มาตรการยกระดับราคาข้าว-ยางกว่า 1.8 แสนล้านบาท ส่อ “เหลว”

z_470x2094

มาตรการยกระดับราคาข้าว-ยางกว่า 1.8 แสนล้านบาท ส่อ “เหลว” ราคาตกต่อเนื่อง หอมมะลิเหลือไม่ถึงหมื่นบาท โยนกันวุ่นทั้งโรงสี-ผู้ส่งออก “ยาง” ไม่น้อยหน้า Buffer Fund ซื้อแค่ 100 ตัน ต้องรอข่าวดีโละสต๊อกยางรัฐ 2 แสนตัน

หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกฤดูการผลิต 2557/2558 ตกต่ำ ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 432 บาท ตามด้วยมาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือก ได้แก่ 1) สินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและสินเชื่อเพื่อเตรียมข้าวเปลือก ขึ้นยุงฉางเกษตรกร วงเงิน 52,454 ล้านบาท 2) ค่าเช่าและเก็บรักษาข้าวเปลือกแก่เกษตรกรและสหกรณ์ 3,000 ล้านบาท 3) วงเงินชดเชยต้นทุนเงินที่ต้องขออนุมัติเพิ่มเติมอีก 2,980.16 ล้านบาท

นอก จากนี้ยังมีการอนุมัติเงินให้กับโรงสีข้าวที่สมัครเข้าร่วมโครงการชดเชย ดอกเบี้ย 3% เพื่อซื้อข้าวเก็บสต๊อกเป้าหมาย 6 ล้านตัน โดยใช้วงเงินรวม 612 ล้านบาท โดยมาตรการทั้งหมดนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูการผลิต 2557/2558 อยู่ที่ไม่ต่ำกว่าตันละ 16,000 บาท หรือคิดเป็นราคาส่งออกต่ำกว่าตันละ 950 เหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยมาตรการจ่ายเงิน “อุดหนุน” ราคาข้าวให้กับชาวนาไร่ละ 1,000 บาท หรือไม่เกิน 15 ไร่ วงเงิน 40,000 ล้านบาท(จ่ายไปแล้ว 617,447 รายวงเงิน 7,366,756,500 บาท)

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานข้อมูลราคาจำหน่ายข้าวล่าสุดของกรมการค้าภายใน ปรากฏว่าราคาจำหน่ายข้าวสารในประเทศ ชนิดข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 (ใหม่) เดือนพฤศจิกายน 2557 ตันละ28,930 บาท ถือเป็นระดับราคาที่ต่ำสุดในรอบปี หากเทียบราคาเฉลี่ยช่วง 11 เดือนแรก(มกราคม-พฤศจิกายน) ปี 2557 ตันละ 31,140 บาท “ต่ำกว่า” ช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ราคาตันละ 33,450 บาท

ขณะที่ราคาส่งออก ข้าว (FOB) โดยกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิชั้น 2 (ใหม่) เดือนพฤศจิกายน 2557 อยู่ที่ตันละ 863 เหรียญสหรัฐ หรือต่ำสุดในรอบ 7 ปี ขณะที่ราคาเฉลี่ย 11 เดือนแรกของปี 2557 ตันละ 972 เหรียญทั้งหมดนี้แสดงว่า มาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือกที่รัฐบาลดำเนินการนั้น “ไม่ได้ผล”

โรงสีโยนผู้ส่งออกกำไรเละ

แหล่งข่าวจากวงการโรงสีข้าวกล่าวถึงโครงการให้โรงสีเข้าไปช่วยซื้อเพื่อชดเชย ดอกเบี้ย “ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้” เพราะติดปัญหาข้อปฏิบัติ เช่น อำนาจในการตรวจสต๊อกก่อนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะปล่อยเงินกู้ให้กับโรงสี

“รัฐบาลตั้งวงเงินให้โรงสีช่วยซื้อ 600 ล้านบาท เพื่อกักข้าว 6 ล้านตันไม่ให้ออกสู่ตลาด จริง ๆ แล้วการจ่ายดอกเบี้ย 3% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ 7% เท่ากับโรงสีต้องจ่ายดอกเบี้ยเองอีก 4% ขณะที่มูลค่าข้าวที่ซื้อมากักไว้มีความเสี่ยงที่ราคาข้าวจะลดลงเรื่อย ๆ ตามราคาตลาด เช่น ซื้อราคารัฐบาลต้นทุน 16,000 บาท คิดเป็นราคาข้าวสารตันละ 29,000 บาท แต่ปัจจุบันผู้ส่งออกบอกราคาซื้อข้าวล่วงหน้าอยู่ที่ตันละ 24,000-25,000 บาท เท่ากับโรงสีเสียดอกเพิ่ม แถมยังขาดทุนสต๊อกจากราคาตลาดที่ลดลงอีกตันละ 4,000-5,000 บาท”

ส่วน กรณีที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายราคาข้าวหอมมะลิไว้ที่เป้าหมาย 16,000 บาท หรือราคาส่งออกตันละ 950 เหรียญนั้น เมื่อคำนวณกลับมาเป็นราคาข้าวสาร โดยคูณอัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท เป็นเงินตันละ 30,875 บาท หักค่าปรับปรุงตันละ 1,000 บาท ยอมหักค่าดอกเบี้ยให้อีกตันละ 500 บาท ทั้งที่ผู้ส่งออกซื้อข้าวจากโรงสีได้เครดิตยาว 1-2 เดือน เท่ากับว่าผู้ส่งออกต้องซื้อข้าวสารตันละ 29,375 บาท หรืออย่างต่ำ 29,000 บาท แต่ความเป็นจริงผู้ส่งออกกลับซื้อข้าวเพียงตันละ 24,000-25,000 บาท ตรงนี้ผู้ส่งออกข้าวมีกำไร “ส่วนต่าง” ระหว่าง 4,000-5,000 บาท/ตัน

ขณะ ที่ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้โต้แย้งข้อกล่าวหาของกลุ่มผู้ประกอบการโรงสีข้าวว่าผู้ส่งออกไม่ได้มี กำไรจากการซื้อข้าวมากถึงขนาดนั้น หากคิดสูตรราคาจากราคาเป้าหมายส่งออกอยู่ที่ตันละ 950 เหรียญ คำนวณกลับมาเป็นราคาข้าวสาร คูณอัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท เป็นเงินตันละ 30,875 บาท หักค่าปรับปรุงตันละ 1,800 บาท หักค่าดอกเบี้ยอีก 3% ในขณะที่ลูกค้ากว่าจะจ่ายเงินก็ใช้เวลานาน 1-2 เดือน กำไรผู้ส่งออกตันละ 270 บาท หรือซื้อข้าวได้แค่ตันละ 26,650 บาทเท่านั้น

ชาวนาร้อง “ตู่” เงินหายครึ่งหนึ่ง

นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สมาคมจะทำหนังสือเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี หลังจากที่สมาคมได้รับคำร้องเรียนจากชาวนาหลายจังหวัดว่า ขณะนี้ราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2557/2558 ได้ลดลงต่ำสุดประมาณ 50% จากช่วงที่เคยได้รับจากโครงการรับจำนำ เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิเหลือแค่ตันละ 9,000-10,000 บาท ต่ำกว่าราคาเป้าหมายของรัฐบาลกำหนดตันละ 16,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกเหนียวเหลือตันละ 6,700-8,000 บาท หรือต่ำกว่าราคาเป้าหมายตันละ 13,000 บาท

“การจ่ายชดเชยชาวนาไร่ละ 1,000 บาทก็ได้กันประปรายไม่ครบ ดอกเบี้ยธนาคารที่กู้มาจะทำอย่างไรจะเอารายได้จากไหนจึงพอเพียงกับหนี้พวก นี้”

ยางราคาร่วงต่อเนื่อง

สถาณการณ์ราคายางพาราก็ยัง คง “ตกต่ำ” อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางหลายด้าน ไม่ว่าจะอนุมัติวงเงิน 58,000 ล้านบาท เพื่อให้สินเชื่อ/เงินกู้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง, การจ่ายเงินอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ หรือ 15,000 บาท วงเงิน 8,500 ล้านบาท(จ่ายไปแล้ว 1377 ราย วงเงิน 13,053,250 บาท)และการอนุมัติให้องค์การสวนยาง (อสย.) ทำการซื้อขายยางผ่านกองทุนมูลภัณฑ์กันชน (Buffer Fund) วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อดึงราคายางในประเทศให้สูงขึ้น แต่จนถึงวันนี้ราคายางก็มีแต่จะดิ่งลง

ผู้สื่อข่าวรายงานในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ราคายางตลาดกลางยางพาราสงขลาปรับตัวลดลง ยางแผ่นดิบแตะระดับ 47.25 บาท/กก. หรือลดลง 0.85 บาท, ยางแผ่นรมควันชั้น 3 กิโลกรัมละ 49.33 บาท/กก. หรือลดลงถึง 1.55 บาท, ราคาน้ำยางสด ณ โรงงานอยู่ที่ 47.00 บาท/กก. หรือลดลง1 บาท จากราคายางแผ่นดิบในวันที่ 3 พฤศจิกายน อยู่ที่ 52.25 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 55.70 บาท/กก.

