ชนบทที่เคลื่อนไหวกับพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (1)

ชนบทที่เคลื่อนไหวกับพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (1)

Posted: 26 Sep 2016 01:39 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทที่สำคัญตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาก็คือ การเปลี่ยนผ่านของสังคมชนบทจากสังคมชาวนาสู่สังคมของผู้ประกอบการชนบท โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเกิดขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆในชนบท เช่น การที่เกษตรกรเปลี่ยนจากการเป็นชาวนาที่มีรายได้มาจากการทำนาบนที่นาของตนเองเพียงอย่างเดียวไปสู่การเป็นผู้จัดการนาที่รับจ้างสัญญาในการทำนาในที่ดินของเกษตรกรรายอื่นอย่างครบวงจรตั้งแต่การเตรียมนาไปสู่การเก็บเกี่ยว หรือการที่เกษตรกรเปลี่ยนจากการหารายได้จากการเป็นชาวนา ไปสู่การหารายได้จากการนำรถเกี่ยวข้าวของตนเองไปรับเกี่ยวข้าวนอกชุมชนของตนเอง จนรายได้จากการรับเกี่ยวข้าวกลายเป็นรายได้หลักแทนการทำนาบนที่ดินของพวกเขา (ประภาส และ ตะวัน, 2558)

อย่างไรก็ตามความน่าสนใจของกระบวนการดังกล่าวก็คือ ผู้ประกอบการชนบทเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และอะไรคือเงื่อนไขของการเกิดผู้ประกอบการชนบท และเพื่อตอบคำถามดังกล่าวบทความชิ้นนี้จะมุ่งไปที่การศึกษาการเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (pluriactivity) หรือการเกิดขึ้นของการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย (diversification) ในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญของการเป็นผู้ประกอบการชนบท

โดยการขยายตัวไปสู่การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายของเกษตรกร หรือ พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญกับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบท เนื่องจากพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ การสร้างความหลากหลายในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กว้างขวางไปกว่าการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เช่น ชาวนาไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่ชาวนาสามารถขยายไปสู่การใช้ที่นาของตัวเองเปิดเป็นโฮมสเตย์ หรือ การปล่อยเครื่องมือทางการเกษตรของตนเองให้เกษตรกรรายอื่นเช่า เป็นต้น (Knickel et al., 2003) ในขณะที่การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบท คือ การปรับตัวของเกษตรกรเข้าสู่การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย และการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่อยู่นอกเหนือการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม (non-agricultural activities) จนในที่สุดแหล่งรายได้ใหม่ดังกล่าว ได้เข้ามาแทนที่แหล่งรายได้หลักในภาคการเกษตรแบบดั้งเดิม (Durand and Huylenbroeck, 2003; McElwee, 2008)

จะเห็นได้ว่าพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเกิดขึ้นของการเป็นผู้ประกอบการชนบท เป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น จนอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองกระบวนการ คือ กระบวนการเดียวกัน ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทจากสังคมชาวนาสู่สังคมของผู้ประกอบการ ด้วยเหตุนี้การศึกษาเงื่อนไขการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบท เพื่อให้สามารถเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชนบท จึงสามารถทำได้ผ่านการศึกษาบริบทการเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเริ่มต้นจากการศึกษาเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในภาพกว้าง โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ที่มีอิทธิพลต่อการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะต่างๆ ทั้งนี้การศึกษาเงื่อนไขทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่จะช่วยให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลกสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจชนบทอย่างไร และความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้นำไปสู่การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆอย่างไรบ้าง และในส่วนสุดท้ายของการอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าว จะเป็นการนำตัวอย่างของการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆของโลกที่นอกเหนือไปจากสังคมตะวันตก เช่น อเมริกากลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออก มาใช้อธิบายเพื่อให้เห็นภาพการคลี่คลายไปสู่สังคมผู้ประกอบการชนบทและการเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เงื่อนไขทางเศรษฐกิจในภาพกว้างที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจสัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ในสองด้าน คือ หนึ่งการเปลี่ยนโมเดลทางเศรษฐกิจจากการเน้นการผลิตอย่างเข้มข้น (productivist) ไปสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น (post-productivist) ที่การผลิตทางเกษตรกรรมไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ การผลิตเพื่อให้ได้จำนวนสินค้าทางการเกษตรจำนวนมหาศาล แต่เน้นไปที่ความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าเกษตร ซึ่งยังรวมไปถึงการตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม อันส่งผลให้การผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิมที่เน้นการผลิตสินค้าทางการเกษตรเชิงปริมาณค่อยๆหมดความสำคัญลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านอื่นๆที่นอกเหนือไปจากการผลิตสินค้าทางการเกษตรเชิงปริมาณ ค่อยๆขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว (Sharpley and Vass, 2006) นอกจากนั้นความเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งที่ส่งผลต่อการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทก็คือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (liberalization) ที่ส่งผลให้เกิดการทะลักล้นเข้ามาของสินค้าเกษตรราคาถูกจากประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา จนส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศที่พึ่งเปิดเสรีทางเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ร่วมไปกับข้อจำกัดของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่ทำให้รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ไม่สามารถที่จะเข้าไปช่วยพยุงราคาของสินค้าเกษตรได้ง่ายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรต้องสร้างกลยุทธ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อปรับตัวให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง ผ่านการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสร้างแหล่งรายได้ที่กว้างขวางไปกว่าการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม  (Lee, 2005; Padron and Burger, 2015) ในอีกด้านหนึ่งการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยิมใหม่ (neo-liberal) ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในชนบทอย่างเฉียบพลัน (Chase, 2010) เพราะการที่รัฐถอยห่างจากตลาด และปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจ ได้ทำให้เกษตรกรมีตุ้นทุนอย่างมหาศาลในการปรับตัวให้เข้ากับทิศทางใหม่ของตลาด ทำให้เกษตรกรตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ในการปรับตัวที่เป็นไปได้มากกว่า ซึ่งนั่นก็คือก็ตัดสินใจมุ่งสู่ทิศทางของการสร้างพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการยกระดับจากชาวนาไปเป็นผู้ประกอบการ

การเปลี่ยนผ่านจากยุคการผลิตอย่างเข้มข้นไปสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น

สำหรับบริบทของการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านแรก สัมพันธ์อยู่กับการเปลี่ยนผ่านของโมเดลทางเศรษฐกิจที่เคยเน้นการผลิตอย่างเข้มข้นไปสู่สภาวะหลังการผลิตอย่างเข้มข้น กล่าวคือ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญในชนบทของประเทศอังกฤษ (Marsden and Murdoch, 1998) เนื่องจากการขาดแคลนอาหารในช่วงสงคราม ทำให้รัฐบาลอังกฤษมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ภาคชนบทกลายเป็นพื้นที่ของการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร (securing food supply) ของประเทศ (Burton, 2004) ทำให้เกิดความพยายามที่จะสร้างระบบซึ่งช่วยให้สามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้น (maximising food production) โดยอาศัยการส่งเสริมเทคโนโลยีทางการผลิตให้เกษตรกรสามารถผลิตได้ในจำนวนมหาศาล ผ่านการให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อให้มีความชำนาญในการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เฉพาะอย่าง เช่น เกษตรกรที่ปลูกมันฝรั่งก็ปลูกมันฝรั่งอย่างเดียว หรือ เลี้ยงวัวนมก็เลี้ยงวันนมอย่างเดียว รวมทั้งจัดแบ่งพื้นที่ทางการผลิตให้แต่ละภูมิภาคมีความชำนาญในผลิตสินค้าเกษตรเฉพาะด้าน ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรเฉพาะอย่างได้ในจำนวนครั้งละมากๆ (Sharpley and Vass, 2006)

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 โมเดลของการเน้นผลิตสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้นเริ่มหมดพลังลง และได้ถูกท้าทายจากปัญหาด้านต่างๆ เช่น ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด (oversupply) ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณของรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมด้านราคา ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสินค้าเกษตรที่อาจเกิดการปนเปื้อนอันเนื่องมาจากการผลิตอย่างเข้มข้นที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้สารเคมีที่ล้นเกินหรือคุณภาพในการผลิต และยังรวมไปถึงกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มองว่าโมเดลที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้น ได้ก่อปัญหามากมายต่อธรรมชาติและสุขภาพของมนุษย์ (Lowe et al., 1993) ทั้งหมดนี้จึงได้นำไปสู่การสับเปลี่ยนมุมมองและนโยบายของรัฐบาลอังกฤษต่อชนบทและภาคเกษตรกรรม ไปสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้

สำหรับโมเดลทางเศรษฐกิจยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้นสัมพันธ์อยู่กับแนวความคิดที่ว่า การผลิตสินค้าเกษตรจะต้องมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมด้านคุณภาพมากกว่าเรื่องของปริมาณ เช่น การปลูกพืชปลอดสารพิษ และมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในชนบท (sustainable rural development) ทั้งนี้มุมมองดังกล่าวได้ขยายไปสู่ปฏิบัติการณ์เชิงนโยบาย เช่น การประกาศใช้นโยบาย Single Farm Payment ในยุโรป ซึ่งเป็นการสนับสนุน (subsidy) ด้านเงินทุนแก่เกษตรกร (ที่ยอมทำตามข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิของสัตว์ และสุขภาพของผู้บริโภค) โดยเงินสนับสนุนจากรัฐจะแปรผันตามจำนวนการถือที่ดินในฟาร์ม (EU-LEX, 2016) ซึ่งหมายความว่าเงินที่เคยได้รับจากการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรเฉพาะอย่าง หรือ การเข้าไปแทรกแซงตลาดด้านราคาของรัฐจะหมดไป ทำให้เกษตรกรไม่สามารถที่จะผลิตอย่างเข้มข้นได้เหมือนในช่วงก่อนทศวรรษ 1970s ที่รัฐเคยเข้ามาช่วยพยุงราคาของพืชผลทางการเกษตรเพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการผลิตอาหารอย่างเข้มข้น หรือในอีกนัยยะหนึ่งก็คือรัฐพยายามที่จะลดการสนับสนุนด้านราคาแก่เกษตรกรลง เพื่อจัดการกับปัญหาผลผลิตที่ล้นตลาดของสินค้าเกษตร ซึ่งทำให้การผลิตอย่างเข้มข้นแบบดั้งเดิม (traditional agriculture) ซึ่งเคยเป็นรายได้หลักทางเดียวของเกษตรกร ไม่สามารถที่ดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น ยังทำให้เกษตรกรต้องเผชิญหน้ากับความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น (environmetal regulation) รวมไปถึงความพยายามของรัฐที่ต้องการจะดึงภาคเกษตรเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในชนบท (Sharpley and Vass, 2006) ส่งผลให้เกษตรต้องแสวงหาแนวทางในการปรับตัวร่วมกับรัฐ ซึ่งนั่นก็คือการเกิดขึ้นของนโยบายที่จะสนับสนุนเกษตรกรให้ก้าวข้ามการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่การประกอบพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การปลูกพืขผักออกานิค) การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร การเป็นผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวในชนบท และยังรวมไปถึงว่าเกษตรกรที่ไม่สามารถปรับตัวต่อนโยบายใหม่ทางการเกษตรของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะออกไปหางานนอกภาคการเกษตรทำ เช่น การรับจ้าง หรือ การทำทั้งงานในภาคเกษตรร่วมกับงานนอกภาคเกษตร เพื่อสร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติมให้เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น (Ilbery and Bowler, 1998; Burton, 2004)

การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ในอีกด้านหนึ่งการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา กล่าวคือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจได้ทำให้บรรษัทข้ามชาติ (private international trade) โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าเกษตร เข้ามาทำตลาดในประเทศต่างๆ ทำให้เกษตรกรที่เคยได้เปรียบจากการคุ้มครองด้านราคาโดยรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับบรรษัทข้ามชาติ (Padron and Burger, 2015)

โดยการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจนั้น สัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการยอมรับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่ต้องการให้สินค้าต่างๆสามารถหมุนเวียนได้อย่างเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสินค้าเกษตร ซึ่งประเทศที่มีกำลังแรงงาน (labour force) มากกว่า จะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนในการผลิตต่อหน่วย ทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศดังกล่าวมีราคาถูกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีขนาดเล็กที่มีขนาดของกำลังแรงงานต่ำกว่า เช่น สินค้าเกษตรราคาถูกที่นำเข้ามาจากประเทศจีน (Lee, 2005) ดังนั้นเมื่อประเทศที่มีขนาดของกำลังแรงงานที่เล็กกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ตัดสินใจเปิดเสรีทางการค้า ก็จะส่งผลโดยตรงกับเกษตรกรในกลุ่มประเทศดังกล่าว ที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกต่ำอย่างเฉียบพลัน อันเนื่องมาจากการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าเกษตรจากกลุ่มประเทศที่มีขนาดของกำลังแรงงานใหญ่กว่า ส่งผลให้เกษตรกรในประเทศที่มีกำลังแรงงานขนาดเล็กกว่า ต้องถูกบังคับให้ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการผลิต ผ่านการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ที่กว้างขวางไปกว่าการผลิตในรูปแบบเดิม (ibid)

