ทิศทางการรุกคืบครอบงำของวัฒนธรรมข้ามชาติในยุคโลกาภิวัตน์

ทิศทางการรุกคืบครอบงำของวัฒนธรรมข้ามชาติในยุคโลกาภิวัตน์

Posted: 04 Jan 2017 04:45 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ถึงทุกวันนี้ เชื่อว่าคนไทยจำนวนมากมองเห็นจนเกิดความเข้าใจแล้วว่าวัฒนธรรมชาติมีความสำคัญอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมด้านใดก็ตาม  จนถึงยุคนี้ซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ที่วัฒนธรรมข้ามชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เห็นในชีวิตประจำวันของเราทุกๆ วัน

ในเมืองไทยนั้น ผมเชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมข้ามชาติอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมอเมริกัน ญี่ปุ่น และยิ่งในตอนหลังสุด คือ วัฒนธรรมเกาหลี ผ่านซีรีส์ หรือผ่านอุปกรณ์โสตทัศน์ต่างๆ  เช่น หนัง(ภาพยนตร์)  ทีวี เป็นต้น รวมถึงระบบอินเตอร์เน็ตที่กลายเป็นเครื่องมือประจำวันไปแล้ว

จากยุคก่อนหน้านี้ที่คนไทยบางกลุ่มเคยหวาดระแวงภัยจากการครอบงำทางวัฒนธรรม เช่น ในยุค “อเมริกันอันตราย” จนเดี๋ยวนี้ เมื่อการส่งผ่านวัฒนธรรมเป็นไปตามธรรมชาติของการสื่อสารมวลชนที่พัฒนาจนก้าวหน้าไปไกลในยุคโลกาภิวัตน์ การตระหนักถึงภัยจากครอบงำทางด้านวัฒนธรรมข้ามชาติก็พลอยลดน้อยลงไปด้วย

สังเกตได้จาก หลังจากยุคอเมริกันอันตรายแล้ว แม้มีญี่ปุ่น มีเกาหลีเข้ามาบุกรุกไทยก็ไม่ถือว่าอันตรายแล้ว โลกาภิวัตน์ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการสื่อสารแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมข้ามชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดา

โดยที่ต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกานั้น หน่วยงานของรัฐในประเทศเหล่านี้หรือคือรัฐบาลของพวกเขา ต่างยังมีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติของพวกเขาอย่างมีนัยสำคัญตลอดมา โดยผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ต รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรรมข้ามชาติ

น่าที่นักประวัติศาสตร์ นักวัฒนธรรมวิทยาหรือนักมานุษยวิทยา ควรค้นหาคำตอบหรือหาเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ แม้ในยุคโลกาภิวัตน์ที่อาจกล่าวได้ว่า คนทั่วไปทั้งหลายทั่วโลกกำลังมีทิศทางหรือแนวโน้มค่อนไปทางการสลายความเป็นอัตลักษณ์แห่งตัวในเชิงวัฒนธรรมลง อันเนื่องมาจากแรงดึงดูดของกระแสโลกาภิวัตน์

พิจารณาได้จากบรรษัทสื่อข้ามชาติ ของหลายชาติที่รัฐชาติของประเทศนั้นๆ ให้การสนับ ทั้งการสนับสนุนที่เห็นได้ชัดอย่างเป็นทางการและการสนับสนุนแบบทางอ้อม เห็นได้ไม่ชัดแบบไม่เป็นทางการ

การสนับสนับสนุนแบบเป็นทางการ หมายถึง การให้การสนับสนุน ผ่านงบประมาณของรัฐ เพราะเหตุที่รัฐเห็นความสำคัญของการเผยแพร่วัฒนธรรมชาติ ให้โลกรู้จัก เช่นที่ โทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซามูไร  BBC ได้รับสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษ หรือแม้แต่ VOA เสียงอเมริกาหรือโทรทัศน์ PBS ต่างได้รับการสนับจากวอชิงตันดีซี ทั้งในส่วนของรัฐบาลกลางและส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติหรือคองเกรส แม้ผ่านยุคสงครามเย็นมานานหลายปี

ถามว่าทำไมรัฐบาลหรือกลไกทางการเมืองของประเทศเหล่านี้จึงยังให้การสนับสนุนการผลิตสื่อข้ามชาติอยู่ แบบไม่เสื่อมคลายลงไปจากเดิมเลย ทั้งบางรัฐบาลยังกลับให้การสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

คำถามดังกล่าว นำมาซึ่งการชี้ให้เห็นว่า แม้ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าการรุกล้ำข้ามแดนเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจะลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด

ผมไม่ทราบว่าการเผยแพร่วัฒนธรรมข้ามชาติด้วยความจงใจจะเรียกว่า เป็น “การพยายามครอบงำทางวัฒนธรรม” ได้หรือไม่? หรือเป็นการพยายามช่วงชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรมได้หรือไม่

ไม่รวมถึงการให้การสนับสนุนทางอ้อมโดยรัฐบาล เช่น ผ่านระบบภาษีหรือการให้สิทธิพิเศษกับเอกชนของชาตินั้นๆ ผู้ผลิตงานด้านวัฒนธรรมเพื่อการส่งออก เช่น ภาพยนตร์ สารคดีทางโทรทัศน์ เป็นต้น ซึ่งดูเหมือนในอเมริกามีฮอลลีวูดเป็นแบบอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนในส่วนของการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยภาครัฐซึ่งกระทำกันมาหลายปีอย่างต่อเนื่อง  ผมไม่ทราบว่าโลกตะวันออกอย่างเกาหลีหรือญี่ปุ่น เป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากดูจากพฤติกรรมเลียนแบบก็พออนุมานได้ว่า ไม่น่าจะมีอะไรแตกต่างระหว่างโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก

โดยที่ในช่วงที่ผ่านมาหลายปี รัฐบาลซามูไรได้ประกาศความสำเร็จในการเผยแพร่วัฒนธรรมแดนปลาดิบลงบนประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศในโลก ทั้งดูเหมือนในช่วง10 ปีมานี้ แดนกิมจิเองก็มีวัตรปฏิบัติที่ไม่แตกต่างจากแดนปลาดิบมากนัก นั่นเป็นช่วงก่อนที่ซีรีส์ เกาหลีจะบูมในเมืองไทยจนแทบกลายเป็นลมหายใจของคนไทยจำนวนมากในเวลาต่อมา

ไม่รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมทุกช่องทางของโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่น เช่น ล่าสุดพวกเขาบุกเมืองโฮจิมินห์ของเวียดนาม ร่วมกิจกรรมที่น่าจะเรียกได้ว่า “งานญี่ปุ่นแฟร์” (Japanese Fair) ที่มีสีสันน่าสนใจ เป็นงานหนึ่งที่คนเวียดนามทุกวัยเข้าร่วมจำนวนมาก แน่นอนว่า NHK ไปถ่ายทำกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมอย่างเต็มอิ่ม งานที่มีสีสันความสนใจส่วนหนึ่งอยู่ที่ตัวการ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก ความเป็นมิตร ความอบอุ่นของคนญี่ปุ่นถูกถ่ายทอดลงไปอย่างถึงแก่นในงานดังกล่าว และผ่านสื่อกลางอย่าง NHK ออกไปทั่วโลก ทั้งๆ สถานที่ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ไม่ได้ดีเด่แบบจัดในห้องประชุมติดแอร์อย่างใดเลย หากจัดกันแบบ Outdoor คือจัดกลางแจ้งเสียด้วยซ้ำ

ดูเหมือนทางสถานีโทรทัศน์ของญี่ปุ่นช่องเดียวกันนี้ตั้งเป้ารุกคืบทางวัฒนธรรมไม่เฉพาะแต่เพียงคนเวียดนามเท่านั้น หากยังมีเป้าหมายไปยังประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจกลุ่มอาเซียนอื่นๆ อีกด้วย รวมถึง ลาว พม่า หรือแม้แต่กัมพูชาอีกด้วย ควบคู่ไปกับการรุกเข้าไปทำธุรกิจหรือการเป็นพาร์ทเนอร์ชิพในทางธุรกิจกับประเทศดังกล่าวนี้อีกส่วนหนึ่ง เรียกว่า เป็นการดำเนินการแบบคู่ขนานกันไปสองทาง คือทางวัฒนธรรมและทางธุรกิจ

พูดแบบหยาบๆ ก็คือการกินรวบทั้งสองด้าน

ต้องไม่ลืมว่างานด้านวัฒนธรรมเหมือนซอฟท์แวร์ ขณะที่งานด้านธุรกิจหรืองานค้าขายนั้นเหมือนฮาร์ดแวร์ ทั้งสองฝ่ายต่างสามารถเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี งานทางด้านวัฒนธรรมนั้น ส่วนหนึ่งคือการส่งเสริมหรือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศหรือคนของประเทศนั้นๆ เป็นน้ำจิ้มขนานเอกให้กับงานด้านธุรกิจ

เมื่อกลับมาดูในส่วนของประเทศไทยก็จะพบว่า เราขาดสำนึกและด้อยประสิทธิภาพในเรื่องการสนับสนุนส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรมมากขนาดไหน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน ทั้งที่คุยกันมาตลอดว่า เรามีของดีทางวัฒนธรรมอย่างประมาณค่าไม่ได้

คำถามคือ เราได้นำวัฒนธรรมที่มีคุณค่าแบบประมาณค่ามิได้นี้ไปนำเสนอต่อผู้คนในต่างวัฒนธรรมอย่างดีที่สุดแบบเป็นระบบหรือยัง มีการจัดกระบวนทัพแล้วหรือยัง กระบวนทัพก็ต้องเป็นกระบวนทัพที่ดีมีประสิทธิภาพด้วย

เพราะถ้าหน่วยงานของรัฐ อย่างเช่น กระทรวงวัฒนธรรมฯ ทำได้ก็คงทำไปนานแล้ว

 

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ประวัติศาสตร์คริสต์มาส

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ประวัติศาสตร์คริสต์มาส

วันคริสต์มาส หรือวันที่ 25 ธันวาคม นั้น ได้รับการเฉลิมฉลองในฐานะวันสำคัญ และเป็นที่เข้าใจกันว่า การเฉลิมฉลองนี้ สืบเนื่องจากวันสมภพของพระเยซู ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกของชาวคริสต์ เป็นวันศักดิ์สิทธิ์และเป็นวันหยุดการทำงาน ในปัจจุบัน แม้แต่ในประเทศที่ประชากรส่วนมากไม่ได้เป็นคริสต์ ก็รับรู้และมีส่วนร่วมในความสำคัญของคริสต์มาสด้วย โดยเฉพาะประเพณีหลายเรื่องที่สืบมาจากคริสต์มาส เช่น เรื่องการอวยพร การให้ของขวัญ การประดับตกแต่งต้นคริสต์มาส ทำให้ประเพณีคริสต์มาสกลายเป็นเรื่องของการฉลองทั่วโลก

ความจริงแล้ว มีความเข้าใจความหมายอันคลาดเคลื่อนอยู่บ้าน เช่น คำว่า “คริสต์มาส” คำในภาษาอังกฤษเก่าคือ Crīstesmæsse หมายถึงการ “มิสซา”หรือ”มหาสนิท”ของชาวคริสต์ แต่คำในภาษาลาติน คือ “festum Natale” มีความหมายเป็นคริสต์สมภพมากกว่า แต่ที่มากกว่านั้น คือ วันที่ 25 ธันวาคม ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับคริสต์สมภพที่เป็นจริงเลย

ในสมัยจักรวรรดิโรมัน เทศกาลปลายเดือนธันวาคม เรียกว่า “แซตเทอร์นาเลีย” คืองานเฉลิมฉลองบูชาพระเสาร์ ซึ่งเป็นเทพแห่งการเกษตร เทศกาลเริ่มจากช่วงวันที่ 17-23 ธันวาคม ต่อมาตั้งแต่ราวสมัยต้นคริสต์กาล วันที่ 25 ธันวาคม กลายเป็นวันศักดิ์สิทธิ๋เพื่อฉลองวันประสูติของเทพมิธรา ซึ่งเป็นยุวเทพที่เกิดจากหิน เทพมิธราองค์นี้ไม่ได้มาจากตำนานกรีก แต่เป็นอิทธิพลของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ที่รับเข้ามาในอาณาจักรโรมันก่อนหน้าศาสนาคริสต์

หลังจากนั้น เมื่อศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่และกลายเป็นศาสนาหลักของจักรวรรดิโรมัน ชาวคริสต์ในระยะแรกก็ยังไม่มีการฉลองคริสต์มาส มีเพียงเทศกาลฉลองอีสเตอร์ คือถือว่าการกลับคืนชีพของพระเยซูเท่านั้นที่มีความสำคัญ จนกระทั่ง คริสต์ศตวรรษที่ 4 ฝ่ายคริสตจักรจึงเห็นว่า เมื่อกำเนิดของพระบุตร คือ พระเยซู มีความสำคัญ จึงควรจะต้องมีการฉลองคริสต์สมภพให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ ปัญหามีอยู่ว่า ในพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุไว้เลยว่า พระเยซูสมภพในวันที่เท่าไร เพราะไม่เคยมีการให้ความสำคัญแก่วันเกิดของพระเยซู ตามหลักฐานพระเยซูน่าจะประสูติในฤดูที่ไม่ใช่ฤดูหนาวเสียด้วยซ้ำ เพราะมีการกล่าวถึงต้อนแกะในทุ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นในฤดูหนาวไม่ได้ แม้กระทั่งปีเกิดของพระเยซูก็ไม่ได้เป็นที่ระบุชัดเจน การหาปีเกิดพระเยซู ทำโดยบาทหลวงดิโอนีซีอุส อีชิกูอัส ใน ค.ศ.533 และเป็นที่ใช้กันต่อมา ในตามหลักฐานที่วิเคราะห์ปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ว่า ศักราชมีความคลาดเคลื่อน พระเยซูไม่น่าจะสมภพในจุดเริ่มของ ค.ศ.1 ตามที่เข้าใจกันในสมัยกลาง

ในกรณีของวันคริสต์สมภพ พระสันตะปาปาจูเลียสที่ 1 (อยู่ในตำแหน่ง ค.ศ.337-352) เป็นผู้เลือกให้ฉลองคริสต์สมภพในวันที่ 25 ธันวาคม ตามวันฉลองใหญ่ของอาณาจักรโรมัน และยังมีการกำหนดวันอีพิฟานี(Epiphany) หรือวันพระคริสต์แสดงองค์ ซึ่งกำหนดเป็นวันที่ 7 มกราคม หลังจากนั้น ประเพณีฉลองคริสต์มาสจึงเผยแพร่ไปทั่วโลกตะวันตก

แต่การฉลองคริสต์มาส เผชิญการท้าทายครั้งสำคัญจากพวกพิวริตัน (Puritans-สำนักบริสุทธิ์) ซึ่งเป็นสำนักโปรเตสแตนต์อังกฤษที่ศรัทธาในความจริงแท้ของพระคัมภีร์ และปฏิเสธสถาบันคาทอลิกทั้งหมด ดังนั้น เมื่อโอลิเวอร์ ครอมเวลส์ยึดอำนาจใน ค.ศ.1645 จึงยกเลิกเทศกาลคริสต์มาสในอังกฤษ ด้วยเหตุผลว่า คริสต์มาสไม่เคยมีในพระคัมภีร์ และในสมัยพระเยซูทรงพระชนม์ ก็ไม่มีการฉลองคริสต์มาส แต่หลังจากที่มีการรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์กลับมาในอังกฤษเมื่อ ค.ศ.1660 พระเจ้าชาร์ลที่ 2 ก็รื้อฟื้นเทศกาลคริสต์มาสกลับคืนมา

ดังนั้น เมื่อพวกพิวริตันไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือตั้งแต่ ค.ศ.1620 จึงไม่มีการฉลองคริสต์มาสในอเมริกาเลย และในบางเมือง เช่น บอสตัน ถือว่าการฉลองคริสต์มาสเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องถูกปรับ และยิ่งต่อมาเมื่อสหรัฐอเมริกาเป็นเอกราชจากอังกฤษเมื่อ ค.ศ.1776 ประเพณีจากอังกฤษก็ไม่เป็นที่นิยม ประเทศใหม่นี้ก็ไม่มีการฉลองเทศกาลคริสต์มาสอย่างเป็นทางการ เทศกาลที่มีความสำคัญ คือ งานฉลองอิสรภาพ 4 กรกฎาคม และวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) ซึ่งกำหนดเป็น 26 พฤศจิกายน

จนกระทั่ง ค.ศ.1819 วอชิงตัน เออร์วิน นักเขียนอเมริกาคนสำคัญ ได้เขียนชุดรวมเรื่องสั้นเรื่อง The Sketchbook of Geoffrey Crayon, Gent. และกลายเป็นหนังสือขายดีอย่างมาก ในหนังสือชุดนี้ เออร์วินได้เล่าถึง “ตำนานโบราณ” ซึ่งรวมถึงเรื่องการฉลองคริสต์มาสในอังกฤษ ความจริงเออร์วินไม่เคยไปอังกฤษ และไม่เคยเห็นการฉลองคริสต์มาสจริง แต่ได้สร้างจินตภาพคริสต์มาสขึ้นมาใหม่ ให้เป็นวันแห่งครอบครัวและการรวมญาติ เป็นวันเฉลิมฉลองความสุข ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตามแนวคิดนี้ คริสต์มาสไม่มีอะไรเกี่ยวกับศาสนาและคริสต์สมภพเลย แต่ผลกระทบจากเรื่องนี้คือ ทำให้เทศกาลคริสต์มาสเป็นที่สนใจมากขึ้นในสหรัฐฯ

นวนิยายของชาร์ล ดิกเกนส์เรื่อง “ภูติคืนคริสต์มาส (A Christmas Carol)” ที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ.1843 และกลายเป็นที่นิยมสูงสุด และทำให้เรื่องวันคริสต์มาสกลายเป็นที่นิยมอย่างสูงในอังกฤษและอเมริกา ในที่สุด รัฐบาลกลางอเมริกาได้ประกาศให้คริสต์มาสเป็นวันหยุดทางการใน ค.ศ.1870

ประเพณีการนำต้นคริสต์มาสมาประดับ ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับคริสต์สมภพ แต่น่าจะเป็นประเพณีดั้งเดิมก่อนคริสต์ศาสนา ที่ชาวโรมันนำต้นไม้มาบูชา ส่วนซานตาคลอสเป็นเรื่องของนักบุญนิโคลัสแห่งมีรา ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.270-325 และมีสาวกผู้ศรัทธา ที่จัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลในเดือนธันวาคม โดยการให้ของขวัญกัน ในที่สุด นักบุญนิโคลัสถูกตัดแปลงโดยชาวเยอรมันรวมกับเทพเจ้าโอดิน กลายเป็นชายมีหนวดเครา ขี่ม้าบินมาในวันที่ 6 ธันวาคม จึงสวมชุดหนาเพื่อป้องกันความหนาว คาทอลิกรับเอานักบุญนี้เข้าสู่ประเพณีของตน และย้ายวันเดินทางมาของนักบุญนิโคลัสเป็นวันคริสต์มาส จากนั้น วอชิงตัน เออร์วิน  เป็นผู้ขนานนามนักบุญนิโคลัสเป็น “นักบุญกางเขน” หรือ “ซานตาครอส” (ใช้คำตามภาษาดัชท์) ต่อมา ใน ค.ศ.1822 คลีเมนต์ มัวร์ เขียนบทกวีบรรยายให้นักบุญนิโคลัสมาโดยเลื่อนที่มีกวางเรนเดียร์ 8 ตัว และนำของขวัญมาใส่ในถุงเท้ายาวที่แขวนไว้กับปล่องไฟ ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มของจินตภาพซานตาครอสที่ใช้กันต่อมา

เรื่องภาพของการฉลองคริสต์มาส ต้นคริสต์มาส การให้ของขวัญ และซานตาคลอส ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกนี้ ได้ถูกต่อต้านคัดค้านจากฝ่ายเคร่งศาสนา เพราะเห็นว่าประเพณีเหล่านี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคริสต์สมภพเลย กลุ่มนี้จึงต้องการรื้อฟื้นความหมายเดิมของคริสต์มาส คือ การทำเฉพาะเข้าโบสถ์และพิธีทางศาสนาเท่านั้น

แต่ความพยายามนี้ คงไม่ประสบผล เพราะงานฉลองคริสต์มาสทั่วโลกได้กลายเป็นธุรกิจการค้าขนาดมหาศาลในแต่ละปี และนี่จึงเป็นโฉมหน้าอันแท้จริงของตลาดคริสต์มาส

 

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 597 วันที่ 31 ธันวาคม 2559

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: ศาสนาในพื้นที่สาธารณะใหม่

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: ศาสนาในพื้นที่สาธารณะใหม่

ผมได้รับโอกาสที่ดีมากในการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านพระมหาบุญช่วย สิรินุธโธ และคุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร ในโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนบนฐานศาสนธรรม” สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.​) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น การเข้าร่วมนี้ทำให้เกิดความคิดหลากหลายและมองเห็นสังคมในอีกมิติหนึ่ง จึงขอนำบางประเด็นมาเล่าสู่กันฟังครับ

ท่านพระมหาบุญช่วย สิรินุธโธ ผู้ประสานงานโครงการวิจัยได้เลือกชุนชนที่เป็นพื้นที่การวิจัยที่มีความหลากหลาย อันประกอบด้วยชุมชนที่นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการนั้นเกิดขึ้นจากพี่น้องในชุมชนเห็นปัญหาของตนเองและปรารถนาจะแก้ไขด้วยการใช้ฐานศาสนธรรมให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาของตนเอง

คุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร ได้กล่าวเน้นว่าโครงการนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ที่จะทำให้เราเริ่มมองเห็นและมองหาแนวทางการปรับตัวของ “เทวศาสตร์ในพื้นที่สาธารณะใหม่” ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาสนาคริสต์ในโลกตะวันตกได้พยายามปรับตัวมานับเนื่องทศวรรษ

ท่านพระมหาบุญช่วย ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายของการประชุมทำนองว่าหากโครงการทั้งหมดสามารถที่จะปรับศาสนธรรมมาใช้แก้ปัญหาของชุมชนได้ ก็จะเป็นฐานคิดต่อไปว่าหากสังคมไทยจะเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยศาสนธรรมจะทำอย่างไรกันได้บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของสังคมไทยในปัจจุบัน

กรอบคิดในการแสวงหา “ความรู้” เพื่อสังคมของท่านทั้งสองควรจะเป็นหลักการที่สังคมไทยควรจะต้องหยิบมาใคร่ครวญกันนะครับ เพราะในวันนี้ เราเกือบจะมองไม่เห็นหลักการของศาสนาหรือศาสนธรรมปรากฏอยู่ในชีวิตของผู้คนเลย

หากเรานิยาม “ศาสนา” ในเชิงวัฒนธรรมเพื่อทําความเข้าใจให้ชัดเจนขึ้น กล่าวได้ว่า “ศาสนา” คือ ระบบของสัญญลักษณ์ซึ่งมีพลังในการอธิบายกระบวนการของชีวิตทั้งหมด ตั้งแต่อดีต เรื่อยมาถึงปัจจุบัน และมองไปสู่อนาคต พลังของการอธิบายเกิดขึ้นได้เพราะการอธิบายครอบคลุมมิติต่างๆของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และยึดโยงแนบแน่นกับความหมายที่ดีงาม (ระบบศีลธรรม) ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทั้งหมด

พลังของศาสนาที่สามารถอธิบายทุกสรรพสิ่งได้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันไปนี้จึงเป็นรากฐานแรงจูงใจของมนุษย์ในการจรรโลงสรรพสิ่งตามเป้าหมายของกระบวนชีวิตในศาสนานั้นๆ

พลังในการอธิบายกระบวนการของชีวิตทั้งหมดในอดีตกาลมีสูงมากเพราะสังคมมนุษย์ไม่ได้มีความแตกต่างมากนักในสถานะทางเศรษฐกิจและระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด “มนุษย์จึงเป็นมนุษย์”ที่ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในกรอบการอธิบายของศาสนา อดีต (ชาติ) ปัจจุบัน (กาล) และอนาคต (ชาติ) อยุ่ในชุดเดียวกัน อาจจะมีความแตกต่างอยู่ในเรื่องชนชั้นแต่ไม่ได้มีทางมองโลก มองชีวิตที่ฉีกขาดจากกัน

แต่สังคมไทยปัจจุบัน (รวมทั้งสังคมโลกด้วย) กลับมีความแปลกแยกแตกต่างกันมากมายและเกิดขึ้นในทุกมิติของชีวิต ผมคิดว่าวันนี้สังคมไทยเหมือน “ สังคมขนมชั้น” แบบโมเสคแยกย่อย (ชิ้นเล็กๆที่ประกอบกันเป็นชิ้นใหญ่แต่ไม่เป็นโมเสครูปเดียวกัน ) สังคมลักษณะนี้จะเห็นได้ว่าแม้ว่าแต่ละชั้นจะอยู่รวมกันแต่ก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแท้จริง พร้อมกันนั้นในแต่ละกลุ่มชนชั้นก็มีรอยแยกระหว่างกันอีกด้วย

