วิเคราะห์ตุรกีโดย 3 นักวิชาการรุ่นใหม่ ‘ตุรกีจะเป็นโมเดลหนึ่งของโลกมุสลิม’

วิเคราะห์ตุรกีโดย 3 นักวิชาการรุ่นใหม่ ‘ตุรกีจะเป็นโมเดลหนึ่งของโลกมุสลิม’

Posted: 17 Jul 2016 08:38 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วงวิเคราะห์การเมืองตุรกีหลังรัฐประหารล้มเหลวโดย 3 นักวิชาการรุ่นใหม่ศิษย์เก่าตุรกี มองความเปลี่ยนแปลงจากระบอบสุลต่านออตโตมาน สู่รัฐประชาธิปไตยและรัฐประหารเผยความต่างกับสถานการณ์ในอียิปต์และการดำรงอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจเลี่ยงความขัดแย้งได้ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ปลุกเร้าความรู้สึกร่วมของประชาติอิสลาม คือสิ่งที่คนไทยควรเรียนรู้เพราะตุรกีจะโมเดลหนึ่งของโลกมุสลิม

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา Waqf TV ได้ตั้งโต๊ะจัดถ่ายทอดสดวงเสวนาวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองตุรกีหลังเหตุการณ์ก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวในประเทศตุรกี ณ มัสยิดอัต-ตะอาวุน ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี โดยมีนายแพทย์มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ เป็นผู้ดำเนินรายการและมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านตุรกีศึกษา3 คนร่วมเสวนา

คนแรกคือ นายอับดุลเอาวัล สิดี อดีตรองประธานนักศึกษาไทยในตุรกี ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโทคณะปรัชญาอิสลาม มหาวิทยาลัยมาร์มารา ประเทศตุรกี ซึ่งอับดุลเอาวัลศึกษาที่ประเทศตุรกีตั้งแต่เด็กจนปัจจุบันเป็นเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว

คนที่สองคือ นางสาวยาสมิน ซัตตาร์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสตันบูล ประเทศตุรกีปัจจุบันอยู่ในช่วงลงพื้นที่เก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความช่วยเหลือของตุรกีในพื้นที่ความขัดแย้งปาตานี อารกันและมินดาเนา

คนสุดท้ายคือ ผศ.ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นลูกศิษย์ของ ศ.ดร.ดาวุด โอก์ลูว์ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศตุรกีที่เพิ่งลาออกไปไม่นาน

อับดุลเอาวัล สิดี : จากระบอบสุลต่านสู่ประชาธิปไตยและรัฐประหาร

อับดุลเอาวัล สิดี อดีตรองประธานนักศึกษาไทยในตุรกี

อับดุลเอาวัลเริ่มต้นด้วยการปูพื้นความเข้าใจการเมืองตุรกีที่เป็นสาเหตุมาสู่การรัฐประหารครั้งนี้ว่าประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับปัจจุบันมากที่สุด หากนับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี จากเดิมอยู่ภายใต้ระบอบสุลต่านเป็นผู้นำประเทศ ภายใต้จักรวรรดิออตโตมาน การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในเชิงประชาธิปไตยของตุรกีเริ่มมาตั้งแต่ตอนปลายของออตโตมัน สมัยสุลต่านอับดุลฮามิดที่สอง

เมื่อเข้าสู่ช่วงการปกครองแบบสาธารณรัฐก็เข้าสู่ระบบรัฐสภาแบบพรรคเดียวภายใต้มุสตาฟาเคมาลอะตาเติร์ก ซึ่งมาจากลุ่มทหารนายพลหัวสมัยใหม่ตั้งแต่สมัยออตโตมานตอนปลาย เมื่อต้องการให้รัฐเป็นสมัยใหม่เทียบเท่าตะวันตก ก็เริ่มปรับให้เข้าสู่การเป็นระบบหลายพรรค ในปี 1952 ตุรกีก็เริ่มเข้าสู่ระบบรัฐบาลหลายพรรค ในช่วงปี 1960 สมัยนายกรัฐมนตรีอัดนาน แมนเดอเรส ที่เข้าสู่อำนาจได้ไม่กี่ปีก็โดนปฏิวัติและถูกแขวนคอ หลังจากนั้น ความพยายามของทหารในการปฏิวัติรัฐประหารก็มีอย่างต่อเนื่อง

3 พรรคการเมืองและกลุ่มที่มีผลต่อการเมืองตุรกีปัจจุบัน

อับดุลเอาวัล กล่าวต่อไปว่า กลุ่มที่มีผลต่อการเมืองตุรกีปัจจุบัน มี3 พรรคการเมือง ประกอบด้วย กลุ่มพรรคยุติธรรมและพัฒนาหรือ AK Party ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง พรรคสาธารณรัฐและประชาชน หรือ CHP ซึ่งเป็นพรรคที่เกี่ยวข้องกับฐานอำนาจเดิมตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐ อีกพรรคคือพรรคชาตินิยมตุรกี หรือ MHP ซึ่งให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ของความเป็นตุรกี และกลุ่มของชาวเคิร์ด หรือ HDP

สำหรับกลุ่มกุลเลนเป็นกลุ่มที่เชื่อมกับนักเทศน์ที่มีแฟนคลับเยอะมากในตุรกี ซึ่งหลายปีมานี้ใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐฯ สำหรับความเป็นไปได้ที่กลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับความพยายามในการรัฐประหารในครั้งนี้ อับดุลเอาวัล มองว่า การที่แอร์โดอาน(ประธานาธิบดีของตุรกี)พูดถึงกลุ่มนี้ ก็หมายถึงส่วนที่สนับสนุนการตั้งรัฐซ้อนรัฐขึ้น เป็นรัฐลึกที่อยู่ในระบอบราชการและส่วนต่างๆ ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

