เรื่องราวของ ‘พี่ไผ่’ จดหมายจากแม่คนหนึ่งถึงเด็กๆ…

เรื่องราวของ ‘พี่ไผ่’ จดหมายจากแม่คนหนึ่งถึงเด็กๆ…

Posted: 24 Jan 2017 06:43 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

แม่ตัดสินใจเขียนจดหมายนี้เพื่อลูกและเพื่อเด็กๆซึ่งกำลังเติบโตอีกหลายคน ที่อาจรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจความเป็นไปของโลกที่เคยสวย เมื่อได้ยินข่าวคราวของ “พี่ไผ่” … ลูกโตพอแล้วที่จะรับรู้อะไรมากกว่าชีวิตและความสุขสบายของตัวเอง

พี่ไผ่เป็นนักศึกษา และนักกิจกรรม

นักศึกษาก็คล้ายๆนักเรียนแบบลูก คือต้องไปเรียนหนังสือ ต่างกันตรงที่พี่ไผ่เรียนในมหาวิทยาลัยแล้วในคณะนิติศาสตร์ เพื่อจะรู้เรื่องกฎหมายไว้ใช้ทำประโยชน์ในการทำงานต่อไป แต่ที่เป็นคำใหม่สำหรับเด็กๆน่าจะเป็นคำว่า “นักกิจกรรม” พูดอย่างง่าย นักกิจกรรมคือคนที่คิดทำกิจกรรมเพื่อการแสดงออกถึงความคิดความเชื่อบางอย่าง เพื่อให้คนอื่นๆรับรู้ เข้าใจ และหันมาช่วยกันทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้องและมีประโยชน์

กิจกรรมที่พี่ไผ่เคยทำมักเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน รักษาสิทธิในคุณภาพชีวิตของชาวบ้านจากคนรวยๆที่เข้าไปหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เช่นการทำเหมือง และสิทธิทางการเมือง พี่ไผ่เคยได้รับรางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนด้วยนะ เพราะสิ่งที่พี่ไผ่และเพื่อนนักศึกษา”กลุ่มดาวดิน” ทำนั้นมีประโยชน์กับชาวบ้านมาก เขาจึงเป็นที่รู้จักในชื่อ “ไผ่ ดาวดิน” นั่นแหละ 🙂

แต่ก็ไม่ใช่แค่รางวัลหรอกที่พี่เขาได้รับ การทำกิจกรรมบางครั้งก็สร้างปัญหาให้พี่ไผ่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่เราเชื่อก็มีคนไม่เชื่อ สิ่งที่เราคิดว่าถูก บางครั้งก็มีคนไม่ชอบใจ โดยเฉพาะคนที่เสียประโยชน์จากการทำกิจกรรมของพี่ไผ่

พี่ไผ่เคยถูกจับมาก่อนหน้านี้แล้ว จากการทำกิจกรรมเพื่อให้คนเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติที่ผ่านมานั้น เราควรไปโหวต”ไม่รับ” เพราะไม่เป็นประชาธิปไตยและจะทำให้เราเสียสิทธิหลายๆอย่างไป แต่นายกฯ ที่สื่อมวลชนให้เด็กๆเรียกอย่างน่ารักว่า “ลุงตู่” เค้าไม่ชอบ เค้าไม่อยากให้ใครพูดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ดี เค้าอยากให้คนอยู่กันเงียบๆบ้านเมืองจะได้สงบ พี่ไผ่เลยถูกจับเพราะไปจัดงานเสวนาเรื่องนี้ในมหาวิทยาลัย ตอนนี้คดีนั้นก็ยังอยู่ และชื่อของพี่ไผ่ก็ได้ไปอยู่ในบัญชีรายชื่อคนที่ทหารจะติดตามพฤติกรรมตลอดเวลาด้วย

คราวนี้สาเหตุที่ทำให้พี่ไผ่ติดคุกในตอนนี้มันอาจเป็นเรื่องเข้าใจยากนิดหน่อยสำหรับเด็กๆ เราอยู่ในประเทศไทย และประเทศไทยมีกฎหมายที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่มีหรือไม่ใช่กันแล้วคือ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” (ม.112) ซึ่งของเรานั้นมีโทษหนักที่สุดในโลก องค์การสหประชาชาติและประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายเคยบอกหลายทีแล้วว่าเราควรแก้กฎหมายฉบับนี้ เพราะขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน พูดง่ายๆว่าการมีอยู่ของกฎหมายฉบับนี้ในแบบที่เป็นอยู่อาจทำให้คนเดือดร้อนได้มากอย่างไม่เป็นธรรม

แต่คนที่มีอำนาจในเมืองไทยก็ไม่เคยคิดจะแก้ไข เขายังเชื่อว่าคนเราควรติดคุกได้ถึง 15 ปี หากพูดจาไม่ดีเรื่องพระราชา และพี่ไผ่ก็ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้

ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นยังไง ลูกอาจลองนึกดูว่า วันนึงหนูนั่งๆอยู่แล้วคุยกับเพื่อนเรื่องคุณพ่อ แต่ลูกไม่ได้ยกย่องคุณพ่อและพูดให้พ่อดูไม่ดีในสายตาเพื่อน แม่มารู้เข้าเลยจับหนูไปขังในห้องใต้ดิน ให้อยู่อย่างนั้นเป็นปีๆไม่ต้องออกไปวิ่งเล่นหรือเรียนหนังสือ เพราะหนูพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับคุณพ่อ

ม.112 ก็เป็นแบบนั้น ดังนั้นหากเราอยู่ในประเทศไทย หนูต้องระวังอย่างมาก จะพูดถึงพระราชาตามใจแบบในนิทานบางเรื่องไม่ได้ ลูกต้องพูดแต่สิ่งที่ดีเท่านั้น จำไว้

คราวนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเดือนธันวาคม สำนักข่าวบีบีซี (ซึ่งลูกและใครๆทั่วโลกก็รู้จักดีเพราะหนูเคยดูสารคดีจากช่องนี้บ่อยๆ) ได้เผยแพร่บทความ”พระราชประวัติ“(แปลว่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมา) ของในหลวงพระองค์ใหม่ เหมือนทุกครั้งที่เผยแพร่ประวัติผู้นำคนใหม่ที่สำคัญๆทั่วโลก ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับชีวิตคนคนนั้น เช่นเดียวกับในบทความครั้งนี้ บ่อยครั้งจะมีบางส่วนที่อาจฟังดูไม่น่าปลื้มใจนัก สำหรับบทความครั้งนี้แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาให้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ แม้ทางบีบีซีจะออกมาตอบแล้วว่าเป็นบทความที่เขียนขึ้นบนหลักการของบีบีซี ในการให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้กับผู้อ่านในทุกประเทศทั่วโลก

หนูคงจำได้ที่แม่เคยบอก คนเราทุกคนมีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่เราสามารถเรียนรู้และพยายามทำดีขึ้นไปได้ตลอดชีวิต.. หากวันหนึ่งหนูเกิดได้เป็นบุคคลสำคัญขึ้นมา บีบีซีคงเขียนถึงลูกเหมือนกันนะ เขาอาจมาสัมภาษณ์แม่ด้วย และแม่ก็คงไม่พลาดที่จะเล่าเรื่องที่หนูเคยดื้อตอนเด็กๆให้ฟังแน่ๆ

ส่วนเรื่องอื่นๆ เขาคงจะไปหาข้อมูลมาเขียนเอง และคนอ่านก็จะคิดตามว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ เช่นเดียวกับที่ลูกควรทำทุกครั้งที่อ่านงานเขียนของใคร

เอาหละ ปัญหาของพี่ไผ่ก็เกิดตรงนี้ ในวันแรกที่บทความเวอร์ชั่นแปลเป็นภาษาไทยถูกเผยแพร่ออกไปทางเว็บไซต์และเฟสบุ๊ค มีคนกดไลค์เป็นหมื่นและแชร์ออกไปกว่า 2,800 คน หนึ่งในนั้นก็คือพี่ไผ่

พี่ไผ่เป็นคนเดียวที่ถูกจับในเช้าวันรุ่งขึ้น ลูกอาจแปลกใจว่าทำไม แม่บอกไปแล้วว่าพี่ไผ่อยู่ในบัญชีรายชื่อคนที่ทหารในพื้นที่ต้องติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ทหารคนที่ไปแจ้งความจับพี่ไผ่เป็นคนบอกเอง เขายังบอกกับแม่ด้วยว่าเขาต้องปกป้องนายของเขา และเขาเชื่อว่าการแชร์บทความที่พี่ไผ่ทำลงไปนั้นเป็นความผิด ก่อนแจ้งความเขาได้ปรึกษาทหารคนอื่นๆบางคนด้วย และพวกเขาก็มีความเห็นตรงกัน

เรื่องราวหลังจากนั้นก็คือกระบวนการทางกฎหมาย ตามปกติในระหว่างการพิจารณาคดี (คือก่อนศาลจะตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดจริงหรือไม่) ผู้ต้องหาจะไม่ถูกกักขัง เพราะยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ในกรณีของพี่ไผ่ ศาลอนุมัติให้ฝากขังและไม่ได้รับการประกันตัวมาเดือนกว่าแล้ว

ในส่วนนี้มีรายละเอียดอีกมากมายที่พี่ไผ่ถูกละเมิด แต่คงเป็นเรื่องซับซ้อนเกินไปที่แม่จะอธิบายให้ลูกฟังตอนนี้ และบางเรื่องก็อาจรุนแรงเกินไปที่เด็กวัยอย่างหนูจะต้องมารับรู้

ส่วนต่อจากนี้น่าจะเป็นส่วนที่ยากที่สุดแล้วที่แม่จะเขียนต่อ อันที่จริงก็ยังนึกไม่ออกว่าจะสรุปให้ลูกฟังอย่างไรให้เรื่องราวทั้งหมดนี้ฟังดูสมเหตุสมผล มันไม่ง่ายเหมือนเล่านิทานที่พระเอกนางเอกจะพ้นภัยเสมอในตอนจบ และแม่จะสามารถจบด้วยสุภาษิตสวยๆว่าคนทำดีต้องได้ดี หรือ ความกล้าหาญจะนำสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดี หรือ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ฯลฯ เพราะแม่ก็ไม่รู้จริงๆว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

แต่ลูกจำได้ใช่มั้ยที่แม่บอกว่าพี่ไผ่เป็นนักกิจกรรม เขาเคยแสดงออก ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ ดังนั้นแม่และเพื่อนๆของแม่ก็จะพยายามทำสิ่งเดียวกัน สื่อสารให้คนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หวังให้คนเชื่อมั่นในสิ่งเดียวกันจนเกิดการเปลี่ยนแปลง ว่าสิทธิในความเป็นคนของพี่ไผ่และอีกหลายๆคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับพี่ไผ่จะต้องได้รับการเคารพ

หวังว่าในตอนจบของเรื่องนี้ แม่จะสามารถกลับมาบอกกับลูกได้ว่า คนเราต้องไม่สูญสิ้นศรัทธา และการยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรมนั้นคุ้มค่าเสมอ

แต่สิ่งที่แม่สามารถบอกลูกได้เลยในตอนนี้ คือหากในวันหนึ่งลูกเติบโตและมีอำนาจวาสนา ขอจงใช้มันอย่างรอบคอบและสร้างสรรค์ เราได้เห็นตัวอย่างของสิ่งที่ตรงข้ามมามากพอแล้ว

ระหว่างนี้ หนูยังมีความสุขกับชีวิตในโลกสวยๆ ต่อไปได้ ขอเพียงอย่าลืมว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัวเรา เกิดอะไรขึ้นกับลูกของแม่อีกคนอย่าง”พี่ไผ่”

และแม่จะทำให้หนูเห็น ว่าเราเป็นได้มากกว่าคนนั่งมอง

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน  เฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

article8

สถานการณ์ฉุกเฉินของ ‘รถฉุกเฉิน’

สถานการณ์ฉุกเฉินของ ‘รถฉุกเฉิน’

งานศึกษาพบอุบัติเหตุที่เกิดกับรถพยาบาลมีหลายปัจจัย ทั้งตัวคนขับ สภาพรถ สภาพแวดล้อม พบพนักงานขับรถฉุกเฉินจำนวนหนึ่งไม่เคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์และหลักสูตรขับรถพยาบาล บางรายไม่ได้ขึ้นทะเบียนในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน แนะ สธ. เร่งฝึกอบรม และรณรงค์ให้คนเคารพกฎจราจร

ภาพจาก http://news.mthai.com/general-news/354961.html

หลายคนคงได้รับรู้ข่าวคราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา กรณีคนขับรถกู้ชีพของโรงพยาบาลบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ที่กำลังไปรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีอาการแน่นหน้าอก แต่ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถกระบะเสียก่อน เหตุการณ์ต่อมาคือทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ จึงต้องไปคุยกันต่อที่สถานีตำรวจ ทำให้รถพยาบาลคันดังกล่าวไม่สามารถไปรับผู้ป่วยได้ทัน จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ต่อมาเพจ ‘ทีมงานโฆษก ตร.’ ได้โพสต์ข้อความในช่วงกลางวันของวันที่ 19 มกราคมว่า

“ทีมงานโฆษก ตร. ขอรายงานเหตุน่าสนใจ กรณีที่มีการลงข่าวว่า “รถฉุกเฉินชนกับรถกระบะ และเจ้าของรถกระบะไม่ให้รถฉุกเฉินไปรับคนป่วย เป็นเหตุให้ คนป่วยเสียชีวิตนั้น” ข้อเท็จจริงคือ เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 60 รถฉุกเฉินโรงพยาบาลบางบัวทองกำลังจะไปรับผู้ป่วยที่แน่นหน้าอกส่งโรงพยาบาล ขณะเดินทางได้เกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนกับรถกระบะ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทางฝ่ายรถฉุกเฉินโรงพยาบาลบางบัวทองจึงได้โทรประสานไปยังโรงพยาบาลบางใหญ่ ให้ไปรับผู้ป่วยแทน ซึ่งผู้ป่วยนั้นเป็นผู้หญิง อายุ74ปี ป่วยเป็นโรคไต ความดันลดละพึ่งผ่าตัดลำไส้ ซึ่งข้อจริงนั้นรถของทางโรงพยาบาลบางใหญ่ได้ไปรับแล้ว แต่ผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว มิได้เกิดจากการที่รถฉุกเฉินไม่ได้ไปรับผู้ป่วยตามที่ปรากฎในข่าวแต่อย่างใด ในส่วนของรถทั้งสองคันที่ชนกัน ทางพนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบปรับทั้งสองฝ่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างประมาท”

แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิความเดือดดาลของผู้คนลงสักเท่าไหร่ เพราะยังเห็นว่าถ้ารถฉุกเฉินสามารถไปรับตัวผู้ป่วยได้ทัน การตายก็คงไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้

ในกรณีข้างต้น อุบัติเหตุที่เกิดกับรถฉุกเฉินดูเหมือนจะถูกโยนให้เป็นความผิดของคนขับรถกระบะโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเรื่องที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แต่ประชาไทจะชวนไปดูข้อมูลจากวารสารวิจัยระบบสาธารณสุข ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2558 เรื่อง สถานการณ์และสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลในประเทศไทย ที่ระบุว่าเมื่อปี 2557 รถฉุกเฉินประสบอุบัติเหตุสูงถึง 61 ครั้ง ผู้โดยสารและพนักงานขับรถได้รับบาดเจ็บ 130 ราย และมีผู้เสียชีวิต 19 ราย ซึ่งสูงเกือบเท่ากับจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียชีวิตในรอบ 10 ปีตามรายงานของสำนักพยาบาลที่รายงายเกี่ยวกับบุคลากรทางการแพทย์ประสบอุบัติเหตุในรถพยาบาล

ถ้าดูตัวเลขข้างต้นโดยอ้างอิงเอากับจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตจากท้องถนนต้องถือว่าไม่มากเลย แต่เมื่อนำไปประกบกับจำนวนผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินแล้วล่ะก็ การเสียชีวิตในหลักสิบส่งผลมากกว่าที่คิด เพราะในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ในปี 2557 มีผู้ปฏิบัติงานในระบบจำนวน 159,854 คน ในจำนวนนี้เป็นแพทย์เพียงร้อยละ 1 พยาบาลร้อยละ 12 เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินการแพทย์ร้อยละ 1 พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ร้อยละ 4 นั่นหมายความว่าการสูญเสียกำลังคนแม้จะเพียงหลักสิบ แต่ก็เป็นการซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนบุคลากร

งานชิ้นนี้ระบุว่าสาเหตุที่มีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาลและความไม่ปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่เพียงเพราะผู้ใช้รถใช้ถนนเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น …ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าพฤติกรรมการขับขี่และการไม่ใส่ใจกฎจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนนมีส่วน แต่ก็เพียงส่วนหนึ่งของต้นตอ งานศึกษานี้จำแนกสาเหตุออกเป็น 4 ด้านคือ

1.ปัจจัยด้านบุคคล พนักงานขับรถไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ไม่เคยผ่านหลักสูตรขับรถพยาบาล บางคนไม่ได้ขึ้นทะเบียนในระบบการแพทย์ฉุกเฉินด้วยซ้ำ ไม่มีรายงานที่อธิบายรายละเอียดปัญหาสุขภาพ การได้ยิน และการมองเห็น ทั้งยังพบว่าก่อนวันปฏิบัติงานพนักงานขับรถในบางกรณีต้องทำภารกิจอื่นที่เสี่ยงต่อความอ่อนล้าของร่างกาย การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือการขับรถเร็วเกินกว่าที่กำหนด

2.ปัจจัยด้านยานพาหนะ เครื่องมือและอุปกรณ์ภายในรถพยาบาล รถบางครั้งทั้งตัวรถและอุปกรณ์ไม่มีการตรวจสภาพและขึ้นทะเบียนในระบบ การติดตั้งสัญญาณไฟวับวาบและเสียงไซเรนไม่รู้ว่ามีความถูกต้องหรือไม่ ไม่มีการติดตั้งจีพีเอส ทั้งยังพบว่ารถตู้ที่ดัดแปลงเป็นรถฉุกเฉินมีอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

3.ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น การไม่มีป้ายสัญลักษณ์ที่ชัดเจน การไม่มีระยะหน่วงในการเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจร หรือแสงสว่างไม่เพียงพอ เป็นต้น

4.ปัจจัยด้านสังคม กฎระเบียบ ขนบธรรมเนียม เช่น การเกิดอุบัติเหตุในแหล่งชุมชนที่มีการสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ถนนที่ใช้ขนถ่ายผลผลิตทางการเกษตรและมีเศษผลผลิตการเกษตรตกหล่นบนถนน

งานดังกล่าวเสนอแนะว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ( สพฉ.) ควรกำหนดคุณสมบัติพนักงานขับรถพยาบาลและฝึกอบรมหลักสูตรพนักงานขับรถพยาบาลทั้งของภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ขณะที่รถพยาบาลจะต้องทำการปรับปรุงมาตรฐาน เช่น การติดตั้งจีพีเอส การจำกัดความเร็ว การเพิ่มค้อนทุบกระจกและที่ตัดเข็มขัดนิรภัย ทำการเพิ่มสัญลักษณ์หรือสัญญาณจราจรในจุดเสี่ยงต่างๆ และยังรวมถึงการรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการนำส่งผู้ป่วย เพื่อให้หลีกทางแก่รถพยาบาลและเพิ่มมาตรการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร

ปัจจุบัน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 76 ระบุว่า ผู้ใช้ถนนร่วมกับรถฉุกเฉินว่า คนขับรถ หรือจูงสัตว์ หากเห็นแสงไฟวาบ หรือไซเรน ให้หยุดหรือจอดชิดซ้ายทันที เพื่อให้รถฉุกเฉินผ่านไปเสียก่อน หรือหากผู้ขับรถกำลังขับรถตามสัญญาณไฟเขียว แต่พบเห็นรถฉุกเฉินฝ่าไฟแดงมา ผู้ขับรถจะต้องหยุดเพื่อรอให้รถฉุกเฉินไปก่อน หากไม่ปฏิบัติตามหรือหลบหลีก หรือจอดให้รถฉุกเฉินไปก่อนจะมีโทษปรับ 500 บาท


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ศักราชใหม่ สหรัฐถอนตัว TPP – รมว.พาณิชย์ยันไม่กระทบไทย เตรียมมุ่งกรอบ RCEP-TIFA

ศักราชใหม่ สหรัฐถอนตัว TPP – รมว.พาณิชย์ยันไม่กระทบไทย เตรียมมุ่งกรอบ RCEP-TIFA

Posted: 23 Jan 2017 11:41 PM PST

TPP ข้อตกลงใหญ่ที่ภาคประชาชนไทยกังวลปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองการลงทุนที่จะกระทบนโยบายสาธารณะมาถึงคราวหยุดชะงักเมื่อสหรัฐถอนตัว แต่ทางการไทยก็เตรียมเจรจากรอบความตกลงอื่นที่สาธารณชนยังต้องจับตามอง

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีใหม่หมาดที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อ 3 วันก่อน ก็เริ่มต้นดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ด้วยการลงนามในคำสั่งพิเศษ ถอนสหรัฐฯ ออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP)

ข้อตกลงนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ในสมัยของบารัค โอบามา แต่ยังไม่ผ่านสภาคองเกรส เป็นกรอบความร่วมมือที่ใหญ่ที่สุดเริ่มต้นเมื่อปี 2548 และมีกำหนดจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันให้ได้ภายในปี 2561 ประเทศที่อยู่ในข้อตกลง ทีพีพี ประกอบด้วย 12 ประเทศ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก มาเลเซีย บรูไน เวียดนาม สิงคโปร์ ชิลี และเปรู

กลุ่มประเทศภาคีทีพีพี 12 ประเทศ มีประชากรรวมกันราว 800 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 40 ของการค้าทั่วโลก ภายใต้ข้อตกลงนี้ กลุ่มประเทศภาคีจะตัดทิ้งภาษีสินค้าหลายรายการรวมร้อยละ 98 รวมทั้งชิ้นส่วนรถยนต์ ผลิตภัณฑ์นม น้ำตาลและพลังงาน ฯลฯ นอกเหนือจากการตั้งการค้า การลงทุนและระเบียบธุรกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ขณะที่ภาคประชาสังคมไทยนั้นออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการเจรจา TPPอย่างแข็งขัน นอกจากประเด็นความโปร่งใสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากแล้ว ยังมีประเด็นใหญ่ของผลประโยชน์ที่ว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอาจได้ประโยชน์แต่นโยบายสาธารณะหลายอย่างจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก ข้อกังวลหลักได้แก่ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการผลิตยาเองและการต่อรองราคายากับต่างประเทศ ประเด็นการคุ้มครองการลงทุนของต่างชาติที่อาจกระทบต่อสาธารณะ

การถอนตัวของยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกานั้น ทำให้เกิดความไม่แน่ใจในการบรรลุข้อตกลนี้ ลี เซียง ลุง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ระบุว่าทีพีพีนั้นสำเร็จได้ยกและสิงคโปร์เตรียมผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจรูปแบบอื่นๆ ขณะที่ญี่ปุ่นกับออสเตรเลียนั้นยังคงยืนยันจะเดินหน้าต่อ และยังกระชับความสัมพันธ์ด้านกลาโหมต่อกันโดยลงนามในข้อตกลงจัดหาและเอื้อเฟื้อภาระในแก่การปฏิบัติงานองกำลังทหาร ซึ่งเป็นความร่วมมือในการซ้อมรบและภารกิจรักษาสันติภาพ เป็นการผนึกกำลังปกป้องผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการค้าในเอเชียแปซิฟิกยากมที่จีนรุกกร้าวมากขึ้นในทะเลจีนใต้

ขณะเดียวกันเว็บไซต์ทำเนียบขาวได้ปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับนาฟตาทันทีที่นายทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งเพื่อตอกย้ำสิ่งที่ได้หาเสียงไว้ว่าจะรื้อการเจรจานาฟตาที่สหรัฐทำไว้กับแคนาดาและเม็กซิโกตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งระหว่างการหาเสียงนายทรัมป์ตำหนิข้อตกลงนาฟตาว่าเป็นข้อตกลงการค้าเลวร้ายที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยลงนามมา ทั้งนี้ ระเบียบนาฟตาเปิดทางให้สมาชิกสามารถถอนตัวได้ด้วยการแจ้งประเทศอื่นในกลุ่ม โดยมีเวลาในการเจรจา 180 วัน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ภายในเวลานั้น ข้อตกลงนาฟตาก็จะถูกยกเลิก ด้านแคนาดาและเม็กซิโกประกาศหลังจากนายทรัมป์ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีว่า พร้อมเจรจากับรัฐบาลใหม่สหรัฐเพื่อทบทวนเงื่อนไขในนาฟตา โดยแคนาดาหวังว่าจะคงนาฟตาไว้แม้สหรัฐถอนตัว

สำหรับท่าทีของไทย อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการฉีกทีพีพีของทรัมป์ เพราะยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก สิ่งที่จะดำเนินการต่อจากนี้คือ ผลักดัน “อาร์เซ็ป” (The Regional comprehensive economic partnership-RCEP)  หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค ระหว่างอาเซียนและอีก 6 ประเทศ รวมเป็น 16 ประเทศ เริ่มต้นกันมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นกรอบการเจรจาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากไม่มีทีพีพี นอกจากนี้ไทยยังจะสัมพันธ์กับสหรัฐโดยมุ่งไปในกรอบข้อตกลงการค้าและการลงทุนสหรัฐอเมริกา Trade and Investment Framework Agreement-TIFA) ซึ่งปีนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมด้วย

เรียบเรียงจาก
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/737276
http://www.posttoday.com/biz/gov/477295
http://prachatai.com/journal/2012/12/44006


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เลือกตั้งเปลี่ยนโลกปี 2017 โลกขวาหันจริงหรือ (แล้วไทยจะได้เลือกตั้งไหม?)

เลือกตั้งเปลี่ยนโลกปี 2017 โลกขวาหันจริงหรือ (แล้วไทยจะได้เลือกตั้งไหม?)

ทบทวนการเลือกตั้งสำคัญในโลกปี 2016 สะท้อนการแก้ไขปัญหาการเมืองผ่านช่องทางประชาธิปไตย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2017 เมื่ออังกฤษผ่าน Brexit และโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี จะเกื้อหนุนให้การเลือกตั้งในปี 2017 เปลี่ยนยุโรปไปทางขวาจริงหรือ ทั้งที่เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี

ส่วนที่ฮ่องกงจะมีการสรรหาผู้ว่าการฮ่องกง ขณะที่พลเมืองรณรงค์คู่ขนานเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียง ขณะที่เมืองไทยคสช. ซึ่งเคยเปรยว่าโรดแมปจัดเลือกตั้งภายในปีนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่าจะเลื่อนออกไป

การเมืองระหว่างประเทศในปี 2017 จะส่งผลกระทบต่อโลกแค่ไหน

ย้อนพินิจการเลือกตั้งสำคัญในโลกปี 2016 สะท้อนการแก้ไขปัญหาการเมืองผ่านช่องทางประชาธิปไตย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2017 เมื่ออังกฤษผ่านประชามติ Brexit ในปีที่แล้ว และปีนี้โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ทั้งหมดนี้จะเกื้อหนุนให้การเลือกตั้งในปี 2017 เปลี่ยนยุโรปไปทางขวาจริงหรือไม่

โดยเนเธอร์แลนด์กลางเดือนมีนาคมนี้กำลังจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. โดยผู้สมัครอย่างกรีท ไวด์เดอร์ส ที่ชูนโยบายถอนตัวจากอียู ต่อต้านผู้อพยพ และมักใช้ข้อความเฮทสปีชโดยอ้างเสรีภาพการพูดเป็นผ้าคลุม ก็กำลังได้รับความนิยม แต่ฝันของพรรคฝ่ายขวาอาจไม่เป็นเช่นนั้น หากพรรครัฐบาลเดิมยังรวมเสียงตั้งรัฐบาลผสมได้

ส่วนที่ฝรั่งเศสปลายเดือนเมษายนจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก โดยมารีน เลอ แปน ผู้นำพรรคขวาจัด “แนวร่วมชาตินิยม” กำลังคุยโตหลังชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ และหวังเห็นยุโรปเป็นเช่นสหรัฐอเมริกาและอังกฤษบ้าง แต่ก็อาจจะยากเพราะคู่แข่งสำคัญคือพรรคแนวทางขวากลางที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ฟร็องซัว ฟียง ที่ชูนโยบายผ่อนคลายกฎหมายจ้างงาน ลดภาษีภาคธุรกิจ ลดการจ้างงานภาครัฐ ขณะที่รัฐบาลพรรคสังคมนิยมแม้คะแนนนิยมไม่กระเตื้อง แต่จะมีความชัดเจนขึ้นเมื่อผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรคฝ่ายซ้ายที่เบอนัว อามง ผู้เสนอเก็บภาษีหุ่นยนต์ ทำให้กัญชาถูกกฎหมายและระบบเงินเดือนพื้นฐาน กำลังได้รับความนิยม

ส่วนที่เยอรมนี แองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี 3 สมัยจากพรรคคริสเตียนเดโมแตรต จะลงสมัครในการเลือกตั้งเดือนกันยายนนี้เป็นสมัยที่ 4 แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากพรรคฝ่ายขวา และอาจสูญเสียที่นั่งในสภาไปบ้าง แต่แมร์เคิลก็จะนำพรรคคริสเตียนเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง และชูนโยบายเป็นมิตรกับผู้อพยพ และเป็นผู้นำชาติในสหภาพยุโรปต่อต้านท่าทีแข็งกร้าวของรัสเซีย แต่หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งเยอรมนีและสหภาพยุโรปจะตกอยู่ในปัญหาใหญ่

ที่ฮ่องกง การต่อสู้เพื่อขยับพื้นที่ประชาธิปไตยคัดง้างกับอำนาจของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี เดือนมีนาคมปีนี้จะชี้วัดกันที่การสรรหาผู้ว่าการฮ่องกง ที่แม้รัฐบาลปักกิ่งจะทรงอิทธิพล และที่มาของผู้ว่าการฮ่องกงก็มาจากการเลือกโดยคณะผู้เลือกตั้งจากสมาคมและกลุ่มวิชาชีพหลักพันคน แต่ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยฮ่องกงก็พยายามขยายพื้นที่่ต่อสู้นั้นเพื่อให้เกิดการเลือกตั้ง 1 คน 1 เสียง ที่พลเมืองฮ่องกงสามารถเลือกตัวแทนของพวกเขาได้เอง

ขณะที่ในเกาหลีใต้ หลังการชุมนุมยาวนานจนรัฐสภาถอดถอน พัก กึนเฮนั้น บัดนี้เสียงรวมกันของฝ่ายค้านในสภาเข้มแข็งพอที่จะผ่านกฎหมายหรือแม้แต่แก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีผลทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในปีนี้เปลี่ยนขั้วกลายมาเป็นผู้นำจากพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ ขณะที่บัน คีมุน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติที่แย้มว่าต้องการลงเล่นการเมือง ก็มีจุดอ่อนเต็มไปหมด

กลับมาเมืองไทย คสช. ซึ่งเคยเปรยว่าโรดแมปจัดเลือกตั้งภายในปีนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าจะเลื่อนออกไป

 

เลือกตั้งเนเธอร์แลนด์: จะเกิด “Nexit” สั่นสะเทือนสหภาพยุโรปหรือไม่

มาร์ก รุท (Mark Rutte) (ซ้าย) นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ ผู้นำพรรค VVD และกรีท ไวด์เดอร์ส (Geert Wilders) (ขวา) ผู้นำพรรคขวาจัดแบบประชานิยม PVV (ที่มา: Rijksvoorlichtingsdienst/Flickr และ Metropolico.org)

สำหรับยุโรปมีคำถามตามมาว่าจะมีประเทศใดอีกที่จะถอนตัวจากสหภาพยุโรป โดยบทวิเคราะห์ใน The Atlantic เสนอว่า การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาของเนเธอร์แลนด์ 150 ที่นั่ง ในวันที่ 15 มีนาคม 2017 นี้จะเป็น “Nexit” ตาม “Brexit” ของสหราชอาณาจักร หรือไม่ เมื่อนักการเมืองขวาจัดจากพรรค PVV อย่าง กรีท ไวด์เดอร์ส (Geert Wilders) ชูนโยบายถอนตัวจากสหภาพยุโรป ขณะที่ผลสำรวจความนิยมช่วงต้นเดือนมกราคมนี้ก็มีคะแนนนำพรรครัฐบาล VVD ที่มีมาร์ก รุท (Mark Rutte) เป็นนายกรัฐมนตรี

ไวด์เดอร์ส ได้รับความนิยมจากการที่เขามักใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง เขาเคยกล่าวว่าต้องการเห็นผู้อพยพโมร็อกโกน้อยลงกว่านี้ จากข้อความดังกล่าวทำให้เขาถูกฟ้องร้องในข้อกล่าวหาก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ แต่เขาก็ไม่ถูกตัดสินลงโทษ แถมเขายังใช้คดีความที่ว่านี้สร้างชื่อเสียงว่าเขาเป็นผู้ปกป้องเสรีภาพการพูด และเป็นเหยื่อของความถูกต้องทางการเมือง (Political Correctness-PC) นอกจากนี้ไวด์เดอร์สยังมีภาพของนักการเมืองที่ต่อต้านอิสลาม ต่อต้านคนเข้าเมือง เคยเสนอให้คัมภีร์อัลกุรอานเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เก็บภาษีผ้าคลุมศีรษะ และห้ามการสร้างมัสยิด

อย่างไรก็ตามการแข่งขันเป็นไปอย่างสูสี คะแนนจากผลสำรวจความนิยมพบว่าบรรดาพรรคการเมืองต่างเปลี่ยนกันขึ้นมานำ และหากพรรคฝ่ายขวา PVV ยังคงรักษาคะแนนความนิยมเอาไว้ได้ ช่วงใกล้เลือกตั้งบรรดาพรรคการเมืองก็อาจจะรวมตัวเพื่อตั้งพรรคร่วมรัฐบาล และหยุดยั้งไม่ให้ไวด์เดอร์สและพรรค PVV ขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งนั่นอาจทำให้ภาวะการนำของเนเธอร์แลนด์ต้องหยุดชะงักชั่วคราว ในช่วงที่สหภาพยุโรปเองก็เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่

 

เลือกตั้งฝรั่งเศส: แม้ผู้นำขวาจัด ‘เลอ แปน’ ไม่ชนะ
แต่นโยบายอนุรักษ์นิยมยังค
งมีอิทธิพล

จากซ้ายไปขวา (1) เบอนัว อามง (Benoit Hamon) ผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส (PS) ผู้เสนอเงินเดือนพื้นฐาน เก็บภาษีหุ่นยนต์ กัญชาถูกกฎหมาย (2) ฟร็องซัว ฟียง (François Fillon) อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคสาธารณรัฐ (Les Républicains) เสนอลดภาษีภาคธุรกิจ ผ่อนคลายกฎหมายแรงงาน เลิกจ้างงานภาครัฐ 5 แสนตำแหน่ง เพื่อลดภาระของภาครัฐบาล และ (3) มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (Front National) ซึ่งเสนอถอนตัวจากสหภาพยุโรป (ที่มา: [1] Ulysse Bellier/Wikipedia [2] Blandine Le Cain/Wikipedia [3] Marie-Lan Nguyen/Wikipedia)

ในฝรั่งเศสจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส รอบแรกในวันที่ 23 เมษายน และรอบสองในวันที่ 7 พฤษภาคม 2017 โดยคนที่น่าจับตาคือ มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัด “แนวร่วมชาตินิยม” (FN) ซึ่งเคยคุยโตหลังชัยชนะของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ว่าเธอจะเป็นประธานาธิบดีคนถัดไปของฝรั่งเศส และในการประชุมของบรรดาพรรคฝ่ายขวายุโรปในเยอรมนีเมื่อ 21 มกราคมที่ผ่านมา เลอ แปน ก็กล่าวว่า “ปี 2016 เป็นปีที่โลกแองโกล-แซกซันตื่นขึ้น และดิฉันมั่นใจว่าปี 2017 จะเป็นปีที่ประชาชนในภาคพื้นยุโรปจะตื่นขึ้น”

บทวิเคราะห์ใน The Atlantic ชี้ว่า แม้ว่าผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจะไม่ได้สะท้อนว่าเธอได้รับความนิยมเช่นนั้น แต่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ถ้าเธอสามารถไปถึงรอบที่ 2 ที่มีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเหลือ 2 คน อะไรก็เกิดขึ้นได้ โดยปัจจัยสนับสนุนเลอแปนมาจากผู้สนับสนุนอันแข็งขันของเธอ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือพรรคฝ่ายซ้ายก็แบ่งเป็นขั้วต่างๆ

ทั้งนี้ประธานาธิบดีฟร็องซัว ออลล็องด์ จากพรรครัฐบาลคือพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส (PS) ซึ่งคะแนนนิยมในช่วงท้ายของการดำรงตำแหน่งไม่ดีนัก ตัดสินใจไม่ลงแข่งในการเลือกตั้งอีก และในวันอาทิตย์ที่ 23 ม.ค. 2017 พรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสและแนวร่วมได้จัด “การเลือกตั้งขั้นต้น” ภายในเพื่อเฟ้นหาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่มีผู้เสนอตัว 7 คน อย่างไรก็ตามในรายงานของอัลจาซีรา ระบุว่าสมาชิกพรรคมาลงคะแนนเลือกตั้งขั้นต้นน้อยกว่าการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีก่อน และน้อยกว่าการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคสาธารณรัฐเมื่อปี่ที่แล้ว ที่มีผู้มาลงคะแนนถึง 4 ล้านคน

ผลการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส บีบีซีรายงานว่า อันดับ 1 คือเบอนัว อามง (Benoit Hamon) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาแห่งชาติ ผู้เสนอนโยบายเงินเดือนพื้นฐาน เก็บภาษีหุ่นยนต์ กัญชาถูกกฎหมาย ได้คะแนนร้อยละ 36.1 อันดับ 2 มานูเอล วาลส์ (Manuel Valls) อดีตนายกรัฐมนตรีสายกลางซ้ายได้คะแนนร้อยละ 31.2 สำหรับการเลือกตั้งขั้นต้นรอบสุดท้ายจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 มกราคมนี้