นอกจากนั้นการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทยังสัมพันธ์อยู่กับการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (neo-liberal) ที่มุ่งเน้นให้รัฐค่อยๆถอยห่างออกจากตลาด และปล่อยให้กฎไกของตลาดเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในชนบท (Chase, 2010) โดยแนวคิดเสรีนิยมใหม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับราคาสินค้าเกษตร เนื่องจากเมื่อรัฐตัดสินใจถอยห่างออกจากตลาด ก็เท่ากับว่ารัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือด้านราคาแก่เกษตรกรอีกต่อไป และปล่อยให้ราคาของสินค้าเกษตรไปผูกอยู่กับกลไกของตลาด

การผูกราคาของสินค้าเกษตรไว้กับกลไกตลาด จะทำให้ราคาของสินค้าเกษตรตกต่ำลงในทันที โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เคยสัมพันธ์อยู่กับการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น ฝ้ายหรือข้าว เนื่องมาจากว่าอุปทานของสินค้าเกษตรมีมากเกินกว่าความต้องการของตลาด (เป็นผลจากนโยบายเก่าที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรเฉพาะอย่างอย่างเข้มข้น) ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงมีทางเลือกในการปรับตัวอยู่สองทาง คือ หนึ่งเกษตรกรต้องหันไปปลูกสินค้าเกษตรชนิดใหม่ที่สามารถส่งออกได้ (export crops) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องอาศัยความรู้และเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ที่แตกต่างไปจากความรู้ดั้งเดิมที่เกษตรกรเคยมี ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากการปลูกฝ้ายมาสู่การปลูกมันฝรั่ง ซึ่งเป็นพืชคนละประเภท เกษตรกรจำเป็นที่จะต้องหาตลาดใหม่ องค์ความรู้ใหม่ และเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ซึ่งการปรับตัวในลักษณะนี้จะมีต้นทุนที่สูง เนื่องจากเกษตรกรไม่ได้มีรัฐคอยช่วยเหลือเหมือนที่ผ่านมา ในขณะที่ทางเลือกที่สอง คือ การที่เกษตรกรเริ่มขยายไปสู่ทางเลือกในการสร้างรายได้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะการก้าวข้ามการพึ่งพารายได้จากการผลิตสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจชนิดอื่น หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ การที่เกษตรกรตัดสินใจก้าวข้ามจากการเป็นชาวนาที่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐอย่างเข้มข้น ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการในชนบท ที่มีแหล่งรายได้จากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กว้างขวางไปกว่าการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม (Graziano da Silva, 2001; Steward, 2007)

ความหลากหลายของการเป็นผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบท คือ การที่เกษตรกรหรือชาวนาเริ่มเข้าสู่การสร้างพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผ่านการขยายแหล่งรายได้ที่มาจากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ (side venture) ที่นอกเหนือไปจากการผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิม (Ferguson and Olofsson, 2011) โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากการผลิตพืชผลทางเกษตรกรรมหรือปศุสัตว์อย่างเข้มข้นแบบดั้งเดิม ไปสู่การผลิตแบบใหม่ที่เน้นการเพิ่มมูลค่า (value-added) ของสินค้าและบริการ ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างฟาร์มสัตว์แบบเปิดที่ให้สัตว์สามารถอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ (free-range farm) เพื่อขายเนื้อสัตว์ในตลาดบนที่ผู้บริโภคเน้นการบริโภคเพื่อสุขภาพ (ปลอดยาปฏิชีวินะ ปลอดจีเอ็มโอ ปลอดการใช้ฮอร์โมน) หรือ การเปลี่ยนไปสู่ฟาร์มแบบออกานิค เพื่อขายผักปลอดสารพิษในราคาสูง เป็นต้น (Barlas et al., 2001; Damianos and Skuras, 1996) ทั้งนี้การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการยังอาจรวมไปถึง การเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูปสินค้าเกษตร (processing) เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นสินค้าแช่แข็ง หรือการสร้างบรรจุภัณฑ์ (packaging) แบบใหม่เพื่อใช้ในการขายสินค้าเกษตรในตลาดและกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขวางมากขึ้น (Mahoney and Barbieri, 2003)

นอกจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการแล้ว ลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในชนบทยังรวมไปถึงการขยายบทบาทของเกษตรกรจากผู้ผลิตพืชผลทางการเกษตรไปสู่บทบาทของการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า ซึ่งหมายถึงการที่เกษตรกรเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำตลาด (merchandising activities) เช่น การเริ่มมีหน้าร้านของตนเองในฟาร์ม (on-farm retailing) การใช้ช่องทางใหม่ๆ เช่น อินเตอร์เน็ต ในการโฆษณาสินค้าเกษตรของตนเอง เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง และยังรวมไปถึงการสร้างตลาดที่กว้างขวางและหลากหลาย ซึ่งลักษณะของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ย่อมแตกต่างไปจากการผลิตอย่างเข้มข้นแบบเดิมที่เกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิตให้กับพ่อค้าคนกลางเพื่อนำสินค้าออกไปสู่ตลาดอีกทอดหนึ่ง (McNally, 2001)

ในอีกด้านหนึ่งลักษณะของการกลายมาเป็นผู้ประกอบการของเกษตรกรในชนบท ยังอาจรวมไปถึงการขยายการใช้พื้นที่ทางการเกษตร ที่แต่เดินจำกัดอยู่เพียงแค่การผลิตพืชผลทางการเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างเข้มข้น ไปสู่การใช้ที่ดินในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่นอกเหนือไปจากกิจกรรมทางการเกษตรแบบเดิม เช่น การเปลี่ยนฟาร์มให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาพักและใช้ชีวิตได้ในช่วงวันหยุด ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ของฟาร์มแบบดั้งเดิมได้ถูกขยายให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ที่กว้างขวางกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ของการผลิตพืชผลทางเกษตรกรรมอย่างเช้มข้น (Barbieri and Mshenga, 2008)

นอกจากนี้การกลายมาเป็นผู้ประกอบการในชนบทของเกษตรกร ยังนับไปถึงการขยายบทบาทของเกษตรกรในฐานะของชาวนาหรือชาวสวน ไปสู่บทบาทของการเป็นผู้ให้เช่า ทั้งการปล่อยเช่าที่ดินให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ หรือ การเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์การผลิตที่ใช้ในการทำการเกษตร (Mahoney and Barbieri, 2003) ซึ่งยังรวมไปถึงการรับจ้างทำการผลิตตามสัญญา (contact services) เช่น การทำเกษตรพันธะสัญญากับบรรษัทเกษตร การเป็นแรงงานรับจ้างในการปลูกพืช การเป็นแรงงานรับจ้างในการดูแลสัตว์ และการรับจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเจ้าของรถไถหรือเจ้าของอุปกรณ์เกษตร (Turner et al., 2003)

อย่างไรก็ตามลักษณะของการกลายมาเป็นผู้ประกอบการในชนบท หรือ การขยายเข้าสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเกษตรกร ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้บริบท แต่สัมพันธ์อยู่กับเงื่อนไขและบริบทภายในของสังคมนั้นๆ (McNally, 2001) ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจจะมีโอกาสในการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกเหนือพื้นที่ทางเกษตรกรรม (non-agricultural activities) ได้มากกว่าเกษตรกรที่เน้นการปศุสัตว์ เพราะเกษตรกรที่เน้นการผลิตพืชเศรษฐกิจจะมีช่วงเวลาระหว่างฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถว่างเว้นจากการทำงานในภาคการเกษตร และขยายการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกไปนอกพื้นที่ทางการเกษตรได้ เช่น การรับจ้างสัญญาของเกษตรกรรายอื่นมาทำ หรือ การออกไปรับจ้างงานนอกภาคเกษตร (Ilbery et. al., 1997) ขณะที่เกษตรกรที่เน้นการปศุสัตว์อาจจะขยายไปสู่กิจกรรมทางทางเศรษฐกิจในลักษณะอื่นๆได้ แต่ก็จะจำกัดอยู่ในพื้นที่ของฟาร์ม เช่น ฟาร์มโคนมในตอนเหนือของอังกฤษ ได้ปรับพื้นที่บางส่วนในฟาร์มโคนมให้เป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว โดยพวกเขาก็ไม่ได้เลิกกิจการโคนม แต่ทำกิจการโคนมซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักต่อไป ควบคู่ไปกับกิจกรรมการท่องเที่ยว (Glover, 2011)

นอกจากนั้นขนาดของฟาร์มก็ยังมีอิทธิพลต่อลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในชนบท ยกตัวอย่างเช่น ฟาร์มขนาดใหญ่ในอังกฤษและเวลส์ จะมีโอกาสที่จะขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เน้นไปในด้านของการให้เช่าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรได้ มากกว่าฟาร์มที่มีขนาดเล็กอย่างมีนัยยะสำคัญเพราะฟาร์มขนาดใหญ่ครอบครองทรัพยากรไว้มากกว่า แต่เมื่อเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวและการให้บริการด้านการพักผ่อนย่อนใจ (recreation) ฟาร์มขนาดเล็กและขนาดกลางกลับมีความสามารถในการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านนี้ไม่แตกต่างไปจากฟาร์มขนาดใหญ่ เนื่องจากการขยายไปสู่พื้นที่ของการท่องเที่ยวไม่ได้เรียกร้องการครอบครองปัจจัยในการผลิตที่มีราคาสูงเหมือนกับการให้เช่าเครื่องมือทางการเกษตร (McNally, 2001)

ดังนั้นในแง่หนึ่งลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการและประเภทของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงมีส่วนสัมพันธ์อย่างยิ่งกับปัจจัยภายใน คือ บริบทและเงื่อนไขของเกษตรกรในแต่ละสังคม

สำหรับบริบทและเงื่อนไขในระดับปัจจัยภายนอกก็คือ บริบททางเศรษฐกิจสังคมและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค ซึ่งส่งผลต่อการขยายไปสู่การประกอบพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างเช่น การปรับลดชั่วโมงการทำงานของรัฐบาลในไต้หวัน จากที่เคยกำหนดให้ต้องทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน เป็น 5 วัน ทำให้ผู้คนเริ่มเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น ประกอบกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและพัฒนาระบบขนส่งภายในประเทศ ส่งผลให้การท่องเที่ยวในชนบทขยายตัวและเกษตรกรปรับตัวมาเป็นผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในชนบท (Lee, 2005) หรือในกรณีตัวอย่างของการเปิดเสรีเมล็ดกาแฟในเม็กซิโก ที่ทำให้บรรษัทข้ามชาตินำเมล็ดกาแฟราคาถูกเข้ามามากจนราคาเมล็ดกาแฟในประเทศตกต่ำ และทำให้เกษตรกรที่ปลูกเมล็ดกาแฟดิบในเม็กซิโก ต้องปรับตัวและขยายการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่การแปรรูปเมล็ดกาแฟและกลายมาเป็นผู้จัดจำหน่ายเมล็ดกาแฟสำเร็จรูปไปในที่สุด (Padron and Burger, 2015)

ดังนั้นลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในชนบทและประเภทของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ จึงสัมพันธ์อยู่กับเงื่อนไขและบริบทของปัจจัยภายในและภายนอกภาคชนบท ที่ทำให้เส้นทางของการก่อรูปเป็นผู้ประกอบการในชนบทของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในส่วนถัดไปของบทความชิ้นนี้ จะนำกรณีศึกษาการขยายตัวของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ มาเป็นตัวอย่างในการอธิบายให้เห็นลักษณะของการก่อรูปขึ้นเป็นผู้ประกอบการผ่านการขยายตัวของสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ

0000

อ้างอิง

ALSOS, G. A. & CARTER, S. 2006. Multiple business ownership in the Norwegian farm sector: Resource transfer and performance consequences. Journal of Rural Studies, 22, 313-322.

ALSOS, G. A., SARA LJUNGGREN, ELISABET WELTER, FRIEDERIKE 2011. Introduction: Researching Entrepreneurship in Agriculture and Rural Development. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar.

BARBIERI, C. & MSHENGA, P. 2008. The role of firm and owner characteristics on the performance of agritourism farms. Sociologia Ruralis, 48, 166–183.

BARLAS, Y., DAMIANOS, D., DIMARA, E., KASIMIS, C. & SKURAS, C. 2001. Factors influencing the integration of alternative farm enterprises into the agro-food system. Rural Sociology, 66, 342–358.
BURTON, R. 2004a. Seeing through the “good farmer’s” eyes: towards developing an understanding of the social symbolic value of “productivist” behaviour. Sociologica Ruralis, 44, 195-215.