แอร์โดอานให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของประชาชน

ส่วนการส่งข้อความจากแอร์โดอานต่อประชาชน ซึ่งประชาชนขานรับและออกมาต่อต้านรัฐประหารนั้น อับดุลเอาวัลมองว่า ถ้ามองถึงนโยบายที่แอร์โดอานใช้มาตลอดคือ การเน้นที่การตัดสินใจของประชาชน เมื่อเกิดปัญหาแบบนี้ก็ต้องกลับไปหาการตัดสินใจของประชาชนอีกเช่นกัน เช่น การเลือกตั้งล่าสุดที่ผ่านมา เสียงของพรรคอัคได้น้อยลง แอร์โดอานบอกว่าเคารพเสียงประชาชน แต่เมื่อบริหารประเทศเกิดปัญหา แอร์โดอานก็ผลักดันให้เลือกตั้งใหม่ โดยครั้งใหม่เสียงของพรรคก็เพิ่มขึ้นมา เป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่ถูกสร้างในการเมืองของตุรกี

อับดุลเอาวัล กล่าวอีกว่า การรัฐประหารครั้งนี้ ยังคงมีการจับกุมทหารระดับแกนนำต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งโยงใยถึงที่ปรึกษาของผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุด แม้ว่าควบคุมสถานการณ์ได้แล้วก็ยังมีการเฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ การที่แอร์โดอานให้อำนาจแก่กองทัพในการจัดการกับชาวเคิร์ด ก็อาจเป็นช่องว่างให้กองทัพอาศัยจังหวะนี้ในการรัฐประหารก็เป็นได้

สำหรับทิศทางในประเทศ อับดุลเอาวัลมองว่า หลังจากนี้อาจมีการปฏิรูปกองทัพ แต่ก็ยากเนื่องจากคนตุรกีเชื่อว่าทหารตุรกีที่รับมรดกจากสุลต่านมูฮัมมัดฟาติฮฺ คนทั่วไปมักจะยอมให้กับกองทัพ รัฐบาลเองแม้จะพยายามมาหลายครั้งในการปฏิรูปแต่ก็ยังยากอยู่

ความแตกต่างระหว่างรัฐประหารในอียิปต์กับตุรกี

ในเรื่องความแตกต่างระหว่างกรณีอียิปต์กับตุรกีนั้น อับดุลเอาวัล กล่าวว่า สถานการณ์อียิปต์ตอนนี้ไม่ต่างจากตุรกีในอดีต ซึ่งต้องผ่านกระบวนการที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมที่เหมาะสมในอียิปต์ แต่สำหรับตุรกีแล้ว ค้นพบวิถีที่เหมาะสมกับตุรกีและค่อยๆ ปรับไป

การเปลี่ยนแปลงของตุรกีที่ผ่านมา เป็นการที่คนตุรกีอดทนและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงในประเทศ แล้วพัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน แต่สำหรับอียิปต์แล้วมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ยังไม่ทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากผลงานของรัฐบาล ช่องว่างระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนอิควานและกลุ่มที่สนับสนุนนายพลอัลซีซี(ประธานาธิบดีอียิปต์)อาจจะเป็นช่องว่างที่กว้าง ต่างกับตุรกีที่มีคนหลายกลุ่มที่ทำงานร่วมกันได้ คนที่มีบทบาทในการต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้มาจากทุกภาคส่วน และประกอบด้วยคนที่มีแนวคิดทุกรูปแบบตั้งแต่เสรีนิยมไปจนถึงยึดในแนวทางศาสนานิยมแบบจารีต

ยาสมินซัตตาร์: ตุรกีอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

นางสาวยาสมิน ซัตตาร์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสตันบูล

ยาสมินซัตตาร์มองว่า เนื่องจากตุรกีอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับความขัดแย้งที่จะไหลเข้ามาในประเทศได้ เพราะประเทศรอบข้างล้วนมีปัญหา หนึ่งในปัญหาสำคัญคือปัญหาซีเรีย ที่เป็นที่ทราบกันดีว่าที่ผ่านมาเหตุการณ์ความรุนแรงหลายๆครั้งในตุรกีก็มีความเกี่ยวเนื่องกับส่วนนี้ นอกจากนั้นการเข้ามาของผู้อพยพชาวซีเรียจำนวนมาก ตลอดจนการที่รัฐบาลออกมาระบุว่าจะให้สัญชาติกับชาวซีเรียก็ส่งผลให้กลุ่มชาตินิยมเกิดความไม่พอใจ

อีกปัจจัยสำคัญในมิติระหว่างประเทศคือ การปรับความสัมพันธ์ล่าสุดต่อรัสเซียของตุรกีเองก็อาจส่งผลต่อการเดินเกมตอบโต้บางประการจากสหรัฐอเมริกาที่อาจไม่พอใจ ก็มีส่วนที่จะมองได้เช่นกัน

รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ไม่เอื้อต่อบริบทปัจจุบัน

ยาสมิน ระบุว่าจากข้อมูลของนักวิเคราะห์หลายฝ่ายที่น่าสนใจคือ การมองถึงปัจจัยรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันของตุรกีเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้มาตั้งแต่สมัยการปฏิวัติครั้งสุดท้ายในช่วงปี 1980