อย่างไรก็ตามภายในพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสก็มีการแยกตัว โดยเอมมานูเอล มาครอง (Emmanuel Macron) อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และกิจการดิจิทัล ได้ถอนตัวจากรัฐบาลออลล็องด์ และไปตั้งกลุ่มใหม่คืออองมาร์ช (En Marche!) โดยเขายังประกาศจะเป็นผู้สมัครประธานาธิบดีอีกด้วย

ในขณะที่พรรคสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Les Républicains) เลือกอดีตนายกรัฐมนตรี ฟร็องซัว ฟียง (François Fillon) เป็นผู้สมัครตัวแทนจากพรรค ท่ามกลางความแตกแยกของพรรคฝ่ายซ้ายทำให้ฟียงมีแนวโน้มจะได้เปรียบ โดยเขามีข้อเสนอลดภาษีภาคธุรกิจ ผ่อนคลายกฎหมายแรงงาน และขยับชั่วโมงทำงานสัปดาห์ละ 35 ชั่วโมงของฝรั่งเศสเพื่อเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังวางแผนการเลิกจ้างงานของภาครัฐ 5 แสนตำแหน่ง เพื่อลดภาระของรัฐบาล

บทวิเคราะห์ใน The Atlantic เสนอว่า หากเลอแปนได้รับชัยชนะจริงก็จะกลับหัวกลับหางการเมืองฝรั่งเศส และเป็นแรงขับเคลื่อนส่งต่อไปยังพรรคฝ่ายขวาที่ใดที่หนึ่งในยุโรป ทั้งยังจะทำให้นายกรัฐมนตรีเยอรมนี แองเกลา แมร์เคิล เป็นผู้นำคนเดียวในยุโรปที่รณรงค์เพื่อการรวมเป็นหนึ่งของสหภาพยุโรป อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะแพ้ แต่เลอแปนก็จะผลักดันฝรั่งเศสไปทางขวา ในขณะที่คู่แข่งผู้ซึ่งหากต้องการถอนข้อเสนอของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายผู้อพยพ การก่อการร้าย และสหภาพยุโรป คงต้องทำงานให้มากขึ้น

 

เลือกตั้งเยอรมนี: การชิงชัยสมัยที่ 4 ของแมร์เคิล
และความท้าทายจากกระแสฝ่ายขวา

แองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี 3 สมัยของเยอรมนี ซึ่งจะลงสมัครเป็นสมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งของเยอรมนีในเดือนกันยายนปีนี้ (ที่มา: securityconference.de/Wikipedia)

ขณะที่เยอรมนีจะมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในระดับชาติเช่นกัน ในวันที่ 24 กันยายน 2017 โดยแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี 3 สมัยจากพรรคคริสเตียนเดโมแตรตและแนวร่วม CDU/CSU เพิ่งประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าจะลงสมัครเป็นสมัยที่ 4

จากการเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2005 แมร์เคิลได้ประทับตราผลงานของเธอเอาไว้และส่งผลต่อการเมืองและเศรษฐกิจของยุโรปหลายประการ นับตั้งแต่มาตรการรัดเข็มขัดเพื่อรับมือกับวิกฤตหนี้สินยูโรโซน ต้อนรับผู้อพยพ 1 ล้านคนเข้าสู่เยอรมนี เป็นผู้นำให้ชาติในสหภาพยุโรปรวมตัวกันต่อต้านท่าทีแข็งกร้าวของรัสเซีย

คาดหมายว่าแม้พรรค CDU/CSU จะสูญเสียที่นั่งในรัฐสภาในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ แต่แมร์เคิลก็จะนำพรรคชนะการเลือกตั้งอยู่ดี ขณะที่คู่แข่งอีกรายคือ ซิกมาร์ กาเบรียล จากพรรคซ้ายกลาง สังคมประชาธิปไตย (SPD) ก็ยังไม่สามารถจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ และผลสำรวจความนิยมล่าสุดเขามีคะแนนนิยมตามแมร์เคิลอยู่ร้อยละ 10 (แมร์เคิลร้อยละ 34 กาเบรียลร้อยละ 24)

สำหรับไพ่โจ๊กเกอร์ของการเลือกตั้งเยอรมนีที่จะถึงนี้ก็คือ พรรคอัลเทอร์เนทีฟเพื่อเยอรมนี (Alternative for Germany Party – AfD) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ ต่อต้านอิสลาม และวิจารณ์สหภาพยุโรป พรรค AfD สร้างความประหลาดใจในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นของรัฐต่างๆ ในเยอรมนี โดยได้เสียงสนับสนุนถึงร้อยละ 13 นอกจากนี้ยังได้ที่นั่งเป็นพรรคอันดับ 2 ในรัฐเมคเลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์น รัฐบ้านเกิดของแมร์เคิลโดยได้ที่นั่ง 18 ที่นั่ง มากกว่าพรรค CDU/CSU ที่ได้ 16 ที่นั่ง ส่วนพรรคอันดับ 1 ยังเป็นพรรค SPD ที่ได้ 26 ที่นั่ง โดยพรรค AfD อาจได้รับคะแนนเพิ่มมากขึ้น หากเสียงต่อต้านนโยบายผู้อพยพของแมร์เคิลมีมากขึ้น

หากสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นและแมร์เคิลแพ้การเลือกตั้ง สหภาพยุโรปเองก็อาจตกอยู่ในปัญหาใหญ่

 

ฮ่องกง: พลเมืองฮ่องกงเสนอจัดเลือกตั้งจำลอง
คู่ขนานกับการสรรหาผู้ว่าการฮ่องกง

ผู้สนับสนุนกลุ่มแพน-เดโมแครตในฮ่องกงต่อต้านแผนการปฏิรูปของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปี 2015 (ที่มา: แฟ้มภาพ/Civic Party)

ในเดือนกันยายนปี 2016 ที่ผ่านมา ฮ่องกงมีการจัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกง (LegCo) ซึ่งแม้จะเป็นการเลือกตั้ง ‘ครึ่งใบ’ ซึ่งครึ่งหนึ่งของเขตเลือกตั้งเป็นการเลือกกันเองภายในสมาคมหรือกลุ่มวิชาชีพ แต่พรรคการเมืองกลุ่มที่ไม่นิยมรัฐบาลจีนก็ได้ที่นั่งรวมกันถึง 30 ที่นั่ง ขณะที่พรรคการเมืองสายนิยมรัฐบาลจีนได้ 40 ที่นั่ง (อ่านล้อมกรอบ)

และในวันที่ 26 มีนาคม 2017 นี้ จะมีการสรรหาผู้ว่าการฮ่องกง (CE) สมัยที่ 5 ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง อย่างไรก็ตามตำแหน่งของผู้นำฝ่ายบริหารดังกล่าวไม่ได้ใช้วิธีจัดเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นการคัดเลือกผ่านคณะผู้เลือกตั้ง (Election Committee) 1,200 คน ซึ่งมีที่มาจากประเภทวิชาชีพและองค์กรต่างๆ 38 ประเภท

แม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งระบบ 1 คน 1 เสียง แต่ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยฮ่องกง พยายามเข้าไปมีที่นั่งในคณะผู้เลือกตั้ง 1,200 ที่นั่ง ที่เลือกกันผ่านสมาคมวิชาชีพ โดยรายงานของ HKFP รายงานว่า ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ผู้สมัครเป็นคณะผู้เลือกตั้งฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยสามารถเอาชนะได้หลายประเภทวิชาชีพ โดยกวาดที่นั่งทั้งหมดของโควตาจากสาขาวิชาชีพ 6 ด้าน คือกิจการสาธารณะ ไอที บริการสาธารณสุข กฎหมาย การศึกษา และการศึกษาขั้นสูง นอกจากนี้ยังได้ที่นั่งอีกมากในสาขาวิชาชีพอื่นได้แก่ บัญชี สถาปัตยกรรม การแพทย์ วิศวกรรม แพทย์แผนจีน โควตาของสมาชิกสภานิติบัญญัติ รวมมีเสียงราว 325 คน จากทั้งหมด 1,200 คน

ส่วนผู้เสนอตัวชิงตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกงในเวลานี้มี หวู กว็อกฮิง (Woo Kwok-hing) อดีตรองประธานศาลอุทธรณ์ฮ่องกง ประธานคณะกรรมาธิการกิจการเลือกตั้ง ซึ่งประกาศจะชิงตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกงมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016 โดยเขาเสนอให้มีการปฏิรูประบบเลือกตั้งของฮ่องกง ด้วยการขยายฐานของสมาชิกกลุ่มต่างๆ ที่มีสิทธิเลือกคณะผู้เลือกตั้ง จากฐาน 250,000 คน ไปสู่ 1 ล้านคนในปี 2022 และ 3 ล้านคนในปี 2032 เพื่อให้เป็นระบบกึ่ง 1 คน 1 เสียงในที่สุด

ขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ เรจินา ยิป (Regina Ip) หัวหน้าพรรค New People’s Party ซึ่งเป็นฝ่ายหนุนปักกิ่ง ประกาศเมื่อ 15 ธันวาคมว่าต้องการชิงตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกง หลังจากที่ผู้ว่าการฮ่องกงคนปัจจุบัน เหลียง ชุนอิง ประกาศจะไม่ลงชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 โดยเขาจะเป็นผู้ว่าการฮ่องกงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งสมัยเดียว ขณะที่อดีตหัวหน้าฝ่ายบริหารฮ่องกง แครี หลำ และรัฐมนตรีฝ่ายการคลัง จอห์น จัน ลาออกในวันที่ 16 และ 19 มกราคมตามลำดับ เพื่อลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกง

HKFP รายงานเมื่อ 23 มกราคมนี้ว่า เบนนี ไท้ (Benny Tai) อาจารย์นิติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง ผู้ก่อตั้ง Occupy Central ในปี 2013 เพื่อรณรงค์สิทธิเลือกตั้ง 1 คน 1 เสียง เสนอกระบวนการให้สาธารณชนเสนอชื่อผู้ว่าการฮ่องกงคู่ขนานกับกระบวนการที่รัฐบาลฮ่องกงจัด เพื่อสร้างเงื่อนไขให้คณะผู้เลือกตั้งฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย 325 คน พิจารณาผู้สมัครผู้ว่าการฮ่องกง ที่มี 3 คุณสมบัติ คือ 1. ได้รับการเสนอชื่อมากกว่า 37,790 รายชื่อ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 1 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งฮ่องกง 2. เป็นผู้ที่ให้สัญญาว่าจะมีแพ็กเกจปฏิรูปที่ไม่ยึดตามข้อเสนอของรัฐบาลปักกิ่ง 3. จะต้องปกป้องคุณค่าหลักของฮ่องกง โดยกระบวนการเสนอชื่อโดยสาธารณชน จะจัดขึ้นในวันที่ 7 และ 22 กุมภาพันธ์นี้ ที่สาขาวิชาสำรวจมติมหาชน มหาวิทยาลัยฮ่องกง และศูนย์นโยบายทางสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยโปลิเทคนิคฮ่องกง

อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงวิจารณ์ว่า ผู้รณรงค์อาจจะเสนอชื่ออดีตรัฐมนตรีฝ่ายการคลัง จอห์น จัน ที่พวกเขาเห็นว่าเลวร้ายน้อยที่สุด ในหมู่แคนดิเดตผู้ว่าการฮ่องกงที่ต่างเป็นฝ่ายนิยมรัฐบาลปักกิ่ง ในขณะที่เหลียง กว็อกฮุง สมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย เห็นว่า การหันไปเลือกผู้สมัครที่เป็นฝ่ายนิยมรัฐบาลปักกิ่ง รวมทั้งการเลือก จอห์น จัน จะเป็นผลร้ายต่อขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ทำให้ผู้สนับสนุนขบวนการรู้สึกหมดหวังและจะเลิกล้มการต่อสู้ ทั้งนี้ เหลียง กว็อกฮุง เองก็แสดงเจตนาที่จะลงสมัครผู้ว่าการฮ่องกงเช่นกัน แต่เขาต้องการทราบผลว่าได้รับเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนมากพอหรือไม่ก่อน

ขณะที่ ‘โจชัว หว่อง’ ก็เตือนผู้สนับสนุนประชาธิปไตยฮ่องกงเช่นกันให้ทบทวนนโยบายเศรษฐกิจของจอห์น จัน ที่ทำลายผลประโยชน์ของคนหาเช้ากินค่ำและในฮ่องกง

 

เกาหลีใต้: ผู้นำฝ่ายค้านจ่อขึ้นชิงประธานาธิบดีหลังยุค ‘พัก กึนเฮ’
ส่วน ‘บัน คีมุน’ ยังมีข้อจำกัด

การประชุมรัฐสภาเกาหลีใต้เพื่อลงมติลับถอดถอน ประธานาธิบดีพัก กึนเฮ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2016 (ที่มา: JTBC News)

หลังการชุมนุมทุกสุดสัปดาห์ติดต่อกันมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2016 จนกระทั่งเมื่อ 9 ธันวาคมปีที่ผ่านมา รัฐสภาเกาหลีใต้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดี พัก กึนเฮ ในข้อกล่าวหาที่ว่าให้ชเว ซุนซิล เพื่อนสนิทแทรกแซงกิจการการเมืองทั้งที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล และเรียกรับผลประโยชน์ จากการที่เพื่อนสนิทกดดันให้บริษัทยักษ์ใหญ่บริจาคเงินให้มูลนิธิที่ตัวเองตั้งขึ้นด้วย

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีเวลาทบทวนความชอบทางกฎหมายของมติถอดถอนซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 180 วัน หรือภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2017 และหากศาลรัฐธรรมนูญยืนตามมติถอดถอน การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็จะจัดเร็วขึ้น โดยตามกฎหมายของเกาหลีใต้การเลือกตั้งทั่วไปจะต้องจัดภายใน 60 วัน หลังจากประธานาธิบดีลงจากตำแหน่ง หรือถูกขับให้พ้นจากตำแหน่ง ทำให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมคือก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2017 โดยอาจจะมีการจัดเลือกตั้งอย่างช้าที่สุดภายในเดือนสิงหาคม 2017

หากมีการจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้รอบใหม่ พัก กึนเฮ ก็ไม่สามารถลงสมัครได้ เนื่องจากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญไม่ให้ลงสมัครประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 ได้ ขณะเดียวกันสถานการณ์ภายในพรรคแซนูรี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลก็ประสบความแตกแยก โดยมีกลุ่ม ส.ส. เกือบ 30 คน แยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่คือพรรคบารึน หรือพรรคอนุรักษ์นิยมใหม่เพื่อการปฏิรูป ทำให้ขณะนี้พรรครัฐบาลแซนูรี มี ส.ส. เพียง 96 คน จากทั้งสภา 300 คน พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปไตยเกาหลี (DPK) มี ส.ส. ถึง 121 คน ขณะที่พรรคกุกมิน หรือพรรคประชาชนมี ส.ส. 38 คน พรรคยุติธรรมมี ส.ส. 6 คน และผู้สมัครอิสระมี ส.ส. 6 คน ทำให้ขณะนี้เมื่อรวมเสียง ส.ส. พรรคฝ่ายค้านซึ่งมีเสียงเกินร้อยละ 60 ของที่นั่งในสภาทั้งหมด ฝ่ายค้านสามารถเสนอกฎหมายควบคุมบรรษัทขนาดใหญ่ รวมไปถึงขอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้โดยที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ไม่สามารถรวมเสียงเพื่อทัดทานได้

ผลสำรวจความนิยมของผู้ที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี (จากซ้ายไปขวา) อันดับ 1 มุน แจอิน ผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งปัจจุบันครองเสียงข้างมากในสภา เหนือพรรครัฐบาลที่แพ้การลงมติถอดถอนพัก กึนเฮ อันดับ 2 บัน คีมุน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ แต่มีจุดอ่อนเรื่องไม่มีฐานการเมืองและไม่มีผลงานโดดเด่นในสหประชาชาติ และ อันดับ 3 ลี แจมุง นายกเทศมนตรีซองนัม เมืองทางตอนใต้ของกรุงโซล ผู้เสนอควบคุมเครือธุรกิจยักษ์ “แชโบล” เพิ่มสวัสดิการกรรมกร และเป็นมิตรกับเกาหลีเหนือ (ที่มา: ที่มา: [1] Lifesavior/Wikipedia [2] World Economic Forum/Wikipedia และ [3] Yonhap)

ผลสำรวจความนิยมล่าสุด เมื่อ 18 มกราคมที่ผ่านมา พบว่าผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี (DK) คือ มุน แจอิน ได้รับคะแนนนิยมร้อยละ 31.4 ขณะที่ บัน คีมุน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่หลังพ้นจากการดำรงตำแหน่งก็แสดงท่าทีต้องการเล่นการเมือง ได้คะแนนเป็นอันดับสองคือร้อยละ 20 ส่วนลี แจมุง นายกเทศมนตรีซองนัม ชานเมืองทางทิศใต้ของโซล ได้คะแนนเป็นอันดับสามคือร้อยละ 9.5

โดยผู้ได้คะแนนอันดับ 1 อย่าง มุน แจอิน เคยลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งกัน พัก กึนเฮในปี 2012 แต่พ่ายแพ้ไป มาหนนี้พรรคประชาธิปไตยเกาหลี (DK) ที่เขาเป็นหัวหน้าพรรค เป็นพรรคที่กุมฐานเสียงใหญ่ หลังเพิ่งได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี 2016

ส่วนอันดับ 2 อย่าง บัน คีมุน นั้น บทวิเคราะห์ใน The Diplomat ระบุว่า ด้วยจุดอ่อนทางการเมือง ความไม่คงเส้นคงวาในบทบาทเลขาธิการองค์การสหประชาชาติจะทำให้ บัน คีมุน ดูเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ขาดชีวิตชีวา ทั้งนี้ บัน คีมุน มีข้อจำกัดหลายเรื่อง เขาไม่มีฐานทางการเมืองในเกาหลีใต้ แม้จะเคยพูดว่าต้องการทำงานกับนักการเมืองทุกคน แต่เมื่อพิจารณาท่าทีตอบรับ ก็ดูเหมือนมีเพียงพรรคบารึนที่ตั้งขึ้นมาใหม่จะคิดอ่านใกล้เคียงกับเขา นอกจากนี้แม้เขาแสดงเจตนาต้องการทำงานกับพรรคฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาธิปไตยเกาหลี (DK) แต่ผู้สนับสนุนของอดีตประธานาธิบดีโน มูฮย็อน และมุน แจอิน ก็มีท่าทีไม่ชอบบัน คีมุน

ขณะเดียวกันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติก็ไม่มีผลงานน่าประทับใจ ช่วงที่เรือเซวอนล่มกลางทะเลมีนักเรียนเสียชีวิตหลายร้อยคนเขาก็ไม่แสดงท่าทีอะไร และข้อสำคัญคือสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติเคยมีมติในปี 1946 ให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติหลีกเลี่ยงการรับตำแหน่งของรัฐบาลใดๆ ภายหลังพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งทำให้อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ 2 คนคือเคิร์ต วัลเฮล์ม (Kurt Waldheim) และชาวิเอ เปเรซ (Javier Perez de Cuellar) ต้องรอถึง 5 ปี ก่อนจะรับตำแหน่งประธานาธิบดีออสเตรีย และเปรู อย่างไรก็ตามกรณีนี้อาจไม่เกิดกับบัน คีมุนก็ได้ เนื่องจากมติของสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติไม่มีผลผูกมัดชาติสมาชิก อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกเรื่องที่น่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของบัน คีมุน ก็คือข่าวที่น้องชายคนสุดท้อง และหลานชายของเขาถูกอัยการสหรัฐอเมริกาตั้งข้อหาเสนอเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ของประเทศในตะวันออกกลาง

สำหรับผู้ได้คะแนนนิยมอันดับ 3 ลี แจมุง มีพื้นเพมาจากครอบครัวชนชั้นล่าง เคยทำงานโรงงานจนได้แผล ในบทสัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก เขาถูกมองว่าเป็นทั้ง ‘ทรัมป์’ และ ‘แซนเดอร์ส’ แห่งเกาหลีใต้ โดยพื้นเพเคยเป็นทนายความช่วยเหลือกรรมกรในซองนัม ก่อนที่จะเริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2006 แต่มาชนะได้เป็นนายกเทศมนตรีในปี 2010 โดยเมืองที่เคยเป็นย่านที่อยู่อาศัยของกรรมกร เนื่องจากราคาที่ดินในกรุงโซลพุ่งกระฉูดนั้น ปัจจุบันกลายเป็นเขตที่เก็บภาษีได้สูงที่สุดในเกาหลีใต้เนื่องจากเป็นที่ตั้งของบริษัท Naver เจ้าของเว็บท่าใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ซึ่ง ลี แจมุงนั้นประกาศจะควบคุมเครือธุรกิจยักษ์คือ “แชโบล” โดยเขาเห็นว่านโยบายของรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเหล่านี้ ทำให้เศรษฐกิจประสบปัญหา นอกจากนี้เขาให้คำมั่นว่าจะขยายสวัสดิการกรรมกร รวมทั้งต้องการเป็นมิตรกับเกาหลีเหนือ

 

ประเทศไทย: คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะจัดเลือกตั้งภายในปี 2017 หรือไม่

คำตอบ = ไม่ทัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในงานวันเด็กแห่งชาติที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเดือนมกราคม 2016 (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

ทั้งนี้นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 22 พฤษภาคม 2014 และเคยกล่าวถึงแผนโรดแมปเพื่อจัดการเลือกตั้งในหลายโอกาส แต่มีการเลื่อนแผนนั้นบ่อยครั้ง (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) กระทั่งหลัง 6 กันยายน 2015 สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และต้องมีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดใหม่ และกำหนดวันลงประชามติ 7 สิงหาคม 2016

โดยภายหลังจากที่ประชามติผ่าน โรดแมปที่เคยเสนอก่อนลงประชามติว่าจะจัดการเลือกตั้งภายในปี 2017 ก็เลื่อนออกไป โดยถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยขั้นตอนปัจจุบันรัฐบาล คสช. เพิ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากได้รับพระราชทานคืนกลับมาจากพระมหากษัตริย์เมื่อ 20 มกราคมนี้ โดยตามกรอบในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว รัฐบาลจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วันเพื่อแก้ไข จากนั้นจะทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายใน 90 วัน

และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีขั้นตอนร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก 10 ฉบับ ไม่เกิน 240 วัน และมีขั้นตอนพิจารณาโดย สนช. ไม่เกิน 60 วัน และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งผ่าน จะต้องเลือกตั้ง ส.ส. ภายใน 150 วัน ทำให้วันเลือกตั้งช้าสุดจะอยู่ในเดือนสิงหาคม 2018

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 มกราคม มีรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ระบุด้วยว่าโรดแมปการเมืองและการเตรียมเลือกตั้งจะเดินหน้าต่อไป หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระบรมศพและพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 

พินิจโลกเปลี่ยนและผลจากการเลือกตั้งในรอบปี 2016

ในปี 2016 ที่ผ่านมา มีหลายประเทศที่มีการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้งผู้นำประเทศคนใหม่ โดยนอกจากการเลือกตั้งที่โลกจับตามองและมีผลต่อภูมิทัศน์การเมืองระหว่างประเทศของโลก นอกจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน เอาชนะ ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และเพิ่งสาบานตนไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2017 นั้น ช่วงปีที่ผ่านมาก็มีการเลือกตั้งในประเทศอื่นๆ ที่มีประเด็นน่าสนใจและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชาตินั้นๆ เช่นกัน

ไต้หวันได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรก: เป็นคนรักแมว-หนุนสิทธิคนรักเพศเดียวกัน

ไช่ อิงเหวิน ผู้สมัครประธานาธิบดีไต้หวันพรรค DPP หาเสียงโค้งสุดท้ายเมื่อ 15 .. 2016 (ที่มาเฟซบุ๊ค 蔡英文 Tsai Ing-wen)

ตั้งแต่ต้นปี 2016 ในเดือนมกราคม สาธารณรัฐจีน หรือไต้หวันก็ได้ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งคนใหม่คือ ไช่อิงเหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) โดยเอาชนะพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่เป็นพรรครัฐบาลเดิมอย่างท่วมท้นด้วยคะแนนร้อยละ 56.1 ต่อร้อยละ 31.0 ทำให้เธอกลายเป็นประธานาธิบดีผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นประธานาธิบดีไต้หวัน เธอเป็นผู้มีนโยบายหนุนการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันและมีท่าทีต่อเรื่องสถานะของความเป็นประเทศไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่แบบต้องการคงสถานะปัจจุบันไว้จากที่เธอไม่ได้แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าจะให้ไต้หวันเป็นเอกราชและไม่เคยแสดงออกยอมรับให้มีการรวมชาติกับจีนแผ่นดินใหญ่

ทั้งนี้ ในกรณีของไต้หวันยังมีการวิเคราะห์ว่าพรรค DPP และไช่อิงเหวิน ต่างก็ได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนไหวดอกทานตะวันที่เป็นการประท้วงต่อต้านพรรค KMT โดยกลุ่มเยาวชน นอกจากนี้ยังอาจจะเป็นเพราะกลุ่มประชากรเริ่มนิยามตัวเองว่าเป็น “คนไต้หวัน” มากกว่าเป็น “คนจีน” เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากร้อยละ 17.6 ในปี 1992 เป็นร้อยละ 60.6 ในปี 2014 จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิงจี (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

 

ฟิลิปปินส์เลือกตั้งได้ผู้นำสไตล์มือปราบปืนเถื่อน ทำสงครามยาเสพย์ติดประเดิมรับตำแหน่ง

แต่ประเทศที่ได้ผู้นำขวาจัดคนใหม่อย่างชัดเจนดูเหมือนจะเป็นฟิลิปปินส์ ที่การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตนายกเทศมนตรีดาเวาซิตี ชนะการเลือกตั้งได้ ดูเตอร์เตผู้มีภาพลักษณ์เป็น “มือปราบปืนเถื่อน” ผู้สัญญาว่าจะปราบอาชญากรรมและยาเสพติดด้วยความรุนแรง มีคนพยายามวิเคราะห์ว่าเหตุใดชาวฟิลิปปินสืถึงหันมานิยมผู้นำที่ดูรุนแรงแบบนี้ บ้างก็บอกว่ามันเป็นการเมืองเรื่องที่เน้นบุคลิกภาพตัวบุคคลมากกว่าจะสนใจเรื่องนโยบาย แต่ก็มีบางส่วนมองว่าชาวฟิลิปปินส์เรียกร้องหา “อำนาจนิยมใหม่” เพราะโกรธแค้นชนชั้นนำเดิมที่มีความเป็นคณาธิปไตย ละเลย และไม่ใยดีพวกเขา

 

ฮ่องกง: ‘โลคัลลิสต์‘ ขั้วอำนาจใหม่หลังปฏิวัติร่มชนะเลือกตั้งหลายเขต แต่ไม่วายถูกจีนสกัด

สมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกงหน้าใหม่ ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2016 (แถวบนจากซ้ายไปขวา) 1. นาธาน หลอ แกนนำนักศึกษาชุมนุมปฏิวัติร่ม จากพรรค Demosisto 2. เอ็ดดี ชู อดีตสื่อมวลชนและนักกิจกรรมด้านสิทธิชุมชนของฮ่องกง 3. เล่า เสี่ยวไหล อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยที่บรรยายเรื่อง “ความยุติธรรมทางสังคม” ในช่วงชุมนุมปฏิวัติร่ม (แถวล่างจากซ้ายไปขวา) 4. บัจโจ เหลียง ผู้ก่อตั้งพรรค Youngspiration 5. เหยา ไว-ชิง จากพรรค Youngspiration เคยแพ้นักการเมืองรุ่นใหญ่ในการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ขอฮึดสู้สนามใหญ่จนชนะเลือกตั้งในที่สุด 6. เจิ้ง จุง-ไท้ หันหลังให้พรรคสายประนีประนอมรัฐบาลปักกิ่ง สู่การตั้งพรรค Civic Passion โดยกรณีของบัจโจ เหลียง และ เหยา ไว-ชิง กลายเป็นประเด็นอีกรอบ หลังศาลฮ่องกงให้พวกเขาขาดคุณสมบัติเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง โดยอ้างว่า “ไม่จริงใจ” ในการสาบานตน

ในฮ่องกงกำลังมีประเด็นในเรื่องความไม่พอใจต่อการแทรกแซงการเมืองโดยจีนแผ่นดินใหญ่ โดยผลการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกง (LegCo) เมื่อ 4 กันยายน 2016 ที่ผ่านมา พบว่าพรรคการเมืองกลุ่มไม่นิยมรัฐบาลจีน ได้ที่นั่งรวมกัน 30 ที่นั่ง ประกอบด้วยพรรคการเมืองสายนิยมประชาธิปไตย (Pan-democrats) ได้ 22 ที่นั่ง และขั้วการเมืองใหม่ที่ก่อตัวหลังการชุมนุม “Occupy Central” หรือการปฏิวัติร่มเมื่อปี 2014 ได้แก่ พรรคการเมืองสาย “โลคัลลิสต์” (Localists) และกลุ่มเรียกร้องให้ฮ่องกงเป็นอิสระ ได้ 8 ที่นั่ง

ทั้งนี้ แม้ว่าพรรคฝ่ายหนุนจีนแผ่นดินใหญ่จะยังคงได้รับที่นั่งเสียงข้างมากในสภา แต่ก็มีกลุ่มเยาวชนที่เคยเคลื่อนไหวเรียกร้องไม่ให้จีนแทรกแซงประชาธิปไตยฮ่องกงจำนวนหนึ่งชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้แทนสภา ไม่ว่าจะเป็น นาธาน หลอ กับเพื่อนๆ นักกิจกรรมของเขาจากกลุ่มเดโมซิสโต (Demosisto) หรือ ซิกซ์ตัส บัจโจ เหลียง กับ เหยา ไว-ชิง จากกลุ่ม ‘ยังสไปเรชัน’ ที่ต้องการเรียกร้องอิสรภาพให้ฮ่องกง

ทว่าในช่วงพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เหลียงละโหยวไว่ชิงปฏิเสธไม่ยอมสาบานตนว่าจะภักดีต่อ “เขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน” แต่กลับสาบานตนต่อ “ประเทศฮ่องกง” แทน ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ไม่พอใจ และศาลสูงของฮ่องกงได้ตัดสินให้พวกเขา “มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม” โดนอ้างว่า ไม่จริงใจในการสาบานตน

 

เปรูผู้นำพรรคสายกลางเฉือนชนะลูกสาวฟูจิโมริ
พรรคฝ่ายซ้ายได้ที่นั่งในสภา 20 ที่นั่ง

ในเปรูเมื่อเดือนเมษายนก็มีการเลือกตั้ง ส.ส.และประธานาธิบดี โดยในการเลือกตั้งส.ส. พรรคป็อบปูลาร์ฟอร์ซชนะที่นั่งในสภาอย่างท่วมท้นโดยได้รับ 73 ที่นั่งจากทั้งหมด 130 ที่นั่ง ในด้านการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีการเลือกตั้งแบ่งเป็นสองรอบ โดยในรอบแรกผู้สมัคร เคย์โกะ ฟูจิโมริ ตัวแทนจากพรรคป็อบปูลาร์ฟอร์ซ ลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิโมริ ได้รับคะแนนเสียงข้างมากแต่ยังไม่ถึงร้อยละ 50 ทำให้ตามกฎของเปรูแล้วจึงมีการเลือกตั้งรอบสอง แต่ในการเลือกตั้งรอบที่สองเปโดร ปาโบล คักซินสกี จากพรรคคู่แข่งเปรูเวียนฟอร์เชนจ์พลิกกลับมาเอาชนะได้อย่างเฉียดฉิวด้วยคะแนนเสียง 8.59 ล้านเสียง หรือร้อยละ 50.12 ขณะที่ฟูจิโมริได้รับคะแนนเสียง 8.55 ล้านเสียง หรือร้อยละ 49.88 ฟูจิโมริประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ต่อคักซินสกีในวันที่ 10 มิถุนายน

นอกจากการขับเคี่ยวของสองพรรคใหญ่แล้ว พรรคสำดับที่สามซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายของเปรูชื่อ ‘เอล เฟรนเต อัมปริโอ’ (El Frente Amplio) หรือ ‘บรอดฟรอนท์’ ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับคนทำงานบริการทางเพศชื่อ อังเกลา วิลลอง ผู้ลงชิงชัยในการเลือกตั้ง ส.ส. ของเปรู เพราะต้องการช่วยเข้าไปเรียกร้องสิทธิสตรีและสิทธิแรงงานจากที่เธอเคยมีพื้นเพเป็นผู้เคยอยู่กับความยากจนมาก่อน โดยในการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งสมาชิกสภาร้อยละ 13.9 ชนะที่นั่ง 20 ที่นั่ง อย่างไรก็ตามวิลลองไม่สามารถชนะการเลือกตั้งเข้าไปในสภาได้ในครั้งนี้

 

สเปนฝ่าทางตันทางการเมืองได้ด้วยวิถีแห่งการเลือกตั้ง

ยุโรปอีกประเทศหนึ่งที่มีกลุ่มฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายขับเคี่ยวกันในศึกการเลือกตั้งอย่างไม่มีใครลดราวาศอกคือสเปนที่มีการจัดการเลือกตั้งซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เพื่อแก้ไขสถานการณ์หลังจากที่ในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อเดือน ธันวาคม 2014 ไม่สามารถตกลงจัดตั้งสภากันได้ โดยที่ไม่มีพรรคใดได้เป็นเสียงข้างมากในสภา

ในการเลือกตั้งรอบ 2 ของสเปนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาพรรคฝ่ายซ้ายอย่างโปเดมอสพยายามรวมกลุ่มฝ่ายซ้ายด้วยกัน เป็นยูนิดอส โปเดมอส เพื่อต่อสู้กับสองพรรคใหญ่ดั้งเดิมอย่างพีเพิลปาร์ตีหรือพีพี (PP) นำโดย มาริอาโน ราฮอย และ กับพรรคสังคมนิยมแรงงานสเปนหรือพีเอสโออี (PSOE) นำโดย เปโดร ซานเชซ แต่ผลออกมาก็ยังไม่มีใครชนะขาด โดยที่พรรคสายขวากลางของราฮอยยิ่งได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นด้วย

แต่ในวันที่ 29 ตุลาคม สเปนก็พ้นจากทางตันทางการเมืองหลังจากที่พรรคพีเอสโออีมีปัญหาภายในจนงดออกเสียงในที่ประชุมสภาเพื่อลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทำให้มาริอาโน ราฮอย ได้รับคะแนนเสียงมติในสภามากพอจะเป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด

 

ฝ่ายขวาผงาดยุโรป แต่พรรคกรีนยังคงชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรีย

ยุโรปยังถูกจับตามองจากสื่อด้วยความกังวลว่าพรรคการเมืองแนวทางขวาจัดจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรียรอบที่ 2 เมื่อ 4 ธันวาคม สมาชิกพรรคกรีน อเล็กซานเดอร์ แวน เดอ เบลเลน ก็เป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 53.8 ได้คะแนนเสียง 2.4 ล้านคะแนน ขณะที่ผู้นำพรรคขวาจัดนีโอนาซีอย่างนอร์เบิร์ต โฮเฟอร์ ออสเตรียนฟรีดอมปาร์ตีหรือ เอฟพีโอ (FPO) ได้รับคะแนนร้อยละ 46.2 ซึ่งถึงแม้ว่าจะพรรคฝ่ายขวายังคงแพ้การเลือกตั้ง แต่ก็ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนถึง 2.1 ล้านคะแนน Foreign Policy วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะออสเตรียซึ่งเป็นประเทศที่เคยมีส่วนร่วมในการกระทำโหดร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับพยายามปกปิดรอยบาปของตนเองจนทำให้ประชาชนไม่ได้เรียนรู้

 

กานาฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ

ในอีกมุมหนึ่งของโลกคือแอฟริกาผู้ที่เป็นฝ่ายค้านก็เป็นฝ่ายกลับมาเอาชนะพรรครัฐบาลเดิมได้เช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นานา อะคูโฟ-แอดโด จากพรรคชาตินิยมใหม่ (New Patriotic หรือ NPP) ชนะคู่แข่งจอห์น ดรามานี มาฮามา จากพรรคเอ็นดีซี (NDC) ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 53.85 ต่อร้อยละ 44.4 นักวิเคราะห์มองว่าที่พรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยมของกานาได้รับคะแนนเสียงจนชนะการเลือกตั้งได้ในครั้งนี้เป็นเพราะชาวกานากำลังประสบปัญหาการว่างงาน เรื่องค่าครองชีพ ทำให้การหาเสียงของพรรค NPP ที่เน้นเรื่องการสร้างงานสามารถมัดใจประชาชนได้

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

บทความแปล: โอบามาได้ทำอะไรให้กับทวีปแอฟริกาบ้าง

บทความแปล: โอบามาได้ทำอะไรให้กับทวีปแอฟริกาบ้าง

บทความนี้แปลจาก Obama’s Africa legacy: more trade than democracy (มรดกเกี่ยวกับแอฟริกาของโอบามา : เป็นการค้าเสียยิ่งกว่าประชาธิปไตย) จากเว็บ http://www.dw.com

มีความตื่นเต้นเป็นอันมากในทวีปแอฟริกา เมื่อบารัก โอบามาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2008 แต่เขาก็ไม่สามารถเป็นไปตามความคาดหวังอันมีอยู่เป็นจำนวนมาก  คุณเดเนียล เปลซ์ได้กล่าวถึงมรดกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่มีเลือดแอฟริกันดังนี้

ฝูงชนที่แสนปีติได้แห่แหนกันไปบนถนนของอักกราซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศกานา ในช่วงที่โอบามามาเยือนทวีปแอฟริกาเป็นครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้แต่สมาชิกของรัฐสภากานาก็ลุกขึ้นมาเอ่ยประโยค “ใช่ เราทำได้” ซ้ำไปซ้ำมา เมื่อเขากล่าวคำปราศรัยต่อหน้าพวกเขา