สำหรับราคายางที่ตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานีในรอบสัปดาห์ นี้ยังคงแกว่งตัวอยู่ในช่วง 49-50 บาท/กก. ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ราคายางลดลงมาจากวันที่ 17 พ.ย. ถึง 2.15 บาท/กก.

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงสัญญาซื้อขายยางพาราในสต๊อกรัฐบาล จำนวน 208,000 ตันจากโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราว่าจะมีการเซ็นสัญญาซื้อขายยางใน ปลายสัปดาห์นี้จำนวน 200,000 ตัน ส่งมอบเป็นเวลา 10 เดือน โดยส่งมอบครั้งละ 20,000 ตัน ราคาขายมีการยืนยันอย่างไม่เป็นทางการว่ามีราคาสูงกว่าราคาตลาด

“การ รับมอบสินค้าจะต้องมีการเปิด Letter of Credit (L/C) มาก่อน และจะมีการตั้งคณะกรรมการที่มีทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยและเซอร์เวเยอร์ของผู้ซื้อ ในการตรวจสอบยางพาราแบบก้อนต่อก้อน เพื่อให้ถูกต้องตามเกณฑ์การคัดคุณภาพยางพาราที่ตกลงกัน ซึ่งอาจจะมียางมิดเชพ มีราแห้ง ราเปียกบ้าง ทำให้ราคาต่ำกว่าที่ให้แก่ยางคุณภาพดี แต่คู่ค้าจะรับซื้อแน่นอน เพราะคุณภาพยางยังนำไปใช้งานได้”

รายงานข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อ.ส.ย.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 กก.ละ 62 บาท และยางแท่ง กก.ละ 56 บาท รวมทั้งหมด 2 แสนตัน ให้กลุ่มบริษัทไห่หนานของจีนมาแล้ว แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายอย่างเป็นทางการ

ด้านนายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) กล่าวถึงการเข้าซื้อยางระลอกสองของกองทุนมูลภัณฑ์กันชนยางพารา (Buffer Fund) หลังจากที่เข้าซื้อไปแล้ว 100 ตัน ในวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า “จะยังไม่มีการเข้าซื้อยางในสัปดาห์นี้ เนื่องจากกรรมการบางส่วนต้องเดินทางไปประชุมไตรภาคีประเทศผู้ผลิตยางพารา 3 ประเทศ” และการเข้าซื้อยางก็ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะซื้อทุกวันหรือวันละเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการที่จะพิจารณาราคายางเป็นรายวัน

 

source :: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1416551793

แก้กฎหมายลงทุน ไม่เป็นมิตรกับต่างชาติ

z_470x1257

ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเขียนบทความตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังเดินไปผิดทางหรือไม่ ที่จะแก้กฎหมายให้นักลงทุนต่างชาติทำธุรกิจในเมืองไทยยากขึ้น ทั้งที่บอกว่าต้องการเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ

นายมาร์ก เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เขียนบทความลงในเว็บไซต์ของกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายการลงทุนของไทยช่วงหลังการยึดอำนาจ ที่ดูจะไม่เป็นมิตรต่อนักลงทุนต่างชาติ จนสร้างความกังวลใจให้กับทูตหลายประเทศ รวมถึงนักธุรกิจต่างชาติในเมืองไทย ทั้งที่ตอนนี้ความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติมีต่อประเทศไทยกำลังเริ่มกลับคืนมา

ในบทความนี้ นายเคนท์กล่าวว่าไทยกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หลังจากมีความพยายามที่จะแก้กฎหมายนี้มาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงปี 2550 แต่ได้ถูกระงับไป โดยครั้งนี้มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนิยามความหมายของธุรกิจต่างด้าวตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือจะทำให้เกิดการป้องกันการถือหุ้นบุริมสิทธิ์ของนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงหุ้นที่ผู้ถือนำเงินเข้ามาลงทุนได้ แต่ไม่มีอำนาจการบริหาร ทั้งที่ตอนนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวก็จำกัดไม่ให้ชาวต่างชาติทำธุรกิจในไทยได้อย่างสะดวกอยู่แล้ว เช่นไม่ให้ต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจบริการเกินร้อยละ 49 และไม่ให้ประกอบธุรกิจสาขาที่คนไทยยังไม่มีศักยภาพพอในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติ

นายเคนท์กล่าวว่าแนวโน้มนี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนต่างประเทศในประเทศไทย หอการค้าต่างประเทศ รวมถึงคนไทยหลายคนซึ่งเชื่อในเสรีภาพทางเศรษฐกิจ และส่วนตัวนายเคนท์เอง เขาก็ตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลไทยจึงจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายข้อนี้ในช่วงนี้ ทั้งที่บอกว่าต้องการเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา ซึ่งอังกฤษและอีกหลายๆชาติก็ต้องการเข้ามาลงทุน เพื่อตอบสนองการที่ไทยอยากเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในด้านต่างๆ แต่แล้วไทยเองกลับออกกฎหมายที่ทำให้ประเทศตนเองน่าลงทุนน้อยลง

นายเคนท์ถึงกับบอกว่าการตัดสินใจเช่นนี้ ถือว่ารัฐบาลกำลังก้าวถอยหลังในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเกิดผลเสียระยะยาวสำหรับคนไทยในรุ่นต่อไปได้ เพราะหากมีการแก้ไขกฎหมายตามที่ว่านี้จริง ไม่เพียงแต่ไทยจะกลายเป็นสถานที่ที่ไม่น่าลงทุนสำหรับนักลงทุนรายใหม่เท่านั้น แต่ผู้ที่ทำธุรกิจอยู่เดิม และจ้างงานคนไทยอยู่นับแสนหรืออาจถึงล้านคน ก็อาจต้องทบทวนว่าจะลงทุนในไทยต่อ และเสี่ยงต่อการถูกยึดธุรกิจ หรือย้ายไปยังประเทศข้างเคียงในอาเซียน ที่นับวันจะมีนโยบายดึงดูดนักลงทุนยิ่งขึ้น ขณะที่ไทยกลับน่าลงทุนน้อยลงทุกที

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น นายเคนท์ยังบอกว่าหากมีการออกกฎหมายที่บีบคั้นนักลงทุนขึ้นมาจริงๆ บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งอาจเลือกอ้างพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยให้ไว้กับ WTO หรือข้อตกลงระดับทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ขึ้นมาบีบขอสิทธิพิเศษจากรัฐบาล เนื่องจากกฎหมายเปิดช่องให้ยกเว้นข้อบังคับต่างๆได้ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเกิดความยุ่งยากอย่างมหาศาลในเชิงปฏิบัติ

 

source :: http://news.voicetv.co.th/world/132938.html

 

ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์ ปรส. ทำลายชาติย่อยยับ จะหมดอายุความ พ.ย.57

z_470x686

*** ดีเอสไอฟันธง คดี ปรส.ผิดจริง คนขายชาติตัวจริง ประชาธิปปัตย์!!! ***

นายไกรสร บารมีอวยชัย รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นประธานประชุมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับอัยการสำนักคดีพิเศษ และที่ปรึกษาจากกระทรวงการคลัง

สรุปสำนวนคดีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ใช้เวลาประชุมนานประมาณ 2 ชั่วโมง ร่วมกันแถลงว่า

ในการสอบสวนมุ่งถึงการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จากการนำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาท และการดำเนินการของ ปรส. ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งแก้ไข ระบบสถาบันการเงินด้วยการฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการ

แต่ขั้นตอนดำเนินการของ ปรส. กลับไม่แยกหนี้ดี หนี้เสีย เพื่อแยกหนี้ดีไปให้กับธนาคารรัตนสิน จำกัด (มหาชน) นำไปบริหาร ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์โดยมิชอบ

 

รายงานระบุว่า คดี ปรส. มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 5 คดี

ประกอบด้วย

คดีที่ 1 กรณี บริษัท เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิงค์ ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2541 ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 11,520 ล้านบาท

คดีที่ 2 กรณีบริษัท โกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 115,890.96 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 22,454.87 ล้านบาท

คดีที่ 3 – 4 กรณี บริษัท เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับ กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 1 – 3 ยอดคงค้างทางบัญชี 64,303.34 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 23,176.38 ล้านบาท

คดีที่ 5 กรณี บริษัท วีคอนกลอมเมอเรท จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมวีแคปปิตอล ยอดคงค้างทาง บัญชี2,376.73 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 3,189.90 ล้านบาท

ในคดีที่ 1 มีการสอบปากคำพยานบุคคล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 106 ปาก แยกประเด็นการสอบสวนออกเป็นประเด็นข้อกฎหมายและประเด็นข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้หลักฐานถึงวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสถาบันการเงิน และกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี

 

หลายกรณี ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น 10 ประเด็น

ประกอบด้วย

1. ปรส. ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. โดยมิชอบ

2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส

3. ข้อกำหนดของ ปรส. ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย

4. การโอนสิทธิ ของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.

