สำรวจทัศนะ ‘หนุน-ค้าน’ โมเดลการเลือกตั้งแบบเยอรมนี

z_1023

Posted: 03 Dec 2014 04:41 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

‘นครินทร์’ ชี้ทุกคะแนนเสียงปชช. ไม่ถูกตัดทิ้ง ‘สุจิต’ ระบุกันพรรคมีอำนาจเกินไป ‘ไชยันต์-พรสันต์’ หนุนเสียงฝ่ายแพ้ไม่ถูกโยนทิ้งน้ำ กันผูกขาดเหลือ2พรรคใหญ่ หน.กม.เพื่อไทย ค้าน ชี้คะแนนเสียง ปชช. ที่เลือกผู้แทนเขตจะไร้ความหมาย รองหัวหน้า ปชป. เผยพรรคการเมืองใหญ่จะตั้งพรรคอะไหล่ แก้เกมส์

หลังจากวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ หนึ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 3 ได้เสนอ โมเดลการเลือกตั้งแบบเยอรมนี ในที่ประชุมที่มี สุจิต บุญบงการ ประธานอนุกรรมาธิการ โดยระบุว่า วิธีการเลือกตั้งแบบเยอรมนี จะทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่ลงคะแนนมีค่า ไม่ถูกตัดทิ้ง รวมถึงจำนวนผู้แทนของแต่ละพรรคการเมืองจะสอดคล้องต่อเสียงประชาชน

นครินทร์ กล่าวด้วยว่า พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก จะมีโอกาสได้ ส.ส. มากขึ้น เพราะระบบการนับคะแนน จะคิดจากคะแนนของระบบบัญชีรายชื่อเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากระบบการเลือกตั้งของไทย ทั้งในรัฐธรรมนูญ ปี 40 และ ปี 50 ที่เป็นระบบแบบแถมให้พรรคการเมืองชนะเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเท่าไร ก็ให้ไปรวมกับสัดส่วนที่ได้จากบัญชีรายชื่อทั้งหมด แต่ระบบนี้จะคิดจำนวนผู้แทนฯ จากระบบบัญชีรายชื่อเป็นหลัก และที่สำคัญจะช่วยแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงจากการเลือกตั้งได้

‘สุจิต’ ชี้กันพรรคมีอำนาจเกินไป คะแนนเสียง ปชช. ได้รับการยอมรับมากขึ้น

ต่อมา สุจิต ออกมายืนยันข้อดีของรูปแบบการเลือกตั้งแบบเยอรมนี ในการประชุมคณะ กมธ.ยกร่าง รธน. อีกครับเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ว่ารูปแบบดังกล่าว จะตอบโจทย์ได้ดีกว่ารูปแบบเดิม เพราะสะท้อนคะแนนนิยมและป้องกันพรรคการเมืองมีอำนาจมากเกินไป จนครอบงำฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ และคะแนนเสียงของประชาชนได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยรูปแบบไม่ได้แตกต่างจากเดิม คือการเลือกตั้งจะมี ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ

“ยืนยันว่าไม่สร้างความสับสนให้กับประชาชนอย่างแน่นอน เพราะรูปแบบการเลือกตั้งยังเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการคำนวณสัดส่วน เพื่อให้สะท้อนความนิยมของพรรคได้มากขึ้น  โดยจะนำคะแนนที่ได้จากการเลือกบัญชีรายชื่อมารวมกับคะแนนแบบแบ่งเขต แล้วคำนวณออกมาเป็นสัดส่วน ซึ่งต่างจากที่ผ่านมา เช่น ในอดีตพรรคเพื่อไทยไม่มี ส.ส.ในภาคใต้ แต่คะแนนที่เลือกผู้สมัครพรรคเพื่อไทยก็จะนำมาคำนวณรวมกับคะแนนของระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อคิดคำนวณเป็นสัดส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  โดยไม่ได้ทิ้งคะแนนเหล่านี้เหมือนในอดีต” สุจิต กล่าว

‘ไชยันต์’ หนุนระบุไม่ให้มีเสียงของพลเมืองที่ลงคะแนนเสียงสูญเปล่า

3 พ.ย. 57 ไชยันต์ รัชชกูล คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เห็นด้วยกับระบบการเลือกตั้งดังกล่าวอย่างมาก โดยระบุว่า ควรจะเดินตามโมเดลการเลือกตั้งของเยอรมนี โดยแบ่งเป็น 2 ประเด็น

ประเด็นที่หนึ่ง คือ เยอรมนีเป็นสหพันธรัฐ แยกเลือกตั้งแต่ละรัฐ เหมือนปกครองดำเนินการด้วยตัวเอง แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยก็ขึ้นกับรัฐ หมายความว่ามหาวิทยาลัยยังขึ้นอยู่กับการบริหารงานของรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เหมือนกับตำรวจ เหมือนโรงพยาบาล เป็นการที่แต่ละรัฐสามารถบริหารกิจการภายในรัฐของตัวเองได้

ประเด็นที่สอง คือว่า ยังไม่มีประเทศไหนที่ทำ คือไม่ให้มีเสียงของพลเมืองที่ลงคะแนนเสียงสูญเปล่า อันนี้คือหลักเลย ไม่ใช่ว่าแพ้หรือคะแนนน้อยกว่าแล้วจะหมดค่าไป อันนี้เป็นหลักการ เช่น ถ้าเราสมัคร ส.ส. เราได้เป็นคนที่ 2 สมมุติคนที่ 1 ได้ 50,000 เสียง แล้วคนที่ 2 ได้ 45,000 เสียง คนแรกก็ได้เป็น ส.ส.ไป แต่คนที่ 2 ก็ไม่ได้หมดความหมายเพราะแพ้ เขาไม่ละเลยเสียง 45,000 เสียง เขารวมเอาทั้งหมดของคนที่โหวตให้พรรคที่ 2 ไปรวมกัน แล้วก็คิดว่าควรจะได้ ส.ส. เท่าไร คือทำให้ทุกคะแนนเสียงมีค่าและไม่ถูกตัดทิ้ง พูดได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แม้กระทั่งอังกฤษก็ยังไม่ทำแบบนี้เลย

‘พรสันต์’ หนุน ระบุกันเสียงปชช. ที่แพ้ถูกโยนทิ้งน้ำ กันผูกขาดเหลือ 2 พรรคการเมืองใหญ่

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ระบบการเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมนีดีกว่าระบบปัจจุบันที่ประเทศไทยใช้อยู่คือระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากทั่วไปหรือ Simple Majority ระบบนี้มีช่องว่างในเรื่องของการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน เพราะมีเสียงประชาชนจำนวนหนึ่งถูกโยนทิ้งน้ำ ตัวอย่างเช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 10,000 คน นาย ก. ได้รับ 4,000 เสียง นาย ข. ได้รับ 3,000 เสียง และนาย ค.ได้รับ 3,000 เสียง ในระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากนาย ก. ชนะการเลือกตั้ง เสียงนาย ข. และนาย ค. ไม่ถูกนับมาคิด หากรวมกันแล้วมีถึง 6,000 เสียง ระบบนี้จึงไม่ได้สะท้อนทุกเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง จึงมีการหาวิธีที่จะให้ระบบการเลือกตั้งสะท้อนทุกเจตนารมณ์ของประชาชน หนึ่งในนั้นคือ ระบบการเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมนี

นอกจากนี้ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากทั่วไปยังก่อให้เกิดระบบ 2 พรรคการเมืองใหญ่อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร การที่มีพรรคใดได้คะแนนเสียงมากเป็นพิเศษ อาจเกิดปรากฏการณ์ที่เรามักเรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา” ซึ่งในปัจจุบันก็เกิดการตั้งคำถามของทั้งสองประเทศที่มีการใช้อยู่ว่า ควรมีการแก้ไขหรือไม่

พรสันต์ ระบุด้วยว่า การเลือกตั้งแบบเยอรมนีจะทำให้เกิดลักษณะแบบหลายพรรคการเมือง แต่ก็เกิดคำถามในเรื่องเสถียรภาพการทำงานของฝ่ายบริหาร หากมีระบบหลายพรรค ในที่นี้ยังไม่ทราบรายละเอียดของคณะกรรมาธิการว่าต้องการให้เป็นไปในทิศทางใด จึงไม่สามารถที่จะตอบได้ แต่โดยส่วนตัวคิดว่าระบบการเลือกตั้งของประเทศเยอรมนีเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและน่าจะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้ดีกว่าระบบเดิม

 

หน.กม.เพื่อไทย ค้าน ชี้คะแนนเสียง ปชช. ที่เลือกผู้แทนเขตดูจะไร้ความหมาย

ขณะที่เมือวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอดังกล่าวว่า เห็นว่า ระบบดังกล่าวไม่เหมาะสมกับประเทศไทย เนื่องจาก

1. การเลือกตั้งของไทยตั้งแต่เดิมเป็นการเลือกตัวบุคคลในเขตเลือกตั้งที่ตนเองชื่นชอบเป็นหลักระบบบัญชีรายชื่อเพิ่งนำมาใช้ในระยะหลังประชาชนจึงมีความผูกพันกับ ส.ส. พื้นที่มากกว่าการให้ความสำคัญกับคะแนนบัญชีรายชื่อ จึงอาจมีปัญหาการยอมรับของประชาชน

2. การจะนำระบบดังกล่าวมาใช้ ต้องเป็นกรณีที่พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งและมีความเป็นสถาบันการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ และประชาชนมีความเข้าใจและให้ความสำคัญต่อระบบพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล

3. คะแนนเสียงของประชาชนที่เลือกผู้แทนเขตดูจะไร้ความหมายต่างจากระบบการเลือกตั้งที่ผ่านมาตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่ให้ความสำคัญของคะแนนเสียงทั้ง 2 แบบเท่ากันและสะท้อนความเป็นจริงในความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมือง

4. รูปแบบการปกครองของเยอรมันกับของไทยแตกต่างกันโดยเยอรมันปกครองแบบสหพันธ์สาธารณรัฐ แต่ของไทยเป็นรัฐเดี่ยว

รองหัวหน้า ปชป. ชี้พรรคการเมืองใหญ่จะตั้งพรรคอะไหล่ แก้เกมส์

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอนี้ ว่า การนำวิธีการเลือกตั้งแบบเยอรมันมาใช้ สิ่งที่พรรคการเมืองใหญ่กังวล คือ หากได้ ส.ส.เขตเกิน จำนวนเปอร์เซ็นต์ ของ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ จะมีผลให้พรรคการเมืองนั้นไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อติดเข้ามา หรือได้เข้ามาน้อย เผลอๆ หัวหน้าพรรคสอบตก เพราะได้ ส.ส.เขตเกินจำนวนแล้ว

นิพิฏฐ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงเชื่อว่า พรรคการเมืองใหญ่ ได้เตรียมหาทางแก้ไว้แล้ว คือ เขาจะตั้งพรรคอะไหล่ หรือตั้งพรรคสำรองขึ้นมา และให้ ส.ส.ของเขาส่วนหนึ่งลาออกไปอยู่พรรคที่ตั้งขึ้นใหม่ และพรรคใหญ่จะไม่ส่ง ส.ส.ไปแข่งในเขตเลือกตั้งนั้น โดยจะขอให้ประชาชนเลือก ส.ส.จากพรรคการเมืองที่เป็นพรรคสำรอง แต่ให้เลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคใหญ่

ส่วนตอนลงหาเสียง ก็หาเสียงร่วมกันว่า หลังเลือกตั้งจะทำงานด้วยกัน ไปไหนไปกัน ที่เขาทำอย่างนั้นเพราะไม่อยากให้มี ส.ส.เขตเกินจำนวนเปอร์เซ็นต์ของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถ้าเขาทำอย่างนั้น รับรองต่อให้ใช้สูตรเยอรมันก็เยอรมัน ก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านแน่ อย่าลืมว่า เขาคงหาทางแก้ไว้แล้ว การเมืองก็มีสภาพกลับมาเหมือนเดิม เหมือนเอาเครื่องรถเบนซ์มาใส่รถไถนาตามที่ตนบอกไว้ ที่สุดก็เสียของ ทั้งที่ควรหาวิธีให้ประชาชนเข้าใจสภาพการเมืองจะดีกว่า ว่าควรเลือกคนดี หรือพรรคการเมืองที่ดีอย่างไร เพราะจะเป็นธรรมชาติและเป็นของจริงในทางการเมืองมากกว่า จึงอยากให้ สปช และ กมธ.ร่างฯ รับทราบและลองตอบข้อสงสัยนี้ กับสิ่งที่เขาจะทำ

 

เรียบเรียงจาก ผู้จัดการออนไลน์, สำนักข่าวไทย,  มติชนออนไลน์, เดลินิวส์ และไทยรัฐออนไลน์

ดูจะๆ บัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนหลักร้อยถึงล้าน แฉมีจ่ายค่าเหล้า-โรงแรม-เที่ยวรัชดาฯ

bribe

เปิดบัญชีส่วย น้ำมันเถื่อนใต้เครือข่าย “เสี่ยโจ้” เผยจ่ายตั้งแต่ 100 บาทถึง 12 ล้าน “ตำรวจน้ำ”เยอะสุด ระดับผู้การสีกากี 12 ล้าน ดีเอสไอล้านหก พบรายการยิบย่อยทั้งพาเที่ยวรัชดาฯ-ค่าโรงแรม-ค่าเหล้า ยันค่าซ่อมเรือ จัดกิจกรรมวันเด็ก แถมมีค่าดูข่าวในศาล ให้ตำรวจยืม 

          หลังจากมีการโยกย้ายและแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉกรรจ์กับนายตำรวจระดับสูงในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นำโดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ปรากฏว่าหนึ่งในข้อกล่าวหาสำคัญ คือ การรับผลประโยชน์จากเครือข่ายค้าน้ำมันเถื่อน โดยอ้างคำรับสารภาพของ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ซึ่งถูกย้ายจากตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจน้ำ (ผบก.รน.)

