซ้ายประเภท “ปฏิรูป” คือยอมรับทุนนิยม แต่หวังจะทำให้ดีขึ้นน่ารักขึ้น

ทั้งๆ ที่ทุกคนมีจุดยืนร่วมกันว่าฝ่ายซ้ายสองประเภทนี้ต้องร่วมมือกัน และบางครั้งควรสร้างเครือข่ายแนวร่วมเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่นักมาร์คซิสต์มองว่าเราควรสร้างพรรคปฏิวัติสังคมนิยมที่รักษาความอิสระของพรรค ในขณะที่ทำงานแนวร่วมกับคนที่ยังไม่พร้อมจะเป็นมาร์คซิสต์ ทั้งนี้เพราะแนวโน้มในรูปธรรมจากยุโรปคือ ในกรีส พรรคไซรีซา ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเป็นพรรคปฏิวัติหรือพรรคปฏิรูป เน้นการชนะการเลือกตั้งมากกว่าการปลุกระดมพลังกรรมาชีพกับมวลชน และในการเน้นการเลือกตั้ง มีการพยายามพิสูจน์ความ “รับผิดชอบ” ของพรรคต่อการรักษาระบบทุนนิยม ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การยอมรับนโยบายการตัดสวัสดิการและกดค่าแรง ทั้งๆ ที่อาจไม่โหดเท่าพรรคฝ่ายขวา และที่สำคัญคือการชนะเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาจะไม่นำไปสู่การ “คุมอำนาจรัฐ” แต่อย่างใด เพราะอำนาจรัฐอยู่ในมือชนชั้นนายทุนที่ใช้อำนาจนอกระบบ

ในไทยเรายังไม่เริ่มการสร้างพรรคฝ่ายซ้ายเลย แต่เราต้องพัฒนาการศึกษาทางการเมืองของเราเสมอ และไม่ใช่แค่เรื่องไทยๆ ด้วย การจัดกลุ่มศึกษาในหมู่กรรมาชีพสหภาพแรงงานที่เน้นแต่เรื่องปากท้องทุกๆ ปี ก็จะไม่นำไปสู่การพัฒนาความคิดทางการเมืองหรือการสร้างพรรคด้วย และที่สำคัญคือเราต้องขยายการจัดตั้ง คือขยายผู้ปฏิบัติการของ “หน่ออ่อนพรรค” แบบมืออาชีพ ถ้าเราจัดกลุ่มศึกษาอย่างต่อเนื่อง แต่คนที่มาร่วมเป็นหน้าเดิมๆ ตลอดไป เราคงต้องยอมรับว่ามีงานจัดตั้งที่เราต้องทำอีกมาก