“ผมมีเลือดแอฟริกันภายในร่างกาย เรื่องราวของครอบครัวผมได้ผสมผสานทั้งโศกนาฏกรรมและชัยชนะของเรื่องราวเกี่ยวกับทวีปแอฟริกา” โอบามากล่าวโดยอ้างอิงถึงมรดกของเขาในฐานะที่เป็นบุตรของบิดาชาวเคนยา

ในคำปราศรัย เขาเรียกร้องให้ชาวแอฟริกันหันมาลิขิตชีวิตด้วยตัวเอง หลีกเลี่ยงการทุจริตคอรัปชั่นและต้องการภาระรับผิดชอบ (Accountability) จากบรรดาผู้นำของเขา ” อย่าได้เข้าใจผิด ประวัติศาสตร์อยู่กับชาวแอฟริกันซึ่งห้าวหาญ และไม่ได้อยู่กับผู้ซึ่งใช้การทำรัฐประหารหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป” เขากล่าว

พูดมากขึ้นแต่ทำน้อยลง

“ถือได้ว่าเป็นคำปราศรัยที่ทรงพลังอย่างมากในเวลานั้น” อาเล็กซ์ วินส์ หัวหน้าโครงการแอฟริกันขององค์กรวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศของอังกฤษอย่างชาธาม เฮาส์บอกกับดีเบิลยู (สำนักข่าวของเยอรมัน)  “ความคิดและข้อเสนอแนะของเขาในนั้นจะอยู่ยาวนานต่อไป”

แต่ความตื่นเต้นก็ยังไม่หยุด โอบามายังดึงดูดฝูงชนขนาดใหญ่ในการไปเยือนครั้งต่อ ๆ ไป แต่ชาวแอฟริกันจำนวนมากผิดหวังกับผลงานของเขา หลายคนรู้สึกว่าเขาไม่สามารถทำตามสัญญาอันสูงส่งที่เขามีให้ในคำปราศรัย นักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปในผลงานของเขา

“ผมให้คะแนนเขา 6 จาก 10 สำหรับการเข้ามาเกี่ยวข้องกับทวีปแอฟริกา” นักวิเคราะห์การเมืองของเคนยาคือนายมาร์ติน อูลูได้บอกกับดีดับเบิลยู  โอบามาเข้าใจปัญหาและการท้าทายของทวีปแอฟริกาเป็นอย่างดี อูลูยังกล่าวว่า  “เขาน่าจะทำได้มากกว่านี้ หากมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกว่านี้สำหรับเขา”

แต่เมื่อพบกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เพิ่มทวีที่บ้าน ปัญหาการว่างงานที่สูงขึ้นและประเด็นสำคัญของนโยบายต่างประเทศอย่างเช่นสงครามในอัฟกานิสถานและอิรัก โอบามาพยายามจะหาเวลาสำหรับทวีปแอฟริกาในช่วงปีแรกๆ ที่ดำรงตำแหน่ง กานาเป็นประเทศในแอฟริกาเพียงประเทศเดียวที่เขาเดินทางไปเยือนในช่วงวาระแรกของการเป็นประธานาธิบดี

เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะชดเชยในปีต่อมา  ในต้นปี 2012 เขาวางกลยุทธ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับทวีปแอฟริกาซึ่งได้ประกาศให้ทวีปแห่งนี้เป็นเรื่องราวแห่งความสำเร็จทางเศรษฐกิจในอนาคต  เขาเดินทางไปยังเซเนกัล แอฟริกาใต้และแทนซาเนียในอีก 1 ปีต่อมา ในปี 2015 เขาเดินทางไปยังเคนยาบ้านเกิดของบิดาตน ภายหลังจากที่ได้รับการรอคอยมานาน  เขากลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ได้กล่าวคำปราศรัยต่อสหภาพแอฟริกาขณะดำรงตำแหน่ง

คำวิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังส่งหน่วยรบพิเศษยังไปแถบแอฟริกากลางเพื่อตามล่าขุนศึกของอูกันดาคือโจเซฟ โคนี     โอบามายังเข้าไปแทรกแซงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวิกฤตการณ์ซูดาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปช่วยเหลือการลงประชามติอันนำไปสู่การเป็นเอกราชของประเทศซูดานใต้ในปี 2011

โอบามายังคงย้ำถึงแนวคิดหลักของตนเกี่ยวกับประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและแนวคิดนิติรัฐ ขณะเดินทางไปเยือนทุกครั้งในทวีปแอฟริกา แต่ผู้ไม่เห็นด้วยถือว่าไม่ค่อยมีการกระทำตามหลังคำพูดนัก

“โดยภาพรวมแล้ว รัฐบาลของโอบามาได้ให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อขบวนการประชาสังคม เสรีภาพของสื่อและสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในแอฟริกา” เคนเนท รอธ ผู้อำนวยการองค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์เขียนลงในบทความล่าสุด

“อย่างไรก็ตาม ขณะที่การปกครองแบบเผด็จการอำนาจนิยมมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ ในทวีปแอฟริกา กรุงวอชิงตันไม่ค่อยจะคงเส้นคงวาที่จะปฏิบัติตามข้อสังเกตเบื้องต้นและชาญฉลาดของโอบามาที่ว่าทวีปแอฟริกาต้องการ “สถาบันอันแข็งแกร่งไม่ใช่บุรุษอันแข็งแกร่ง (เป็นการเล่นคำ เพราะคำว่า strongman ที่จริงหมายถึงเผด็จการ -ผู้แปล) พร้อมด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม”

การประชุมระหว่างสหรัฐฯและแอฟริกาที่ประสบความสำเร็จ

แต่มาร์ติน อูลูแห่งเคนยาคิดว่ามีเพียงเล็กน้อยที่โอบามาสามารถทำได้  “เขายังถูกจำกัดโดยปัญหาอื่นๆ ของทวีปแอฟริกาอย่างเช่น ภาระรับผิดชอบอันย่ำแย่และธรรมาภิบาลที่เลวร้ายของรัฐบาล รวมไปถึงการท้าทายจากกลุ่มผู้นำ คุณมีกลุ่มผู้นำซึ่งไม่สนองตอบต่อประชาชน” เขากล่าว

โอบามายังได้รับการโจมตีจากองค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจากการร่วมมือเรื่องหน่วยข่าวกรองกับประเทศอย่างซูดานและเอธิโอเปีย (ซึ่งรัฐบาลล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน – ผู้แปล) เขายังดำเนินการต่อเนื่องในการโจมตีโดยเครื่องบินไร้นักบิน (Drone) ต่อผู้ที่ถูกหาว่าเป็นนักรบอิสลามในโซมาเลีย ซึ่งเริ่มต้นโดยประธานาธิบดีคนก่อนคือจอร์จ ดับเบิลยู บุช

เขายังรับเป็นเจ้าภาพของการประชุมระหว่างสหรัฐฯและแอฟริกาเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคมปี 2014 ซึ่งได้นำผู้นำ 50 กว่าประเทศมายังกรุงวอชิงตัน ในการประชุมนั้น โอบามายกย่องแอฟริกาว่าเป็นทวีปแห่งโอกาสและได้ประกาศงบประมาณการลงทุน 3 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐมายังทวีปแอฟริกา

“เป็นการสนับสนุนว่ามันเป็นการโยกย้ายนโยบายของสหรัฐฯ จากเรื่องมนุษยธรรมและการต่อต้าน        การก่อการร้ายไปเป็นการเน้นว่าแอฟริกาเป็นทวีปแห่งอนาคตและมันยังเกี่ยวกับการค้าและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ” อาเล็กซ์ วินส์แห่งชาธาม เฮ้าส์กล่าว

สำหรับวินส์ มันชัดเจนว่าส่วนของนโยบายแอฟริกาของประธานาธิบดีโอบามาที่จะได้รับการจดจำก็คือ “มันจะเป็นการค้ามากกว่าการช่วยเหลือหรือความมั่นคง นั่นคือมรดกเกี่ยวกับทวีปแอฟริกาอันสำคัญยิ่งของประธานาธิบดีโอบามา ตามความคิดของผม” เขากล่าว

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปรากฎการณ์ทรัมป์ ประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ปรากฎการณ์ทรัมป์ ประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

 

ความกลัวผีหอนาฬิกา มช. และฝูงค้างคาวกับญาติมิตรที่สยายปีกครอบครองพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย ทำให้ผมหลบอยู่บ้านมาหลายวัน ได้โอกาสชมการถ่ายทอดสดพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์ และการชุมนุมประท้วงของผู้คัดค้านด้วยความสนุกสนานปนทอดถอนใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ผมสนใจการชุมนุมต่อต้านทรัมป์เป็นเพราะปรากฎการณ์นี้มิได้เป็นเพียงวาระแห่งชาติของสหรัฐฯอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของอารยธรรมโลกเลยทีเดียว

นักสื่อสารมวลชนและวิเคราะห์การเมืองมือฉมังอย่าง Nafeez Mosaddeq Ahmed เสนอว่า คงเป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์หากเราคิดว่า ทรัมป์ คือ ปัญหาของประชาธิปไตยที่ผู้คนหลากหลายกลุ่มต้องลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงแสดงการต่อต้าน ทรัมป์มิใช่ปัญหา หากแต่เป็นเพียงอาการหนึ่งของวิกฤตการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของระบบภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในระดับโลกและการเมืองสหรัฐฯที่กำลังจมดิ่งลงสู่อเวจี

ประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

เมื่อสองปีก่อนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยปรินซตันของอเมริกานำเสนอข้อค้นพบที่ชัดเจนว่า การเมืองสหรัฐฯ มาถึงจุดย่ำแย่เพียงใด งานวิจัยนี้ศึกษาประเด็นเชิงนโยบาย 1779 เรื่องด้วยกัน และพบว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับผู้นำทางเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ เสียงข้างมากมักพ่ายแพ้ เมื่อพลเมืองและชนชั้นเศรษฐีเห็นพ้องต้องการนโยบายประการใดจากรัฐบาล พวกเขาจะสมปรารถนา แต่เมื่อใดที่พลเมืองสามัญไม่เห็นพ้องกับผู้นำทางเศรษฐกิจ นายทุนมักมีชัยเสมอ แม้ว่านักวิจัยจาก ปรินซตันจะมิได้สรุปว่าประชาธิปไตยสหรัฐฯกำลังปรับรูปไปสู่ระบอบคณาธิปไตย แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็เสนอว่าประชาธิปไตยสหรัฐฯถูกครอบงำโดยสิ้นเชิงจากชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ (แฟนพันธุ์แท้ของ C. Wright Mills คงคิดในใจว่า Mills บอกมึงมานานหลายสิบปีแล้ว)

ทรัมป์มิได้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรกลทางการเมืองของวอชิงตัน และสถานะของการเป็น “คนนอก” นี้เองที่ทรัมป์ฉวยใช้ประโยชน์จนส่งผลให้ได้รับคะแนนนิยมแซงคู่แข่งคนอื่นๆจากพรรครีพับลิกัน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ทรัมป์ได้ชัยกลับเป็นเพราะผู้สมัครจากเดโมแครตไม่ได้รับความไว้วางใจจากสาธารณชนตามสมควร ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตจำนวนหนึ่งไม่ได้ออกจากบ้านเพื่อมาลงคะแนนให้ฮิลลารี คลินตัน แต่แม้ผู้ลงคะแนนกลุ่มนี้จะออกมาลงคะแนน คำถามยังคงมีอยู่ว่าพวกเขาจะเลือกไปเพื่ออะไร คลินตันเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากวอลล์ สตรีท และได้รับเงินอัดฉีดมากมายจากชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ชัยชนะของทรัมป์เป็นสัญญาณของระดับความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันการเมืองที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น รวมทั้งยังบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกท้อแท้ไม่แยแสต่อทางเลือกที่ทั้งสองพรรคนำเสนอ ผู้ใช้แรงงานและชนชั้นกลางผิวขาวเลือกทรัมป์เพราะมองว่าเขาเป็นคนนอกแวดวงการเมืองอย่างแท้จริง ในขณะที่ชนกลุ่มน้อยจำนวนมากไม่ได้ลงคะแนน ในบรรดาผู้มีสิทธิลงคะแนน 227 ล้านคน หนึ่งในสี่ลงคะแนนให้คลินตัน เกือบหนึ่งในสี่ลงคะแนนให้ทรัมป์ ส่วนน้อยมากลงคะแนนให้พรรคกรีน แต่ร้อยละ 42 ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อาการหมกมุ่นกับการกล่าวโทษรัสเซียว่าขโมยข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ให้ทรัมป์เป็นเพียงการเบี่ยงประเด็นจับแพะเพื่อเลี่ยงการยอมรับว่าประชาธิปไตยอเมริกันมีช่องโหว่เบ้อเริ่มเทิ่ม

ศาสตราจารย์โยฮัน กัลตุง ผู้เคยทำนายอย่างแม่นยำถึงการล่มสลายของโซเวียต ได้พูดถึงการถดถอยของอเมริกาในฐานะอำนาจนำของโลก กระบวนการถดถอยนี้จะทำให้สหรัฐฯอเมริกาหันเหไปสู่ระบอบอำนาจนิยม และประธานาธิบดีทรัมป์คือป้ายบอกทางและอาจเป็นตัวเร่งให้สหรัฐฯไปสู่การถดถอยเร็วขึ้น สภาวะโลกร้อน ความไม่มั่นคงทางพลังงาน การขาดแคลนอาหารและความลุ่มดอนผันผวนทางเศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยและเส้นทางสู่เงื่อนไขของความขัดแย้งและความรุนแรงภายในและระหว่างประเทศ และการถดถอยสู่อำนาจนิยมโดยรัฐและกองทัพ (เอ๊ะ กรูกำลังพุดถึงประเทศไหนหว่า)

ทรัมป์ คือ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราไม่อาจทำความเข้าใจกับปัญหาที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก แทนที่คนอเมริกันจะมองเห็นรากเหง้าของปัญหาที่แฝงฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบที่ล้มเหลว เขามองเห็นแต่อาการ เช่น ความรุนแรง การก่อการร้าย สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ความวุ่นวายอย่างไม่รู้จบสิ้น ฯลฯ ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงย่ำอยู่บนแนวทางเดิมๆเพื่อแก้ปัญหา มุ่งสู่นโยบายแข็งกร้าว ใช้กำลัง ใช้อำนาจมากขึ้น เหลียวมองกลับไปสู่วันวานแสนสุขที่อเมริกาเกรียงไกร แล้วฝันว่าเราจะสร้างให้อเมริกาเกรียงไกรอีกครั้ง โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นได้

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ตำนานโรดแมปประชาธิปไตย 3 ขั้นตอน

ตำนานโรดแมปประชาธิปไตย 3 ขั้นตอน

Posted: 17 Jan 2017 10:28 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

“โรดแมป”โดยความหมายตรงตัวคือ “แผนที่การเดินทาง” แต่ถูกนำมาใช้ในความหมายของแผนการดำเนินการ แต่กระนั้นในระยะที่ผ่านมาในอดีต สังคมไทยไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “โรดแมป” หรืออย่างน้อยก็ไม่เคยมีการใช้คำนี้ในทางการเมืองไทยอย่างเป็นทางการ คำว่า “โรดแมป” กลายเป็นคำทางการ หลังจากการยึดอำนาจล้มล้างระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบ (คสช.) ก็แถลงเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย มีสาระสำคัญว่า คสช.มีเป้าหมายที่จะคืนความสุขให้ประชาชนคนไทยทั้งชาติ รวมทั้งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนเฉพาะหน้าเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประเทศชาตินั้นเดินหน้าต่อไปได้ และที่สำคัญที่สุด คือเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวงตลอดมาได้รับการปกป้องจากคนไทยทุกคน และนำประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนปราศจากความขัดแย้ง

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ คสช.จะใช้โรดแมป 3 ขั้น คือ ระยะที่ 1 คือ ช่วงแรก ของการควบคุมอำนาจในการปกครอง จะดำเนินการในเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด ในกรอบเวลา 2-3 เดือน ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งกำลังดำเนินการจัดทำอยู่ในฝ่ายกฎหมาย จะมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ สรรหานายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการ ร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการตั้งสภาปฏิรูป เพื่อปฏิรูปการแก้ไขในทุกเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการและเป็นที่ยอมรับ โดยน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถ้าหากสถานการณ์เรียบร้อยเป็นปกติ ปฏิรูปสำเร็จ ปรองดองสมานฉันท์กับทุกฝ่าย ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน ก็จะเริ่มดำเนินการก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 คือ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

ในการชี้แจง”โรดแมป”ครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำตอนท้ายด้วยว่า “ประชาธิปไตยที่จะต้องเตรียมการแก้ไขปรับปรุงนั้นก็จะมาถึงในระยะเวลาที่ไม่นานนัก” และ “ทหารก็จะกลับไปทำภารกิจของเราต่อไป และจะคอยเฝ้ามองประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยก้าวต่อไปข้างหน้าสู่อนาคต” ตามนัยยะของการแถลงเช่นนั้น หมายความว่า คณะ คสช.จะดำเนินการเปลี่ยนผ่านตาม”โรดแมป”และนำมาสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยภายในไม่เกิน พ.ศ.2558

โรดแมปของ คสช.ในระยะที่ 1 ดูเหมือนจะผ่านไปเรียบร้อยดี จึงมีการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระยะที่สอง โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2557 มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญถาวร มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะกรรมการชุดนี้ ถูกคว่ำในสภาปฏิรูปแห่งชาติในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2558 จึงต้องนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ เหตุการณ์นี้กลายเป็นข้ออ้างสำคัญที่นำมาสู่การเลื่อน”โรดแมป”ครั้งใหญ่ของ คณะ คสช. โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2558 ว่า โรดแมปใหม่จะเป็นไปตามสูตร 6+4+6+4=20 คือ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 6 เดือน ทำประชามติภายใน 4 เดือน และเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะประกาศใช้ในเดือนกันยายน พ.ศ.2559 จากนั้น ก็จะร่างกฎหมายลูกภายใน 6 เดือน แล้วก็จะให้มีการเลือกตั้งใน 4 เดือน ซึ่งหมายถึงว่าจะเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2560 นายวิษณุ อธิบายว่า ที่ต้องใช้เวลานานถึง 20 เดือนเพราะการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน”มีความยาก” จึงไม่สามารถทำให้เสร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็วได้

สรุปจาก”โรดแมป”ที่นายวิษณุอธิบายในขณะนั้น ระยะแห่งการครองอำนาจของรัฐบาล คสช.ในระยะเปลี่ยนผ่านขั้นที่สองก็จะยืดยาวจากกรกฎาคม พ.ศ.2557 ถึง กรกฎาคม พ.ศ.2560 หรือเปลี่ยนจาก 1 ปี กลายเป็น 3 ปี แต่เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติมาแล้วเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2559 ก็ยังไม่มีการประกาศใช้ และในที่สุด มีแนวโน้มของการเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งอีกครั้ง เมื่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติออกมาเปิดประเด็นว่า การเลือกตั้งน่าจะเลื่อนไปถึงช่วงกลางปี พ.ศ.2561 เพราะร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 50 ฉบับ อาจจะพิจารณาไม่เสร็จ