แน่นอนว่าการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็อาจนำมาซึ่งการตั้งข้อสงสัยต่อการใช้อำนาจของทหารและจะเอื้อให้รัฐบาลที่กำลังรณรงค์เรียกร้องให้ปรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เอื้อต่อบริบทปัจจุบัน และจะวางไปสู่การเปลี่ยนประเทศเป็นระบอบประธานาธิบดี ก็เป็นอีกหนึ่งสมมุติฐานที่ไม่อาจละทิ้งไปได้ในภาวะที่ข้อมูลยังไม่มีความชัดเจน

การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมปลุกความรู้สึกร่วมของชนชาติอื่น

สำหรับในไทยแล้ว ยาสมิน มองว่า ข่าวและโซเชี่ยลมีเดียเริ่มมีการพูดถึงตุรกีมากขึ้น ขณะเดียวกันการเข้ามาด้วยการทำกิจกรรมเชิงบวกของตุรกีเอง เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีโรงเรียนเด็กกำพร้าหลายแห่งและโรงเรียนอีกหนึ่งแห่งที่ตุรกีให้การสนับสนุน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของตุรกีในสังคมไทยมากขึ้น

นอกจากนั้นการให้ทุนการศึกษาต่อเด็กนักเรียนไทยเองก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความตระหนักรู้ต่อตุรกีมีมากขึ้น และสามารถมีการขยายออกสู่สังคมได้

เป็นผลจากการใช้อำนาจอ่อน (Soft Power)

ยาสมิน เสริมว่า วิธีการแบบนี้อาจจะไม่เห็นผลเชิงรูปธรรมมากนัก แต่จะส่งผลต่อการรับรู้และทัศนคติของคนที่มองในเชิงบวกต่อตุรกี ซึ่งเป็นผลจากการใช้อำนาจอ่อน (Soft Power) นั่นเอง หากพิจารณาในมุมนี้ก็ต้องอ้างถึงแนวคิดยุทธศาสตร์เชิงลึกของดาวุดโอก์ลูที่มองว่าตุรกีควรใช้ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ขับเคลื่อนการเมืองระหว่างประเทศของตุรกีเอง

หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนออกมาจากการดำเนินนโยบายแบบนี้ คือการสร้างวาทกรรมการเป็นผู้นำของอุมมะห์หรือประชาชาติ ซึ่งเข้าไปสู่มุสลิมในสังคมไทยเองด้วยเช่นกัน

เมื่อผูกกับวาทกรรมของความเป็นอุมมะห์แล้ว จึงส่งผลต่อความกังวลของมุสลิมในไทยเองด้วย ยิ่งมีภาพที่มีเสียงอาซานและเสียงตักบีร (กล่าวสรรเสริญพระเจ้า) ออกมาผ่านสื่อ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เห็นว่าตุรกีมีการใช้แนวทางอิสลามจึงทำให้มีความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ได้

สุกรี หลังปูเต๊ะ: อาจเป็นความต้องการปฏิรูปบางอย่างในกองทัพ

ผศ.ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

ผศ.ดร.สุกรี ให้ความเห็นว่า สิ่งที่อาจต้องมองมี 4 ปัจจัย คือ ตัวแสดง (Actor) ซึ่งมีทั้งตัวแสดงภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือกองทัพ กลุ่มกุลเลนหรือสหรัฐฯและรัสเซีย ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องวิเคราะห์ ผู้ถูกกระทำ (Acted)คือ ผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ ตัวแปรที่เพิ่มขึ้นมา เป้าอาจจะเป็นได้ทั้งกองทัพเองหรือรัฐบาลเอง

เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่เล็งไปยังประธานาธิบดีแต่เป็นความต้องการปฏิรูปบางอย่างในกองทัพก็เป็นได้ การแสดงออก (Action) ในส่วนนี้หากมองว่ากองทัพที่ออกมาในปริมาณที่น้อยก็มีนัยยะสำคัญด้วยเช่นกัน

ครั้งนี้สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือประชาชนอยู่กับรัฐบาลและออกมาแสดงออกถึงการสนับสนุนรัฐบาล เช่น การอาซาน และสถานที่หรือจุดหมาย(Venue)ว่าสิ่งที่เกิดในตุรกีก็อาจมีความน่าสนใจที่ตุรกีเริ่มกลับเข้ามามีส่วนในเวทีโลกและประชาชาติอิสลาม ปัจจัยทั้งหมดนี้อาจต้องมีการวิเคราะห์พร้อมๆกันไปเพื่อให้เห็นภาพ

คนไทยอาจต้องเรียนรู้เกี่ยวกับตุรกีมากขึ้น

ในมิติระหว่างประเทศ ผศ.ดร.สุกรี มองว่า ผลกระทบอาจจะเห็นหลังจากนี้ 2 ปี ในขณะที่มีปัญหามากมาย แต่ก็พยายามที่จะครองหัวใจผู้คนทั่วโลก เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ อาจจะมีการเดินสายของผู้นำระดับสูงไปยังประเทศต่างๆ

สิ่งที่ตุรกีกำลังทำคือการขยับเพื่อให้มุสลิมในประเทศตุรกีเป็นมุสลิมที่ดีหรือเป็นคนที่ดีขึ้น และสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีกับศาสนิกอื่นได้ด้วย