ตัวอย่างของกฎทั่วไปที่อธิบายภาวะของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง ซึ่งซ้อนทับบนการอธิบายกระบวนการของชีวิตทั้งหมด (ที่ครอบคลุม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของมนุษย์) เช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น) กฎทั่วไปนี้เคยอธิบายการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งเช่นนี้กลับไมมีเสน่ห์ต่อคนอีกหลายกลุ่มในสังคม เช่น “อนัตตา” คือ ความไม่มีตัวตนนั้น ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีพลังกับกลุ่มคนชนชั้นกลางกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยที่มีสํานึกเชิงปัจเจกชนนิยมที่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตนเอง จนทําให้เกิดการตีความบิดเบี้ยวและสร้างกฎทั่วไปใหมที่เน้นถึง ภาวะที่เป็นอัตตาที่มีอยู่/และดํารงอยู่ของสภาวะนิพพาน (ซึ่งเดิมเป็นอนัตตา) หรือการเกิดลัทธิพิธีใหม่ๆมากมายในสังคม

“สังคมขนมชั้น” แยกย่อยแบบโมเสคกลายเป็นพื้นที่สาธารณะใหม่ขนาดใหญ่ที่คนอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ไม่มีใครเข้าใจและเห็นใจกันอีกแล้ว ขณะเดียวกันในแต่ละชิ้นของโมเสคสังคมก็สร้างความหมายของชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ศาสนาที่ครั้งหนึ่งเคยประสานหรือสร้างความรู้สึกร่วมกันในความหมายของชีวิตก็ลดความหมายลงไปจนเกือบหมดสิ้น

ความรู้ที่นักวิจัยในโครงการวิจัยชุดนี้กำลังแสวงหาอยู่จึงไม่ใช่แค่การตอบเพียงแค่ปัญหาในชุมชนแต่ละพื้นที่เท่านั้น แต่หากกำลังเสาะแสวงหาทางออกให้แก่สังคมโดยรวมอีกโสดหนึ่งด้วย เพราะท่านทั้งหลายกำลังดึงเอาแก่นแกนของศาสนธรรมให้กลับเข้ามาอยู่อย่าง “เป็นธรรมดา” ของชีวิตประจำวันของคนทั่วไปในชุมชน เพื่อที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาหลายอย่างในชุมชนตนเอง

หากศาสนธรรมแยกออกจากชีวิตธรรมดาของผู้คน และเป็นเพียง“สมบัติ”ของคนกลุ่มน้อยที่ใฝ่ฝันบรรลุบรมธรรมของศาสนา เราก็คงต้องเผชิญปัญหาสังคมหนักหน่วงมากขึ้นๆไปเรื่อยๆ ดังนั้น พวกเราเองก็คงจำเป็นที่จะต้องคิดถึงการสร้าง “ศาสนาธรรมที่เป็นธรรมดา” เพื่อที่จะทำให้เป็นพลังในการประสานหรือสร้างความรู้สึกร่วมในสังคมให้แจ่มชัดเพื่อชีวิตของเราและลูกหลานในอนาคต

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: กรุงเทพธุรกิจ

รายงานเสวนา: 19 ปี ปฏิรูปสื่อไป(ไม่)ถึงไหน

รายงานเสวนา: 19 ปี ปฏิรูปสื่อไป(ไม่)ถึงไหน

Posted: 29 Dec 2016 12:03 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

 

27 ธ.ค. 2559 ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และโครงการสื่อสันติภาพ และสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง “19 ปีปฏิ-Loop สื่อวิทยุ-โทรทัศน์ไทย…ไปต่ออย่างไร”

สุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ กล่าวว่า ประเด็นการปฏิรูปสื่อถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 ปีนี้เข้าปีที่ 19 แล้ว เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่า เราจะก้าวไปอย่างไรต่อ ทั้งนี้ นับแต่ปี 2540 มีเหตุการณ์ฝุ่นตลบทางการเมืองและวิบากกรรมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เส้นทางปฏิรปสื่อเป็นหนึ่งในความหวังและการมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย อย่างไรก็ตาม เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 76/2559 ข้อ 1-6 พูดเรื่องการเยียวยากิจการทีวีดิจิตอล ส่วนข้อ 7-9 เป็นเรื่องการขยายการไม่เรียกคืนคลื่นวิทยุต่อไปอีก 5 ปี เวทีวันนี้จะหาคำถามว่า เมื่อมีแผนเช่นนี้ การปฏิรูปสื่อจะเป็นอย่างไรต่อไป
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย
– เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา และอดีตอนุกรรมการด้านพิจารณาความจำเป็นในการใช้คลื่นในกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์
– จักร์กฤษ เพิ่มพูล อนุกรรมาธิการด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ในกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชน สปท.
– วิชาญ อุ่นอก เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ
– สุเทพ วิไลเลิศ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
– พิรงรอง รามสูตร รองอธิการบดีจุฬาฯ และอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

000000

พิรงรอง รามสูตร

การปฏิรูปสื่อมีมามากกว่า 19 ปี จุดเริ่มต้นจริงๆ คือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เท่ากับนับเป็น 25 ปีหรือหนึ่งไตรมาสของหนึ่งศตวรรษแล้ว

การปฏิรูปหรือ reform คือการทำให้เกิดรูปแบบใหม่ แสดงว่า การปฏิรูปต้องเกิดรูปแบบใหม่ ถ้าไม่เกิดรูปแบบเท่ากับไม่มีการปฏิรูป มูลเหตุของการปฏิรูปเกิดเมื่อ 25 ปีก่อนคือ มีการปิดกั้นสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เพราะโครงสร้างสื่ออยู่ในมือของรัฐ ส่วนหนังสือพิมพ์ ที่พยายามใช้เสรีภาพในการนำเสนอ ก็มี 3 ฉบับถูกปิด คือเนชั่น ผู้จัดการ และแนวหน้า

ดังนั้น “รูป” ที่ต้องการเปลี่ยน คือ โครงสร้างความเป็นเจ้าของ โครงสร้างในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ทรัพยากรการสื่อสาร

ที่มาที่ไปของการปฏิรูปสื่อ
ที่มาที่ไปของการปฏิรูปสื่อสอดคล้องไปกับการปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญ 40 ที่คนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปสื่อนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการเมืองด้วย

ผลจากรัฐธรรมนูญ 2540 ก่อให้เกิดองค์การอิสระมากมาย ไม่ว่า สตง. ป.ป.ง. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ซึ่งเป็นองค์กรที่อยู่นอกเหนือโครงสร้างอำนาจรัฐ มีขึ้นเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนองค์กรอิสระด้านการสื่อสาร ก็มี กสทช. ตามที่ระบุในมาตรา 40 ซึ่งมีขึ้นเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ โดยให้คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม

ดังนั้น ถ้าประชาชนเข้าไม่ถึงทรัพยากรคลื่นความถี่หรือการสื่อสารที่เท่าเทียม ก็ไม่อาจใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปรากฏการณ์ความเหลื่อมล้ำ ดูได้จากการที่คลื่นความถี่วิทยุ คลื่นหลัก 500 กว่าคลื่นเป็นของรัฐทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่กับ อสมท. และ กองทัพ ส่วนทีวี ก็เป็นของรัฐทั้งหมด โดยเป็นของ อสมท. กองทัพบก สำนักนายกฯ ประชาชนเข้าไม่ถึงสื่อเหล่านี้ คนที่จะเข้าถึงคลื่นคือรัฐ และสัมปทานอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่มีความโปร่งใสในการเข้าถึง เห็นได้จากสัมปทานระยะยาวของไทยทีวีสีช่อง 3 ที่ได้ตั้งแต่ 2506-2563 เท่ากับช่วงชีวิตนี้เราจะเห็นแต่บริษัทนี้ครอบครองคลื่นนี้

กฎหมายและแนวทางควบคุม
ในช่วงวิกฤตไม่ว่าสื่อของรัฐหรือสื่อที่ได้สัมปทานจากรัฐ ก็ล้วนถูกรัฐเข้ามาควบคุม

เงื่อนไขการปฏิรูปสื่อ ประกอบด้วย
– การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ทรัพยากรที่เคยขาดแคลน มีมากขึ้นและนำมาจัดสรรกันได้มากขึ้น
– การขาดความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมของสื่อ สื่อถูกเหมารวมว่าเป็นแบบนี้ ทั้งที่สื่อมีความหลากหลายสูงมาก
– วิกฤตการณ์ สิ่งที่เคยวางแผนไว้ พอเจอมาตรา 44 ก็จบ

สำหรับกระแสปฏิรูปสื่อในต่างประเทศนั้น ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปนโยบายหรือโครงสร้าง ปฏิรูปเนื้อหา การสร้างวิถีปฏิบัติที่ดี การทำให้เกิดสื่อที่เป็นอิสระ เช่น วิทยุชุมชน และการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ดู ผู้ชม ผู้ฟัง เพื่อภูมิทัศน์การบริโภคสื่อที่ดี

ถามว่าปฏิรูปสื่อกันไปทำไม โจทย์คือ ทำอย่างไรให้สื่อทุกประเภททำเพื่อสาธารณะ Damian Tambini อาจารย์ด้านสื่อมวลชนศึกษา วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) เคยกล่าวไว้ว่า สื่อไม่ว่าอยู่ในระบอบใดก็ต้องรับใช้ประชาชน เพราะการมีสื่อในมือเป็นอำนาจสำคัญ

ระลอกคลื่นแห่งการปฏิรูปสื่อไทย
1. หลัง พ.ค.2535 เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 มีมาตรา 40 วางพื้นฐานการปฏิรูปสื่อ ทั้งเชิงโครงสร้างและสารัตถะ

2. จากเหตุการณ์ปี 2553 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขณะนั้นประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ โดยบรรจุแผนปฏิรูปสื่อไว้ด้วย มีการดำเนินการศึกษาในบางแง่มุม แต่ไม่มีการดำเนินการ ไม่มีผลที่จับต้องได้

3. หลังรัฐประหาร 2557 การปฏิรูปสื่อถูกรวมไว้ใน 11 วาระของปฏิรูปของ คสช. ซึ่งย้อนแย้ง เพราะการใช้อำนาจของรัฐไม่เอื้อต่อการปฏิรูป แม้มีการตั้งกลไกและโครงสร้างต่างๆ เพื่อการปฏิรูปสื่อ

พิเคราะห์ปฏิรูปสื่อ
ดูรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ พบว่าจากรัฐธรรมนูญ 2540, 2550 มาจนถึงร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ทิศทางโดยรวมเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นการกระจายอำนาจสู่ประชาธิปไตยทางการสื่อสาร ไปเป็นการหวนคืนสู่การควบคุมโดยรัฐ

เช่น จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 การันตีเสรีภาพสื่อของรัฐให้พึงได้เท่าเอกชน ในร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นสื่อมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่ต้องสอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานที่สังกัด

หรือด้านเสรีภาพในการสื่อสาร ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ระบุว่า การดักฟังทำไม่ได้ จะทำได้ต้องมีกฎหมายเฉพาะ แต่ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ระบุว่า ทำไม่ได้ เว้นแต่มีคำสั่ง หมายศาล หรือเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปูทางให้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่

นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ยังกำหนดให้บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพ ตราบเท่าที่ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ตรงนี้มีการวิจารณ์ว่าอาจเกิดการตีความที่กระทบการใช้สิทธิเสรีภาพทั้งหมดได้

มีการย้ายคลื่นความถี่จากหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ไปอยู่หมวดหน้าที่ของรัฐ แปลว่า เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะจัดให้

เรื่องสิทธิในคลื่นความถี่ จากเดิม รัฐธรรมนูญ 2540 บอกให้มีองค์กรอิสระในการจัดสรรคลื่น ซึ่งมีศักดิ์เท่า สตง. ป.ป.ง. แต่ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 บอกว่า ให้มี “องค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่” ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่เคยมีมาก่อน

สุเทพ วิไลเลิศ

เวลาเราพูดถึงการปฏิรูปสื่อ มันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เรากำลังพูดถึงการเพิ่มสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งผูกพันกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

จากพฤษภาทมิฬ 2535 ไปถึงรัฐประหาร 2 ครั้งในปี 2549 และ 2557 มีการเปลี่ยนผ่านในเชิงโครงสร้างหลายอย่าง

ในปี 2540 เรามี พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2540 มีการตั้ง กสช. (คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ) ขึ้น แต่ก็ถูกฟ้องร้อง ต่อมา เกิดรัฐประหาร 2549 มีการแก้รัฐธรรมนูญและแก้กฎหมาย จนปี 2553 จึงมี พ.ร.บ.กสทช. และมี กสทช.ขึ้น โดยมีสัดส่วนทหารตำรวจ 6 นายต่อพลเรือน 5 คน

5 ปีที่ผ่านมาของ กสทช. เราเห็นการเปลี่ยนผ่าน ของทีวี วิทยุ และโทรคมนาคม โดยปรากฏการณ์สำคัญคือ การมีทีวีดิจิตอล แต่ยังไม่เกิดทีวีชุมชน เพราะต้องรอการคืนคลื่น นี่เป็นสิ่งที่ทอดเวลาออกไป

ส่วนวิทยุ ซึ่งโดยหลักการ หน่วยงานรัฐทั้งหมดซึ่งเป็นผู้ถือครองคลื่นความถี่จะต้องคืน กสทช. เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ และแบ่งให้ประชาชนใช้ 20% สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อ กสทช. มีมติให้คืนคลื่นของหน่วยงานรัฐทั้งหมด ในปี 2560 เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ไม่ถึงสัปดาห์ มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 มาอุ้มทีวีดิจิตอล ขยายเวลาชำระเงินประมูล และให้ขยายการคืนคลื่นไปอีก 5 ปี จากปี 2560 ไป 2565 เท่ากับวิทยุทดลองประกอบกิจการที่เกิดขึ้น 5,000 กว่าสถานี ต้องต่ออายุปีต่อปี ต้องทดลองออกอากาศต่อไปโดยไม่มีอนาคต ขณะที่หน่วยงานรัฐยังคงสิทธิประกอบกิจการตามกฎหมาย

ทั้งนี้ แม้เราจะมีสื่ออินเทอร์เน็ตแล้ว ก็ไม่ใช่ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ เราเสียค่าบริการอินเทอร์เน็ตอาจจะมากกว่าค่าน้ำค่าไฟเสียอีก ย้ำว่า เราควรได้ใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะ

ตั้งคำถามว่า ถ้าจะมองการปฏิรูปใหม่ จะมองใหม่อย่างไรให้เป็นได้จริง, ในความต้องการจัดสรรคลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน เมื่อมีการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งแบบนี้ สื่อกระแสหลักที่รัฐถือครอง ออกข่าวเรื่องเหล่านี้ขนาดไหน วิทยุที่รัฐถือครองพูดเรื่องนี้หรือไม่ และภาคส่วนต่างๆ ที่เคยพูดเรื่องการปฏิรูปสื่อ ทุกวันนี้ยังยืนหยัดและมีเจตนารมณ์แบบนั้นอยู่หรือไม่

วิชาญ อุ่นอก

รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นหัวใจของการปฏิรูปสื่อสำหรับภาคประชาชน เพราะบอกว่าสื่อไม่ใช่ของรัฐอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จากคำสั่ง คสช. ที่ออกมา เราไม่รู้อนาคตเลยว่าการจัดสรรคลื่นจะเป็นอย่างไร

ถอยหลังดูสื่อชุมชน ที่ผ่านมา ภาคประชาชนตั้งแต่ปี 2535 หลายภาคส่วนร่วมกันผลักดันเรื่องการปฏิรูปสื่อ โดยคาดหวังว่าถ้ามีองค์กรอิสระ น่าจะทำให้การสื่อสารในบ้านเรามีความเป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพมากขึ้น จนมีการกำหนดเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญ 2540 และมี กสทช.

พอเกิดองค์กรอิสระอย่าง กสทช.ขึ้น เราฝากความหวังไว้เยอะ คิดว่าการมี กสทช. จะเป็นหน่วยงานจัดการปัญหาหมักหมมได้อย่างดี แต่เท่าที่ฟังวิทยากรสองท่านมา จะเห็นข้อจำกัดภายใน คือ แม้มีตัวแทนของภาคประชาชน แต่ก็เป็นเสียงข้างน้อย ดันวาระสำคัญๆ ออกมาไม่ค่อยได้

นี่น่าจะเป็นบทเรียนว่าเรามัวแต่ฝากความหวังไว้กับองค์กรอิสระ โดยตัดหัวใจสำคัญอย่างบทบาทของภาควิชาการ วิชาชีพและชุมชนไป

วิทยุชุมชนนั้นเกิดขึ้นในปี 2545 หลัง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ 2543 อย่างไรก็ตาม มองว่าที่ผ่านมา วิทยุชุมชนโดนแช่แข็งมาสิบกว่าปีไม่ให้โต

โดยในปี 2547 กรมประชาสัมพันธ์ออกมาบอกว่า วิทยุชุมชนโฆษณาได้ ทั้งที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ห้ามมีโฆษณา ทำให้เกิดวิทยุ 2,000-3,000 คลื่นตามมา ช่วงวิกฤตการเมือง มีกลุ่มสี ทหาร พระ อาชีวะ ตั้งวิทยุของตัวเองขึ้นมา รวมๆ เรียกเป็นวิทยุชุมชน กลายเป็น “โศกนาฏกรรมทางย่านคลื่น” วิทยุชุมชนถูกวิจารณ์ว่า เกิดแล้วสัญญาณรบกวนคลื่นกันเอง ขายยาผิดกฎหมาย ส่งเสริมคนตีกัน ตอนนั้นรัฐก็ไม่แยกประเภทให้ชัด ทำให้ภาพสื่อชุมชนที่ดูสวยงาม ลดลงไป

ต่อมา หลังการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557 วิทยุชุมชนถูกปิดหมด การจะกลับมาเปิดรอบสอง เงื่อนไขยากมาก ต้องเอาเครื่องไปตรวจ ทำ MoU กับทหาร แค่งบก็ต้องใช้ไม่ต่ำว่า 50,000 บาท เป็นค่าตรวจ ค่าซ่อมบำรุง ฯลฯ

ขณะนี้วิทยุประเภททดลองออกอากาศที่ได้ยินหลังรัฐประหาร จากก่อนรัฐประหาร มี 7,000-8,000 คลื่น ตอนนี้เหลือ 4,000 กว่าคลื่น เป็นวิทยุธุรกิจเกือบ 3,000 คลื่น ประเภทสาธารณะ เช่น อาชีวะ วัด อบต. 1,000 คลื่น ที่เป็นชุมชน จากที่ 500 คลื่น ติดเงื่อนไขเรื่องค่าใช้จ่ายและ MoU ทำให้ออกอากาศได้ 200 คลื่น

แล้ววิทยุที่ออกอากาศตอนนี้ ทำอะไรก็ไม่ได้เพราะเป็นคลื่นทดลอง ถูกกำหนดรัศมีออกอากาศห้ามเกิน 20 กม. กำลังส่งห้ามเกิน 500 วัตต์ โตไม่ได้ พัฒนาไม่ได้ แม้แต่คลื่นธุรกิจก็ไม่กล้าลงทุน เพราะไม่รู้จะได้คลื่นเดิมไหม

สิบกว่าปีที่ผ่านมา เฉพาะการปฏิรูปสื่อชุมชน จะเห็นว่า ไม่ได้ก้าวหน้าเลย ซ้ำภาพลักษณ์ยังตกต่ำ

ที่ผ่านมา ชุมชนตั้งใจมากในการลุกมาจัดการการสื่อสารของชุมชนเอง แต่สิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่มีการส่งเสริมและยังโดนขัง วิทยุชุมชนอีก 200 คลื่นจะเริ่มตาย เพราะทำอะไรไม่ได้เลย แล้วในช่วงห้าปีต่อไปจะเหลือสักเท่าใด

จักร์กฤษ เพิ่มพูล

สิ่งที่จะพูดวันนี้มี 3 เรื่อง
1. การปฏิรูปสื่อที่พูดถึงกันทุกวันนี้คือการพยายามบริหารจัดการสื่อด้วยอำนาจบางอย่าง ทั้งนี้ เนื้อหาที่จะพูดวันนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขว่าเป็นรัฐบาลไหน หรือผู้มีอำนาจคนไหน

2. สิ่งที่เราสมมติว่าเป็นการปฏิรูปสื่อวันนี้ เริ่มมาอย่างไร และขณะนี้ทำอะไรกันอยู่

3. คำสั่งตามมาตรา 44  มีลักษณะสำคัญคือ มีผลประโยชน์ต่างตอบแทน และผลประโยชน์ทับซ้อน

////

1. สิ่งที่เราพูดกันทุกวันนี้ ไม่ใช่การปฏิรูปสื่อ การปฏิรูปสื่อในสังคมไทยเคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวคือ การปฏิรูปสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และคลื่นโทรคมนาคม ปี 2540 ซึ่งเป็นผลพวงจากพฤษภา 2535 ต้องให้เครดิต อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล ที่ริเริ่มให้แนวคิดนี้ และเขียนในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 40

แต่เมื่อมี กสทช.แล้ว ผิดหวัง เพราะไม่เคยพบเลยว่า เสียงส่วนใหญ่ของ กสทช. มีแนวคิดเรื่องการปฏิรูปสื่อในความหมายที่ควรจะเป็น

2. ยุค ‘ปฏิรูปสื่อสมมติ’ เริ่มหลังรัฐประหาร 2557 มีการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งกำหนดการปฏิรูปเร่งด่วน 11 ด้าน ด้านหนึ่งคือการปฏิรูปสื่อเพราะเชื่อว่าสื่อทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม

คณะรัฐประหารมีความรู้เรื่องสื่อสารมวลชนเป็นศูนย์ ตอนนั้นมีการตั้งคณะทำงานเตรียมการเพื่อการปฏิรูปขึ้นคณะหนึ่งขึ้น และมีการเชิญตัวแทนองค์กรสื่อไปให้ข้อมูล ซึ่งตนเองได้เข้าไปให้ข้อมูล เริ่มต้นจากศูนย์เลยว่า สื่อสารมวลชนคืออะไร การส่งสารคืออะไร ท้ายที่สุด มีการเอาข้อมูลให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณาต่อ แต่ไม่พบว่า สปช. เอาข้อมูลเหล่านั้นไปทำอะไร มีการดำเนินการใหม่ทุกอย่าง โดยนอกจากเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อ มีการกำหนดวาระเรื่องการกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ เพราะที่ผ่านมา การกำกับดูแลสื่อไปไม่ถึงไหน เมื่อสื่อละเมิด ก็ไม่มีกลไกบังคับให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้จริง ดังนั้น เพื่อให้เกิดสภาพบังคับขึ้น กมธ.ปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช.ซึ่งมี อ.จุมพล รอดคำดี เป็นประธาน มีตนเองและ อ.สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ไปนั่งร่างกฎหมาย

ร่างกฎหมายนี้ มีหลักการบังคับให้กระบวนการกำกับดูแลกันเองทำงาน หมายความว่า อำนาจหน้าที่สภาวิชาชีพเดิมยังมีอยู่ครบถ้วน ยังตรวจสอบ สอบสวนได้ แต่กฎหมายนี้ จะทำหน้าที่เป็นศาลสูง ถ้าไม่จบ จะเดินต่อได้ด้วยกระบวนการนี้

มาถึงตอนนี้ ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เรายังเอาร่างกฎหมายนี้ไปทำต่อ ปรับปรุง จัดโครงสร้างเล็กน้อย และเสร็จไปเมื่อไม่นานนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีการสอดไส้ในสาระสำคัญสองเรื่อง คือ เรื่องการให้มีใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพและให้อำนาจเพิกถอน และการมีตัวแทนรัฐเข้าไปนั่งในองค์กรสภาวิชาชีพซึ่งมีอำนาจวินิจฉัย อันขัดกับหลักการพื้นฐานเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญ 2540

3. ทีวีดิจิตอลที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ 22 ช่อง ถ้าไม่มีการเอื้อมมือไปช่วย ตายแน่นอน คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 76/2559 ที่ออกมานั้นมีเนื้อหาเกื้อกันอยู่ในที โดยบอกว่า กสทช.อาจผ่อนปรนให้ผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิตอลผ่อนชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฯ ได้

ที่บอกว่าต่างตอบแทนเพราะไม่เห็นว่าสื่อทีวีดิจิตอล ซึ่งได้ประโยชน์จากการยื้อเวลา จะนำเสนอข่าวหรือบทวิเคราะห์เรื่องนี้เลย นี่คือการไม่ปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานของสื่อมวลชน ไม่เสนอข้อเท็จจริงที่รอบด้าน ถามว่ามันมีอะไรที่ปิดปากไว้

นอกจากนี้คำสั่ง คสช. ยังบอกว่า เมื่อครบวาระคืนคลื่นวิทยุใน เม.ย. 60 ให้ต่ออีก 5 ปี สำหรับหน่วยงานราชการ กองทัพ ตั้งคำถามว่า คนออกคำสั่งนี้ได้รับประโยชน์ด้วยหรือไม่
เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ 