กรณีการแถลงของนายสุรชัย แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจำนวนมาก แต่เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า “โรดแมปคืออย่างนี้ และก็ยังเป็นเช่นนี้ เพียงแต่เมื่อหลายเดือนก่อนรัฐบาลบอกว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2560 เพราะมองด้วยสมมุติฐานที่ว่าได้ทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 คิดว่าน่าจะได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯลงมาในเดือนพฤศจิกายน 2559 แล้วประกาศใช้ต่อไป ถ้าเป็นอย่างนั้นการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นได้ในปี 2560 แต่บัดนี้เกิดกรณีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ทุกอย่างเลื่อนไป และจนถึงวันนี้ยังไม่พระราชทานรัฐธรรมนูญลงมา เราจึงนับไม่ถูก ตอบไม่ถูก”

ภายใต้กระแสเช่นนี้ ในวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา สวนดุสิตโพล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโพลเอาใจฝ่ายรัฐบาลทหาร ก็ได้เปิดเผยผลสำรวจว่า ประชาชนที่สำรวจ 51.23% เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ ยังไม่พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เพราะยังมีความขัดแย้ง กังวลว่าบ้านเมืองจะไม่สงบ อาจเกิดการชุมนุมเคลื่อนไหว ปัญหาการเมืองไทยแก้ไขได้ยาก สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยังไม่พร้อม จะมีพระราชพิธีสำคัญ ขณะที่ 48.77% เห็นว่าควรจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป ข้อสรุปจากโพลจะเห็นได้ว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจะมีผลตอบรับในทางบวก

เมื่อมาถึงขณะนี้ จะเห็นได้ว่า โรดแมปเดิมของคณะ คสช. ที่เคยแถลงเมื่อหลังการรัฐประหาร กลายเป็นเรื่องที่เป็น”ตำนาน” ไม่มีใครจะประเมินได้ว่า การดำเนินการที่จะให้มีการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า แผนการที่จะให้มีการเลือกตั้งของคณะ คสช.นั้น มาจากการกดดันของโลกนานาชาติ ที่อยากเห็นสังคมไทยแก้ปัญหาด้วยการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย

ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า ชนชั้นนำไทยและอาจจะรวมถึงชนชั้นกลางในเมือง ไม่เคยเห็นว่าการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะเป็นทางออกของประเทศ แต่กลับมีความวิตกเสมอว่า ประชาธิปไตยจะทำมาซึ่งความวุ่นวาย และจะนำมาสู่การบริหารประเทศของนักการเมืองทุจริต พร้อมทั้งนโยบายประชานิยม

ดังนั้น เมื่อสังคมภายใต้ระบบเผด็จการมีเสถียรภาพและมีการปฏิรูปอยู่แล้ว เราก็หาโพลหรือหาข้ออ้างที่จะเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งต่อไป และก็อยู่กันอย่างคืนความสุขให้ประชาชนอย่างนี้

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 599 วันที่ 14 มกราคม 2560


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

iLaw เปิดสถิติประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 หลังรัฐประหารพบไม่ได้ 28 ได้ 18

iLaw เปิดสถิติประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 หลังรัฐประหารพบไม่ได้ 28 ได้ 18

Posted: 16 Jan 2017 09:10 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ศนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โดย ไอลอว์ รายงานสถิติสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีของผู้ต้องหาคดี ม.112 ช่วงเวลาหลังรัฐประหาร ของ คสช. 22 พ.ค. 57 พบ ไม่ได้รับสิทธิฯ 28 คน ได้ 18 คน และมีอย่างน้อย 11 คน ที่ยังรอสิทธิประกันตัวระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด

สถิติการประกันตัวคดี 112 (ที่มาภาพ ไอลอว์ )

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โดย ไอลอว์ ได้เผยแพร่รายงาน สถิติสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีของผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯตามมาตรา 112 ช่วงเวลาหลังการทำรัฐประหาร ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 22 พ.ค. 57 เป็นต้นมา ซึ่งพบว่า ไม่ได้รับสิทธิฯ 28 คน ได้ 18 คน และอย่างน้อย 11 คน ที่ไม่มีโอกาสได้ยื่นขอประกันตัวเพราะไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ ขณะที่อีก 16 คน ยังไม่มีข้อมูลว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่

โดยรายงานของ ไอลอว์ ระบุไว้ดังนี้

จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ‘ไผ่ ดาวดิน’ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯตามมาตรา 112 คนล่าสุดที่กำลังเรียกร้องสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี หลังเคยยื่นหลักทรัพย์ 500,000 บาท และถูกศาลปฏิเสธมาแล้ว 5 ครั้ง แต่ จตุภัทร์ ไม่ใช่ผู้ต้องหาคนเดียวที่ศาลไม่ให้ประกันตัว สถิติภายใต้ยุครัฐบาล คสช. จากข้อมูลเท่าที่ทราบพบว่า ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว และมีอย่างน้อย 11 คน ที่ยังรอสิทธิประกันตัวระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด

จากข้อมูลที่บันทึกได้ ใน 3 ปีหลังรัฐประหารยุครัฐบาล คสช. มีคนถูกตั้งข้อหามาตรา 112 จากการแสดงออกทางเสรีภาพ อย่างน้อย 73 คน จากจำนวนนี้ มีอย่างน้อย 47 คนที่เคยยื่นขอประกันตัว ทั้งการขอประกันต่อพนักงานสอบสวน ศาลพลเรือน และศาลทหาร มี 18 คน ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และอีก 28 คน ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และมีอย่างน้อย 11 คน ที่ไม่มีโอกาสได้ยื่นขอประกันตัวเพราะไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ ขณะที่อีก 16 คน ยังไม่มีข้อมูลว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่
จากผู้ต้องหา 18 คนที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว มีบางคนที่ต้องติดคุกไปก่อน เช่น “เนส”  นักศึกษาชาวจังหวัดเพชรบูรณ์แชร์แถลงการเท็จ ต้องเข้าคุกไปก่อน 7 วัน เนื่องจากช่วงแรกยังหาหลักทรัพย์ไม่ได้ และเมื่อยื่นประกันครั้งแรกศาลทหารไม่อนุญาต มาอนุญาตในการขอประกันครั้งที่สอง โดยสุดท้ายศาลพิพากษาให้ “เนส” ได้รอลงอาญา หรือกรณีของ เฉลียว  ที่ไม่ได้ประกันตัวตลอด 84 วันในชั้นฝากขัง แต่สุดท้ายศาลชั้นต้นให้รอลงอาญา แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญา แต่ปัจจุบันเฉลียวยังได้ประกันตัวในชั้นฎีกา
จากผู้ต้องหา 18 คนที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว มี 6 คนที่ยื่นขอประกันตัวโดยอาศัยเหตุผลว่า จำเลยมีอาการป่วยทางจิต และกระทำการต่างๆ ไปโดยมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ขณะที่มีจำเลยอีก 2 คนที่มีใบรับรองแพทย์เกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตเช่นกัน คือ “ธเนศ” ซึ่งเคยยื่นขอประกันตัวแล้วแต่ศาลไม่ให้ประกันตัว และสุดท้ายถูกตัดสินลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน และสมัคร ชาวนาชาวเชียงราย ซึ่งไม่มีโอกาสยื่นขอประกันตัวเพราะไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ

รอสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาอยู่อีก 11 คน

มีผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 11 คน ที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัวทั้งที่เคยยื่นขอประกันตัวมาแล้ว ได้แก่
1.สิรภพ บล็อกเกอร์และกวีที่ถูกกล่าวหาว่า เขียนบทความหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาต
2.อัญชัญ อดีตข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่า แชร์คลิปและร่วมผลิตคลิปเสียง “บรรพต” ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาต
3.ธารา นักสุขภาพที่ถูกกล่าวหาว่า เอาลิงก์คลิปเสียง “บรรพต” มาแปะบนเว็บไซต์ของตัวเอง ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาต
4-8. ผู้ต้องหา 5 คน ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่า นอนพูดคุยกันในเรือนจำจังหวัดขอนแก่น ระหว่างถูกคุมขังในคดีขอนแก่นโมเดล ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารขอนแก่นไม่อนุญาต
9. บุรินทร์ ที่ถูกกล่าวหาว่า แชทเฟซบุ๊กคุยกับ พัฒน์นรี หรือ แม่จ่านิว ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาต
10.จตุภัทร์ หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ที่ถูกกล่าวหาว่า แชร์บทความพระราชประวัติจากสำนัข่าวบีบีซีไทย ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 5 ครั้ง ศาลจังหวัดขอนแก่นไม่อนุญาต
11.สมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ที่ถูกกล่าวหาว่า ตีพิมพ์บทความมีเนื้อหาผิดมาตรา 112 ถูกคุมขังตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 13 ครั้ง ศาลอาญาไม่อนุญาต

สถิติปี 59 ได้ประกันตัวเยอะขึ้น ทั้งศาลทหาร-ศาลพลเรือน

หากพิจารณาสถิติการขอประกันตัวแยกเป็นรายปี นับตั้งแต่ปี 2557 ที่ คสช. เข้ายึดอำนาจและการตั้งข้อหามาตรา 112 มีปริมาณพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงสิ้นปี 2559 จะพบว่า สถิติการได้ประกันตัวของผู้ต้องหามีสูงขึ้น ดังนี้
ในปี 2557 จากจำนวนผู้ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 ใหม่ เท่าที่ทราบ 25 คน มีผู้ต้องหา/จำเลยที่ยื่นขอประกันตัวแล้วไม่ได้รับอนุญาตอย่างน้อย 14 คน ผู้ที่ขอประกันแล้วได้รับอนุญาตอย่างน้อย 3 คน และผู้ที่ไม่ได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่ อีกอย่างน้อย 8 คน
ปี 2558 จากจำนวนผู้ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 ใหม่ เท่าที่ทราบ 36 คน มีผู้ต้องหา/จำเลยที่ยื่นขอประกันตัวแล้วไม่ได้รับอนุญาตอย่างน้อย 12 คน ผู้ที่ขอประกันแล้วได้รับอนุญาตอย่างน้อย 7 คน และผู้ที่ไม่ได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่ อีกอย่างน้อย 17 คน
ขณะที่ปี 2559 จากจำนวนผู้ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 ใหม่ เท่าที่ทราบ 12 คน มีผู้ต้องหา/จำเลยที่ยื่นขอประกันตัวแล้วไม่ได้รับอนุญาตอย่างน้อย 2 คน ผู้ที่ขอประกันแล้วได้รับอนุญาตอย่างน้อย 8 คน และผู้ที่ไม่ได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่ อีกอย่างน้อย 2 คน
แม้ว่าโดยหลักการ การประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ซึ่งศาลต้องอนุญาตให้ประกันเป็นหลัก กรณีที่ศาลจะไม่ให้ประกันตัวต้องเป็นข้อยกเว้น โดยต้องมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยมีแนวโน้มที่จะหลบหนี หรือมีความสามารถหรืออิทธิพลที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ หรือจะไปก่อเหตุร้ายประการอื่น แต่การพิจารณาคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องคดี 112 ดูจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามเพราะส่วนใหญ่จำเลยมักไม่ได้รับการประกันตัว โดยหลายคดีศาลให้เหตุผลของการไม่อนุญาตให้ประกันตัวว่า เนื่องจากเป็นคดีร้ายแรง ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ กระทบจิตใจของประชาชน คดีมีอัตราโทษสูง จึงเชื่อว่าหากให้ประกันตัวจำเลยน่าจะหลบหนี

วงเสวนาถก “เย้ยหยันอำนาจรัฐ” ผิดกฎหมาย หรือกลั่นแกล้ง

วงเสวนาถก “เย้ยหยันอำนาจรัฐ” ผิดกฎหมาย หรือกลั่นแกล้ง

Posted: 15 Jan 2017 05:13 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่จัดวงเสวนา “เมื่อสิทธิการประกันตัวหายไป” นักกฎหมาย กรรมการสิทธิฯ ระบุ ความผิดฐานเย้ยหยันอำนาจรัฐ ไม่มีบัญญัติในกฎหมาย ด้านพ่อไผ่ ดาวดินระบุ “ท่านอย่าลืมว่า ไผ่ ถูกกระบวนการยุติธรรมละเมิดสิทธิมาตลอด”


15 ม.ค. 2560 ที่ห้อง 206 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือ NDM ได้จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “เมื่อสิทธิการประกันตัวหายไป เสวนาวิชาการ ว่าด้วยสิทธิผู้ต้องหาที่หายไป จากกระบวนการยุติธรรม” สืบเนื่องจากกรณีการจับกุมคุมขัง และเพิกถอนการสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักศึกษา นักกิจกรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จาก เว็บไซต์ BBC Thai และถูกเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 โดยการยื่นคำร้องขอเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราวของพนักงานสอบสวนเนื่องจากเห็นว่า ผู้ต้องหา มีพฤติกรรมที่แสดงออกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะที่ เยาะเย้ยพนักงานสอบสวน โดยศาลพิจารณาแล้วสั่งให้เพิกถอนการสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว โดยศาลเห็นว่าผู้ต้องหาได้แสดงออกในลักษณะที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง และมีพฤติกรรมที่เป็นการ “เย้ยหยันอำนาจรัฐ”

สำหรับการเสวนาวิชาการครั้งนี้มีวิทยากรทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ทนายความและบิดาของไผ่ ดาวดิน และ วรวุฒิ บุตรมาตร สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เป็นผู้ดำเนินรายการ

วิบูลย์ บุญภัทรรักษา: อย่าลืมว่าไผ่ ถูกกระบวนการยุติธรรมละเมิดมาโดยตลอด

ทนายอู๊ด หรือ วิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของไผ่ ดาวดิน เริ่มต้นด้วยการกล่วถึง การทำกิจกรรมของลูกชายว่า ไผ่ เริ่มต้นทำกิจกรรมทางสังคม การเมือง จากประเด็นปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และประเด็นเรื่องสิทธิชุมชนในพื้นที่ภาคอีสานมาก่อนที่จะมีการทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 แต่หลังจากได้มีการทำรัฐประหาร สถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการเคลื่อนไหวในประเด็นที่ไผ่ ติดตามมาตลอดเริ่มเพิ่มสูงขึ้น จนหลายสิ่งหลายอย่างสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน และทำให้นักกิจกรรมกลุ่มดาวดิน เห็นชัดว่า รัฐประหารครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ที่พวกเขาเคยร่วมทำกิจกรรมด้วย

วิบูลย์ เล่าต่อไปว่า ไผ่เริ่มหันมาจับประเด็นปัญหาที่เป็นเรื่องโครงสร้างทางการเมืองนับตั้งแต่ การทำกิจกรรมของชาวบ้านถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไผ่ พร้อมเพื่อนๆ กลุ่มดาวดิน เริ่มทำกิจกรรมทางการเมืองโดยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เริ่มต้นด้วยการออกไปต้อนรับ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการชูสามนิ้ว ต่อมาเมื่อครบรอบ 1 ปีการทำรัฐประหาร ก็ได้ออกไปชูป้ายที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่จังหวัดขอนแก่น จากนั้นก็ทำกิจกรรมทางการเมืองเรื่อยมา จนกระทั่งปัจจุบัน ไผ่ ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 5 คดี

พ่อของไผ่ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงคดีความล่าสุดของไผ่ จากการแชร์บทความจากเว็บไซต์ BBC Thai ว่าเหตุใดบทความดังกล่าวซึ่งมีคนแชร์ไปทั่วโลก จึงมีเพียงลูกชายตนเองถูกดำเนินคดีอยู่เพียงรายเดียว อีกทั้งต้นทางของบทความก็ยังไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแต่อย่างใด พร้อมกันยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยว่า เหตุผลที่ศาลระบุว่า ไผ่ “เย้ยหยันอำนาจรัฐ” ไม่น่าจะเป็นเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวที่อยู่ใน ป.วิอาญา ซึ่งเขามองว่าหากกรณีนี้ศาลมองว่าเป็นการเย้ยหยันอำนาจรัฐจริง ก็ควรที่จะตั้งข้อกล่าวแยกออกมาอีกคดี ไม่ใช่การเอาเป็นเหตุผลสำหรับเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว

วิบูลย์ เล่าต่อไปถึงวันพิจารณาคำร้องเพิกถอนการประกันตัวว่า วันนี้ได้มีการซักถามพนักงานสอบสวนว่า การกระทำใดที่เป็นการเยาะเย้ยพนักงานสอบสวนตามที่ได้มีการระบุเป็นเหตุผลไว้ในคำร้องขอเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว และการถ่ายรูปทำท่าทางคล้าย “หน้ากากแอคชั่น” ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ระบุว่า การเยาะเย้ย ไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงท่าทางอะไร แค่นั่งเฉยๆ และยิ้ม ก็ถึงว่าเป็นการเยาะเย้ยได้ โดยวิบูลย์มองว่า เหตุผลของพนักงานสอบสวนอ่อนมาก แต่ที่สุดแล้วศาลเห็นตามเหตุผลของพนักงานสอบสวน สำหรับประเด็นเรื่องการไม่ลบโพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กซึ่งเป็นการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC Thai ซึ่งถูกหยิบมาเป็นหนึ่งในเหตุผลสำหรับการเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว วิบูลย์ เห็นว่า หลังจากที่ไผ่ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งแรก จากการยื่นหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 แสนบาท ศาลได้สั่งห้ามไม่ให้เข้ายุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐาน การที่ไม่ลบโพสต์ดังกล่าวจึงเป็นการทำตามเงือนไขการปล่อยตัวชั่วคราว ตามที่ศาลได้กำหนดมา

วิบูลย์ ระบุด้วยว่า หลังจากที่ศาลสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว ทางครอบครัวและทนายความได้ยื่นขอปล่อยตัวชัวคราวไผ่ ไปทั้งหมด 5 ครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาตจากศาล โดยศาลระบุว่ายังไม่มีเหตุผลให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม อีกทั้งยังมีกรณีการสั่งฝากขังผัดที่ 3 ซึ่งวิบูลย์มองว่า มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลไม่ได้อ่านคำร้องให้ผู้ต้องขังฟังและผู้ต้องขังไม่ได้ลงรายมือชื่อในเอกสาร แต่ศาลกลับระบุว่าผู้ต้องขังไม่ค้านการฝากขัง (อ่านข่าวที่เกียวข้อง)

สำหรับสภาพจิตใจ และสภาพร่างกายของไผ่ วิบูลย์ระบุว่า “ทุกครั้งที่ถูกจับเขาจะยิ้มตลอด เป็นคนยิ้มง่าย ถูกจับก็ยิ้มอดทนเอา มาถึงตอนนี้ร่างกายจิตใจยังดีอยู่ แต่บางครั้งมันมีช่วงที่ดูเหงาๆ ผมก็ถามเป็นอะไรลูก เขาบอกว่า เริ่มหมดหวังกับกระบวนการยุติธรรมแล้ว เพราะที่ผ่านมามันแสดงชัดเจนแล้วว่าเกิดอะไรกับเขาบ้าง…จะแพ้ จะชนะ เราไม่ว่าอะไร แต่โปรดทำตามกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม”