ต่อไปคนไทยอาจต้องเรียนรู้เกี่ยวกับตุรกีมากขึ้น ปัจจุบันก็มีศูนย์ตุรกีศึกษา ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศูนย์ WİSAP ของตุรกี สำนักงานประเทศไทยในมหาวิทยาลัยฟาฏอนีและคาดว่าจะมีการเปิดศูนย์วิจัยออตโตมานกับโลกมลายู ในมหาวิทยาลัยฟาฏอนีในอนาคตอันใกล้นี้

ตุรกีเป็นอีกโมเดลหนึ่งของโลกมุสลิม

ผศ.ดร.สุกรี มองว่าตุรกีเองเป็นอีกโมเดลหนึ่งของโลกมุสลิม แต่มีความต่างกับหลายประเทศซึ่งปฏิเสธความเป็นสมัยใหม่ แต่ตุรกีพยายามขยับให้คนที่มีแนวคิดอิสลามทันต่อความเป็นสมัยใหม่ นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับประเทศเคยถูกแบนจากความเป็นอิสลาม ถึงวันนี้ประเทศเปลี่ยนไปมาก

การปฏิรูปของประเทศตุรกีไม่ใช่การกลับไปสู่การเป็นออตโตมาน แต่ให้ไปพร้อมกับบริบทปัจจุบัน ภายใต้บริบทแบบนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือพลังของประชาชน การทำความเข้าใจตุรกีจึงควรมองจากทั้งองค์ความรู้จากอิสลามและตะวันตกพร้อมๆกัน

ผศ.ดร.สุกรี ทิ้งท้ายว่า ตุรกีจะเป็นตัวเสริมสำหรับโลกอาหรับ ที่จะเป็นพี่ที่ยื่นมือมา แม้ว่าตุรกีจะถูกกีดกันไม่ให้แสดงบทบาทมากนักในตะวันออกกลาง เนื่องจากถ้าแสดงบทบาทออกมาก็จะลดบทบาทของตัวแสดงมหาอำนาจที่มีอยู่เดิมไป

 

ชมคลิปย้อนหลัง (เริ่มนาทีที่ 8) https://www.facebook.com/WAQAF.TV/videos/899532116818181/?pnref=story


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สนง.ข้าหลวงใหญ่สิทธิ UN ห่วงกรณีไทยจับนักกิจกรรม-เรียกร้องปล่อยทันที

สนง.ข้าหลวงใหญ่สิทธิ UN ห่วงกรณีไทยจับนักกิจกรรม-เรียกร้องปล่อยทันที

Posted: 24 Jun 2016 02:19 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน ยูเอ็น ห่วงกรณีเจ้าหน้าที่ใช้กำลังอย่างไม่เหมาะสมในการจับกุมนักกิจกรรมในวันที่ 23 และ 24 มิ.ย. ชี้มีกรณีหนึ่งนักกิจกรรมจาก NDM ถูก จนท.บีบคอ ระหว่างจับกุม พร้อมเรียกร้องให้มีปล่อยตัวนักกิจกรรมทั้งสองกรณี โดยไม่มีการตั้งข้อหา

24 มิ.ย. 2559 สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความกังวลต่อการจับกุมนักกิจกรรม 13 คนจากการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทหารที่ห้ามการชุมนุมทางการเมืองมากกว่าห้าคนขึ้นไป เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 นักกิจกรรมจำนวนสิบสามคนถูกจับกุมย่านอุตสาหกรรมบางพลีในจังหวัดสมุทรปราการ ในจำนวนนี้แปดคนเป็นนักศึกษาที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการประชาธิปไตยใหม่ อีกสามคนเป็นนักกิจกรรมด้านสิทธิแรงงาน พวกเขาถูกจับกุมจากการเผยแพร่ใบปลิวที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ นักกิจกรรมแปดคนกำลังถูกส่งตัวไปขึ้นศาลทหารในขณะที่ห้าคนได้รับการประกันตัว

ในวันที่ 24 มิถุนายน นักศึกษาจำนวนเจ็ดคนถูกจับกุมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกำลังถูกควบคุมตัวจากการจัดกิจกรรมเกี่ยวข้องกับการทำประชามติ ภายใต้พระราชบัญญัติประชามติ การรณรงค์สนับสนุนหรือต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องต้องห้าม

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายซาอิด ราอัด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ย้ำข้อเรียกร้องที่เขามีก่อนหน้านี้ให้มี “การถกเถียงสาธารณะอย่างเสรี เท่าเทียมและหลากหลายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ” นอกจากนี้ นายซาอิด ยังเสริมว่า ประชาชนชาวไทยมีสิทธิในการถกแถลง และการวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องภายในประเทศของพวกเขาด้วย

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความห่วงใยในการใช้กำลังเจ้าหน้าที่อย่างไม่มีความเหมาะสมในการจับกุมนักกิจกรรมในวันที่ 23 และ 24 มิถุนายน ในกรณีหนึ่งนักกิจกรรมจากขบวนการประชาธิปไตยใหม่ถูกบีบคอโดยเจ้าหน้าที่ระหว่างการจับกุม

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ เรียกร้องให้มีปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกจับกุมทั้งสองกรณีโดยพลันโดยไม่มีการตั้งข้อหากับพวกเขา

 

ที่มา: เพจ UN Human Rights -Asia


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

โครงการทางด่วน “อินเดีย – เมียนมาร์ – ไทย” ขยับใกล้ความจริง

Asian Highway

ความฝันที่จะท่องเที่ยวทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียอย่างสะดวกใกล้เป็นความจริง

อินเดียเตรียมลงนามร่วมกับเมียนมาร์และไทย เพื่อสร้างทางด่วนเชื่อมต่อระหว่าง 3 ประเทศในเร็ววันนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มการค้าระหว่างประเทศเหล่านี้ได้มาก