ก่อนหน้านี้ ได้ขอลาออกจากอนุกรรมการพิจารณาสัญญาสัมปทานและพิจารณาความจำเป็นการใช้คลื่นความถี่ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ของ กสทช. เมื่อ 14 พ.ย. แต่เนื่องจากยังไม่มีคนใหม่มาแทน เลยยังถือว่าดำรงตำแหน่งอยู่

อนุกรรมการพิจารณาความจำเป็นการใช้คลื่นความถี่ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 เพื่อทำหน้าที่ให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ที่ถือครองคลื่น แจ้งความจำเป็นไปในการใช้ ทำงานกันอย่างระมัดระวังมาก หากมองในแง่ดี ตั้งแต่ตนเองเป็นนักวิชาชีพ ไม่มีครั้งไหนที่มีข้อมูลกิจการกระจายเสียงมากเท่านี้มาก่อน โดยนอกจากพิจารณาจากเอกสารแล้ว ยังมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมจากบางหน่วยงาน รวมถึงสุ่มถอดผังรายการที่ออกอากาศอยู่มาตรวจสอบด้วย

ผลการศึกษาของคณะอนุฯ มีข้อเสนอ 3 ข้อ คือ 1.ให้กำหนดระยะเวลาแน่นอนในการคืนคลื่น 2.เพื่อการใช้คลื่นให้มีประสิทธิภาพ ให้มีหน่วยงานกำกับดูแล 3.ให้ กสทช. เร่งหารือกับหน่วยงานภาครัฐ ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ 1) ถือครองคลื่นในปริมาณที่มาก 2) ถือครองคลื่นที่ให้บริการในพื้นที่ที่ซ้ำซ้อน 3) ใช้คลื่นไม่สอดคล้องกับภารกิจ ให้เรียกมาเจรจาเพื่อให้เกิดการคืนคลื่น ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นก่อนแผนแม่บทสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาของอนุกรรมการฯ นี้เป็นความลับ ตนเองเคยเสนอให้จัดแถลงข่าวผลการศึกษาให้สาธารณะทราบ เพราะการทำงานล่าช้าไปมากแล้ว แต่ประธานอนุกรรมการสั่งห้ามเผยแพร่

ทั้งนี้ รู้สึกแปลกใจกับมติของ กสท. เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา ที่เสียงส่วนใหญ่ 2 ใน 4 (อีกคนงดออกเสียง) กลับมีมติว่า 1.กำหนดระยะเวลาการคืนคลื่นให้สิ้นสุดตามแผนแม่บท คือ เม.ย. 2560 2.การคืนคลื่นก่อน เม.ย.2560 ให้เป็นภาคสมัครใจ  ซึ่งต่อมา กสทช. ก็เห็นชอบมตินี้เมื่อ 14 ธ.ค. ประกอบกับการมีคำสั่ง คสช. ยิ่งเป็นการตอกหมุดการปฏิรูปสื่อ หากเอาคลื่นอนาล็อกคืนมาไม่ได้ การปฏิรูปสื่อล้มเหลวสิ้นเชิง

จากการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. เป็นห่วง คสช. ว่าเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ โดยจากการศึกษาของอนุกรรมการฯ พบว่า หน่วยงานความมั่นคงของรัฐ 6 หน่วยงาน ปัจจุบันถือครองคลื่น 47.58% หรือ 256 คลื่น อีกกลุ่มซึ่งยอดสูงไม่แพ้กัน เพราะกรมประชาสัมพันธ์ไปอยู่ที่นั่นคือกลุ่มหน่วยงานระดับกระทรวง ทบวง กรม 32.34% หรือ 174 คลื่น รัฐวิสาหกิจ มี อสมท. เจ้าเดียว

ผลการศึกษาของอนุกรรมการฯ พบว่า หน่วยงานภาครัฐ 28 หน่วยงาน ใช้คลื่นสอดคล้อง 21% ไม่สอดคล้อง 79% แต่มีอนุกรรมการฯ ปรับถ้อยคำเป็น “ไม่สอดคล้องกันบางส่วน” โดยกรณีกองทัพบก 138 คลื่น เป็นหน่วยงานที่อยู่ในทั้งกลุ่มที่สอดคล้องและไม่สอดคล้อง เพราะจาก 138 คลื่น กองทัพบกใช้คลื่นสอดคล้องกับภารกิจ 11 คลื่น โดยเป็นคลื่นเฉพาะกิจ เช่น คลื่นเคลื่อนที่ตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้ กสทช. เปิดเผยผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ สู่สาธารณะ รวมถึงใน 5 ปีต่อไปนี้ ขอให้หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่จะได้ประโยชน์จากการขยายเวลาการคืนคลื่น แจ้งต่อสาธารณะทุกปีว่าได้ประโยชน์จากการประกอบการเท่าไหร่

สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ผอ.วิทยุจุฬา

การปฏิรูปสื่อจะดูบริบทแค่คำสั่งหัวหน้า คสช. นี้ไม่ได้ ต้องดูหลายอย่างประกอบกัน
-กำลังจะมีการแก้ พ.ร.บ.กสทช. ซึ่งจะมุ่งสู่การชดใช้ราคาค่าคลื่นความถี่ เมื่อเกิดความจำเป็นต้องเรียกคืน และแก้ไขคุณสมบัติของกรรมการ กสทช.
-วิชาชีพสื่อจะถูกปฏิรูปด้วย เพราะกำลังจะมีการบิดเบือนแนวคิดสภาวิชาชีพสื่อ โดยให้ปลัดกระทรวง 4 กระทรวง เข้ามาดำรงตำแหน่งในสภาวิชาชีพสื่อ ซึ่งไม่เคยมีกฎหมายสภาวิชาชีพที่ไหนกำหนดแบบนี้มาก่อน
-การผ่าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับแก้ไข ซึ่งจะเข้ามากำกับดูแลเนื้อหาสื่อออนไลน์

เราทิ้งบริบทที่เชื่อมโยงมาสู่การรัดรึง ครอบงำ เกาะกุม ควบคุมทั้งหมดนี้ไม่ได้

 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ เปิด 11 บทบาท ‘ศาล’ ภายใต้ระบอบคสช.รอบปี 59

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ เปิด 11 บทบาท ‘ศาล’ ภายใต้ระบอบคสช.รอบปี 59

Posted: 28 Dec 2016 12:20 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2559 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการทำคำพิพากษาและคำสั่ง การดำเนินกระบวนการพิจารณา หรือเหตุการณ์ที่น่าสนใจต่างๆ เกี่ยวกับศาล ในปี 2559 ที่ผ่านมา จำนวน 11 บทบาทด้วยกัน ประกอบด้วย ศาลทหารยังคงมี “บทบาท” พิจารณาคดีพลเรือน, เวลาเปิด-ปิดทำการของศาลทหารที่ไม่ปกติและศาลทหารบางแห่งไม่มีตุลาการประจำ, ศาลทหารกับกระบวนการยุติธรรมที่แสนล่าช้า, บทบาทตุลาการศาลทหารในเวทีนานาชาติทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน, ศาลไม่คุ้มครองเสรีภาพการแสดงออกภายใต้การลงประชามติ ขณะประชาชนนับร้อยถูกดำเนินคดี, ศาลยุติธรรมรับรองการใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช. คุมตัวบุคคลเข้าค่ายทหาร, ศาลอุทธรณ์รองรับอำนาจคณะรัฐประหาร ในคดีฝ่าฝืนไม่ไปรายงานตัวของบก.ลายจุด, ศาลปกครองรับฟ้องเพิกถอนคำสั่งตั้งเรือนจำชั่วคราวมทบ. 11, กรณีเมื่อศาลให้ประกันตัวคดีมาตรา 112, การล็อกห้องอ่านคำพิพากษา พร้อมปิดกั้นการเข้าถึงเอกสารในคดี และศาลถอนประกันผู้ต้องหาจากการแสดงออกทางสังคมออนไลน์

โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตลอดปี 2559 ที่กำลังจะผ่านไป การใช้อำนาจโดยการกล่าวอ้างว่ากระทำในนามของ “กฎหมาย” และ “กระบวนยุติธรรม” ของคสช. ยังคงมีบทบาทอย่างเข้มข้นในการควบคุมจำกัดเสรีภาพการแสดงออกของพลเมืองในสังคมไทย ทหารยังมีบทบาทในการเข้าแจ้งความ จับกุม และนำบุคคลที่แสดงออกทางการเมืองขึ้นพิจารณาคดีอย่างต่อเนื่องตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร
ขณะเดียวกันศาลได้เข้ามามีบทบาทภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่ศาลทหารที่คสช.ประกาศให้มีอำนาจพิจารณาคดีของพลเรือนแทนศาลยุติธรรม แต่ศาลยุติธรรม หรือแม้แต่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็เข้าไปมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการทำคำวินิจฉัยที่ยืนยันว่าการยึดอำนาจรัฐประหารของคสช.และการใช้อำนาจของคสช. ในห้วงกว่าสองปีที่ผ่านมากระทำในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ซึ่งชอบด้วยกฎหมาย ดังที่ทราบกันว่าอำนาจตุลาการเป็นรากฐานหนึ่งของระบบการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐตามหลักการแบ่งแยกของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในแง่นี้อำนาจตุลาการที่รับรองสถานะและการใช้อำนาจของคสช. ไม่ว่าโดยการออกประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำใดๆ  จึงมีบทบาทสำคัญที่ส่งผลทางการเมืองหลังรัฐประหาร
ต่อไปนี้เป็นการรวบรวม 11บทบาทศาล ทั้งการทำคำพิพากษาและคำสั่ง การดำเนินกระบวนการพิจารณา หรือเหตุการณ์ที่น่าสนใจต่างๆ  ในปีพ.ศ.2559 พร้อมกับชี้ชวนให้ร่วมกันพิจารณาว่าระบบตุลาการเป็นองค์กรหนึ่งที่มีบทบาททางการเมือง และมีส่วนสำคัญต่อการสร้างหรือธำรงความขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา มิใช่องค์กรที่อิสระอยู่นอกเหนือแยกขาดออกไปจากการเมือง และไม่สังกัดฝักฝ่ายใดๆตามหลักความเป็นอิสระและเป็นกลางหรือไม่

1) ยังคงมี “บทบาท” พิจารณาคดีพลเรือน

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2559  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 55/2559 ให้ความผิดที่เกิดนับตั้งแต่วันที่ออกประกาศ ซึ่งมีประกาศคสช.ให้พลเรือนขึ้นศาลทหารในคดีความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของชาติ คดีความผิดตามประกาศและคำสั่งคสช.และคดีอาวุธ อยู่ในการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม เริ่มตั้งแต่วันออกประกาศเป็นต้นไปหลังจากพลเรือนนับพันคนต้องถูกดำเนินคดีในศาลทหารด้วยผลของประกาศของคสช.กว่า 2 ปีที่ผ่านมา

ตามที่ศูนย์ทนายความฯ ได้รับข้อมูลสถิติของพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหาร  จากกรมพระธรรมนูญ ซึ่งต้นสังกัดของศาลทหาร พบว่าระหว่าง 22 พ.ค.2557 – 31 พ.ค.2559 มีพลเรือนถูกดำเนินคดีในศาลทหาร จำนวน 1,811 คน และเป็นจำนวนกว่า 1,546 คดี โดยมีคดีที่ยังไม่เสร็จสิ้นการพิจารณากว่า 517 คดี นอกจากนี้  ยังมีกรณีที่ยังไม่เป็นคดีหรือไม่มีการฟ้องร้องคดีในศาลทหาร แต่การกระทำเกิดขึ้นก่อนจะมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 55/2559 หรือกระทำก่อนวันที่ 12 ก.ย. 2559  ดังนั้น  แม้จะมีคำสั่งหัวหน้าคสช. ดังกล่าว แต่ยังมีพลเรือนอีกมากกว่า 517 คดี ที่ยังคงเผชิญชะตากรรมในศาลทหารต่อไป

ศิริกาญจน์ เจริญศิริ หลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่สน.สำราญราษฏร์ในคดีที่ล่าสุดที่จะถูกพิจารณาในศาลทหาร

นอกจากนี้ ภายหลังการออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 55/2559 ยังคงมีการดำเนินคดีบุคคลในศาลทหารอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีสมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ ที่แสดงความเห็นในเวทีเสวนาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 12 ก.ย.58 แต่ปรากฏว่าหมายจับออกเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2559 เช่นเดียวกับกรณีของศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความที่ถูกแจ้งข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ร่วมกับ 14 นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ จากเหตุการณ์เมื่อเดือนมิ.ย.2558 แต่กลับเพิ่งมีการออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อ เดือน ก.ย.2559 โดยหากมีการสั่งฟ้องคดี ทั้งสองคดีก็จะถูกดำเนินคดีในศาลทหาร เนื่องจากเป็นคดีที่มีการกระทำเกิดขึ้นระหว่างมีการประกาศใช้ศาลทหารนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าแม้จะหยุดใช้ศาลทหารพิจารณาคดีพลเรือน แต่ก็ยังมีพลเรือนที่ยังถูกดำเนินคดีในศาลทหาร  ทั้งคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและคดีที่ยังไม่มีการฟ้องคดีเลย แต่ปรากฏว่าในระยะเวลาสองปีกว่านี้  มีคดีพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีสืบเนื่องจากเหตุผลการเมืองในศาลทหารที่มีการสืบพยานจนเสร็จและมีคำพิพากษาแล้วเพียงสองคดีเท่านั้น

2) เวลาเปิด-ปิดทำการของศาลทหารที่ไม่ปกติและศาลทหารบางแห่งไม่มีตุลาการประจำ

ตามปกติแล้ว “ศาล” จะมีเวลาทำการตามเวลาราชการคือตั้งแต่เวลา 8.30 น. – 16.30 น. แต่ปรากฏว่าการพิจารณาคดีในศาลทหาร กลับมีเวลาทำการที่ไม่แน่นอน และไม่ใช่เพื่อเป็นไปในทางคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังกรณี 15 ผู้ต้องหาตั้งพรรคแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย (นปป.) ที่ถูกดำเนินคดีข้อหายุยงปลุกปั่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ภายหลังจากเสร็จสิ้นการสอบปากคำผู้ต้องหาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปขอฝากขังที่ศาลทหารกรุงเทพฯ  เมื่อศุกร์ที่ 19 ส.ค.59 เวลา 14.30 น. และทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องหาในวันเดียวกัน  แต่เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าเนื่องจากใกล้หมดเวลาราชการแล้ว ไม่ให้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในวันดังกล่าว แต่ให้มายื่นในวันจันทร์ ทำให้ผู้ต้องหาต้องถูกส่งตัวไปคุมขังภายในเรือนจำถึง 3 วัน  แต่ในวันเดียวกันนี้ เวลา 20.30 น. ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 จังหวัดขอนแก่น กลับมีการเปิดทำการเพื่อรับฟ้อง จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” จากคดีทำกิจกรรมคัดค้านการรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขอนแก่น เมื่อวันที่ 22 พ.ค.58  โดยให้คุมขังนายจตุภัทร์ระหว่างการพิจารณาคดี จึงทำให้นายจตุภัทร์ถูกนำไปขังที่เรือนจำกลางขอนแก่นตั้งแต่คืนดังกล่าว

จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ระหว่างรอการพิจารณาคดีที่ศาลทหารขอนแก่น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่เมื่อปี 2558 ในกรณี 14 นักศึกษา-นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ เปิดรอรับคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนจนถึงเวลา 22.00 น. และกว่ากระบวนการขอฝากขังและคัดค้านทั้งหมดจะเสร็จสิ้น ก็เป็นเวลา 00.30 น.ไปแล้ว ราวกับศาลทหารจะเปิดปิดทำการได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากเจ้าหน้าที่รัฐจะดำเนินการ ทาง “กฎหมาย” กับผู้ต้องหาทางการเมือง

นอกจากนี้แล้ว ศูนย์ทนายความฯ ยังพบกรณีที่ตุลาการในศาลทหารหลายจังหวัดเดินทางไปปฏิบัติงานที่ศาลทหารอื่น ตามระบบการหมุนเวียนตุลาการในศาลมณฑลทหาร จนทำให้บางวัน ศาลทหารไม่มีตุลาการประจำอยู่ และไม่มีผู้พิจารณาคำร้องต่างๆ ที่ประชาชนไปยื่นต่อศาล เช่น กรณีช่างตัดแว่นพ่อลูกอ่อนที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 ญาติได้เดินทางไปยื่นขอประกันตัผู้ต้องหาที่ศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 37 จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 25 ต.ค.59 แต่ไม่ได้รับการพิจารณาโดยตุลาการในวันดังกล่าว  เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุว่าตุลาการเดินทางไปพิจารณาคดีที่ศาลทหารอื่น ส่งผลให้สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคำร้องขอประกันตัวของผู้ต้องหาต้องล่าช้าออกไป

3) ศาลทหารกับกระบวนการยุติธรรมที่แสนล่าช้า

ปรากฏการณ์สำคัญของการพิจารณาคดีในศาลทหารที่ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นในปีนี้ คือกระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะในคดีที่จำเลยถูกขังในระหว่างพิจารณาคดีและมีการต่อสู้คดี ด้วยรูปแบบการนัดสืบพยานที่ไม่ต่อเนื่องกันเหมือนศาลพลเรือน ศาลทหารจะมีการนัดสืบพยานต่อนัดเป็นครั้งๆไป และแต่ละคดีมีการสืบพยาน 1 นัด เป็นเวลา 2 ถึง 3 เดือนต่อครั้ง บางคดีมีการพิจารณาคดีเฉพาะในช่วงเช้าในแต่ละนัดเท่านั้น  ทำให้พยานบางปากต้องใช้เวลาสืบพยานหลายนัด  อีกทั้งในหลายๆคดีพบว่ามีการเลื่อนการสืบพยานโจทก์บ่อยครั้ง  ทั้งที่พยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีหน้าที่ต้องมาเบิกความเป็นพยานตามหมายเรียกพยานของศาล  ซึ่งหากพยานที่โจทก์ออกหมายเรียกไว้ไม่มาศาล  จะทำให้ต้องยกเลิกวันนัดในวันดังกล่าวและต้องหาวันนัดใหม่เพราะโจทก์จะออกหมายเรียกพยานมานัดละคนและทีละนัดเท่านั้น ทำให้จนถึงปัจจุบันจากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองซึ่งจำเลยมีการต่อสู้คดี มีคดีที่สืบพยานเสร็จสิ้นและศาลทหารมีคำพิพากษาไปแล้วเพียงสองคดี

สิรภพ ขณะรอการพิจารณาคดีในศาลทหาร

ในปีนี้ ศาลทหารเพิ่งมีคำพิพากษาในคดีของสิรภพ ในข้อหาฝ่าฝืนไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งคสช. เขาถูกควบคุมตัววันที่ 25 มิ.ย.57 ก่อนถูกฟ้องคดีต่อศาลวันที่ 15 ส.ค.57 โดยศาลทหารกำหนดวันนัดสืบพยานโจกท์ลำดับแรกวันที่ 11 พ.ย.57 แต่ก็ไม่สามารถสืบพยานปากแรกนี้ได้เป็นเวลากว่า 6 เดือน เพราะพยานติดภารกิจไม่สามารถมาศาลได้ กว่าการสืบพยานลำดับแรกนี้จะเสร็จสิ้นก็วันที่ 4 พ.ย.58 รวมระยะเวลาในการนัดและสืบพยานปากนี้ทั้งหมด 1 ปีเต็ม ก่อนที่การสืบพยานจะแล้วเสร็จและศาลอ่านคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 25 พ.ย.59 รวมเวลาพิจารณามากกว่า 2 ปี  โดยคดีนี้จำเลยถูกขังในระหว่างการพิจารณาคดีและคดีฝ่าฝืนรายงานตัวมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกินสองปีเท่านั้น

ตัวอย่างความล่าช้าที่น่าสนใจ ได้แก่ คดีอัญชัญ จำเลยในคดีมาตรา 112 คดีนี้มีการจับกุมตัวจำเลยเมื่อวันที่ 30 ม.ค.58 หลังจากสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 23 เม.ย.58 กว่า 1 ปี 8 เดือน จึงมีการสืบพยานโจทก์  แต่มีการเลื่อนคดีเนื่องจากพยานโจทก์ไม่มาศาล 3 นัด  และเนื่องจากนัดพิจารณาครั้งละวันไม่ใช่นัดต่อเนื่อง  ทำให้แต่ละนัดห่างกันหลายเดือน  คดีนี้สืบพยานโจทก์ไปแล้วเพียง 2 ปาก ทั้งจำเลยยังถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีตลอดมา  เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว  หรือในคดี “ขอนแก่นโมเดล” ที่มีการจับกุมผู้ต้องหาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557  ภายหลังรัฐประหาร แต่กว่าการสืบพยานโจทก์ปากแรกจะเริ่มขึ้น (28 ต.ค.59) ก็หลังจากอัยการยื่นฟ้องจำเลยมากว่า 2 ปี ทั้งโจทก์ยังอ้างพยานบุคคลรวม 90 ปาก ซึ่งหากสืบพยานได้ปีหนึ่งราว 10-12 ปาก คดีนี้อาจใช้เวลากว่า 7-9 ปีกว่าจะสืบพยานแล้วเสร็จ  คดีนี้จำเลยได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี

4) บทบาทตุลาการศาลทหารในเวทีนานาชาติ UPR

ท่ามกลางการจับตาจากนานาชาติต่อสถานการณ์การใช้ศาลทหารต่อพลเรือน ปีที่ผ่านมายังเป็นปีที่มีการประชุมทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodical Review หรือ UPR) ที่นครเจนีวา ซึ่งเป็นรอบการประชุมทบทวนสถานการณ์ของประเทศไทย ทางรัฐบาลไทยเองก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นศาลทหารโดยตรง ได้แก่ พันโทเสนีย์ พรหมวิวัฒน์ หัวหน้าตรวจและร่างกฎหมาย กรมพระธรรมนูญทหาร กระทรวงกลาโหม ร่วมเป็นหนึ่งในทีมคณะผู้แทนรัฐบาลไปชี้แจงต่อที่ประชุม

พันโทเสนีย์ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 59 ว่าศาลทหารถูกนำมาใช้กับพลเรือนในความผิดที่จำกัด รวมถึงผู้ที่ถูกกล่าวหาในความผิดร้ายแรง จำเลยในศาลทหารยังได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้เข้ารับการไต่สวนในศาลพลเรือน ศาลทหารยังต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งประกันสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และสิทธิของจำเลยที่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ตุลาการศาลทหารจำเป็นต้องมีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในกฎหมายอาญา เช่นเดียวกับผู้พิพากษาในศาลพลเรือน

คณะผู้แทนไทยชี้แจงต่อที่ประชุมคณะทำงาน UPR (ขอบคุณภาพจาก กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ)

ขณะที่หากติดตามสถานการณ์ของพลเรือนที่ต้องขึ้นศาลทหารของไทยตลอดสองปีเศษที่ผ่านมาแล้ว พบว่าในความเป็นจริง คดีที่นำพลเรือนมาขึ้นศาลทหารจำนวนมากล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และไม่ใช่คดีร้ายแรงแต่อย่างใด เช่น คดีกินแม็คโดนัลด์ต่อต้านการรัฐประหาร, คดีไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของคสช., คดีจัดกิจกรรมรำลึกถึงการเลือกตั้ง, คดีเดินเท้าจากบ้านไปศาลทหารคนเดียว, คดีนั่งรถไฟไปตรวจสอบการทุจริตในโครงการราชภักดิ์, คดีล้อเลียนหัวหน้าคณะรัฐประหาร, คดีนักวิชาการแถลงข่าวมหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร, คดีถ่ายรูปกับขันแดง, คดีเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ, คดีจัดเวทีวิชาการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เข้าไปสังเกตการณ์กิจกรรม ก็ถูกดำเนินคดีที่ต้องพิจารณาคดีในศาลทหาร เป็นต้น

พลเรือนที่ขึ้นศาลทหารยังไม่ได้รับสิทธิเช่นเดียวกับศาลพลเรือนดังที่พันโทเสนีย์กล่าว เช่น คดีที่เกิดขึ้นในช่วงการใช้กฎอัยการศึกไม่ได้รับสิทธิการอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลทหารไม่มีกระบวนการในการสืบเสาะ ไม่มีระบบทนายขอแรงในช่วงแรก ไม่ให้ทนายความคัดถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาในบางคดี ความแตกต่างเรื่องรูปแบบหลักทรัพย์ในการประกันตัว หรือการนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่กำลังยื่นขอประกันตัวไปเรือนจำ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิผู้ต้องหาหญิงหลายรายจากกระบวนการค้นตัวผู้ต้องหาก่อนเข้าเรือนจำ เป็นต้น ทั้งในกระบวนการพิจารณาตามธรรมนูญศาลทหารองค์คณะที่ร่วมเป็นตุลาการในศาลทหาร เป็นเพียงนายทหารชั้นสัญญาบัตรที่แต่งตั้งจากผู้บังคับบัญชาทหารของหน่วยต่างๆ ไม่ได้จบการศึกษาด้านกฎหมายแต่อย่างใด

อีกทั้ง ในเมื่อกล่าวอ้างว่าศาลทหารไม่มีความแตกต่างจากศาลพลเรือน เหตุใดคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 55/2559 ที่ระบุเรื่องการให้คดีกลับมาพิจารณาในศาลพลเรือน จึงต้องระบุเหตุผลในคำสั่งว่าเป็นการ “ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลงอีก เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ใช้สิทธิ ปฏิบัติหน้าที่ของตน และได้รับความคุ้มครองตามกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกำลังจะประกาศใช้ในเร็ววัน ตลอดจน ตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน” ราวกับจะยอมรับโดยนัยว่าภายใต้การใช้ศาลทหารต่อพลเรือนนั้นไม่ได้มีการคุ้มครองหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนอยู่แต่อย่างใด

5) ศาลไม่คุ้มครองเสรีภาพการแสดงออกภายใต้การลงประชามติ ขณะประชาชนนับร้อยถูกดำเนินคดี

แม้ไม่เกินความคาดหมายว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 วรรค 2 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2557 มาตรา 4 หลังประชาชนกลุ่มหนึ่งยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่เหตุผลในคำวินิจฉัยก็สร้างความผิดหวังให้กับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างมาก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับรองให้ “องค์กรของรัฐมีบทบาทในการกำกับควบคุมการจัดการออกเสียงประชามติ…” ในสภาวะที่ประเทศประสบวิกฤตการณ์ทางการเมือง ยกเว้นหลักการสากลซึ่ง “รัฐมีหน้าที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้แสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ข้อมูลเหตุผลอย่างอิสระและเท่าเทียมกัน” หรือ Free&Fair!!