BURTON, R. J. F. 2004b. Seeing Through the ‘Good Farmer’s’ Eyes: Towards Developing an Understanding of the Social Symbolic Value of ‘Productivist’ Behaviour. Sociologia Ruralis, 44, 195-215.
CANTILLON, R. 1755. Essai sur la nature du commerce en ge\0301ne\0301ral. Traduit de l’anglois. [By R. Cantillon.], Londres [Paris].

CARTER, S. 1998. Portfolio entrepreneurship in the farm sector: indigenous growth in rural areas. Entrepreneurship and Regional Development, 10, 17-32.
CHASE, J. 2010. The place of pluriactivity in Brazil’s agrarian reform institutions. Journal of Rural Studies, 26, 85-93.

DAMIANOS, D. & SKURAS, D. 1996. Farm business and the development of alternative farm enterprises: an empirical analysis in Greece. Journal of Rural Studies, 12, 273-283.
DEVELOPMENT), O. O. F. E. C.-O. A. 1994. Tourism Strategies and Rural Development. Paris: OECD

DURAND, G. & HUYLENBROECK, G. V. 2003. Multifunctionality and Ru- 165
ral Development: A General Framework. In: GUIDO VAN HUYLENBROECK & DURAND, G. (eds.) Multifunctional Agriculture. A new paradigm for European Agriculture and Rural Development. USA: Ashgate Publishing Company.

FERGUSON, R. & OLOFSSON, C. 2011. The Development of New Ventures in Farm Businesses. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar.

GRANDE, J. 2011. Entrepreneurial efforts and change in rural firms: three case studies of farms engaged in on-farm diversification. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar.

GRAZIANO DA SILVA, J. 2001. Quem Precisa de uma Estrate ́gia de Desenvolvimento? Projeto Rurbano UNICAMP, Sa ̃o Paulo, Campinas.

ILBERY, B. & BOWLER, I. 1998. From agricultural productivism to post- productivism. In:

ILBERY, B. (ed.) The geography of rural change. Harlow: Longman.

KIRZNER, I. M. 1979. Perception, opportunity and profit : studies in the theory of entrepreneurship, Chicago ; London, University of Chicago Press.

KNICKEL, K., VAN DER PLOEG, J. D. & RENTING, H. 2003. Multifunktionalitat der Landwirtschaft und des landlichen Raumes: Welche
Funktionen sind eigentlich gemeint und wie sind deren Einkommens – und
Beschaftigungspotenziale einzuschatzen? GEWISOLA – Tagung 2003. Universitata Hohenheim.

LEE, M.-H. 2005. Farm tourism Co-operation in Taiwan. In: HALL, D., KIRKPATRICK, I. & MITCHELL, M. (eds.) Rural Tourism and Sustainable Business. Clevedon: Channel View Publications.

LEX, E. 2016. Single Farm Payment (SFP) [Online]. Available: http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/?uri=URISERV%3Al11089 [Accessed].

LOWE, P., MURDOCH, J., MARSDEN, T., MUNTON, R. & FLYNN, A. 1993. Regulating the new rural spaces: the uneven development of land. Journal of Rural Studies, 9, 205-222.

MAHONEY, E. & BARBIERI, C. 2003. Farm and Ranch Diversification: Engaging the Future of Agriculture. The Graduate Institute of Leisure, Recreation, and Tourism Management. National Chiayi University.

MARSDEN, T. & MURDOCH, J. 1998. The shifting nature of rural governance and community participation. Journal of Rural Studies, 14, 1-4.

MCELWEE, G. 2008. A taxonomy of entrepreneurial farmers. International Journal of Entrepreneurship and Small Business, 6, 465-478.

MCNALLY, S. 2001. Farm diversification in England and Wales – what can we learn from the farm business survey? Journal of Rural Studies, 17, 247–257.

PADRÓN, B. R. & BURGER, K. 2015. Diversification and Labor Market Effects of the Mexican Coffee Crisis. World Development, 68, 19-29.

SAY, J. B. 1964. A treatise on political economy : or the production, distribution and consumption of wealth, New York, Augustus M Kelley, Bookseller.

SCHUMPETER, J. A. 1934. The theory of economic development : an inquiry into profits, capital, credit, interest, and the business cycle, Cambridge, Mass., Harvard U.P.
SHARPLEY, R. & VASS, A. 2006. Tourism, farming and diversification: An attitudinal study. Tourism Management, 27, 1040-1052.

SILVA, L. R. D. & KODITHUWAKKU, S. S. 2011. Pluriactivity, entrepreneurship and socio-economic success of farming households. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar.

STEWARD, A. 2007. Nobody farms here anymore: livelihood diversification in the Amazonian community of Carva ̃o, a historical perspective. Agriculture and Human Values, 24, 75–92.

TURNER, M., WINTER, D., BARR, D., FOGERTY, M., ERRINGTON, A. & LOBLEY, M. R., M., 2003. Farm Diversification Activities 2002: Benchmarking Study. In: DEFRA, T. U. O. E. A. P. T. (ed.) CRR Research Report. UK: University of Exeter.

ประภาส ปิ่นตกแต่ง, ตะวัน วรรณรัตน์. การเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจการเมืองในชุมชนชนบทและการปรับตัวของชุมชนภาคกลางบางแห่ง. ใน: พงศกร เฉลิมชุติเดช, เกษรา ศรีนาคา, บรรณาธิการ. ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ความเปลี่ยนแปลง “ชนบท” ในสังคมไทย: ประชาธิปไตยบนความเคลื่อนไหว. กรุงเทพ: สกว, 2558.

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. “ชนบท”: ประชาธิปไตยบนความเคลื่อนไหว. ใน: พงศกร เฉลิมชุติเดช, เกษรา ศรีนาคา, บรรณาธิการ. ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ความเปลี่ยนแปลง “ชนบท” ในสังคมไทย: ประชาธิปไตยบนความเคลื่อนไหว. กรุงเทพ: สกว, 2558.


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

หายนะด้านเศรษฐกิจครั้งใหม่ของไทย

หายนะด้านเศรษฐกิจครั้งใหม่ของไทย

Posted: 05 Sep 2016 01:04 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สดับจากสื่ออเมริกันและแวดวงอเมริกันชนมาจำนวนหนึ่งครับ เกี่ยวกับสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ในแวดวงเศรษฐกิจ ขณะที่คนไทยยังอยู่ในยุคของเผด็จการทหารกันในเวลานี้ จึงอยากจะขอเล่าสู่กันฟังพอเป็นน้ำจิ้มแห่งอุทาหรณ์ครับ เท่าที่สรุปสั้นๆ ได้มีดังนี้ครับ

1.ไทยยังมีปัญหาการส่งออกสินค้าที่เคยส่งออก ไปยังต่างประเทศ เช่น ส่งออกไปยังยุโรป และส่งไปยังอเมริกาไม่ได้เหมือนเดิมหลังจากรัฐบาลทหารครองอำนาจเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้การการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอยู่ในอัตราติดลบ สื่ออเมริกันส่วนหนึ่งมองว่า ประเทศตะวันตกผู้นำเข้าสินค้า (ซึ่งเคยนำเข้าสินค้าไทยมาก่อน) ไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการ ส่งผลให้มีมาตรการโดยภาครัฐระงับหรือยุติการนำเข้าสินค้าจากเมืองไทย

2. ปัญหาจากการส่งสินค้าออกไม่ได้ดังกล่าวส่งผลให้ภาคการเกษตรซึ่งเป็นภาคหลักของรายได้ของคนไทยประสบปัญหาและลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างยากที่จะแก้ไขได้ ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด กล่าวคือเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยกว่าปกติ แม้ภาครัฐของไทยจะกำหนดมาตรการประชานิยมในชื่อใหม่ว่า “ประชารัฐ” เพื่อให้เงินสะบัดในระบบฯ มากขึ้นก็ตาม แต่มาตรการดังกล่าวกลับไม่ได้ผล โดยเฉพาะการผ่านเม็ดเงินไปยังข้าราชการในประเทศทั้งหมด เช่น ให้เงินพิเศษ หรือแม้แต่ขึ้นเงิน แต่มาตรการดังกล่าวกลับใช้ไม่ได้ผล ข้าราชการกลับมีการใช้จ่ายเงินในระบบน้อย กล่าวคือ มีการนำเงินไปซื้อสินค้าน้อยอุปโภค บริโภคในตลาดน้อยมาก เนื่องจากจำนวนหนี้สินที่ข้าราชการเหล่านี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขากลับนำเงินไปใช้หนี้สินเสียมากกว่า

3. มาตรการถอนขนห่านหรือมาตรการรีดภาษีของรัฐบาลไทยเพื่อหารายได้เข้าคลัง ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อนักลงทุนและนักธุรกิจจำนวนมาก รวมถึงก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่นเพิ่มมากขึ้นในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีทั้งหมด นักลงทุนและนักธุรกิจดังกล่าวจึงพยายามทำธุรกรรมการเงินใดๆ ก็ตาม ไม่ให้อยู่ในสายตาของรัฐบาลหรือหน่วยงานของ รวมถึงหน่วยงานของสนง.ตำรวจแห่งชาติของไทยอย่างสำนักงานตำรวจเศรษฐกิจ (สศก.) ที่กำลังเข้าไปตรวจสอบบัญชีของนักธุรกิจไทยกันขนานใหญ่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ในระบบการทำงานของนักธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อมถึงขนาดกลาง ไม่สามารถหาหลักฐานที่มาที่ไปของเงินในบัญชีได้ แม้เจ้าของธุรกิจอาจไม่ได้มีที่มาของเงินโดยผิดกฎหมาย (ประเภททีที่มีการดีลแบบไทยๆ) ส่งผลให้มีการเจรจาใต้โต๊ะแบบไทยๆ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจที่มีปัญหาดังกล่าว (ส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจในประเทศไทยดังกล่าว ยังขาดระบบที่ดี เช่นระบบบัญชี เป็นต้น) นำมาซึ่งปัญหาการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นตามมา

นอกจากนี้มีการพูดกันในบรรดาข้าราชการและนักธุรกิจไทยว่า ระบบ “พร้อมเพย์” ที่เป็นโครงการใหม่ของรัฐบาลก็คือการวางแผนของภาครัฐเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ เพื่องานตรวจสอบและจัดเก็บภาษีของกรมสรรพาพากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึงมากขึ้น

4. สถานการณ์เงินฝืดของไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่นักลงทุนหรือนักธุรกิจไทยจำนวนมาก ไม่ไว้ใจสถานการณ์เศรษฐกิจ ลูกค้าขนาดกลางและขาดย่อมของธนาคารพาณิชย์จำนวนหนึ่ง พากันเก็บเงินไว้ในกระเป๋าของตนเอง ไม่ยอมลงทุนหรือใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและเพื่อการบริโภค  ที่สำคัญลูกค้าส่วนหนึ่งมีการย้ายเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยไปเก็บไว้ส่วนตัวหรือฝากไว้ยังธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศด้วยความเชื่อที่ว่า “ไม่ประมาทต่อสถานการณ์”

5. ภาวะวิกฤตของเศรษฐกิจไทยจะเริ่มส่งผลกระทบถึงฐานของประชากรทั่วไป ตั้งแต่ปีหน้า (2560) เป็นต้นไทย ตามสำนวนไทยที่ว่า เป็นปีของ “การเผาจริง”

6.อาจมีความเป็นไปได้ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ จะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยเหมือนเมื่อคราวปี 2540 หรือ “ปีต้มยำกุ้ง” เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้  โดยเฉพาะภาคการเงินการธนาคารที่ปรากฏว่า จนถึงขณะนี้ธนคารพาณิชย์ของไทยจำนวนหนึ่ง มีนโยบายเข้มงวดในการปล่อยกู้สินเชื่อให้กับลูกค้า แม้ลูกค้าที่ขอกู้ดังกล่าวจะเคยเป็นลูกค้าชั้นดีของธนาคารมาก่อนก็ตาม แสดงให้เห็นว่าลึกๆ แล้ว แบงก์พาณิชย์ของไทยเองก็ยังกังวลและไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยเช่นกันกับลูกค้า เมื่อแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการเงิน ภาคการลงทุน ตกอยู่ในอาการฝืดมากยิ่งขึ้น ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยต่ำมากเป็นประวัติการณ์

7. การขึ้นค่าแรงของไทยเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อค่าแรงสูงขึ้นเป็นเหตุให้ต้นทุนสูงขึ้น เมื่อต้นทุนสูงขึ้นธุรกิจจำนวนหนึ่งจะอยู่ไม่ได้ จะมีการปลดคนงานและย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยเช่น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น ที่เป็นฐานการผลิตใหม่ในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ระบบการจัดการด้านนโยบายทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแทบไม่เคยเปลี่ยน  เช่น การให้หน่วยงานอย่างบีโอไอ เป็นศูนย์กลางของการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนเพียงหน่วยงานเดียวมานมนาน นอกจากนี้ยังพบว่าธุรกิจที่ผลิตสินค้าบริโภคอุปโภคขนาดใหญ่ แม้แต่ในกรณีที่คนไทยเป็นเจ้าของต่างทยอยย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน  ดังเช่น กรณีของเครือสหพัฒน์ฯ โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว

8. นโยบายการเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยกระจายเม็ดเงินผ่านรัฐศูนย์กลาง (รัฐบาลกรุงเทพและหน่วยงานราชการในภูมิภาค) ในนามของ “ประชารัฐ” ที่ลดความสำคัญต่อหน่วยงานท้องถิ่น (เช่น เทศบาล อบต.) ลง ทำให้อำนาจในการตัดสินใจขององค์กรท้องถิ่นน้อยลง ส่งผลให้การไหลกระจายของเม็ดเงินในท้องถิ่นทั่วประเทศไทยพลอยลดลง ไม่สะพัดตาม เป็นเหตุให้เศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นของไทยพลอยซบเซาไปด้วย

9. ผลจากการฝืดของระบบการเงินของไทย อันเนื่องจากความไม่มั่นใจต่อการใช้จ่ายทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งถือเงินไว้กับตัวมากกว่าฝากธนาคาร ที่ฝากธนาคารไว้ก็ดึงออกมาเก็บกับไว้ตัวเอง สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยในทางที่ลดน้อยลงและก่อให้เกิดปัญหากับบางธนาคารได้ เมื่อเกิดปัญหากับธนาคารใดธนาคารหนึ่งก็จะส่งผลต่อระบบการเงินระหว่างธนาคารขึ้น ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หากยังออกนโยบายและเตือนให้ผู้บริหารแบงก์พาณิชย์ของไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนขนาดต่างๆ แม้แต่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นธุรกิจที่รัฐมีนโยบายให้การสนับสนุน เนื่องจากหวั่นเกรงปัญหาหนี้สูญที่อาจจะเกิดขึ้น

10. สภาพการณ์ของธุรกิจการเกษตรที่ถือเป็นธุรกิจหลักของคนไทยอยู่ในภาวะอับจนอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวและยางพาราซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก เพราะส่งออกไปยังต่างประเทศเหมือนเคยไม่ได้ สภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศกระเทือนอย่างหนักไปด้วย ประชาชนขาดกำลังซื้อและพาเศรษฐกิจของประเทศสู่ทางตีบตันในที่สุด

11.ปัญหาการแข่งขันที่ไม่สามารถสู้ได้ของไทย เช่น การแข่งกับสินค้าของจีน เป็นต้น ที่น่าหวั่นวิตกมากไปยิ่งกว่าในข้อนี้ก็คือ ปัจจุบันมีสินค้าจีนที่มาจากจีนโดยตรง วางจำหน่ายแม้กระทั่งตามร้านค้าข้างถนนในประเทศไทยแล้ว เนื่องจากราคาหรือต้นทุนของจีนต่ำกว่าไทยอย่างมากนั่นเอง

ฟังๆ แล้วก็ “อุกาฟ้าเหลืองก่อนออกเรือ”อยู่นะครับ สถานการณ์จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม ไม่มีใครทราบ เพียง “สัญญาณมาแล้ว” แต่ควรเตรียมตัวด้วยความไม่ประมาทเถิด !!!

0000


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เสียงเตือนถึงรัฐบาล ปั้นตัวเลข”จีดีพี” แต่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ช่องว่างทางเศรษฐกิจยิ่งห่าง

เสียงเตือนถึงรัฐบาล ปั้นตัวเลข”จีดีพี” แต่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ช่องว่างทางเศรษฐกิจยิ่งห่าง เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

******************************

ขณะนี้รัฐบาลพยายามจะ “ปั้นตัวเลข”อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP (Gross Domestic Products) แต่ในขณะนี้อาจเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำมาก ดังนั้นตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูดี อาจไม่สะท้อนภาวะที่แท้จริง”
.
ในประเทศไทยในอนาคต คาดว่าจะยิ่งมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น อาจทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม กลายเป็นปรากฏการณ์เชิงลบที่จะมีผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
.
ดังนั้น แม้ GDP จะสูง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเครื่องชี้ความสำเร็จของการพัฒนาประเทศ หากกลายเป็นว่าประเทศชาติมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ คาดว่าคงจะไม่เติบโตมากนัก
.
ทุกวันนี้บ้านราคาปานกลางขายได้น้อยลง ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก็คือบ้านราคาแพงสำหรับคนที่มีฐานะดี ในปี 2559 นี้ยังไม่เห็นว่าสินค้าเกษตรต่างๆจะดีขึ้น การลงทุนต่างๆจะเด่นชัดมากนัก ดังนั้นความเหลื่อมล้ำจึงอาจเพิ่มขึ้น ประกอบกับประเทศไทยไม่มีระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยิ่งทำให้คนรวยๆ ไม่ต้องเสียภาษีที่ดิน กักตุนเก็งกำไรบ้านและที่ดินให้เช่าหรือรอขายกันมากมาย ทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์
.
นอกจากนั้นประเทศไทยยังไม่มีภาษีมาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเพียงพอ หรือมีภาษีก็นำไปใช้ในงานด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน
.
ดังจะเห็นได้ว่างบประมาณแผ่นดินถูกใช้ไปในด้านเงินเดือนถึงราวหนึ่งในสาม และถูกใช้ไปเพื่อรายจ่ายประจำอีกส่วนหนึ่ง รวมกันแล้วถึงราว 70% ของงบประมาณ จึงเหลือเงินเพื่อใช้ในการลงทุนและการพัฒนาประเทศน้อยมาก
.
ดังนั้น ตัวเลข GDP ปีนี้จึงไม่น่าจะสูงดังที่คาดหวัง (ส่งเดช) กันไว้ และยังมีช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ถ่างห่างออกไปมากขึ้นอีกในอนาคต
.
ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

 

การบินไทย”ทำไมเจ๊งไม่ได้

zzz_233

การบินไทย”ทำไมเจ๊งไม่ได้

เมืองไทย 25 น.

ทวี มีเงิน

เงียบหายไปนานสำหรับข่าวคราวการบินไทย แต่จู่ๆ ก็มีมือดีออกมาลองของ “จรัมพร โชติกเสถียร” ดีดีคนใหม่โดยปล่อย “ข่าวลือ” การบินไทย “จะล้มละลาย”

งานนี้ร้อนถึง “บิ๊กตู่”พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาการันตีในทำนองว่า การบินไทยล้มละลายไม่ได้ รัฐดูแลอยู่ วันรุ่งขึ้นก็มีข่าว “ผ่าตัดใหญ่การบินไทย” มีแผนฟื้นฟูออกมา 4-5 แผน ตั้งแต่ขายทรัพย์สิน ลดพนักงานอีก 5 พันคน ยกเลิกเส้นทางบินที่ขาดทุน เป็นต้น

วิบากกรรมการบินไทยมีมาหลายปีแล้ว จนป่านนี้ก็ยังแก้ไม่ได้ ปีไหนที่มีกำไรก็ไม่ใช่ฝีมือบริหารจัดการ แต่มาจากการ “เก็งกำไร” ราคาน้ำมันได้แม่นยำเท่านั้นเอง

ปัญหาการขาดทุนการบินไทยก็อย่างที่รู้ๆ กันมีนับร้อยนับพันเรื่องสั่งสมกลายเป็นขยะซุกใต้พรม จนวันนี้ก็ยังรื้อไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทุจริตที่สั่งสมตั้งแต่อดีตก็ยังมีอยู่ ค่าโสหุ้ยในระบบอภิสิทธิ์ของบอร์ด ผู้บริหาร และพนักงาน

รวมถึงการวางกลยุทธ์เส้นทางการบินที่ผิดพลาด

แต่ที่เป็นหนามยอกอกแก้ยังไงก็แก้ไม่ตก นั่นคือคู่แข่งหน้าใหม่จากตะวันออกกลาง อย่างสายการบินอาหรับ เอมิเรตส์ เอทิฮัด กาตาร์แอร์ไลน์ ที่ได้เปรียบ “สายป่านยาว” ต้นทุนต่ำเพราะใช้น้ำมันราคาถูกกว่าเราหลายเท่า มีเครื่องบินที่ใหม่และทันสมัยเป็นจุดขาย

ในปีนี้แม้ว่าราคาน้ำมันถูกลงถึง 60% แต่ก็ไม่ทำให้การบินไทยได้กำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ไป “ประกันความเสี่ยง” ไว้ที่ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตั้งแต่ราคาน้ำมันในตลาดโลก 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ต้องขาดทุนจากการเก็งผิดเกือบๆ 50 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงว่าราคาน้ำมันจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

ส่วนการบินไทยจะล้มละลายหรือไม่ ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ที่ผ่านมาสายการบินแห่งชาติหลายๆ แห่งก็เคยล้มละลายมาแล้ว อย่าง “แจแปนแอร์ไลน์” สายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่นก็เคยเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย จึงไม่แปลกหากการบินไทยจะซ้ำรอย

หาก “บิ๊กตู่” บอกการบินไทยล้มละลายไม่ได้ ก็ต้องไม่เอาภาษีประชาชนมาอุ้มโดยเด็ดขาด
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php…

 

แกะรอย”สจล.VSไทยพาณิชย์”ใครพูดจริง-เท็จ ปมไอ้โม่งฉากหลัง”ทรงกลด”

pfff

“..ไทยพาณิชย์ ยืนยันว่า การถอนเงินและให้ลูกค้าทำรายการย้อนหลังได้ เป็นขั้นตอนปกติที่สามารถทำได้ ธนาคารอื่นทั่วไปก็ใช้กัน ..คำถามที่น่าสนใจ คือ เมื่อเป็นการกระทำตามขั้นตอนปกติ และภายหลังจากที่เรื่องนี้ถูกตรวจสอบพบ ทางธนาคารได้ส่งตัวแทนไปยืนยันยอดกับผู้บริหารสจล.แล้ว ได้รับการยืนยันว่าเป็นยอดที่ถูกต้องแล้วทำไมธนาคารไทยพาณิชย์ ต้องหาทางเจรจาให้นายทรงกลด ออกไปจากธนาคารด้วย?..”

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ใครที่ติดตามข้อมูลข่าวสารคดียักยอกเงิน จำนวน 1,600 ล้านบาท ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

คงจะรู้สึกประหลาดใจไปตามๆ กัน ถึงท่าทีของ “ผู้บริหาร สจล.” กับ ผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์” ที่ออกมาให้ข้อมูลตอบโต้กันไปกันมาผ่านสื่อมวลชน 

โดยฝั่ง “ผู้บริหาร สจล.”  ยันยืนว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากธนาคารไทยพาณิชย์ ในการประสานขอเอกสารหลักฐาน เพื่อนำมาใช้ในการติดตามตัวผู้กระทำความผิดกรณีนี้  อาทิ สลิปถอนเงิน รวมไปถึงสำเนาการสอบสวนนายทรงกลด ศรีประสงค์ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้ ขณะเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์  พร้อมประกาศว่า จะยกเลิกการทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารแห่งนี้ด้วย

“กรณีการลาออกจากการเป็นพนักงานของธนาคารไทยพาณิชย์ของนายทรงกลด ศรีประสงค์ ผู้ต้องหาคนสำคัญของคดี สืบเนื่องจากธนาคารได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและผลการตรวจพบว่าบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการผิดขั้นตอนของการเบิกถอนเงินของสถาบันโดยมิได้มีลายมือชื่อของผู้บริหารสถาบันกำกับหรืออาจไม่มีใบถอนเงิน ซึ่งเป็นการทำผิดวินัยร้ายแรงด้านการเงินซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ส่อไปในทางทุจริตของลูกจ้างธนาคารแต่ธนาคารกลับมิได้แจ้งความผิดปกติดังกล่าวให้สถาบันทราบ ซึ่งธนาคารควรจะต้องไล่นายทรงกลด ศรีประสงค์ ออกหรือดำเนินคดีกับนายทรงกลด ศรีประสงค์”

“การที่ธนาคารปฏิบัติเช่นนี้จึงนำมาซึ่งความเสียหายเป็นจำนวนเงินมหาศาลในเวลาต่อมานั้น หากธนาคารมีระบบและการปฏิบัติงานของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้มาตรฐานจริง ธนาคารน่าจะทราบสัญญาณความผิดปกติดังกล่าวในบัญชีของสถาบันซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคาร และทำการตรวจสอบหรือแจ้งเตือนมายังสถาบัน หรือแจ้งรายงานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารมิได้ดำเนินการใดใด จนสถาบันเป็นฝ่ายตรวจพบ”

(อ่านประกอบ : 5 เหตุผล “สจล.”ไม่ไว้วางใจ”ไทยพาณิชย์”ประกาศทบทวนธุรกรรมการเงิน!)

