รัฐประหาร 2549 ไม่เสียของ

รัฐประหาร 2549 ไม่เสียของ

Posted: 13 Sep 2014 04:59 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

 

การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 นี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของชนชั้นนำไทยที่เข้าใจกันว่า การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 นั้น เป็นรัฐประหาร”เสียของ” เพราะไม่ประสบความสำเร็จในการกวาดล้าง”ระบอบทักษิณ” และคาดหมายว่า รัฐประหารครั้งใหม่นี้จะประสบความสำเร็จยิ่งกว่าในการบดขยี้”ระบอบทักษิณ” ในโอกาสที่วันที่ 19 กันยายน นี้จะเป็นวันครบรอบของการรัฐประหาร พ.ศ.2549 น่าจะลองกลับมาพิจารณาว่า การรัฐประหารครั้งนั้นเสียของจริงหรือไม่

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมเมื่อ พ.ศ.2535 มีการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ และมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามวิธีประชาธิปไตยเสมอมา และมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นใน พ.ศ.2540 อันนำมาซึ่งการมีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริงชุดแรกในประวัติศาสตร์ ภายใต้วิถีทางเช่นนี้ ดูเหมือนว่าประชาธิปไตยไทยจะมั่นคงและเป็นแบบอย่างเช่นนานาประเทศ การเมืองแบบรัฐประหารควรที่จะหมดสิ้นไป

ในระบบเช่นนั้น พรรคไทยรักไทยที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเมื่อ พ.ศ.2544 และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ท่วมท้นกว่าเดิมใน พ.ศ.2548 แต่กลุ่มชนชั้นนำและชนชั้นกลางจำนวนมาก ไม่พอใจวิธีการบริหารของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ในที่สุดก็มีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสร้างกระแสต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ รัฐบาลไทยรักไทยพยายามแก้สถานการณ์โดยเตรียมการจะให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในเดือนตุลาคม แต่กองทัพบก นำโดย พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ก่อการยึดอำนาจเสียก่อนในเดือนกันยายน

ฝ่ายที่ยึดอำนาจได้ตั้งตนเองเป็นคณะ คมช.ซึ่งมีชื่อเต็มอันยาวเหยียดว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จากนั้นก็ได้ล้มเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ล้มเลิกประชาธิปไตย ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเผด็จการเป็นการชั่วคราว และตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้นบริหารประหารประเทศ นำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่คงจะต้องอธิบายว่า การรัฐประหารนั้นแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำไทยนั้นสิ้นปัญญาที่จะเอาชัยชนะพรรคไทยรักไทยโดยผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และไม่รู้จักอดทนรอยคอยกระบวนการ ต้องการใช้วิธีการแบบฉับพลันในการล้มรัฐบาล จึงยอมรับวิธีการเช่นนี้

ยิ่งกว่านั้น การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 ก็เป็นการกระทำที่สวนทางประวัติศาสตร์โลกอยู่แล้ว เพราะในขณะนั้น ก็แทบจะไม่มีประเทศใดในโลกแก้ปัญหาการเมืองด้วยการยึดอำนาจ การรัฐประหารในประเทศไทยจึงถูกปฏิเสธโดยทันทีจากโลกนานาชาติ ดังนั้น แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์จะถูกอธิบายว่าเป็น”รัฐบาลคนดี” แต่ก็ได้รับการปฏิบัติอย่างหมางเมินจากผู้นำต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเสียภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมาก

แต่กระบวนการทางการเมืองในประเทศยังดำเนินต่อไป ที่จะจัดการกับกลุ่มการเมืองที่ฝ่ายชนชั้นนำเห็นว่า เป็นเสี้ยนหนามของฝ่ายตน จึงได้ใช้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญดำเนินการยุบพรรคไทยรักไทยในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2550 แล้วลงโทษตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยอีก 111 คน เป็นเวลา 5 ปี โดยเป้าหมายในการดำเนินการ ก็เพื่อปิดฉากพรรคไทยรักไทยและทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับอดีตกรรมการพรรคไม่สามารถกลับมามีบทบาทได้ แล้วจึงดำเนินให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งจะเปิดโอกาสแก่พรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์มีมีบุคคลากรพร้อมกว่าสามารถที่จะเอาชนะในการเลือกตั้งได้

