หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง: ยกเลิกโทษยาเสพติด

2016-06-23_203854

หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง: ยกเลิกโทษยาเสพติด

Posted: 22 Jun 2016 07:03 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

จากการที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมได้ออกมาชี้ว่าทิศทางในการแก้ปัญหายาเสพติดของโลกเปลี่ยนไป จากการปราบปรามให้หมดสิ้น เป็นต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ พร้อมกับเสนอแนวความคิดที่จะยกเลิกเมทแอมเฟตตามีน (ยาบ้า) จากบัญชียาเสพติดเป็นยาปกติ นั้น ได้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหลากหลาย มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ในเรื่องนี้ผมได้เคยเสนอแนวความนี้ไว้เมื่อปลายปีที่ 2558 ที่ผ่านมาเช่นกัน ทั้งการเขียนบทความและการออกรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง”ทางสถานีไทยพีบีเอส ในหัวข้อ “ยกเลิกโทษยาเสพติด แก้ไขปัญหาได้จริงหรือ” ซึ่งได้มีผู้เข้ามาให้ความคิดเห็นมากมายจนกลายเป็นกระทู้ท็อปฮิตที่ถูกแปะไว้หน้าวอลล์มาจนถึงปัจจุบัน กอปรกับล่าสุดในขณะนี้ก็ได้มีภาพยนตร์สารคดีที่กำลังลงโรงที่โด่งดังมากเรื่องหนึ่งของ Michael Moore ชื่อว่า Where to Invade Next ? ที่มีตอนหนึ่งกล่าวถึงโปรตุเกสที่ยกเลิกโทษยาเสพติดทุกชนิดมา 15 ปี แล้ว สถิติอาชญากรรมก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด มิหนำซ้ำกลับลดลงอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ค่าใช้จ่ายในการปราบปรามลดลง ลดการทุจริตคอร์รัปชันเกี่ยวกับการค้าขายยาเสพติดลงอีกด้วย

เมื่อ รมว.ยุติธรรมได้ออกมาเสนอแนวความคิดนี้ ผมจึงขอเล่าอีกครั้งหนึ่งถึงที่มาที่ไปของแนวความคิดของการแก้ไขปัญหาแบบ “ย้อนศร”หรือ “หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง” นี้ ซึ่งก็คือเมื่อปีที่แล้วนายริชาร์ด แบรนสัน ผู้บริหารของเวอร์จินซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของโลกที่ออกมาให้ข่าวว่า UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมระหว่างประเทศของสหประชาชาติที่ไปประชุมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลย์เซีย มีข้อเสนอให้ยาเสพติดทุกชนิดในโลกนี้สามารถครอบครองได้โดยถูกกฎหมาย พูดง่ายๆก็คือยกเลิกโทษทางอาญา (decriminalization) สำหรับยาเสพติดนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้ประเทศอื่นๆทำตาม โดยการที่นายริชาร์ด แบรนสันออกมาประกาศเรื่องนี้เพราะไม่อยากให้ UNODC ล้มเลิกแผนการนี้ (he feared the UN would have a last minute chang-of-heart) นั่นเอง เขายังบอกว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา และผู้ที่ติดยาเสพติดสมควรที่จะได้รับการรักษาไม่ใช่การถูกจับยัดเข้าไปในคุกตาราง (While the vast majority of recreational drug users never experience any problems,people who struggle with drug addiction deserve access to treatment,not a prison cell)

หลายคนอาจจะงงว่าเหตุใดผมจึงมีความเห็นด้วยแนวความคิดเช่นนี้ เหตุก็เนื่องเพราะรัฐต่างๆทั่วโลกใช้งบประมาณมหาศาลแก้ปัญหายาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ปปส. ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ราชทัณฑ์ ฯลฯ แต่ก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ผลมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น เพิ่มผู้มีอิทธิพล มาเฟีย อีกทั้ง ยิ่งเพิ่มโทษสูงขึ้น ยาเสพติดก็ยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่หากมีการทำให้ถูกกฎหมายขึ้น รัฐก็จะสามารถเก็บภาษีเข้ารัฐจากส่วนนี้ได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือที่โปรตุเกสที่ยกมาในตอนต้นของบทความนี้นั่นเอง

อีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจจากสหรัฐอเมริกาก็คือการทำให้กัญชาไม่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายใน 4 มลรัฐและ 1 เมือง คือ โคโรลาโด วอชิงตัน อลาสกา โอเรกอน และวอชิงตัน ดี ซี โดยผ่านการทำประชามติของประชาชน แต่ก็มีเงื่อนไขว่ามีไว้ครอบครองได้ไม่เกิน 1 ออนซ์ ปลูกได้ไม่เกิน 6 ต้น และต้องสูบในที่ส่วนตัวในบ้าน เป็นต้น ส่วนในยุโรปนั้นมีหลายประเทศแล้ว เช่น เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น

กรณีในอดีตที่ผมอยากจะยกมาเปรียบเทียบก็คือในสมัยก่อนที่สหรัฐอเมริกามีการห้ามผลิตและจำหน่ายเหล้า จึงมีการลักลอบผลิต “เหล้าเถื่อน”หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า “moonshine” เพราะเป็นการลักลอบผลิตกันตอนกลางคืนภายใต้แสงจันทร์นั่นเอง การมีข้อห้ามเช่นว่าทำให้เกิดมีขบวนการค้าเหล้าเถื่อนและเกิดเจ้าพ่อขึ้น โดยที่ชิคาโกมีเจ้าพ่อที่โด่งดังมากก็คือ อัล คาโปน ที่ฆ่าคนตายเป็นว่าเล่น แต่พยานหลักฐานไปไม่ถึง สุดท้ายมาจบด้วยการแก้เผ็ดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เอาเขาเข้าคุกด้วยมาตรการทางทางภาษีที่มีโทษจำคุกด้วย ซึ่งต่อมาเหล้าหรือสุราทั้งหลายก็กลายเป็นของถูกกฎหมาย ปัญหาเรื่องการปราบปราม การทุ่มงบประมาณ ฯลฯ จึงหมดไป ทำให้ผมคิดว่ากรณียาเสพติดนี้ก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน

ผมไม่ได้ยุยงส่งเสริมให้คนเสพยาเสพติด เพราะผมเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ ไม่ว่าจะเป็น เหล้าเบียร์หากดื่มมากก็มีโอกาสเป็นโรคติดเหล้า (alcoholic) ตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แต่หากดื่มแต่พอดีก็ทำให้กระชุ่มกระชวย เลือดลมแล่นดี มีความรื่นรมย์ กัญชายาเสพติดก็เช่นเดียวกันหากทำให้ถูกกฎหมายแล้วควบคุมปริมาณการซื้อการเสพมีผลดีต่อจิตประสาท แต่แน่นอนว่าหากเสพจนเกินขนาดก็มีผลต่อร่างกายและจิตใจมีโอกาสเป็น “ผีบ้ากัญชา” หรือ “ขี้ยา”เช่นกัน

หากปล่อยให้สถานการณ์การต่อสู้กับยาเสพติดยังคงเป็นไปในรูปแบบปัจจุบันแล้วไซร้ งบประมาณทุ่มลงไปเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้  เรือนจำสร้างเท่าไหร่ก็ไม่พอขัง มีเจ้าพ่อเจ้าแม่เพิ่มขึ้นมากมาย มีการทุจริต คอร์รัปชันเพิ่มขึ้นทุกวัน ต่อให้มี ปปส.กี่ชุดๆก็ไม่มีทางเอาอยู่

เราคงต้องกลับมาพิจารณากันให้ละเอียดถ่องแท้แล้วละครับว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เราทำๆกันอยู่นี้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกทางหรือไม่ เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหากลับเป็นการเพิ่มปัญหาให้หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวันๆ

ไม่ลองไม่รู้นะครับ บางปัญหาก็เหมือนกับเส้นผมบังภูเขาซึ่งผมก็เชื่อว่าปัญหายาเสพติดนี้ก็เป็นปัญหาเส้นผมบังภูเขาเช่นกัน แน่นอนว่าคงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในการถกเถียงหรือการประชุมในคราวเดียว แต่อย่างน้อยก็เป็นการริเริ่มที่จะเปลี่ยนแนวทางซึ่งอาจจะสำเร็จก็ได้ ใครจะรู้ใช่ไหมครับ

หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง เพื่อเอาหนามออก ครับ

0000

หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 22 มิถุนายน 2559


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

กลลวงดักคอ

zzz_2385

ข่าวการขอลี้ภัย-หนีออกนอกประเทศ ดังหนาหูขึ้นเรื่อยๆ นั่นเพราะมีการประเมินว่า คดีทุจริตจำนำข้าวที่ “ยิ่งลักษณ์” ตกเป็น “จำเลย” นั้น จะ “จบเร็ว” ไม่มียืดเยื้อถึงปีหน้า ยิ่งกางนิ้วนับไทม์ไลน์เป็นรายเดือน คดีอาจจะเสร็จสิ้นในเดือน ก.ค.-ก.ย.นี้ และ คสช.ก็รู้