ขณะที่ “ผู้บริหารไทยพาณิชย์” โดย นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายบริหารป้องกันอาชญากรรมทางการเงินและความปลอดภัย ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาเปิดแถลงข่าวตอบโต้ว่า ไทยพาณิชย์ พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ไม่เคยนิ่งนอนใจ หรือประวิงเวลา และในข้อเท็จจริงก็เป็นผู้ริเริ่มให้มีการตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้ร่วมถึงการประสานข้อมูลจากธนาคารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ส่วนประเด็นเรื่องการถอนเงิน และให้ลูกค้าทำรายการย้อนหลังได้ นั้น นายพงษ์สิทธิ์ ยืนยันว่า เป็นขั้นตอนปกติในการดูแลลูกค้ารายใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องการใช้จ่ายเงิน ซึ่งทำกับลูกค้าทุกรายไม่ใช่แค่ สจล.เท่านั้น

“การถอนเงินและทำรายการย้อนหลัง เป็นการดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ารายใหญ่ของเรา หลายธนาคารก็ทำแบบนี้ แต่การขั้นตอนสำคัญอยู่การยืนยันยอดเงินของลูกค้าว่าเป็นยอดจริงหรือไม่ ถ้าลูกค้ายืนยันว่าถูกต้องเราก็ไม่ทำอะไรไม่ได้”

ส่วนกรณีของนายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีตผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ นั้น นายพงศ์สิทธิ์ กล่าวยืนยันเสียงดังฟังชัดว่า “อย่างที่เคยเรียนชี้แจงไปแล้วว่า มีการตรวจสอบพบในขั้นตอนการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เราหมดความไว้วางใจในตัวเขา ก็เลยให้ลาออกไป และในช่วงที่ไปเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงศรี ผู้บริหารของไทยพาณิชย์ ก็เคยแจ้งด้วยวาจากับผู้บริหารของธนาคารกรุงศรีอยุธยาให้รับทราบแล้วแต่ก็ไม่เห็นทางธนาคารกรุงศรีฯจะว่าอะไร”

“กรณีของทรงกลด เราตรวจพบว่ามีการปฏิบัติงานไม่ถูกต้อง มีการถอนเงินออกไป ทั้งที่ยังลงชื่อไม่ครบ เมื่อทราบเรื่องเราก็มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ธนาคารไปประสานงานกับทางสถาบันเพื่อยืนยันตัวเลข ทางสถาบันก็ยืนยันตัวเลขถูกต้อง ไม่ใช่ให้นายทรงกลดยืนยันเอง แต่เมื่อผู้บริหารสถาบันยืนยันว่าถูกต้อง เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าสถาบันบอกว่าผิดแล้วเราไม่ทำอะไร แบบนี้ถึงค่อยมาว่าเราได้”

(อ่านประกอบ : ไทยพาณิชย์ โต้สจล. ไม่เคยประวิงเวลาส่งหลักฐาน-ปกปิดความผิด “ทรงกลด”)

หากพิจารณาข้อมูลทั้งจาก ฝ่าย สจล. และ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่นำมาเปิดเผยล่าสุด จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจดังนี้

ประการแรก ขั้นตอนและกระบวนการเบิกถอนเงินที่เกิดขึ้นในช่วงที่นายทรงกลด ปฎิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการไทยพาณิชย์ น่าจะเป็นหัวใจสำคัญหลักในคดีนี้

เห็นได้ชัดเจนจากท่าทีของ สจล.ที่แสดงออกชัดเจนว่า ต้องการข้อมูลส่วนนี้มาก เพื่อนำไปใช้ติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการหรืออยู่เบื้องหลังคดีนี้ (ตัวการใหญ่)  

ทั้งนี้ มีการยืนยันข้อมูลเชิงลึกว่า ความเสียหายจำนวน 1,600 ล้านบาท เกิดขึ้นในส่วนของธนาคารกรุงศรีอยุธยา (หลังออกมาจากไทยพาณิชย์ นายทรงกลดมาทำงานที่ธนาคารกรุงศรี) เพียงแค่ 80 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเกิดขึ้นในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์

ขณะที่ขั้นตอนการเบิกถอนเงิน เป็นเรื่องที่ธนาคาร และลูกค้าต้องดำเนินการร่วมกัน

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น จึงน่าจะมี “ตัวละครลับ” อื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ในขั้นตอนการเบิกถอนเงินของ สจล. ที่ยังไม่ได้เปิดตัวออกมา 

กรณีนี้ พิจารณาได้จากความเห็นของ สจล. ที่ออกมาระบุว่า “สถาบันขอให้ธนาคารมอบเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมดแก่พนักงานสอบสวน ทั้งนี้เอกสารดังกล่าวจะเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันการกระทำความผิดของนายทรงกลด ศรีประสงค์ และหาบุคคล กลุ่มบุคคลผู้ร่วมกระทำผิดหรือแม้แต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดของทางธนาคารด้วยหรือไม่”

สจล. เชื่อมั่นอย่างมากว่า ถ้าได้เห็นข้อมูลส่วนนี้ น่าจะเห็นตัวการหรือ ไอ้โม่ง ที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้มากกว่าแค่ นายทรงกลด กับน.ส.อัมพร น้อยสัมฤทธิ์ อดีตผู้อำนวยการส่วนการคลัง สจล. หนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญคดีนี้

ทั้งในส่วนของ สจล. และไทยพาณิชย์ ? 

ประการสอง  ในการชี้แจงข้อมูลของธนาคารไทยพาณิชย์ เกี่ยวกับนายทรงกลด มี “ร่องรอย” ที่น่าสนใจบางประเด็นที่น่าคบคิดต่อ

กล่าวคือ ไทยพาณิชย์ ยืนยันว่า การถอนเงินและให้ลูกค้าทำรายการย้อนหลังได้ เป็นขั้นตอนปกติที่สามารถทำได้ ธนาคารอื่นทั่วไปก็ใช้กัน

คำถามที่น่าสนใจ คือ เมื่อเป็นการกระทำตามขั้นตอนปกติ และภายหลังจากที่เรื่องนี้ถูกตรวจสอบพบ ทางธนาคารได้ส่งตัวแทนไปยืนยันยอดกับผู้บริหารสจล.แล้ว ได้รับการยืนยันว่าเป็นยอดที่ถูกต้อง

แล้วทำไมธนาคารไทยพาณิชย์ ต้องหาทางเจรจาให้นายทรงกลด ออกไปจากธนาคารด้วย?

ในกรณีนี้ หากพิจารณาข้อมูลประกอบ 2 ส่วน คือ 1. กระแสข่าวที่ระบุว่า ความเสียหายจากการยักยอกเงินครั้งนี้ เกิดขึ้นที่ไทยพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่ กับ 2. คำพูด ของ นายพงษ์สิทธิ์ ที่ระบุว่า “เราหมดความไว้วางใจในตัวเขา (นายทรงกลด)”

จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า สาเหตุที่ไทยพาณิชย์ ต้องให้นายทรงกลดออกไป เป็นเพราะวงเงินที่มีการอนุมัติให้เบิกถอดไปในครั้งนี้ มีจำนวนเงินสูงเป็นนับพันล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากกว่าที่เคยมีมา 

ข้อมูลที่น่าสนใจต่อมา คือ  ในการแถลงข่าวของ นายพงษ์สิทธิ์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการยืนยันว่า การถอนเงิน และให้ลูกค้าทำรายการย้อนหลังได้ เป็นขั้นตอนปกติที่สามารถทำได้

แต่ในเอกสารประกอบการแถลงข่าว ของ นายพงศ์สิทธิ์ เอง กับระบุว่า “กรณีของการเบิกถอนเงินที่มีการลงนามย้อนหลัง ธนาคารขอเรียนว่าสำหรับลูกค้ารายพิเศษจะมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่บ้าง” 

การใช้คำว่า “เกิดขึ้นอยู่บ้าง” ทำให้สังคมเข้าใจได้ว่า เรื่องนี้ ไม่ได้ทำกันเป็นเรื่องปกติ อาจเกิดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ 

ในเอกสารประกอบการแถลงข่าว ยังระบุข้อมูลด้วยว่า สำหรับขั้นตอนการเบิกถอนเงินที่มีการลงนามย้อนหลัง ทางธนาคารมีวิธีปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ที่ทำรายการต้องขออนุมัติผู้บังคับบัญชาและทำการยืนยันรายการนั้นๆ กับเจ้าของบัญชี และให้มีการลงนามโดยเจ้าของบัญชีหรือผู้มีอำนาจลงนามให้ถูกต้อง

ก่อนจะระบุว่า เมื่อพบว่ามีการปฏิบัติงานที่ไม่ถูกต้อง ธนาคารจึงให้ผู้บังคับบัญชาของนายทรงกลดไปเข้าพบผู้บริหารสจล.(ในขณะนั้น) และได้รับคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บริหารสจล. ธนาคารจึงเชื่อถือว่าธุรกรรมดังกล่าวถูกต้อง

จากข้อมูลนี้ หากนำมาคิดต่อยอด ความน่าจะเป็นคือ ภายหลังจากที่ไทยพาณิชย์ ตรวจสอบพบว่า มีการอนุมัติให้ถอนเงินเป็นจำนวนนับพันล้านบาท ของนายทรงกลด ก็รีบดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้ทันที

โดยให้ผู้บังคับบัญชา ของนายทรงกลด ไปพบกับผู้บริหารของ สจล.เพื่อยืนยันข้อมูล ความถูกต้องของยอดเงิน

กรณีนี้ก็มีคำถามเดิมเกิดขึ้นอีก คือ เมื่อเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ทำไมถึงต้องมอบหมายให้ “ผู้บังคับบัญชา” ของนายทรงกลด ไปยืนยันข้อมูลเอง ทำไมไม่ให้ เจ้าหน้าที่ธนาคารทั่วไป เป็นผู้ดำเนินการเอง

ถือเป็นการตอกย้ำข้อมูลอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และไทยพาณิชย์ก็น่าจะทราบข้อมูลอะไรบ้างอย่างแล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนนี้?  

ขณะที่การยืนยันข้อมูลตอบกลับจาก สจล. ถึงขนาดต้องมีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร คล้ายจะรู้ว่า อาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น และไทยพาณิชย์จำเป็นต้องมีหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ด้วย?

ไทยพาณิชย์ พูดความจริงทั้งหมดแล้ว หรือพูดแค่ครึ่งเดียว

อย่างไรก็ตาม การจะตรวจสอบเรื่องนี้ ให้ได้ความชัดเจนมากกว่า จำเป็นที่จะต้องปรากฎหลักฐานสำคัญ ในการถอนเงินของนายทรงกลด ว่ากระทำขึ้นเมื่อไร? เป็นจำนวนกี่ครั้ง? วงเงินเท่าไรกันแน่?  

แต่ดูเหมือนไทยพาณิชย์ จะยังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้ ให้สาธารณชนรับทราบมากนัก โดยอ้างว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ดังนั้น บุคคลที่จะสามารถเฉลยข้อมูลได้ว่า ขั้นตอนการถอนเงิน ที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายทรงกลด มีปัญหาอะไรใหญ่โตถึงขนาดไทยพาณิชย์ต้องเชิญตัวออก

คงหนีไม่พ้น “ผู้บังคับบัญชา” ของนายทรงกลด และ “ผู้บริหาร สจล.” ที่ยืนยันยอดเงินในบัญชีของ สจล.ว่า มีเป็นยอดการใช้จ่ายที่ถูกต้อง ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น 

ทั้งที่ในช่วงเวลานั้นแผนการยักยอกเงินของ สจล.ได้เริ่มต้นเป็นทางการแล้ว ก่อนจะนำมาซึ่งความเสียหายของสถาบันฯเป็นจำนวนเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท

แบบที่เห็นและเป็นไปอยู่ในขณะนี้  

 

source :- http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/36093-report02_36093.html

 

ชาวเน็ตเปิดโปงโฆษณาชวนคนทำงานหารายได้พิเศษ

zz_188

ชาวเน็ตเปิดโปงโฆษณาชวนคนทำงานหารายได้พิเศษ โว แค่มีอินเทอร์เน็ตก็สร้างรายได้หลักหมื่น ไม่จำกัดวุฒิ ที่แท้คืออะไรกันแน่

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเห็นข้อความ หรือใบปลิวที่เขียนเชิญชวนให้คนมาทำงานพิเศษผ่านอินเทอร์เน็ต โดยระบุว่าเป็นงานง่าย ๆ มีเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ทำได้ ให้รายได้ดีหลักหมื่นขึ้นไป และไม่จำกัดวุฒิการศึกษาด้วย ซึ่งชวนน่าสงสัยไม่น้อยว่า นี่คืองานประเภทไหนกันแน่ มีด้วยหรืองานง่าย ๆ สบาย ๆ รายได้ดีขนาดนี้ ฟังดูแล้วน่าดึงดูดใจไม่น้อย จึงพยายามหาคำตอบกัน

และล่าสุดก็มีผู้ไขข้อข้องใจให้แล้ว โดยคุณ สมาชิกหมายเลข 1753904 ได้ตั้งกระทู้ชื่อ “แฉหมดเปลือก………. ไอ้ธุรกิจหารายได้พิเศษ ทำงานผ่านเน็ต ไม่จำกัดวุฒิ – มันคืออะไรกันแน่?” ลงในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม อธิบายให้รู้ว่างานที่ว่าคือทำอะไรกันแน่ พร้อมกับเตือนภัยคนที่คิดจะไปทำงานตามโฆษณาดังกล่าวด้วย