และเพื่อสร้างหลักประกันในการป้องกันการฟื้นอำนาจของ”ฝ่ายทักษิณ” ชนชั้นนำไทยยังได้ผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ.2550 ซึ่งมีมาตรการจำนวนมากในการควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง โดยเฉพาะการเปิดทางให้กับอำนาจตุลาการที่จะเข้ามามีบทบาทเป็นตัวควบคุมทางการเมืองอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้มีวุฒิสภาจากการสรรหาโดยฝ่ายตุลาการ และยังให้ตุลาการเป็นฝ่ายสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการเลือกตั้ง(ก.ก.ต.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อควบคุมทิศทางการการเมืองให้เป็นตามกำหนดของชนชั้นนำ ลดอำนาจการแต่งตั้งข้าราชการของฝ่ายรัฐบาลจากการเลือกตั้ง โดยกำหนดให้หน่วยงานสำคัญ เช่น กองทัพ ตำรวจ และธนาคารแห่งประเทศไทย มีกรรมการจัดตั้งฝ่ายบริหารของตนเอง ที่รัฐบาลแทรกแซงไม่ได้

เมื่อผ่านการดำเนินการทั้งหมดนี้แล้วก็เปิดให้มีการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2550 แต่กลับกลายเป็นว่า พรรคพลังประชาชน ที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดย”ฝ่ายทักษิณ” ก็ชนะการเลือกตั้งกลับมาจัดตั้งรัฐบาลได้อีก และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี จนต้องใช้อำนาจตุลาการยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคการเมืองอื่นอีกครั้งในเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 แล้วตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการพรรคอีก 110 คน เพื่อเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์มาจัดตั้งรัฐบาล แต่พอมีการเลือกตั้งใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 พรรคเพื่อไทยที่ตั้งมาจากพรรคพลังประชาชน ก็ชนะการเลือกตั้งอีก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณกลับได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี

ปัญหาก็คือ การที่พรรคการเมือง”ฝ่ายทักษิณ”ชนะเลือกตั้งได้อีก 2 ครั้งนั้น เป็นเพราะความล้มเหลวของการรัฐประหาร พ.ศ.2549 จริงหรือ ต้องตอบว่า การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 ก็ได้พยายามทำทุกอย่างในเงื่อนไขที่เป็นไปได้แล้ว ที่จะจัดการกับ”ระบอบทักษิณ” โดยสร้างระบบการเมืองที่หน้าตาพิกลพิการ ให้อำนาจแก่ฝ่ายตุลาการอย่างมหาศาลโดยไร้การตรวจสอบ แต่ควบคุมการดำเนินการของรัฐบาลจากการเลือกตั้งอย่างไร้เหตุผล ในกรณีที่รัฐบาลนั้นมาจากพรรคที่ไม่สอดคล้องกับฝ่ายชนชั้นนำ จึงได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเสมอมา แต่ฝ่ายชนชั้นนำก็ได้ใช้ศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวขวางทางไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญบรรลุผล

ภายใต้ระบบเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารประเทศอย่างยากลำบาก นโยบายและการดำเนินการหลายอย่างต่างถูกขัดขวางจากองค์กรอิสระจนไม่อาจดำเนินการได้ และที่สำคัญก็คือชนชั้นนำได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มมวลชน กปปส.มาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็ถูกคณะกรรมการเลือกตั้งขัดขวางดำเนินการให้การเลือกตั้งไม่บรรลุผล เปิดทางให้องค์กรอิสระถอดถอนนายกรัฐมนตรี แต่กระนั้น ชนชั้นนำก็ยังไม่พอใจ ต้องสนับสนุนให้กองทัพบกทำการรัฐประหารครั้งที่สอง รื้อฟื้นระบบเผด็จการทหารดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ความผิดพลาดทั้งหมดนี้ มีเงื่อนไขประการเดียวเท่านั้น คือ ชนชั้นนำไทยประเมินประชาชนไทยผิด คิดว่าประชาชนไทยส่วนข้างมากยังว่าง่ายตามใจชนชั้นนำเช่นในอดีต สามารถอ้างเอาเรื่องคุณงามความดีมาเปลี่ยนใจประชาชน แต่เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจประชาชน ก็ใช้วิธีการนอกกติกาเช่นบังคับด้วยอำนาจตุลาการ หรือในที่สุดก็บังคับด้วยอำนาจกองทัพ