อัยการสูงสุดจึงทำหนังสือถึง “พล.อ.ประยุทธ์” นายกฯ และหัวหน้า คสช. ระบุถึงกระบวนการตามขั้นตอนก่อนจะขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมดว่า หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องแล้ว “ยิ่งลักษณ์” ในฐานะที่เป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” จะต้องปรากฏตัวในศาลในการพิจารณาครั้งแรก มิเช่นนั้น ศาลจะไม่สามารถดำเนินการต่อได้

พล.อ.ประยุทธ์ จึงออกมาเปล่งวาจาผ่านสื่อว่า ที่ คสช.ไม่ให้อดีตนายกฯ เดินทางไปฮ่องกงตามคำขอนั้น เพราะอัยการสูงสุดทำหนังสือขอมา

เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ว่า หากปล่อยให้อดีตนายกฯ เดินทางออกนอกประเทศ อาจซ้ำรอย “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในหลายคดี ศาลต้องจำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจากหลบหนีไม่มารายงานตัว

อ่านรายละเอียด ล็อกเป้า”ยิ่งลักษณ์” เด็ดปีกแนวร่วมแดง คสช. กรุยทางเบิกความจำเลยต่อหน้าศาล ที่นี่

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1423927401

 

“อย่างนี้ต้องโดน” แบบไหนที่คสช.ขอคุยด้วย

zzz_275

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลับมาอีกแล้วกับกระแสการเรียก “ปรับทัศนคติ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หลังการเมืองเริ่มไม่สงบ เริ่มตั้งแต่ที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติ(สนช.) ลงมติโหวตถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งผลถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี

ต่อด้วยการเดินสายของ แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเยือนไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยการปาฐกถาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเนื้อหาที่สอดรับการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุขณะนี้

ระหว่างนี้เองบรรดานักการเมือง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง ต่างเรียงหน้าออกมาพูดแสดงความเห็นทางการเมืองกันยกใหญ่ ทั้งในรูปแบบของให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก

แน่นอนว่าข้อความข่าวสารเหล่านี้ เปรียบเหมือนวัตถุไวไฟ ที่ทำให้ถูกสั่งเรียกรายงานตัวปรับทัศนคติเป็นรายบุคคล

…แสดงความเห็นแบบไหนถึงโดนเรียก…

สิงห์ทอง บัวชุม  คณะทำงานพรรคเพื่อไทยได้รับการประเดิมเป็นรายแรก หลังจากโพสต์ข้อความว่า “อยากจะบอกความลับ ให้รู้ในวันที่ทหาร-ตํารวจเข้าควบคุมพื้นที่รร.เอสซีฯมีนายทหารยศพันโท-ตํารวจยศพันตํารวจเอก ในนามคสช. มาพบคุยกับผมบอกว่า คสช.ห้ามแถลงข่าว เป็นคําสั่งเด็ดขาดของแม่ทัพภาพที่1 ถ้าไม่เชื่อฟัง!จะใช้กฏอัยการศึก และในวันรุ่งขึ้นจะให้อดีตนายกฯพร้อมทนายความเข้ารายงานตัวทันที! ทําให้ผมต้องออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนครับ”

ตามด้วย  สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 58

“สหรัฐอเมริกาเขารู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย นายกฯที่มาจากการเลือกตั้งต้องถูกปลดจากคนที่มาจากการแต่งตั้ง ก็เฝ้ามองด้วยความห่วงใย และหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมปที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. และพล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร รมว.ต่างประเทศ พูดไว้ในหลายเวทีทั่วโลกเป็นสัญญาประชาคมว่าจะมีการเลือกตั้งปลายปีนี้ หมดเวลาที่จะเฉไฉหลอกนั่นหลอกนี่ไปเรื่อย ถ้าจะเปลี่ยนแปลงหรือจะเอาอย่างไรก็ว่ามา แต่ถ้าหากว่าทำให้บ้านเมืองสงบสุข เศรษฐกิจดี คนชั้นกลางคนชั้นล่างมีความสุขได้ ก็อยู่ยาวไปเลย 10 ปีก็อยู่ไป ไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้ พวกผมพร้อมสนับสนุน และเลิกเล่นการเมืองไปเลย แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ควรรู้ตัวเองและคืนอำนาจให้ประชาชน เอาแบบลูกผู้ชายเล่นกันแบบแฟร์ๆ ทำดีก็อยู่ต่อ ทำไม่ได้ก็ออกไป จะดันทุรังอยู่ทำไม…”

การแสดงความเห็นของสุรพงษ์ เรียกได้ว่าจัดหนักอัดเต็มทางการเมืองกันเลยทีเดียว เพราะไม่ใช่แค่การแสดงความเห็นธรรมดาแต่ถึงขั้นกล่าวหาโจมตีการทำงานของรัฐบาลคสช. กำลังเล่นเกมแหกตาคนไทยและชาวโลก

จึงทำให้คสช.เชิญเข้าไปพูดคุยพร้อมกับมีคำสั่ง 2 ข้อตามมา  คือ จะขอตรวจสอบบัญชีทางการเงิน  และ 2. ห้ามเดินออกนอกประเทศ

กรณีของ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ  อาจมีคนตั้งคำถามโดนคสช.เรียกไปพบได้อย่างไร แต่สำหรับชาวโซเชียลมีเดียทราบกันดี เพราะเจ้าตัวมีการโพสต์ข้อความ แสดงความเห็นทางการเมืองตั้งแต่ช่วงก่อนที่ยิ่งลักษณ์จะถูกมติถอดถอน เมื่อยิ่งลักษณ์โดนถอดถอน จตุรนต์ก็ยังโพสต์ข้อความต่อไปไม่กลัวเกรง

เขาโพสต์ข้อความไว้ตอนหนึ่งว่า “ทั้งก่อนและหลังการถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีเสียงเรียกร้องจากแม่ทัพนายกองให้ยอมรับการถอดถอน แต่การถอดถอนนี้ขัดหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมอย่างสิ้นเชิงมาตั้งแต่ต้นใครที่รักความถูกต้องเป็นธรรมคงไม่อาจยอมรับได้วัตถุประสงค์สำคัญที่ชัดเจนของการถอดถอนครั้งนี้ คือ การกำจัดตระกูลชินวัตรให้พ้นไปจากการเมืองและทำลายศักยภาพของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็มีคนมองอีกมุมหนึ่งว่า กลับทำให้ฝ่ายที่ถูกทำลายล้างได้รับความเห็นใจและพรรคเพื่อไทยจะยิ่งชนะการเลือกตั้ง…”

จึงเป็นที่มาของคำชี้แจงของบิ๊กคสช.ว่า ไม่ได้ต้องการไล่ล้างตระกูลชินวัตร และประชาธิปไตยยังไม่ตาย  ถึงกระนั้น ข้อความของจาตุรนต์ ยังประหนึ่งเป็นการสื่อสารปลุกระดมเล็กๆ  จึงไม่แปลกที่นักการเมืองผู้ประกาศตนเป็นนักประชาธิปไตยเข้มข้นจะถูกเชิญไปปรับทัศนคติซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ส่วนในรายของ พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ข้อความที่ว่า ตามที่นายแดเนียลเตือนรัฐบาลให้ยกเลิกกฎอัยการศึก รวมถึงให้มีเสรีภาพในการแสดงออก แต่รัฐบาลปฏิเสธ ซึ่งน่าห่วงมาก เพราะการเรียกร้องของสหรัฐ เป็นเรื่องปกติที่ประชาคมโลกยอมรับ หากไทยเห็นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ จะทำให้ประเทศ ไทยมีภาพพจน์ที่แย่ในสายตาประชาคมโลก ไม่ต่างกับเกาหลีเหนือ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ หากสหรัฐ ออกมาตรการกีดกันการค้า จะทำให้เศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งแย่ไปกว่าเดิม…”

การแสดงความเห็นด้วยการโยงไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้พิชัยได้รับการนัดหมายจากคสช.ไปพบในวันที่ 30 ม.ค.  ซึ่งก็จะได้ใบเหลือง 2 ใบเหมือนกับสุรพงษ์   กล่าวคือ หากไม่หยุดเคลื่อนไหวจะขอตรวจสอบบัญชีทางการเงิน และห้ามออกนอกประเทศ

ณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ แกนนำนปช.  คือรายแรกของกลุ่มแกนนำมวลชนในรอบปี  2558 ที่ต่อคิวไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร เมื่อเขาโพสต์ข้อความเข้าตาคสช.ว่า   “การแสดงความกังวลต่อกฎอัยการศึกของนายแดเนียล รัสเซล แล้วถูกตั้งคำถามกลับจากทางการไทยว่าถ้าอเมริกาเป็นแบบเราบ้างจะทำอย่างไรเป็นข่าวใหญ่หลายฉบับ รัฐบาลแสดงออกคล้ายกับว่าเขาจนแต้มไม่มีคำตอบให้ แต่ผมเห็นว่าเขาเลือกที่จะเงียบตามมารยาททางการฑูตเพราะถ้าตอบเขาคงบอกว่า”ไม่มีทางที่ประเทศเขาจะเป็นแบบนี้”

“เหมือนเราป่วยมาหลายปีมีอาการชักกระตุก บางทีเป็นลมหมดสติ เพื่อนมิตรที่เขามีประสบการณ์เห็นตรงกันว่าเป็นโรคขาดประชาธิปไตยต้องรักษาด้วยวิธีสากลอาการจะทุเลา แต่เรายืนยันว่า”โดนเสน่ห์ยาแฝด”ต้องแช่น้ำมนต์แล้วหวดด้วยหวายลงอาคม เพื่อนเป็นห่วงมาถามว่าวิธีนี้จะดีหรือ?เราย้อนว่า ถ้าเพื่อนโดนเสน่ห์แล้วไม่ใช้หวายลงอาคมเกิดกุมารทองเข้ามาแทรกอีกจะทำยังไง? สิ่งที่เพื่อนทำได้ก็คงเดินจากไปเงียบๆแบบแดเนียล รัสเซลนี่แหละครับ”

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเรียกคนเห็นต่างกับคสช. เข้าปรับทัศนคติ ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมาย้ำแล้วว่าจะเรียกหมดถ้าหากยังมีการแสดงความเห็นแบบนี้

หากประมวลคนที่สุ่มเสี่ยงต่อจากนี้ หนีไม่พ้น   “โอ๊ค”  พานทองแท้ ชินวัตร ที่ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรม โดยมีข้อความสีขาวบนพื้นสีดำว่า “พร้อมไหมพร้อม? พร้อมไหมคนไทย” และมีภาพสัญลักษณ์มือชูกำปั้นล้อมด้วยวงกลมใต้ข้อความ ซึ่งก่อนนี้มีกระแสข่าวระบุว่าคสช.ได้ยกหูโทรศัพท์ประสานมาขอความร่วมมือแล้วว่าอย่าโพสต์ข้อความใดๆก่อกวน

แม้แต่  สมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด ที่ออกมารณรงค์ให้ทุกวันอาทิตย์ใส่เสื้อสีแดง ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ออกมากล่าวว่า “เป็นการกระทำที่ไม่ควร”

อีกรายเริ่มจะเห็นแววแล้ว นั่นก็คือ  วรชัย เหมะ ที่เพิ่งจะให้ข้อสัมภาษณ์สื่อสดๆร้อนๆในทำนองว่า  “รัฐบาลจะต้องรับฟังเหตุผลอย่างรอบด้าน ทั้งเสียงท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการปิดกั้นกันเกินไป”

แต่สำหรับ ยิ่งลักษณ์ เวลานี้อาจจะยังเป็นคนที่ยังรอดอยู่ แม้จะโพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ทันทีหลังถูกถอดถอนจากตำแหน่งทางการเมือง โดย พล.อ.ประยุทธ์ ให้เหตุผล “สำหรับคุณยิ่งลักษณ์ผมให้เกียรติตลอดมา ก็ต้องให้เกียรติกับเราบ้าง ผมให้เกียรติเขามาตลอดในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี”

แต่คนที่ยังคิดว่ารอดๆ หรือยังไม่โดนขานชื่อรายงานตัวก็อย่าชะล่าใจไป  เพราะหลังตรวจสอบอารมณ์พล.อ.ประยุทธ์ หลังถอดกำไลหินสีที่ลูกสาวมอบให้ดูท่าออกอาการหงุดหงิดมากเป็นพิเศษ

จึงไม่แปลกที่มีคำเตือน ถึงขั้นขอตรวจสอบเส้นทางการเงิน และห้ามออกนอกประเทศ มากกว่าเพียงคำว่า เรียกไปปรับทัศนคติธรรมดาๆ

อำนาจ คสช.และอำนาจเหนือรธน. คุมกะลาหัว สนช.อยู่

zz_1404x1294

ต้องย้ำอีกครั้งว่า สนช. ไม่มีอำนาจถอดถอน เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 สิ้นสุดไปแล้ว อีกทั้งในขณะนี้อัยการสูงสุด (อสส.) ยังไม่สรุปสำนวนที่ป.ป.ช.ชี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่อทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งในกรณีนี้จะไม่มีปัญหาทางกฎหมาย แต่ในแง่ของความรู้สึกของประชาชนแล้วจะมีมาก เพราะถ้าหาก อสส.ไม่สั่งฟ้อง หรือสั่งฟ้องศาลแล้วศาลชี้ว่าไม่พบการทุจริต แต่สนช.มีมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นตลอดชีวิตหรือไม่ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนขึ้นทันที ว่า นี่คือการประหารชีวิตทางการเมือง ความหวาดระแวงจะมีมากขึ้น การสร้างความปรองดองก็จะเป็นไปได้ยาก

ระบุคมช.-คสช.พ่อลูกทับซ้อน

ส่วน สนช. เองจะถูกมองว่ามีปัญหาทางจริยธรรม นอกจากไม่มีอำนาจถอดถอนแล้ว ตัวเองที่มาจากการสรรหาก็ดันไปลงมติถอดถอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างไม่ชอบธรรม และยังเสี่ยงที่ จะต้องถูกฟ้องร้อง เหมือนอย่างที่ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการ จากกรณี 7 ตุลาคม การฟ้องกลับคณะกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างมากอีก ทั้งยังต้องคำนึงด้วยว่าจะเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบทางการเมืองอย่างไรด้วย ถ้ากระบวนการยุติธรรมชี้ว่าเขาไม่ผิด

“การอ้างว่าคสช.คือ พ่อและสนช.คือลูก คืออีกหนึ่งสาเหตุที่กระทบความรู้สึกของประชาชน หาก สนช. มีมติถอดถอน น.ส. ยิ่งลักษณ์ ว่า คสช.ไม่ต่างจาก คมช. ที่รัฐประหารเมื่อปี 49 แล้วก็ตั้ง คตส. ขึ้นมาสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ประชาชนจะรู้สึกว่า พ่อลูกที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการยึดอำนาจนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือก ตั้งกำลังเล่นงานขั้วตรงข้ามทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม และหากพ่ออ้างว่าไม่ได้ทำ แต่ลูกทำแล้วเกิดผลเสียขึ้น พ่อก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับลูกอยู่ดี”

 

ปรองดองคือยุติธรรม

zz_1404x923

ปรองดองคือยุติธรรม

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน

มีบางคน บางกลุ่มชอบพูดว่า การปรองดองไม่ได้หมายถึงการรอมชอมกับคนกระทำผิด ไม่ได้หมายถึงการยอมยกโทษให้กับคนทุจริต นั้นเป็นคำพูดที่ถูกต้อง

แต่อย่านำมาตีความในทางที่ผิด!?!

ถ้าจะพูดถึงคดีจำนำข้าว ซึ่งสนช.กำลังจะตัดสินลงมติถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่ ในอีกไม่กี่วันนี้

หากติดตามจากการไต่สวนของป.ป.ช.มาโดยตลอด ติดตามจากการชี้แจงในที่ประชุมสนช.โดยตัวแทนของป.ป.ช. จะพบว่า ไม่ได้มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีการกระทำผิดทุจริต

เพียงแต่เชื่อได้ว่า โครงการจำนำข้าวจะทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างร้ายแรง และเชื่อว่าเป็นโครงการที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริตในทุกระดับ

เป็นประเด็นของการไม่ยอมรับโครงการนี้ และไม่พึงพอใจที่อดีตนายกฯ ไม่ยอมระงับยับยั้งโครงการนี้ ทั้งที่ท้วงติงไปแล้ว

หาใช่การตรวจพบพยานหลักฐานว่าโกงกินกันเช่นไร!

 ฟังป.ป.ช.แล้ว ชักน่าสงสัยว่า นั่นคืออำนาจหน้าที่ของป.ป.ช.หรือไม่

หน้าที่คือการปราบปรามทุจริต หรือว่ามีหน้าที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล

ถ้าไม่ชอบนโยบายของพรรคการเมืองและรัฐบาล

มีแต่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินนโยบายนั้น ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป

ต้องนำเสนอข้อมูล รณรงค์ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว

ถ้าไม่เห็นด้วย คราวหน้าก็อย่าไปเลือกพรรคการเมืองนี้และนโยบายนี้อีก!

แต่เรื่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เรื่องห่วงใยนโยบายของรัฐบาลว่าจะทำประเทศชาติเสียหาย

เป็นหน้าที่ของป.ป.ช.หรือ

ป.ป.ช.เป็นผู้นำเสนอสำนวนการถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดทุจริตจำนำข้าว เพื่อเสนอให้สนช.พิจารณาถอดถอน

สนช.ก็ต้องพิจารณาว่า ป.ป.ช.ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างไร ป.ป.ช.ได้ทำตามอำนาจหน้าที่หรือไม่!?

ถ้าสนช.ซึ่งเป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งด้วยกลไกอำนาจของคณะปฏิวัติคสช. ซึ่งประกาศจะเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งสร้างความปรองดอง

ต้องตระหนักว่า ปัญหาใหญ่ที่สังคมแตกแยก คือ ความไม่เป็นธรรม และ 2 มาตรฐาน

ป.ป.ช.กำลังเล่นบท 2 มาตรฐานอันเป็น ต้นตอของความแตกแยกหรือไม่

การปรองดอง ต้องไม่ใช่การรอมชอมกับคนทุจริต แต่หมายถึง การสร้างความยุติธรรม ไร้ 2 มาตรฐาน

 คดีจำนำข้าวของป.ป.ช.นั้น เป็นการจับทุจริตอย่างไรหรือ!??

 

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1UWTROakk0TVE9PQ==&sectionid=

 

เปิดใจ เด็กม.5 ′เชิญมา (ไม่) ผิดคน′ ณัฐนันท์ วรินทรเวช เยาวชนผู้เปิดเสรีภาพทางความคิด

http://www.matichon.co.th/online/2015/01/14214712021421471211l.jpg

เป็นคำถามที่มาพร้อมกับ “วันเด็ก”

กรณีนักเรียนหญิงอายุ 17 ปี ลุกขึ้นถามถึงความชอบธรรมของอำนาจ ต่อ เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า “สปช.จะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นได้อย่างไร? ในเมื่อการเข้าสู่อำนาจของพวกเขาก็คือการขโมยหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน ซึ่งในมุมมองของฉันคือการคอร์รัปชั่น ทางอำนาจซึ่งไม่ได้เลวร้ายน้อยไปกว่าการคอร์รัปชั่นทางการเงินเลย”

และ “พวกเขาเหล่านี้ได้มองว่าการเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบคือการคอร์รัปชั่นหรือไม่?”

สิ่งที่เกิดขึ้นคือถูกเจ้าหน้าที่ของรายการเชิญออก โดยมีเหตุผลว่า “เชิญมาผิดคน”


เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจมากขึ้นเมื่อ ณัฐนันท์ วรินทรเวช หรือ “ไนซ์” นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเลขาธิการกลุ่ม “การศึกษาเพื่อความเป็นไท” บุคคลในข่าวออกมาโพสต์แถลงการณ์ “ข้อกังขาต่อความจริงใจของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Nattanan Warintarawet”

เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเตรียมตัวออกรายการสด “เจาะประเด็นร้อน” ทางช่อง 5 และคำถามสุดแทงใจ

ภายหลัง พล.อ.สุรวัช บุตรวงษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ออกมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกรณีดังกล่าว โดยหลังรายการ ทาง สปช.ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทางช่องว่า เด็กที่จะออกรายการ ต้องเคยผ่านเวทีแสดงความเห็นเรื่องปฏิรูปมาก่อน และขอให้ยกเทปดังกล่าวออก

ขณะที่ อลงกรณ์ พลบุตร วิป สปช. ยืนยันว่า ประธาน สปช.เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นเสมอ และทุกคนรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่อาจจะกังวลเรื่องความมั่นคง โดยหลังจากนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายระมัดระวังในเรื่องดังกล่าว ว่าการปฏิรูปจะต้องเปิดกว้าง

แม้จะมีการออกมาชี้แจง แต่กระแสจากเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงร้อนแรง

ณัฐนันท์เปิดใจว่า หลังโพสต์แถลงการณ์ลงเฟซบุ๊ก ก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยว่า ดีแล้วสมควรแล้วที่ถูกเชิญออก เพราะไปพูดจาไม่ดี มีที่มองว่าเป็นเสื้อแดง ซึ่งความจริงเวลาคุยกับเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ชอบประชาธิปไตย มีเสื้อแดงอยู่แค่นิดเดียว ที่เหลือคือกลุ่มที่ชอบประชาธิปไตยแต่ไม่ได้ชอบพรรคไหนหรือฝ่ายไหนเป็นพิเศษ

“งงว่าเราเลือกประชาธิปไตย เรากลายเป็นเสื้อแดงแล้วเหรอ”

บทสรุปของเหตุการณ์ครั้งนี้ชวนสงสัยและทำให้เกิดการตั้งคำถามถึง “เสรีภาพทางความคิด” ในการแสดงความคิดเห็นและการตั้งคำถาม

โดยเฉพาะจากเยาวชนคนหนึ่ง

การเปิดเวทีรับฟังความเห็นของรัฐบาล?

ถ้ามองตามจุดประสงค์ของเวทีเสวนาคือการรับฟัง ก็ดี แต่เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ถ้าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากจะรับฟังความเห็นของประชาชน ทำไมต้องจำกัดการแสดงออกให้ไปอยู่ในเวทีของเขาอย่างเดียว ทำไมไม่เปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสจัดงานกันเอง ถกกันเอง เสนอข้อคิดเห็นของตัวเองด้วยตัวเอง เพราะประชาชนมีความต้องการที่จะจัดงานเสวนา ไม่ใช่แค่นักกิจกรรมที่เป็นนักศึกษาเท่านั้น

กิจกรรมเสวนาไม่ใช่กิจกรรมที่ทำลายความมั่นคงของรัฐเลย แต่ทำไมถึงต้องห้ามจัด ตรงนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะย้อนแย้งว่า อยากฟังความเห็นที่หลากหลาย แต่จำกัดการเข้าถึง เพราะเราต้องยอมรับว่า ต่อให้จัดเป็นพันเวที ก็ไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกกลุ่มแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน

มองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นควรเป็นอย่างไร?

เสรีภาพเป็นสิ่งที่ควรจะต้องมี ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ไม่สามารถบอกให้ประชาชนเงียบไปก่อนได้ ไม่สามารถปิดปากประชาชนได้ เพราะการปิดปากไม่ใช่วิธีการลดความขัดแย้งแต่เหมือนคุณกดทับอะไรสักอย่างไว้ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนคุณมีลูกโป่งที่มีอากาศอยู่ข้างในแล้วคุณบีบมันไว้ มันก็ยุบลงไปได้แค่พักเดียวหลังจากนั้นอาจจะระเบิดออกมาก็ได้

การที่จะปรองดองให้ได้ ต้องเรียนรู้ความเห็นที่แตกต่าง ต้องเรียนรู้ที่จะถกด้วยเหตุผล ไม่ใช้เฮทสปีช (Hate Speech) หรือเลี่ยงการใช้ตรรกวิบัติให้ได้มากที่สุด เราต้องใช้ความมีเหตุผลในการเผชิญหน้ากัน ไม่ใช่ความรุนแรงหรือวาทกรรมกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นคนเลวไม่ควรจะรับฟัง ดังนั้น ความสงบที่เกิดมาจากการบังคับให้ทุกคนเงียบสุดท้ายแล้วจะก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงขึ้นภายหลัง

ในมุมมองของเด็กคนหนึ่งคิดว่าทางออกของสถานการณ์ปัจจุบันควรทำอย่างไร?

ต้องเปิดให้ประชาชนระบายสิ่งที่เขาคิดออกมา ต้องเปิดให้มีการถกปัญหาในปัจจุบันอย่างจริงจัง ถ้าอยากจัดเสวนาก็ไม่ควรห้ามไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเขา ไม่ควรห้าม เพราะงานเสวนาเป็นสื่อกลางอย่างหนึ่งที่ดีมาก ทำให้เราได้ข้อสรุปของปัญหานั้น เพราะเป็นการคุยกันค่อนข้างจริงจัง ส่วนตัวไปงานเสวนาบ่อย เพราะชอบบรรยากาศ

คิดอย่างไร กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับการถามคำถามในรายการ?

เรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความน่าสงสัยอะไรบางอย่าง สปช.บอกว่าต้องการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง แต่พอเราพูดสิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนเขาก็เริ่มจะรับไม่ได้ ซึ่งความจริงแล้ว สังคมไทยมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.และ สปช. แบบรุนแรงมากกว่าที่เราแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามในวันนั้น ขณะที่มีคนที่รักและสนับสนุนมากด้วยเช่นกัน แต่เป็นธรรมแล้วหรือที่จะเปิดให้ความคิดเห็นในแง่บวกเข้ามาอย่างเดียว ส่วนความเห็นในแง่ลบจะไม่รับฟัง

ถ้าไม่มีการรับฟังความเห็นทั้งหมดอย่างจริงจัง แล้วนำข้อติติงมาแก้ไขก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง แก้ไขปัญหาของประเทศได้ เพราะเราต้องยอมรับว่าคนไทยไม่ได้มีแค่กลุ่มที่เห็นด้วยกับ คสช.เท่านั้น กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็มีและคุณต้องรับฟังเขา

ถ้าย้อนเวลาได้จะถามแบบเดิมหรือไม่?