ทั้งประชาชนยังต้องผิดหวังซ้ำสองจากคำสั่งศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องที่ภาคประชาสังคมฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศกกต.เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ เนื่องจากมีเนื้อหาที่จำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นจนเกินสมควรและขัดต่อกฎหมายศาลปกครองวินิจฉัยในทางเทคนิคกฎหมายเท่านั้นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีได้ โดยใช้เหตุผลว่า ประกาศดังกล่าวเป็นเพียงคำแนะนำ การฝ่าฝืนไม่มีโทษทางอาญา

การไม่คุ้มครองการแสดงออกของประชาชนในการออกเสียงประชามติดังกล่าว ปรากฏผลให้เห็นในจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกในช่วงประชามติซึ่งมีอย่างน้อย 207 คน ในจำนวนนี้ถูกกล่าวหาว่าผิดพ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 วรรค 2 อย่างน้อย 47คน มีกิจกรรมที่ถูกข่มขู่และห้ามจัดมากมายไม่นับว่าประชาชนโดยทั่วไปตกอยู่ในความหวาดกลัวไม่กล้าแสดงความเห็น หรือแม้แต่ใส่เสื้อ Vote No ที่น่าตกใจมีการดำเนินคดีนักข่าว และนักสิทธิมนุษยชนที่ไปปฏิบัติหน้าที่ด้วย

ในบรรดาคดีที่ถูกตั้งหาข้อหาว่า ผิด พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 ซึ่งผู้ต้องหามักจะงุนงงสงสัยว่า ถูกดำเนินคดีได้อย่างไร แต่ทั้งศาลพลเรือนและศาลทหารกลับอนุญาตให้ฝากขังและให้ประกันด้วยเงินประกันสูงลิบ (60,000-200,000 บาท) สร้างภาระหนักหนาแก่ประชาชนที่แค่ใช้สิทธิแสดงความเห็นในเรื่องที่สำคัญกับชีวิตตนอย่างรัฐธรรมนูญลงท้ายด้วยอัยการส่งฟ้อง และศาลรับฟ้องนับแต่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจนถึงปัจจุบันอย่างน้อย 8 คดีแล้ว ทั้งที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ยากว่า การดำเนินคดีต่อไปมีประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างไร

แม้ว่ายังไม่มีคำพิพากษาในคดีที่จำเลยยืนยันต่อสู้คดี แต่แนวโน้มของศาลที่ปรากฏให้เห็นดังเช่นในนัดสมานฉันท์ของคดีแจกสติ๊กเกอร์ Vote No ศาลจังหวัดราชบุรีมีลักษณะเจรจาให้จำเลยรับสารภาพ และได้บันทึกลงในกระบวนพิจารณาว่า “ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลย ขั้นตอนการดำเนินคดี และการเสริมสร้างการรู้สำนึกและความรับผิดชอบจากการกระทำความผิดตามขั้นตอนแล้ว จำเลยทั้ง 5 คนแถลงยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องและประสงค์ที่จะต่อสู้คดี”

เช่นนี้แล้ว สาธารณชนก็ไม่อาจมีความหวังได้ว่า ปลายทางของกระบวนการยุติธรรมจะเอื้อต่อการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน!!!

6) ศาลยุติธรรมรับรองการใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช. คุมตัวบุคคลเข้าค่ายทหาร

ในรอบปี 2559 คสช. ยังคงใช้อำนาจควบคุมตัวบุคคลเข้าค่ายทหารด้วยการอ้างคำสั่งหัวหน้า คสช.ทั้งฉบับที่ 3/2558และฉบับที่ 13/2559 ที่ออกมาตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง แต่ที่เป็นหมุดหมายสำคัญของการใช้อำนาจคุมตัวบุคคลของ คสช.ลักษณะนี้ คือการที่ศาลยุติธรรมยังแสดงบทบาทในการรับรองการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารตามคำสั่งของคณะรัฐประหารอีกครั้ง จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสนธิกำลังเข้าจับกุมควบคุมตัวจำเลยในคดี 8 แอดมินแฟนเพจ “เรารักพล.อ.ประยุทธ์” เมื่อเดือนเม.ย.2559

กรณีนี้ทั้ง 8 คน ถูกจับกุมโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่แสดงหมายจับและแจ้งสาเหตุการควบคุมตัว กว่าครอบครัวจะได้ทราบชัดเจนว่าทั้ง 8คน ถูกควบคุมตัวไปที่ไหนก็เมื่อพ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ออกมาแถลงว่าจะนำไปที่ มทบ.11 แต่เมื่อญาติติดตามไปขอเยี่ยม ก็ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐถือได้ว่าเป็นการควบคุมตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ครอบครัวของผู้ที่ถูกควบคุมตัว 4 ใน 8 คน พร้อมทนายความจึงได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 เพื่อขอให้มีการไต่สวนและปล่อยตัวบุคคลจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ศาลกลับไม่ไต่สวนในทันที และวันถัดมาศาลมีคำสั่งว่าการควบคุมตัวครั้งนี้ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการควบคุมตัวตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 และการควบคุมตัวยังไม่ครบ 7 วัน

ผู้ต้องหา 2 ใน 8 คดีทำเพจ “เรารักพล.อ.ประยุทธ์” ถูกทหารคุมตัวจากมทบ.11 มาถึงกองปราบฯ (ภาพโดย : Banrasdr Photo)

นอกจากนั้นในปีนี้ยังมีกรณีที่ต่อเนื่องมาจากปี 2558 คือกรณีที่ ธเนตร อนันตวงษ์ ผู้ต้องหาคดีมาตรา 116 จากการโพสต์เกี่ยวกับข่าวการทุจริตในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์  เมื่อมีการควบคุมตัว ธเนตร สิรวิชญ์ ในฐานะเพื่อนจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวเนื่องจากการควบคุมตัวไม่ชอบแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง  โดยไม่มีการไต่สวนใดๆ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนกรณีการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกครั้

ศาลให้เหตุผลที่ยกคำร้องในครั้งแรกว่าคดีไม่มีมูลเพราะ สิรวิชญ์ แค่ฟัง ปิยรัฐ จงเทพ ที่เป็นเพื่อนเล่าให้ฟัง และครั้งที่ 2 ศาลอ้างว่าเป็นการคุมตัวชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะมีหมายจับของศาลทหารและเป็นคดีที่มีฐานความผิดอยู่ในพิจารณาของศาลทหารตามประกาศฉบับที่ 37/2557 และควบคุมตัวตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ซึ่งถือได้ว่าศาลยุติธรรมรองรับการใช้อำนาจของ คสช.  ทั้งนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนใหม่อีกครั้งวันที่ 20 มิ.ย.59 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และจำหน่ายคดีออกจากสารบบเนื่องจาก ธเนตร ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

การที่แม้กระทั่งศาลยุติธรรมแสดงบทบาทรับรองการควบคุมตัวของทหารโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ออกตามมาตรา 44 เช่นนี้ ทำให้ญาติและทนายความจะทำการตรวจสอบหรือติดตามตัวคนที่ถูกคุมตัวไปได้ยากลำบาก จนทำให้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในสภาพที่ถูกตัดการติดต่อกับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง จึงสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ตามมา และยังทำให้เกิดการควบคุมตัวในลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นต่อไป

7) ศาลอุทธรณ์รองรับอำนาจคณะรัฐประหาร ในคดีฝ่าฝืนไม่ไปรายงานตัวของบก.ลายจุด

นอกจากการรับรองการใช้อำนาจควบคุมตัวบุคคลของทหารแล้ว รอบปีที่ผ่านมาศาลยุติธรรมยังมีบทบาทในการรับรองอำนาจคณะรัฐประหารในหลายคดี กรณีที่สำคัญคือกรณีของสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด ที่ศาลแขวงดุสิตอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีฝ่าฝืนคำสั่งไม่ไปรายงานตัวของคสช. โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.59 แก้จากศาลชั้นต้น ซึ่งเห็นว่าการไม่มารายงานตัวตามคำสั่งคสช.ไม่เป็นความผิดเนื่องจากกฎหมายไม่สามารถเอาผิดย้อนหลังได้  แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 ให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 3000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี

สมบัติ บุญงามอนงค์

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะอ้างว่าคสช.ควบคุมการปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย “ข้อเท็จจริงก็ปรากฏอยู่แล้วว่าเป็นการยึดอำนาจโดยสำเร็จคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์”  ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าการรัฐประหารจะสำเร็จเสร็จสิ้นบริบูรณ์เมื่อมีพระบรมราชโองการรองรับสถานะทางกฎหมายของคณะรัฐประหารโดยมีการตีพิมพ์และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการตีความดังกล่าว “ย่อมจะทำให้เกิดผลแปลกประหลาดและเป็นปัญหาในการควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ อีกทั้งเป็นการไม่เหมาะสมเนื่องจากเป็นการก้าวล่วงทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งอยู่เหนือการเมือง ต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะการพิจารณารับรองผลของการยึดอำนาจว่าสำเร็จเสร็จสิ้นบริบูรณ์แล้วหรือไม่ การยึดอำนาจสำเร็จหรือไม่จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเมื่อเกิดการยึดอำนาจขึ้น”

ส่วนประเด็นข้อต่อสู้เรื่องการใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังกับจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า “กฎหมายต่างๆที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกใช้บังคับนั้นมีผลอยู่แล้ว เพียงแต่มีการบัญญัติรับรองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อีกครั้งว่าเป็นเรื่องที่ชอบและมีผลต่อไป กรณีจึงมิใช่เป็นการใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด” คดีนี้นับเป็นอีกหนึ่งคำพิพากษาในปีที่ผ่านมาที่ช่วยยืนยันอำนาจของคณะรัฐประหาร แม้จะไม่มีกฎหมายใดรองรับ และมาตรา 113  ประมวลกฎหมายอาญาจะบัญญัติให้ผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญมีความผิดฐานกบฎก็ตาม

8) ศาลปกครองรับฟ้องเพิกถอนคำสั่งตั้งเรือนจำชั่วคราวมทบ. 11

การตั้งเรือนจำชั่วคราวภายในค่ายทหารยังเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐบาลทหารต่อเนื่องมา โดยตั้งแต่ปลายปี 2558 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 314/2558 เรื่อง กำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งจัดตั้งเรือนจำนั้นมีเนื้อหาที่มีความหมายไม่ชัดเจนแน่นอนที่บุคคลทั่วไปจะเข้าใจอันขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การจัดตั้งเรือนจำจากเหตุผลทางการเมืองเป็นคำสั่งที่ออกโดยไม่สุจริต ขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ และใช้ดุลพินิจไม่สอดคล้องกับความพอสมควรแก่เหตุ โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนหวังว่าศาลปกครองจะเข้ามามีส่วนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ในทางหนึ่ง ภายหลังปรากฏข้อเท็จจริงว่าเรือนจำแห่งนี้นอกจากจะตั้งในพื้นที่ทหารแล้วจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวอย่างน้อย 47 คน  ยังถูกคุมขังโดยผู้คุมพิเศษที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารถึง 80 นาย เทียบกับจำนวนผู้คุมจากกรมราชทัณฑ์เพียง  6 คนเท่านั้น และสถานที่ดังกล่าวยังเป็นที่สุดท้ายในการควบคุมตัว สุริยัน สุจริตพลวงศ์ (หมอหยอง) และพ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา ก่อนทั้งสองจะเสียชีวิตอย่างปริศนา

อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองเพิ่งมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 3 พ.ย.59 โดยขั้นตอนต่อไปศาลจะดำเนินการส่งคำฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำคำให้การ กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่เพิ่งเริ่มต้นหลังการรับฟ้อง  ศาลปกครองใช้เวลา 11 เดือน ในการมีคำสั่งรับฟ้องหลังจากยื่นคำฟ้องดังกล่าว นับเป็นความล่าช้าในการตรวจสอบการกระทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไม่เคยปรากฏในคดีอื่นมาก่อน

9) เมื่อศาลให้ประกันตัวคดีมาตรา 112

ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา ทั้งศาลทหารและศาลยุติธรรมให้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างน้อยถึง 10 ราย จากปกติที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยคดี 112 มีความหวังริบหรี่เหลือเกินที่จะได้โอกาสออกมาต่อสู้คดีนอกห้องขัง เพราะศาลมักจะเห็นว่าคดีเหล่านี้เป็นคดีความมั่นคงของชาติที่มีความร้ายแรง มีโทษหนัก จึงเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี

จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า ในจำนวนคดีที่ได้ประกันตัวเหล่านี้อาจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกเป็นคดีที่ศาลเห็นว่าการกระทำไม่ร้ายแรง หรืออาจจะไม่เข้าข่ายความผิด อาทิ กรณีโพสต์เสียดสีสุนัขทรงเลี้ยง กรณี “จ้า” ของแม่จ่านิว และกรณีแชร์ข่าวจากเว็บไซต์บีบีซีไทย แต่ศาลอาจตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติมในการปล่อยตัวชั่วคราว เช่น ห้ามยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน หรือห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เป็นต้น

พัชนรี (ขวา) แม่ของสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำหญิงกลางหลังศาลทหารอนุญาตให้ประกั

อีกกลุ่มที่อาจไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างนัก คือกลุ่มจำเลยที่เป็นผู้ป่วยจิตเภท อาทิ เสาร์ จำเลยที่ถูกดำเนินคดีเนื่องจากเขียนคำร้องยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อทวงเงินจากอดีตนายกรัฐมนตรี หลังได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าเสาร์มีอาการป่วยทางจิตมานาน และศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าเสาร์จะรักษาตัวจนสามารถกลับมาต่อสู้คดีได้ ศาลทหารก็อนุญาตให้ประกันตัวด้วยเงินสด 4 แสนบาท นอกจากเสาร์แล้วยังมีฤชา ผู้ถูกดำเนินคดี 112 จากการโพสต์เฟซบุ๊ก ซึ่งเขาอ้างว่าพระแม่ธรณีเป็นคนโพสต์ เพราะคนธรรมดาไม่สามารถทำกราฟฟิกได้ ทนายความได้ขอให้ศาลส่งตัวเขาเข้ารับการตรวจรักษาอาการทางจิต เมื่อศาลทหารได้รับรายงานผลการตรวจจากแพทย์จึงอนุญาตให้ฤชาได้รับการประกันตัว

อย่างไรตาม ในยุครัฐบาล คสช. มีความพยายามดำเนินคดี 112 อย่างหนัก แนวโน้มการลงโทษสูงขึ้น พร้อมกับตีความกฎหมายอย่างกว้างขวางจนถึงขนาดที่ทำให้การกดไลค์ก็อาจจะเป็นความผิดตามมาตรานี้ กฎหมาย 112 จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกำจัดคนเห็นต่าง อีกทั้งมีการดำเนินคดีแม้กระทั่งผู้ป่วยทางจิต ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในทางสาธารณะแต่อย่างใด อีกทั้งในหลายคดี ผู้ต้องหาหรือจำเลยก็ยังคงไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี และเป็นคดีที่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัวจำนวนสูง

10) ล็อกห้องอ่านคำพิพากษา พร้อมปิดกั้นการเข้าถึงเอกสารในคดี

ปัญหาการพิจารณาคดีเป็นการลับในคดีมาตรา 112 ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา โดยตั้งแต่หลังรัฐประหาร คดีมาตรา 112 ที่มีการต่อสู้คดีในศาลทหาร ถูกสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ เช่นเดียวกับในศาลพลเรือน ทำให้ผู้สังเกตการณ์และประชาชนที่สนใจไม่สามารถเข้ารับฟังการพิจารณาคดีได้ รวมทั้งปัญหาการขอคัดถ่ายกระบวนการพิจารณาหรือคำเบิกความต่างๆ ในศาล ก็ยังเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่องทั้งในศาลทหารและศาลพลเรือน

ภาพจากห้องพิจารณาคดีของ จตุภัทร บุญภัทรรักษา ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งพบปัญหาศาลพิจารณาโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างคดีสำคัญและแสดงชัดถึงปัญหานี้ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ คดีของปิยะ อดีตโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นและจำเลยในคดีมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปิยะถูกฟ้องในข้อหาเดียวกันนี้สองคดี และทั้งสองคดีถูกศาลอาญาสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ โดยในคดีที่สองของปิยะมีการสืบพยานในช่วงปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ศาลได้สั่งพิจารณาคดีลับ ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฟังการพิจารณา และทำการล็อกห้องไม่ให้บุคคลอื่นเข้าไปได้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีที่กระทบต่อความมั่นคงและสถาบันกษัตริย์ ในการอ่านคำพิพากษาช่วงเดือนต.ค.ก็เช่นเดียวกัน ที่ศาลให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีออกจากห้องพิจารณาและมีการล็อกประตูห้องระหว่างอ่านคำพิพากษา  อีกทั้งคดีนี้ ศาลยังไม่อนุญาตให้ทนายความคัดถ่ายบันทึกคำเบิกความของพยาน และไม่อนุญาตให้คัดถ่ายคำพิพากษา แต่อนุญาตให้ทนายความคัดลอกด้วยการเขียนได้

การพิจารณาคดีโดยเปิดเผย และสิทธิของคู่ความในการเข้าถึงสำนวนและเอกสารในคดีต่างๆ เป็นหลักการสำคัญของการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial)  ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ไทยให้การรับรองเป็นภาคี ข้อ 14 (1) เอง ก็ระบุว่า บุคคลมีสิทธิได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม รวมถึงต้องเปิดเผยคำพิพากษาในคดีอาญา หรือคำวินิจฉัยข้อพิพาทในคดี มีข้อยกเว้นเฉพาะกรณีที่เป็นคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน หรือกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทของคู่สมรสในเรื่องการเป็นผู้ปกครองเด็กเท่านั้น โดยแม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ของไทย จะให้ศาลมีอำนาจสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ แต่มาตรา 182 วรรคสอง ระบุชัดเจนให้ศาลต้องอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลโดยเปิดเผย โดยไม่ได้กำหนดข้อยกเว้นใดๆ  การล็อกห้องอ่านคำพิพากษาของศาลจึงขัดต่อทั้งหลักการสากลและกฎหมายภายในประเทศเอ

11) ศาลถอนประกันผู้ต้องหาจากการแสดงออกทางสังคมออนไลน์

จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา(กลาง เสื้อดำ) หลังได้รับการปล่อยตัวในคดี 112 หลังจากนั้นศาลได้ถอนประกันในเวลาต่อมา

ส่งท้ายปีด้วยการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาว่า จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ตาม มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์บีบีซีไทย ซึ่ง จตุภัทร์ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการสอบสวนเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.59 อย่างไรก็ตาม 22 ธ.ค.2559 ศาลจังหวัดขอนแก่นได้ไต่สวนคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนสัญญาประกันตัว จตุภัทร์ โดยสั่งพิจารณาลับเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงก่อนศาลมีคำสั่งถอนประกัน โดยอ้างเหตุ “ผู้ต้องหาไม่ได้ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ในสื่อสังคมออนไลน์บนเฟซบุ๊กของผู้ต้องหา กับทั้งผู้ต้องหาได้แสดงออกถึงพฤติกรรมในสื่อสังคมออนไลน์ในเชิงสัญลักษณ์เย้ยหยันอำนาจรัฐ โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ”

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.59 ศาลอุทธรณ์ได้รับรองคำสั่งถอนประกันอีกครั้ง เนื่องจากศาลเห็นว่า “ผู้ต้องหาไม่ได้ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ในสื่อสังคมออนไลน์บนเฟซบุ๊กของผู้ต้องหา กับทั้งผู้ต้องหาได้แสดงออกถึงพฤติกรรมในสื่อสังคมออนไลน์ในเชิงสัญลักษณ์เย้ยหยันอำนาจรัฐโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ทั้งผู้ต้องหายังมีแนวโน้มที่จะกระทำความผิดในลักษณะเช่นนี้ต่อไปอีก หากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาอาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น” ศาลอุทธรณ์จึงยกคำร้อง

คำสั่งดังกล่าวสร้างความสงสัยต่อนักกฎหมายและสังคมไม่น้อยว่าการแสดงออกทางออนไลน์นั้นเป็นการเย้ยหยันอำนาจรัฐอย่างไร และ  “การเย้ยหยันอำนาจรัฐ” นั้นเป็นเหตุให้ถอนประกันได้อย่างไร อีกทั้งการไม่ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้นยิ่งเป็นการยืนยันได้อย่างชัดแจ้งว่าผู้ต้องหานั้นไม่ได้ยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานแต่อย่างใด

11 บทบาทการทำหน้าที่ศาลในฐานะองค์กรตุลาการข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหลายคดีที่น่าศึกษาถึงการบังคับใช้กฎหมายและการให้เหตุผลว่าศาลมีบทบาทอำนวยความยุติธรรมอย่างไรเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้

 

TCIJ: ว่าด้วยเงินอุดหนุนพรรคการเมืองไทยเทียบกับต่างประเทศ

TCIJ: ว่าด้วยเงินอุดหนุนพรรคการเมืองไทยเทียบกับต่างประเทศ

Posted: 24 Dec 2016 09:16 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

รายงานพิเศษจาก TCIJ หลัง กรธ. สรุปร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ระบุต้องมีทุนจัดตั้ง 1 ล้านบาท ให้ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองทุกคนจ่ายเงินทุนประเดิมพรรคอย่างน้อยคนละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 3 แสนบาท ให้สมาชิกพรรคจ่ายเงินโดยตรงปีละไม่ต่ำกว่า 100 บาท ชวนดูตัวอย่าง ‘เงินอุดหนุนพรรคการเมือง’ จาก อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

ที่มาภาพจาก felipeblasco (CC0 Public Domain)

หลังจากกลางเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้สรุปสาระสำคัญเบื้องต้นของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง) ซึ่งมีทั้งหมด 129 มาตรา โดยประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางก็คือเรื่อง ‘เงินสนับสนุนพรรคการเมือง’ ที่มีการบังคับให้จะต้องมีทุนจัดตั้งพรรคการเมืองที่ 1,000,000 บาท, ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องจ่ายเงินทุนประเดิมพรรคอย่างน้อยคนละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท และรายได้ของพรรคการเมืองมีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมืองซึ่งเรียกเก็บจากสมาชิกไม่น้อยกว่าปีละ 100 บาท เพื่อให้สมาชิกเป็นเจ้าของพรรคและมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการของพรรค มิใช่สมาชิกแต่ในนาม นอกจากนี้ในร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง ดังกล่าวยังได้ระบุถึงเรื่อง ‘รายได้ของพรรคการเมือง’ และ ‘กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง’ เอาไว้ด้วย (อ่านเพิ่มเติมใน ‘จับตา: เปิดสาระสำคัญ ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง’)

ในรายงานชิ้นนี้ TCIJ จะพาไปดูตัวอย่างการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองในต่างประเทศกันดู
ทำไมต้องมีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง

จากงานวิจัยเรื่อง ‘การศึกษาเปรียบเทียบเงินสนับสนุนพรรคการเมืองในประเทศไทยและอินโดนีเซีย: นำไปสู่การพัฒนาพรรคการเมืองหรือคอร์รัปชั่น’ โดย ผศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล ระบุว่าในช่วงแรกเริ่มการให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง (State Subsidies/Subventions) ในประเทศแถบตะวันตก มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองขนาดเล็ก ให้พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการเมืองได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี เงินสนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าว กลับทำให้พรรคการเมืองมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัฐ และพึ่งพาเงินสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น ในขณะเดียวกัน กลับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชนในท้องที่อ่อนแอลง เนื่องจากพรรคการเมืองไม่ต้องพึ่งพาเงินสนับสนุนจากประชาชนอย่างที่เกิดขึ้นในพรรคการเมืองแบบมวลชน หรือลดระดับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับกลุ่มทุนหรือกลุ่มธุรกิจและหันมาพึ่งพาภาครัฐแทน ดังนั้นเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจึงมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตามยุคสมัย โดยเงินสนับสนุนพรรคการเมืองที่เริ่มใช้ในประเทศแถบตะวันตก มีจุดประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง สนับสนุนการจัดกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง และสนับสนุนกลุ่มทางการเมือง

สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ในช่วงเริ่มแรกของการพัฒนาประชาธิปไตย หรือ Third Wave of Democracy พบว่ารัฐบาลในประเทศยุโรปตะวันตกที่เริ่มให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง มีหลายประเทศ เช่น ประเทศสเปน และโปรตุเกส ภาครัฐได้ให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองตามจำนวนคะแนนเสียง (vote) และตามจำนวนที่นั่ง (seat) ที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้รับ อย่างไรก็ดี ระบบการจ่ายเงินตามจำนวนคะแนนเสียงและจำนวนที่นั่ง จะส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่หรือพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง มีโอกาสได้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ หรือกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง ในขณะที่พรรคการเมืองขนาดเล็กหรือพรรคการเมืองที่กำลังเริ่มสร้างตัว ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนเงิน รัฐบาลบางประเทศแถบยุโรปตะวันตกจึงได้แก้กฎหมาย อาทิ ประเทศโปรตุเกส ได้แบ่งการให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองเป็น 2 ส่วน คือ ร้อยละ 20 ของงบประมาณ จัดสรรให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง และร้อยละ 80 จัดสรรให้เฉพาะพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่พรรคนั้น ๆ ได้รับ วิธีการจัดสรรเงินกองทุนดังกล่าว ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กมีโอกาสได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐด้วยเช่นกัน

สนับสนุนการจัดกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง งบประมาณที่กองทุนสนับสนุนพรรคการเมืองจัดสรรให้พรรคการเมือง ไม่เพียงแต่ใช้ในการเลือกตั้งเท่านั้น ยังมุ่งเน้นให้พรรคการเมืองใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐในบางประเทศยังได้จัดสรรเงินเพิ่มเติมเพื่อให้พรรคการเมืองได้ใช้จ่ายเพื่อจัดกิจกรรมทางการเมือง รวมทั้งใช้จ่ายในการดำเนินงานต่าง ๆ ของพรรค อย่างไรก็ดี แต่ละประเทศมีการร่างกฎหมายแตกต่างกันไปในการจัดสรรงบประมาณ เช่น ประเทศสเปน ภาครัฐจัดสรรงบประมาณในการจัดกิจกรรมทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง ในขณะที่ประเทศโปรตุเกส ภาครัฐจัดสรรเงินงบประมาณให้กับพรรคการเมืองที่ได้จดทะเบียนทุกพรรค สำหรับประเทศในแถบยุโรปตะวันตกนั้น ในช่วงแรกของการจัดตั้งพรรคการเมืองเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ถือเป็นเงินรายได้หลักของพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองขนาดเล็ก แม้ว่าพรรคการเมืองในพื้นที่ดังกล่าวจะพยายามหารายได้เข้าพรรคโดยการขายสินค้าต่าง ๆ เช่น เสื้อ แก้วน้ำ วารสาร หรือ หนังสือเกี่ยวกับการเมือง หากแต่รายได้ยังไม่มากพอเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองที่ได้รับจากภาครัฐ นอกจากนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาพรรคการเมือง ประชาชนยังไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมากนัก จึงทำให้ไม่มีรายได้จากการจ่ายค่าสมาชิกพรรคหรือค่าบำรุงพรรค ทำให้เงินสนับสนุนจากภาครัฐกลายเป็นรายได้หลักของพรรคการเมืองในขณะนั้น

สนับสนุนกลุ่มทางการเมือง นอกจากภาครัฐจะจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองแล้ว งบประมาณส่วนหนึ่งยังจัดสรรให้แก่กลุ่มทางการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปในรัฐสภา โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนกลุ่มทางการเมืองเหล่านี้ ให้พัฒนาเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ดี งบประมาณที่สนับสนุนกลุ่มทางการเมืองอาจมีระเบียบ กฎเกณฑ์ ที่แตกต่างจากการจัดสรรให้พรรคการเมือง เช่น กลุ่มการเมืองที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ต้องเป็นกลุ่มการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเท่านั้น และกลุ่มการเมืองเหล่านี้จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐในอัตราส่วนที่เท่าเทียมกัน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองที่จะได้เงินสนับสนุนตามสัดส่วนของคะแนนเสียง หรือที่นั่งที่พรรคชนะการเลือกตั้ง

นอกเหนือจากเงินอุดหนุนให้กับพรรคการเมืองแล้ว หลายประเทศยังมีการให้ประโยชน์อย่างอื่นจากรัฐแก่พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่นที่ ประเทศอังกฤษ มีเงินอุดหนุนนักการเมืองที่น่าสนใจคือ ค่าไปรษณียากรตามกฎหมาย Representation Act 1983 มาตรา 19 ระบุว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งมีสิทธิส่งสิ่งพิมพ์ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 60 กรัม ถึงทุกคนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่สมัครรับเลือกตั้งโดยไม่ต้องชำระค่าไปรษณียากร ในทางปฏิบัติกระทรวงการคลังจะจ่ายเงินชดเชยค่าไปรษณียากรให้แก่สำนักงานไปรษณีย์เอง [ที่มาภาพประกอบ: Snufkin (CC0 Public Domain)]

เงินสนับสนุนพรรคการเมือง เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาพรรคการเมืองในแถบยุโรปตะวันตกหลายประเทศ ซึ่งพรรคการเมืองที่มีวิวัฒนาการจากพรรคการเมืองแบบมวลชน มาเป็นพรรคการเมืองที่พึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐ (Cartel Party) ทำให้พรรคการเมืองสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐมากกว่าประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เงินสนับสนุนพรรคการเมืองยังทำให้พรรคการเมืองไม่พยายามหารายได้เข้าพรรค หวังแต่พึ่งพาเงินสนับสนุนจากภาครัฐเท่านั้น พรรคการเมืองจึงอาจกลายเป็นองค์กรของรัฐมากกว่าองค์กรของประชาชน หรือเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เงินสนับสนุนพรรคการเมืองควรเป็นเพียงแค่รายได้ที่ช่วยสนับสนุนพรรคการเมืองส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ควรเป็นรายได้หลักของพรรค เงินสนับสนุนพรรคการเมืองที่เริ่มมีการพัฒนาจากยุโรปตะวันตกกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อพรรคการเมืองในปัจจุบัน และแนวคิดเรื่องการจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าวได้ขยายไปสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ตัวอย่างการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองในต่างประเทศ

จากงานวิจัยของ ผศ.ดร.พรรณชฎา ได้ยกตัวอย่างประเทศที่มีการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น มีรายละเอียดดังนี้

ประเทศอังกฤษ

การให้เงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมในสภาแก่พรรคการเมืองฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร (House of Commons) ได้มีมติให้ความเห็นชอบข้อเสนอให้รัฐบาลให้เงินอุดหนุนรายปีแก่พรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภา เมื่อปี 1975 โดยการให้เงินอุดหนุนพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทัดเทียมกับสมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ซึ่งพรรคฝ่ายค้านจะได้รับความช่วยเหลือทางด้านข้อมูลข่าวสารและการวิจัยจากส่วนราชการต่าง ๆ เป็นอย่างดี พรรคการเมืองฝ่ายค้านอาจใช้เงินอุดหนุนนี้ไปเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในสำนักงานของหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านในรัฐสภา เป็นต้น พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่จะมีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนรายปีจากรัฐ ได้แก่ พรรคการเมืองซึ่งสมาชิกของตนได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือพรรคการเมืองซึ่งสมาชิกของตนได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงคนเดียว แต่ได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งทั้งประเทศไม่น้อยกว่า 150,000 คะแนน พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน จะได้รับเงินอุดหนุนรายปีเป็นจำนวน 500 ปอนด์ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน และจะได้รับเพิ่มอีก 1 ปอนด์ต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งทุก ๆ 200 คะแนน แต่จะเป็นประการใดก็ตาม แต่ละพรรคจะได้รับเงินอุดหนุนรายปีรวมทั้งสิ้นไม่เกินกว่า 150,000 ปอนด์เท่านั้น จำนวนเงินที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภามีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เช่น ในปี 1983 พรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาได้รับเงินอุดหนุนรายปีเป็นจำนวน 1,080 ปอนด์ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน และจะได้รับเพิ่มขึ้นอีก 2.16 ปอนด์ต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งทุก ๆ 200 คะแนน แต่ละพรรคจะได้รับเงินอุดหนุนรายปีรวมแล้วไม่เกิน 325,000 ปอนด์

การให้ประโยชน์อย่างอื่นจากรัฐแก่พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประเทศอังกฤษมีระบบการให้ประโยชน์อย่างอื่นที่มิใช่เงินแก่พรรคการเมืองและผู้สมัครับเลือกตั้ง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคน โดยแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ (1) ค่าไปรษณียากรตาม Representation Act 1983 มาตรา 19 ระบุว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งมีสิทธิส่งสิ่งพิมพ์ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 60 กรัม ถึงทุกคนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่สมัครรับเลือกตั้งโดยไม่ต้องชำระค่าไปรษณียากร ในทางปฏิบัติกระทรวงการคลังจะจ่ายเงินชดเชยค่าไปรษณียากรให้แก่สำนักงานไปรษณีย์ ซึ่งในการเลือกตั้งแต่ละครั้งกระทรวงการคลังจะต้องจ่ายเงินชดเชยค่าไปรษณียากรให้แก่สำนักงานไปรษณีย์เป็นจำนวนเงินมาก (2) ค่าห้องประชุมตาม Representation Act 1983 มาตรา 25 ระบุว่า เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งมีสิทธิที่จะจัดชุมนุมสาธารณะเพื่อปราศรัยหาเสียงในโรงเรียนและสถานที่ประชุมต่าง ๆ ของรัฐ หรือขององค์การปกครองท้องถิ่น หรือที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ หรือองค์การปกครองท้องถิ่นที่อยู่ในเขตเลือกตั้งหรือในท้องที่ใกล้เคียงได้ โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสถานที่ ค่าใช้จ่ายที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องจ่ายมีเพียงแค่ค่าทำความร้อน ค่าแสงสว่าง ค่าทำความสะอาด และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเตรียมการชุมนุม และการปรับปรุงสถานที่ให้คืนสู่สภาพเดิมเท่านั้นและ (3) ค่าเวลากระจายเสียงทางวิทยุกระจายเสียง ในระหว่างเวลาตั้งแต่ที่ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สถานีวิทยุกระจายเสียง BBC และ IBA จะจัดสรรเวลาออกอากาศให้แก่พรรคการเมืองต่าง ๆ โดยผู้บริหารสถานีเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการเฉลี่ยเวลาออกอากาศให้แก่พรรคการเมืองแต่ละพรรค ซึ่งเวลาออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียงทั้งสองสถานีนี้จัดสรรให้แก่พรรคการเมืองต่าง ๆ จะเป็นการจัดสรรแบบให้เปล่าและรัฐบาลก็มิได้จ่ายค่าเช่าเวลาออกอากาศให้แก่สถานีเพื่อเป็นการชดเชยแต่อย่างใด

ประเทศเยอรมนี

ประเทศเยอรมนีเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ให้เงินอุดหนุนพรรคการเมือง เริ่มครั้งแรกในปี 1959 โดยมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลายครั้งตามบทบาทที่เล่นสลับกันระหว่างรัฐสภากับศาลรัฐธรรมนูญ จนพัฒนามาเป็นระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้พรรคการเมืองของประเทศเยอรมนีนั้น จะดำเนินการโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร (Bundestag) ซึ่งการอุดหนุนเงินให้พรรคการเมืองมี 2 ลักษณะ คือ การอุดหนุนเงินโดยตรง และการอุดหนุนเงินโดยอ้อมจากการหักภาษี สำหรับการอุดหนุนเงินให้พรรคการเมืองโดยตรงมีดังนี้

หลักการพื้นฐานของการอุดหนุนเงินให้พรรคการเมืองโดยตรง การอุดหนุนเงินให้แก่พรรคการเมืองของเยอรมนีมีหลักการพื้นฐานคือ ‘การอุดหนุนเงินบางส่วนโดยรัฐ’ (Staatliche Teilfinanazierung) ซึ่งนำมาใช้ในระบบพรรคการเมืองเยอรมนีเป็นครั้งแรกในปี 1984 โดยหลักการการอุดหนุนเงินบางส่วนโดยรัฐ คือ ห้ามรัฐให้เงินแก่พรรคการเมืองเป็นจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่พรรคการเมืองหามาได้ ซึ่งขอบเขตที่จำกัดไว้นี้กฎหมายพรรคการเมืองเยอรมนีเรียกว่า ‘เพดานขั้นสูงสัมพันธ์’ (Relative Obergrenze) และการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองในปี 1994 ได้มีการกำหนดขอบเขตการอุดหนุนเงินให้แก่พรรคการเมืองเพิ่มขึ้นอีกคือ ‘เพดานขั้นสูงสัมบูรณ์’ (Absolote Obergrenze) คือยอดเงินโดยรวมในแต่ละปีที่รัฐอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองทุกพรรค จะมีสูงเกินกว่าจำนวนนี้ไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายพรรคการเมืองเยอรมนีกำหนดไว้ที่ 133 ล้านยูโรต่อปี หลักการอุดหนุนพรรคการเมืองบางส่วนโดยรัฐ ก็คือคำตอบของประเทศเยอรมนี สำหรับคำถามว่ารัฐควรให้การอุดหนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองสูงแค่ไหน

พรรคการเมืองที่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ พรรคการเมืองของประเทศเยอรมนีที่มีสิทธิได้รับการอุดหนุนเงินโดยตรงจากรัฐจะต้องเข้าเงื่อนไข 2 ประการ คือ (1) ต้องเป็น ‘พรรคการเมือง’ ตามนิยามของกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งมาตรา 2 ของกฎหมายพรรคการเมืองได้กำหนดนิยามของพรรคการเมืองไว้ว่า พรรคการเมืองต้องมีองค์ประกอบสี่ประการคือ หนึ่ง- เป็นการรวมตัวกันของพลเมือง สอง- ต้องมุ่งสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองโดยส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในระดับสหพันธ์หรือในระดับรัฐ สาม- ต้องมีความต่อเนื่องในการดำเนินการ และ สี่- ต้องมีความจริงจังในการดำเนินการเพื่อบรรลุเจตนารมณ์ทางการเมืองของตน (2) ต้องมีองค์ประกอบครบตามนิยามของกฎหมายพรรคการเมือง ต้องได้คะแนนเสียงถึงคะแนนเสียงขั้นต่ำ (Mindestantteil an Stimmen) ที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดไว้ ตามมาตรา 18 วรรค 4 กำหนดว่า พรรคการเมืองที่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ จะต้องได้คะแนนเสียงแบบบัญชีรายชื่อในระดับสหพันธรัฐหรือในการเลือกตั้งสภายุโรปอย่างน้อยร้อยละ 0.5 หรือได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อในระดับมลรัฐในรัฐใดรัฐหนึ่งอย่างน้อยร้อยละ 1

หลักเกณฑ์ในการอุดหนุนเงินให้พรรคการเมือง การอุดหนุนเงินโดยตรงให้พรรคการเมืองในประเทศเยอรมนี มีหลักเกณฑ์ที่อยู่บนพื้นฐานของ ‘ทฤษฎีรากหญ้า’ (Verwurzelungstheorie) ที่พัฒนาขึ้นมาโดยศาลรัฐธรรมนูญ ทฤษฎีนี้มีหลักการคือ พรรคการเมืองจะได้เงินมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับรากฐานของประชาชนที่สนับสนุนพรรคตนโดยดูจากฐานคะแนนเสียงและฐานเงินบริจาค ดังนี้ (1) การให้เงินอุดหนุนโดยฐานคะแนนเสียง ตามมาตรา 18 วรรค 3 (1) และ (2) แห่งกฎหมายพรรคการเมืองเยอรมนีกำหนดว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ คะแนนเสียงละ 70 เซนต์ต่อปี สำหรับ 4 ล้านคะแนนเสียงแรก จะได้คะแนนละ 85 เซนต์ ในกรณีพรรคการเมืองใดไม่ได้รับอนุญาตให้ลงเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะให้ใช้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (2) การให้เงินอุดหนุนโดยฐานเงินบริจาค ตามมาตรา 18 วรรค 3 (3) แห่งกฎหมายพรรคการเมืองของเยอรมนีกำหนดว่าทุก ๆ หนึ่งยูโรที่พรรคการเมืองได้รับบริจาคหรือได้มาจากค่าสมาชิกรัฐจะอุดหนุนเงินให้พรรคการเมือง 38 เซนต์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พรรคการเมืองหาเงินบริจาครายย่อย กฎหมายมาตรานี้จึงกำหนดไว้ว่า เงินบริจาคที่จะนำมาขอเงินอุดหนุนจากรัฐได้นั้นจะต้องสูงไม่เกิน 3,300 ยูโร และต้องเป็นเงินบริจาคจากบุคคลธรรมดาเท่านั้น เงินบริจาคจากนิติบุคคลจะนำมาขอเงินอุดหนุนจากรัฐไม่ได้ หากจำนวนเงินที่พรรคการเมืองทุกพรรคมีสิทธิได้รับรวมกันแล้วเกิน 133 ล้านยูโร พรรคการเมืองจะได้เงินน้อยลงตามสัดส่วน ซึ่งในทางปฏิบัติต้องมีการดำเนินการเช่นนั้นทุกปี เนื่องจากพรรคการเมืองได้เงินรวมกันเกินจำนวน 133 ล้านยูโรต่อปีเสมอ

ประเทศฝรั่งเศส

เงินอุดหนุนการดำเนินงานของพรรคการเมือง สำหรับเงินที่นำมาใช้จัดสรรอุดหนุนแก่พรรคการเมืองนั้น ฝรั่งเศสใช้วิธีทางงบประมาณ กล่าวคือให้สำนักที่ทำการของประธาน (Bureaux) ของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พิจารณาร่วม กับรัฐบาล ในการเสนอวงเงินที่จะกำหนดไว้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี (loi de finances) เงินอุดหนุนแก่พรรคดังกล่าว แบ่งเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน โดย ใช้วิธีการคำนวณจัดสรร โดยส่วนที่หนึ่งให้จัดสรรแก่พรรคการเมืองตามสัดส่วนแห่งคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับ ในการเลือกตั้งรอบแรกของการเลือกตั้งทั่วไปในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Assemblee Nationale) พรรคการเมืองที่จะมีสิทธิได้รับเงินในส่วนนี้จะต้องเป็นพรรคที่ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50 เขต และส่วนที่สองของวงเงินดังกล่าว ให้จัดสรรแก่พรรคการเมืองตามสัดส่วนของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (depure) ที่ได้แจ้งต่อสภาว่าตนสังกัดพรรคการเมืองนั้น ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องแจ้งต่อสภาภายในเดือนแรกของสมัยประชุมสามัญของทุกปีว่าตนสังกัดกับพรรคใด การสังกัดนั้นให้สังกัดได้พรรคเดียวและภายในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ให้สภาแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีถึงจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคตามที่ได้แจ้งไว้นั้น

เงินชดเชยค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ตามกฎหมายเลือกตั้งฝรั่งเศสได้แยกเงินช่วยจากรัฐสาหรับเป็นค่าชดเชยค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทเงินชดเชยบางส่วน (Remboursement partiel) เป็นเงินที่รัฐบาลออกช่วยค่าใช้จ่ายบางรายการที่ผู้สมัครได้ใช้จ่ายไปในการโฆษณาหาเสียง (propaganda electorale) ได้แก่ ค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการดูแลการหาเสียงซึ่งแต่ละพรรคจะส่งตัวแทนเข้าไปร่วมเป็นกรรมการ นอกจากนั้นมีค่าพิมพ์ ค่ากระดาษ ค่าจ้างพิมพ์โปสเตอร์ ซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องทำขึ้นสำหรับปิดตามหน่วยเลือกตั้ง ค่าใช้จ่ายส่วนหลังนี้ รัฐจะชดเชยให้เฉพาะผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของผู้มาออกเสียงนอกจากนั้น ในการเลือกตั้งใดที่รัฐกำหนดให้มีการหาเสียงเป็นทางการ (Campagne officielle) ทางวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ รัฐจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย และประเภทเงินชดเชยเหมาจ่าย (Remboursement forfaitaire) เงินชดเชยประเภทนี้จ่ายให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งรอบแรกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของคะแนนเสียงทั้งหมดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยรัฐจะจ่ายชดเชยให้ร้อยละ 10 ของวงเงินที่จะพึงใช้จ่ายได้ในการหาเสียงเลือกตั้ง (จ่ายคืนให้ 50,000 ฟรังค์) แต่ไม่เกินจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง (ในกรณีที่เขตเลือกตั้งใดมีประชากรต่ำกว่า 80,000 คน รัฐจ่ายคืนให้ในวงเงิน 10,000 ฟรังค์) สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดี กฎหมายกำหนดวงเงินชดเชยเหมาจ่ายไว้เป็นพิเศษกล่าวคือ ผู้สมัครที่เข้าแข่งขันในการเลือกตั้งรอบที่สองรัฐชดเชยคนละ 35 ล้านฟรังค์ ผู้สมัครคนอื่น ๆ ได้ชดเชยคนละ 6 ล้านฟรังค์

ประเทศญี่ปุ่น

การให้การอุดหนุนแก่พรรคการเมือง ในประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายเกี่ยวกับการอุดหนุนของรัฐบาลต่อพรรคการเมือง (The law for Government Subsidies for Political Parties) ซึ่งมีผลใช้บังคับในปี 1995 เพื่อสร้างระบบการอุดหนุนของรัฐบาลที่มีต่อพรรคการเมือง โดยเล็งเห็นความสำคัญของหน้าที่ของพรรคการเมืองที่มีต่อการเมืองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา กฎหมายนี้ถูกออกแบบให้รัฐมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาทางการเมืองระบบประชาธิปไตย ด้วยการส่งเสริมการพัฒนากิจกรรมการเมืองที่เหมาะสมของพรรคการเมือง และโดยการคงไว้ซึ่งกิจกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ตามกฎหมายเกี่ยวกับการอุดหนุนของรัฐบาลต่อพรรคการเมือง โดยได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ‘พรรคการเมือง’ ที่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุน หมายถึงองค์การทางการเมืองดังนี้ (1) องค์การทางการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกรัฐสภา (Diet member) อย่างน้อย 5 คน (2) องค์การทางการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกรัฐสภา (Diet member) อย่างน้อย 1 คน และได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อยร้อยละ 2 ของการลงคะแนนเสียงทั่วประเทศ ในกรณีใดกรณีหนึ่งของการเลือกตั้ง 6 ครั้ง ดังนี้ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบเลือกตัวบุคคลตามการแบ่งเขตเลือกตั้ง, การเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน, การเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่งของในการเลือกตั้งแบบปกติ 2 ครั้งหลังสุดของสมาชิกวุฒิสภาในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งท้องถิ่น และการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งแบบปกติ 2 ครั้งหลังสุดของสมาชิกวุฒิสภาในระบบสัดส่วน โดยพรรคการเมืองที่ประสงค์จะขอรับเงินอุดหนุน จะต้องยื่นรายงานตามที่กล่าวแล้วข้างต้นปีต่อปีภายใน 15 วันนับแต่ ‘วันหลัก’ (Basic date) ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายใน ถ้ามีการเลือกตั้งทั่วไปของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการเลือกตั้งปกติของสมาชิกวุฒิสภา พรรคการเมืองที่ประสงค์จะขอรับเงินอุดหนุนจะต้องยื่นรายงานดังกล่าวภายใน 15 วันนับแต่ ‘วันหลักของการเลือกตั้ง’ (Electoral basic date) ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายใน โดยวันหลัก (Basic date) หมายถึง วันที่เกิดขึ้นภายหลังระหว่าง 2 กรณี คือ (1) วันที่ 1 มกราคม และ (2) วันหลักของการเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ วันหลักของการเลือกตั้ง (Electoral basic date) หมายถึงวันที่เกิดขึ้นภายหลังระหว่าง 2 กรณี คือ (1) วันหลังจากวันที่มีการเลือกตั้งทั่วไปหรือการเลือกตั้งปกติ และ (2) วันแรกของวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภาที่ถูกเลือกตั้งใหม่

จำนวนเงินอุดหนุนทั้งหมด จำนวนเงินอุดหนุนทั้งหมดจะถูกพิจารณาในงบประมาณประจำปี โดยนำ 250 เยน คูณด้วยจำนวนประชากร (จำนวนประชากรพิจารณาจากข้อมูลทะเบียนราษฎร์แห่งชาติล่าสุดและประกาศในราชกิจจานุเบกษา) ตัวอย่างเช่น งบประมาณประจำปีงบประมาณ 1997 เท่ากับ 31,392,562,000 เยน (250X 125,570,246) สำหรับการคำนวณจำนวนเงินอุดหนุนที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับแต่ละปี จะคำนวณโดยมีฐานอยู่ที่จำนวนสมาชิกรัฐสภาและจำนวนคะแนนเสียงที่ได้รับ ณ วันหลัก ตามตารางดังนี้

ที่มาตาราง: งานวิจัยเรื่อง ‘การศึกษาเปรียบเทียบเงินสนับสนุนพรรคการเมืองในประเทศไทยและอินโดนีเซีย: นำไปสู่การพัฒนาพรรคการเมืองหรือคอร์รัปชั่น’ โดย ผศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ คณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล

การจ่ายเงินอุดหนุน การจ่ายเงินอุดหนุนให้แต่ละพรรคการเมืองจะแบ่งจ่ายโดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของพรรคการเมือง ดังนี้ (1) เดือนเมษายน จ่าย 1/4 ของเงินอุดหนุนทั้งหมด (2) เดือนกรกฎาคม จ่าย 1/3 ของส่วนที่เหลือ (3) เดือนตุลาคม จ่าย 1/2 ของส่วนที่เหลือ และ (4) เดือนธันวาคม จ่ายส่วนที่เหลือทั้งหมด โดยสมุหบัญชีของพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องยื่นรายงานเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินอุดหนุนของพรรคการเมืองในแต่ละปี ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายใน สมุหบัญชีของสำนักงานสาขาของพรรคการเมือง ก็มีหน้าที่ต้องยื่นรายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนของสำนักงานสาขาต่อสมุหบัญชีของพรรคการเมืองสำนักงานใหญ่ หรือต่อสาขาพรรคการเมืองที่ให้เงินอุดหนุนแก่ตน รวมทั้งจะต้องยื่นรายงานต่อคณะ กรรมการจัดการเลือกตั้งของจังหวัด ที่สำนักงานของสาขาพรรคการเมืองนั้นตั้งอยู่ในรายงานนี้ สมุหบัญชีจะต้องระบุอย่างชัดเจนถึงผู้รับการจ่ายเงินจากพรรคเป็นจำนวนตั้งแต่ 50,000 เยน ขึ้นไป ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นนอกเหนือจากค่าจ้างบุคลากร ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงานความร้อน ค่าน้ำประปา และค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอังที่ได้กล่าวมาแล้ว จากนั้นกระทรวงกิจการภายในจะเปิดเผยสรุปรายงานการใช้จ่ายต่อสาธารณชนโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และกระทรวงฯ จะเก็บรายงานดังกล่าวไว้เป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่ประกาศใช้ราชกิจจานุเบกษา และบุคคลที่สนใจสามารถขอตรวจสอบรายงานนี้ได้ที่กระทรวงกิจการภายในภายในระยะเวลาข้างต้น

อ่าน ‘จับตา’: “เปิดสาระสำคัญ ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง”
http://www.tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=6615

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2560 ชี้การค้าโลกจะปะทะชาตินิยม

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2560 ชี้การค้าโลกจะปะทะชาตินิยม

Posted: 25 Dec 2016 02:15 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ชี้ระบบการค้าโลกจะเผชิญแรงกดดันของลัทธิกีดกันทางการค้าและความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจมากขึ้น กระแสโลกาภิวัตน์การเปิดเสรีจะหันมาให้น้ำหนักกับการทำข้อตกลงทางการค้าและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีมากขึ้นกว่าระบบพหุภาคี ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในยุโรปจะถูกสั่นคลอนโดยพรรคการเมืองขวาจัดหรือซ้ายจัดที่กำลังก้าวเข้ามามีอำนาจในหลายประเทศ
25 ธ.ค. 2559 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ปี พ.ศ. 2560 ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี พ.ศ. 2560 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2559 โดยอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 3.3-3.6% ในปีหน้า ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตสูงเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงตัวเลขเฉลี่ยจีดีพีโลกให้ปรับตัวดีขึ้น คาดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ระดับ 1.8-2% และ ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศตลาดเกิดใหม่มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4.6-5% ระบบการค้าโลกจะเผชิญแรงกดดันของลัทธิกีดกันทางการค้าและความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจมากขึ้น กระแสโลกาภิวัตน์การเปิดเสรีจะหันมาให้น้ำหนักกับการทำข้อตกลงทางการค้าและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีมากขึ้นกว่าระบบพหุภาคี ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในยุโรปจะถูกสั่นคลอนโดยพรรคการเมืองขวาจัดหรือซ้ายจัดที่กำลังก้าวเข้ามามีอำนาจของรัฐบาลในยุโรปหลายประเทศ
ผศ.ดร.อนุสรณ์ คาดว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปีหน้า (พ.ศ. 2556) จะสูงกว่าที่สำนักวิจัยทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ประเมินไว้ โดยมองว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงถึง 2.3-2.8% (ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ไว้ที่ 2.2%) เป็นผลมาจากภาคการบริโภค ภาคการลงทุน การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมไอที ธุรกิจเวชภัณฑ์ การปรับลดภาษีนิติบุคคลและการลงทุนโครงสร้าง
พื้นฐานทางเศรษฐกิจใหม่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลจะเผชิญแรงกดดันปัญหาหนี้สาธารณะและเผชิญกับปัญหาเพดานหนี้หากเศรษฐกิจไม่โตตามเป้า การตัดลดค่าใช้จ่ายสวัสดิการทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาทำให้ความเหลื่อมล้ำในสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้นอีก แรงกดดันเงินเฟ้อจะมากขึ้นพร้อมกับการเติบโตที่มากขึ้น ทำให้อาจมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯส่งสัญญาณไว้ในช่วงปลายปีนี้ (พ.ศ.2559) แนวโน้มของรัฐบาลสหรัฐในการใช้นโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้นเพิ่มความเสี่ยงของระบบการค้าโลกและสร้างแรงกดดันต่อภาคส่งออกของจีนและเอเชียตะวันออก
ส่วนเศรษฐกิจยุโรปนั้นตนมองว่าจะอ่อนแอมากกว่าที่หน่วยงานทางเศรษฐกิจของโลกประเมินไว้ค่อนข้างมากโดยคาดว่า อัตราการเติบโตเศรษฐกิจยุโรปจะขยายไม่เกิน 1.4% เป็นผลมาจากผลกระทบของ Brexit และ ความเสี่ยงของประเทศอื่นในอียูจะขอแยกตัวออกมาจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจผลกระทบผู้อพยพจากตะวันออกกลางและแอฟริการเหนือ การก่อการร้ายสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจ ปัญหาระบบสถาบันการเงินอ่อนแอ หนี้สาธารณะในระดับสูง โครงสร้างประชากรสูงอายุ และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย เยอรมันยังคงเติบโตได้ดีรวมทั้งเศรษฐกิจสเปนยังคงกระเตื้องขึ้นต่อเนื่อง
ปีหน้าเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง ความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่แตกเพิ่มเติมลดลง เศรษฐกิจรัสเซียขยายตัวเป็นบวกเป็นครั้งแรกหลังจากติดลบต่อเนื่องมาสองปี กลุ่มประเทศอาเซียนมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยที่ 5-6% โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอินโดจีนและพม่ามีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อการค้าชายแดนภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่าปีหน้าน่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีที่สุดในรอบสี่ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 (เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 6.5% ในปี พ.ศ. 2555 หลังมหาอุทกภัยน้ำท่วม) โดยคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมจะอยู่ที่ 3.6-4.2% ภาคการลงทุนเอกชนและภาคการท่องเที่ยวจะแรงขับเคลื่อนสำคัญ ภาคส่งออกฟื้นตัวเป็นบวกเล็กน้อยและภาคการบริโภคกระเตื้องขึ้นต่อเนื่อง ดุลการค้าเกินดุลเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 33.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลไม่ต่ำกว่า 42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การนำเข้าเพื่อการลงทุนมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นจากราคาพืชผลเกษตร การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและราคาพลังงานโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากจะเป็นปีที่จะมีการเลือกตั้ง โดยคาดว่าภาคการลงทุนโดยรวมจะเติบโตได้อย่างน้อย 5.5% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่ำ 3% การส่งออกเริ่มฟื้นตัวทำให้กำลังการผลิตลดลงและเริ่มกระตุ้นให้เกิดความต้องการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต ความมีเสถียรภาพในระยะเปลี่ยนผ่านทำให้เกิดความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของบรรษัทข้ามชาติที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกในประชาคมอาเซียนเริ่มขยับเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น การลงทุนก่อสร้างของเอกชนมีความสัมพันธ์ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบคมนาคมขนส่ง หากมีความคืบหน้าตามเป้าหมาย
จะดึงให้การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีความสัมพันธ์ในระดับสูงทางบวก (Positive Correlation) กับการขยายตัวของภาคส่งออก ภาคบริโภคกระเตื้องขึ้นโดยขยายตัวได้ที่ระดับ 2.5-3% ภาคการบริโภคฟื้นตัวไม่มากเพราะระดับรายได้ประชาชนโดยทั่วไปไม่เพิ่มขึ้นมาก ความไม่มั่นคงในงานลดลงจากการนำเทคโนโลยีมาทดแทนในการทำงานมากขึ้น ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมหรือกิจการที่มีภาวะฟองสบู่ เช่น สื่อสารมวลชนโดยเฉพาะทีวีดิจิตอล ธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์ กิจการอุดมศีกษา กิจการธนาคารธุรกิจการเงินแบบเดิม เป็นต้น นอกจากนี้ภาคการบริโภคยังได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การนำเงินรายได้ในอนาคตมาบริโภค รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการบริโภคโดยลดหย่อนภาษีกระตุ้นการบริโภคได้เพียงชั่วคราวระยะสั้น และได้ทำมี Stock Inventory เก็บไว้จำนวนมากในภาคครัวเรือนและส่งผลให้ตัวเลขภาคการบริโภคชะลอลงอย่างชัดเจนในไตรมาสแรกปี พ.ศ. 2560  อัตราการขยายตัวของการส่งออกอยู่ที่ 2-3% การนำเข้าอยู่ที่ 4-5% ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลมากจากรายได้การท่องเที่ยว เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกสุทธิต่อเนื่อง
ส่วนตลาดการเงินและภาคการเงินนั้น ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวว่าตลาดการเงินโลกและไทยจะเผชิญกับจุดเปลี่ยนของนโยบายการเงินจากยุคสมัยดอกเบี้ยต่ำและการผ่อนคลายทางการเงินมากเป็นพิเศษหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกเมื่อปี พ.ศ. 2551-2552 มาเป็น ยุคสมัยอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ในส่วนของเงินบาทน่าจะอ่อนค่าต่อเนื่องโดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ34-37 แม้นจะเกินดุลการค้าแต่เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงไหลออกสุทธิจากการออกไปลงทุนมากขึ้นของนักลงทุนและบริษัทสัญชาติไทยในต่างประเทศ
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยน่าจะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้หากสหรัฐอเมริกาไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงเกินไปและทำให้เม็ดเงินในตลาดการเงินไหลกลับสหรัฐฯจำนวนมาก อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้น อัตราการว่างงานโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยโดยเฉพาะสาขาที่เทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนการทำงาน ขณะที่ยังคงมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านช่วงเทคนิคและแรงงานระดับล่างต่อไป
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่กระเตื้องขึ้นต่อเนื่องยังไม่สามารถเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากขาดนวัตกรรม ระบบการศึกษา ระบบวิจัย คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ยังคงอ่อนแอ จึงมีเพดานจำกัดในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะปานกลางและระยะยาว นอกจากนี้ยังไม่ได้เป็นประเทศที่มีระบบนิติรัฐและนิติธรรมเข้มแข็งนัก ขาดยุทธศาสตร์ในการบูรณาการทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ประเทศที่ชัดเจน แม้นมียุทธศาสตร์ก็ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดขึ้นจริง
ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ปัญหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ ลดเหลื่อมล้ำยังไม่ดีนักและมีแนวโน้มแย่ลงได้อีกหากยังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยมาตรการประชานิยมระยะสั้นเพราะจะสร้างวัฒนธรรมอุปถัมภ์เป็นอุปสรรคต่อความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
มีข้อเสนอแนะในทางนโยบายต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้
ข้อแรก แรงกดดันจากลัทธิกีดกันทางการค้าเพิ่มสูงขึ้น ระบบการค้าพหุภาคีและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงในบางภูมิภาค พลวัตนี้เป็นความเสี่ยงต่อภาคการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย ขณะเดียวกันทำให้เกิดโอกาสของการเปิดเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในระดับทวิภาคีเพิ่มขึ้น รัฐควรเร่งกำหนดทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่ วางยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนระหว่างประเทศเพื่อให้ “ไทย” พัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน
ข้อสอง ต้องเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยมาตรการประชานิยมระยะสั้น มาเป็น ระบบสวัสดิการโดยรัฐที่มีประสิทธภาพและมีความยั่งยืนทางการเงินการคลัง
ข้อสาม เร่าดำเนินการปฏิรูปการศึกษาและระบบวิจัย ตาม ยุทธศาสตร์แผนการศึกษาชาติ 15 ปี และ แผนยุทธศาสตร์ฉบับ 8 ของสภาวิจัยแห่งชาติ
ข้อสี่ เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณพร้อมกับเร่งให้เกิดความคืบหน้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งคมนาคม และ ระบบบริหารจัดการน้ำ
ข้อห้า ใช้มาตรการภาษี มาตรการการเงิน มาตรการลงทุนทางด้านวิจัย มาตรการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ภาคส่งออกไทยกลับมาขยายตัวเป็นบวกและสามารถแข่งขันได้
ข้อหก พัฒนาระบบนิติรัฐให้เข้มแข็งโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการค้า การลงทุนและการแข่งขันที่เป็นธรรม มีความคงเส้นคงวาของการดำเนินนโยบาย สร้างระบบธรรมาภิบาล ขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันการติดสินบน ลดขั้นตอนในการทำงานและลดอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดต้นทุนของภาคธุรกิจอันเกิดจากความประสิทธิภาพและความล่าช้าของระบบราชการและรัฐวิสาหกิ
ข้อเจ็ด ปรับขนาดของระบบราชการและรัฐวิสาหกิจให้ลดลง (Smaller Government) และ เพิ่มประสิทธิภาพสูงขึ้น จ่ายค่าตอบแทนให้สูงขึ้นในระดับเดียวกับเอกชน ทำให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) ในกิจการที่เอกชนทำได้ดีกว่าและบรรลุภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
ข้อแปด ส่งเสริมให้มีการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมผ่านกลไกประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง และ เพิ่มอำนาจให้กับคนที่มีอำนาจน้อยเพื่อให้เกิดดุลยภาพทางอำนาจของกลุ่มต่างๆในสังคม สิ่งนี้จะนำมาสู่การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ
ข้อเก้า นโยบายต่อภาคเกษตรกรรม มีมาตรการเพิ่มผลิตภาพ มาตรการลดต้นทุน มาตรการทางการตลาด ควรมีการกำหนดการเพดานการถือครองที่ดินและจัดตั้ง ธนาคารที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ข้อสิบ ควรมีการทบทวนเพื่อให้มีการปรับเพิ่มค่าแรงขึ้นต่ำอย่างเหมาะสม ปรับเปลี่ยน “กองทุนประกันสังคม” ให้เป็นองค์กรมหาชน จัดตั้งธนาคารเพื่อผู้ใช้แรงงานโดยให้กองทุนประกันสังคมถือหุ้น
ข้อสิบเอ็ด เร่งรัดการก่อหนี้เพื่อนำมาลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ศึกษาและพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยน หน่วยงานจัดเก็บภาษี จากหน่วยงานราชการ มาเป็น องค์กรมหาชน ภายใต้การกำกับของรัฐบาล
ข้อสิบสอง ดำเนินการเพื่อให้ “ประเทศไทย” กลับคืนสู่ประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้งตามโรดแมฟ หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาต้องมีคำอธิบายที่มีเหตุผลเพื่อไม่กระทบต่อความเชื่อมั่น หากทำไม่ได้จะกระทบภาคการลงทุนอย่างมากโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ

เสวนา พ.ร.บ.คอมฯ: ประชาชนเครียด สื่อมวลชนโอเค เอกชนไม่ชัด และ **สิ่งที่ต้องจับตาต่อ

เสวนา พ.ร.บ.คอมฯ: ประชาชนเครียด สื่อมวลชนโอเค เอกชนไม่ชัด และ **สิ่งที่ต้องจับตาต่อ

Posted: 25 Dec 2016 08:23 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ยิ่งชีพย้ำมาตรา 14 ปิดกั้นเสรีภาพชัด รอดูตอนบังคับใช้ สฤณีขอจับตาออกกฎกระทรวงจะลงรายละเอียดสำคัญ และกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ปีหน้า คาดผู้ประกอบการเซ็นเซอร์ตัวเองหนัก ชวรงค์ระบุบางส่วนดีขึ้นสำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ เชื่อโดยรวมดีกว่าฉบับก่อน “ถ้าแย่กว่า ผมคงไม่ส่งคนของเราร่วมในกระบวนการแต่แรก”

25 ธ.ค.2559 ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีการจัดเสวนาเรื่อง “ประเทศไทย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2559” โดยมีผู้เข้าร่วมได้แก่ อังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สฤณี อาชวานันทกุล จากเครือข่ายพลเมืองเน็ต, ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ., ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากiLaw, อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา จาก SEAPA หรือองค์กรพันธมิตรเพื่อเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันกออกเฉียงใต้, ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (ฉบับที่ 2) หรือฉบับแก้ไขที่เป็นประเด็นใหญ่และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบอย่างเอกฉันท์ 168 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 นั้นสร้างความผิดหวังให้กับผู้ตื่นตัวในประเด็นเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวออนไลน์อย่างมาก แต่กระนั้นการต่อสู้นี้ยังไม่จบสิ้น เพราะต้องมีการออกรายละเอียด “ข้อปฏิบัติ” ในกฎหมายระดับกระทรวงอีกประมาณ 5 เรื่องใหญ่ โดยหลังจากมีการลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้กฎหมาย จะต้องนับไปอีก 120 วันจึงเริ่มบังคับใช้จริงเพื่อให้ทุกส่วนเตรียมความพร้อมต่างๆ และกฎกระทรวงเหล่านี้ต้องร่างภายใน 60 วันหลังจากนั้น
ยิ่งชีพ: มาตรา 14(1) และ (2)  มีส่วนที่ดีขึ้น แย่ลงมาก และลิเก (สวยงามไร้ความหมาย)

–          ประเด็น 14 (1) ของเดิมเน้น “ข้อมูลปลอม” และ “ข้อมูลเท็จ” ซึ่งกฎหมายอาญามีเรื่องการหมิ่นประมาทในมาตรา 326 อยู่แล้วซึ่งเน้นว่าการให้ข้อมูลที่ทำให้คนอื่นเสียหายและมีบุคคลที่ 3 มารับทราบถือว่าผิด แต่มีข้อยกเว้นเรื่องการติชมโดยสุจริต ที่ผ่านมาจะเห็นการใช้มาตรา 14(1) พ่วงกับกฎหมายหมิ่นประมาทในการ “ปิดปาก” ผู้วิพากษ์วิจารณ์ เช่น ไม่เอาโรงไฟฟ้า ไม่เอาเหมืองแร่ เปิดโปงซ้อมทรมานเกิดขึ้น เป็นการรวม 2 ข้อหาในคดีเดียว หลายคดีที่ดังๆ อาจรอลงอาญา กระนั้นก็มีส่วนที่ศาลสั่งจำคุก 40 เดือนโดยไม่รอลงอาญา นั่นคือ แอดมินเพจทวงคืนพลังงาน หรืออีกกรณีที่เจ้าตัวไม่เปิดเผย ถูกจำคุกถึง 11 ปี  เรียกว่ามีการติดคุกจริงๆ จากการใช้ 2 ข้อหานี้กับผู้วิพากษ์วิจารณ์

–          ปกติเรามีกฎหมายหมิ่นประมาทใช้อยู่แล้ว มีโทษจำคุก 1 ปี ถ้ามีโฆษณาจำคุก 2 ปี มีข้อยกเว้นดังกล่าวไป ยอมความได้ แต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โทษจำคุก 5 ปี ไม่มีข้อยกเว้น และยอมความไม่ได้ มีตัวอย่างที่คู่ขัดแย้งตกลงกันได้แต่กลับยอมความไม่ได้ คดีต้องดำเนินต่อให้เห็นหลายกรณี

–          5 จุด ดีขึ้น 3 ประการ แย่ลงมาก 1 ประการ เล่นลิเก 1 ประการ

ดีขึ้น : 1.มีการระบุเพิ่มเติมว่า ข้อมูลเท็จหากกระทบบุคคลธรรมดา ลดโทษเหลือจำคุก 3 ปี  2.ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ 3.มีการเติม “โดยทุจริตหรือโดยหลอกหลวง” นิยามของทุจริตมีเจตนาเพื่อให้ได้ผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หากตีความแคบๆ จะทำให้หมายถึงการหลอกลวงทรัพย์สินชัดเจนขึ้น เอาไปใช้ปิดปากยากขึ้น

แย่มาก : แต่กระนั้นก็ยังมีคำว่า “ที่บิดเบือน” ใส่ลงมาด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องข้อมูลและการแสดงความคิดเห็น คำนี้เคยอยู่ในกฎหมายประชามติและถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกับคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2559

ลิเก: คำว่า “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา” เข้าใจว่าผู้ร่างพยามแก้ไขปัญหาที่โดนวิจารณ์มากว่ามาตรา 14 ถูกใช้กับกฎหมายหมิ่นประมาทจึงเขียนเพื่อหวังแก้ปัญหานี้ แต่มันไม่ช่วยอะไร และอันที่จริงคณะกรรมการร่างเคยทำได้ดีกว่านี้ ในครั้งรับฟังความเห็นเดือนสิงหาคม เขียนว่า “การนำเข้าข้อมูลปลอมหรือข้อมูลเท็จเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินส่วนบุคคล” แบบนี้แก้ปัญหาได้และตรงเจตนารมณ์ แต่สุดท้ายก็ไม่ใช้ ซึ่งอาจทำให้เข้าใจได้ว่าผู้ร่างไม่ได้จริงใจจะแก้ปัญหา

–          14(2) ของเดิมระบุถึงการนำเข้าข้อมูลที่อาจกระทบความมั่นคง ทำให้ประชาชนตื่นตระหนัก ฉบับแก้ไขใหม่เพิ่มเรื่องการกระทบความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน นี่เป็นการเพิ่มข้อความทางกฎหมายที่ทำให้เกิดการตีความได้กว้างขวางมาก

–          ไอลอว์จะยังไม่รวบรวมรายชื่อยกเลิกการพิจาณาทันทีเดี๋ยวนี้ ต้องการรอดูการบังคับใช้ก่อน
ชวรงค์ : “ถ้ามันแย่กว่าเดิม ผมคงให้คนของเราออกมา ไม่ร่วมกระบวนการกับเขา”
“ร่างสมัยรัฐบาลทักษิณเลวร้ายกว่านี้มาก”

–          เราติดตามการทำกฎหมายนี้มาตั้งแต่ปี 2550 กฎหมายนี้เริ่มร่างมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยซึ่งฉบับนั้นเลวร้ายกว่านี้ “ร่างนั้นเลวร้ายกว่านี้เยอะมาก แต่ด้วยพลังของพวกเราที่ช่วยกันตอนนั้น เราทำร่างสู้กับกระทรวงไอซีทีปี 2550 ส่งคนไป 3-4 คน สู้กับ สนช.ตอนนั้น ข้อดีคือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่เข้าสู่ สนช.ยุคนั้นเลยมีเวลาพิจารณาเยอะ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนกว่า ก็ไม่ได้เป็นที่พอใจทั้งหมด ได้ระดับหนึ่ง ยังมีข้อห่วงกังวล เช่น 14(1) ถูกเอาไปเชื่อมโยงฟ้องคดีหมิ่นประมาท”

–          ตามฉบับเก่านั้นกระทบกับสื่อกระแสหลัก คือ การฟ้องหมิ่นประมาทสื่อหนังสือพิมพ์นั้นจะมีอายุความ 6 เดือนถึง 1 ปีหลังตีพิมพ์ แต่หากนำขึ้นเว็บอายุความไม่มี เจอเมื่อไรฟ้องได้เมื่อนั้น และตอนนี้สื่อหลักก็ทำเว็บกันหมด ดังนั้นการแก้ไขในร่างล่าสุดนี้ขอมองต่างว่า เป็นเรื่องนี้ดี ไม่ใช่ ลิเก กับการระบุลงไปว่า “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”  เพราะอย่างน้อยสื่อหลักก็สบายใจที่จะไม่เอามาตรา 14 มาใช้ฟ้องพ่วงในคดีหมิ่นประมาท แม้คดีหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญาเราจะไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว มันเป็นปัญหากระทบต่อเสรีภาพสื่

–          คำว่า “ที่บิดเบือน” ไม่แน่ใจว่าจะนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้แค่ไหน รัฐบาล คสช. ค่อนข้างฝังใจกับเรื่องนี้มาก เขาจะรู้สึกว่าบางทีในโลกออนไลน์มีการกล่าวหากันโดยเอาข้อมูลที่ไม่ใช่มากล่าวหากันแล้วเอาผิดไม่ได้ นี่เป็นวิธีคิดของเขา ก็คงต้องช่วยกันเวลาลงสู่การปฏิบัติ

–          มาตรา 15 ดีขึ้นในแง่ที่ทำให้มีกระบวนการในการคัดกรอง ส่วนกฎกระทรวงในการ notice and take down เคยเสนอว่าต้องไม่น้อยกว่าที่ศาลวางบรรทัดฐานไว้ใน “คดีเว็บบอร์ดประชาไท” คือ 11 วัน เพราะเราเห็นว่า 3 วันนั้นน้อยไป

–          ส่วนกลไกต่างๆ นั้น รมว.ดิจิทัลฯ คนใหม่เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพทางออนไลน์อยู่แล้ว เราวางแผนจะคุยกับท่านอยู่ว่าการทำกฎกระทรวงที่จะออกตามกฎหมายนี้ในหลายมาตรา ตรงนี้ต้องมีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นให้ทั่วถึง

–          มาตรา 20 อยากทำความเข้าใจว่า เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่บอกว่า ไม่เอาแบบที่เขียนว่าไม่ผิดกฎหมายแต่จะเอาผิด หากดูฉบับปี 2550 มีเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่มีกรรมการกลั่นกรองอะไรด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่นำเรื่องไปขอให้ศาลสั่งแล้วปิดได้เลย แต่ในร่างใหม่มีกระบวนการในเรื่องนอกจากมีกรรมการกลั่นกรองแล้ว ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ต้องมีการไต่สวน มีกระบวนการหลายชั้นกว่าจะปิดได้

–          “ประเด็นคือ ร่างที่แก้ไขมันดีกว่าเดิม คือ ฉบับปี 2550 หรือไม่ ถ้ามันดีกว่าก็อาจต้องยอมรับมัน แต่ถ้ามันแย่ลงพวกผมคงไม่ยอมแน่ คงไม่นั่งเฉย ที่ผ่านมาเราก็แสดงบทบาทในการท้วงติงส่วนที่เป็นประเด็นปัญหา มีการยื่นหนังสือกรรมาธิการ มีการคุยกันในกลุ่มต่างๆ ส่งคนของเราเข้าไปอยู่ ถ้ามันแย่กว่าเดิม ผมคงให้คนของเราออกมาตั้งแต่แรก คงไม่ให้ร่วมกระบวนการเขา ถ้าไม่เอาฉบับนี้แล้วจะใช้ฉบับเดิมมันก็จะยังแย่เหมือนเดิมอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์ ถามว่าถ้ามันไม่ดีแล้วทำไมรัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ทำ รัฐบาลจากการเลือกตั้งบางครั้งรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมน้อยกว่ารัฐบาลทหาร จะเล่าว่าคณะกรรมาธิการฯ ตอนแรกเหมือนมีใบสั่งต้องทำให้เสร็จภายใน 2-3 เดือน เราเข้าไปท้วงติงหลายเรื่องเลยยืดมาเป็น 6 เดือน แล้วก็ประชาพิจารณ์หลายรอบมาก เปิดให้คนเข้าไป แต่สังคมไทยก็แบบนี้ ถ้าไม่ถึงเวลาสร้างดราม่าคนก็จะไม่แสดงความคิดเห็นมาก พรรคการเมืองสองพรรค ถามว่าทำไมไม่แก้ให้ดีตั้งแต่คุณมีอำนาจ มาตอนนี้ก็มาแสดงความเห็นเพื่อหาเสียง”

–          ไมได้สนับสนุนทั้งหมด มีหลายส่วนที่ไม่เห็นด้วย แต่มีหลายส่วนดีขึ้นก็ต้องยอมรับแล้วค่อยๆ แก้ไป
สฤณี: ความไม่ชัดเจนที่ผู้ประกอบการต้องแบก เส้นทางสู่ self-censorship 

–          พยายามมองจากฝั่งผู้ให้บริการต่อ พ.ร.บ.นี้ ในส่วนของความกังวล มาตรา 15 ของเดิมผู้ให้บริการไม่มีช่องทางอะไรเลยที่จะแสดงออกว่าตัวเองไม่ได้ยินยอมให้เกิดความผิดตามมาตรา 14 แต่ของใหม่มีการแก้ไขซึ่งเราจะพบแนวปฏิบัติ notice and take down ในร่างประกาศของกระทรวงปรากฏในเว็บไซต์ของ สพธอ. บอกว่าหากผู้ให้บริการทำตามนี้ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย ขั้นตอนคือ ผู้ใช้บริการที่ต้องการร้องเรียนต้องกรอกแบบฟอร์มร้องเรียน ระบุชื่อนามสกุล ระบุการทำผิด และชี้แจงด้วยว่าน่าจะเกิดการเสียหายอะไรบ้าง เมื่อแจ้งแล้วภายใน 3 วันผู้ให้บริการต้องทำการระงับเนื้อหานั้น กระบวนการนี้ไม่ต้องดูมาตรา 20 แล้ว มันให้ผู้ให้บริการทำเองได้เลย ซึ่งน่ากังวลยิ่ง ผู้ให้บริการจะมั่นใจได้อย่างไรว่าที่มีผู้ร้องเรียนมานั้นถูกหรือไม่ถูกในเมื่อ 14(2) มันกำกวมมาก

–          ผู้ร่างบอกว่ากฎกระทรวงนี้เอามาจากกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ของอเมริกา ซึ่งระบุว่าถ้าเป็นโฮสต์ไม่ต้องรับผิดถ้าทำตามขั้นตอน คือ เจ้าของลิขสิทธิ์ส่งหนังสือไปให้โฮสต์ ถ้าโฮสต์ตรวจสอบแล้วพบชัดเจนว่าเข้าข่ายผิดลิขสิทธิ์ก็จะส่งให้เจ้าของเว็บหรือคนนำเข้าข้อมูลนั้น ถ้าคนนำเข้าข้อมูลมั่นใจว่าไม่ละเมิดก็สามารถส่งหนังสือค้านกลับไปได้ แต่ก็จะเริ่มมีภาระทางกฎหมายแล้วว่าเขาอาจเริ่มกระบวนการฟ้องร้อง ที่ผ่านมาใช้มานานแล้วก็มีปัญหาเยอะ เช่น หลายคนบอกว่าไม่มีบทลงโทษอะไรเลยสำหรับคนแจ้งเตือนแบบหลอก กูเกิลระบุว่า 37% ที่ร้องเรียนเรื่องลิขสิทธิ์ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เกี่ยวอะไรเลยกับลิขสิทธิ์เลย ในจำนวนนี้ 57% เป็นเรื่องการพยายามปิดปากคู่แข่ง นี่ขนาดแค่เนื้อหาลิขสิทธิ์เท่านั้นยังมีปัญหามากมาย หากผู้ให้บริการต้องตีความว่าอะไรบิดเบือนยิ่งยากขึ้นมากและเป็นแรงจูงใจที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างมาก ต้นทุนก็จะสูงขึ้นเพราะต้องมีคนมาดูแลตรงนี้ ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่มีคนร้องมานั้นไม่ผิด จะไม่ปิดกั้นก็อาจต้องเตรียมตัวสู้คดี

–          มาตรา 20  อยากให้สื่อและประชาชนช่วยติดตามดูในกฎกระทรวง ซึ่งมีร่างประกาศบอกว่า เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือแพร่หลายข้อมูล ห้พนักงานเจ้าหน้าที่ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลนั้นเอง และเชื่อมโยงกับระบบของผู้ให้บริการได้เองด้วย มันฟังดูเหมือนเขากดเองได้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่กระทบกับข้อมูลส่วนอื่นของผู้ให้บริการ

–          ยังมีคำว่า “ให้ดำเนินการทางเทคนิคใดๆ ที่ได้มาตรฐานและเกิดผลตามคำสั่งศาล” ปัจจุบันเว็บหลายเว็บมีการเข้ารหัสให้เป็นมาตรฐานสากลในเรื่องความเป็นส่วนตัว ถ้าเขาดำเนินการเช่นนั้นตามปกติแล้วต้องเจอด่านที่เข้ารหัส “มาตรการทางเทคนิคใดๆ” ที่ทำให้ปิดกั้นได้สำเร็จได้นั้นมันคืออะไร

–          อีกประเด็นที่สำคัญมาก คือ ต้นปีที่แล้วมีชุดกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทีล เป็นแพ็คเกจ 10 ฉบับ ตอนนี้แยกส่วนออกมา ระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าจะมีกฎหมายในชุดเดิมทยอยเข้า สนช. คือ ความมั่นคงไซเบอร์ และพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งดูเหมือนจะดำเนินแนวทางสวนทางกับชื่อกฎหมาย ยังไม่นับรวม พ.ร.บ. กสทช. ซึ่งเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อมวลชนโดยตรง

–          สุดท้ายคงต้องตั้งคำถามว่าเราอยากเห็นสังคมออนไลน์แบบนไหน เช่น อยากให้คนคิดเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น มีทักษะความคิดเชิงวิพากษ์ มันไม่มีทางเกิดได้ในสังคมที่เรายกอำนาจให้การตัดสินความจริง การบิดเบือน ข้อเท็จจริง ให้ศาลหรือกลุ่มบุคคลตัดสิน แม้แต่วิทยาศาสตร์ยังไม่มีความจริงสัมบูรณ์นับประสาอะไรกับโลกออนไลน์
ฐิติรัตน์: หลักการเขียนกฎหมายทั่วโลกไม่ใช้คำกำกวม

–          จะพูดถึงเนื้อหาและกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขกฎหมาย โดยส่วนตัวเข้าใจในเจตนาดีที่ของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานอธิบายว่าพยายามแก้ในข้อที่เป็นปัญหาเดิม เช่น ม.14 แต่ภาคประชาชนก็มีคำถามว่าแก้ได้จริงหรือเปล่า

–          ประเด็นที่พูดกันมากคือ เทคนิคการฟ้องแบบไม่เอาผล แต่เป็นการฟ้องเพื่อต้องการให้หยุดการกระทำใดๆ หรือที่เรียกว่า “ปิดปาก” ผู้วิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นปัญหาของฉบับเดิม แต่ฉบับแก้ไขนี้นอกจากปัญหานี้จะไม่หมดไปแล้วยังอาจเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น เช่น การเพิ่มคำว่า “บิดเบือน” อีกทั้งวิธีการที่ภาครัฐบอกว่าเป็น “การสร้างสมดุล” นั้นสะท้อนผ่านการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเนื้อหา 9 คน ในจำนวนนี้ให้ตัวแทนฝ่ายสื่อและฝ่ายสิทธิมนุษยชน 3 คน และการโหวตใช้เสียงข้างมาก อย่างไร 3 คนก็ไม่มีสิทธิชนะ

–          การสร้างสมดุลในกฎหมายนั้นเป็นปัญหาโลกแตกของทุกที่ เถียงกันไม่จบไม่สิ้น แต่สิ่งที่เขาพยายามให้รัฐบาลทำคือ การลดใช้คำที่กำกวมลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และอย่าคิดว่าการให้กลุ่มบุคคลหรือศาลกลั่นกรองจะทำให้คำนั้นชัดเจน เพราะสุดท้ายก็อาศัยดุลยพินิจของคนกลุ่มหนึ่งอยู่ดี

–          ที่อยากชวนคิดกันต่อ โลกอินเทอร์เน็ตเสรีมากและรัฐอาจต้องการควบคุมบางประการ คำถามคือ กฎหมายควรทำหน้าที่อะไรบ้าง ควรชี้นำ ควรคิดแทนเลยหรือเปล่า ส่วนตัวขอเสนอว่า กฎหมายไม่ควรจะควบคุมอินเทอร์เน็ตมากไป เพราะอาจบังคับใช้ไม่ได้ถ้าตีกรอบมากขนาดนั้นหรือไม่สะท้อนความคิดของสังคมจริงๆ เช่น การที่ทุกคนต้องลบข้อมูลที่ศาลสั่งว่าเป็นข้อมูลเท็จมันเป็นไปไม่ได้ มันจะกลายว่าคนไม่เชื่อกฎหมาย และพอจะกำกับมากเกินไปก็เป็นการให้ดุลยพินิจกับเจ้าหน้าที่อาจนำไปสู่การ abuse of power สุดท้าย มันจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของวิจารณญาณของคนในสังคมเอง
อังคณา:  กสม.เสนอข้อกังวลต่อ สนช.แล้วหลายรอบ

–          เห็นด้วยที่จะต้องปรับปรุง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 แต่หลักการสำคัญต้องดำรงอยู่คือการเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เกิดผลกระทบต่อสังคมหรือผู้อื่น

–          กสม. มีการทำข้อห่วงกังวลกับ สนช.หลายมาตรา เช่น การกำหนดความผิดการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ การกำหนดว่าอะไร จริง หรือ เท็จ ไม่มั่นใจว่าคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาจะวินิจฉัยได้อย่างมีคุณภาพ เช่น รายงานการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เราจะสามารถพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ได้อย่างไร (ในเมื่อผู้ถูกกล่าวหาและผู้มีอำนาจในการปิดกั้นข้อมูลคือรัฐเอง)

–          ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองฯ  ICCPR การออกกฎหมายใดๆ ในการจำกัดสิทธิความเป็นส่วนตัวหรือการแสดงออกโดยอาศัยความมั่นคงแม้เป็นสิ่งที่รัฐกระทำได้แต่ต้องไม่อ้างอย่างกว้างขวางและกระทบสิทธิบุคคลเกินสมควร ป้องกันไม่ให้รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่สนช.ผ่านกฎหมายที่มีคำ “ความมั่นคง” อยู่ฉบับ แม้แต่ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศก็ให้เลือกปฏิบัติได้โดยอ้างความมั่นคงของชาติ เรียกว่าตีความอย่างกว้างขวางมาก เปิดโอกาสให้ตีความ “อย่างไร้ขอบเขต”

–          ตัวอย่างคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้น ในฐานะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองฯ มีชาวบ้านหลายพื้นที่ถูกฟ้องโดยกฎหมายนี้จากเจ้าหน้าที่และเอกชนอย่างไม่เป็นธรรม
อรพิณ:  ไทยผู้นำเทรนด์ภูมิภาค เรื่องเสรีภาพ(ที่ลดลง)  

–          ประเทศไทยนำเทรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พอสมควร เป็นประเทศแรกๆ ที่มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เพิ่งทยอยมีเมื่อ 4-5 ปีให้หลังนี้เอง

–          พ.ร.บ.คอมฯ ออกแต่ละครั้งก็เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ และล้วนปรากฏในยุครัฐบาลทหารตลอด ส่งผลต่อการจัดอันดับเสรีภาพที่ไทยเคยอยู่ในกลุ่มมีเสรีภาพจนมาอยู่ในกลุ่มไม่มีเสรีภาพ  ขณะที่กฎหมายเข้มงวดขึ้น ภาคประชาสังคมกลับอ่อนแอลง สื่อมวลชนก็แยกออกจากการเคลื่อนไหวออกจากประชาชน ไม่เหมือนกระแสช่วงปฏิรูปสื่อเมื่อปี 2540 ที่สื่อและภาคประชาสังคมเป็นเนื้อเดียวกันในการผลักดันวาระนี้ ตอนนี้สมาคมสื่อค่อนข้างพึงพอใจกับร่างนี้ แต่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมองต่างออกไป

–          ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มาตรา 14 โดยเฉพาะคำว่าข้อมูลเท็จ ในฐานะที่ไม่ใช่นักกฎหมายเกิดข้อสงสัยว่า จำเป็นไหมที่คนต้องถูกห้ามพูดเรื่องโกหก มันอาจเป็นเรื่องไม่ดี แต่เราจำเป็นต้องใช้กลไกกฎหมายในการเอาคนเข้าคุกด้วยโทษหนักขนาดนี้หรือเปล่า

–          เมื่อดูกฎหมายเพื่อนบ้าน ทุกประเทศค่อนข้างย้ำเรื่องความมั่นคงการก่อการร้าย วิธีการเขียนต่างกันไป แต่ไทยย้ำเรื่องข้อมูลเท็จ โดยมีลาวและเวียดนามอีกสองประเทศที่เขียนคล้ายๆ กัน ของลาวใช้คำว่า “ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง”

–          เนื่องจากคนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น รัฐแต่ละรัฐก็จะหันมาตรวจตราข้อมูลในโลกออนไลน์มากขึ้น หลายประเทศยังมีกลไกที่จะปิดกั้นข้อมูลในออนไลน์ ยกเว้นฟิลิปปินส์ ข้อสังเกตคือ เวลาที่เราคุยกันเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลายครั้งมีตัวอย่างที่ทีมที่เกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมายหยิบยกมาพูดและมองว่ามันไม่กระทบกับเสรีภาพในการแสดงออกและสื่อ แต่ถ้าดูภาพรวมในเรื่องคดีทั้งไทยและภูมิภาคก็ใช้กฎหมายลักษณะนี้ในจัดการปิดปากกับคนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐเป็นหลัก และแม้ท้ายที่สุดแม้ผู้วิจารณ์จะชนะคดี แต่ต้นทุนของการต้องสู้คดีมันสูงมาก สำหรับคนที่มีฐานะทางสังคม สื่อมวลชนมีสังกัดอาจสามารถจ่ายทั้งเงินทั้งเวลาได้ แต่กับคนธรรมดาอาจลำบากและจะนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเองมากขึ้น

 

รายงานพิเศษ: คลื่นความถี่ สมบัติสาธารณะที่ยังไม่เป็นจริง

รายงานพิเศษ: คลื่นความถี่ สมบัติสาธารณะที่ยังไม่เป็นจริง

Posted: 25 Dec 2016 09:42 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

กว่า 24 ปีของการปฏิรูปสื่อ รัฐยังไม่ยอมปล่อยคลื่นคืนสาธารณะ กสทช. ที่เป็นทหาร-ตำรวจเกินครึ่งทำงานไม่คืบ แถมตัดสินให้หน่วยงานรัฐครองคลื่นต่อ โดยไม่สนงานศึกษาของอนุกรรมการ ซ้ำ คสช. ออกคำสั่งไม่ต้องคืนคลื่นอีก 5 ปี เผยกองทัพบกยังเก็บคลื่นในมือกว่า 100 สถานี

หลายคนอาจคุ้นชื่อ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช. เลาๆ ว่าเป็นคนจัดประมูลคลื่นโทรคมนาคมต่างๆ รวมถึงจัดประมูลทีวีดิจิทัลหลายสิบช่องเมื่อไม่กี่ปีมานี้ อันที่จริงภารกิจอันใกล้กว่านั้นของ กสทช. (ซึ่งเป็นภารกิจตั้งแต่เริ่มต้นศักราช ‘การปฏิรูปสื่อ’ เมื่อปี 2540) คือการนำคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงหรือคลื่นวิทยุมาจัดสรรใหม่ โดยแบบแม่บทกำหนดให้มีการคืนคลื่นภายใน 5 ปี (ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2560 นี้)

รายงานชิ้นนี้จะชวนสำรวจความคืบหน้าของการเรียกคืนคลื่นวิทยุเหล่านี้ 

ทำไมต้องเอาคลื่นคืน
ก่อนยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้เพียงขยับปลายนิ้ว พิมพ์สเตตัส หรือไลฟ์บนเฟซบุ๊ก การเป็นสื่อหรือเป็นเจ้าของสื่อเป็นเรื่องยากจะเข้าถึง วิทยุและทีวีเป็นของรัฐ ส่วนหนึ่งเอกชนได้สิทธิใช้ผ่านสัญญาสัมปทาน ซึ่งแน่นอนว่าง่ายต่อการควบคุมเนื้อหา
จนเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภา 2535 ที่คนหาข่าวการชุมนุมในสื่อเหล่านี้ไม่ได้ บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา นักวิชาการด้านวารสารศาสตร์ เคยให้ภาพช่วงนั้นไว้ว่า “วิทยุและโทรทัศน์ถูกใช้เป็นปัจจัยในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างหนักหน่วง นอกจากโฆษณาชวนเชื่อที่ตกแต่งให้คนคนนี้กลายเป็นเทวดาผู้ถูกสวรรค์ส่งมาโปรดผู้บาปหนาแล้ว สื่อมวลชนรัฐเหล่านี้ถูกกะเกณฑ์ให้ละเลย บิดเบือน และใส่ร้ายพลังประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ”

สอดคล้องกับที่ รัตนะ บัวสนธ์ เขียนไว้ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

“การปิดกั้นเสรีภาพในการเสนอข่าวสารอย่างเที่ยงตรงของสื่อมวลชนจากเหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น กล่าวได้ว่า การที่ฝ่ายรัฐบาลใช้อำนาจแทรกแซง เสนอข่าวสารผ่านโทรทัศน์ วิทยุ ตลอดจนหนังสือพิมพ์บางฉบับเป็นไปในทำนองปิดกั้นเสรีภาพของผู้สื่อข่าว บิดเบือน โฆษณาชวนเชื่อ ให้ข่าวด้านลบในการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นการเสนอข่าวด้านเดียวนั้น ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยต่อกลุ่มคนที่ได้รับฟังข่าวสาร และอยู่ในบริเวณโดยรอบกรุงเทพมหานคร หลั่งไหล เดินทางไปยังถนนราชดำเนิน เพื่อรับรู้ข้อมูลที่แท้จริง เนื่องมาจากการได้รับข่าวลือ ข่าวลวงต่างๆ นานา จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรสาร โทรศัพท์ เป็นต้น”

ด้วยเหตุการณ์เหล่านี้เอง พร้อมๆ กับกระแสเรียกร้องปฏิรูปกองทัพ ก็เกิดกระแสเรียกร้องปฏิรูปสื่อขึ้นด้วย อันเป็นที่มาของไอทีวี และที่สุดนำมาซึ่งมาตรา 40 ในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสาธารณะ พร้อมให้มีการตั้งองค์กรอิสระเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการ ทีวี วิทยุ โทรคมนาคม โดยให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนและทำให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม

ต่อมา องค์กรที่ว่าถูกเปลี่ยนหน้าตาไปหลังรัฐประหาร 2549 โดยจากเดิมที่มีสององค์กรคือ กสช. (คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ) และ กทช. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้รวมทั้งสององค์กรเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นองค์กรที่ชื่อว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. โดยชุดแรกเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2554

นอกจากการที่ กสทช. จะมีทหารและตำรวจเข้าไปนั่งเป็นกรรมการถึง 6 นายจากทั้งหมด 11 คนแล้ว การที่มีคนจากภาคประชาชนอย่างสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ได้รับเลือกเป็นกรรมการด้วย ก็เป็นที่จับตาไม่น้อย ขณะนั้น มีทั้งเสียงแสดงความยินดีที่คนทำงานจะได้เข้าไปทำฝันให้เป็นจริง และเสียงที่ตั้งคำถามว่าจะเป็นได้แค่ไม้ประดับหรือไม่

กสทช. ชุดนี้ออกแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ เมื่อปี 2555 กำหนดให้เรียกคืนคลื่นความถี่ที่อยู่ในครอบครองจากหน่วยงานรัฐทั้งหมด โดยคลื่นที่หน่วยงานรัฐให้เอกชนเช่าก็ให้คืนเมื่อสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน ส่วนคลื่นที่อยู่นอกเหนือสัญญาสัมปทาน กำหนดระยะเวลา 5 ปี สำหรับกิจการกระจายเสียง 10 ปีสำหรับกิจการโทรทัศน์ และ 15 ปีสำหรับกิจการโทรคมนาคม โดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 82 และมาตรา 83 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่มีคลื่นความถี่อยู่ในครอบครอง ต้องแจ้งความจำเป็นในการถือครองคลื่นฯ เพื่อประกอบการพิจารณาเรียกคืนคลื่นฯ มาจัดสรรใหม่ หากหน่วยงานรัฐใดยังมีความจำเป็นสามารถถือครองคลื่นฯ ต่อไปได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีหลังแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ของ กสทช. ประกาศใช้

ข้อมูลจากสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ระบุว่า คลื่นวิทยุระบบเอฟเอ็มและเอเอ็มนั้น ถือครองโดยกองทัพ (กองทัพบก, กองทัพอากาศ, กองทัพเรือ และกองบัญชาการกองทัพไทย) มากที่สุดถึง 198 สถานี, ตามด้วยกรมประชาสัมพันธ์ถือครองคลื่นวิทยุรวม 145 สถานี, บมจ.อสมท 62 สถานี, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถือครอง 44  สถานี, สนง.เลขาธิการสภาผู้แทนฯ 16 สถานี, สำนักงาน กสทช. 8 สถานี และกรมอุตุนิยมวิทยา 6 สถานี

เกือบ 5 ปีของการเรียกคืนคลื่น 5 ปีที่ไม่มีอะไรคืบหน้า
ว่ากันเฉพาะส่วนของวิทยุ ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนเมษายนปีหน้า (2560) นี้ ความคืบหน้าเดียวที่มีคือยังไม่มีความคืบหน้า
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้เห็นชอบรับรองการถือครองคลื่นที่อยู่ในมือของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ จำนวน 27 หน่วยงาน 537 คลื่นความถี่ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีการกำหนดระยะเวลาการใช้งานคลื่นความถี่ไว้ให้ถือครองหรือใช้งานได้จนถึงระยะเวลาสูงสุดที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทฯ คือ 3 เมษายน 2560

สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในกรรมการ กสท. ที่ทำงานประเด็นนี้มาอย่างยาวนาน เป็นเสียงข้างน้อยในวันนั้น ที่เห็นว่า ควรมีการพิจารณาความจำเป็นเป็นรายสถานีไป และควรมีการกำหนดให้คืนคลื่นได้เร็วกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยจนถึงระยะเวลาช้าสุดเท่าที่จะช้าได้ รวมถึงมีการกำหนดแผนจัดสรรต่อไปหลังได้คืนแล้ว

สุภิญญา ชี้ว่า ในรายงานที่อนุกรรมการพิจารณาสัญญาสัมปทานและพิจารณาความจำเป็นการใช้คลื่นความถี่ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (อนุความจำเป็นฯ) ชงเข้ามา ลงรายละเอียดไว้ค่อนข้างดี แต่กรรมการก็ไม่ได้พิจารณาข้อมูลที่อนุความจำเป็นฯ พิเคราะห์มา และฟันธงเลยว่าชอบด้วยกฎหมาย คล้ายเป็นการยกประโยชน์ให้จำเลย

ทั้งนี้ รายงานของอนุความจำเป็นฯ เป็นข้อมูลลับ เผยแพร่ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในบันทึกความเห็นต่าง ของ สุภิญญา กลางณรงค์ ในการประชุม กสท. เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2559 ตอนหนึ่งระบุถึงรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลความจำเป็นการใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ไว้ว่า จากรายงานฯ มีกลุ่มหน่วยงานที่ประกอบกิจการกระจายเสียงสอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน 18 หน่วยงาน โดยใช้ 113 คลื่นความถี่ และกลุ่มหน่วยงานที่ประกอบกิจการกระจายเสียงไม่สอดคล้องกับภารกิจบางส่วน 10 หน่วยงาน โดยใช้ 425 คลื่นความถี่

กองทัพบกเก็บคลื่นไว้ในมือ 127 สถานี อ้างเก็บไว้ทำงาน
กองทัพบกมีสถานีวิทยุกระจายเสียงในความรับผิดชอบทั้งสิ้น 127 สถานี แบ่งเป็น เอฟเอ็ม 49 สถานี เอเอ็ม 78 สถานี แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของกองทัพบก พ.ศ.2556–2560 จัดทำโดย สำนักงานกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมกองทัพบก ระบุความจำเป็นในการมีกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของกองทัพบก โดยระบุถึงภาระของกองทัพตามกฎหมายและหน้าที่หลักของกองทัพ นอกจากนี้ ยังระบุถึงยุทธศาสตร์การพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์กองทัพบกด้วย

“กองทัพบกในฐานะกลไกหลักของรัฐในการรักษาความมั่นคงของชาติ ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ ทำนุบำรุงพระศาสนา ปกป้อง เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของกองทัพในทุกด้านให้มีความพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้คลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตั้งแต่อดีตในการประชาสัมพันธ์ การปฏิบัติการจิตวิทยา และการปฏิบัติการข่าวสาร สนับสนุนภารกิจของกองทัพบกมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ในฐานะเป็นเครื่องมือหลักทางทหารที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐและประชาชน ซึ่งในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของชาติในภาวะวิกฤตมาโดยตลอดอย่างเป็นรูปธรรม”

กสทช. มี…เหมือนไม่มี
แล้วจริงๆ ควรจะเป็นอย่างไร กรรมการ กสท. เสียงข้างน้อย มองว่า อย่างน้อยที่สุดในช่วง 1-2 ปีแรก ควรจะตรวจสอบความจำเป็นของคลื่นวิทยุบางส่วนจาก 500 กว่าราย ที่จริงๆ อาจจะชอบธรรมที่เขาได้รับการรับรอง ยกตัวอย่างวิทยุด้านการศึกษาทั้งหลายที่ทำโดยมหาวิทยาลัย มีการใช้ในเรื่องการศึกษาจริงๆ ประกอบกิจการด้วยตนเอง ไม่ได้เอาไปเช่าช่วงหรือแสวงหากำไรทางธุรกิจ หรือวิทยุบางส่วนของหน่วยงานรัฐที่ใช้ในเรื่องข่าวสารสาระจริงๆ ก็ควรจะถูกกรองไปก่อนและทยอยรับรองความชอบธรรมของเขา และบางส่วนที่ใกล้ตัว อย่าง 1 ปณ. ของสำนักงาน กสทช. ควรจะทำตั้งแต่ปีแรก เพราะไม่มีเหตุผลที่สำนักงาน กสทช. จะถือครองไว้ โดยบอร์ด กสท. อาจเอาคลื่น 1 ปณ. มาเป็นตัวอย่าง ถ้าอยากจะทำวิทยุดิจิทัล อาจจะเอามาทดลองได้ หรือถ้าจะลองจัดสรรคลื่นโดยการทดลองประมูลก็อาจจะทดลองได้หรือจัดสรรเป็นสาธารณะก็ได้

“ตอนนี้คลื่นนี้มูลค่ามันสูงขึ้นมาเพราะในกระแสสากลมันเอาคลื่นไปทำบรอดแบนด์ได้แล้ว ก็คือคลื่น 700 ที่เขาว่ากัน เมื่อก่อนมันเป็นคลื่นที่ทำโทรทัศน์ทั่วโลก เพราะเป็นคลื่นย่านต่ำ ตอนนี้ ในยุโรป อเมริกา ก็เริ่มเอาคลื่นโทรทัศน์กลับมาทำ 4G 5G ทำให้มูลค่าคลื่นสูงขึ้นมาก เท่ากับคลื่นอนาล็อกธรรมดาๆ ที่รอวันเอาท์มันดันมูลค่าสูง”

“ถ้าลากมาถึง 5 ปี คุณจะไม่มีเวลาจัดสรรใหม่ ต้องโยนให้กับ กสทช. ชุดหน้า เท่ากับเราล้มเหลวที่จะจัดสรรคลื่นวิทยุ เราเข้ามาแค่รักษาสถานะเดิมของวิทยุ พูดง่ายๆ ว่าเราเลือกที่จะไม่ทำอะไรกับวิทยุใช่ไหม นอกจากให้ใบอนุญาตที่ถูกกฎหมายกับรายใหม่ แต่รายเดิมแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เท่ากับเราลาก 6 ปี (อายุงาน กสทช.) เพื่อให้ชุดใหม่มาทำเรื่องคืนคลื่น” สุภิญญากล่าวและว่าจนขณะนี้ ก็ยังไม่มีแผนว่าได้มาแล้วจะทำอะไรต่อไป

“การปฏิรูปสื่อก็ไม่ได้หมายความถึงการคืนคลื่นของภาครัฐอีกต่อไป แต่หมายถึงการไปกำกับควบคุมจรรยาบรรณ เสรีภาพของสื่อธุรกิจหรือสื่อทั่วไปมากกว่า วาทกรรมมันก็เปลี่ยน ทำให้แรงผลักดันเรื่องการคืนคลื่นแผ่วลง เพราะคลื่นมันก็คือขุมทรัพย์ คือทรัพยากรที่สร้างมูลค่าได้ ใครได้มาก็ไม่อยากคืนอยู่แล้ว”

คสช. ออกคำสั่งเอื้อให้เก็บ ‘สมบัติสาธารณะ’ ไว้ในมือทหาร ไม่ปล่อยให้ประชาชน
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ กสทช.จะได้ชื่อว่า ‘ล้มเหลว’ ในการจัดสรรคลื่นความถี่ พระเอก (!?) ขี่ม้าขาว ในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามาแก้วิกฤตนี้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ออกคำสั่ง คสช. ที่ 76/2559 ชะลอการเรียกคืนคลื่นความถี่วิทยุตามแผนแม่บทของ กสทช. ที่เดิมกำหนดต้องส่งคืนทั้งหมดภายใน เม.ย. 2560 ให้เลื่อนไปอีก 5 ปี

สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ผู้อำนวยการสถานีวิทยุจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความผิดหวังหลังคำสั่งนี้ออกมา เธอมองว่า การทำเช่นนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ทหารซึ่งมีคลื่นอยู่ในมือจำนวนมากและยังไม่เคยมีการเปิดเผยผลการพิจารณาความจำเป็นของการใช้คลื่นเลย

ขณะที่เธอพูดถึงบทบาทของ กสทช.ด้วยว่า ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแค่ออกใบอนุญาตดิจิตอลทีวีเท่านั้นเอง ส่วนวิทยุนั้น พันเอก นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธาน กสท.เคยให้สัมภาษณ์วิทยุจุฬาว่า ถือว่ามีการกระจายการถือครองแล้วในส่วนของวิทยุชุมชน แต่เธอมองว่า นั่นยังเป็นเพียงใบอนุญาตชั่วคราว และแม้แต่คลื่นหลักต่างก็อยากให้มีการจัดสรร
“จริงอยู่ว่าวิทยุอาจจะไม่ได้ทันสมัยหรือเป็นที่นิยมอีก แต่ในห้าปีอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อาจเกิดดิจิทัลเอฟเอ็ม เอเอ็มขึ้น แต่ทหารไม่ยอมคายคลื่นใช่ไหม”

สุวรรณชี้ว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือจะไม่มีการจัดประเภทวิทยุไปอีก 5 ปี ว่าวิทยุไหนเป็นวิทยุสาธารณะ ธุรกิจ หรือชุมชน แบบที่ทีวีทำ คนที่จัดประเภทตัวเองว่าเป็นวิทยุสาธารณะมา 5 ปีแล้วอย่างวิทยุจุฬาฯ จะอยู่ไม่รอด ถ้าไม่มีการช่วยเหลือทางการเงิน (Subsidy) ส่วนวิทยุชุมชนจะไม่มีทางขึ้นมาบนคลื่นหลักได้เลย วิทยุธุรกิจขนาดเล็กก็ตายหมด แทนที่จะได้รวมกลุ่มกันประมูลคลื่นหลัก นี่ก็เป็นการบิดเบือนตลาดอีกอันหนึ่ง

เธอกล่าวต่อว่า รอไปอีก 5 ปี วิทยุดิจิตอลอาจจะไม่มีประโยชน์แล้วก็ได้ ตอนนี้ทุกอย่างข้ามแพลตฟอร์มไป เราฟังวิทยุได้ทางออนไลน์หรือฟังในรถ ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อวิทยุมาฟัง มีทีวีอีก 30 กว่าช่อง มีสมาร์ททีวีที่ดูทีวีผ่านเน็ตได้ แล้วจะขยายเวลาอีก 5 ปี ถามว่าจะรอเทคโนโลยีตายใช่ไหม

พวกเขากลับมาเพื่อหมุนเข็มนาฬิกาให้เดินกลับหลัง
กลับไปย้อนมองตั้งแต่เริ่มมีการกำหนดการเรียกคืนคลื่นไว้ สุเทพ วิไลเลิศ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ บอกว่า แม้จะดูเหมือนสำเร็จในแง่กฎหมาย แต่ในเชิงการปฏิบัติแล้ว ยังไม่เคยมีองค์กรที่ทำหน้าที่นี้ได้เลย
“เรามี พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2543 ที่กำหนดให้มีการคืนคลื่น ห้ามรัฐเอาคลื่นให้เอกชนทำสัญญาสัมปทานต่อและให้ประกอบกิจการเอง ทั้งยังให้ กสช.กำหนดเวลาเรียกคืนคลื่นความถี่ จัดสรรใหม่ แบ่งเป็นสามประเภทคือ สาธารณะ ธุรกิจ และชุมชน และแบ่งเป็นระดับภูมิภาคและท้องถิ่น หน่วยงานรัฐจะใช้ต้องแสดงความต้องการว่าจะใช้ แต่ทั้งหมดต้องแบ่งให้ภาคประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ตอนนั้น ภาพวิทยุชัดกว่าเพราะใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่า จึงเกิดวิทยุชุมชนขึ้นมา”

แต่จนแล้วจนรอด สัดส่วนร้อยละ 20 นี้ก็ไม่เคยถึงมือประชาชน

“แต่มาถึงวันนี้แม้เราจะมีอินเทอร์เน็ต มีช่องทางสื่อสารอื่นๆ แต่ที่ประชาชนได้ใช้คืออินเทอร์เน็ตหรือออนไลน์ ที่ต้องซื้อบริการ ขณะที่คลื่นวิทยุ 20 เปอร์เซ็นต์คือการจัดสรรทรัพยากร คือสิทธิที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในการสื่อสารโดยตรง ดังนั้น การเรียกคืนคลื่นยังจำเป็นและเป็นประโยชน์”

สุเทพมองว่าอาการเตะถ่วงนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ว่ามี กสทช. แล้ว แต่ กสทช.ก็ยังไม่เรียกคืน ให้ถือได้ 5 ปีเต็ม และ คสช. ก็ต่อเวลาให้อีก 5 ปี

เปรียบเทียบกับสื่อทีวี เขามองว่า กรรมสิทธิ์ในสื่อทีวียังดูเหมือนจะเปลี่ยนบ้าง โดยไปอยู่ในมือของเอกชน แม้รัฐจะเอาค่าประมูลไป แต่ว่ากันถึงที่สุด รัฐก็ผันตัวไปเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายส่งสัญญาณทีวีดิจิตอล (MUX) เวลาเกิดรัฐประหาร อยากจะปิดทีวีก็ไปที่ MUX แทน เท่ากับรัฐจะคุมเนื้อหาได้ ในทางเทคนิคเหมือนเกตเวย์อย่างหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็เอามาตรา 37 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการฯ เอาการกำกับดูแลด้านเนื้อหามาเป็นเครื่องมือ แล้วก็ไม่มีกลไกอะไรชัดเจนเลยที่จะบอกว่าอะไรผิด ผิดแค่ไหน แล้วก็โยนมาเป็นเรื่องกำกับดูแลว่าไม่สามารถกำกับดูแลกันเองได้

“ระยะหลัง ฝ่ายวิชาชีพ วิชาการ มักพูดว่าการปฏิรูปสื่อคือการกำกับดูแลเนื้อหา มันเหมือนกับตั้งเป้าหมายพุ่งไปทางนั้น ทั้งที่ตัวกรรมสิทธิ์หรือการครอบครอง การเป็นเจ้าของสื่อมันยังไปไม่ถึงไหนเลย มันเป็นการเบี่ยงเบนออกไป สุดท้าย มันพลิกไปจากจุดเดิม”

จากความไม่สำเร็จเหล่านี้ สุเทพชวนกลับมาทบทวนว่า ในการรัฐประหารแต่ละครั้ง ก่อให้เกิดการช่วงชิงทรัพยากรโดยหน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่แค่เรื่องคลื่นความถี่ แต่รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่กระทบสังคมด้วย ถ้ามีการเลือกตั้ง  คงต้องคิดกันว่า ทำอย่างไรจะไม่เกิดรัฐประหารอีก นอกจากนี้ ยังชวนคิดว่าเรื่องการกระจายการถือครองคลื่นหรือโครงสร้างที่เป็นธรรมในยุคนี้จะต้องมองไกลถึงคลื่นโทรคมนาคมด้วยหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิที่จะใช้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างน้อยร้อยละ 20 ต้องหาหลักไมล์ใหม่ที่มีความชัดเจนร่วมกัน

 

ปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย

ปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย

Posted: 22 Dec 2016 10:40 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ท่ามกลางความพยายามปฏิรูปการศึกษาด้วยวิธีต่าง ๆ ที่มักมาจากคนกลุ่มเดิม ๆ ราวกับว่า ผู้มีส่วนได้เสียกับการศึกษาเป็นเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ เสมือนคุณพ่อ/คุณแม่รู้ดี ที่สมานสามัคคีปฏิรูปการศึกษาบนความดีและความห่วงใย มากไปกว่าความต้องการของเด็กและความเป็นจริงของโลก โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษาถูกพูดผ่านรัฐหรือนักการศึกษาที่ยังคงยึดโยงกับโลกในอดีตอยู่ ไม่ว่าจะปฏิรูปกันอีกสักกี่ร้อยครั้ง สิ่งที่ยังคงเดิมตลอดกาล ไม่ถูกทำให้เปลี่ยนผ่านเสียที คือ สุดท้ายแล้วเราไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย

การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งควรต้องศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แต่คือการศึกษาบนวัฒนธรรมประชาธิปไตย ตราบใดที่เรายังเชื่อว่า เด็กมันโกง (เราจึงบังคับให้เรียนหลักสูตรโตไปไม่โกง) เด็กมันเลว (เราจึงบังคับให้ทำสมุดความดี) เด็กมันบาป (เราเลยต้องแก้กรรม ทำพิธีล้างบาป) การศึกษาที่เรากำลังสร้าง ก็ไม่ใช่การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย เพราะมันคือ การศึกษาของเด็ก เพื่อเด็ก แต่โดยผู้ใหญ่ เมื่อเราสร้างการเปลี่ยนแปลงบนฐานคิดเช่นนี้แล้ว เราจึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เรานั้นฉลาดกว่า เพียบพร้อมกว่า เก่งกว่า เข้าใจอะไรมากกว่าพวกเด็ก ๆ ทำให้เรารู้สึกว่า กำลังถูกท้าทายและกระทบกระแทกอย่างหนัก เมื่อเห็นสิ่งที่เราโง่กว่าอย่างปฏิเสธไม่ได้ กำลังมาแทนที่การศึกษาที่เราปรารถนาอย่างเพ้อฝันว่าจะเห็นมัน เช่น เกม อินเทอร์เน็ต โลกดิจิทัล การวิพากษ์วิจารณ์ การตั้งคำถามต่อความเป็นชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ในกระแสนิยม ไม่ทันที่เราจะใช้สติที่อุตส่าห์ไปฝึกภาวนามาหลายสิบปี เราก็ตีตราเด็กพวกนี้ไปแล้วว่า ก้าวร้าว หรือเสพติด

แม้เราจะหยั่งเสียงเด็ก ๆ ดูบ้าง เพราะหลัง ๆ มานี้ พื้นที่ในเฟซบุ๊กของนักปฏิรูปการศึกษาก็ถูกรบกวนจากความคิดเห็นของคนที่อยู่ในการศึกษาจริง ๆ อย่างคนรุ่นใหม่ ซึ่งตั้งคำถามจี้ใจดำ ทำนองว่า ที่นั่ง ๆ รับตังค์ค่าประชุมกันอยู่ ไม่เห็นมีพวกกูเลยสักคน ปฏิรูปการศึกษาแต่ละครั้ง ก็มีแต่นักอุดมคติการศึกษา ที่มักเทไปในทิศทางที่ฉุดรั้งอนาคตของประเทศ และปฏิเสธโลกสมัยใหม่ อาทิ อินเทอร์เน็ต หรือ เทคโนโลยีอย่างหนักแน่น ด้วยการหาผู้เชี่ยวชาญมาป้ายความป่วยใส่เด็กพวกนี้ เมื่อยอมรับในความจริงได้ระดับนึง วงปฏิรูปการศึกษาจึงคัดเลือกแล้วคัดเลือกอีก และเชิญเด็กที่ดูแล้วช่างถกเถียงในระดับที่ยังควบคุมได้ มานั่งโปะ ๆ เป็นตัวประกอบฉาก เพื่อจะได้อ้างอย่างเต็มอาญาสิทธิว่า นี่ไงเห็นมั้ย เรามีข้อเสนอจากเสียงเด็กด้วยนะ โดยลืมไปว่า เด็กที่คัดมานั้น ก็ล้วนแล้วมีแต่หน้าเดิม ๆ เป็นเด็กแห่งความประนีประนอม และจงใจลืมไปว่า เด็กเหล่านี้มาจาก ‘คอนเนคชั่น’ ล้วน ๆ คือรู้จักลูกเต้าเหล่าใครก็ลาก ๆ กันมา เหมือนเวลาไปก่อม๊อบ ไม่ใช่เด็กที่รู้สึกและเผชิญหน้ากับปัญหาจริง ๆ ยังไม่นับรวมวิธีการเลี่ยงไม่ให้มีความคิดเห็นเด็ก เช่นการจัดเวที จัดวงประชุม ช่วงกลางวันวันธรรมดาซึ่งตรงกับเวลาเรียน เป็นต้น

เมื่อเราปฏิรูปการศึกษา โดยไม่มีเด็กอยู่ในสมการจริง ๆ เพราะเราเชื่อว่า เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ ทั้งที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงแทบจะทั่วทุกพื้นที่ เพราะถ้าเด็กเรียนรู้ด้วยตนเองเมื่อไร มันจะรู้จักวิธีการขายตัว มั่วสุมยาเสพติด ท้องก่อนแต่ง และอีกมากมายปัญหาเท่าที่พจนานุกรมจะบัญญัติไว้ นั่นทำให้เรามีมูลนิธิหรือนักการศึกษาหรือหน่วยงานที่เชื่อว่าตนเองกำลังปฏิรูปการศึกษา บนคำพูดสวยหรู ที่พูดอย่างไรก็ถูก เช่น การกระจายอำนาจ การจัดสรรงบประมาณ การประเมินผล ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันกลับบอกว่า การรณรงค์เรื่องบังคับตัดผมนั้นเป็นกระพี้ (จนกระทั่ง แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิถือไมค์ในระยะหลังมานี้ ก็ล้วนแล้วแต่พูดเรื่อง การประเมิน งบประมาณทั้งสิ้น อ้อ การศึกษามันล้างสมองเราอย่างนี้นี่เอง)

โครงการที่สนับสนุนให้เด็กทำเอง จึงมีแต่โครงการลักษณะจิตอาสา พัฒนาท้องถิ่น ฯลฯ เพราะประเด็นเหล่านี้ช่วยขัดเกลาให้เด็กเจียมเนื้อเจียมตน ไม่เอาเวลาไปเรียกร้องอะไรที่ฟังแล้วบาดหูผู้ใหญ่ และเราก็มีแต่งานวิจัยที่มุ่งเป้าทำลายคุณค่าร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น เราจึงไม่เคยมีการสนับสนุนให้เด็กพูดเรื่อง คุณค่าของอินเทอร์เน็ตและเกม ,ความเป็นธรรมในโรงเรียน ,การละเมิดสิทธิโดยครู ,ความหลากหลายทางเพศ ,ความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์ ,สิทธิทางเนื้อตัวร่างกาย ,การ Bully

โรงเรียนที่ไม่ว่าจะปฏิรูปจนช้ำเลือดช้ำหนองกันขนาดไหน จึงมีแต่การไปแตะ ๆ เขี่ย ๆ กันแค่เรื่องงบประมาณ การประเมิน เพราะเรื่องพวกนี้ปลอดภัยดี ในขณะที่ครูซึ่งใช้ความรุนแรงกับเด็กทั้งที่เป็นและไม่เป็นข่าวก็ยังคงสบายดี บางรายยังได้รับดอกไม้ให้กำลังใจอีกด้วย นักเรียนจึงถูกบอกผ่านกฎระเบียบเสมอว่า ถ้าทำผิดจะโดนอะไร แต่ไม่เคยมีกฎที่ชัดเจนข้อไหนบอกว่า ถ้าครูทำผิด ถ้าโรงเรียนทำผิด ถ้ากฎที่ใช้อยู่นั้นผิด เราจะทำอย่างไรได้บ้าง

ดังนั้น เราก็อย่าหลอกตัวเองอีกเลยว่า เรากำลังปฏิรูปการศึกษา เรามายอมรับกันตรง ๆ ดีกว่า ว่าเรากำลังทำธุรกิจบนปัญหาของเด็ก ๆ เว้นแต่ถ้าเรายังมีความจริงใจกันอยู่บ้าง ก็อาจเริ่มจากความเชื่อในการทำงานพื้นฐานในโลกสมัยใหม่คือ เชื่อว่าการศึกษาต้องดำเนินไปอย่างเป็นประชาธิปไตย เป็นการศึกษาของผู้เรียน โดยผู้เรียน และเพื่อผู้เรียน

ถ้าอ่านมาถึงจุดนี้แล้วยังเกิดอคติบังตาอยู่ว่า แหม บทความโลกสวย ถ้าผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตัวเองจริง ๆ มันจะเข้าสังคมกันได้อย่างไร ขอให้กลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น

หมายเหตุ: บทความเผยแพร่ครั้งแรกในโครงการ Relearn ห้องเรียนเดินได้