เมื่อใช้วิธีการเช่นนี้ ก็มีอยู่ทางเดียวที่จะทำได้ คือต้องออกแบบระบบการเมืองที่พิกลพิการกว่าเดิม ขึ้นกับคะแนนเสียงของประชาชนน้อยกว่าเดิม หรือไม่ก็ใช้อำนาจเผด็จการบังคับประชาชนให้ยาวนานที่สุด ถ่วงเวลาการเลือกตั้งให้มากที่สุด เพราะกลัวว่ามีการเลือกตั้งครั้งใด ประชาชนก็จะยิ่งเลือก”ฝ่ายทักษิณ”ถล่มทลายยิ่งกว่าเดิม

สรุปได้ว่าการเมืองภายใต้ระบอบรัฐประหารเช่นนี้ แม้จะเป็นเรื่องอึดอัดสำหรับฝ่ายประชาชน แต่ดูเหมือนว่า ชะตากรรมของฝ่ายชนชั้นนำไทยจะน่าสงสารกว่า เพราะจนตรอกในวิธีการ ยิ่งฝืนกระแสประชาชนและฝืนกระแสโลก จะทำรัฐประหารอีกกี่ครั้งก็”เสียของ”

 

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 479 วันที่ 13 กันยายน 2557

 

ชายชุดดำในทัศนะของ ศปช.

y_2001

ชายชุดดำในทัศนะของ ศปช.

Posted: 12 Sep 2014 05:19 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

จากกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แถลงเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ว่าสามารถจับกุม “ชายชุดดำ” จำนวน 5 คน และยังหลบหนีอีก 3 คน ที่ก่อเหตุในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 บริเวณถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว และบริเวณใกล้เคียง โดยใช้อาวุธปืนและวัตถุระเบิดจนทำให้เจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายนั้น ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) อันเป็นองค์กรที่ติดตามเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดตลอดมา เห็นควรเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้ใช้ประกอบการพิจารณาดังกล่าว ดังต่อไปนี้ (ดูรายละเอียดในรายงาน ศปช. ได้ที่ https://mega.co.nz/#!Bw0xQZaS!_8rhzyvDie7i2-i-11WzBaAdxnqFWGViFkQYCIXY6zA (การอ้างอิงหน้าหลังจากนี้ จะยึดตามเอกสารที่ปรากฎในลิงค์นี้ ซึ่งอาจแตกต่างจากที่ปรากฏในหนังสือรายงานของ ศปช. ในกรณีหนังสือให้ดูบทที่ 3 “ข้อเท็จจริงการเสียชีวิตและความรุนแรง เมษา 53”)

 

1. ในรายงาน “ความจริงเพื่อความยุติธรรม” ที่จัดพิมพ์โดย ศปช. ในปี 2555 ศปช. ยอมรับว่ามีปฏิบัติการของชายชุดดำในคืนวันที่ 10 เมษาจริง แต่ไม่พบหลักฐานใดๆ ว่าชายชุดดำเกี่ยวข้องกับความตายและการบาดเจ็บของผู้ชุมนุมเสื้อแดงรวมทั้งสื่อมวลชนในวันดังกล่าว  หลักฐานภาพถ่าย คลิปวีดีโอ และคำให้การของผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุยืนยันว่า ตรงบริเวณสี่แยกคอกวัวซึ่งชายชุดดำปรากฏตัวขึ้นนั้น ผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตทั้งหมด 9 รายถูกยิงก่อนที่ชายชุดดำจะปรากฏตัว หนึ่งในหลักฐานนั้นคือ ภาพถ่ายที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงในสภาฯ ที่ระบุเวลาชัดเจนว่าชายชุดดำได้ปรากฏตัวขึ้นหลังเวลา 20.00 น.ไปแล้ว (หน้า 75-85)

 

 

ภาพ 1 จากคลิปเหตุการณ์ ปรากฏ “ชายชุดดำ” เข้ามาที่บริเวณสีแยกคอกวัว เวลา 20.24 น.