กระทรวงคมนาคมของอินเดีย เปิดเผยว่าข้อตกลงจัดทำโครงการทางด่วน อินเดีย-เมียนมาร์-ไทย ใกล้สำเร็จลุล่วง และคาดว่าจะมีการลงนามเร็วๆนี้ หลังจากเลือนมาตั้งแต่ปีที่แล้วเนื่องจากติดการเลือกตั้งในเมียนมาร์

โครงการนี้จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างเมือง Imphal ในอินเดีย ไปถึงเมืองมัณฑะเลย์ในเมียนมาร์ ผ่านแม่สอดและไปยังจังหวัดพิษณุโลกของไทย จากนั้นเชื่อมต่อไปถึงกรุงเทพฯ

โครงการเชื่อมโยงอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ชื่อว่า “Look East” ของนายกฯ อินเดีย นเรนธรา โมดี

source :- http://www.voathai.com/a/business-22may16/3341706.html?ltflags=mailer

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

อียูอนุมัติมาตรการใหม่ตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารที่บินเข้า – ออกยุโรป

อียูอนุมัติมาตรการใหม่ตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารที่บินเข้า – ออกยุโรป

ที่ประชุมรัฐสภายุโรปลงมติด้วยคะแนนเสียง 461 ต่อ 179 ให้ความเห็นชอบกับระบบที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ด้านยุติธรรมทำงานร่วมกันเพื่อเข้าถึงข้อมูลผู้โดยสารทั้งหมดของสายการบินต่างๆที่บินเข้าและออกจากอียู

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านต่อต้านการก่อการร้ายพยายามอย่างหนักมาหลายปีแล้วที่จะให้มีระบบเก็บข้อมูลรายชื่อผู้โดยสาร โดยบอกว่าการแบ่งปันข้อมูลเช่นนี้จะช่วยให้พวกเขาติดตามผู้ต้องสงสัยได้ง่ายขึ้น การก่อเหตุครั้งสำคัญๆในยุโรปในช่วงหลัง ทั้งในบรัสเซลส์และปารีสช่วยสนับสนุนให้อียูตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ ด้านคณะกรรมาธิการยุโรปแสดงความยินดีที่รัฐสภาเห็นชอบกับระบบดังกล่าว โดยบอกว่า นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยุโรปในอันที่จะต่อสู้กับปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมที่กระทำอย่างเป็นระบบ

หลังจากการลงมติหนนี้แล้ว สมาชิกประเทศต่างๆของอียูมีเวลาสองปีในอันที่จะออกกฎหมายในประเทศรองรับ สำหรับข้อมูลที่ว่านี้บรรดาสายการบินต่างๆต่างเก็บอยู่แล้ว แต่กฎหมายใหม่กำหนดหลักเกณฑ์ในรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้เมื่อติดตามคดีที่ถือว่าเป็นคดีสำคัญ

ในทางปฎิบัติจะมีการจัดตั้งหน่วยงานข้อมูลผู้โดยสารหรือ Passenger Information Units เพื่อจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว แต่มาตรการใหม่นี้ยังไม่ยอมรับให้มีกระบวนการจัดการข้อมูลที่เปิดเผยเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ข้อมูลด้านสุขภาพหรือความสัมพันธ์ทางเพศ หากได้ข้อมูลในด้านต่างๆที่กล่าวมา หน่วยงานนี้จะต้องลบทิ้ง นอกจากนี้ระบบที่รัฐสภาอียูให้ความเห็นชอบแล้วนี้ ยังจะต้องผ่านความเห็นชอบของสภายุโรปด้วย

 

ธรณีพิโรธ 6.4 เขย่าไต้หวัน เร่งช่วยชีวิตใต้ซากตึก เบื้องต้นตาย 5 เจ็บ 23 คาดติดใต้ตึกกว่า 30

ธรณีพิโรธ 6.4 เขย่าไต้หวัน เร่งช่วยชีวิตใต้ซากตึก เบื้องต้นตาย 5 เจ็บ 23 คาดติดใต้ตึกกว่า 30
—————
(นาทีนี้ ผู้เสียชีวิต เพิ่มเป็น 8 รายแล้ว)
—————
เกิดแผ่นดินไหววัดระดับความรุนแรงได้ 6.4 ตามมาตราริกเตอร์ ที่เมืองไถหนาน ห่างจากกรุงไทเปไปทางตอนใต้ราว 300 กิโลเมตร เมื่อช่วงเช้าในราว 03.00 น. ของวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ตามเวลาในไทย
.
แรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารที่พักหลายหลังพังถล่มลง โดยหนึ่งในนั้นเป็นอาคารที่พักสูง 17 ชั้นซึ่งมีครอบครัวอาศัยอยู่ราว 60 ครอบครัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในซากอาคารที่ได้รับความเสียหายได้แล้ว 220 ราย มีการนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล 23 ราย และพบผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย
.
อย่างไรก็ดีเนื่องจากแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในช่วงใกล้รุ่งสางซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ยังคงนอนหลับอยู่ทำให้คาดว่าจะมีผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารอีกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีญาติมิตรมาพักอาศัยกับครอบครัวเพื่อร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีน เจ้าหน้าที่กู้ภัยของไต้หวันจึงเร่งช่วยเหลือและค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารแข่งกับเวลา ซึ่งล่าสุดคาดว่ายังมีผู้ที่อาจจะติดอยู่ใต้ซากอาคารอีกกว่า 30 ราย
.
ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นเป็นวงกว้างเนื่องจากแผ่นดินไหวดังกล่าวมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ดินเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น หลังแผ่นดินไหวครั้งแรกมีรายงานการเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้งและมีรายงานไฟดับในพื้นที่ด้วย
 