5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6. คณะกรรมการ ปรส. และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน

7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ

10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่ง ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดทางอาญา

หลังจากนี้ กรรมการ ปรส. ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในการขายและนิติบุคคลที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่กระทำผิดอาญาจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 ราย จะถูกดำเนินคดี

ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ในคดีภาษีอากรต้องระวางโทษจำคุก 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 -200,000 บาท ถ้าคดีนี้ฟ้องได้ ก็มีโอกาสที่ประเทศจะได้เงินกลับคืนมา สำหรับคดีนี้เกี่ยวพันกับบริษัทใหญ่หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขายสินทรัพย์ของ ปรส. ที่ผ่านมา เคยตั้งนายยุวรัตน์ กมลเวชช เป็นกรรมการตรวจสอบ และได้ตั้งประเด็นในการตรวจสอบตรงกับการสอบสวนของดีเอสไอ การสอบสวนพบพยานหลักฐานว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหาก ดีเอสไอ สั่งฟ้องคดีที่ 1 เรียบร้อย ก็จะเป็นบรรทัดฐานข้อกฎหมายที่จะมาใช้ฟ้องกรณีบริษัทอื่น ๆ ต่อไป

ซึ่งเรื่องนี้ทั้งหมดเกิดขึ้นในสมัย นาย ชวน หลีกภัยเป็น นายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปปัตย์ที่มีส่วนรู้เห็น คงไม่อาจเล่นบทปัดความรับผิดชอบที่ตัวเองถนัดได้ ถึงเวลาเวรกรรมตามทัน เพราะเป็นการขายชาติอย่างมหาศาล ขายให้ต่างชาติโดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าของซื้อคืน ในราคาเพียง 20 เปอร์เซนต์ และให้ต่างชาติขายคืนในราคาที่สูงกว่า ถึง 60 -70 เปอร์เซนต์ ถึงเวลาคนขายชาติตัวจริงต้องชดใช้กรรมแล้ว!!!

แต่ทว่า ในยุคทหารครองเมืองแบบนี้ อาจเป็นเพียงเกมส์ต่อรองทางการเมืองเท่านั้นขนาดสื่อมวลชนยังไม่มีการตีข่าวใหญ่เหมือนตอนรัฐบาลทักษิณถูกกล่าวหาเลย ทั้งที่เรื่องนี้เป็นการขายชาติครั้ง มโหฬาร หากเป็นแบบนั้นเราคนไทยคงต้องกู้ชาติกันจริงๆ แล้ว!!!

 

 

ที่มา news.mthai.com 8 sep. 08

กองเงิน-ถุงทอง ผู้นำทหาร ปมที่ดิน “บิ๊กตู่” และเรื่องดราม่า มรดก “บิ๊กจ๊อด”

z_470x372

หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 57 ผู้นำรัฐประหาร “22 พฤษภาฯ 57” – พล.อ.ประยุทธ์และคู่สมรส-นางนราพร จันทร์โอชา เบ็ดเสร็จมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 128 ล้านบาทเศษ

อย่างไรก็ตาม เพียงชั่วข้ามคืน-กระแสตีกลับจาก “ขั้วอำนาจเดิม” ถึงสีเทา ๆ ของทรัพย์สิน “ครม.บิ๊กตู่ 1” ทันที โดยพุ่งรบไปที่ “ภาวะผู้นำนายพล” ของ “พล.อ.ประยุทธ์”

โดยเฉพาะ “มรดกตกทอด” – หนังสือสัญญาขายที่ดินรวม 9 โฉนด ย่านบางบอน กรุงเทพฯ ระหว่าง “ผู้ขาย” – พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดา พล.อ.ประยุทธ์ กับ “ผู้ซื้อ” – บริษัท 69 พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด (โดยนายศราวุธ เทียนสุวรรณ แทน) จำนวน 600 ล้านบาท ซึ่งลงนามซื้อ-ขายในหนังสือสัญญา วันที่ 9 พ.ค. 56 ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพฯ สาขาบางขุนเทียน

สัญญา 6 ข้อ ที่ผู้ซื้อ-ผู้ขายตกลงกัน ได้แก่ ข้อที่ 1 ผู้ขายยอมขายที่ดินแปลงที่กล่าวข้างบนนี้ทั้งแปลงแก่ผู้ซื้อเป็นราคาเงิน 600 ล้านบาทถ้วน ข้อที่ 2 ผู้ซื้อยอมซื้อที่ดินตามที่ดังกล่าวในข้อ 1 นั้นจากผู้ขาย ผู้ซื้อได้ชำระและผู้ขายได้รับเงินค่าที่ดินรายนี้เรียบร้อยแล้ว ข้อที่ 3 ขายที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้าง

ข้อที่ 4 โฉนดที่ดินทุกแปลงได้มาเกิน 10 ปี ไม่ค้างชำระภาษีบำรุงท้องที่ ข้อที่ 5 ผู้ขายได้รับเงินค่าชำระเงินค่าที่เรียบร้อยแล้ว และข้อที่ 6 ผู้ซื้อเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

หลังจากนั้น “พ.อ.ประพัฒน์” ได้มอบเงินจำนวน 540 ล้านบาท ให้กับ “พล.อ.ประยุทธ์” ซึ่ง พ.อ.ประพัฒน์ได้ทำหนังสือแสดงเจตจำนง เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 56 เขียนที่บ้านเลขที่ 38 ซอยประชาอุทิศ 69 แยก 10 แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพ ฯ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันทำสัญญาซื้อขายที่ดิน แต่เวลาไม่ทราบแน่ชัด ใจความว่า “ซึ่งข้าพเจ้า (พ.อ.ประพัฒน์ ฐานะผู้ให้) มีความประสงค์ให้ผู้รับ (พล.อ.ประยุทธ์) ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของข้าพเจ้า มีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการดูแลเงินจำนวนนี้ ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องของผู้รับ แทนข้าพเจ้า ตามที่ผู้รับเห็นสมควรต่อไป”

ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ในเอกสารประกอบรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ในรายการรายจ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติมว่า คืนเงินกองกลางให้พ่อและน้อง จำนวน 267,999,594 บาท และมอบเงินให้ลูก 198,500,000 บาท รวม 466,499,594 บาท ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในช่องหมายเหตุว่า “มีการแบ่งเงินกองกลางไปแล้วครั้งแรก เป็นเงิน 140 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 56”

โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ยื่นเอกสารรับรองยอดเงินฝากของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาซอยอารีย์ 5 ถนนพระราม 6 สามเสนใน พญาไท กทม. 10400 เลขที่ 056-56051 ระบุวันที่ 10 พ.ค. 56 ยื่นต่อ ป.ป.ช.ได้รับรองว่า “ได้มีการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 056-2-47152-7 ชื่อบัญชี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยโอนมาจากบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 134-2-32990-4 ชื่อบัญชี พันเอกประพัฒน์ จันทร์โอชา จำนวนเงิน 540,000,000 บาท ณ วันที่ 10 พ.ค. 56 จริง”

อย่างไรก็ตาม เอกสารรับรองเงินดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นเงินที่ได้จากการขายที่ดินจำนวน 600 ล้านบาทแต่อย่างใด

ถึง แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. ในเอกสารประกอบรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ในรายการรายจ่ายอื่นๆ เพิ่มเติม ว่า คืนเงินกองกลางให้พ่อและน้อง จำนวน 267,999,594 บาท และมอบเงินให้ลูก 198,500,000 บาท รวม 466,499,594 บาท

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในช่องหมายเหตุว่า “มีการแบ่งเงินกองกลางไปแล้วครั้งแรก เป็นเงิน 140 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 พ.ค.56” ก็ตาม จึงเป็น “สะเก็ดแผล” ให้ฝ่ายตรงข้ามถามหาความโปร่งใสได้

หาก ย้อนไปยุครัฐประหาร “19 กันยาฯ 49” สมัยรัฐบาลขิงแก่ – “บิ๊กแอ๊ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ใต้เงาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พบว่า “บิ๊กแอ๊ด” ขณะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 25,246,091.10 บาท ขณะที่ “หลังบ้าน” – พ.อ.(หญิง) คุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ (คู่สมรส) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 65,566,363.11 บาท

ทว่าขณะพ้นตำแหน่ง-พ้นตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 51 และเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 52 พล.อ.สุรยุทธ์-คู่สมรสกลับมีทรัพย์สินลดลง โดยขณะพ้นจากตำแหน่ง พล.อ.สุรยุทธ์มีทรัพย์สิน 24,517,192 บาท คู่สมรสมีทรัพย์สิน 60,418,302 บาท รวมมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 84,935,495 บาท และหลังจากพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สุรยุทธ์มีทรัพย์สิน 24,168,294 บาท คู่สมรสมีทรัพย์สิน 51,231,254 บาท รวมมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 75,399,549 บาท

นอกจากนี้ “รัฐบาล คมช.” – พล.อ.สุรยุทธ์ยังถูกท้าทายองศาความโปร่งใส-พิษ “สีเทา-สีดำ” เล่นงานกรณี “เขายายเที่ยง” แถมพ่วง “เสนาบดี” บางรายต้องยอมถอดสลักระเบิดเวลาก่อนจะลุกลาม กรณีถือหุ้นในบริษัทเกินร้อยละ 5 โดยไม่แจ้งต่อ ป.ป.ช.

ขณะที่ผู้ก่อการ “ลับ ลวง พราง” – “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ทรัพย์สินขณะเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2550 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 38,786,977 บาท

“คู่สมรส คนที่ 1” – นางสุกัลยา บุญยรัตกลิน มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 14,041,233 บาท ส่วน “คู่สมรส คนที่ 2” – นางปิยะดา บุญยรัตกลิน มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 42,073,106 บาท สำหรับบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ – น.ส.ศศิภา บุญยรัตกลิน มีทรัพย์สิน 323,702 บาท

หลังจากพ้นตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 51 พล.อ.สนธิ-คู่สมรสและบุตรกลับมีทรัพย์สินเพิ่ม โดย พล.อ.สนธิมีทรัพย์สิน 44,447,315 บาท ส่วนนางสุกัลยามีทรัพย์สิน 15,375,860 บาท และบุตรมีทรัพย์สิน 317,302 บาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 60,170,478 บาท

โดยเมื่อพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 52 “บิ๊กบัง” มีทรัพย์สิน 46,457,074 บาท หนี้สิน 1,214,070 บาท นางสุกัลยา 15,211,354 บาท บุตรมี 532,313 บาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 60,986,672 บาท

เบ็ด เสร็จ 1 ปีกว่าที่อยู่บนบัลลังก์อำนาจ “บิ๊กบัง”-คู่สมรสมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นประมาณ 8 ล้านบาท ซึ่งการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯหลังพ้นจากตำแหน่ง “บิ๊กบัง” ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯของนางปิยะดา ภรรยาอีกหนึ่งคนให้เห็นแต่อย่างใด จนเป็นข้อกังขามาถึงทุกวันนี้

หากย้อนไปถึงสมัย “บุรุษเสื้อคับ” – “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ผู้ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 34 ปรากฏเรื่องอื้อฉาวตามมาหลังเกิด “ศึกชิงมรดก” นับพันล้าน !!! ระหว่าง “บ้านใหญ่” – คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ กับ “บ้านเล็ก” – นางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร หลัง “บิ๊กจ๊อด” เสียชีวิต

ทำให้ต่อมาวุฒิสภาต้องตั้ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อติดตามการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.อ.สุนทร ที่มีนายทองใบ ทองเปา ส.ว.มหาสารคาม เป็นประธาน กมธ.ฯ เพื่อคลายปม-มลทินในตัว “อดีตหัวหน้า รสช.” ว่า แสวงหาทรัพย์มหาศาลใส่ตัวในช่วง “อำนาจเต็มมือ”

ผลสรุปออกมาว่า ไม่ปรากฏว่า พล.อ.สุนทรมีทรัพย์สินเกินฐานะความเป็นอยู่หรือเกินกว่าตำแหน่งหน้าที่ใน ราชการ ส่วนของนางอัมพาพันธ์ ที่ใช้ชีวิตร่วมกับ พล.อ.สุนทรนานกว่า 20 ปี มีประวัติเคยเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ไม่ได้ประกอบธุรกิจและกิจการค้าเป็นรูปธรรม และไม่ได้ประกอบการงานใดเป็นหลักแหล่ง

“คณะ กมธ.ฯ ชุดนายทองใบ” จึงขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบการได้มาซึ่งทรัพย์สิน รวมถึงการฝาก-ถอนเงิน แต่ไม่พบว่าเข้าข่ายมูลฐานความผิดกฎหมายฟอกเงิน จึงไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ ปปง.จึงประสานไปยังกรมสรรพากรให้ตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อไป

จากการตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลังของนางอัมพาพันธ์ ระหว่างปี 2534-2543 ของกรมสรรพากร โดยนำยอดเงินฝากทั้งหมด 29 บัญชี มาพิจารณามีข้อสรุปว่า นางอัมพาพันธ์สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ประมาณ 400 ล้านบาท แต่ไม่สามารถชี้แจงและพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินสด 100 ล้านบาทได้ กรมสรรพากรจึงถือว่าเงินได้ 100 ล้านบาท ต้องนำมาคำนวณเสียภาษีพร้อมค่าปรับเป็นยอดเงิน 75 ล้านบาท

นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับนางอัมพาพันธ์ จำนวน 15 บัญชี พบว่ามีเงินไหลเข้า-ออกรวม 2,750 ล้านบาท แต่ละครั้งมียอดเงินเข้า-ออกคราวละ 70-80 ล้านบาท ซึ่ง ปปง.ไม่สามารถตรวจสอบยอดเงินดังกล่าวได้ว่านำไปทำอะไรและยังตรวจสอบ พบบัญชีของ พล.อ.สุนทร ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีเงินฝาก 60 ล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่า พล.อ.สุนทรไปเปิดบัญชีไว้จริงหรือไม่ หรือมีคนอื่นแอบอ้างชื่อ ทำให้ท่านต้องเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งในคดีที่นางอัมพาพันธ์ร้องขอ ให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นผู้จัดการมรดกของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ โดยมีคุณหญิงอรชรกับบุตรชาย 2 คน คือ พ.ท.อภิรัชต์ และ พ.ต.ณัฐพร เป็นผู้คัดค้าน แต่สุดท้ายคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้จะเห็นได้ว่า ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งถูกตรวจสอบ-จับจ้องมาก ยิ่งลมเปลี่ยนทิศ อำนาจเปลี่ยนมือ ยิ่งต้องระวัง โดยเฉพาะผู้นำทหารที่มาจากการรัฐประหาร เพราะย่อมมีฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบ ก่อนองคาพยพจะล่มก่อนถึงฝั่ง

 

ีsource : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1415255266

 

วีรพงษ์ รามางกูร : รายได้ของรัฐบาล

z_470x266

รายรับของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ในโลกนี้มาจากสองส่วน ส่วนแรกเป็นรายรับที่มาจากภาษีอากร และอีกส่วนหนึ่งมาจากเงินกู้ยืม ทั้งที่กู้ยืมโดยการออกพันธบัตรขายให้กับประชาชนภายในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นการกู้ยืมจากต่างประเทศ อาจจะเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ในยามฉุกเฉินที่ต้องกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อนำมาชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หรือเงินกู้จากธนาคารโลกหรือธนาคารเพื่อการพัฒนา นอกนั้นก็อาจจะเป็นเงินกู้จากรัฐบาลต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ลงทุนในโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น กู้จากประเทศญี่ปุ่นหรือเยอรมนี หรืออาจจะออกพันธบัตรในรูปของเงินตราต่างประเทศและขายในตลาดต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่แล้วรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศต่างๆ ย่อมจะมาจากเงินภาษีอากร

แต่ก็มีอยู่หลายประเทศที่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากภาษีอากร แต่มาจากรายได้ในรูปแบบอื่นๆ เช่น ในกรณีของฮ่องกง รายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าเช่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ดินทั้งหมดไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน เริ่มต้นจากการที่อังกฤษได้ยึดเกาะฮ่องกงมาเป็นอาณานิคม และอีกส่วนหนึ่งอังกฤษเช่ามาจากจีนเป็นเวลา 99 ปี แล้วรัฐบาลฮ่องกงก็นำออกมาให้เอกชนเช่าอีกทีหนึ่ง นอกจากนั้นก็เป็นรายได้จากการทำสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ท่าเรือ สนามบิน ทางด่วน ไฟฟ้า และอื่นๆ รายได้จากภาษีอากร เช่น ภาษีขาเข้าขาออก ภาษีการค้า หรือแม้แต่ภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา จึงมีอัตราที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ

สิงคโปร์ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน สมัยที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ รายได้ของรัฐบาลสิงคโปร์ซึ่งในสมัยนั้นยังรวมอยู่ในสหพันธรัฐมลายูก็มิได้มาจากภาษีอากร เพราะอังกฤษจัดการให้สิงคโปร์เป็นเมืองท่าเสรี ต่อมาเมื่อได้รับเอกราชแล้ว รัฐบาลของพรรคกิจประชาชนก็ยังคงลักษณะการเป็นเมืองท่าเสรีต่อไป เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ดินส่วนใหญ่ที่เกาะสิงคโปร์ก็เป็นของรัฐบาล ต่อมาเมื่อรัฐบาลสร้างถนนหนทาง ทางด่วน รถใต้ดิน รัฐบาลก็เวนคืนที่ดินริมทางด่วน ริมทางใต้ดินมาเป็นของรัฐ แล้วจัดการสร้างตึกขึ้นเป็นที่พักอาศัย อาคารต่างๆ แล้วปล่อยให้เอกชนเช่า

นโยบายของสิงคโปร์นั้น รัฐบาลจะเข้าไปลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่มีกำไร แต่จะไม่เข้าไปถือหุ้นมากจนกลายเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ละปีรัฐบาลจึงได้รับเงินปันผลเป็นเงินจำนวนมาก บริษัทใหญ่ๆ ที่มีผลประกอบการดี รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่ไม่ถึงครึ่ง รัฐบาลแม้จะไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเกินครึ่ง แต่ก็มีเสียงมากพอที่จะลงคะแนนตั้งกรรมการและผู้บริหารของบริษัทต่างๆ ได้เกือบทั้งประเทศ การบริหารกิจการของบริษัทใหญ่ๆ มีลักษณะเป็นการบริหารแบบเอกชนในเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาล อีกทั้งบริษัทต่างๆ เหล่านี้ก็ต้องแข่งขันกัน ไม่มีอภิสิทธิ์ในฐานะรัฐวิสาหกิจ กลไกตลาดจึงสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เหมือนๆ กับในกรณีของฮ่องกง ทั้งฮ่องกงกับสิงคโปร์จึงมีลักษณะที่เป็นตลาดเสรี ทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิตสูงมาก
z_470x267
ในอดีตของประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมและถูกกำหนดให้เป็นเมืองท่าเสรีและยังคงรักษาความเป็นเสรีของตลาดไว้ได้ภายหลังจากที่ได้รับเอกราชแล้ว ประเทศที่ไม่ต้องพึ่งพาภาษีอากรจากประชาชนในประเทศหรือพึ่งพาแต่น้อย ก็คือประเทศที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ เป็นทรัพยากรสำคัญที่สร้างรายได้ให้รัฐบาลอย่างมหาศาล จนรัฐบาลไม่ต้องพึ่งพาภาษีอากรจากประชาชนเลย ก็เห็นจะได้แก่ประเทศที่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เช่น ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ประเทศเวเนซุเอลาในทวีปอเมริกาใต้ ประเทศบรูไน เป็นต้น

หลายประเทศที่รัฐบาลเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน ได้รับค่าสัมปทานและส่วนแบ่งจากการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมากจนรัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องเก็บภาษีอากรบางประเทศนอกจากจะไม่ต้องเก็บภาษีอากรจากประชาชนแล้ว ยังสามารถจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการรักษาพยาบาล การศึกษาฟรี เงินชดเชยการว่างงานและบำเหน็จบำนาญหลังจากเกษียณอายุ ส่วนงานราชการหรืองานในรัฐวิสาหกิจต่างๆ รวมทั้งกองทัพตำรวจทหาร ก็สามารถจ้างชาวต่างประเทศมาทำงานแทนได้ โดยใช้รายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแทนเงินได้จากภาษีอากร

นอกจากประเทศที่เคยเป็นเมืองท่าเสรีประเทศที่อุดมสมบูรณ์และร่ำรวยจากการขายทรัพยากรธรรมชาติเช่นน้ำมันและปิโตรเลียมแล้ว ประเทศที่เคยเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แม้จะเคยมีการเก็บภาษีอากรอยู่บ้างก็เก็บในอัตราต่ำ เพราะรัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งที่เป็นที่ดินและโรงงานเองทั้งหมด ผลผลิตทั้งหมดเมื่อหักค่าจ้างแรงงานซึ่งต่ำมาก

เมื่อประเทศเหล่านี้หันกลับมาใช้ “ระบบตลาด” หรือระบบทุนนิยมแทนระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่เคยใช้มาก่อน รัฐก็ยังคงเป็นเจ้าของที่ดิน ยังคงเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ยังผูกขาดกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถสร้างกำไรส่งให้กับรัฐบาล สามารถส่งให้ได้ทั้งกับรัฐบาลกลางและรัฐบาลมณฑล

จีนซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่กล่าวกันว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ จากระบบที่ทุกอย่างเป็นของรัฐและดำเนินการโดยการวางแผนจากส่วนกลาง ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนอยู่ในระดับตัวเลข 2 หลักมาเป็นเวลานานเกือบ 2 ทศวรรษ จนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่ 2 ของโลก แซงหน้าญี่ปุ่นและเยอรมนี แม้ว่ารายได้ต่อหัวจะยังต่ำกว่าอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตกอยู่ก็ตาม กว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและบริการของจีนก็ยังมาจากบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่นั่นเอง ดังนั้นก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า สัดส่วนของรายได้ที่มาจากภาษีอากรก็น่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีระดับการพัฒนาระดับเดียวกัน รวมทั้งประเทศไทยด้วย อัตราภาษีของจีน รัสเซีย รวมทั้งอินเดีย ศรีลังกา น่าจะยังคงอยู่ในอัตราภาษีที่ต่ำอยู่

ด้วยเหตุนี้ การจะเปรียบเทียบอัตราภาษีและชนิดของภาษีที่เหมาะสมระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะรายได้ของรัฐบาลของประเทศต่างๆ ย่อมมีแหล่งที่มาแตกต่างกัน เพราะประเทศต่างๆ ย่อมมีศักยภาพที่จะส่งเป็นรายได้ให้กับรัฐในรูปแบบที่แตกต่างกัน

นอกจากนั้น แม้แต่คำถามที่ว่ารัฐบาลควรมีรายได้และหรือรายจ่ายเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้หรือรายจ่ายประชาชาติ ก็เป็นคำถามที่ยากในการตอบ

ประเทศที่มีประสิทธิภาพในการจัดบริการของรัฐหรือ state service ได้ดี เป็นไปตามความต้องการของประชาชน สัดส่วนการจัดเก็บรายได้ของรัฐอาจจะสูงเกินกว่าร้อยละ 30 ก็ได้ ดังเช่นประเทศพัฒนาแล้วที่มีระบบขนส่งคมนาคมคุณภาพสูง ระบบการศึกษา สาธารณสุข การพยาบาลที่ทั่วถึง ขณะเดียวกันระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย มีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สัดส่วนรายได้ของรัฐต่อรายได้ประชาชาติก็อาจจะสูง

แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่กึ่งพัฒนาอย่างประเทศไทยระบอบการปกครองแบบเปิดยังไม่เข้มแข็ง การตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาลยังอ่อนแอ ระบบการจัดสรรงบประมาณยังอ่อนแอ ไม่โปร่งใส ธรรมาภิบาลยังไม่เข้มแข็ง สื่อมวลชนยังต้องได้รับการพัฒนาทั้งในแง่ศีลธรรมและในแง่ความสามารถ สัดส่วนการจัดเก็บของรัฐบาล 18-20 เปอร์เซ็นต์ก็อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ถ้ารัฐบาลยังนำไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ยังมีโครงการแปลกๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์โพดผลในการพัฒนาค่อนข้างมาก ไม่ว่าฝ่ายไหนจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม

การจัดเก็บภาษีมากๆ ไม่ได้แปลว่าประชาชนจะได้รับบริการที่ดีพอ

 

source :: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415266901

 

“ยรรยง” ชี้รัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบสต๊อกข้าวผิดพลาดบิดเบือนข้อเท็จจริง

y_288x175
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งข้อสังเกตกรณีรัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบสต๊อกข้าว ว่า  ข้อสรุปที่ระบุว่าข้าวในสต็อกที่ตรวจสอบได้มาตรฐานเพียง ร้อยละ 10 เป็นข้าวคุณภาพต่ำไม่ได้มาตรฐานและเป็นสีเหลือง เกินร้อยละ 70 โดยมีข้าวเสื่อม ร้อยละ 4-5 เป็นข้อสรุปที่ไม่ชัดเจนและผิดพลาด คลาดเคลื่อน อย่างมากด้วยเหตุผล คือ
 
1. ข้าวที่รับจำนำเป็นข้าวส่วนใหญ่ที่ผลิตได้โดยชาวนากว่า 40ล้านตันข้าวเปลือก โดยเฉพาะในระยะแรกซึ่งมีการรับจำนำข้าวเกือบทั้งหมด (จำนำทุกเม็ด) การปลอมปนข้าวจึงเป็นไปได้ยากที่จะหาข้าวราคาถูกที่ไม่มีการจำนำมาสวมสิทธิ์ 
 
2. ขั้นตอนการรับจำนำข้าว ที่จุดรับจำนำแต่ละจุดมีคณะทำงานฝ่ายต่างๆ 7-9 คน ที่คอยดูแล การปลอมปนข้าวจึงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเจ้าของโรงสี ซึ่งจะต้องรับผิดชอบคุณภาพข้าวที่จะส่งให้โกดัง ถ้าหากโกดังไม่รับมอบข้าว 
 
3. เจ้าของโกดังและผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวสาร (Surveyor) จะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่หากรับข้าวคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน เข้าโกดัง 
 
4. ในช่วงโครงการรับจำนำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแล และตรวจสอบหลายคณะ คณะอนุกรรมการเหล่านี้รวมทั้งหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น กรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ ก็ได้ตรวจสอบสต๊อกข้าว ทั้งในเชิงปริมาณคุณภาพเป็นประจำ คณะทำงานเหล่านี้ได้รายงานผลการตรวจสอบให้ กขช. ทราบเป็นระยะๆ โดยระบุว่า มีข้าวที่คุณภาพไม่ดีและข้าวเสื่อมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
                
“เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เคยเปิดเผยเมื่อ 1 สิงหาคม 2557 ในช่วงที่ได้ตรวจสอบสต๊อกข้าวไปกว่า ร้อยละ 72 ว่ามีข้าวดีและถูกต้องประมาณร้อยละ 80  ซึ่งพออนุมานได้ว่า ผลสรุปสุดท้ายที่ระบุว่า มีข้าวไม่ได้มาตรฐานถึง ร้อยละ 70 จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง หลังจากที่ได้ตรวจสอบพบว่า มีข้าวขาดหายจากบัญชีน้อยมาก (ประมาณ 100,000 ตัน) สวนทางกับข้อเท็จจริงที่พรรคประชาธิปัตย์  ป.ป.ช. และนักวิชาการที่โจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่ามีข้าวขาดหายไปถึง 2-3 ล้านตัน” นายยรรยง กล่าว 
                
5. วงการค้าข้าวยังคงมีความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวที่รับจำนำมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ระบาย (ขาย) ข้าวในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบเปิดประมูลทั่วไป แบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และผ่านตลาดล่วงหน้า (AFET) โดยได้ส่งมอบไปกว่า 15 ล้านตันและยังไม่ได้ส่งมอบประมาณ 3 ล้านตัน และการซื้อขายเกือบทั้งหมด ผู้ซื้อไม่เคยโต้แย้งว่าข้าวรัฐบาลไม่ได้มาตรฐานแต่อย่างใดหลัง คสช.ยึดอำนาจก็มีการเปิดประมูลขายข้าวแล้ว 3 ครั้ง ก็ปรากฏว่ามีผู้มาร่วมประมูลจำนวนมากทุกครั้ง แสดงถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวที่รับจำนำ 
 
6. นอกจากนี้ในตลาดค้าข้าวโลกก็ยังมีความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้ว่าราคาข้าวสารเจ้า 5 เปอร์เซ็นต์ของไทยสูงกว่าราคาข้าวชนิดเดียวกันของอินเดีย ประมาณตันละ 20 เหรียญสหรัฐ เช่น ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ข้าวไทยราคาตันละ 420 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ข้าวอินเดียตันละ 400 เหรียญสหรัฐเท่านั้น  
 
(7) การแถลงในภาพรวมแบบคลุมเครือว่าข้าวในสต๊อกรัฐบาลเป็นข้าวคุณภาพต่ำไม่ได้มาตรฐานและเป็นสีเหลืองมากกว่าร้อยละ 70 น่าจะเป็นการทำเพื่อชี้นำทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลชุดที่แล้วมีการทุจริต ซึ่งทำให้ข้าวคุณภาพต่ำ มีการปลอมปนข้าวจำนวนมหาศาล แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดต่อประชาชนอย่างชัดเจน เช่น  เป็นข้าวที่ไม่ได้มาตรฐาน ในลักษณะใด เช่น มีการปลอมปนหรือมีสิ่งเจือปน มีสีหรือกลิ่น หรือลักษณะทางกายภาพอย่างไร  มีสาเหตุจากการทุจริต หรือ เป็นตามธรรมชาติหรือสุดวิสัย เช่นน้ำท่วม เปียกฝน ไฟไหม้ กองล้มหรือรมยา เป็นต้น
“ข้อสรุปที่มีการแถลงว่าข้าวขาดหายไปจากคลังประมาณ 1 แสนตัน ก็เนื่องจากว่าคณะอนุกรรมการตรวจสอบของ คสช. ไม่สามารถบิดเบือนข้อเท็จจริง เรื่องปริมาณข้าวได้ เพราะสามารถตรวจนับจำนวนและน้ำหนักข้าวได้ในแต่ละโกดัง สำหรับข้าวที่ขาดหายไป จำนวนประมาณ 1 แสนตัน นั้นส่วนใหญ่ก็ได้มีการตรวจสอบพบและดำเนินมาตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว” นายยรรยง กล่าว
source :: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414762526

ทวงคืน ปตท. ซากความเข้าใจผิดของประชาชน ที่เหล่า “คนดี” ทิ้งไว้ให้

ที่มาภาพ : http://globalvoicesonline.org/wp-content/uploads/2013/08/ptt-protest-1024x682.jpg

ที่มาภาพ : http://globalvoicesonline.org/wp-content/uploads/2013/08/ptt-protest-1024×682.jpg

บรรยง พงษ์พานิช

กระแสรณรงค์ “ทวงคืนพลังงาน” ที่มีมาหลายปี ดำเนินการอย่างค่อนข้างเป็นระบบเป็นกระบวนการ โดยกลุ่มคนที่ค่อนข้างจะได้รับการยอมรับในสังคม ว่าเป็นคนเก่ง คนดี บางท่านก็เคยได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นจากประชาชนให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา บางท่านก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในผลงานด้านสาธารณะมาเป็นอย่างดี บ้างก็เป็นผู้นำองค์กรประชาสังคมที่ทำงานคุ้มครองผู้บริโภคมายาวนาน บ้างก็เพิ่งแสดงตนว่าเป็นผู้รู้ด้านพลังงานที่มีข้อมูลท่วมท้นจากทั่วโลก สมทบด้วยสื่อมวลชนที่ทำงานด้านมวลชน (ปลุกระดม)

การลุกขึ้นมาดำเนินการ “ด้านสาธารณะ” อย่างนี้ โดยกลุ่มคนที่พอเรียกได้ว่าเป็น “ภาคประชาสังคม” นี้ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นกลไกที่สำคัญยิ่งของ “ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” ที่พวกเราชาวไทยเฝ้าถวิลหา เฝ้าตะโกนเพรียกหามาตลอด

แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ แทบทุกเรื่องมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย

การลุกขึ้นมาปลุกกระแส “ทวงคืนพลังงาน” ลามไปจนถึงทวงคืน ปตท. ครั้งนี้ ก่อให้เกิดความเสียหาย และทิ้งความเข้าใจผิดให้แก่สังคมไว้อย่างใหญ่หลวง ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายต่อระบบพลังงานโดยตรง เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปแล้ว ยังจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีปลูกฝังไว้ในระบบ ทำให้บทบาทที่ดีที่ควรของ “ภาคประชาสังคม” ต้องถูกกระทบต่อไปอีกด้วย นี่เป็นเรื่องที่ผมกล้า “กล่าวหา” พวกท่านคนดีทั้งหลายอย่างมั่นใจว่า ถึงท่านจะเป็นคนดี จะมีความหวังดีต่อประเทศชาติเพียงใด แต่ปัญหาที่เกิด ผลที่เกิด จากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะคงอยู่ต่อไปอีกชั่วระยะหนึ่งอย่างแน่นอน

ทำไมผมถึงมั่นใจขนาดนั้น ทำไมผมกล้าระบุออกมาอย่างเชื่อมั่นขนาดนี้ ผมจะไล่เรียงให้ฟังนะครับ

ผมขอเริ่มจากการเรียกร้องของกลุ่มคนที่ขออนุญาตเรียกรวมๆ ว่า “กลุ่มทวงคืน” ซึ่งบางทีก็ร่วมกันอย่างเป็นทางการ บางทีก็แยกกันเดิน บางทีก็ใช้กระบวนการที่ไม่เปิดเผยตัวตน (เช่น กลุ่มนักรบไซเบอร์ที่คอยโจมตี ด่าทอ สาดโคลนใส่ผู้ที่เห็นต่าง) แต่ก็เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าเป็นแนวร่วมที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน

ตอนเริ่มต้น “กลุ่มทวงคืน” จะรณรงค์ชัดเจนในเรื่องเหล่านี้

1. ประเทศไทยมีพลังงานทั้งน้ำมันทั้งก๊าซอย่างเหลือเฟือ มีการพบทุกจุด แต่ประชาชนกลับต้องใช้น้ำมันแพง โดยจะยกตัวอย่างประเทศที่เค้าใช้ถูกกว่าเรา (พวกที่มีการอุดหนุนจากรัฐบาล หรือไม่ก็ไม่เก็บภาษี หรือเก็บต่ำ ซึ่งก็ต้องไปเก็บจากด้านอื่นมาใช้สร้างซ่อมถนนหนทางอยู่ดี)

2. การที่ ปตท. เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องตั้งใจทุจริต เพื่อให้นักการเมืองเข้าครอบงำ ขายหุ้นให้แต่พรรคพวก ปัจจุบันนักการเมืองก็เข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ภายใต้ชื่อนอมินีต่างๆ

3. กระบวนการให้สัมปทานขุดเจาะ E&P เป็นวิธีการที่โง่เง่า รัฐเสียเปรียบ ควรจะเปลี่ยนเป็นระบบ “แบ่งปันผลผลิต” ตามอย่างเพื่อนบ้านในอาเซียน

4. ต้องทวงคืน ปตท. ให้กลับมาเป็นของรัฐ 100% โดยประโคมให้ประชาชนเชื่อว่าถ้าเป็นของรัฐก็ไม่ต้องมีกำไรใดๆ (มีบอกว่า เอากำไรแสนล้านไปลดราคานำ้มันได้ลิตรละห้าบาท เพราะ ปตท. ขายนำ้มันยี่สิบล้านลิตรต่อปี)

5. ต้องปรับราคาค่าก๊าซทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ใช้ก๊าซหุงต้ม ใช้เพื่อขนส่ง ได้ประโยชน์ ปล่อยให้อุตสาหกรรม โดยเฉพาะปิโตรเคมี รับภาระที่มีการใช้กันมากเกินจนต้องนำเข้าไปตามลำพัง

6. ราคาขายนำ้มันของโรงกลั่นไทยที่อิงกับราคาตลาดภูมิภาค โดยใช้ราคา import parity คือ ราคาสิงคโปร์ บวกด้วยค่าขนส่งค่าประกัน เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม ควรใช้ราคา export parity คือลบค่าขนส่ง (หรือไม่ก็ไม่คิดค่าขนส่ง) ซึ่งจะทำให้ลดราคาน้ำมันลงได้ปีละ 100,000-200,000 ล้านบาท หรือลิตรละ 2-4 บาททีเดียว

ทั้งหมดนี้คือประเด็นหลักที่ทางกลุ่มยกขึ้นมารณรงค์ต่อเนื่องกันมาหลายปี โดยแนวที่ใช้ในการปลุกระดมให้มีผู้เข้าร่วมจะเป็นเรื่องชัดเจนว่า ถ้าทำตามนี้ประชาชนจะได้ใช้พลังงานในราคาที่ถูกลง โดยใช้โอกาสความเดือดร้อนที่ราคาพลังงานตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นเป็นประเด็นหลักที่จะปลุกระดมหาแนวร่วมตลอดมา

จนกระทั่งกลุ่มผู้ที่มีความรู้ มีความเกี่ยวข้อง มีความเป็นห่วงว่า การปลุกระดมแบบนี้ย่อมทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิด เข้าใจไขว้เขว และจะเป็นอันตรายมากต่อระบบพลังงานของประเทศ ซึ่งย่อมหมายถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวมด้วย จึงมีการรวมตัวกันในนาม “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” (Energy Reform for Sustainability Group: ERS) นำโดย ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ถึงตอนนี้คงต้องบอกไว้เลยว่า ผมเป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมไม่เป็นกลางอย่างแน่นอน (และแน่ใจเต็มเปี่ยมด้วยว่าอยู่ข้างที่ถูกต้องแน่นอน)

กลุ่ม ERS นี้มีความมุ่งมั่น ทำงานกันอย่างหนัก เดินสายทำความเข้าใจกับสาธารณะกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยทำงานเป็นระบบอาสาสมัคร ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น (แถมช่วยเฉลี่ยกันออกค่าใช้จ่ายที่มีเล็กน้อยอีกต่างหาก) จนทำให้ถูกโจมตีว่ามีกลุ่มทุนพลังงานอยู่เบื้องหลัง (ดูเหมือนพวกท่านเหล่า NGOs จะเชื่อว่ามีแต่กลุ่มท่านเท่านั้น ที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม เขาเรียกว่า “ผูกขาดความดี” น่ะ)

จากการโต้แย้งกันในสังคมระยะหนึ่ง โดยเหตุผลที่ชัดเจน ประชาชนจำนวนมากเข้าใจแล้วว่า หลายประเด็นที่เรียกร้องกันมาตลอดเป็นเรื่องไร้เหตุผล ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เป็นการเข้าใจผิด หลายท่านที่เคยเป็นแนวร่วมก็เปลี่ยนท่าที (เช่น ท่านพุทธะอิสระ จนถูกกล่าวหาว่าได้รับอามิสไปด้วย)

แม้แต่กลุ่ม “ทวงคืนพลังงาน” เองก็เปลี่ยนท่าที ปรับข้อเรียกร้องไปเยอะ (จะเป็นด้วยท่านเข้าใจมากขึ้นหรือจำนนด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงก็ตามทีเถอะ) เห็นได้ชัดเจนว่า ข้อเรียกร้อง และข้อมูลต่างๆ ถูกปรับเปลี่ยนไปเยอะ เรื่องนี้ยืนยันได้ชัดเจนจากข้อเสนอที่ท่านยกขบวนกันไปยื่นให้ท่านนายกฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นี่เอง

ในข้อเสนอปัจจุบัน เห็นได้ชัดเจนว่า ข้อที่ท่านเคยโวยวายเรียกร้อง ข้อ 1. ข้อ 2. ข้อ 4. ข้อ 6. นั้น ท่านได้ตัดออกหมดแล้ว ท่านไม่เอาแล้ว ยอมรับแล้วว่านำ้มันกับก๊าซเราไม่มีเหลือเฟือ ไม่เอาคืนแล้ว ปตท. รู้แล้วว่ารัฐถือ 65% ที่เหลือเป็นนักลงทุน แม้วไม่เกี่ยว รู้แล้วว่าขืนปรับราคาโรงกลั่นลงมาตามที่ว่า โรงกลั่นไทยก็คงเจ๊งเรียบทั้งหกโรง

สรุปเหลือประเด็นเรียกร้องแค่ทวงท่อก๊าซ (ซึ่งศาลก็ว่าคืนให้แล้ว) เรื่องราคาก๊าซ LPG NGV ที่ขอให้ชาวประชาได้มาใช้ถูกๆ ฟุ่มเฟือยกันต่อ (อ้อ ผู้ประกอบการขนส่งขอได้ด้วย เพราะเป็นแนวร่วมสำคัญ) กับเรื่องวิธีการให้สัมปทานการขุดเจาะ ขอให้เปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตตามมาตรฐานอาเซียน (ที่มันไม่เคยมี ช่วยเขียนมาให้ดูหน่อยสิครับว่าไอ้มาตรฐานอาเซียนที่ว่ามันเป็นหยังใด)

เอาเป็นว่า ท่านรู้และเข้าใจไปแล้วกว่าครึ่ง เรื่องที่เหลือก็คงมาถกมาเรียกร้องชี้แจงกันต่อไป

แต่ที่น่าสงสารก็คือ ประชาชนคนซื่ออีกจำนวนมากนี่สิครับ เขายังหลงเชื่อตามเรื่องเดิมอยู่ไม่น้อย ผลของ “เอแบคโพล” เมื่อไม่กี่วันก่อนเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าเขายังหลงเชื่อตามเรื่อง “ทวงคืน ปตท.” ที่พวกท่านประโคมไว้ยาวนาน (คนยังอยากทวงคืน ปตท. สูงถึง 77.34% เลยทีเดียว) เขายังเชื่อว่าทำอย่างนั้นแล้วราคาพลังงานจะลดลง นี่แหละครับผลงานของพวกท่าน ชักจูงให้คนเข้าใจผิดได้มากมายมหาศาลขนาดนี้

ผมแน่ใจว่า พวกท่านแกนนำเข้าใจแล้ว เปลี่ยนใจแล้ว แต่จะหวังให้พวกท่านลุกขึ้นมาช่วยปรับความเข้าใจผิดของผู้ที่หลงเชื่อตามท่านมาก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แค่ขออย่าให้พวกท่านเห็นผลโพลแล้วเกิดเปลี่ยนใจอีก หันไปโหนโพล เอาเรื่องเท็จเหล่านี้ประโคมปลุกกระแสขึ้นมาใหม่ก็แล้วกัน

แปลกนะครับ ในประเทศนี้ การที่จะยืนขึ้นอย่างลูกผู้ชายแล้วประกาศว่า “ข้าพเจ้าขอยอมรับว่า เคยเข้าใจผิด เคยเข้าใจคลาดเคลื่อน บัดนี้ได้รับข้อมูล เลยเข้าใจดีขึ้นแล้ว…” เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย ทั้งๆ ที่การเข้าใจผิดเหล่านั้นเป็นไปด้วยเจตนาที่ดี ไม่ได้ชั่วร้ายใดๆ ในสังคมอารยะนั้น การประกาศว่า “I have to admit that I use to misunderstand about…” ถือเป็นเรื่องธรรมดาๆ แสดงถึงความเป็นอารยะ เป็นวิญญูชนคนมีปัญญาด้วยซำ้ไป ในเมืองไทยเรื่องกลับกลายเป็นว่า “ก่อนพูด สมองเป็นนายเรา แต่พอพูดออกไปแล้ว กลับกลายว่าต้องให้คำพูดมาเป็นนายแทน” ทั้งๆที่ สัจธรรมความจริง คนเราย่อมมีพลาด มีเข้าใจผิด เข้าใจคลาดเคลื่อนกันบ้างทั้งนั้น “คิดผิดคิดใหม่ได้ พูดผิดพูดใหม่ได้” สิครับ น่ารักกว่าเยอะ สร้างสรรค์กว่าเยอะ

นี่แหละครับ ทั้งๆ ที่หวังดี กลุ่ม “ประชาสังคม” กลุ่มนี้ ก็ได้ทิ้งซากความเข้าใจผิดใหญ่หลวงไว้ให้แก่ประชาชนจำนวนมาก และจะทำให้เป็นตัวอย่างในอีกหลายๆ เรื่องต่อไป (เช่น ยังมีเกษตรกรจำนวนมาก ถวิลหาโครงการ “รับจำนำพืชผล” อยู่) กับทิ้งเป็นรอยแผลที่ทำให้ภาค “คนดี” อื่นๆ ยากที่จะทำงานร่วมกับภาค “ประชาสังคม” ทั้งๆ ที่เป้าประสงค์โดยรวมนั้นเหมือนกัน คือ เพื่อความเจริญผาสุกของปวงชน

อย่างที่ผมเกริ่นไว้แต่แรกแหละครับ “ภาคประชาสังคม” ภาค NGOs ภาค Civil Society เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากใน “ระบอบประชาธิปไตย” ในความเข้าใจของผม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งกว่าองค์กรอิสระทั้งหลายที่เราขยันตั้งขึ้นมาเสียอีก แต่ พวกท่านก็น่าจะให้ความสำคัญกับภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ต้องเลิก “ผูกขาดความดี” มีแต่ความระแวงว่าคนอื่นๆ ล้วนเป็นคนชั่ว ไม่ยอมรับฟัง ร่วมมือใดๆ

ผมขอยืนยันว่า โดยส่วนตัวของผม ตลอดเวลาที่รณรงค์เรื่องนี้กันมา ถึงจะมีความเห็นความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ผมให้ความเคารพพวกท่านทุกคน ผมเคารพ ส.ว.รสนา เคารพ อ.เดชรัตน์ อ.ไพศาล เคารพ ม.ล.กร คุณปานเทพ เคารพแม้กระทั่งเหล่านักรบไซเบอร์นิรนาม ที่เข้ามารุมด่าทอผมต่างๆ นานา การเคารพความเห็นที่แตกต่างเท่านั้นถึงจะเป็นหนทางสู่อารยะ

ถ้าเหล่า “คนดี” ยังมัวทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่อย่างนี้ ประเทศเราย่อมเป็นเหยื่ออันโอชะให้แก่พวกชั่ว พวกคนเลว พวกโกงกินบ้านเมือง เพราะพวกเขาทะเลาะกันแค่เรื่อง “แย่งชิงส่วนแบ่ง” เท่านั้น พอหารกันได้ลงตัว เขาก็สุมหัวกันเริ่มปฏิบัติการชั่วใหม่ได้ทุกที

คนดีเลิกทะเลาะกันเสียทีเถิดครับ

 

ที่มา – http://thaipublica.org/2014/10/reclaim-ptt/

 

เรื่องการจ้างให้ชาวนาเลิกปลูกข้าว

เรื่องการจ้างให้ชาวนาเลิกปลูกข้าว

เท่าที่ฟังเหตุผล คือ จะทำให้ข้าวมีน้อยลง แล้วหวังว่าราคาจะดีขึ้น

ค้าขายเนี่ย หลักๆมันอยู่ที่อุปสงค์อุปทาน ถ้าปริมาณข้าวมีการทำน้อย แต่จะมีอะไรรับประกันได้หรือป่าว ว่าราคาข้าวจะสูงขึ้นได้เพราะการจ้างเลิกทำนา

เพราะมันขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อด้วย คนซื้อเค้ามีตัวเลือกจากการซื้อข้าวของประเทศอื่นๆด้วย ซึ่งก็คือเราก็ต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆที่ปลูกข้าวด้วย

ถ้าไม่มีแผนการตลาด หรือวิธีการแข่งขัน เด๋วสุดท้ายก็ลงอีหรอบเดิม คือ ต้องแข่งกันหั่นราคาข้าวให้ถูกลง

ประเด็นเรื่องราคาข้าว ผมว่าคงต้องหันไปมองดูที่การตลาด การเจาะกลุ่มลูกค้า

สมัยก่อนตอนที่ทักษิณหนีไปต่างประเทศ มีครั้งนึงที่เข้ามาในประเทศได้ และได้พาชาวอาหรับ(ถ้าจำผิดก็ขอโทษ) มาดูข้าวไทย เพื่อจะให้ประเทศกลุ่มนี้ ไปทำการตลาดให้ โดยจะรับประกันซื้อข้าวไทย ในราคาที่สูง และส่งปุ๋ยมาให้ไทย ในราคาที่ถูก

แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะ แค่พามาก็โดนต่อต้าน

แต่ถ้าทำได้ ทุกวันนี้ชาวนาก็คงรวยกันไปหมดแล้ว เพราะได้ขายในราคาสูง แถมได้ปุ๋ยในราคาถูก ซึ่งจะได้ทั้งราคาที่สูง และลดต้นทุนไปได้มาก

น่าเสียดายจริงๆ เพราะ มันมีกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์ ถ้าโครงการนี้ทำสำเร็จ