 

ภาพ 2 รถตู้ที่เชื่อว่าขนชายชุดดำเข้าไปในบริเวณสี่กั๊กพระยาศรี ถ่ายได้ในเวลา 20.19 น.

 

ภาพ 3 รถตู้เดินทางออกจากทีเกิดเหตุ ถ่ายได้ในเวลา 21.01 น.

*ภาพ 2 และ 3 เป็นหลักฐานที่นายสุเทพ แสดงต่อสภาฯเมื่อวันที่ 15-18 เมษายน 2553

 

2. นอกจากนี้ จากหลักฐานต่างๆ ยืนยันได้ว่า มีผู้ชุมนุมหลายรายถูกยิงด้วยกระสุนจริงตั้งแต่ช่วงบ่ายที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และมีหนึ่งรายเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีชายชุดดำปรากฏตัวขึ้น  เหยื่อรายดังกล่าว คือนายเกรียงไกร คำน้อย อายุ 23 ปี อาชีพคนขับรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งจากการไต่สวนการตาย ศาลอาญาได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2557 ว่าวิถีกระสุนมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้ปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่” เริ่มจากทางด้านแยกสวนมิสกวัน มุ่งหน้ามายังสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยผู้เชี่ยวชาญอาวุธปืนยืนยันว่าอาวุธปืนที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้ในวันเกิดเหตุเป็นอาวุธปืนทาร์โวที่มีใช้เฉพาะในกองทัพ สอดคล้องกับบาดแผลผู้ตายที่ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงตามรายงานชันสูตรศพ <ดูข่าวhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404461395>

 

 

ภาพ 4 แสงสว่างในรูปชี้ว่านายเกรียงไกร คำน้อย ถูกยิงตั้งแต่ช่วงกลางวันบริเวณสะพานมัฆวาน

เมื่อเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ ซึ่งยากต่อการควบคุมสถานการณ์ แต่ฝ่ายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ยังไม่ยอมยุติปฏิบัติการสลายการชุมนุม การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุมรุนแรงได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะบนถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว โดยตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 ก็เริ่มมีผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บจากแก๊สน้ำตาและกระสุนปืนทยอยถูกส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล  อย่างไรก็ตาม ชายชุดดำน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารบริเวณถนนตะนาวเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เหตุการณ์ในคืนวันที่ 10 เมษา บนถนนดินสอ หน้า รร.สตรีวิทยา อันเป็นที่ตั้งของหน่วยบัญชาการทหาร ได้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตอีก 4 นาย รวมถึงพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม   รายงานคอป. (หน้า 105) กล่าวถึงกรณีความรุนแรงบนถนนดินสอว่า ผลการชันสูตรศพพบว่า 3 คน รวมทั้งพลเอกร่มเกล้า เสียชีวิตจาก “สะเก็ดระเบิดขว้างชนิดเอ็ม 67” ส่วนอีก 1 คนเชื่อว่าน่าจะเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79  นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดจำนวนมาก รวมถึง พล.ต.วลิต โรจนภักดี ได้รับบาดเจ็บขาหักจากสะเก็ดระเบิดเอ็ม 67 ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากกระสุนปืน รวมทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่า พลเอกร่มเกล้า มีบาดแผลที่เกิดจากกระสุนปืนแต่อย่างใด

คำถามคือ หากชายชุดดำเคลื่อนตัวจากถนนตะนาวเข้าสู่ถนนดินสอ ก็น่าจะปรากฎหลักฐานภาพถ่ายให้ประจักษ์อยู่บ้าง เพราะในขณะนั้นมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและเทศอยู่เต็มไปหมด ประการสำคัญ กลุ่มชายชุดดำจะสามารถฝ่าวงล้อมทหารจำนวนมากที่ตั้งอยู่บนถนนดินสอ เพื่อขว้างระเบิดเข้าสู่หน่วยบัญชาการทหารที่หน้ารร.สตรีวิทยาได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ข่าวล่าสุดระบุว่า ผบ.สตช. พลเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ระบุว่ากลุ่มชายชุดดำที่จับได้นี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ปฏิบัติการบนถนนดินสอ ซึ่งขัดแย้งกับข่าวพาดหัวที่ปรากฏในสื่อมวลชนส่วนใหญ่ว่า ชายชุดดำกลุ่มนี้สังหารพลเอกร่มเกล้า <ข้อความนี้มีแต่มติชนเท่านั้นที่รายงาน ดู http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1410419979> ฉะนั้น การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหารบนถนนดินสอจึงยังคงเป็นปริศนาต่อไป