ภาพสยอง ระเบิดจะ ๆ ที่อินโดฯ

เอเอฟพีรายงานความคืบหน้าเหตุก่อการร้ายสั่นสะเทือนความมั่นคงของประเทศอินโดนีเซีย ในกรุงจาการ์ตา ลักษณะ”ปารีส สไตล์”Ž เลียนแบบเหตุวินาศกรรมกรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 ว่า ตำรวจพบความเชื่อมโยงของผู้ก่อการกับกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลาม หรือไอเอส

“เครือข่ายของผู้ก่อการเชื่อมโยงถึงไอเอส ในเมืองอัรร็อกเกาะฮ์ ฐานที่มั่นของไอเอสในประเทศซีเรีย” ติโต คาร์นาเวียน ผู้บัญชาการตำรวจจาการ์ตา กล่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อเวลา 10.35 น. ผู้ก่อการโจมตีด้วยระเบิดพลีชีพ ตามด้วยการกราดยิงและดวลปืนเจ้าหน้าที่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณร้านสตาร์บัคส์ ร้านกาแฟแฟรนไชส์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใกล้กับศูนย์การค้า อาคารสำนักงานสหประชาชาติ และย่านที่ตั้งของสถานทูตประเทศต่างๆ ก่อนยุติลงเมื่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในชุดกันกระสุนและรถหุ้มเกราะระดมกำลังเข้าปราบปรามกลุ่มคนร้าย สังหารผู้ก่อการได้ 5 ราย ส่วนเหยื่อเสียชีวิต 2 รายเป็นชาวแคนาดา และชาวอินโดนีเซีย ทั้งมีผู้บาดเจ็บอีก 20 คน
นายอันตัน ชาร์ลิยัน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียกล่าวว่า ผู้ก่อเหตุมีทั้งหมด 5 คน ลักษณะการก่อเหตุคาดว่าเลียนแบบการโจมตีกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 13 พ.ย. 2558 ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 130 ราย

จากข้อความความเชื่อมโยงของผู้ก่อการถึงกลุ่มไอเอสดังกล่าวทำให้นานาประเทศอาเซียนเริ่มวิตกกังวล โดยนายกุมาร รามากฤษณา ผู้เชี่ยวชาญการศึกษากลุ่มนักรบในอาเซียน ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง ในสิงคโปร์กล่าวว่า เรารู้มาว่า ไอเอสต้องการประกาศตัวในภูมิภาคนี้ และมีกลุ่มต่างๆ อยู่ในภูมิภาคนี้แล้วที่ประกาศตัวภักดีกับไอเอส

“ภัยคุกคามก็คือ นักรบสุดโต่งของอาเซียนที่เคยไปรบในอิรักและซีเรีย กำลังหวนกลับมาบ้านอีกครั้ง นี่จึงเป็นปัจจัยที่น่าวิตก เมื่อรวมกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดกลุ่มสายสุดโต่งที่มุ่งก่อการตามลำพัง” นายกุมารกล่าว

ด้าน พันเอกเรสติทูโต พาดิลา โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ กล่าวแถลงการณ์ร่วมระหว่างกองทัพและสำนักงานตำรวจฟิลิปปินส์ ว่าทางการดำเนินปฏิบัติการป้องกันอาชญกรรมก่อการร้ายทั่วประเทศมาโดยตลอด และจะเฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจเป็นภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มก่อการร้ายภายใน และภายนอกประเทศ

รวมถึงกลุ่มอาบู ไซยาฟ (เอเอสจี) และกลุ่มนักรบเสรีภาพอิสลามบังซาโมโร (บีเอฟเอฟ) สองกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนสายสุดโต่งทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติที่อยู่หลบหนีจากคดีระเบิดสถานบันเทิงบนเกาะบาหลี ของอินโดนีเซีย จนมีผู้เสียชีวิต 202 ราย เมื่อปี 2545

 

หมอดูบัลแกเรียทำนายปี 2016 ยุโรปจะถูกคุกคามโดยมุสลิมหัวรุนแรง

สื่อเมืองผู้ดีรายงานโดยอ้างคำทำนายของ แม่เฒ่าบาบา วังกา หมอดูชาวบัลแกเรีย ได้เคยระบุว่า เกิดการคุกคามจากมุสลิมหัวรุนแรงทั่วทวีปยุโรปในปี 2559 และยุโรปจะล่มสลายเนื่องจากพวกมุสลิมหัวรุนแรงจะใช้อาวุธเคมีทำลายล้างประชาชนยุโรป…

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2559 หนังสือพิมพ์มิร์เรอร์ของอังกฤษรายงานว่า แม่เฒ่าบาบา วังกา หมอดูชาวบัลแกเรียที่เสียชีวิตเมื่อปี 2539 ได้ทำนายว่า “เกิดการคุกคามจากมุสลิมหัวรุนแรงทั่วทวีปยุโรปในปี 2559” เธอย้ำว่า “ทวีปยุโรปจะล่มสลาย เนื่องจากพวกมุสลิมหัวรุนแรงจะใช้อาวุธเคมีทำลายล้างประชาชนยุโรป”