ท้ายสุดวิบูลย์ กล่าวกับผู้ฟังว่า “ท่านอย่าลืมนะว่า ไผ่ และครอบครัวผม ถูกกระบวนการยุติธรรม และศาลละเมิดมาโดยตลอด”

 


อังคณา นีละไพจิตร ข้อหาเย้ยหยันอำนาจรัฐ ไม่มีระบุไว้ในกฎหมาย

ด้านอังคณา นีละไพจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งขาติ ได้ระบุว่า คณะกรรมการสิทธิฯ ได้ประสานไปทาง รองผบ.ตร. ในกรณีการสอบวิชาสุดท้ายของไผ่ วันที่ 17-18 ม.ค. 2560 โดยรองผบ.ตร. รับว่าจะประสานกับทางมหาวิทยาลัย และเรือนจำให้ไผ่ได้สอบตามปกติ และหวังว่าทางเรือนจำ มหาวิทยาลัย และตำรวจจะให้ความคุ้มครองในสิทธิดังกล่าว เพราะโดยหลักการแล้ว บุคคลใดที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาต้องมีสิทธิพิสูจน์ตนเอง และถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา อังคณากล่าวด้วว่า ศาลควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของประชาชนบ้างซึ่งจะช่วยให้เกิดวิธีการปรับปรุงการทำงานของศาลให้ดีมากขึ้น

อังคณา กล่าวต่อปถึงเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการตรวจร่างกายทางทวารหนัก ซึ่งในข้อกำหนดแมนเดลาของสหประชาชาติ โดยกระทรวงยุติธรรมของไทยได้รับมาปฏิบัติ ข้อ 52 ว่าด้วยการค้นตัวที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว รวมทั้งถอดเสื้อผ้า ค้นตามซอกหลืบของร่างกายให้กระทำได้ในกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น เช่นในกรณีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ในกรณีของไผ่ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ฉะนั้นการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำ จึงเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และทางเรือนจำต้องพิจารณาตัวเอง ทั้งนี้สำหรับกรณีดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิกำลังเตรียมที่จะออกรายงานต่อไป

สำหรับกรณีการเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว ไผ่ อังคณามองว่า บางครั้งการใช้ดุลยพินิจของศาล อาจจะทำให้ประชาชนตั้งข้อสังเกต และมีความสงสัยในกระบวนการยุติธรรม เนื่องเริ่มมีข้อกล่าวหาแปลกเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างเช่นข้อหาเย้ยหยันอำนาจรัฐ ซึ่งไม่เคยมีกฎหมายข้อใดระบุไว้ว่าเป็นความผิด ฉะนั้นสถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นสถานการณ์ที่มีการสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม และไม่ได้ส่งผลดีต่อใครเลย

เมื่อมีผู้ถามว่า กรณีของไผ่นั้น ทางคณะกรรมการสิทธิฯ จะมีการทำรายงานให้แล้วเมื่อใด อังคณาระบุว่า อาจจะไม่เสร็จทันภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เนื่องจากโดยกระบวนการของคณะกรรมการสิทธิเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนมา จะต้องมีการคัดกรองเรื่อง และนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ซึ่งอาจจะใช้เวลาพอสมควร

สาวตรี สุขศรี : หากประชาชนเย้ยหยันอำนาจรัฐ ก็เท่ากับเย้ยหยันอำนาจของตัวเอง จะเป็นความผิดได้อย่างไร

สาวตรี สุขศรี กล่าวถึงกรณีการแชร์บทความ BBC Thai ว่า สามารถถกเถียงกันได้ว่าผิดหรือไม่ผิด โดยกรณีนี้สาวตรีมองว่าไม่น่าจะผิด และยังพูดถึงกรณีเกี่ยวกับการกดไลก์ ว่า กระกระทำความผิดนั้นจะต้องมีเจตนาที่จะประสงค์ให้เกิดการกระทำความผิด ฉะนั้นเมื่อมีการพิจาณาต้องดูว่าการไลก์เจตนาในการเผยแพร่ต่อหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ แต่หากเป็นการแชร์นั้นอาจเข้าข่ายใน พ.ร.บ.คอมมาตรา14 (5) ได้

สาวตรีระบุด้วยว่า กรณีที่ไผ่แชร์บทความจากเว็บไซต์ BBC Thai แล้วถูกดำเนินคดี มีลักษณะที่เลือกปฏิบัติ คือมีบุคคลทำพฤติกรรมเหมือนกันหลายคน แต่มีการเลือกปฏิบัติที่จะเจาะจงเพียงคนเดียวเท่านั้น ฉะนั้นที่พูดกันว่า บุคคลมีความเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย สำหรับกรณีไผ่ จึงเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ และต้องตั้งคำถามว่า อย่างนี้เป็นการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ ซึ่งเมื่อเป็นการกลั่นแกล้งการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปถึงกรณีสิทธิของผู้ต้องหาว่า ตามหลักการบุคคลต้องได้รับการสันนิฐานว่า ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ยังไม่มีการพิพากษา เมื่อมีหลักการแบบนี้เกิดขึ้นเวลาเจ้าพนักงานจะปฏิบัติหน้าที่กับใครสักคนจะปฏิบัติเสมือนว่าเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้ ต้องสันนิฐานว่าเขายังบริสุทธิ์อยู่ ฉะนั้น การไม่ปล่อยตัวชั่วคราวจึงเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการ ดั้งนั้นการปล่อยตัวชั่วคราวจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เว้นแต่เข้ากรณีข้อยกเว้น ซึ่งจะต้องตีความโดยเคร่งครัด และต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนในรายละเอียด ตามข้อหาและต้องพิจารณาตามพฤติการณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ไผ่ ถูกดำเนินคดีมาแล้ว 4 คดี แต่ไม่เคยมีปัญหาหรือพฤติการณ์จะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ต่อให้คดีจะร้ายแรงแค่ไหนก็ไม่มีพฤติการณ์ดังกล่าว

สาวตรี ระบุต่อไปว่า กรณีการปล่อตัวชั่วคราวนั้น มีทั้งหมด 3 ประเภท คือ 1.การปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข 2.การปล่อยตัวโดยมีประกัน 3.การปล่อยตัวโดยมีประกัน และหลักประกัน ทั้งนี้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยไม่มีเงื่อนไข ได้ถ้าพฤติการณ์ไม่มีปัญหา แต่ที่ผ่านมาจากสถิติจะพบได้ว่า ศาลจะเรียกหลักประกันเกือบทั้งหมด ซึ่งลักษณะนี้มีปัญหาในเรื่องความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นในต่างประเทศจีงกำหนดวิธีการปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขขึ้นมา คือปล่อยโดยไม่มีหลักประกันแต่มีเงื่อนไขให้ แต่ประเทศไทยไม่เป็นเช่นนั้น สำหรับกรณีของไผ่ เมื่อครั้งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรกเขาได้ ยื่นหลักประกัน แต่ศาลยังกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า ไผ่ ได้ทำผิดเงือนไขที่ศาลระบุไว้ตอนต้นหรือไม่ สาวตรี ระบุว่า ไม่ผิดเงื่อนไข

สาวตรี กล่าวต่อไปถึงกรณีที่ศาลใช่ดุลพินิจในการวิเคราะห์ว่าไผ่เย้ยหยันอำนาจรัฐนั้น คำถามคือ หากไผ่ ได้มีเจตนาเย้ยหยันอำนาจรัฐจริงๆ การเย้ยหยันอำนาจรัฐนั้นถือว่าเป็นความผิดหรือไม่ สาวตรีระบุว่า หากถามนักกฎหมายจะตอบได้ว่าไม่เป็นความผิด

โดยสาวตรี กล่าวต่อไปถึง องค์ประกอบของรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วย ประชาชน ดินแดนที่แน่นอน อำนาจอธิปไตย และรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลเป็นเพียงตัวแทนของประชาชน ฉะนั้นการเยาะเย้ย หรือเย้ยหยันอำนาจรัฐ ก็เท่าว่าประชาชนกระทำต่ออำนาจของตัวเอง

“ถ้าเราบอกว่าประเทศนี้ยังเป็นประชาธิปไตยอยู่ อำนาจรัฐเป็นของประชาชน คำถามคือประชาชนจะเยาะเย้ยอำนาจตัวเอง จะผิดตรงไหน” สาวตรี กล่าว

สาวตรี ทิ้งท้ายว่า เมื่อศาลมีดุลยพินิจ การใช้ดุลพินิจจะต้องมีขอบเขต การใช้ดุลพินิจโดยไม่มีกรอบกฎหมายกำกับไม่สามารถทำได้ ซึ่งในกรณีของไผ่ อาจไม่อยู่ในข้อกฎหมาย จึงมีการตั้งคำถามเกิดขึ้นตามมา และสุดท้ายจะนำไปสู่การตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากวงเสวนาสิ้นสุด จ่านิว หรือ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ได้ชวนผู้เข้าร่วมฟังเสวนาทำกิจกรรม เชิงสัญลักษณ์ โดยการนำข้าวหลาม เป็นเซ่นไหว้กับศาลพระภูมิ เป็นทดแทนกับอิสระ และเสรีภาพของ ไผ่ ดาวดิน จากนั้น วิบูลย์ บุญภัทรรักษา ได้เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วม ร้องเพลง “บทเพลงแห่งสามัญชน” เป็นกิจกรรมสุดท้ายของงานเสวนา

เด็กในสถานสงเคราะห์อยากได้ขนมจริงหรือ?

เด็กในสถานสงเคราะห์อยากได้ขนมจริงหรือ?

Posted: 14 Jan 2017 06:24 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

 

‘วันเด็กไปไหนดี’ เด็กหลายคนอาจชวนพ่อแม่ไปเที่ยวห้าง กินขนม ดูหนัง หรือแม้แต่ไปดูไดโนเสาร์ และมีอีกหลายคนเช่นกันที่เลือกทำบุญโดยมอบขนม เลี้ยงข้าวเด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ แล้วเด็กในสถานสงเคราะห์ต้องการจริงหรือ? ขนม นม เนยสารพัดที่หลั่งไหลเข้าไป (ไม่เฉพาะเพียงแค่วันเด็ก) สามารถทดแทนความอบอุ่นจากครอบครัวได้จริงหรือไม่ และตอกย้ำการเป็นผู้รับของเด็กมากเกินไปหรือเปล่า

คุยกับ กอบกาญจน์ ตระกูลวารี หัวหน้างานพัฒนาบุคลากร สหทัยมูลนิธิ ผู้ซึ่งทำงานกับเด็กและข้องเกี่ยวกับสถานสงเคราะห์มากว่า 20 ปี เพื่อทำความเข้าใจ และรู้จักกับเด็กๆ ให้มากขึ้น

วันเด็กเป็นวันแห่งการ ทำบุญกับเด็กยากไร้หรือเปล่า

กอบกาญจน์: ปัญหาเรื่องการให้ของในสถานสงเคราะห์ ไม่ได้มีแต่เฉพาะในวันเด็ก นานมาแล้วที่สถานสงเคราะห์เป็นที่ที่ให้คนมาบริจาค อีกทั้งมูลนิธิหลายที่ก็เชื่อว่า ถ้าเขาไม่มีโรงเรียน ไม่มีบ้านสำหรับเด็ก เขาจะอยู่ไม่ได้ คนจะไม่บริจาค เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะสังคมไทยก็รู้สึกว่า ตัวเองได้ทำบุญ ได้ให้ของ เพราะการให้ของนั้นเป็นรูปธรรม แต่จริงๆ แล้วความเข้าใจต่อปัญหาหรือความคิดที่จะแก้ไขอย่างเป็นระบบยังไม่ค่อยมี

บ้านเด็กกำพร้า จำเป็นต้องมีหรือเปล่า

เราเชื่อว่า เด็กทุกคนต้องโตในครอบครัว สภาพสถานสงเคราะห์หรือการอยู่โรงเรียนประจำนั้นไม่ใช่ชีวิตธรรมชาติ มนุษย์มีลูกครั้งละ 1 คน ไม่เหมือนกับช้างที่ตกลูกมาปุ๊บก็เดินเองได้ ไม่ต้องการการฟูมฟักเยอะ เพราะธรรมชาติเป็นแบบนั้น ในทางกลับกัน คนต้องใช้เวลายาวนานมากกว่าจะเติบโตหรือพัฒนา คิดดูตอนเราอยู่บ้าน มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเลี้ยงเยอะมากกว่าเราจะโต แต่สภาพสถานสงเคราะห์นั้นกลับกัน เด็ก 30 คน พี่เลี้ยง 1 คน ระบบแบบนี้จะทำร้ายเด็ก และไม่ทำให้เขาเติบโตอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องของความรักความอบอุ่น

สิ่งที่ดี เราต้องทำงานกับพ่อแม่ที่มีวิกฤต ช่วยเสริมส่วนที่เขาขาด ให้เลี้ยงลูกเองได้ เราเชื่อว่า ถ้าเขาได้รับการสนับสนุน เขาจะดูแลลูกเองได้ ไม่จำเป็นต้องยกให้คนอื่น ไม่จำเป็นต้องฝากใครเลี้ยง เพราะการฝากคนอื่นเลี้ยง ทำให้เด็กโตมาพร้อมความสงสัยว่า ทำไมฉันต้องมาอยู่ที่นี่ สงสัยในคุณค่าของตัวเองว่า ทำไมพ่อแม่ไม่รักเขา

ถ้าครอบครัวเลี้ยงดูไม่ไหวล่ะ

ถ้าไม่ไหวจริงๆ อยู่กับครอบครัวแล้วเด็กจะแย่มาก ก็ต้องพิทักษ์สิทธิเด็กด้วยการจัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ หรือการจัดหาครอบครัวบุญธรรมถาวร

ใจจริงแล้วเราไม่ต้องการให้มีสถานสงเคราะห์ใหญ่ๆ สถานสงเคราะห์ต้องเป็นที่สุดท้ายของเด็ก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในสภาพสังคมแบบนี้ ยังจำเป็นที่ต้องมีเด็กเข้าสถานสงเคราะห์ เช่น อยู่สถานสงเคราะห์แล้วคุณภาพชีวิตดีกว่าอยู่บ้าน ตอนนี้เหมือนกับว่า สถานสงเคราะห์กลับเป็นที่แรกที่ถูกคิดถึง ฉะนั้นเด็กก็จะมีพัฒนาการที่ล่าช้าและมีสภาวะสุขภาพที่เจ็บป่วยง่าย

เด็กๆ รู้สึกถูกทอดทิ้งไหม

ก็คงมีบ้าง เขาคงรู้สึกมีช่องว่าง เด็กทุกคนอยากจะอยู่กับครอบครัว พอไม่ได้อยู่ก็คงสงสัยว่าทำไมพ่อแม่ไม่เลี้ยงเขา

พวกเขาอยากได้อะไรมากที่สุด

จากการทำงาน 20 กว่าปี เราเห็นว่า คนชอบไปบริจาคสิ่งของที่สถานสงเคราะห์ ทั้งที่จริงแล้วเด็กไม่ได้ต้องการวัตถุ แต่พวกเขาต้องการความรู้สึกภาคภูมิใจ และถูกรัก แต่คนกลับเอาของไปให้ หนำซ้ำไปแล้วก็อยากจะแจกให้ถึงมือ ถ่ายรูป ฯลฯ หรือหากไปเลี้ยงข้าวก็ไปบังคับว่า เด็กต้องกินข้าวให้หมด เด็กเองก็จะถูกสั่งว่า ต้องกินให้หมด แม้อิ่มแค่ไหนก็ต้องกินเพราะเดี๋ยวแขกเสียใจ ด้วยระบบการทำงานแบบนี้ เจ้าหน้าที่หลายคนก็ไม่กล้าปฏิเสธแขก เพราะกลัวแขกเสียใจและรู้สึกไม่ดี

การให้เด็กรับของนั้นตอกย้ำการเป็นผู้รับของเด็ก สิ่งนี้ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า พอโตขึ้น ‘การรับของ’ ซึ่งเคยถูกมองว่าน่ารัก คลานเข่าเข้าไปกราบไหว้ผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้น่ารักอีกต่อไป ผู้ใหญ่ก็ไปต่อว่าเด็ก ทั้งที่จริงๆ แล้วเราสอนเขามาแบบนั้น

แล้วน่าจะทำแบบไหน

ต้องพยายามทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่จำเป็นต้องให้เด็กไปยืนรับของ หรืออาจให้แขกนำของที่จะแจกไปฝากกับเจ้าหน้าที่เพราะการมอบนอกจากจะตอกย้ำเรื่องการเป็นผู้รับแล้ว บางทีเด็กอิ่มก็ต้องกินหรือไม่ชอบก็ต้องรับ เป็นการทำลายอัตลักษณ์ของเขา ซ้ำยังไม่ได้ฝึกวินัย สร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับเด็ก บางคนกินอิ่มจนอ้วกก็มี

เด็กๆ ควรถูกเปิดโลกทัศน์ ด้วยการทำความเข้าใจในข้อจำกัดว่า ทำไมเขาถึงเป็นแบบคนข้างนอกไม่ได้ โดยต้องพยายามให้สังคมมีส่วนร่วม เช่น สนับสนุนให้เขาออกไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ แน่นอนว่า หากมีคนทำอะไรดีๆ ให้ เด็กก็ควรจะขอบคุณ แต่มันยังขาดกระบวนการการทำงานทางความคิดกับเด็กว่า ที่คนมาช่วยช่วยเพราะเขาเห็นคุณค่าของหนูไม่ใช่เพราะหนูน่าสงสาร

ช่วงหลังมีโครงการ อาสาสมัครสายสัมพันธ์ คือการพยายามบอกแขกที่มาว่า เด็กไม่ได้ต้องการของ เขามีจนล้นเหลือแล้ว สิ่งที่เขาอยากได้คือความรัก ฉะนั้น หากคุณสามารถมาเยี่ยมเด็กคนเดียวทุกๆ อาทิตย์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เขารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าเขามีเจ้าของ เขามีคนที่รักเขา ‘เป็นหลานของป้าณี’หรือ ‘เป็นน้องของพี่จูน’ อะไรแบบนี้ เป็นเรื่องของความรู้สึกเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

ป้ามล (ทิชา ณ นคร) เคยพูดว่า เด็กกำพร้าไม่ใช่บันไดไปสู่สวรรค์ เขาไม่ได้มาเพื่อให้เราทำบุญแล้วได้บุญ


กอบกาญจน์ ตระกูลวารี

แจกของ ต้องดูด้วยว่าเขาต้องการอะไร

ที่บ้านราชวิถี นอกจากจะมีการแจกของแล้วยังมีการจัดกิจกรรมให้เด็ก โดยกลุ่มนักศึกษาบางกลุ่มก็ไปในวันที่เด็กไม่ได้พร้อม เช่น เสาร์-อาทิตย์ เด็กเขาอยากมีเวลาส่วนตัว ได้ทำความสะอาด ซักผ้า ทำธุระ แม้เจ้าหน้าที่ไม่ได้อยากรับทุกงาน แต่ด้วยระบบการฝากมา เกรงใจนาย ส่วนมากจึงมีความจำเป็นต้องรับทุกงาน