3. ที่บริเวณถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยานั้น ผู้เสียชีวิตรายหนึ่งถูกยิงตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น. และเมื่อเกิดเหตุระเบิดตรงหน้าหน้าโรงเรียน ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต ได้ปรากฏหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้ถอยร่นไปทางสะพานเฉลิมวันชาติพร้อมกับยิงปืนในแนวราบไปทางฝั่งผู้ชุมนุม ระหว่างนั้นเองจึงมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตอีก 8 ราย  ในจำนวนนี้รวมนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพรอยเตอร์ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก (ดูรายงานของ ศปช. หน้า 90-102)  รายงานของ คอป. (หน้า 105) ก็สรุปทำนองเดียวกันว่า หลังจากถูกโจมตีด้วยระเบิด ทหารจึงต้องถอนกำลังและพาเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บถอยไป จากการตรวจสอบจากภาพวีดิโอ และจากข้อมูลจากผู้ชุมนุม และผู้สื่อข่าวต่างประเทศ พบเจ้าหน้าที่ทหารบางคนบนถนนดินสอด้านสะพานวันชาติ ใช้ปืนยิงมาทางด้านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้ชุมนุมอยู่หนาแน่น สอดคล้องกับผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุของกองพิสูจน์หลักฐานกลางและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่พบรอยกระสุนยิงมาในลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก เฉพาะบนถนนดินสอมีทั้งหมด 120 รอย ยืนยันได้ว่าเป็นรอยจากกระสุนปืนความเร็วสูง 114 รอย โดย 42 รอยอยู่ในระดับต่ ากว่า 170 ซม. แต่ไม่พบร่องรอยกระสุนปืนที่ยิงไปในทิศทางสวนกันแต่อย่างใด  อย่างไรก็ดี คอป. แสดงความเห็นใจเจ้าหน้าที่ว่า ผลจากการถูกโจมตีจนผู้บังคับบัญชาบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่งผลให้การปฏิบัติการและการใช้อาวุธของทหารเป็นไปอย่างสับสนและไร้การควบคุม

แม้แต่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุน กองพิสูจน์หลักฐานกลาง) ยังได้ให้การในเดือนพฤศจิกายน 2556 ในชั้นไต่สวนการตายกรณีนายฮิโรยูกิ มูราโมโตว่า จากการตรวจหาวิถีกระสุนปืนบริเวณถนนดินสอ ตั้งแต่แยกสะพานวันชาติจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พบร่องรอยทั้งสิ้น 120 รอย ในจำนวนนี้ 114 รอยเกิดจากกระสุนปืน ที่ยืนยันได้ว่าวิถีกระสุนจำนวน 108 รอย ยิงมาจากแยกสะพานวันชาติ (แนวถอยร่นของทหาร) ไปยังอนุสาวรีย์ ส่วนอีก 6 รอยบอกทิศทางไม่ได้  นอกจากนี้ เฉพาะจุดเกิดเหตุบริเวณ รร. สตรีวิทยา อันเป็นที่ตั้งของหน่วยบัญชาการทหาร พบ 26 รอย บริเวณรั้ว ร.ร. มี 8 รอย รถยนต์ของทหารที่จอดอยู่ฝั่ง ร.ร. มี 17 รอย และที่ตู้โทรศัพท์ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน 1 รอย ซึ่งทั้งหมดมีวิถีกระสุนมาจากแยกสะพานวันชาติอีกเช่นกัน <ดูข่าวwww.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE5Ea3lOelU1T1E9PQ%3D%3D>

 

นอกจากข้อมูลข้างต้นที่เสนอมาเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนได้ร่วมกันตรวจสอบแล้ว ศปช. ยังต้องการชี้ให้เห็นว่า