อย่างไรก็ตาม คำทำนายของแม่เฒ่าบาบา วังกา หากจะเชื่อก็คงต้องเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เนื่องจากคำทำนายส่วนใหญ่ที่แม่นยำนั้น มักจะได้รับการเปิดเผยภายหลังจากที่ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว หรือไม่อย่างนั้นก็ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก “คนที่นี่ไม่ค่อยจะเชื่อแม่เฒ่าหรอก เธอมักจะบอกเรื่องราวให้คนที่มาหาในสิ่งที่เขาต้องการรับฟัง เธอมุ่งมั่นเพื่อเงินเสียมากกว่า” หนึ่งในนักวิจารณ์กล่าวในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ในปี 2538

คำทำนายของแม่เฒ่าบาบา วังกา หมอดูชาวบัลแกเรีย ที่เสียชีวิตเมื่อปี 2539 ที่บันทึกเป็นวีดิโอได้รับการกระจายอย่างแพร่หลายตามสื่อต่างๆ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แม่เฒ่าหมอดูมีความสามารถพิเศษที่น่าพิศวงจนได้รับการแต่งตั้งเป็นหมอดูอย่างเป็นทางการของรัฐบาลคอมมิวนิสต์บัลแกเรีย ผู้ที่รู้จักแม่เฒ่าหมอดูเป็นอย่างดียืนยันว่า คำทำนายของเธอมีความถูกต้องถึง 85% เธอได้ทำนายการเกิดเหตุการณ์ก่อการร้าย 11 กันยายน 2001 และการเกิดสึนามิเมื่อปี 2547

ชมคลิป

ชื่อของแม่เฒ่าบาบา วังกา มักจะได้รับการกล่าวขานถึงเมื่อมีการเกิดเหตุการณ์สำคัญในโลก โดยเธอมีชื่อจริงว่า เอแวนเจเลีย ดิมิโทรวา เกิดเมื่อปี 2454 ที่เมืองสตรูมิคา ประเทศมาซิโดเนีย เสียชีวิตเมื่อปี 2539 ท่ีเมืองเปทริช ประเทศบัลแกเรีย แม่เฒ่าเป็นแม่มดหมอดูที่มีชื่อเสียงมาก และบ่อยครั้งเธอจะได้รับการขนานนามว่าเป็น “นอสตราดามุสแห่งคาบสมุทรบัลข่าน”

เมื่อตอนที่เธอมีอายุ 12 ปี เธอถูกพัดพาไปกับสายน้ำวน และ 7 ปีหลังจากนั้นเธอก็ตาบอด และในช่วงเวลานั้นเองที่ความสามารถเหนือธรรมชาติของเธอได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก เธอมักจะบอกอยู่เสมอว่า เรื่องราวเกี่ยวกับอนาคตและอดีตที่เธอรับรู้นั้น เธอได้รับการบอกกล่าวจากภูติผีและวิญญาณที่อยู่ในอีกโลกหนึ่ง

คำทำนายเกี่ยวกับเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 แม่เฒ่าบาบา วังกา ได้ทำนายไว้ล่วงหน้าว่า “สองพี่น้องอเมริกันจะถูกโจมตีโดยนกเหล็ก ที่จะทำให้เกิดการนองเลือดในหมู่ผู้บริสุทธิ์” เธอได้ทำนายไว้ด้วยว่า “สงครามมุสลิมครั้งใหญ่” ที่โยงถึงการเกิดขึ้นของกลุ่มรัฐอิสลาม ยิ่งกว่านั้น เธอยังได้ทำนายว่า คนอเมริกันจะเลือกประธานาธิบดีผิวดำ (นายบารัค โอบามา) แต่เขาจะเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกและคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์อเมริกา.

source :- http://www.thairath.co.th/content/560234

 

ตายเรียบ ไอเอสถูกสอยร่วง หลังบุกรีสอร์ตริมทะเลแดงอียิปต์หวังจับนักท่องเที่ยว

2 คนร้ายที่คาดว่าจะเป็นพวกฝักใฝ่กองกำลังรัฐอิสลาม(ไอเอส) บุกเข้าไปยังโรงแรมเบลลาวิสต้าที่รีสอร์ตริมทะเลแดงในเมืองฮูร์กาดาของอียิปต์ โดยมีมีดเป็นอาวุธและไล่แทงนักท่องเที่ยวต่างชาติจนได้รับบาดเจ็บ 3รายก่อนจะถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นชาวออสเตรีย 2 คนและสวีเดน 1 คน

เจ้าหน้าที่อียิปต์คาดว่าคนร้ายต้องการจับนักท่องเที่ยวเป็นตัวประกัน โดยมีรายงานว่าคนร้ายมีธงไอเอสขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงควานหาตัวคนร้ายที่ยังอาจหลบหนีไปได้โดยมีการปิดถนนเข้า-ออกจากเมืองทั้งหมด ทั้งนี้อียิปต์พยายามที่จะจัดการกับกลุ่มหัวรุนแรงที่มีฐานที่มั่นอยู่ทางตอนเหนือของแหลมไซไน ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่ฝักใฝ่ไอเอสซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้วางระเบิดเครื่องบินของรัสเซียเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การโจมตีนักท่องเที่ยวดังกล่าวถือเป็นความรุนแรงครั้งล่าสุดที่เกิดขั้นหลังจากที่เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมาเพิ่งมีการโจมตีรถบัสของนักท่องเที่ยวใกล้กับปิรามิดที่กีซ่าซึ่งไอเอสออกมาอ้างความรับผิดชอบและว่าเป็นรถขนนักท่องเที่ยวชาวยิวซึ่งทั้งหมดนี้ยิ่งซ้ำเติมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างชาติซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลอียิปต์ในปัจจุบัน