ถามค่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นคำถามด้านบวกหรือลบ ถ้า สปช.อยากได้ความคิดเห็นที่แตกต่างจริงๆ ความคิดเห็นในด้านลบก็มีค่า ซึ่งอาจมีค่ามากกว่าด้านบวกด้วยซ้ำ ถ้าเราฟังแต่ด้านบวก เราจะไม่รู้ว่าผิดพลาดตรงไหน แต่ถ้าเราฟังความเห็นในด้านลบ เราจะรู้ทันทีเลยว่า ตรงนี้มันผิดหรือเปล่า เราทำพลาดอะไรไปหรือไม่

ถ้าจะแก้ไขปัญหาจริงๆ ก็ควรที่จะรับฟังค่ะ

ผู้ปกครองทราบเรื่องแล้วว่ายังไงบ้าง?

ที่บ้านค่อนข้างเปิดกว้าง ให้อิสระเสรีในการทำกิจกรรม อยากทำอะไรก็ได้ แต่ก็ให้ระวังตัว ส่วนหนึ่งเพราะครอบครัวชื่นชอบการเมือง ปลูกฝังให้ทำให้เราสนใจเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กด้วย

แต่จริงๆ แล้ว แม่ตกใจตั้งแต่ตอนที่ทหารโทรมาติดต่อที่โรงเรียน ตอนที่เราออกมาต้านเรื่องค่านิยม 12 ประการ แต่เราก็บอกแม่ว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง เราอยากทำตรงนี้ อยากทำกิจกรรมต่อ รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลที่เราจะหยุดทำกิจกรรม เพราะการออกมาต้านค่านิยม 12 ประการแล้วจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ คิดว่ามันไม่สมเหตุสมผล เป็นอุดมการณ์ส่วนตัว

ส่วนเพื่อนที่โรงเรียนบางส่วนรู้ข่าวก็ตกใจ บางส่วนก็รู้อยู่แล้ว มีเพื่อนบอกว่า ทำไมทำตัวเสี่ยงขึ้นทุกวัน (หัวเราะ)

http://www.matichon.co.th/online/2015/01/14214712021421471215l.jpg


เหตุผลที่ออกมาต้านค่านิยม 12 ประการ?

ที่เราออกมาต้านเรื่องค่านิยม 12 ประการ เพราะมองว่าประเทศที่มีความเป็นประชาธิไตย จะต้องให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชนเต็มที่ เลือกสิ่งที่เราจะเชื่อ เลือกอุดมการณ์ เลือกศาสนาเอง รัฐจะไม่ไปยุ่งกับ morality หรือหลักประพฤติปฏิบัติส่วนบุคคลของแต่ละคน เพราะเป็นการล้ำสิทธิส่วนบุคคล

ความจริงแล้วไม่เกี่ยวหรอกว่าค่านิยม 12 ประการมีเนื้อหาอะไรบ้าง แต่เราตั้งคำถามว่า มันเป็นหน้าที่ของรัฐหรือที่จะมากำหนดอุดมการณ์ให้ประชาชน บอกให้เราต้องทำอะไรบ้าง 1 2 3 4 จนถึง 12 ข้อ ส่วนตัวมองว่าวิถีของการปลูกฝัง morality ให้กับประชาชน ไม่ใช่วิธีการที่ดี แต่ควรให้ประชาชนมีจิตสำนึกว่า นี่คือประเทศของเขา เขาต้องเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิเสรี ไม่ใช่ว่าเราต้าน 12 ข้อเพราะเราไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา ในนั้นก็มีข้อที่ดีเช่น ซื่อสัตย์ เสียสละ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ควรทำ

เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่?

ตั้งแต่เด็ก จะติดตามตลอดว่าตอนนี้นายกรัฐมนตรีชื่ออะไร รัฐบาลมีโครงการอะไรบ้าง แต่มาเริ่มสนใจแบบจริงจัง หาหนังสือมาอ่านตอนมัธยมต้น ช่วงที่การเมือง 2 สีเริ่มรุนแรง เริ่มรู้สึกสับสนว่า ทำไมคนข้างบ้านเชียร์อีกสีหนึ่ง บ้านเราเชียร์อีกสีหนึ่ง แล้วมันต่างกันยังไง ทำไมถึงต้องแบ่งเป็นสี

เลยเกิดความสงสัยและพยายามหาคำตอบ ด้วยการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ หาหนังสือมาอ่าน

พอเริ่มอ่านก็รู้สึกว่าน่าสนใจ เลยศึกษาต่อมาเรื่อยๆ ช่วงหลังพอเริ่มอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ก็หาหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่าน ก็ยิ่งขยายฐานความรู้กว้างเข้าไปอีก เพราะหนังสือภาษาอังกฤษมีความหลากหลายมาก ทั้งทฤษฎีการเมืองและปรัชญา

มองการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวของเด็กหรือเปล่า?

ถ้าเป็นหนังสือเป็นทฤษฎีเล่มหนา ก็อาจจะไกลตัวเกินไปสำหรับคนที่ไม่สนใจเรื่องการเมือง แต่ถ้าเป็นการติดตามข่าวสารว่าตอนนี้บ้านเมืองไปถึงไหน รัฐบาลกำลังทำอะไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนควรจะมีส่วนรับรู้ว่ารัฐกำลังทำอะไร มีการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดหรือเปล่า

แต่การรับรู้ก็ไม่ใช่ว่าจะจำกัดเฉพาะผู้ใหญ่หรือคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เยาวชนก็ควรให้ความสนใจ แม้จะยังเลือกตั้งไม่ได้แต่ควรมีความตระหนักรู้ในสิทธิและเสรีภาพของตัวเอง

ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้ใหญ่กีดกันเด็กจากการเมืองให้สนใจเรื่องเรียนอย่างเดียว เพราะเด็กถือเป็นประชาชนคนหนึ่งเหมือนกัน สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลหรือแหล่งความรู้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถกีดกันได้ และการที่เด็กให้ความสนใจกับการเมือง แสดงถึงความใฝ่รู้อย่างหนึ่ง ถ้าเราสนับสนุน อาจทำให้เด็กคนหนึ่งนำความรู้ไปพัฒนา ต่อยอด อนาคตอาจจะกลายเป็นอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ก็ได้

เยาวชนในยุคปัจจุบันมีความตื่นตัวทางการเมือง?

พอเป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตเข้ามา สังเกตจากเพื่อนๆ มีความสนใจการเมืองมากขึ้น มีการติดตามข่าว หาหนังสือมาอ่านมากขึ้น บางกลุ่มว่างๆ ก็มาถกเรื่องการเมืองก็มี มองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ถ้ามองว่ากระแสนี้ไปต่อเรื่อยๆ เราสามารถหวังได้ว่าอนาคตประเทศไทยจะมีประชากรที่มีความเป็นประชาธิปไตย เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยก้าวไปได้อย่างราบรื่น

ปัจจุบันมีเยาวชนแสดงออกทางการเมืองมากขึ้น?

การแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน ที่จะแสดงออกถึงสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ถึงอุดมการณ์ของตัวเองได้อย่างสันติวิธี อยู่ในกรอบของกฎหมาย และไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น หรือทำร้ายคนอื่น ดังนั้น ไม่สามารถเอาเรื่องอายุมากีดกันการมีส่วนร่วมของเยาวชนได้

ปัจจุบัน มีเยาวชนจำนวนมากที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และคนอื่นมองว่า “แรง”

อย่างกรณีของหนังสือพิมพ์ “ชาร์ลี เอบโด” ที่อาจวิจารณ์รุนแรงไปจนกลายเป็นเฮทสปีช ในทรรศนะของบางคน หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ควรจะดำเนินการกับชาร์ลี ใช้การแแย่งพื้นที่สื่อด้วยการนำเสนอในสิ่งที่แตกต่างกัน หรือฟ้องร้อง ว่าสิ่งที่คุณทำเป็นเฮทสปีชด้วยวิถีทางตามกฎหมาย เพราะถึงเสนอสิ่งที่คิดไม่ถูกต้องก็ไม่สามารถที่จะนำปืนไปยิงได้

ยังมีกรณีของเยาวชนหลายคน เช่น อั้ม เนโกะ (ศรัณย์ ฉุยฉาย), มันแกว (รุ่งตะวัน ชัยหา) หรือเนติวิทย์ (เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล) พวกเขามีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นของพวกเขา ถ้าไม่เห็นด้วยก็ควรที่จะนำเสนอสิ่งที่แตกต่างออกไป นำเสนอสิ่งที่คุณเชื่อออกไป และถ้าคุณมองว่าสิ่งที่เยาวชนเหล่านั้นทำแล้วก่อให้เกิดเฮทสปีช เราก็สามารถนำเสนอประเด็นสิ่งที่พวกเขาพูดออกสู่สังคม ไม่ใช่ไปขู่ฆ่า หรือขู่จะไปข่มขืนพวกเขา เพราะท้ายที่สุด เชื่อว่าความรุนแรงไม่สามารถที่จะดับความรุนแรงได้ และอาวุธ ไม่สามารถที่จะทำลายความคิดได้

พื้นที่ของเด็กที่อยากให้ผู้ใหญ่รับรู้?

อยากให้ผู้ใหญ่คุยกับเด็กด้วยเหตุผลมากกว่าที่จะนำเรื่องวัยวุฒิ นำอายุมาเป็นปราการกั้นไม่ให้มีการคุยกัน มีการถกเถียงกัน อยากให้อะไรที่มีเหตุผลก็ควรที่จะรับฟัง ไม่อยากให้คิดว่าเป็นแค่เด็ก ฉันไม่รับฟังหรอก นี่เป็นสิ่งที่ผิดมาก

อยากให้มองข้อโต้แย้งของเราว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ เข้าใจได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาตามตรรกะแล้วถูกต้องหรือไม่ ไม่ใช่พอมองว่าเป็นเด็กพูด ฉันไม่เชื่อดีกว่า แต่พอเป็นผู้ใหญ่พูดถึงแม้ว่าจะไร้เหตุผลแค่ไหนแต่ฉันเชื่อดีกว่า อย่างนั้นเป็นการส่งเสริมความไร้เหตุผลในสังคมที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเหตุผลนั้นไม่ได้ตัดสินที่วัยอย่างเดียว แต่ต้องมองที่สิ่งที่เราพูดออกมา เรานำเสนอออกมาด้วย

อยากให้อนาคตของประเทศไทยเป็นอย่างไร?

อยากให้ประเทศไทยสงบสุข แต่ไม่ใช่สงบสุขเพราะคนไม่สามารถที่จะพูดในสิ่งที่ตนเองเชื่อได้ ไม่ใช่สงบสุขเพราะคนทั้งสังคมเชื่อในชุดอุดมการณ์เดียวกัน แต่เป็นสังคมที่สงบสุขเพราะมีความหลากหลาย และความหลากหลายนั้นอยู่ด้วยกันอย่างสันติวิธี และแลกเปลี่ยนกันอย่างมีเหตุผล

ไม่อยากเห็นสังคมที่เป็นสีขาว หรือสีดำทั้งหมด แต่อยากเห็นสังคมที่เป็น “สเปกตรัม” เป็นสังคมที่มีความหลากหลาย ที่ทุกคนสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกล่าเป็นแม่มด เพราะอุดมการณ์ที่ฉันเชื่อเป็นสิ่งที่เลว หรือเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ

การล่าแม่มดจะต้องหมดไป และเราจะต้องเลิกเชื่อว่าความเหมือนกันจะนำไปสู่สังคมที่สงบสุข

(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 17 มกราคม 2558)

ฝรั่งเศส “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” จริงหรือ?

zz_1404x544

ฝรั่งเศส “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” จริงหรือ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลัง จากเหตุการณ์ฆ่านักวาดการ์ตูนที่วารสาร ชาลี เฮบโด เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และการเดินขบวนประท้วงความรุนแรงดังกล่าวที่มีประชาชนออกมาหลายล้านคน คนไทยจำนวนหนึ่งตื่นเต้นและหลงเชื่อว่าฝรั่งเศสเป็น “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” ที่มีการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก บางคนพยายามอธิบายว่านี่คือผลพวงของการปฏิวัติฝรั่งเศสและแนวคิดสาธารณะรัฐ ที่เกิดในยุค 1789

แต่คนที่เชื่อแบบนี้ตาบอดถึงลักษณะแท้ของสังคมฝรั่งเศส

ใน ยุคล่าอาณานิคมที่เป็นยุคแห่ง “ทุนนิยม” ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส และหลังจากที่มีการก่อตั้งสาธารณะรัฐที่ไม่อิงศาสนา ประเทศฝรั่งเศสเข้าไปยึดครองดินแดนในทวีปอัฟริกาและเอเชียด้วยความป่าเถื่อน ในภูมิภาคของเรา ฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง ลาว เขมร และเวียดนาม และใช้พวกเผยแพร่ศาสนาคริสต์เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างสถานการณ์เพื่อ ก่อสงครามอีกด้วย ชาวเวียดนาม ลาว และเขมร ถูกรัฐบาลฝรั่งเศสบังคับใช้แรงงานเหมือนไพร่ในไทย และฝรั่งเศสก็เป็นประเทศที่ริเริ่มสงครามเวียดนาม เพื่อสกัดกั้นเสรีภาพของชาวเวียดนาม

ใน อัลจีเรีย ฝรั่งเศสยึดครองสังคมมุสลิมนี้ด้วยความป่าเถื่อนเช่นกัน และมีการปราบขบวนการกู้ชาติอัลจีเรียด้วยความโหดร้ายทารุน ในปี 1961 เมื่อชาวอัลจีเรียในกรุงปารีสต้องการเดินขบวนเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส ตำรวจฝรั่งเศสก็ปราบอย่างหนัก มีการฆ่าชาวอัลจีเรียโยนลงแม่น้ำเซนกว่า 200 ศพ และจนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครถูกลงโทษ และไม่มีการขอโทษอย่างเป็นทางการจากรัฐเลย

ที่น่าสังเกตคือ มือปืนที่ไปฆ่านักวาดการ์ตูน ชาลี เฮบโด เป็นคนที่เกิดในฝรั่งเศส แต่เป็นคนเชื้อสายอัลจีเรีย เขาเริ่มทนไม่ได้เมื่อเห็นพฤติกรรมป่าเถื่อนของสหรัฐที่ทรมานนักโทษจากตะวัน ออกกลางในสงครามอิรัก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชนชั้นปกครองฝรั่งเศสส่วนใหญ่สนับสนุนฮิตเลอร์กับพวกนาซี ในขณะที่ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ มีการจัดตั้งเพื่อต่อต้านนาซีและฮิตเลอร์ เมื่อเยอรมันเข้ามายึดครองฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยมีบทบาทในการส่งชาวยิวจากฝรั่งเศสไปตายใน ค่ายของนาซี

ในอดีต ในปี 1894 มีเรื่องอื้อฉาว เพราะชนชั้นปกครองฝรั่งเศสยัดข้อหาเท็จใส่นายทหารชื่อ “เดรฟัส” เพราะเป็นคนยิว

ใน สมัยนี้ฝรั่งเศสยังทำตัวเป็นจักรวรรดินิยม โดยใช้กองกำลังแทรกแซงในหลายประเทศของอัฟริกาและตะวันออกกลาง ล่าสุดเมื่อปี 2013 ทหารฝรั่งเศสไปเปิดศึกกับกองกำลังมุสลิมทางเหนือของประเทศมาลี และสงครามนี้ยังไม่สิ้นสุด นอกจากมาลีแล้ว ฝรั่งเศสก็แทรกแซงทางทหารในลิเบียและซิเรียอีกด้วย

ภายในสังคม ฝรั่งเศสทุกวันนี้ กระแสกเหยียดสีผิวและเชื้อชาติมาแรง พรรคการเมืองที่กำลังนำในโพล์ คือพรรค “แนวร่วมชาติ” FN ซึ่งเป็นพรรคนาซี นโยบายของพรรคเหยียดทั้งชาวยิว คนมุสลิม และคนสีผิวอื่นๆ

ก่อนหน้า นี้รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฏระเบียบห้ามไม่ให้นักศึกษามุสลิมในโรงเรียนสวมผ้าฮิ ญาบ โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญที่ไม่อิงศาสนา และในมหาวิทยาลัยชั้นนำ “ซอร์บอน” มีนักศึกษาถูกไล่ออกจากห้องเลคเชอร์ เพราะสวมผ้าฮิญาบ แต่ในขณะเดียวกันไม่มีการห้ามไม่ให้นักเรียนห้อยไม้กางเขนเป็นสร้อยคอ และบางโรงเรียนอนุญาตให้แม่ชีคริสเตียนเข้ามาได้

ในปี 2010 รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฏหมายห้ามสตรีมุสลิมสวมผ้าคลุมหน้าบูร์กาหรือ niqab ในที่สาธารณะ และหลายคนก็โดนตำรวจจับ ผ้าคลุมหน้าบูร์กาหรือ niqab ต่างจาก ฮิญาบ เพราะปิดหน้าไม่ใช่แค่คลุมผม

เมื่อปีที่แล้วมีโรงเรียนทาง เหนือของฝรั่งเศสที่ไม่ยอมให้นักเรียนกินเนื้อสัตว์ชนิดอื่น เมื่อมีหมูในเมนูประจำวัน เจ้าหน้าที่อธิบายว่าถ้าเด็กไม่อยากกินหมูก็ต้องกินผัก และในเมืองหนึ่ง ผู้ว่าฯไม่ยอมให้ชาวโรมา (ยิปซี) ฝังศพเด็กเล็กที่พึ่งเสียชีวิต

ทั้ง หมดนี้คือภาพรวมของสังคมฝรั่งเศสที่เราควรทราบไว้ เมื่อเราพิจารณาเหตุการณ์ฆ่านักวาดการ์ตูนที่วารสาร ชาลี เฮบโด และการเดินขบวนที่เกิดขึ้นภายหลัง ปัญหาใหญ่อันหนึ่งคือฝ่ายซ้ายฝรั่งเศสไม่เข้าใจบทบาทของศาสนาอิสลามในการ เป็นความเชื่อของผู้ที่ถูกกดขี่ มาร์คซ์ เคยเขียนว่า “ศาสนาคือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ” นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์อย่างเราจะคัดค้านศาสนาในลักษณะความเชื่อ แต่เราจะปกป้องสิทธิในการนับถือศาสนา และสิทธิของคนที่ถูกกดขี่ทุกคน เราไม่เห็นด้วยกับการก่อการร้าย แต่เราจะเข้าใจว่าต้นเหตุมันมาจากจักรวรรดินิยมและการก่อสงครามของรัฐบาล ตะวันตก


Giles Ji Ungpakorn

 

ผู้ใหญ่กลัวเด็ก คอลัมน์ ใบตองแห้ง

zz_1160

ผู้ใหญ่กลัวเด็ก คอลัมน์ ใบตองแห้ง

เกิดเป็นเด็กไทย พ.ศ.นี้น่าสงสาร เพราะผู้ใหญ่ตั้งความหวัง โตไปไม่โกง โตไปต้องเก่ง ความรู้คู่คุณธรรม เดี๋ยวก็เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม มีแต่วิชาท่องจำแต่อยากให้เด็กคิดเป็น

ผู้ใหญ่ร้อยทั้งร้อย อยากให้เด็ก “คิดเป็น” แต่ต้องคิดเหมือนตัวเอง ห้ามคิดต่าง ต้องแต่งตัวเรียบร้อย ไหว้กราบหมอบคลาน ต้องเดินตามหลังไม่งั้นมีความผิด

ผู้ใหญ่วันนี้อยากให้เด็กเป็นคนดี แต่ “ความดี” คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ตีกรอบ ถ้าออกนอก 12 ข้อก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะความดีเป็นวิชาบังคับ ความดีไม่เปิดช่องให้มีเสรีภาพ ไม่ให้ ซักถามคิดหาเหตุผลเอง

ผู้ใหญ่อยากให้เด็กดี แต่ก็มักจะกำราบเด็ก ประณามคนรุ่นใหม่เห็นแก่ตัว วัตถุนิยม จิตใจแย่ลง ยอมรับคนโกง ลืมความเป็นไทย เป็นทาสวัฒนธรรมตะวันตก หมกมุ่นโซเชี่ยลมีเดีย ฯลฯ

ลึกลงไป ผู้ใหญ่ต่างหากที่กลัวเด็ก กลัวมันจะแซงหน้า กลัวมันจะเหนือกว่า กลัวจะสูญเสียอำนาจบงการ จึงต้องด่ามันไว้ก่อน

สังคมไทยเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ใหญ่เริ่มทะเลาะกันทางการเมืองในยุคโนเกีย เด็กก็เติบโตมากับอินเตอร์เน็ต สมาร์ตโฟน แอนดรอยด์ โซเชี่ยลมีเดีย

เด็กรุ่นใหม่สิบกว่าปีมานี้ไม่ดูละครหลังข่าว หาความบันเทิงข้ามโลกจากไอแพดไอโฟน ถ้าสนใจปัญหาสังคมการเมืองก็มีข้อมูลข่าวสารคลิปวิจารณ์ล้นโลกออนไลน์ ถามหน่อย ยังมีเด็กคนไหนดูทีวีรวมการเฉพาะกิจ

คนอายุ 20 กว่าๆ ลงไปมีโลกของเขาเอง แยกจากโลกของผู้ใหญ่ที่แบ่งเป็น 2 ขั้ว พวกเขาไม่มีขั้วแต่มีสติปัญญาแยกแยะ มีวิธีคิดของตัวเอง มี idol ที่แปลกต่างจากคนรุ่นเก่า ชอบชีวิตอิสระ หลุดจากค่านิยมอนุรักษ์ของสังคมไทย ยิ่งรู้มากยิ่งหลุดไปไกล ปัญญาชนรุ่นใหม่นี่แหละที่ผู้ใหญ่กลัว

ความกลัวคนรุ่นใหม่เป็นธรรมชาติมนุษย์ ทั้งที่ตัวเองเคยเป็นคนรุ่นใหม่ แต่แก่ตัวลงก็กลัวโลกไม่ใช่ของตัวอีกต่อไป ยิ่งเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ผู้ใหญ่ยิ่งกลัวหมดอำนาจ พูดสำหรับผู้ใหญ่ไทย ยิ่งมีเหตุผลที่ต้องกลัวเด็ก นั่นคือกลัวเด็กจะเห็นว่าผู้ใหญ่ไม่มีเหตุผล

ไม่กี่วันก่อนมีคนส่งแบบสอบถามเรื่องทุจริตของสถาบันหนึ่งมาให้ดู ผมอ่านแล้วขำกลิ้ง

“การที่เยาวชนคนรุ่นใหม่เริ่มมีแนวคิดการยอมรับการคอร์รัปชั่นเล็กน้อยบ้าง ทำให้สังคมไทยขับเคลื่อนได้ถ้าผู้ กระทำคอร์รัปชั่นมีความสามารถสูงและสามารถทำให้ประเทศพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ท่านเห็นด้วยหรือไม่”

ในปัจจุบันจิตใจคนลดระดับลง มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมลดน้อยลง คิดถึงโทษของการโกง และการคอร์รัปชั่นน้อยลงใช่หรือไม่”

แหม ช่างสรรคำถามชี้ชวนให้ประณามคนรุ่นใหม่ “มันเลวลงไปเป็นรุ่นๆ” คนรุ่นเราดีที่ซู้ด เหมือนแห่ประณามเด็กขายตัวแลกไอโฟน คนรุ่นใหม่ไม่มีศีลธรรมไม่มีความรับผิดชอบ ต้องปลูกฝังบังคับให้อยู่ในกรอบ อย่าเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกอะไรเลย

ทั้งหมดมันคือสังคมที่ผู้ใหญ่สร้างให้เด็กไม่ใช่หรือ แต่ผู้ใหญ่กำลังใช้ศีลธรรมและอำนาจเป็นเครื่องกำบังตนจากความไร้เหตุผล

เคยคิดไหมว่า เด็กตัวเล็กๆ ที่หิ้วกระเป๋าเดินผ่านม็อบไปโรงเรียนเมื่อสิบปีก่อน โตมาเป็นอย่างไร ถ้าพวกเขาสนใจการเมือง วันนี้ก็สามารถอ่านตำราข้ามโลกจากภาษาต้นฉบับ แล้วย้อนกลับมาอ่านประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่ได้สอนในโรงเรียน อ่านบทวิจารณ์จากสื่อนอกหลากหลาย เปรียบเทียบคำพูดกลับไปกลับมาของคนรุ่นพ่อแม่ที่มีบันทึกไว้

คนรุ่นพ่อแม่ที่เคยเล่าอย่างภูมิใจว่าสมัยหนึ่งเคยไป “ม็อบมือถือ” เรียกร้องนายกฯ เลือกตั้ง หรือคนรุ่นปู่ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา แต่วันนี้กลับมาล้มเลือกตั้ง เอานายกฯ คนนอก ไม่ “กลัวเด็ก” บ้างหรือครับ

เด็กรุ่นใหม่ไม่ดูละครหลังข่าว แต่ได้เห็นคนรุ่นพ่อแม่ผู้มีคุณธรรมแปลงร่างเป็นตัวละครหลังข่าว กระโดดออกไปปิดเมืองห้ำหั่นด้วยความเกลียดชัง เดินตามนักการเมืองสองข้างแต่ข้างหนึ่งเป็นลุงอีกข้างเป็นอี ประกาศความมีศีลธรรมด้วยคำด่า “ทักษิณหน้า-หมา” แถมภาคภูมิใจเมื่อได้ขึ้นปกตำราระดับโลก

ไม่อายเด็กบ้างหรือครับ รวมทั้งครูอาจารย์ที่เรียกร้องนักศึกษา “ต้านโกง” แต่มหา′ลัยกลับฉาวโฉ่เป็นแหล่งฉ้อฉลหาผลประโยชน์ ขณะที่กระทรวงศึกษาฯไม่ว่ายุคไหน เด็กก็เห็นแต่ผู้บริหารสอพลอได้ดี

เคราะห์ดีที่เด็กสมัยนี้อยากมีโลกของเขาเองมากกว่าเข้าข้างหรือต่อต้านใคร แต่โลกใบใหม่ของเขาก็จะก้าวออกจากที่ผู้ใหญ่ต้องการอนุรักษ์ จึงกระวนกระวายนักกับการตีกรอบโอบล้อม แต่จะได้ผลหรือเกิดผลด้านกลับ ก็คอยดู