  1. กรณีชายชุดดำยังไม่สามารถลบล้างคำวินิจฉัยของศาลในการไต่สวนการตายหลายกรณี ที่ระบุว่ากระสุนที่คร่าชีวิตประชาชนมีวิถีมาจากฝั่งทหาร (ดูรายละเอียดในตารางที่แนบมาด้านท้าย)
  2. ตามหลักสากลได้กำหนดไว้ว่า การใช้กำลังและอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความรุนแรงของสถานการณ์ และต้องเริ่มจากหนักไปหาเบา โดยใช้อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต (non-lethal weapons) ในการควบคุมฝูงชนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และลดความสูญเสียและขาดเจ็บ การใช้อาวุธสังหารต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายและใช้ได้เพื่อป้องกันตนเองและปกป้องชีวิตผู้อื่นเท่านั้น แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีหลักฐานปรากฏเลยว่า ผู้เสียชีวิตรายใด ทั้งในเหตุการณ์ 10 เมษายน และระหว่างวันที่ 13 – 19 พฤษภาคม 2553 เข้าข่ายผู้ก่อการร้าย มีอาวุธร้ายแรง อีกทั้งลักษณะของการเสียชีวิตและบาดแผลของผู้เสียชีวิตฝ่ายพลเรือนพบว่า ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากกระสุนปืน โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งพบบาดแผลบริเวณช่วงบนของลำตัว อาทิ ใบหน้า ศีรษะ หน้าอก ท้อง ปอด และลำคอ ที่ส่อให้เห็นว่า การยิงของเจ้าหน้าที่เป็นการยิงที่มุ่งปลิดชีวิตของประชาชน มากไปกว่านั้นยังมีหลักฐานที่ชี้ว่า เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพได้ตกเป็นเป้ายิงของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาแสดงตนชัดเจนว่าไม่มีอาวุธและเป็นอาสาสมัครกู้ชีพ
  3. ประการสำคัญ สังคมต้องระวังที่จะไม่ตกลงไปในกับดักหลุมพรางของคำอธิบายที่ว่า “ชายชุดดำคือ สาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนทั้งหมดในคืนวันที่ 10 เมษา เพื่อโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ทหารเพื่อสร้างสถานการณ์” อันเป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์-สุเทพ สร้างขึ้นทันทีหลังวันที่ 10 เมษา เพื่อปัดความรับผิดชอบของตน
  4. ประการสุดท้าย ฮิวแมนไรท์ว้อท์ช ได้ระบุว่ากรณีนายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หนึ่งในผู้ต้องหา 5 ราย ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวออกจากบ้านและหายตัวไปหลายวัน ก่อนถูกนำตัวมาแถลงข่าว ศปช.เห็นว่าการจับกุมคุมขังประชาชนจะต้องเป็นไปกระบวนการยุติธรรมอันชอบด้วยกฏหมาย และผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านกฏหมายอย่างเหมาะสม

 

ตารางแสดงคำวินิจฉัยของศาลในการไต่สวนการตายของพลเรือนระหว่างวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค.2553