 

source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1452308135

 

 

บรรดานักวิเคราะห์ชี้ เกาหลีเหนือทดสอบระเบิดไฮโดรเจนอาจเป็นเพียงเรื่องอวดอ้าง

บรรดานักวิเคราะห์ชี้ เกาหลีเหนือทดสอบระเบิดไฮโดรเจนอาจเป็นเพียงเรื่องอวดอ้าง

จากรายงานที่เกาหลีเหนือระบุว่าได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งมีความรุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูทั่วไปหลายเท่าในช่วงเช้าของวันนี้ ( 6 ม.ค.) นั้น บรรดานักวิเคราะห์จากหลายประเทศได้ออกมาชี้เช่นกันว่า รายงานดังกล่าวอาจไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

นายบรูซ เบนเน็ทท์ นักวิเคราะห์จากบริษัทด้านความมั่นคง แรนด์ คอร์ปอเรชัน ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากระเบิดไฮโดรเจน ควรจะมีความรุนแรงมากกว่าที่เกิดขึ้นในการทดลองของเกาหลีเหนือ 10 เท่า ดังนั้นอาจมองได้ว่า ผู้นำเกาหลีเหนือโกหกเรื่องมีระเบิดไฮโดรเจนในครอบครองหรือไม่เช่นนั้น การทดลองอาจไม่ประสบความสำเร็จ โดยส่วนจุดระเบิดที่ใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันอาจล้มเหลว หรือไม่ก็ส่วนของระเบิดไฮโดรเจนที่ใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันอาจล้มเหลว หรือล้มเหลวทั้งสองส่วน

ด้านนายตู้ เหวินหลง ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของจีน บอกกับสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่จีนตรวจจับได้จากการทดสอบของเกาหลีเหนือ บ่งชี้ว่าไม่ใช่ระเบิดไฮโดรเจน

ด้านประธานาธิบดีปัก กึน เฮ ของเกาหลีใต้ ระบุว่า ยังต้องมีการตรวจสอบวิเคราะห์ต่อไปว่าเกาหลีเหนือได้ทดสอบระเบิดไฮโดรเจนจริงหรือไม่ และได้ประณามการทดสอบดังกล่าวว่า เป็นการยั่วยุท้าทายอย่างร้ายแรง ต่อสันติภาพและความมั่นคงของนานาชาติ

นอกจากนี้ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และรัสเซีย ได้คัดค้านและประณามการทดสอบระเบิดไฮโดรเจนของเกาหลีเหนือ โดยสหรัฐฯระบุว่า จะตอบโต้อย่างเหมาะสมต่อการยั่วยุของเกาหลีเหนือ

จุดไฟแค้นใหม่! ซาอุฯประหาร 47 นักโทษ มีชีอะห์คนสำคัญ

เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ม.ค. เกิดศึกความขัดแย้งครั้งใหม่ที่อาจทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ เมื่อทางการซาอุดีอาระเบียแถลงว่าประหารชีวิตนักโทษคดีก่อการร้ายไปแล้ว 47 ราย ในจำนวนนี้มีทั้งสมาชิกเครือข่ายอัล ไคด้า และยังมีนายนิมร์ อัล-นิมร์ อายุ 56 ปี ครูสอนศาสนาคนสำคัญของนิกายชีอะห์ ผู้นำประท้วงต่อต้านรัฐบาลนิกายสุหนี่ของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่รัฐบาลอิหร่าน ผู้นำชาตินิกายชีอะห์ แถลงต่อในทันทีว่า ซาอุดีอาระเบียต้องชดใช้อย่างหนักในการกระทำครั้งนี้
“รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเป็นฝ่ายสนับสนุการเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายและกลุ่มลัทธิสุดโต่ง แต่กลับจัดการกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศด้วยการปิดกั้นและประหารชีวิต รัฐบาลซาอุฯ ต้องชดใช้อย่างสาสมที่สังหารนายนิมร์ อัล-นิมร์ ในครั้งนี้”Ž นายฮอสเซน จาเบอร์ อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าว
อย่างไรก็ตาม นายโมฮัมเหม็ด อัล-นิมร์ น้องของนักโทษที่ถูกสังหาร กล่าวอ้อนวอนให้ผู้สนับสนุนนายนิมร์ตั้งมั่นในความสงบ และประท้วงอย่างสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง ท่ามกลางความวิตกว่า จะเกิดการลุกฮือของกลุ่มวัยรุ่นนิกายชีอะห์

ด้านกระทรวงมหาดไทยซาอุดีอาระเบียแถลงว่า นักโทษทั้ง 47 คน รับสารภาพว่ามีอุดมการณ์ตักฟีรีซึ่งเป็นกลุ่มสายสุดโต่ง เข้าร่วมกับองค์การก่อการร้ายและเตรียมวางแผนก่ออาชญากรรมหลายอย่าง ทางการจึงประหารชีวิตนักโทษทั้ง 47 รายในสถานที่ต่างๆ 12 แห่ง

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการที่ใช้ในการประหารชีวิตไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ตามปกติแล้วทางการซาอุดีอาระเบียประหารนักโทษด้วยการใช้ดาบตัดศีรษะ ทั้งนี้ การประหารชีวิตนักโทษในซาอุดีอาระเบียเพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่ที่สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานขึ้นครองราชย์ เมื่อเดือนม.ค.2558

 

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1451746061