ประเมินโลกปี 2015 ถึงคราวอะไรๆ ก็แบ่งแยก

 

ช่วง ท้ายปีค.ศ.2014 สถานการณ์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศผันผวนและพลิกผันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจ สหรัฐอเมริการ่วมด้วยยุโรปกับรัสเซีย

หลังจากสองฝ่ายเปิดฉาก คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อกัน และเป็นรัสเซียที่เพลี่ยงพล้ำด้วยราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงเรื่อยๆ ตามด้วยค่าเงินรูเบิลที่ผันผวน

สภาพการณ์นี้ท้าทาย วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้ครองอำนาจมานานกว่า 15 ปีอย่างน่าระทึก

ไม่ เท่านั้น อเมริกายังเดินหมากใหม่ที่พลิกศัตรูเป็นมิตร เมื่อฟื้นความสัมพันธ์กับคิวบา เพื่อนบ้านที่บาดหมางกันมา 55 ปีนับตั้งแต่สงครามเย็น

หมากก้าวต่อไปในปี 2015 จึงน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

บท วิเคราะห์ “เดอะ เวิลด์ อิน 2015” โดย ดาเนียล แฟรงกลิน บรรณาธิการนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ เกริ่นด้วยคำพยากรณ์ว่า เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม จะเป็นประเด็นหลักของการแบ่งแยกในโลกที่ได้รับความสนใจมากที่สุด

เริ่ม ที่เศรษฐกิจโลก ทางหนึ่งน่าจะเติบโตรวดเร็วกว่าปีก่อน ด้วยแรงผลักดันของสหรัฐอเมริกา แต่อีกทาง กลับเผชิญผลกระทบที่กว้างขึ้นจากปัญหาตกค้างจากการตอบสนองการแพร่ระบาดของ เชื้อมรณะ “อีโบลา” ที่ล่าช้า และการเผชิญหน้า กลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรัก(ไอเอส)

นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกยังมา ถึงจุดแยกสาย อเมริกาและอังกฤษจะเริ่มเข้ารูปเข้ารอย มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษ แต่กลุ่มยูโรโซนและญี่ปุ่นกลับอยู่ในห้วงอันตรายของการถดถอยและภาวะเงินเฟ้อ ต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในทิศทางตรงกันข้าม

สถาพการณ์ นี้น่าจะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน เพราะการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย แต่ยูโรโซนซบเซา บวกกับความกังวลถึงการเติบโตของจีน ล้วนแผ่ขยายความตื่นตระหนกได้ทั้งสิ้น

สำหรับการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในปีนี้จะถูกความเป็นชาตินิยมฉุดรั้ง ชาติตะวันตกจะถกเถียงถึงการรับมือจีนและรัสเซีย

ส่วน ภายในอเมริกา การแบ่งฝักฝ่ายทางการเมือง จะเข้มข้นกว่าแต่ก่อนเมื่อพรรครีพับลิกัน ฝ่ายค้านได้คุมสภาคองเกรสและงัดข้อกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำจากพรรคเดโมแครต

อย่างไรก็ตามคาดว่าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ของอเมริกาจะเดินไปถึงเป้าหมาย

ใน กลุ่มนักการเมือง ทางหนึ่งจะมีผู้นำที่มุ่งเน้นปฏิรูปประเทศ เช่น มัตเตโอ เรนซี นายกรัฐมนตรีอิตาลี และ โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

แต่ อีกทาง จะมีคนดังที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนามนุษย์ เช่น นางฮิลลารี คลินตัน ผู้ทำงานเรื่องสตรี และ บิล เกตส์ ที่ทุ่มเทช่วยเหลือเด็กและคนยากจน

เทคโนโลยี จะไปถึงจุดที่เกือบจะน่าตกตะลึง เมื่อสมาร์ตโฟนพยายามจะอ่านใจเจ้าของได้ และรถยนต์จะมีความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับผู้ขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด และบรรดาแก๊ดเจ็ตสวมใส่ได้จะมีออกมาทุกประเภทที่ซิลิคอน แวลลีย์

ใน ด้านวัฒนธรรม จะมีทัศนคติที่แตกต่างในเรื่องของรักเพศเดียวกัน แม้ประชากรครึ่งโลกเปิดใจกว้างเสรีมากกว่าอดีต แต่อีกหลายพื้นที่ของโลกกลับเข้มงวดมากขึ้น

สำหรับความบันเทิงจากโลกกีฬา จะตื่นตากับการแข่งขันระดับโลก 3 รายการทั้งคริกเก็ตโลก รักบี้โลก และฟุตบอลโลกหญิง

คอ ภาพยนตร์จะได้ชมภาพ ยนตร์ภาคต่อที่มีแฟนประจำ หนาแน่นอย่าง เจมส์ บอนด์ และสงครามอวกาศ Star Wars รวมถึงภาพ ยนตร์ที่สร้างจากหนังสือ Fifty Shades of Grey


ส่วนโลกอวกาศจริงๆ ยานนิวฮอไรซันส์ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซ่า) ที่ใช้เวลาเกือบ 9 ปี ผ่านระยะทาง 4,800 ล้านก.ม. เพื่อไปเยือนดาวพลูโตในเดือนก.ค.

ถึงเวลานั้นถึงแม้จะมีปมแบ่งแยกกันมากมาย โลกคง จะได้ตื่นตาตื่นใจไปพร้อมกัน

 

source :- http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObWIzSXlNREF5TURFMU9BPT0%3D

 

ชาวสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่มีการแชร์คลิปชื่อ ประชาชน ถ่ายตำรวจได้ไหม??

ชาวสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่มีการแชร์คลิปชื่อ ประชาชน ถ่ายตำรวจได้ไหม??

โดยผ่านไปชั่วข้ามคืนคลิปนี้ถูกแชร์ไปมากกว่า5หมื่นครั้ง รวมถึงกระจายไปตามเพจต่างๆ บนโลกโซเชียล โดยเจ้าของคลิประบุว่า

เคยคิดกันมั๊ยครับว่า เราถูกหรือผิด เมื่อตำรวจทางหลวงเรียกให้เราจอดแล้วแจ้งข้อกล่าวหา สรุป..เราผิด(ตลอด) เป็นอย่างนี้มาหลายยุค หลายสมัยแล้ว กับตำรวจทางหลวงที่มายืนอยู่ข้างทางเพียงคนหรือสองคน หรืออาจจะมีเป็นกลุ่ม ทั้งกลางวัน และกลางคืน โดยไม่มีป้ายแสดง แล้วยังชอบไปดักอยู่ที่จุดอับ โค้ง ขึ้นเนิน ขึ้นเขา เพื่ออะไรก็คงรู้กันดีนะครับ

คดีนี้ผมจะทำเป็นคดีตัวอย่าง สำหรับคนขับรถบรรทุก กับเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเหตุเกิดบริเวณ ถนนสาย21 สระบุรี-เพชรบูรณ์ ช่วงกม.13 พื้นที่รับผิดชอบของ สภอ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ช่วงเวลาประมาณ 10.20น.ของวันที่16 ธค.57 ที่ผ่านมา
แล้วในวันที่ 20 ธค.57 ผมได้ไปแจ้งความไว้กับ สภอ.พื้นที่รับผิดชอบแล้ว ให้ดำเนินคดีตำรวจสองนายในคลิป พร้อมกับพวก(คนชี้เป้า) ดังนี้ เป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ(แจ้งข้อหาที่ไม่เป็นจริง) ทำร้ายร่างกาย(มีการแย่งโทรศัพท์ แล้วตีเข่าใส่ท้องผม) ชิงทรัพย์โดยซึ่งหน้า(เอาใบขับขี่ไป)
คราวนี้ผมอยากให้พวกเรา ช่วยกันรักษาอำนาจกฏหมายที่ถูกต้อง ที่มาจากการใช้สิทธิ์ในการเลือกผู้แทน และร่างรัฐธรรมนูญ โดย(อ้าง)ประชาชน นั่นหมายถึงกฏหมายอยู่ในมือประชาชน ไม่ใช่ในมือข้าราชการที่เอากฏหมายมาใช้ผิดๆ เอามารังแกประชาชน แชร์มันน้อยไปครับ มันต้องแท็ก ใครมีเพจไหนก็ให้เค้าช่วยแชร์ด้วยนะครับ

อย่าลืมนะครับ กฏหมายอยู่ในมือเรา อย่าอยู่เฉย อย่าทำเป็นเห็นแก่ตัว มาทำให้เมืองไทยเราน่าอยู่ขึ้น ผมอาชีพแค่คนขับรถบรรทุกผมยังทำได้ คุณๆทั้งหลายก็ทำได้

ปล. ใครเจอพี่ทางหลวงทั้งสอง หมายเลขข้างรถ 1304 ประจำป้อมทางหลางพัฒนานิคม ฝากบอกแกด้วยนะครับว่า ผมแจ้งความตามที่แกบอกให้แล้ว

http://news.mthai.com/hot-news/408260.html