ต่อมามีการให้ข้อมูลเชื่อมโยงว่าเป็นการรับผลประโยชน์จากกลุ่มค้าน้ำมันเถื่อนของ นายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ “เสี่ยโจ้” นักธุรกิจผู้กว้างขวางในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งปัจจุบันหลบหนีคำพิพากษาจำคุกในคดีปลอมเอกสารดวงตราประทับนำเข้า-ส่งออก ของศาลจังหวัดปัตตานี โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ออกมาให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ว่า นายสหชัย ถูกออกหมายจับในคดีลักลอบค้าน้ำมันเชื้อเพลิงหนีภาษี หรือน้ำมันเถื่อนด้วย

กระทั่งเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เปิดแถลงข่าวพร้อมนำบัญชีจ่ายส่วยขบวนการน้ำมันเถื่อนของนายสหชัยมาแสดงต่อสื่อมวลชน ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.รักษาราชการแทน ผบช.ก.ได้สั่งย้ายนายตำรวจจาก บก.รน.ระดับ “พันตำรวจเอก” จำนวน 3 นาย ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจสอบสวนกลาง (ศปก.บช.ก.) เพื่อเปิดโอกาสให้การตรวจสอบกรณีส่วยน้ำมันเถื่อนเป็นไปอย่างโปร่งใส

อีกด้านหนึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีส่วยน้ำมันเถื่อน ซึ่งมีข่าวโยงถึงข้าราชการดีเอสไอด้วยนั้น ก็ได้เปิดข้อมูลเพิ่มเติมว่าได้รับข้อมูลอีกชุดหนึ่งเป็นรายชื่อบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับเงินน้ำมันเถื่อนและเชื่อมโยงกับนายสหชัย ซึ่งดีเอสไอได้มาจากการติดต่อทางโทรศัพท์ของนายสหชัย

อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเอกสารที่ระบุว่าเป็นบัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนให้ สังคมช่วยกันตรวจสอบ ทั้งๆ ที่ข้อมูลดังกล่าวส่วนใหญ่ได้มาจากการตรวจค้นสำนักงานของนายสหชัย คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) สหทรัพย์ทวีค้าไม้ ตั้งอยู่ ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี ตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค.2555 หรือกว่า 2 ปีมาแล้ว

เปิดบัญชีส่วยหลักร้อยถึง12ล้าน

ทั้งนี้ “สำนักข่าวอิศรา” และกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้รับเอกสารบางส่วนที่เป็นบัญชีการจ่ายผลประโยชน์ตามที่ ผบ.ตร.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมระบุถึง พบว่ามีรายละเอียดดังนี้

เอกสารดังกล่าวมีข้อมูลแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ข้อมูลจ่ายรายการ ซึ่งหมายถึง “บัญชีจ่ายผลประโยชน์” จากเครือข่ายของนายสหชัยไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการระบุชื่อหรือหน่วยงานของผู้รับ และจำนวนเงินที่ชัดเจน กับ 2.รายชื่อข้าราชการที่ได้จากแอพพลิเคชันไลน์ในโทรศัพท์ของนายสหชัย ซึ่งในส่วนนี้ไม่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการจ่ายผลประโยชน์หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่บันทึกชื่อเอาไว้สำหรับการติดต่อสื่อสารเท่านั้น

สำหรับข้อมูลสำคัญอยู่ที่ส่วนแรก คือ ข้อมูลรายการ พบว่ารายการจ่ายส่วนใหญ่เป็นปี 2555 แต่ในบัญชีเท่าที่ได้รับมา เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.2554 จนถึงปลายปี 2555

รายการจ่ายทั้งหมดแบ่งตามจำนวนเงินเป็น 4 กลุ่ม ตั้งแต่หลักล้านถึงหลักร้อย

ระดับผู้การ12ล้าน-ดีเอสไอล้านหก

1.รายการเกิน 1 ล้านบาท หรือ รายการหลักล้าน สูงสุดคือ รายการบิ๊กตำรวจระดับผู้การ เมื่อวันที่ 11 ก.ย.55 จำนวน 12,000,000 บาท นอกจากนั้นยังมี ค่ารายการตำรวจน้ำคนใหม่ 1,000,000 บาท วันที่ 11 ม.ค.55, ค่ารายการตำรวจน้ำ 1,000,000 บาท เมื่อ 11 พ.ค.55, ค่ารายการตำรวจน้ำ 6,000,000 บาท เมื่อ 11 มิ.ย.55, ค่ารายการตำรวจน้ำ 5,000,000 เมื่อ 6 ก.ค.55

นอกเหนือจากตำรวจน้ำ ยังมีรายการของดีเอสไอ โอนให้บุคคลที่ใช้ชื่อย่อ “ล.” จำนวน 1,600,000 บาท เมื่อ 11 ต.ค.55

2.รายการหลักแสน เช่น ค่าตำรวจเรือ…(ชื่อเรือ)…377,000 บาท เมื่อวันที่ 9 ก.ค.55, ค่าตำรวจเรือ…(ชื่อเรือ)…260,000 บาท เมื่อ 24 ก.ค.55 ค่าตำรวจเรือ…(ชื่อเรือ)…103,000 บาท เมื่อ 24 ก.ค.55 เช่นกัน โดยสามรายการนี้เป็นเรือชื่อเดียวกัน แต่มีรหัสงวดการจ่ายต่างกัน

นอกจากนั้นยังมีค่าตำรวจเรือ ซึ่งเป็นชื่อเรือเดิมอีก 2 รายการ คือ 454,000 บาท เมื่อ 9 ส.ค.55 กับ 452,000 บาท เมื่อ 27 ก.ย.55 และยังมีค่าตำรวจเรือ แต่เป็นชื่อเรือลำอื่นอีก 2 ลำ รวมยอด 319,500 บาท เมื่อ 29 ส.ค.55

อีกรายการหนึ่งที่เป็นหลักแสน คือ ค่ารายการดีเอสไอ จ่ายให้บุคคลชื่อเล่น “ล.” เช่นกัน จำนวน 200,000 บาท เมื่อวันที่ 12 ก.ย.55

พาตำรวจเลี้ยงรัชดา-ช่วยงานวันเด็ก

3.รายการหลักหมื่น ส่วนใหญ่อยู่ในอัตรา 50,000 บาท เขียนรวมๆ ว่า “รายการตำรวจน้ำ” บางรายการก็บอกจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตำรวจน้ำหน่วยนั้นหรือชุดนั้นรับ ผิดชอบ เช่น สุราษฎร์ธานี เป็นต้น และบางรายการมีเขียนกำกับว่า “พาไปเลี้ยง” ตามสถานที่ต่างๆ ด้วย เช่น รัชดาฯ ซึ่งน่าจะหมายถึงสถานบันเทิงย่านรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

หลายรายการที่เป็นหลักหมื่น มีการระบุรายละเอียดในลักษณะช่วยกิจกรรมของหน่วย เช่น ช่วยตำรวจน้ำ (วันเด็ก), ช่วยทำเคาน์เตอร์ตำรวจน้ำตากใบ (อำเภอหนึ่งใน จ.นราธิวาส) ขณะเดียวกันก็มีการใส่ข้อมูลที่ตีความได้ว่าเป็น “งวดการจ่าย” ซึ่งโดยมากเป็น “งวดรายเดือน” มีการระบุหน่วยผู้รับซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจน้ำฝั่งอ่าวไทยหลายจังหวัด ทั้ง จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา

ที่น่าสนใจ คือ มีค่าดูข่าวที่ศาล 20,000 บาท แต่ไม่ได้ระบุว่าศาลไหน มีค่าเมมเบอร์ (สมาชิก) สำหรับเที่ยวสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ 100,000 บาท

จ่ายกระทั่งค่าเหล้า-โรงแรม-ให้ตร.ยืม

4.รายการตั้งแต่หลักร้อย คือ 100 บาท จนถึงหลักพัน มีทั้งรายการละ 1,500 บาท 3,000 บาท 5,000 บาท และ 8,000 บาท ประกอบด้วยรายการจ่ายส่วยรายเดือนให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆ อาทิเช่น ตำรวจหัวไทร ตำรวจน้ำปากพนัง ตำรวจทางหลวงพัทลุง ตำรวจกองปราบ มีการระบุชื่อบุคคล 2-3 คน ชื่อย่อ จ.จาน กับ ป.ปลา คล้ายเป็นผู้ประสานงานเก็บค่ารายการ

นอกจากนั้นยังมีรายการในลักษณะเลี้ยงดูปูเสื่อ หรืออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ เช่น ค่าเหล้าตำรวจโรงพักแห่งหนึ่งใน จ.นราธิวาส, ค่าซ่อมเรือตำรวจ, ค่าอำนวยความสะดวกในการติดต่อเจ้าหน้าที่สรรพสามิต, ค่าโรงแรมของตำรวจ รวมไปถึงบัญชีรายการให้ตำรวจยืมเงิน

“ตร.-ทหาร-อัยการ-ศาล”โผล่ไลน์เสี่ยโจ้

สำหรับข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ เป็นรายชื่อข้าราชการที่ปรากฏในแอพพลิเคชันไลน์ของนายสหชัยนั้น มีจำนวน 56 ชื่อ ประกอบด้วยรายชื่อตำรวจ ทหาร ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม และนักการเมือง

อย่างไรก็ดี ในส่วนของตำรวจนั้น พบว่ามีชื่อบันทึกในไลน์มากที่สุด จำนวน 33 คน ตั้งแต่ระดับผู้บังคับการ (ยศพลตำรวจตรี) รองผู้บังคับการ (ยศพันตำรวจเอก) ผู้กำกับการ (ยศพันตำรวจเอก) รองผู้กำกับการ (ยศพันตำรวจโท) สารวัตร (ยศพันตำรวจตรี) ร้อยตำรวจเอก จนถึงนายดาบตำรวจ

ส่วนที่เหลืออีก 23 คน เป็นรายชื่อบุคคลในกระบวนการยุติธรรม เช่น อัยการและศาล รวมไปถึงนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

กระนั้นก็ตาม รายชื่อกลุ่มนี้เป็นเพียงรายชื่อที่บันทึกไว้สำหรับการติดต่อ ไม่มีการระบุถึงการจ่ายผลประโยชน์

“สีเขียว-กรมศุลฯ-สื่อ”มีเอี่ยว

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยว่า ยังมีเอกสารอีกหลายชุดระบุข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์ จากเครือข่ายน้ำมันเถื่อนนอกเหนือจากตำรวจ เช่น เจ้าหน้าที่ทหาร โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ)

นอกจากนั้นยังมีการระบุถึงชุดปราบปรามทางทะเลของกรมศุลกากรในเขตทะเลภาค ตะวันออก ตำรวจท้องที่ตามเส้นทางผ่านของเครือข่ายเคลื่อนย้ายน้ำมันเถื่อน และสื่อมวลชนบางสำนัก รวมมูลค่าส่วยรายเดือนประมาณ 25 ล้านบาท

bribe1

บรรยายภาพ : เอกสารบัญชีส่วยที่ยึดได้จากสำนักงานของเสี่ยโจ้ เมื่อปี 2555

 

 

เงื่อนงำดงสีกากี หรือไม่มีอะไรในกอไผ่ตง?

z_470x2486

เรื่องที่สุดจะฮือฮาเห็นจะเป็นกรณีที่นายตำรวจใหญ่ถูกจับกุมในข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการทุจริตและแอบแฝงเบื้องสูงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ มีทั้งผลประโยชน์ในการโยกย้ายนายตำรวจ และผลประโยชน์เกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนในภาคใต้ ซึ่งเชื่อมโยงไปได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มปฏิบัติการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้

เรื่องราวทั้งหมดนี้คือการจับกุมตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่เคยถูกย้ายฟ้าผ่าตอนตี 4 รวมทั้งรองผู้บัญชาการคือ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อีกทั้งยังมีนายตำรวจระดับนายพลอีกหลายนาย รวมทั้งพลเรือนอีกจำนวนหนึ่ง ข้อหานับว่าร้ายแรง เพราะนอกจากเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ยังถูกข้อหาในการแอบอ้างนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง คือผิดอยู่หลายมาตราหลายคดีความเลยทีเดียว

แต่เรื่องนี้มีโพสต์หนึ่งจากทีมงานของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ซึ่งถูกร่างแหเข้าไปด้วย เขาเผยแพร่ข่าวสารว่าตัวเองและนายถูกกลั่นแกล้ง เพราะรายการนี้ทั้งหมดมีเบื้องหลังที่ซับซ้อนอยู่ ยังมีการพาดพิงและกล่าวหาว่ามีคนที่อยู่ใกล้ชิดเบื้องสูงคนหนึ่งไม่สบอารมณ์เกี่ยวกับการโยกย้ายนายตำรวจ จึงหาทางเล่นงานตัวเองและคณะทั้งหมด เรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริงอย่างไร แต่เมื่อเป็นข้อมูลเผยแพร่ออกมาทำให้ต้องหันไปมองเหมือนกัน

การแพร่ข่าวของนายตำรวจคนดังกล่าวยังพาดพิงไปอีกว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตกเป็นเครื่องมือสำหรับเกมแห่งความมีเงื่อนงำครั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในทันทีที่ใกล้เคียงกับการจับกุมกลุ่มทั้งหมดได้มีป้ายข้อความแขวนขึ้นบริเวณแจ้งวัฒนะ ตอนแรกแต่ละคนพยายามจะถอดรหัสว่าเป็นป้ายอะไร?

ข้อนี้คงต้องตีความกันหลายชั้น มองได้ทั้งในเชิงประชดประชันและการสร้างประเด็นเพื่อปูทาง

ในการจับกุมรายการนี้มีการเปิดเผยหลักฐานหลายอย่าง เช่น เงินสด โฉนดที่ดินจำนวนมาก แต่ในความเห็นของผมแล้วการเปิดเผยภาพดังกล่าวไม่น่าเพียงพอที่จะชี้ว่านั่นคือหลักฐานที่ผูกมัดตัวในการกระทำความผิด โดยเฉพาะการกระทำความผิดที่แอบอ้างเบื้องสูงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ น่าจะต้องมีการเชื่อมโยงหลักฐานไปให้ได้มากกว่านั้น ไม่ใช่บอกว่ามีเงินอยู่เท่าไร? มีโฉนดที่ดินอยู่กี่แปลง? แต่จำเป็นมากที่จะต้องเชื่อมโยงและพิสูจน์ออกมาให้เห็นชัดในทางคดี โดยเฉพาะในการพัวพันกับการกล่าวหาว่าแอบอ้างเบื้องสูง เรื่องนี้ร้ายแรงมาก!

การสืบและพิสูจน์ข้อมูลหลักฐานน่าจะต้องกระทำให้กระชับมากกว่านี้ เรื่องราวทั้งหมดนี้หากกระทำออกมาไม่ชัดเจนสังคมอาจเข้าใจไขว้เขวและเข้าใจผิดได้ ตั้งแต่นายตำรวจทั้งหมดกระทำความผิดจริงหรือ? อาจเข้าใจผิดจากข่าวสารที่ปล่อยออกมา

เรื่องราวทั้งหมดความจริงผมไม่อยากจะเขียนถึง แต่เห็นว่าเมื่อมีข้อกล่าวหาว่าบุคคลระดับนายพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไปแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเรื่องราวอย่างนี้ถ้าเป็นจริงในสมัยกรุงศรีอยุธยาต้องถูกตัดหัว 7 ชั่วโคตรแล้ว!

ดังนั้น คดีนี้เริ่มต้นตั้งแต่ใช้หน่วยคอมมานโดทหารและทหารเข้ามาจับกุมตัวผู้ต้องหา ภาพตรงนั้นชักโยงสร้างความสับสนขึ้นมาได้เหมือนกัน ถึงที่สุดแล้วเรื่องนี้ผมเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิสูจน์หลักฐานและความจริงอย่างผูกมัดให้ได้! เพราะถ้าทุกอย่างไม่เคลียร์ ปากคนยาวกว่าปากกา อาจเกิดการเข้าใจผิดและสับสนขึ้นมาได้

ถ้าความไม่เคลียร์นั้นเกิดทำให้ผู้คนเข้าใจว่ากลุ่มตำรวจดังกล่าวถูกกลั่นแกล้งและถูกรังแก เมื่อไปเชื่อมโยงกับการอ้างเบื้องสูงจึงเป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบต้องใส่ใจ และทำคดีนี้พิสูจน์ออกมาเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด เราอย่าให้คนเข้าใจแต่เพียงว่าเป็นเรื่องที่มีเงื่อนไข เพราะถ้าเข้าใจเช่นนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเบื้องสูงได้

โดยเฉพาะสังคมไทยนั้นมักนิยมชมชอบกับข่าวสารแบบนี้อยู่แล้ว!

 

source : – http://www.lokwannee.com/web2013/?p=105096

 

ว่อนเน็ต! ธ.กรุงเทพ ท่อน้ำเลี้ยงม็อบ กปปส.โดนฟ้องร่วมก๊วนเกาะบาป บริทิชเวอร์จิ้น ฮุบกิจการยักษ์ใหญ่เหล็กไทย

z_470x1976

ตลอดสุดสัปดาห์ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ SETBuzz ได้เผยแพร่เนื้อหาข้อมูลข่าวจากหนังสือ พิมพ์บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 21-27 พฤศจิกายน 2557 เรื่อง “ขุมทรัพย์ TSSI ฟ้องกันอุตลุด สภาปฏิรูปฯ รับสอบ ประนอมหนี้พิสดาร” พร้อมมีการเปิดเผยข้อมูลขั้นตอนการฮุบกิจการโดยละเอียด โดยมีเนื้อหาเชื่อมโยงไปถึงการที่กลุ่มผู้ถือหุ้น บริษัท อุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย จำกัด (มหาชน)หรือ TSSI ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเหล็กรายใหญ่ของประเทศไทย ได้ยื่นฟ้องร้องนักธุรกิจ ผู้ถือหุ้นและบริษัทเอกชนบางแห่ง โดยมีการกล่าวหาว่ามีการรวมหัวกับกลุ่มผู้ถือหุ้นในบริษัทอีกกลุ่มหนึ่ง ใช้เทคนิคทางธุรกิจ มีการปิดบังข้อมูลผู้ถือหุ้นและการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพื่อเปิดทางให้บริษัท ที่มีการจัดตั้งอยู่ที่เกาะบริทิชเวอร์จิ้น เข้ามาซื้อหนี้จากสถาบันการเงินและขายต่อกิจการให้กับผู้ถือหุ้นที่เป็น หนึ่งในผู้ถูกฟ้องร้องว่าเป็นตัวการในการวางแผนครั้งนี้เพื่อฮุบกิจการ บริษัทยักษ์ใหญ่วงการเหล็กของประเทศไทยแห่งนี้ ซึ่งสุดท้ายได้ทำให้ผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ได้รับความเสียหายหลายพันล้านบาท

ซึ่งหนึ่งใน “ผู้ถูกฟ้อง” ครั้งนี้ มีชื่อ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยมีการกล่าวหาว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของ TSSI นั้นได้อยู่ร่วมขบวนการฮุบกิจการครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้ แฟนเพจ SETBuzz ยังโพสต์เนื้อหาข้อมูล ที่เชื่อมโยง ถึง ความสัมพันธ์ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพรรคประชาธิปัตย์ และ ม็อบ กปปส.ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมปูทางให้เกิดการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมาโดยระบุว่า “ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด ได้รับการสรรเสริฐเยินยอโดยกลุ่มคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นคนดี มีการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพราะเชื่อว่า คนไม่ดี คนคนโกง คนไม่บริสุทธิ์ มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการเมืองที่ไม่โปร่งใส โดยมีการใส่ร้ายป้ายสีให้ “ฝ่ายตรงข้าม” เป็นคนชั่ว คนเลว คนไม่ดี
แต่วันนี้ธนาคารกรุงเทพ กลับมีข้อมูลว่าไปยุ่งเกี่ยวกับเกาะบาป เกาะฟอกเงิน
มีข้อครหาว่ามีการวางแผนยึดกิจการร้านค้า ของบริษัทเอกชนคู่แข่ง
ธนาคารของบรรดาคนดี ที่เคยยกขโยงมาชัตดาวน์กรุงเทพฯ สร้างความเสียหายให้กับประเทศมหาศาล วันนี้ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ???”

พร้อมระบุว่า  “ “ตระกูลโสภณพนิช” ซึ่งนับเป็นตระกูลเจ้าของธนาคารกรุงเทพ นั้น มีความเชื่อมโยงกับ พรรคประชาธิปัตย์ และม็อบ กปปส. มวลมหาคนดีของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ทางตรงแบบที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ก็คือ คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภรรยาของนายโชต โสภณพนิช บุตรชายคนที่ 4 ของนายชิน โสภณพนิช ผู้ก่อตั้ง ธนาคารกรุงเทพ”

988
987

1965441_765774170162829_8797208189617950649_o

 

source :: https://www.hereandthere.today/?p=1425

 

เปิดหลักฐาน “รัฐบาลชวน” ตั้ง ปรส.ชุดขายทรัพย์สินชาติ 8แสนล้าน “ธารินทร์” สารภาพทาบทามเอง!

z_470x1432

เปิดหลักฐาน “รัฐบาลชวน” ตั้ง ปรส.ชุดขายทรัพย์สินชาติ 8แสนล้าน “ธารินทร์” สารภาพทาบทามเอง!

จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก ได้ให้ความสนใจกับการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนว่า ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 นี้ คดีองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เร่ขายสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการจำนวน 56 แห่งมูลค่า 851,000 ล้านบาท ในราคาถูกเพียง 190,000 ล้านบาท ส่งผลให้ประเทศชาติเสียหายกว่า 660,000 ล้านบาท จะหมดอายุความ

แม้ว่าก่อนหน้านี้ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีนี้กว่า 6 สำนวน แต่กลับยกคำร้องไปถึง 3 สำนวนคดี และไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีก 1 สำนวนคดี ซ้ำร้าย 2 สำนวนคดีที่เหลือ ยังชี้มูลความผิดกรรมการ ปรส.ได้เพียง 1 คนคือ นายมนตรี เจนวิทย์การ โดยไม่สามารถจับ “ตัวการใหญ่” ในเรื่องนี้ได้แม้แต่คนเดียว

ล่าสุดได้ทำให้ “พรรคประชาธิปัตย์” ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะเกิดเหตุการณ์ถลุงขายทรัพย์สินชาติ 8.5 แสนล้านบาท ถึงกับร้อนรนไปทั้งพรรค ส่งผลให้ตั้งแต่หัวหงอก ยันลูกกระจ๊อกหางแถว สาวกพรรค ปชป.พากันออกมาแก้ต่างไปต่างๆนาๆ ซ้ำร้ายพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อโยนความผิดให้พ้นตัวอย่างโจ๋งครึ่ม

โดยอ้างว่า การขายทรัพย์สินของ ปรส.นั้นเป็นการขายให้กับบริษัทคนไทย ไม่ใช่การเร่ขายให้กับบริษัทต่างชาติอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ

ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงและประเด็นสำคัญของเรื่อง ปรส. ก็คือ ปรส.ขายทรัพย์สินชาติ ขาดทุนมหาศาล

รวมทั้งการ “มโน” อ้างว่า ปรส.ชุดที่ขายทรัพย์สินชาติ 8.5 แสนล้าน มีการแต่งตั้งขึ้นในยุครัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 – 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540) พร้อมทั้ง “ชักแม่น้ำทั้ง 5” มาสนับสนุน “มโน” ทั้งๆที่ขัดกับข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง

โดย “ข้อเท็จจริง” ก็คือ คณะกรรมการ ปรส.ชุดที่ขายสินทรัพย์สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ 56 แห่งนั้น ได้ถูกตั้งขึ้นในยุค “รัฐบาลชวน 2 (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 – 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544)” มี “นายชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรี และมี “นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์” เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

โดย คณะกรรมการ ปรส. ชุดที่ 2 แต่งตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2540 ประกอบด้วย

1. นายอมเรศ     ศิลาอ่อน            เป็นประธานกรรมการ

2. นายจุลสิงห์    วสันตสิงห์         เป็นผู้แทนกระทรวงการคลัง

3. นางธัญญา     ศิริเวทิน             เป็นผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย

4. นางจันทรา    อาชวานันทกุล    ผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นางเกษรี       ณรงค์เดช          ผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายวิชรัตน์    วิจิตรวาทการ   กรรมการและเลขานุการแต่ในการดำเนินการประมูลขาย

ซึ่งนับเป็น “คณะกรรมการ ปรส.” ชุดที่ 2 โดยคณะกรรมการ ปรส.ชุดแรก จะมี “นายธวัชชัย ยงกิตติกุล” เป็นประธานกรรมการ

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ได้รายงานข่าวเอาไว้ว่า “อมเรศ-วิชรัตน์ โอเครับงาน ปรส.เผยเงินเดือนจิ๊บจ๊อยแค่แสนเศษ”

โดยเป็นรายงานคำพูดของ นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการสรรหาบุคคลเข้ารับตำแหน่งประธานองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) แทนนายธวัชชัย ยงกิตติกุล ที่ขอลาออกจากตำแหน่งว่าขณะนี้ตนได้ทาบทามนายอมเรศ ศิลาอ่อน อดีตประธานคณะกำกับการควบหรือโอนกิจการสถาบันการเงิน มาเป็นประธาน ปรส.แทนนายธวัชชัย ซึ่งขณะนี้นายอมเรศ ได้ตกลงที่จะเข้ารับตำแหน่งแล้ว โดยจะเข้ารับงานภายหลังจากที่นายธวัชชัยลาออก ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

ซึ่ง คณะกรรมการ ปรส.ชุดที่ 2 ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลชวน 2 ก็คือชุดที่นำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินไปประมูลขายในราคาที่ถูกแสนถูก

จากทรัพย์สินประเมินว่าน่าจะมีมูลค่ามากถึง 851,000 ล้านบาท กลับถูกขายทอดตลาดด้วยมูลค่าเพียง 190,000 ล้านบาท ขาดทุนทั้งสิ้น 660,000 ล้านบาท

และเป็น “นายอมเรศ ศิลาอ่อน” ที่ต่อมาถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการขายทรัพย์สิน 56 สถาบันการเงินของ ปรส.คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555 ให้จำคุก นายอมเรศ ในฐานะ “ประธาน ปรส.” และ นายวิชรัตน์ เลขาธิการ ปรส. คนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท ซึ่งล่าสุด 17 มิถุนายน 2557 ศาลอุทธรณ์ ได้อ่านคำพิพากษาให้ยกฟ้อง ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการฎีกา

เป็น “อมเรศ ศิลาอ่อน” ที่ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ของรัฐบาลชวน 2

เป็น “อมเรศ ศิลาอ่อน” ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลชวน 2 ที่มี ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

เพียงแค่ว่า เมื่อ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี รวมไปถึง ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มือหนึ่งด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้นกลับ “รอด” ได้ทุกสำนวนคดี โดยเฉพาะสำนวนคดีที่ผ่านมาจาก “ป.ป.ช.”!

qw

 source : https://www.hereandthere.today/?p=1400

 

ทหารไม่อนุมัติพร้อมนำกำลังปิดล้อมพื้นที่จัดงาน ‘ทอล์คโชว์-คอนเสิร์ต ผืนดินไทย ที่ดินใคร’

ทหารไม่อนุมัติพร้อมนำกำลังปิดล้อมพื้นที่จัดงาน ‘ทอล์คโชว์-คอนเสิร์ต ผืนดินไทย ที่ดินใคร’

ทหารระบุไม่สบายใจกับวิทยากรบางราย หากยอมปรับตามคำแนะนำก็มีโอกาสได้จัด รวมทั้งต้องจัดส่งเนื้อหาการพูดของวิทยากรให้พิจารณาก่อน ด้านผู้จัดรับไม่ได้เงื่อนไขนี้
15 พ.ย. 2557 จากการนำเสนอข่าวการจัดงาน “ทอล์คโชว์-คอนสิร์ต ผืนดินเรา ที่ดินใคร” ถูกทหารกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ได้สั่งให้ชี้แจง รายละเอียดการจัดงาน จนผู้จัดรู้สึกมึนงง เนื่องจากงานดังกล่าวเป็นกิจกรรมในลักษณะกึ่งบันเทิงที่มีความสนุก ผ่อนคลายด้วยบทเพลงสอดแทรกอยู่ตลอดงาน ไม่ใช่กิจกรรมเสวนาทางการเมือง แต่กลับถูกทหารสั่งให้ชี้แจงเอกสาร การจัดงาน ซึ่งทางผู้จัดได้มีการส่งเอกสารไปเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2557 ที่ผ่านมานั้น
ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เมื่อช่วงสายของวัน ที่ 15 พ.ย. 2557 ได้มีการเปิดเผยจากทางผู้จัดว่า ได้รับการประสานงานจาก พันโทภาสกร กุลรวิวรรณ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ว่าทาง คสช. ไม่อนุมัติการจัดงานดังกล่าวในวันที่ 16 พ.ย. 2557 แต่ปฏิเสธที่จะส่งหนังสือที่ คสช.ไม่อนุมัติการจัดงานให้กับทางผู้จัด
นายปกรณ์ อารีกุล หนึ่งในคณะผู้จัดงานกล่าวว่า “ทางทหารบอกแค่ว่า ไม่อนุมัติให้จัดงานในวันที่ 16 พ.ย. นี้ ด้วยเหตุผลว่าไม่สบายใจกับวิทยากรบางราย แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอื่นๆ และหากเราไม่ยินยอมปรับตามคำแนะนำก็จะไม่มีโอกาสได้จัด รวมทั้งต้องจัดส่งเนื้อหาการพูดของวิทยากรให้ฝ่ายความมั่นคงพิจารณาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้จัดไม่อาจปฏิบัติตามได้ และเมื่อเราถามถึงหนังสือตอบกลับเป็นลายลักษณ์อักษร เขาบอกว่าให้ไม่ได้เป็นหนังสือภายใน”
นอกจากนี้นายปกรณ์ชี้แจงว่า “ผู้จัดไม่เห็นด้วยอย่างถึงที่สุด ในการแทรกแซงและปิดกันเสรีภาพในการเข้าถึงความรู้ และถึงขั้นใช้กำลังปิดกั้นพื้นที่ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบไม่เพียงกับผู้จัดเท่านั้นแต่ประชาชนทั่วไปก็จะเดือดร้อนด้วย ผู้จัดขอยืนยันว่าจะไม่หยุดดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในปัญหาและความจำเป็นในการปฏิรูปที่ดินต่อไปให้ได้โดยเร็วที่สุด”
งาน “ทอล์คโชว์-คอนสิร์ต ผืนดินเรา ที่ดินใคร” เป็นการรวม 5 บุคคล จาก 5 วงการมาทอล์คโชว์และแสดงดนตรีในวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย. ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนและสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก เพราะมีแขกรับเชิญคนดังจากหลายวง การเช่น อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อ.ผาสุก พงษ์ไพจิต คุณตุล อพาร์ทเมนท์คุณป้า คุณประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ที่กำลังจัดกิจกรรมเดินก้าวแลกเพื่อปฏิรูปที่ดิน อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ และคุณพฤ โอ่โดเชา ชาวปกากญอ โดยคณะทำงานรณรงค์กฎหมาย 4 ฉบับเป็นผู้รับผิดชอบในการงานดังกล่าว ความคืบหน้า เรื่องนี้ผู้สื่อขาวจะรายงานให้ทราบต่อไป
source : http://prachatai.org/journal/2014/11/56502?utm_source=twitterfeed

คดี ปรส.ตอกย้ำ รายงาน PERC ประจาน ป.ป.ช.สุด BOO ! ไร้มาตรฐาน เล่นการเมือง-เลือกข้าง

z_470x1032

คดี ปรส.ตอกย้ำ รายงาน PERC ประจาน ป.ป.ช.สุด BOO ! ไร้มาตรฐาน เล่นการเมือง-เลือกข้าง

คำสารภาพของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผ่านใบปลิวเรื่อง “สำนวนคดี” ที่เกี่ยวกับ “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)” ขายทรัพย์สินของชาติ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับประเทศไทยกว่า 660,000 ล้านบาท ยุค “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” ที่มี “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในมือ ป.ป.ช.ทั้ง 6 สำนวนคดีนั้น ณ บัดนี้ได้พ้นจากมือ ป.ป.ช.ไปแล้ว โดยที่ ป.ป.ช.ไม่สามารถชี้มูลความผิด “นักการเมือง” ที่เกี่ยวข้องในครั้งนั้นได้เลยแม้จะใช้เวลาสอบสวนยาวนาน จนกระทั่งคดีจะหมดอายุความในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 นี้

ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ช.ยังดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านอะไรที่ทั้ง 6 สำนวนคดี ปรส.ดังกล่าวนั้น “ป.ป.ช.” ได้ยกคำร้องไป 3 คดี พร้อมกับไม่ยกขึ้นมาพิจารณาอีก 1 คดี โดยที่ไม่สามารถชี้มูลความผิดผู้ใดได้ และมีเพียง 2 สำนวนคดีเท่านั้นที่ ป.ป.ช. ได้ไปชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องระดับล่าง คือ พวกเจ้าหน้าที่เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่า “ตัวการใหญ่” และ “นักการเมือง” ที่กำกับดูแล ปรส. ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการกำกับดูแล ปรส.กลับถูกปล่อยให้ลอยนวล

ซึ่งคำชี้แจงผ่านใบปลิวของ “ป.ป.ช.” นั้นเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีถึง “มาตรฐาน” การทำงานและระดับความสามารถของ ป.ป.ช. ของไทยได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย้อนดู เสียงสะท้อนต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ในระดับนานาชาติ ปรากฏว่า ในช่วงเดือนกันยายน 2557 ที่ผ่านมา “บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ” (Political & Economic Risk Consultancy :PERC) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง Rating Asia’s Anti-Corruption bodies ตีพิมพ์ใน Asia Intelligence
ระบุว่า “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ National Anti-Corruption Commission ซึ่งเป็นหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันของไทยนั้นได้รับคะแนนเสียงระดับ “โห่ไล่ (BOO)”  และที่สำคัญคือ ตำต่ำกว่าหน่วยงานอื่นในต่างประเทศ อาทิ อินเดีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

PERC ระบุว่า “ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีคอร์รัปชันมากที่สุดในเอเซียโดยภาพรวม แต่หน่วยงานหรือองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่ป้องกันปราบปรามคอร์รัปชัน ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นการเมือง (Politicized) ในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่าประเทศอื่นๆ”

ซึ่งรายงานของ PERC ดังกล่าว ไม่เพียงสะท้อน ศักยภาพ-คุณภาพ ของ ป.ป.ช.ของไทยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ป.ป.ช.” ที่อ้างว่าเป็นองค์กรตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งจะต้องมีความ  “เป็นกลางทางการเมือง” นั้น แท้ที่จริงแล้วเลือกข้างทางการเมือง-เล่นการเมือง ด้วยหรือไม่  ?
ppccc3-9-14

 

source :: https://www.hereandthere.today/?p=1389

 

 

ป.ป.ช.สารภาพ “คดี ปรส.” ได้ปลาซิว-ปลาสร้อย เป็นปลื้มยกคำร้อง3+1ไม่พิจารณา ปล่อยผี “บิ๊กรัฐบาล ปชป.”!

z_470x816

ป.ป.ช.สารภาพ “คดี ปรส.” ได้ปลาซิว-ปลาสร้อย เป็นปลื้มยกคำร้อง3+1ไม่พิจารณา ปล่อยผี “บิ๊กรัฐบาล ปชป.”!

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ร่อนหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับ “คดี ปรส.” โดยระบุว่า “เรื่องกล่าวหาเกี่ยวกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีการร้องเรียนกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. และผู้บริหาร ปรส. ประกอบด้วย นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ นายอมเรศ ศิลาอ่อน นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ นางวชิรา ณ ระนอง นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นางเกษรี ณรงค์เดช นางจันทรา อาชวานันทกุล นางนงนาท สนธิสุวรรณ และนายมนตรี เจนวิทย์การ มายังสำนักงาน ป.ป.ช. รวม 6 เรื่อง ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงทั้ง 6 เรื่อง ดังกล่าวแล้ว ผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรณีกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. และผู้บริหาร ปรส. คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป จำนวน 3 เรื่อง และมีมติไม่ยกขึ้นพิจารณา เนื่องจากเป็นกรณีที่ศาลประทับฟ้องไว้แล้วและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล จำนวน 1 เรื่อง

สำหรับอีก 2 เรื่อง เป็นกรณีกล่าวหานายมนตรี เจนวิทย์การ ในฐานะเลขาธิการ ปรส. ว่าดำเนินการจำหน่ายสินทรัพย์ให้กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล และกรณีจำหน่ายสินทรัพย์ให้บริษัท เงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ซื้อเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนายมนตรี เจนวิทย์การ ดังกล่าว มีมูลความผิดทางวินัยฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามข้อบังคับขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2540 และมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบเพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย ทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นๆ เห็นว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโทษทางวินัยและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด พิจารณาฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจและอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องคดีนายมนตรี เจนวิทย์การ ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งสองคดีแล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล

ปัจจุบันจึงไม่มีคดีกรณีกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. หรือผู้บริหาร ปรส. ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อีกแต่อย่างใด”

โดยสรุปคือ ในวันที่ ป.ป.ช.สอบสวนทั้งสิ้น 6 คดี โดยใช้เวลาดำเนินการมานานหลายปีดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่ ปล่อย “ลอยนวล” ด้วยการ “ยกคำร้อง 3 คดี” และอีก “1 คดีไม่หยิบมาพิจารณา” ส่วนที่เหลือชี้มูลความผิดบุคคลได้เพียงแค่ส่วนหนึ่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกรณีความเสียหายจากการเร่ขายทรัพย์สิน ของชาติ ที่มีมูลค่ากว่า มูลค่ากว่า 851,000 ล้านบาท เหมาเข่งประมูลขายไปเพียง 190,000 ล้านบาท ขาดทุนกว่า 66,000 ล้านบาท ในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และมี นายธารินทร์ นิมมานเหมิท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั้นเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช. ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ดำเนินการได้กับผู้เกี่ยวข้องเพียงบางคนเท่านั้น ส่วนใหญ่กลับ “ยกคำร้อง” ไม่สามารถเอาผิด “ผู้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ” อีกกลุ่มหนึ่งได้เลย แม้ความเสียหายจากการกระทำของ ปรส.นั้นจะเกิดขึ้นมากว่า 15-16 ปีแล้วก็ตาม และ ป.ป.ช. ซึ่งดำเนินการสอบสวนถึง 6 สำนวนคดี แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเอาผิด “ผู้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ” กลุ่มใหญ่ กลุ่มสำคัญ ที่อยู่เบื้องหลัง ปรส.คนอื่นๆได้แม้แต่คนเดียว  

ที่สำคัญคือ ความเสียหายจากกรณี ปรส.ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นอีก “คดี” ที่ “พรรคประชาธิปัตย์” อยู่รอดปลอดภัยหายห่วงไร้กังวล จากฝีมือ “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น บางองค์กรในประเทศไทย ?

 

รวบแก๊งทหาร เบ่ง เก็บค่าคุ้มครอง ซอยพัฒน์พงศ์

z_201

รวบแก๊งทหาร เบ่ง เก็บค่าคุ้มครอง ซอยพัฒน์พงศ์

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 เจ้าหน้าที่ทหาร ม.พัน.3 รอ. และ พล.ม.2 รอ. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.บางรัก ได้ร่วมกันจับกุมตัว พล.ต.เจนรณรงค์ เดชวรรณ หรือ “เสธ.เจมส์” ผู้ทรงคุณวุฒิประจำสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และพวก ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในขบวนการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง ภายในตลาดพัฒน์พงศ์ พร้อมของกลางเงินสดจำนวนหนึ่ง โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณล็อบบี้ โรงแรมตะวันนา ถนน สุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม.

 

ทั้งนี้ การจับกุมดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ทหาร ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการค้าขาย ย่านซอยพัฒน์พงศ์ ว่า มีขบวนการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาเรียกเงินเก็บค่าคุ้มครอง ภายในถนนพัฒน์พงศ์ ซอย 1 ถนน สุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบาง กทม.เจ้าหน้าที่จึงทำการวางแผน โดยให้สายลับแฝงตัวมาเป็นผู้ค้าภายในซอยดังกล่าว กระทั่งช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มคนมาเรียกเก็บเงินเป็นจำนวน 2,000 บาท ก่อนนำเงินไปส่งมอบให้แก่ นายทหารคนดังกล่าว ที่มานั่งรออยู่ บริเวณล็อบบี้ของโรงแรม จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ สน.บางรัก จึงแสดงตัวเข้าทำการจับกุม พร้อมของกลางทั้งหมด ก่อนนำตัวไปสอบสวนที่ สน.บางรัก

 

จากการสอบสวน ผู้ต้องสงสัย ให้การยอมรับสารภาพว่า ได้เก็บค่าคุ้มครองจากผู้ค้าภายในซอยพัฒน์พงศ์จริง  เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.บางรัก จากนั้น พ.ต.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ พล.ม.2 รอ. และ ผบ.ม.พัน.3 รอ. มาเชิญตัวไปทำการควบคุมตัว และสอบสวนอย่างละเอียดที่ พล.ม.2 รอ. ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)ในช่วงบ่ายของวันนี้ (30 ก.ค.) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

jame

10341403_496537587142817_8435708825890846841_n10441244_496537650476144_5690221285352878260_n 10489870_496537617142814_2446949533072101344_n10478947_496537667142809_1011331877794489669_n10501594_496537697142806_4084101902058335915_n10517522_496541757142400_6455724061283882509_n10577146_496541713809071_3799980417070740950_n

 

source :: https://www.hereandthere.today/?p=220

ตะลึง! สาวก กปปส.ชวนกด LIKE ลดราคายางฯ เหลือ 30 บาท/กก.

z_200

ตะลึง! สาวก กปปส.ชวนกด LIKE ลดราคายางฯ เหลือ 30 บาท/กก.

สถานการณ์ราคายางพารา นับตั้งแต่มีการยึดอำนาจ มาเป็นเวลาร่วม 2 เดือน ล่าสุดราคายางแผ่นดิบ โดยอ้างอิงจากกรมการค้าภายในและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีราคาตกลงมาอยู่แค่เพียงแค่ กิโลกรัมละ 57 บาทเพียงเท่านั้น

แต่กลับปรากฏว่า มีการส่งต่อ ภาพการโพสต์ข้อความของบุคคล ซึ่งสนับสนุนแนวทางของ กปปส. และ พรรคประชาธิปัตย์ ในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา และ พร้อมที่จะเสียสละทุกอย่างโดยระบุว่า

ต่อให้ยาง เหลือ โลละ 30 บาท สักปีนึง…..กูก็ยอม ขออย่างเดียวอย่าเอา ทักษิณ กลับมา

ปล. ถ้าถูกใจขอ like จากพี่น้อง ชาวสวนยางภาคใต้ หน่อยครับ

ในขณะเดียวกัน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของม็อบ กปปส. มาโดยตลอด ได้โพสต์เฟสบุ๊ค จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ Aoodda มีข้อความว่า

ปที่ไหน…มีแต่เสียงร้องเรียนเรื่องราคายางวันนี้ยางแผ่นลงไปเหลือกก.ละ50บาท ขี้ยางเหลือกก.ละ22บาท เห็นคสช.คืนความสุขให้คนไทยมาหลายกลุ่มแล้วถ้าจะได้”คืนความสุข”ให้ชาวสวนยางทั้ง”เหนือ กลาง อีสาน ใต้”ด้วยคสช.ก็จะได้รับความชื่นชมเพิ่มเติมขึ้นจากชาวสวนยางทั้งประเทศครับ..!!!

 

source :: https://www.hereandthere.today/?p=212