ชื่อ-นามสกุล สถานที่/เวลา สถานะคดี
1. นายพัน คำกอง ราชปรารภ / 15-05-2010 เวลา 00.05 น. ศาลออกคำสั่งแล้ว 17-09-2012 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่ง
2. นายชาญณรงค์  พลศรีลา ราชปรารภ / 15-05-2010 เวลา 15.00 น. ศาลออกคำสั่งแล้ว 26-11-2012 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่ง
3. นายชาติชาย ชาเหลา กฤษณามาร์เก็ตติ้ง พระราม 4 / 13-05-2010 ศาลออกคำสั่งแล้ว 17-12-2012 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตโดยวิถีกระสุนมาจากแนวด่านตรวจแข็งแรงของเจ้าพนักงาน ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บนถนนพระราม 4
4. ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ ราชปรารภ / 15-05-2010 เวลา 00.05 น. ศาลออกคำสั่งแล้ว 20-12-2012 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่ง
5. 6 ศพ วัดปทุมฯ ได้แก่ นายรพ สุขสถิตย์, นายมงคล เข็มทอง, นายสุวัน ศรีรักษา, นายอัฐชัย ชุมจันทร์, น.ส.กมนเกด อัคฮาด, นายอัครเดช ขันแก้ว วัดปทุมฯ / 19-05-2010 คำสั่งออกวันที่ 06-08-2013 ศาลสั่งว่า ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 มม. ซึ่งวิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบ ร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหารและบริเวณถนนพระรามที่ 1
6. นายฟาบิโอ โปเลงกี ราชดำริ / 19-05-2010 ออกคำสั่งแล้ว 29-05-2013 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากกระสุนที่มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่แต่ไม่ทราบว่าใครทำให้ตาย
7. ร้อยตรีณรงค์ฤทธิ์ สาละ(อช.4/2555) ดอนเมือง / 28-04-2010 ออกคำสั่งแล้ว 30-04-2013 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากกระสุนของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่
8. นายนรินทร์ ศรีชมภู ถนนราชดำริ / 19-05-2010 เวลา 11.10 น. ออกคำสั่งแล้วเมื่อ 25-04-2014 กระสุนปืนมาจากทางด้านเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่แต่ไม่ทราบว่าใครยิง
9. นายถวิล คำมูล ถนนราชดำริ / 19-05-2010 เวลา 10.00 น. ออกคำสั่งแล้ว 29-11-2013 กระสุนปืนมาจากทางด้านเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่แต่ไม่ทราบว่าใครยิง
10. ชายไม่ทราบชื่อ กางเกงลายพราง(อช.5/2556) ถนนราชดำริ / 19-05-2010 เวลา 10.00 น. ออกคำสั่งแล้ว 17-02-2014 ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเคลื่อนกำลัง แต่ไม่ทราบว่าใครยิง
11. นายจรูญ ฉายแม้น, นายสยาม วัฒนนุกูล(ช. 13/2555) สตรีวิท ดินสอ / 10-04-2010 ออกคำสั่ง 30-09-2013 นายจรูญ ถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูงที่ทรวงอก ทำลายปอดและตับ ส่วนนายสยาม ถูกยิงด้วยกระสุนปืนที่ด้านหลังทะลุทรวงอก ทำลายหลอดเลือดแดงใหญ่ช่องอก และเสียโลหิตมาก  ซึ่งวิถีกระสุนปืน ยิงมาจากฝ่ายเจ้าพนักงานที่ถอยร่นจากแนวป้องกันบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ไปที่บริเวณซอยข้างวัดบวรนิเวศใกล้แยกสะพานวันชาติ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ
12. นายเกรียงไกร คำน้อย มัฆวาน ถนนราชดำเนินนอก / 10-04-2010 บ่าย ออกคำสั่ง 04-07-2014 เสียเลือดมาก จากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ซึ่งมีวิถีกระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ทหารในการปฎิบัติหน้าที่ขอคืนพื้นที่

 

ครบรอบ 3 เดือนการบริหารประเทศของ คสช.

ครบรอบ 3 เดือนการบริหารประเทศของ คสช.


1.) ปตท. ก็ยังทวงคืนไม่ได้ แถมกลุ่มทวงคืนพลังงานถูกหมายจับและอุ้มเข้าค่ายทหารอีกด้วยซ้ำ

2.) ราคายางตกลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด 47 บาท ม็อบสวนยางขู่ให้เวลา 7 วัน ไม่งั้นจะชุมนุม

3.) ข้าวเหลือตันละ 7,000 บาท ชาวนาขาดทุนย่อยยับ

4.) ค่าครองชีพสูงเหมือนเดิม ไม่ได้ลดลงจากสมัยรัฐบาลก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว

5.) ยัดข้อหา ม.112 ให้กับคนที่คิดต่าง ยัดอาวุธให้กับคนที่ต่อต้าน
เผด็จการ ใหญ่คับประเทศ

ุ6.) อีกอัน สลากกินแบ่งรัฐบาล (ลอตเตอรี) ขายเกินราคาเหมือนเดิม ตอนแรกบอกจะปราบ ต้อง 80 บาทเท่านั้น… แต่พอเจอตอขนาดเบ้อเร้อ ถอยเหมือนหมาถูกน้ำร้อนเลย… 555

เห็นโพลล์บอกว่าได้คะแนนเต็ม 6.9 เต็ม 10 จากการบริหารงาน 3 เดือน สงสัยจริงๆว่าคนทำโพลล์โดนปืนจี้หลังอยู่หรือป่าวน๊าา

Source :: สื่อมวลชน คนเสื้อแดง FB