โดยเจ้าของกระทู้เล่าว่า ก่อนหน้านี้มีเพื่อนชวนไปทำงานที่โฆษณาว่า “รับสมัครงานโปรโมทเว็บไซต์ ทำหน้าที่ส่งเมล รายได้ 10,000-50,000 บาทต่อเดือน อายุ 17 ปีขึ้นไป (ไม่จำกัดวุฒิ) ใช้ Internet และ คอมพิวเตอร์พื้นฐานได้” จึงสงสัยว่าแค่เล่นอินเทอร์เน็ตก็ได้เงินขนาดนี้จริงหรือ เจ้าของกระทู้จึงเดินทางไปที่ตึกออลซีซั่นตามที่ระบุไว้ เมื่อไปถึงก็ได้รับคำตอบวา ให้ทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต ส่งอีเมลหาลูกค้า จากนั้นก็นัดให้ไปพบอีกครั้งที่โรงแรมแห่งหนึ่ง

วันรุ่งขึ้น เพื่อนโทรมาปลุกให้ไปที่โรงแรมด้วยกัน ซึ่งเมื่อไปถึงหน้างานก็ทราบว่า ต้องจ่ายค่าเข้าร่วมงาน 600 บาท โดยเป็นค่าสัมมนาและค่าอาหารกลางวัน และเน้นย้ำว่าต้องเข้าฟังวันนี้ ไม่เช่นนั้นจะพลาดโอกาส เมื่อเข้าไปในห้องก็มีคนขึ้นมาพูดถึงความสำเร็จของตัวเองที่ได้เงินเดือนละ เป็นแสนเป็นล้าน แต่เจ้าของกระทู้กลับรู้สึกแปลก ๆ และคิดจะกลับออกจากงาน แต่กลับถูกด่าว่าไม่มีมารยาท ทำให้ต้องนั่งฟังไปจนถึง 6 โมงเย็น แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบสักทีว่าคืองานอะไร กระทั่งตอนท้ายงานมีคนมาบอกว่าพรุ่งนี้ให้กลับไปที่ตึกออลซีซั่นอีกครั้ง เพื่อฟังเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจะได้บันทึกข้อมูลลงในบริษัทเลย

กระทั่งวันรุ่งขึ้น เจ้าของกระทู้ตัดสินใจกลับไปที่ตึกออลซีซั่นอีกครั้ง และนั่งฟังการบรรยายผ่านไป 6 ชั่วโมงก็ยังไม่ได้ข้อมูลอะไร จนมาถึง 30 นาทีก็ถึงบางอ้อ เมื่อมีการเปิดเผยชื่อผลิตภัณฑ์ขายตรงออกมา ทำให้รู้ว่า ธุรกิจนี้คือการขายตรงนั่นเอง โดยต้องเสียเงินค่าส่งทุนเป็นซูเปอร์เวเซอร์ 38,000 บาท เพื่อนำผลิตภัณท์ไปขายต่อ สร้างความงุนงงให้เจ้าของกระทู้เป็นอย่างมากว่า งานนี้เกี่ยวกับการใช้อีเมลอย่างไร และเหมือนเป็นการหลอกลวงให้คนไปฟังมากกว่าหรือไม่ เพราะสัปดาห์หนึ่งมีคนถูกชวนไปร่วมงานกว่า 500 คน เสียค่าเข้าฟังคนละ 600 บาท ดูแล้วช่างไม่แฟร์กับคนที่ไม่รู้เรื่องเลย จึงฝากช่วยแชร์และเตือนคนที่กำลังคิดจะไปทำงานตามโฆษณาแบบนี้ เพื่อไม่ให้ถูกหลอก

และแน่นอนว่าหลังจากกระทู้ดังกล่าวถูกแชร์ต่อกัน ก็มีคนเข้ามาคอมเม้นท์พร้อมแสดงความคิดเห็น และร่วมแชร์ประสบการณ์เป็นจำนวนมาก โดยหลายคนบอกเช่นกันว่า เคยถูกหลอกให้ไปฟังมาแล้ว หลังจากฟังไปสักพักถึงรู้ว่าเป็นการขายตรง ซึ่งทำกันเป็นขบวนการเลยทีเดียว ที่น่าตกใจก็คือ มีหลายบริษัทที่ลงโฆษณาแบบนี้เพื่อดึงให้คนไม่รู้มาเข้าร่วม

 

 

มันมาแล้ว!! “ยุคตัวกูของกู” เต็มรูปแบบ

z_3588x197

ผลการวิจัย 8 ค่านิยมของคนไทยในปี 2015 ซึ่งจัดทำโดย “เอ็นไวโรเซล ไทยแลนด์” ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งสัญญาณมาแต่ไกลว่า สังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ “ยุคตัวกูของกู” และยิ่งนับวันคงหาคนไทยที่คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าความสุขส่วนตัวได้ ยากเย็นเต็มที

ค่านิยมมาแรงจนน่าเป็นห่วงคือ “รวยลัด “RICHFICIENCY” RICH+SUFFICIENCY” จะเห็นได้ว่าหนังสือติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ขายดิบขายดีในยุคนี้ จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับเคล็ดลับการสร้างความมั่งคั่ง และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จ แม้แต่ในงาน Money Expo ครั้งล่าสุด ผู้เข้าร่วมงานก็มีอายุน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คนไทยยุคนี้ยังเปลี่ยนความสนใจจากการลงทุนในธุรกิจและอยากเป็นเจ้าของกิจการ หันมาศึกษาลงทุนในตลาดหุ้นแทน เพราะเห็นตัวอย่างของนักเล่นหุ้นรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ น้อยๆ กระนั้น ความรวยที่คนรุ่นใหม่ใฝ่หาเป็นความรวยแบบฉาบฉวยชั่วข้ามคืน ต้องการรวยแบบด่วนๆ แต่ไม่ได้ฝันถึงขนาดมีเงินพันล้าน แค่อยากมีกินมีใช้และท่องเที่ยวลั้ลลา แนวโน้มที่ตามมาก็คือ ตลาดแรงงานจะเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างสิ้นเชิง ในอีก 6 ปีข้างหน้าจะหาคนทำงานเป็นพนักงานประจำได้ยากขึ้น เพราะคนยุคใหม่นิยมทำงานฟรีแลนซ์และพาร์ตไทม์มากกว่า

ค่านิยมที่ตอกย้ำความฉาบฉวยของสังคมไทยคือ “งามภายนอก “EXTHETIC” EXTERNAL+AESTHETIC” คนสมัยนี้ไม่เห็นคุณค่าความงามภายใน แต่ให้ความสำคัญกับความงามภายนอก ซึ่งมีผลต่อความก้าวหน้าด้านอาชีพการงาน และการเป็นที่ยอมรับของสังคม แนวโน้มนี้ทำให้ ธุรกิจเสริมความงามต่างๆ เติบโตคึกคัก เช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่นเสริมแต่งรูปภาพที่กลายเป็นอุปกรณ์ขาดไม่ได้ของคน ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ก็เพราะถือคติตัวกูของกู คนสมัยนี้จึงมีค่านิยม “ช่วยเหลือตัวเอง (ไม่พึ่งพา) หรือ “YELP” Help Yourself” ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยให้สามารถทำกิจกรรมหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น ไม้ถ่ายรูปเซลฟี่, แอพพลิเคชั่นค้นหาเส้นทางท่องเที่ยว หรือแม้แต่ google ที่มีคำตอบทุกอย่างในโลกรวมไว้ที่เดียว ในเมื่อไม่ต้องพึ่งพิงใครมาก เด็กรุ่นใหม่ จึงมีความแข็งกระด้าง ไม่ยอมโอนอ่อนให้ใครง่ายๆ เมื่อก่อนมีอะไร เด็กอาจปรึกษาพ่อแม่ แต่ทุกวันนี้ยกให้อากู๋เป็นที่หนึ่งในดวงใจ

คนสมัยนี้แต่งงานกันน้อยลง แต่อัตราหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้น เพราะมีค่านิยม “ไม่ผูกมัด “NOBLIGATION” NO+OBLIGATION” ผู้คนมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น จึงชอบอะไรที่มาเร็วเคลมเร็ว แม้แต่ในเชิงการตลาด ผู้บริโภคยุคใหม่ก็ไม่ชอบการผูกมัดระยะยาวและเบื่อง่าย เพราะมองหาแต่ข้อมูลใหม่ๆตลอดเวลา อะไรที่นำเสนอเนื้อหายืดยาดเยิ่นเย้อไม่กระชับ โดยเฉพาะทีวีดิจิตอล ก็เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย

ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเป็นกรด จึงชื่นชอบอะไรที่ “เปิดเผย ชัดเจน อย่าปิดบัง “SINCLEAR” SINCERE+CLEAR” จะเห็นว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคเชื่อรีวิวจากประสบการณ์จริง มากกว่าโฆษณาที่ถูกปรุงแต่งมาแล้ว เรามีนักสืบพันทิปคอยเสาะแสวงหาความจริงในสังคม และพร้อมร่วมด้วยช่วยกันตีแผ่พวกลวงโลกลวงสังคม

โลกทั้งใบถูกหลอมรวมเป็นโลกใบเดียวกันไปแล้ว จนเกิดค่านิยม “วัฒนธรรมเดียวกัน “BLENDSO” BLENDED+ SOCIETY” ปัจจุบันเรามีวัฒนธรรมเดียวกันทั่วโลก เช่น K-Pop ที่โด่งดังมาก หรือกระแส Ice Bucket Challenge ที่แพร่สะพัดจากอเมริกาไปทั่วทุกมุมโลกอย่างรวดเร็ว ข้อดีของเทรนด์นี้คือ สามารถทำการตลาดด้วยคอนเซปต์เดียวกันทั้งโลก แต่ก็มีข้อเสียเพราะทำให้ขาดเอกลักษณ์ของแต่ละสังคม

คิดจะเอาชนะใจผู้บริโภคยุคใหม่ ต้องตีโจทย์ 2 ค่านิยมนี้ให้แตกกระจุยคือ “ซื้อน้อยแต่ได้เยอะ “EASEMORE” EASY+MORE” สินค้าชิ้นเดียวจะต้องทำหน้าที่สารพัดประโยชน์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ขณะเดียวกัน ก็ต้อง “มาตรฐานสูง “SUPERGENIC” SUPER+GENIC” นอกจากจะแข่งเรื่องคุณภาพสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้อง คำนึงถึงคือบริการน่าพึงพอใจ ที่จะมัดใจพวกเขาให้อยู่หมัด!!

มิสแซฟไฟร์

 

source :- http://www.thairath.co.th/content/469964

บทวิเคราะห์: เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของเวลา

z_1446

อดัม สมิธ เคยพูดถึง ‘มือที่มองไม่เห็น’ หรือกลไกตลาดที่จะเข้ามาจัดสมดุลทางเศรษฐกิจ แต่จอห์น เมย์นาร์ด คีนย์ กลับเห็นว่า กว่าจะรอให้มือที่มองไม่เห็นทำงาน ทุกคนก็คงตายกันหมด แม้โครงการของรัฐบาลคือการวางโครงสร้างทางเศรษฐกิจระยะยาว แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อปากท้องก็เป็นสิ่งจำเป็น อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะกล้าพอหรือเปล่า เมื่อคำว่าประชานิยมยังตามหลอกหลอน

ในปี 2466 หรือเมื่อ 91 ปีที่แล้วนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียง John Maynard Keynes ได้กล่าวถึงความสำคัญของเวลาไว้ในบทที่ 3 ของหนังสือ A Tract on Monetary Reform ไว้ว่า

“In the long run we are all dead”

“ในระยะยาวพวกเราก็ตายกันหมดแล้ว”

วลีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของ Keynes ที่สนับสนุนบทบาทของรัฐบาลในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมากกว่าการปล่อยให้ ‘กลไกตลาด’ หรือ ‘มือที่มองไม่เห็น’ ทำหน้าที่ปรับสมดุลของเศรษฐกิจในระยะยาวแต่เพียงอย่างเดียว

ยกตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำดังที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน หากจะใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมมาแก้ไขปัญหาก็สามารถทำได้โดยง่าย คือยกหน้าที่ให้กลไกตลาดเป็นผู้จัดการโดยปล่อยให้ราคายางตกไปเรื่อยๆ เมื่อราคายางตกไปถึงจุดหนึ่งแล้วก็จะไม่มีใครอยากปลูกเพิ่ม ส่วนผู้ที่ปลูกไว้แล้วก็คงไม่มีใครอยากกรีด ผู้ที่ทำอาชีพสวนยางก็คงเปลี่ยนอาชีพกันเป็นจำนวนมาก และเมื่อปริมาณยางออกสู่ตลาดลดลง ในที่สุดราคายางก็จะปรับสูงขึ้นเอง รัฐบาลไม่ควรเข้ามาแทรกแซงเพื่อทำให้ราคาสูงขึ้น

แต่หากจะใช้แนวคิดของ Keynes แล้วการปล่อยให้ราคายางปรับลดลงไปตาม ‘กลไกตลาด’ ในระยะยาวนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมควรให้เกิดเพราะต้นทุนของการปรับตัวตามกลไกตลาดสูงเกินไป ลองจินตนาการว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดกว่าที่ชาวสวนยางจะลดกำลังการผลิตของตนลงจนเพียงพอที่จะทำให้ราคาปรับสูงขึ้น และในช่วงเวลาดังกล่าวจะต้องมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากขนาดไหนที่จะได้รับผลกระทบ และจะมีปัญหาสังคมอีกมากมายเพียงใดที่จะเกิดขึ้นตามมา  ยิ่งไปกว่านั้น หากในอนาคตประเทศอื่นสามารถปลูกยางพาราได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าไทยและสามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการของตลาดโลก ถ้าเราไม่สามารถลดต้นทุนจนสามารถแข่งขันได้ ชาวสวนยางทั้งหมดก็คงต้องหันไปทำอย่างอื่น (ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร) แทนการปลูกสวนยาง ตัวอย่างของต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นของการ ‘รอ’ ให้กลไกตลาดแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้นสะท้อนถึงวลีอมตะของ Keynes ที่ว่า (กว่าจะรอให้กลไกลตลาดทำงาน) ในระยะยาวพวกเราก็ตายกันหมดแล้ว

สิ่งที่ Keynes กล่าวไว้ในหนังสือของเขาเมื่อกว่า 90 ปีมาแล้วนั้น ยังคงสามารถนำมาเปรียบเทียบกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในยุคปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ ทั้งนี้เพราะรัฐบาลในยุคปฏิรูปขณะนี้ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างมากกว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำไม่ว่าจะเป็นราคาข้าวหรือราคายางพารานั้น รัฐบาลมักจะใช้มาตรการระยะสั้นด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคา โดยไม่เน้นการแทรกแซงตลาดดังเช่นนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่รัฐบาลจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวมากกว่า เช่น การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องสำหรับผลิตภัณฑ์ยางและการลดต้นทุนด้านปัจจัยการผลิตของเกษตรกร นอกจากตัวอย่างของนโยบายด้านราคาสินค้าเกษตรแล้วนโยบายด้านพลังงานที่มุ่งลดการบิดเบือนราคาระหว่างก๊าซกับน้ำมันก็เป็นอีกตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนจุดยืนในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ไม่เน้นการแทรกแซงกลไกตลาดได้อย่างชัดเจน

การเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันคงเป็นผลมาจากความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลของนโยบายประชานิยมหลากหลายนโยบายที่ดำเนินการโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งชัดเจนว่าเป็นการจงใจบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นนโยบายจำนำข้าวทุกเม็ด หรือก็คือการเข้าไปแย่งซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาด หรือการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของนโยบายประชานิยมในอดีตและหันมาใช้นโยบายเศรษฐกิจที่มีลักษณะเด่น 2 ประการ คือ

-การให้ความสำคัญกับกลไกตลาดในการจัดสรรทรัพยากร

-การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

“บางครั้งผู้กำหนดนโยบายต้อง ‘กล้า’ ที่จะดำเนิน

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนและไม่ ‘กลัว’ กับคำว่า

‘การแทรกแซงตลาด’ ‘ประชานิยม’ หรือ ‘นโยบายหาเสียง’ มากจนเกินไป”

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติคุณลักษณะเด่นทั้ง 2 ประการดังกล่าวย่อมเป็นที่พึงประสงค์ของนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปอย่างแน่นอน เพราะในระยะยาวแล้ว นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีหน้าที่หลักเพียงการวางโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปตามกลไกตลาดย่อมจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบเศรษฐกิจและเป็นผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างมิต้องสงสัย  ทว่า สิ่งที่ควรจะต้องขบคิดกันในเวลานี้ก็คือ แล้วสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะปกติที่เราจะสามารถอยู่เฉยๆ เพื่อรอรับผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวได้หรือไม่?

การคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้และปีหน้าคงจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่า เศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่ปกติหรือไม่ ซึ่งเท่าที่ติดตามการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษาต่างก็มีความเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้คงจะขยายตัวได้เพียงประมาณร้อยละ 1 ในขณะที่การส่งออกหากไม่ลดลงก็คงมีการเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนักเช่นเดียวกัน ส่วนการคาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้าที่คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 3.5-4 นั้น แม้จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีนี้ ทว่าก็ยังถือได้ว่าเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของประเทศและต่ำกว่าการขยายตัวในอดีตค่อนข้างมาก โดยปัจจัยหลักที่ยังคงเป็นปัญหาต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งในปีนี้และปีหน้า ได้แก่

-รายได้ของเกษตรกรที่ปรับลดลงอย่างมากจากราคาสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว ยางพารา ตกต่ำ

-หนี้ครัวเรือนสูง

-โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐต้องใช้เวลานานในการศึกษาและอนุมัติโครงการ

-เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นคู่ค้าหลักของไทย ได้แก่ จีนและญี่ปุ่น

-แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกาที่จะปรับขึ้นในปีหน้า อันอาจส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยและการเคลื่อนย้ายเงินทุนของประเทศไทย

ปัจจัยทั้ง 5 ประการที่กล่าวมาข้างต้นย่อมจะส่งผลกระทบต่อการบริโภค การลงทุน และการส่งออก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญทั้งสิ้น และภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจเติบโตได้ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำเช่นนี้กลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยย่อมจะตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากอย่างแน่นอน ผู้ประกอบการค้าขายในปัจจุบันต่างก็ทราบกันดีถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังซื้อของกลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัด

ดังนั้น ปัญหาที่รัฐบาลจะต้องเผชิญต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือความคาดหวังของประชาชนที่จะมีมากขึ้นต่อการแก้ไขปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า แม้จะไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนใดปฏิเสธว่า นโยบายหลักด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่งระบบราง นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ตลอดจนการปฏิรูปอุตสาหกรรม จะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน ทว่า สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจคงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ซึ่งอีกกี่ปีก็ยังไม่แน่นอน) แต่คงเป็นเรื่องปากท้องของตนเอง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นจริงในเวลานี้มากกว่า

แต่หากจะกล่าวว่ารัฐบาลนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็คงจะไม่เป็นธรรมเท่าใดนักกับรัฐบาล เพราะรัฐบาลเองก็มีมาตรการออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้นอยู่หลายมาตรการ ยกตัวอย่างเช่น โครงการให้เงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท โครงการให้เงินช่วยเหลือภัยแล้ง 1 ชุมชน 1 ล้าน หรือโครงการขอความร่วมมือภาคเอกชนลดราคาสินค้าเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้บริโภค เพียงแต่ว่าผลของมาตรการเหล่านี้อาจจะยังไม่มากพอที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความมั่นใจต่อเศรษฐกิจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากผู้บริโภคขาดความมั่นใจ การบริโภคก็ไม่อาจเพิ่มขึ้นได้มาก หากนักลงทุนยังไม่มั่นใจกับทิศทางของเศรษฐกิจก็อาจตัดสินใจชะลอการลงทุน และหากธนาคารยังคงกังวลกับทิศทางเศรษฐกิจการปล่อยสินเชื่อก็ย่อมไม่อาจเพิ่มขึ้นได้มากนัก

“จะมีประโยชน์อันใดเล่า หากในฤดูมรสุม

นักเศรษฐศาสตร์สามารถบอกต่อผู้คนได้เพียงว่า

เมื่อพายุผ่านพ้น ท้องทะเลก็จะกลับมาราบเรียบอีกครั้งหนึ่ง”

แล้วรัฐบาลจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น? ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลชุดปัจจุบันถือว่ามีความพร้อมในการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้มากกว่ารัฐบาลในอดีตหลายรัฐบาลที่ผ่านมา โดย ‘ความพร้อม’ ที่ว่านี้ ได้แก่

-ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างมากทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่ำ

-สภาพคล่องในระบบการเงินที่มีเป็นจำนวนมาก

-ฐานะทางการคลังของรัฐบาลที่แข็งแกร่ง หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำ

-ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง

-ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

-ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล

ดังนั้น รัฐบาลในยุคปัจจุบันจึงอยู่ในสถานะที่สามารถดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นใจในเศรษฐกิจไทยให้กลับมาได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่าในบางครั้งผู้กำหนดนโยบายต้อง ‘กล้า’ ที่จะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนและไม่ ‘กลัว’ กับคำว่า ‘การแทรกแซงตลาด’ ‘ประชานิยม’ หรือ ‘นโยบายหาเสียง’ มากจนเกินไปนัก ยกตัวอย่างเช่น

-หากต้องการแก้ไขปัญหารายได้เกษตรกรตกต่ำ โครงการประกันรายได้เกษตรกรทั้งชาวนาและชาวสวนยางแบบกำหนดวงเงินสูงสุดอย่างที่ในอดีตเคยถูกนำมาใช้ก็น่าจะเกิดผลดีกับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วทันเวลาและไม่น่าจะเป็นปัญหากับฐานะทางการคลังของรัฐบาลเท่าใดนัก

-หากต้องการสนับสนุนการส่งออก การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อส่งสัญญาณให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวก็น่าจะทำได้ทั้งนี้เพราะระดับอัตราเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่ต่ำคงไม่เป็นปัจจัยกดดันสำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน นอกจากนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยยังจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศได้อีกด้วย

-หากต้องการลดภาระหนี้สินของประชาชน การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารของรัฐให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยทั้งกลุ่มลูกหนี้เก่าและลูกหนี้ใหม่ก็น่าจะสามารถทำได้โดยรัฐบาลเป็นผู้ชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้กับธนาคาร

อยากฝากไปถึงรัฐบาลให้มีความ ‘กล้า’ ที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่เข้มแข็งและจริงจังมากกว่าที่ดำเนินการอยู่ โดยไม่ต้องไปกลัวว่าจะเป็นการหาเสียงหรือเป็นนโยบายที่อาจไปซ้ำกับนโยบายของพรรคการเมืองในอดีตที่เคยเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่รอดจากปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นและสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในระยะยาวจากการปฏิรูปได้ดังที่รัฐบาลหวังไว้

สุดท้ายนี้ขอฝากข้อความฉบับเต็มของ Keynes ในเรื่องความสำคัญของเวลาไว้ดังนี้

“But this long run is a misleading guide to current affairs. In the long run we are all dead. Economists set themselves too easy, too useless a task, if in tempestuous seasons they can only tell us, that when the storm is long past, the ocean is flat again”

“ทว่า คำว่าระยะยาวนี้คงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ในระยะยาวพวกเราก็ตายกันหมดแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ล้วนทำหน้าที่ของตนง่ายดายเกินไปเพราะจะมีประโยชน์อันใดเล่าหากในฤดูมรสุม นักเศรษฐศาสตร์สามารถบอกต่อผู้คนได้เพียงว่า เมื่อพายุผ่านพ้น ท้องทะเลก็จะกลับมาราบเรียบอีกครั้งหนึ่ง”

John Maynard Keynes

1st Baron Keynes of Tilton

source :: http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=5165

 

 

จับตา MOU ขนแร่แลกถอนฟ้อง จริงแท้หรือแค่ลวง

Posted: 06 Dec 2014 07:50 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

หลังจากวันที่ 2 ธันวาคม 2557 ได้มีการเจรจาเรื่องความขัดแย้งระหว่างเหมืองทองและชาวบ้านวังสะพุง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ผู้บังคับการจังหวัดทหารบก ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย เป็นประธาน โดยตัวแทนบริษัทเหมืองแจ้งว่าจะถอนคดีที่ฟ้องร้องชาวบ้าน 8 คดี เพียงบางคนเท่านั้น ซึ่งทางชาวบ้านยืนยันว่าจะต้องถอนทั้งหมด 8 คดี และถอนพร้อมกันทั้งหมด 33 คนทุกคน ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยได้ร้องขอให้รีบจบความขัดแย้งโดยให้บริษัทพิจารณาประเด็นของชาวบ้านไว้ หากไม่ถอนคดีทั้งหมด บริษัทก็ไม่ควรจะขนแร่ทั้งหมดออกไปเช่นกัน
ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2557 ที่ศาลากลางจังหวัดเลย ได้มีการร่วมลงนามข้อตกลง (MOU) ระหว่าง บริษัท ทุ่งคำ จำกัด กับ ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด  โดยมีนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานในการทำบันทึกข้อตกลง และมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ อุตสาหกรรมจังหวัดเลย และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต่างๆ  พร้อมพยานอีก 4 คน หนึ่งในนั้นคือ นายวัชชิระ พรหมเทศ อัยการผู้เชี่ยวชาญภาค 4
โดยในบันทึกข้อตกลงที่ทางบริษัทจัดทำมานั้นมีด้วยกัน 5 ข้อ 1. การถอนฟ้อง 2. การขนแร่ 3.การรื้อถอนสิ่งกรีดขวางทางเข้าออกบริษัทฯ บนทางถนนในหมู่บ้าน 4. การประกอบกิจการของบริษัท และ 5.การประพฤติผิดบันทึกข้อตกลง
ทั้งที่ก่อนหน้านั้นข้อตกลงสำคัญในการเจรจาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม มีเพียง 2 เรื่อง คือการถอนฟ้อง 8 คดีที่ทางบริษัทฟ้องร้องชาวบ้านทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาเพื่อแลกกับการขนแร่ออกไปขายของบริษัท
ในวันเดียวกันนั้นหลังลงนามข้อตกลง (MOU) ช่วงเย็นของวันที่ 4 ธันวาคม 2557 แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้ประชุมหารือกันกับข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งแกนนำหลายคนรู้สึกไม่สบายใจกับการลงนามที่เกิดขึ้น
วิรอน รุจจิไชยวัฒน์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด และผู้ถูกฟ้องคดีกล่าว เปิดเผยว่า ตนรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจในการไปที่ศาลากลางวันนี้ ส่วนตัวนั้นรู้สึกว่าชาวบ้านถูกมัดมือชกให้ต้องลงนามใน MOU เพราะมีสิ่งที่ไม่ชัดเจนในเนื้อหาหนังสือข้อตกลงที่ทางบริษัททำขึ้นมา ทางชาวบ้านก็พยายามที่จะเจรจาข้อให้มีการแก้ไขก่อนลงนาม เช่น เรื่องวันที่ในการถอนฟ้องนั้นระบุว่าจะมีการถอนคดีให้ในวันที่ 8 ธันวาคม 7 คดี และจะถอนฟ้องอีก 1 คดีในวันที่ 20 ธันวาคม และทางบริษัทจะมีการขนแร่ขึ้นในวันที่ 8-9 ธันวาคม ได้อย่างไรหากการถอนฟ้องคดียังไม่แล้วเสร็จ
“ทางชาวบ้านก็บอกให้บริษัทแก้ไข บริษัทก็อิดออด อ้างว่าทนายความไม่อยู่ ทำไม่ทัน เอกสารที่บอกให้ชาวบ้านเตรียมมาชาวบ้านก็ทำมาครบ แต่ทางบริษัทก็ไม่มีเอกสารอะไรมาเลยชาวบ้านจะวางใจได้อย่างไร  หากทางบริษัทเกิดเบี้ยวขึ้นมาชาวบ้านจะทำอย่างไร พอดีทางอัยการก็ช่วยพูดบอกว่ายุคนี้ทันสมัยแล้วหากจะทำก็ทำทัน ทางบริษัทจึงได้ออกไปทำ พอได้เอกสารแล้วชาวบ้านก็ตรวจสอบพบว่าในหนังสือนั้นไม่มีตราปั้มของบริษัทมาด้วยเลยทวงไปอีก ครั้งนี้ท่านผู้ว่าฯ กลับพูดต่อว่าชาวบ้านเหมือนว่าชาวบ้านนั้นเป็นตัวปัญหามาก ชาวบ้านจะพูดหรือแย้งอะไรก็ไม่ได้เลย”
“แล้วท่านผู้ว่าฯ ก็พูดว่า ‘ผมเอาตำแหน่งเป็นตัวประกันถ้าบริษัทไม่ทำตามข้อตกลง ผมต้องการที่จะถวายเป็นพระราชกุศล แล้วก็เอาสัญญานั้นไปลงนาม’ หลังจากนั้นก็ยื่นให้กับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งสุดท้ายชาวบ้านต้องยอมลงนามในหนังสือ” นางวิรอน กล่าว
ภัทราภรณ์ แก่งจำปา ผู้รับมอบอำนาจของชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้พวกตนกลับบ้านมาด้วยความไม่สบายใจ รู้สึกอึดอัดกับหน่วยงานรัฐและบริษัท เหมือนว่าชาวบ้านเราโดนบีบบังคับให้ต้องยินยอม สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทางชาวบ้านยังไม่ไว้วางใจเท่าไหร่ เหมือนว่าทางนั้นเขารู้กันแล้ว เราจำใจต้องเซ็น พอกลับมาก็เลยชวนชาวบ้านมาประชุมกันตอนเย็น ได้ข้อตกลงกันแล้วว่า วันที่ 8 ธันวาคมนี้ที่ทางบริษัทจะเข้ามาขนแร่ ชาวบ้านจะมีการตรวจเอกสารเรื่องถอนฟ้องคดีก่อน หากเอกสารไม่ครบและไม่เรียบร้อยเราจะไม่ยอมให้มีการขนแร่เกิดขึ้น
“ทั้งนี้ชาวบ้านยังยืนยันว่าการลงนามในสัญญาข้อตกลงหรือ MOU ครั้งนี้นั้นเป็นเพียงการยินยอมให้มีการขนแร่เพื่อแลกกับการถอนฟ้องคดี 8 คดีที่ทางบริษัทฟ้องร้องชาวบ้าน 33 คนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการเปิดดำเนินการเหมืองของบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ทางบริษัทและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งพิสูจน์และดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นตามขั้นตอนกฎหมายเสียก่อนปัญหาถึงจะสามารถยุติได้จริง” ภัทราภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

“ยรรยง”สอนโครงการทำเพื่อประชาชนไม่สามารถคิดกำไรขาดทุนได้

“ยรรยง”สอนโครงการทำเพื่อประชาชนไม่สามารถคิดกำไรขาดทุนได้ ยันไทยเป็นแชมป์ส่งออกข้าวปีนี้ ผลพวงเพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์

นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า โครงการรับจำนำข้าวไม่ได้มุ่งหวังเรื่องกำไรหรือขาดทุน หากพูดถึงความเสียหายต้องรับรายรับที่ได้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวมมาคำนวณด้วย ทำให้เป็นห่วงว่าในอนาคตโครงการที่ทำเพื่อของประชาชนนั้น อาจถูกเข้าใจผิด โดยคิดถึงแต่กำไรขาดทุน แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแท้จริง ขณะที่การทุจริตนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในระดับนโยบาย แต่เป็นระดับปฏิบัติการที่ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงได้

“การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้หวังกำไรมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อซื้อข้าวมาขาย เหมือนโครงการอื่นที่ไปช่วยเหลือชาวนา เช่นชดเชยต้นทุน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องกำไรขาดทุน ถ้าโครงการนี้คิดกำไรขาดทุน ส่วนที่จ่ายไปมันขาดทุนไป100%แล้ว มันไม่ใช่ขาดทุนกำไร เพราะไม่ได้ต้องการตรงนั้น ความเสียหายต้องเอารายรับทั้งหมด บวกทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ ชาวนาเอาไปหมุนต่อช่วยเรื่องระบบเศรษฐกิจ

แต่เดิมไม่เคยปิดบัญชีกำไรขาดทุน เพิ่งจะมาปิด ไม่ควรไปตั้งว่าเป็นกำไรขาดทุน เพราะอย่างโครงการประกันรายได้ขาดทุน100% จ่ายไป100% ไม่มีรายรับเข้ามา ชาวนายังขาดทุนอีกเพราะราคาข้าวมันตก ขายถูก ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สังคมต้องคิด ว่าที่ผ่านมาเราคิดถูกหรือคิดผิด ที่ไปคิดว่าโครงการนี้กำไรหรือขาดทุน แล้วต่อไปที่เป็นห่วงคือว่าส่วนที่จะทำนโยบายต่อไปช่วยเหลือชาวนา พอมีภาพลบบอกขาดทุนเยอะ เสียหายเยอะ มีการคอรัปชั่นเยอะ มันมีแต่มุมที่เป็นภาพลบ ซึ่งไม่จริง เพราะตั้งโจทย์ผิด

เป็นห่วงว่าโครงการประชานิยมที่จะห้ามต่อไปในอนาคต ถามว่าอะไรคือประชานิยม ถ้าประชานิยมเป็นเรื่องที่มองถึงความคุ้มทุนก็ต้องคิดให้ครบว่าความคุ้มทุนมันคืออะไร ชาวนาได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน สังคมได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นไม่ได้ทุจริตในระดับนโยบาย มันทุจริตระดับปฏิบัติ เหมือนซื้อไมโครโฟนแพงอย่างนี้ เพราะว่าใครจะไปคุมเจ้าหน้าที่ได้ รับจำนำทั่วประเทศมันใช้เจ้าหน้าที่เยอะมาก คนที่เกี่ยวข้องอย่างพอ่ค้าข้าวก็เยอะมาก เพราะฉะนั้นจะคุมทุกเม็ดมันยากไง รัฐบาลยิ่งลักษณ์พยายามทำเต็มที่แล้วที่จะอุดช่องโหว่พวกนี้”นายยรรยง กล่าวย้ำ

นายรรยง ยังย้ำว่า งบประมาณที่นำไปใช้ช่วยเหลือประชาชน ไม่สามารถนำมาคิดเป็นค่าเสียหายได้ ที่ผ่านมาโครงการรับจำนำข้าวทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นถึง 100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งในปีนี้การส่งออกไทยจะเป็นแชมป์เช่นเดิม ซึ่งเป้นผลมาจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

“ผมคิดว่ามันไม่ใช่การขาดทุน มันไม่ใช่การเสียหาย ตัวเลขพวกนี้พอไม่ใช่การขาดทุนแล้ว ตัวเลขนี้จะคิดยังไงถึงจะเรียกว่าเสียหายเท่าไหร่ มันจะต้องเอารายรับรายจ่ายมาคิดให้ครบ แล้วผลประโยชน์ที่ได้ตอบแทนต้องคิดมากกว่าที่เป็นรายรับ ไม่ใช่ดูเฉพาะรายจ่าย หรือข้าวที่เสื่อมลงว่าเป็นยังไง แต่รายรับที่ได้มาแต่ต้นว่าชาวนาจ่ายหนี้จ่ายสิน ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น มันเช่นนั้นโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ อย่างคนติดหนี้ การบริโภคก็ลดลง มันอ่อนแอ คือประเทศจะไม่มีกำไรเลย แต่ถ้าโครงการนี้ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น ผลประโยชน์ก็ตกกับชาวนา เพราะว่าเขาได้ราคาดี แล้วผลประโยชน์ก็จะตกกับประเทศ เพราะราคาข้าวในตลาดโลกดีขึ้น ถ้าไปดูสถิติจะพบว่าราคาข้าวตลาดโลกสูงขึ้นเกือบ 100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ตอนนี้ราคาข้าวลดลงเพราะไม่มีการรับจำนำ อันนี้ต้องเอามาคิดให้หมดว่าผลประโยชน์ได้กับส่วนรวม

อย่างบางเรื่องที่เป็นภาพลวง ถูกโจมตีว่าเสียแชมป์ส่งออกข้าว อันนี้คือภาพลวง แต่เดิมเราเป็นแชมป์ส่งออก ปีนี้เราก็จะเป็นแชมป์ส่งออกอีก แล้วเป็นผลงานของรัฐบาลที่แล้วทั้งหมด เพราะรัฐบาลนี้ยังไม่ขายข้าวเลย รัฐบาลนี้ยังไม่ส่งออกข้าวเลย”อดีตรมช.พาณิชย์ กล่าว

อดีตรมช.พาณิชย์ ยังเตือนสติไปยังคสช.ว่า ควรดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนต่อไป ไม่ควรคิดว่าเป็นของรัฐบาลที่ผ่านมา หากโครงการนั้นก่อประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงการรับจำนำข้าวนั้น ต้องถามกลับว่าความเสียหายที่เกิดจากการประกันรายได้ ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่

“ฝากรัฐบาลช่วยเหลือชาวนา ในเรื่องที่ชาวนาได้รับประโยชน์อย่างเต็มๆ รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลปรองดอง อยากให้มองนโยบายรัฐบาลเก่าทำมา ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ให้มองอย่างสมดุลและเป็นธรรม อย่าไปคิดว่าอันนึงทุจริตเยอะ ผมคิดว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยินดีเต็มที่ให้ว่าไปตามที่ทุจริต แต่ที่กลัวคือกลัวว่าจะไปตัดโครงการที่เป็นประโยชน์ อยากให้เอาไปพัฒนาปรับปรุงอะไรก็ได้ แต่ขอให้ชาวนาได้ประโยชน์

นักวิชาการต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่กับโครงการที่ผ่านมาในอดีต อย่างโครงการประกันรายได้ ขาดทุนเกินแสนล้าน ขาดทุนเกิน100%ด้วย เมื่อคิดต่อหัว อย่างนั้นต้องรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า ท่านต้องไปคิด เพราะมันไม่ใช่เรื่องการขาดทุน เรื่องความเสียหาย เพราะรัฐบาลไม่ได้มุ่งค้ากำไร ต้องการช่วยชาวนา จะไปบอกขาดทุนได้อย่างไร ข้าวอยู่ในมือของรัฐบาลถ้ารีบขายจะดีขึ้น”นายยรรยง กล่าว