บางคนมาจัด ก็จัดไม่สนุก นึกถึงเด็กๆ แล้วก็สงสารเขา ต้องไปนั่งฝืนใจ หลังๆ มานี้เขาก็เรียนรู้และใช้วิธีส่งสายสืบไปก่อน ถ้ากิจกรรมสนุกค่อยไปตามเพื่อนมาเข้ากิจกรรม แต่พอไม่มีเด็กเข้ากิจกรรม เจ้าหน้าที่ก็จะว่าว่าทำไมไม่เข้าร่วมกิจกรรม ทำไมไม่ช่วยรับแขก

แสดงว่า ของแจกมีจนล้นแล้ว

มีคนเข้าไปทำเยอะมากและไม่มีการจัดระบบว่า เดือนหนึ่งควรมีกี่หน กรณีของเด็กโตน่าจะถามเขาได้ว่า อยากมีกิจกรรมประเภทไหน เวลาไหน ฯลฯ เพราะเด็กต้องการภาวะการเคารพตัวเอง การค้นหาคุณค่าในตัวเอง การถูกถามความเห็น ซึ่งเราควรรับฟังตรงนี้

เด็กนะ บางครั้งไม่อยากได้ของแต่ก็ต้องรับมา แล้วก็เอาไปทิ้งถังขยะ ตุ๊กตาสวยมากก็เอาไปทิ้งหมด เพราะมันเยอะมากจนเขารู้สึกไม่มีคุณค่า เขาไม่รักษาของเลยเพราะได้มาง่ายมาก ตอนบริจาคควรถามไปด้วยว่าเขาต้องการอะไร

แจกมากๆ เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ด้อยกว่าหรือเปล่า

สถานสงเคราะห์อยากฝึกให้เด็กอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งแน่นอนเวลาเราเอาของไปให้เด็ก เราย่อมอยากให้เด็กรู้สึกว่า คุณป้าเขาใจดีที่ช่วยเหลือเรา แต่ก็ต้องมีกระบวนการที่ทำให้เด็กรู้สึกว่า ไม่ใช่เรื่องของบุญคุณหรือรู้สึกแย่ ไม่ได้ช่วยเขาเพราะความยากจนหรือน่าสงสาร

เคยมีผู้ปกครองเด็กบ้านนนทภูมิ (บ้านเด็กพิการ) เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนแขกชอบไปเดินดูเด็กตามตึก จึงเสนอให้ยกเลิกเพราะเด็กควรมีความเป็นส่วนตัว และแขกน่าจะเข้าใจ ไม่รบกวนด้วยการไปเดินดูเสมือนเป็นของแปลก เหมือนไปดูสวนสัตว์

ที่บ้านราชวิถี พอมีแจกเงิน ก็ชอบให้เด็กคลานไปรับ มองดูแล้วมันมีระบบศักดินา เด็กก็ดูต่ำต้อยมาก เราก็ต้องไม่ให้แจก และอธิบายว่าไม่อยากได้ภาพแบบนั้

คิดว่าคนบริจาคต้องการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองไหม

ก็เป็นไปได้ คนเราก็พยายามมีคุณค่าในแบบที่เชื่อ เราเองไม่ได้แอนตี้ และคิดว่าการช่วยเหลือกันเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่ว่า คนที่ถูกช่วยจะต้องรู้สึกตัวเองมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกรุกราน บางคนหวังดีมากเกินไป ถึงขั้นเสาะหาที่อยู่และตามไปให้ของ จนเกิดภาวะพึ่งพิง เราหวังดีมากเกินไปโดยไม่คิดถึงคนที่รับ คนทุกคนอยากมีคุณค่า เพียงแต่ว่าเราต้องทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่เราจะเข้าไปช่วยทั้งระยะสั้นและระยะยาว

จะทำให้เด็กรู้สึกตัวเองมีคุณค่าได้ยังไง

บ้านราชวิถี เด็กตั้งแต่ป. 1 ขึ้นไป จะต้องช่วยดูแลน้อง ทำงานบ้าน รับผิดชอบของของตัวเอง มีวินัย หรือแม้แต่ฝึกอาชีพ เช่น ทำขนม ปลูกผัก ฯลฯ เพื่อให้เด็กรู้สึกพึ่งตัวเองได้และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

อยู่รวมกันเป็นร้อยๆ ทำยังไงให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง

ตอนแรกๆ ที่เราทำงาน เด็กไม่มีของส่วนตัวเลย เสื้อผ้าก็ใส่รวมหมด เราก็เข้าไปทำงานกับเด็ก เช่น ทุกคนต้องมีสัญลักษณ์ประจำตัว สัญลักษณ์นี้จะเขียนที่รองเท้า ที่ของใช้ของเขา เวลาเขาระบายสีส่งงาน ก็จะมีสัญลักษณ์ประจำตัว เพื่อให้รู้ว่าตัวเขาเองมีเอกลักษณ์ และต้องรู้จักดูแลรักษาเอกลักษณ์นั้น

ถึงตอนนี้ เสื้อผ้าของเด็กก็ยังคงเป็นเสื้อผ้าที่ใช้ร่วมกัน เนื่องจากเด็กมีจำนวนเยอะและมีเจ้าหน้าที่น้อย การทำแบบนี้ทำให้เด็กไม่สามารถแยกได้ว่า ขอบเขตของของส่วนตัว และของคนอื่นคืออะไร ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องในเรื่องการรักษาของของตัวเองด้วย เพราะเขาไม่เคยมีของของตัวเอง ไม่เคยต้องฝึก ไม่เคยต้องดูแล

เด็กบางคนเมื่อได้ครอบครัวอุปถัมภ์ ไปโรงเรียนวันแรกก็ขี่จักรยานของคนอื่นกลับมา เพราะเขาไม่เข้าใจ เขาไม่ได้ขโมยและเคยใช้ได้หมดทุกอย่าง ไปจับไก่บ้านนั้นบ้านนี้ สนุกสนาน วุ่นไปหมดทั้งหมูบ้าน

เด็กๆ มีสิทธิตัดสินใจในเนื้อตัวร่างกายตัวเองแค่ไหน

ก็มีกรอบเยอะ ยิ่งถ้าตอนเล็กๆ ก็ไม่มีสิทธิเลย โตมาหน่อยก็มีกรอบโรงเรียนเหมือนเด็กบ้านทั่วไป

เขาชอบกิจกรรมแบบไหน

เด็กเขาถูกทำให้ชอบแบบที่เป็นอยู่ คือมีรางวัล มีขนมมาจูงใจ

ฝึกทักษะการใช้ชีวิตของเด็กยังไง

เด็กเล็กเริ่มด้วยการให้เขาได้เลือกเสื้อผ้าใส่เอง พี่เลี้ยงอาจแนะได้ว่า ถ้าใส่กางเกงปั่นจักรยานหกล้มจะไม่เจ็บ

เด็กโตที่บ้านราชวิถี      เราพยายามผลักดันให้เขามีตู้เสื้อผ้าของตัวเอง เก็บของของตัวเอง ซักเสื้อผ้า รีดผ้าเอง เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ

ทั่วไปแล้ว ชีวิตเด็กที่นี่ไม่ต้องทำอะไร ตื่นมาเข้าห้องน้ำ อาบน้ำแต่งตัวพร้อมกัน เสร็จแล้วเดินไปกินข้าว ข้าวก็ไม่ต้องทำ มีคนทำให้เสร็จ กินเสร็จจานก็ไม่ต้องล้าง ถึงโรงเรียนก็กินข้าว มีอะไรก็ต้องกิน

มีครั้งหนึ่งให้เด็กๆ ทำกิจกรรม ‘วันซื้อขนม’ มีร้านขนม 6 ร้านแต่มีเหรียญแค่ 3 เหรียญ เด็กต้องเลือกเพื่อสร้างทักษะการตัดสินใจให้เขา ช่วงแรกจะมีเด็กที่ใช้เหรียญหมดไปแล้ว 3 เหรียญ พอถึงร้านที่ 4 แล้วก็นั่งร้องไห้ เพราะเขาไม่เคยตัดสินใจ พอครั้งหลังเขาก็รู้ว่า จะต้องเดินดูก่อนว่าอยากกินอะไรมากที่สุด ต้องคิด ต้องค้นหา ซึ่งเราต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เขา

เท่าที่เห็นเวลาไปสถานสงเคราะห์ เด็กๆ ก็ดูพึ่งตัวเองได้ แถมดูแก่นแก้วมาก ทำไมเด็กที่สถานสงเคราะห์ถึงเปรี้ยวจังเลย

อาจเป็นเพราะเขามีชีวิตที่อยู่ในกรอบ กฎเกณฑ์เยอะ ต้องทำอะไรพร้อมกันหมด คนข้างนอกถึงแม้ต้องไปโรงเรียน ก็ยังมีชีวิตที่ยืดหยุ่น กำหนดได้ อยากกินข้าวตอนนี้ ไม่อยากกินตอนนี้ แต่เด็กที่นั่น ชีวิตต้องทำอะไรตลอดเวลา จะอยู่คนเดียวในห้องก็อยู่ไม่ได้ มีอะไรก็ต้องกิน กดดันพอสมควรโดยไม่รู้ตัว มีเด็กหลายคนที่หนีไปไม่กลับมา แม้จะไปตกระกำลำบากข้างนอกก็ไม่คิดกลับมา

หลายคนเรียนจบ ก็ออกไป บางคนเรียนไม่ได้ก็ฝึกอาชีพ เสริมสวย ตัดเย็บ ปลูกผัก และบ้างก็กลับไปอยู่กับครอบครัว

เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องเหล่านี้ยังไง

เจ้าหน้าที่ที่อยู่บ้านเด็กพิการจะต้องใจรัก เพราะงานที่นี่หนักกว่าบ้านเด็กทั่วไป อีกทั้งต้องคอยทำกายภาพให้เด็ก เพื่อให้อาการไม่แย่ลง แต่เพราะมีคนน้อย ปัจจุบันการกายภาพก็ทำได้ไม่ทั่วถึง

เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเด็กอ่อน เด็กบางคนโตขึ้นมาแล้วถึงรู้ว่าพิการ เราไม่อยากให้ส่งเขาไปบ้านเด็กพิการ เพราะตอนเขาอยู่ที่นี่พี่เลี้ยงมีเวลาดูแลเขา บางครั้งเขาเห็นเพื่อนเดิน เขาก็พยายามเดิน เจ้าหน้าที่เองก้ต้องเรียนรู้ เด็กเองก็มีความสุขมากที่ได้อยู่กับเพื่อน ถ้าไปอยู่กับเด็กพิการด้วยกันก็อาจจะนอนทั้งวัน  ทั้งไม่มีตัวแบบสำหรับเขาและไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะดูเแล

มีการสอนเด็กๆ เรื่องเพศไหม

ไม่ทั่วถึง จริงๆ แล้วในสถานสงเคราะห์เองก็มีกรณีของเด็กที่มีความสัมพันธ์กันจนท้อง พี่เลี้ยง ครู นักสังคมสงเคราะห์เองมีจำนวนน้อย และไม่มีเวลาทำงานเจาะลึกกับเด็ก อีกทั้งขาดทักษะในเรื่องเหล่านี้ ชีวิตของเด็กจึงต่างจากเด็กบ้าน เป็นชีวิตที่ไม่รู้ข่าวสารความเป็นไปของโลก อยู่ก็อยู่รวมกัน ดูทีวีก็ต้องดูรายการเดียวกัน ส่วนมากเป็นรายการที่พี่เลี้ยงอยากดู อย่างในบ้านเด็กพิการซึ่งอาจจะต้องมีคนดูแลตลอดเวลา เด็กก็ยากที่จะมีชีวิตส่วนตัว และเวลาของการติดตามข่าวสาร คนข้างนอกถึงเราไม่ได้ดูข่าว แต่เราก็ยังมีการสื่อสารพูดคุยกับคนอื่น ชีวิตในสถานสงเคราะห์ไม่ค่อยมีเรื่องพวกนี้

จริงๆ แล้ว สถานการณ์เรื่องพวกนี้ แม้แต่ในโรงเรียนเด็กทั่วไปก็ไม่ค่อยได้เรียนอย่างเข้าใจนัก

ในกรณีเด็กพิการวัยรุ่น พ่อแม่มักตกใจว่า จะจัดการกับเรื่องทางเพศของลูกอย่างไร เช่น การช่วยตัวเองของเด็กผู้ชาย พ่อแม่ไม่เข้าใจว่าเด็กมีความต้องการเหมือนคนทั่วไป เราต้องทำอย่างไร จึงต้องมีหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องเพศให้พ่อเเม่ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจและปฏิบัติกับเด็กอย่างเหมาะสม ไม่ห้ามหรือไม่ตีเด็กบางทีเด็กที่เป็นซีพี (CP: Cerebral Palsy) กล้ามเนื้อนั้นจะหงิกเกร็ง และบางคนพูดไม่ได้ก็มีความอัดอั้นเพราะเขาสื่อสารไม่ได้ เราจะช่วยเด็กได้ยังไง

 

ไม่กล้ารัก ไม่กล้าสนิทสนมเพราะคนรักมักหายไปทีละคน สองคน

เนื่องจากสถานสงเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการ ผู้อำนวยการ (หรือที่เด็กๆ เรียกแม่) ก็ต้องเปลี่ยนไปตามวาระ เด็กๆ มีความรู้สึกยังไง

เป็นปัญหาต่อการปรับตัวมาก ตอนแม่ย้ายทั้งเด็กและเจ้าหน้าที่ก็เสียใจ การแยกจากของเด็กในสถานสงเคราะห์นับว่าเป็นบาดแผลในจิตใจอย่างหนึ่งของเขา เขาถูกเปลี่ยนตลอดจนเฉยชากับการสร้างความสัมพันธ์ ไม่กล้าคาดหวังว่าจะรักคนนั้น คนนี้เพราะเดี๋ยวรักไปแล้วจะเสียใจ

แสดงว่า การมีครอบครัวถาวร เป็นผลดีกับเด็กมากที่สุด

กัญญา สาวพิการที่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำ ตอนเล็กๆ ถูกทิ้งที่ปากช่อง ทางโรงพยาบาลก็ผลัดกันเลี้ยงเขาไว้ จนเขา 2-3 ขวบ คนดูแลจึงต้องการหาครอบครัวให้กัญญา เธอจึงได้ครอบครัวบุญธรรมที่สหรัฐอเมริกา เมื่อไปถึงที่โน่น ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าเธอจะมา ก็มีการติดป้ายแจ้งคนในหมู่บ้านว่า ต่อไปนี้จะมีคนใช้วีลแชร์มาอยู่ในหมู่บ้านเรา มีเจ้าหน้าที่รัฐมาถามว่า ต้องการอะไรบ้าง แม้จะค่อนข้างยากและต้องฝ่าฟันกับการเปลี่ยนคนเลี้ยง เปลี่ยนที่อยู่ ซ้ำยังต้องเรียนภาษาใหม่แต่เธอก็ผ่านมันมาได้

ครอบครัวแบบไหนที่มักรับบุตรบุญธรรม

ต่างชาติเยอะกว่า คนไทยเวลาขอเด็กจะเลือกเด็กน่ารัก เด็กปกติ เด็กพ่อแม่ไม่มีปัญหา เพราะคนไทยเชื่อเรื่องกรรมพันธุ์ว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ดีเด็กจะไม่ดี โดยไม่มองการเลี้ยงดู

บ้านเราหากขอเด็กพิการไปเลี้ยง ค่าใช้จ่ายก็จะค่อนข้างเยอะเพราะไม่มีอะไรสนับสนุนจากรัฐเลย

ก่อนรับ เราจะถามเขาว่า รับเด็กประเภทไหนได้บ้างแบบกว้างๆ เพศ ผิว ตัวเล็กตัวใหญ่ ฯลฯ ทั้งนี้การจัดเด็กก็ต้องจัดให้สอดคล้องกับสมาชิกในครอบครัว มีครั้งหนึ่งที่ผู้อุปการะเป็นคนแคระ พอดีกับตอนนั้นมีเด็กเป็นโรคนี้กำลังหาครอบครัว เราก็ส่งให้ เด็กก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่แปลกแยก ไม่โดดเดี่ยว

เด็กอยากไปไหม

เด็กส่วนใหญ่อยากไป เพราะเขามีความหวังมากกว่าอยู่ในสถานสงเคราะห์ เขาอยากมีครอบครัว มีบ้าน ได้เรียน ถึงจะล้มเหลว ก็ยังดีกว่าไม่เคยมีอะไรเลย

ด้านกชกร ก่อทอง อายุ 39 ปีซึ่งพิการด้วยโรคโปลิโอที่ขาทั้งสองข้าง เธออยู่ที่บ้านนนทภูมิตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนกระทั่งเรียนจบ แม้เธอจะมีครอบครัว แต่ปัญหาด้านการเรียนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอมาอยู่ที่นี่ เราสัมภาษณ์เธอในฐานะของผู้ที่เคยมีประสบการณ์วันเด็กกว่า 9 ปีในสถานสงเคราะห์

เท่าที่จำได้ วันเด็กในสถานสงเคราะห์มีกิจกรรมอะไรบ้าง

ก็มีคนมาจัดกิจกรรมให้ มีจัดการแสดง ฉายหนัง ตอนเด็กๆ จะชอบดูหนังและซื้อของในงานออกร้าน เพราะเด็กจะได้เลือกซื้อของ ได้เลือกว่าจะกินอะไรดี

ชอบอะไรมากที่สุด

เขาจัดอะไรก็ชอบหมด นึกไม่ออกว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่บางทีถ้ามีของเยอะเกินไปอยู่แล้ว เช่น ของกิน แล้วยังต้องมาร่วมกิจกรรมอีกก็จะไม่ค่อยอยากออกมาร่วมกิจกรรม

เวลาคนให้ของ เขาบอกให้ทำยังไง

เวลาคนมาแจกของ ก็จะเดินแจกตามโต๊ะ เราก็ต้อง สวัสดี กล่าวขอบคุณ ตอนเด็กไม่ได้รู้สึกอะไร ด้วยความเป็นเด็กก็ทำตามเขา พอโตมาเราก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติ แต่คนที่เขามองเราอาจมองแบบสงสารมากกว่าปกติ ตัวอย่างเช่น คนอื่นร้องเพลงขอบคุณก็อาจจะรู้สึกอีกแบบ แต่เราร้องก็รู้สึกสงสารไปอีกแบบ

บางทีคนในสังคมก็มองว่าเป็นเรื่องการทำบุญเป็นเรื่องปกติ ตอนนั้นไม่รู้สึกอะไรด้วยความเป็นเด็ก แต่ถ้าตอนนี้เราอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง มีงานทำ เลี้ยงตัวเองได้ เราก็ไม่ต้องการอะไรแบบนั้นแล้ว ถ้ามาทำแบบนั้นเราก็ไม่รับ

ต้องการให้คนอื่นมองยังไง

เราอยากเปลี่ยนภาพที่ทุกคนมองเราแบบสองเท่าซะ การทำอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่า น่าสงสารก็อยากให้ลด ภาพที่ต้องไปร้องเพลงก็อาจจะไม่ต้อง เหลือแค่คำขอบคุณธรรมดาเวลาเขาให้ของ เหมือนเป็นการช่วยเหลือกัน แต่ถ้าต้องมีตัวแทนออกไปกล่าวขอบคุณ เพื่อทำให้รู้สึกสงสารเพิ่มมากขึ้นก็คงต้องลดลง

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน