คนอเมริกันหลายกลุ่มเตรียมจัด ‘ขบวนของผู้หญิง’ ชุมนุมใหญ่ต้านทรัมป์

คนอเมริกันหลายกลุ่มเตรียมจัด ‘ขบวนของผู้หญิง’ ชุมนุมใหญ่ต้านทรัมป์

Posted: 15 Jan 2017 09:17 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ประชาชนในสหรัฐฯ วางแผนประท้วงใหญ่ภายในวันที่ 21 ม.ค. ที่จะถึงนี้หลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์  โดยมีการประเมินว่านี่อาจจะเป็นการชุมนุมของประชาชนจากหลายภาคส่วนของสังคม ที่มีประเด็นทางสังคมหลายประเด็น ในชื่อ “วีแมนส์มาร์ช” (Women’s March) หรือ “การเดินขบวนของผู้หญิง” ซึ่งมีโอกาสกลายเป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

15 ม.ค. 2560 เดอะการ์เดียนระบุว่าแผนการชุมนุมในครั้งนี้เริ่มต้นมาจากการเรียกร้องชุมนุมอย่างทันด่วนของกลุ่มนักสตรีนิยมทางโซเชียลมีเดีย แต่กำลังเริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จากที่มีผู้เข้าร่วมในหลายประเด็นจนอาจจะกลายเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ หลังจากวันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยผู้คนแสดงการประท้วงต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ด้วยการสวมหมวกทอสีชมพู

เคย์ลิน วิตติงแฮม ประธานสมาคมทนายความผู้หญิงคนดำกล่าวว่าการร่วมเดินขบวนของผู้คนในหลากหลายประเด็นเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาต้องยืนหยัดต่อสู้ร่วมกันจนเป็นพลังที่ไม่อาจละเลยได้

ในตอนนี้มีกลุ่มสายก้าวหน้าเกือบ 200 กลุ่มทั้งเล็กและใหญ่ให้การสนับสนุนวีแมนส์มาร์ช โดยในกลุ่มเหล่านี้มาจากหลากหลายประเด็นทั้งประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย สิทธิผู้ต้องขัง สิทธิการเลือกตั้ง เสรีภาพสื่อ ประกันสุขภาพในราคาที่คนเข้าถึงได้ ความปลอดภัยจากอาวุธปืน ความเท่าเทียมทางเชื้อชาติและเพศสภาพรวมถึงประเด็นเรียกร้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แม้จะใช้ชื่อ “การเดินขบวนของผู้หญิง” แต่ผู้ชายก็สามารถเข้าร่วมได้

ลินดา ซาร์ซูร์ แกนนำการชุมนุมในครั้งนี้กล่าวว่าจะมีการประท้วงพร้อมกันมากกว่า 300 จุดทั่ว 50 รัฐ รวมถึงจะมีการเดินขบวนสนับสนุนในประเทศอื่นๆ 30 ประเทศด้วย ซาร์ซูร์กล่าวว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาจำเป็นต้องลุกขึ้นสู้กับรัฐบาลที่เป็นภัยต่อประเด็นต่างๆ ของพวกเขา และหวังว่าการจัดชุมนุมในครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในขบวนการรากหญ้าสายก้าวหน้าที่ใหญ่ที่สุด โดยที่ซาร์ซูร์เป็นนักกิจกรรมด้านสิทธิพลเมืองในนิวยอร์กและเป็นชาวอาหรับ-อเมริกัน ที่มีรากมาจากปาเลสไตน์

หนึ่งในผู้ชุมนุมเป็นหญิงที่ทำงานดูแลบ้านที่ชื่อ จูน แบร์เร็ตต์ เธอไม่พอใจเมื่อได้ยินทรัมป์พูดถึงการจับอวัยวะเพศผู้หญิงจากการที่เธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศจากการถูกจับอวัยวะเพศมาก่อน แบร์เร็ตต์เล่าว่าหลังจากที่เธอได้ยินทรัมป์พูดเรื่องนี้เธอก็เริ่มรู้สึกซึมเศร้าเล็กน้อย เธอพยายามอยู่ห่างๆ จากโบสถ์แบ๊บติสต์ที่พยายามชักจูงให้ลงคะแนนให้กับทรัมป์และไมค์ เพนซ์ ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สะเทือนศรัทธาทั้งหมดของเธอทำให้เธอตัดสินใจว่าจะร่วมเดินขบวนในครั้งนี้

แบร์เร็ตต์ยังเป็นผู้ที่ย้ายถิ่นฐานจากจาไมกามายังรัฐฟลอริดาในปี 2544 เธอเป็นคนดำ เป็นผู้อพยพ และนิยามตนเองว่าเป็นผู้ไม่ปิดกั้นทางเพศหรือ “เควียร์” ทำให้เธอเชื่อว่ารัฐบาลภายใต้ทรัมป์และเพนซ์จะส่งผลกระทบต่อเธอโดยเฉพาะทางลบ และเธอรู้สึกแย่ที่ผู้หญิงหลายคนซึ่งส่วนมากเป็นหญิงผิวขาวลงคะแนนให้พรรครีพับลิกัน

“วีแมนส์มาร์ช” เริ่มต้นมาจากความคิดของ เทเรซา ชูค ทนายความเกษียณในฮาวายผู้ที่ไม่พอใจความคิดเห็นของทรัมป์ที่มีต่อผู้หญิงเช่นกัน เธอวางแผนมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2559 และวางเวลาการประท้วงเอาไว้ราวช่วงสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ แต่ต่อมาข้อความของเธอก็ถูกนำไปบอกต่อผ่านกลุ่มในเฟซบุ๊กและเริ่มแพร่กระจายทั่วข้ามคืน แต่ในแผนการประท้วงช่วงแรกยังคงถูกวิจารณ์ว่าดูเป็นงานชุมนุมของคนขาวอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งที่ชื่อของมันคล้ายกับ “มิลเลียนแมนมาร์ช” และ “มิลเลียนวูแมนมาร์ช” ที่เคยเป็นการประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติสีผิวของกลุ่มคนผิวดำเมื่อราว 20 ปีก่อน

นอกจากนี้แล้วยังมีนักรณรงค์เรียกร้องการควบคุมอาวุธปืนและนักสิทธิแรงงานชาวลาติน มีกลุ่มรากหญ้าอื่นๆ แสดงตัวอยากเข้าร่วมแผนการประท้วงในครั้งนี้ด้วย รวมถึงกลุ่มหมวกทอ “พุสซีแฮตส์” ซึ่งเป็นกลุ่มที่คนร้จักกันมาก

ซาร์ซูร์กล่าวว่า “คนบางคนคิดว่าพวกเราเป็นแค่ไม้ประดับ แต่ฉันไม่ใช่แค่ชาวมุสลิมหน้าสวยคนหนึ่ง พวกเราจะนำการประท้วงนี้ไปด้วยกัน”

แลร์รี ซาบาโต ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการเมืองของมหาวิทยาลัยแห่งเวอร์จิเนียกล่าวว่าการประท้วงในครั้งนี้อาจจะเทียบได้กับการประท้วงสงครามเวียดนามหรือการประท้วงเรียกร้องสิทธิพลเมืองในประวัติศาสตร์ ทางด้าน ธานุ ยาคุพิทิยาจ โฆษกของสหพันธ์ผู้อพยพนิวยอร์กหนึ่งในกลุ่มที่จะร่วมชุมนุมกล่าวว่าการเดินขบวนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อสิทธิของผู้อพยพอย่างเดียวแต่เป็นการเรียกร้องความเท่าเทียมกันทางเพศ เรียกร้องการปฏิรูปตำรวจ และการคุ้มครองด้านสวัสดิการสาธารณสุขด้วย

หนึ่งในผู้ที่จะเข้าร่วมเป็นคนพิการที่นั่งรถเข็นชื่อ โคลลีน ฟลานาแกน เธอบอกว่าถึงแม้เธอจะ “เดินขบวน” ไม่ได้ก็ขอ “เลื่อนรถเข็น” เพื่อเรียกร้องสิทธิให้ตัวเองจากการที่เธอไม่พอใจที่ทรัมป์เย้ยหยันนักข่าวผู้พิการออกสื่อ โดยบอกว่า “การข่มเหงรังแกเช่นนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นการเหมารวมกีดกันเป็นวงกว้างในสังคมได้”

ถึงแม้ว่าการร่วมกันชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมจากหลายภาคส่วนในสังคมครั้งนี้จะมีแนวร่วมจากหลายที่หลายประเด็นมากแต่คนหัวก้าวหน้าส่วนหนึ่งก็ยังบอกไม่อยากเข้าร่วม เช่น กลุ่มผู้หญิงคนขาวบางคนอ้างว่าพวกเขารู้สึกถูกกีดกันจากการพูดเรื่องความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติสีผิว ส่วนผู้หญิงที่เป็นชนกลุ่มน้อยก็อ้างว่าฝ่ายหญิงคนขาวยังไม่ค่อยยอมทำความเข้าใจว่าพวกเธอมีอภิสิทธิ์อะไรเหนือคนอื่นบ้าง

ถึงกระนั้น จอน โอ เบรียน จากกลุ่มคาทอลิกฟอร์ชอยส์ กลุ่มศาสนาที่สนับสนุนให้ผู้หญิงมีทางเลือกทางเพศวิถีหรือการทำแท้งผู้ที่ต้องการร่วมขบวนด้วยบอกว่าการเดินขบวนในครั้งนี้เป็นการแสดง “ความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันอย่างแท้จริง” จากที่มีคนทุกกลุ่มอัตลักษณ์ไม่ว่าจะเป็น “คนขาว คนดำ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนรักเพศตรงข้าม ผู้นิยมพรรคเดโมแครต ผู้นิยมพรรครีพับลิกันสายกลาง คนรวย คนจน พูดอีกอย่างหนึ่งคือ อเมริกา”

 

เรียบเรียงจาก

Women’s March on Washington set to be one of America’s biggest protests, The Guardian, 14-01-2017
https://www.theguardian.com/us-news/2017/jan/14/womens-march-on-washington-protest-size-donald-trump


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ป้ายฮอลลีวูดถูกเปลี่ยนเป็นฮอลลีวีด-หลังแคลิฟอร์เนียประชามติผ่าน กม.กัญชา

ป้ายฮอลลีวูดถูกเปลี่ยนเป็นฮอลลีวีด-หลังแคลิฟอร์เนียประชามติผ่าน กม.กัญชา

ป้ายฮอลลีวูด (HOLLYWOOD) ถูกมือดีแอบเปลี่ยนเป็นฮอลลีวีด (HOLLYWeeD) ในคืนต้อนรับปีใหม่ สอดคล้องกับที่รัฐแคลิฟอเนียลงประชามติผ่านกฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ด้านสันทนาการ ด้านตำรวจตั้งทีมสืบสวนว่าเป็นฝีมือใคร

ที่มาของภาพ: Twitter/tommychong

2 ม.ค. 2559 – ชาวเมืองลอส แองเจลิส ตื่นขึ้นมาในเช้าวันปีใหม่ แล้วต้องพบกับฝีมือของพวกมือดีที่เปลี่ยนป้ายฮอลลีวูด (HOLLYWOOD) เป็นฮอลลีวีด (HOLLYWeeD) โดย KABC-TV ระบุว่าตำรวจได้ตั้งทีมขึ้นมาสืบว่าเป็นฝีมือของใคร

ต่อมาโฆษกตำรวจของลอส แองเจลิส ระบุว่ามือดีเหล่านี้ใช้เพียงผ้าใบขนาดใหญ่หมุนอักษรตัวโอ 2 ตัวในป้ายให้กลายเป็นตัวอีแบบตัวพิมพ์เล็ก โดยใช้เวลาในช่วงกลางคืน โดยผู้ก่อเหตุซึ่งสวมชุดดำ ถูกจับภาพได้จากกล้องวงจรปิดและจะถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุก โดยเป็นคดีลหุโทษ

เหตุที่มือดีเปลี่ยนป้ายดังกล่าว ดูเหมือนจะเป็นการปักหมุดถึงความสำเร็จในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพราะถึงแม้ว่าผลคะแนนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ฮิลลารี คลินตันจะชนะ แต่ทั่วประเทศก็แพ้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งที่เลือกโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ในการลงประชามติกฎหมายซึ่งจัดขึ้นพร้อมกัน ก็สามารถผ่านญัตติที่ 64 ซึ่งจะอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ด้านสันทนาการ โดยการซื้อขายและเก็บภาษีกัญชาจะเริ่มขึ้นในปี 2018

ทั้งนี้ในปี 1923 (พ.ศ. 2466) มีการติดตั้งป้ายขึ้นเป็นครั้งแรกว่าฮอลลีวูดแลนด์ (Hollywoodland) เพื่อโฆษณาโครงการที่พักอาศัยบนเนินเขาเหนือลอส แองเจลิส ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นฮอลลีวูด (Hollywood) ในปี 1949 (พ.ศ. 2492) ตามข้อเสนอของหอการค้าฮอลลีวูด

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงข้อความที่ป้ายฮอลลีวูดเป็นฮอลลีวีด ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยในเดือนมกราคมปี 1976 (พ.ศ. 2519) เคยมีคนแก้เป็น “ฮอลลีวีด” หลังจากที่รัฐแคลิฟอเนียแก้ไขกฎหมายเพื่อลดโทษให้กับคดีที่เกี่ยวกับกัญชา

ป้ายฮอลลีวูดยังถูกเปลี่ยนเพื่อสะท้อนประเด็นต่างๆ บ่อยครั้ง เช่น เปลี่ยนเป็น “OLLYWOOD” ในเดือนกรกฎาคมปี 1987 (พ.ศ. 2530) ในช่วงที่เริ่มไต่สวนข้อกล่าวหา Iran-Contra ที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแอบขายอาวุธให้อิหร่านเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกัน และเพื่อนำเงินที่ได้ไปช่วยกบฏคอนทราในนิคารากัวเป็นการลับ หรือมีการเปลี่ยนป้ายเป็น “HOLYWOOD” เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น พอล ที่ 2 มาเยือนเมื่อกันยายนปี 1987 (พ.ศ. 2530) หรือเปลี่ยนเป็น “OIL WAR” เมื่อปี 1991 (พ.ศ. 2534) ช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 1 ฯลฯ

 

แปลและเรียบเรียงจาก

‘Hollyweed’: California’s Hollywood sign changed in post-election prank, The Guardian, 1 January 2017

Hollywood Sign, Wikipedia (เข้าถึงเมื่อ 2 มกราคม 2017)

สมาคมนักเขียน-สื่อเทศแถลงหลังไทยผ่าน พ.ร.บ.คอมฯ ห่วงนักเขียน-สื่อถูกละเมิดหนักข้อ

สมาคมนักเขียน-สื่อเทศแถลงหลังไทยผ่าน พ.ร.บ.คอมฯ ห่วงนักเขียน-สื่อถูกละเมิดหนักข้อ

Posted: 18 Dec 2016 05:47 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สมาคมนักเขียนอเมริกา (PEN America) และคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) ออกแถลงการณ์กรณีไทยผ่าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หวั่นสิทธินักเขียน-สื่อถูกละเมิดเพิ่มขึ้น

18 ธ.ค. 2559 ความเคลื่อนไหวหลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา วันเดียวกัน สมาคมนักเขียนอเมริกา (PEN America) ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับแก้ไขนี้จะยังคงทำให้เกิดการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องและเลวร้ายยิ่งขึ้น

สมาคมนักเขียนอเมริกา ระบุว่า สนช. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลทหารได้ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดย พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับเดิม ถูกวิจารณ์อย่างมากจากกลุ่มที่ทำงานเรื่องสิทธิในความเป็นส่วนตัว ข้อมูลจากองค์กรฟอร์ติฟายไรท์ ระบุว่า เฉพาะปีนี้ มีข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล 399 ข้อกล่าวหา และระหว่างที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ ก็มีประชาชนกว่า 300,000 คนร่วมลงชื่อคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว

สมาคมนักเขียน อเมริกา ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในร่างใหม่นี้ ประกอบด้วย 1.การกำหนดโทษจำคุกไม่เกินห้าปี สำหรับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

2.การให้อำนาจคณะกรรมการของรัฐ (คณะกรรมการกลั่นกรอง) ในการร้องขอต่อศาลให้สั่งนำเนื้อหาออนไลน์ซึ่งเข้าข่ายขัดศีลธรรมอันดีของประชาชนออก แม้ว่าเนื้อหาดังกล่าวจะไม่ได้ละเมิดกฎหมายใดเลยก็ตาม

3.ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการขอข้อมูลของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องมีหมายค้น

คาริน ดอยช์ คาเลคาร์ ผู้อำนวยการ โครงการเสรีภาพที่ตกอยู่ในความเสี่ยง ของสมาคมนักเขียนอเมริกา (PEN America’s Free Expression At-Risk Programs) แสดงความเห็นว่า กฎหมายใดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ควรต้องยึดหลักการสำคัญเรื่องการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการแสดงออกของปัจเจก ซึ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับ พ.ศ. 2550 นั้นล้มเหลวในจุดนี้และแทนที่ร่างแก้ไขฉบับที่ผ่าน สนช. จะแก้ปัญหาดังกล่าวก็กลับเต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างเห็นได้ชัด

“เราเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้ทางการไทยให้สัญญากับสาธารณะว่าจะไม่มีการใช้กฎหมายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล”

ที่ผ่านมา สมาคมนักเขียน อเมริกา เคยออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อเสรีภาพในการแสดงออกที่ถดถอยของประเทศไทยตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา ทั้งนี้ สมาคมนักเขียน อเมริกา พบว่า ในจำนวนเคสที่เก็บข้อมูลมาได้จากทั่วโลกนั้น เกือบ 50% ของนักเขียนที่ถูกลงโทษจำคุก มาจากการเขียนหรือแสดงความเห็นทางออนไลน์

ด้านคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านเสรีภาพสื่อที่มีสำนักงานในสหรัฐฯ ก็ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะให้อำนาจรัฐให้การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตโดยใช้เกณฑ์ที่คลุมเครือและกว้างขวางเกินไป

เช่นเดียวกับสมาคมนักเขียน อเมริกา คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวได้แสดงความกังวลต่อการกำหนดโทษจำคุกห้าปี สำหรับการนำเข้าข้อมูลเท็จที่อาจกระทบต่อความมั่นคง การมีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาปิดเว็บที่ไม่ผิดกฎหมายแต่ขัดศีลธรรมและการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐขอข้อมูลผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล

ชอว์น คริสปิน ตัวแทนอาวุโสจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ที่ผ่านมา กฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ของไทยเป็นภัยคุกคามต่อผู้สื่อข่าวที่ทำงานออนไลน์ การแก้ไขที่คลุมเครือและกว้างเกินไปมีแต่จะอันตรายยิ่งขึ้น

“รัฐบาลทหารไทยมักเอาเรื่องการแสดงความเห็นกับการก่ออาชญากรรมมาปนกัน การแก้ไขกฎหมายนี้จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่กว้างขวางกว่าเดิมในการจัดการกับผู้เห็นต่าง การแก้กฎหมายนี้ควรต้องถูกยกเลิกและหากจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้อีกในอนาคต ควรจะต้องให้ความสำคัญกับการประกันเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นอันดับแรก” ชอว์น คริสปิน ระบุ

 

แปลและเรียบเรียงจาก

https://pen.org/press-release/2016/12/16/thailand-amended-computer-crime-act-step-backward-free-expression

https://cpj.org/2016/12/thai-legislation-threatens-online-freedoms.php

หมายเหตุ : 2.35 น. 19 ธ.ค. 2559 ทางประชาไทได้มีการปรับแก้เนื้อหาเพิ่มเติม

คนอังกฤษระดมทุนฟ้องนักการเมือง ฐาน ‘โกหก’ ช่วงประชามติ Brexit

คนอังกฤษระดมทุนฟ้องนักการเมือง ฐาน ‘โกหก’ ช่วงประชามติ Brexit

Posted: 04 Oct 2016 05:03 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

4 ต.ค. 2559 สื่อ บิซิเนส อินไซเดอร์ จากอังกฤษรายงานเรื่องของ มาร์คัส เจ บอล ผู้ระดมทุนจากประชาชนทั่วไปเพื่อฟ้องร้องเอาผิดกับนักการเมืองอังกฤษที่โกหกในช่วงหาเสียงประชามติว่าอังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิกภาพสหภาพยุโรปหรือไม่ ภายใต้ชื่อโครงการว่า #BrexitJustice เขาสามารถรวบรวมเงินทุนทะลุเป้าหมาย 100,000 ปอนด์ โดยได้กว่า 145,000 ปอนด์ จากผู้สนับสนุน 4,913 ราย

บอลเปิดเผยว่าเขาจะใช้เงินจากการระดมทุนเหล่านี้ในการจ้างทีมกฎหมายที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับกลุ่มผู้นำการรณรงค์ฝ่ายโหวตให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกภาพอียูในเรื่องการหลอกลวงต้มตุ๋น ประพฤติไม่เหมาะสมในตำแหน่งราชการ ใช้อิทธิพลเกินเลย และอาจจะฟ้องเรื่องปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติด้วย

โครงการนี้มีแผนฟ้องร้อง บอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษและไนเจล ฟาราจ อดีตหัวหน้าพรรคยูคีป แต่ก็ไม่เพียงแค่นักการเมืองฝ่ายโหวตออกเท่านั้น #BrexitJustice ยังมีแผนการฟ้องร้องนักการเมืองฝ่ายโหวตคงอยู่ในอียูด้วย

บอลซึ่งเป็นผู้ลงคะแนนให้คงอยู่กับอียูต่อไปกล่าวว่า “ถ้าหาก #BrexitJustice เป็นเรื่องเกี่ยวกับความจริงทางการเมืองอย่างเที่ยงแท้ พวกเราก็ต้องสืบสวนในเรื่องความไม่สุจริตของทั้งสองฝ่ายทางการเมือง ถ้าหากพวกเราต้องการทำให้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่างต่อเหล่าผู้นำทางการเมืองทั้งจากฝ่ายออกจากอียูและฝ่ายคงอยู่ในอียู พวกเราก็ต้องฟ้องร้องดำเนินคดีกับทั้งฝ่ายออกจากอียูและฝ่ายคงอยู่ในอียู”

สำนักงานกฎหมายที่บอลจ้างจัดการคดีนี้คือบริษัทในลอนดอนชื่อ “เอ็ดมอนด์ มาร์แชล์ แมคมาฮอน” (EMM) ที่หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือ แอนดรูว์ มาร์แชลล์ เป็นทนายความที่มีประสบการเคยทำคดีฟ้องร้องบรรษัทอย่างเชลล์ หรือโรลส์รอยซ์มาแล้ว โดยบอลบอกว่าทางสำนักงานกฎหมายแนะนำเขาเรื่องการฟ้องร้องทั้งสองฝ่ายจะทำให้คดีของเขามีน้ำหนักในศาลมากขึ้น

บอลเคยกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อบิซิเนส อินไซเดอร์ ว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้การฟ้องร้องในครั้งนี้สำเร็จจึงอยากให้ผู้สนับสนุนรู้ว่ามันเป็นเรื่องท้าทายมากและถ้าหากจะฟ้องร้องนักการเมืองในสภาอาจจะต้องการเงินทุนอย่างน้อย 2 ล้านปอนด์ เพราะพวกเขากำลังต่อสู้กับกลุ่มคนมั่งคั่งที่อาจจะมีทุนใช้จัดการกับคดีถึงหลายสิบล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตามในหน้าเพจระดมทุนของ #BrexitJustice ระบุว่าบุคคลหรือองค์กรที่พวกเขากล่าวหาว่ามีความผิดอาจจะได้รับการพิสูจน์ว่าไม่มีความผิดจากข้อกล่าวหาก็ได้ การดำเนินการของพวกเขาจึงเป็นการสำรวจความเป็นไปได้ที่นักการเมืองเหล่านี้เคยกระทำความผิดเท่านั้น

 

เรียบเรียงจาก

This man has raised over £145,000 and hired a team of lawyers to prosecute politicians who lied about Brexit, Business Insider UK, 27-09-2016
http://uk.businessinsider.com/brexit-justice-european-union-boris-johnson-2016-9

#BrexitJustice, Crowdfunder (เข้าดูเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2559)
http://www.crowdfunder.co.uk/brexitjustice


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

[pt_view id=”0a4deaefa5″

ผู้หญิงโปแลนด์วางแผนแต่งดำหยุดงานประท้วงกฎหมายห้ามทำแท้งฉบับใหม่

ผู้หญิงโปแลนด์วางแผนแต่งดำหยุดงานประท้วงกฎหมายห้ามทำแท้งฉบับใหม่

Posted: 03 Oct 2016 12:13 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

กฎหมายโปแลนด์อนุญาตให้ผู้หญิงทำแท้งกรณีถูกข่มขืนกับทารกในครรภ์เป็นอันตราย แต่รัฐบาลโปแลนด์ก็กำลังจะเปลี่ยนกฎให้ถอยหลังกว่าเดิมโดยจำกัดสิทธิแม้กระทั่งสองกรณีข้างต้น ทำให้กลุ่มคนงานหญิงวางแผนนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ

วิดีโอ #CzarnyProtest #BlackProtest
หญิงโปแลนด์แต่งดำเขียนข้อความถึงสาเหตุที่ต้องประท้วงกฎหมายทำแท้งฉบับใหม่
(จากผู้ใช้ชื่อ Gabcsika, Youtube)

คนงานหญิงในโปแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกมีอิทธิพลมากวางแผนหยุดงานประท้วงในวันที่ 3 ต.ค.นี้เพื่อแสดงการต่อต้านที่รัฐบาลโปแลนด์พยายามออกกฎหมายควบคุมการทำแท้งอย่างเคร่งครัดขึ้น โดยผู้วางแผนชุมนุมหวังจะทำให้เศรษฐกิจและสังคมของโปแลนด์หยุดชะงัก

ปัจจุบันกฎหมายทำแท้งในโปแลนด์อนุญาตให้แค่ในกรณีของคนที่ถูกข่มขืนหรือในกรณีที่ทารกในครรภ์เป็นอันตราย แต่ ส.ส. ในโปแลนด์เสนอให้มีการใช้กฎหมายจำกัดสิทธิมากขึ้นกว่าเดิมคือการออกกฎห้ามทำแท้งแม้แต่ในกรณีที่ถูกข่มขืนหรือทารกในครรภ์เป็นอันตราย โดยเสนอให้มีบทลงโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี กับผู้หญิงที่ฝ่าฝืนซึ่งร่างกฎหมายใหม่นี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ผู้คนในโปแลนด์เรียกการประท้วงนี้ว่า “การประท้วงสีดำ” ซึ่งจะมีการนัดหยุดงานในเมือง 60 เมืองทั่วโปแลนด์และมีการส่งเสริมให้สวมชุดสีดำและโพสต์รูปภาพลงโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นการแสดงการมีส่วนร่วม โดยที่บรรษัทและธุรกิจหลายแห่งจะร่วมแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยการให้สัญญาว่าจะปิดสถานที่ทำการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการนัดหยุดงานประท้วงด้วย

ผู้หญิงในโปแลนด์ยังทำวิดีโอขาวดำในโทนทะมึนๆ มีผู้หญิงแต่งดำทาตาคล้ายร้องไห้ยืนถือป้ายแสดงเหตุผลถึงการที่พวกเธอต้องออกมาต่อต้านกฎหมายการห้ามทำแท้งฉบับใหม่ ป้ายแผ่นหนึ่งระบุว่าโปแลนด์มีการบันทึกสถิติในเรื่องการข่มขืนได้แย่มาก มีกรณีคนถูกข่มขืนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรายงานและผู้ก่อเหตุข่มขืนมักจะลอยนวลไม่ถูกให้รับผิด นั่นหมายความว่าถ้ากฎหมายฉบับใหม่มีการบังคับใช้ในขณะที่ผู้ชายข่มขืนผู้หญิงแล้วลอยนวล แต่ผู้หญิงเกิดตั้งครรภ์ผู้หญิงยังต้องถูกบังคับให้แบกรับภาระการตั้งครรภ์หรือไม่ก็จะถูกจำคุก ดังนั้นกฎหมายฉบับใหม่ของโปแลนด์จึงถือเป็น “ความรุนแรงต่อสตรี”

วิดีโอดังกล่าวมีการลงท้ายวิดีโอด้วยแฮ้ชแท็ก #CzarnyProtest #BlackProtest หรือการประท้วงสีดำ วิดีโอดังกล่าวระบุอีกว่ากฎหมายใหม่ของโปแลนด์นอกจากจะลงโทษคนทำแท้งแล้วก็ยังลงโทษผู้หญิงที่แท้งลูกโดยไม่ได้เจตนาโดยการจำคุก 2 ปีด้วย

นอกจากนี้มีการเผยแพร่ใบปลิวผ่านทางออนไลน์ระบุว่า “การประท้วงสีดำเป็นการปกป้องสิทธิในการมีชีวิตและสุขภาวะของผู้หญิงในโปแลนด์ พวกเราขอเรียกร้องให้มีการเข้าถึงการศึกษาเรื่องเพศ การเข้าถึงกระบวนการคุมกำเนิด และกระบวนการผดุงครรภฺ์ที่ไว้ใจได้ พวกเราต่อต้านการเพิ่มความเข้มงวดกฎหมายการทำแท้ง”

การนัดหยุดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากคนที่มีชื่อเสียงในโปแลนด์อย่างซูเปอร์โมเดลอันยา รูบิค ที่โพสต์ประท้วงด้วยการกากบาทปิดปากตัวเองผ่านโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตามในโปแลนด์มีกลุ่มต่อต้านการทำแท้งที่ได้รับการสนับสนุนจากโบสถ์นิกายคาทอลิกและนายกรัฐมนตรีเชียตา
ชีดโล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมแพทริค ยากี ในประเทศโปแลนด์มีชาวนิกายคาทอลิกอยู่ร้อยละ 87 ของประชากรทั้งหมดและมีอิทธิพลต่อสังคมโปแลนด์มากพอสมควร

จากสถิติของทางการโปแลนด์ระบุว่ามีการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายในโปแลนด์ราว 1,000 กรณีต่อปี อย่างไรก็ตามมีการประเมินว่าอาจจะมีกรณีทำแท้งนอกกฎหมายในระดับที่สูงกว่าคือราว 150,000 กรณีต่อปีที่พยายามทำแท้งเองด้วยการซื้อยาทางอินเทอร์เน็ต ในเดือน มิ.ย. ปีที่แล้วเคยมีนักกิจกรรมใช้โดรนส่งยาทำแท้งเข้าไปในโปแลนด์เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้หญิงในโปแลนด์

จากข้อมูลแผนภาพขององค์กรศูนย์เพื่อสิทธิการเจริญพันธุ์ในปี 2557 ระบุว่าโปแลนด์เป็นประเทศยุโรปตะวันออกประเทศเดียวที่ไม่อนุญาตให้ทำแท้งเว้นแต่ในกรณีเฉพาะ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันออกให้สิทธิทำแท้งได้โดยไม่มีข้อจำกัด ในระดับโลกยังมี 66 ประเทศที่มีกฎหมายการทำแท้งแบบเดียวกับโปแลนด์

เรียบเรียงจาก

Polish women to stage all-out strike to protest abortion ban, TheIndependent, 30-09-2016
http://www.independent.co.uk/news/world/europe/polish-women-strike-abortion-laws-restrictions-changes-economy-a7339141.html

Poland’s Medieval New Abortion Law #CzarnyProtest #BlackProtest,Gabcsika, Youtube
https://www.youtube.com/watch?v=-5hvWdM9ZHQ


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เหลียงชุนอิง ขู่ฟ้องสื่อ ‘แอปเปิล เดลี’ กรณีกล่าวหาการรับสินบนในอดีต

เหลียงชุนอิง ขู่ฟ้องสื่อ ‘แอปเปิล เดลี’ กรณีกล่าวหาการรับสินบนในอดีต

Posted: 03 Oct 2016 12:23 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เหลียงชุนอิง ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกงออกจดหมายขู่ฟ้องหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น “แอปเปิล เดลี” จากกรณีที่ระบุถึงข้อกล่าวหาว่าเหลียงชุนอิงรับสินบน เหลียงชุนอิงอ้างว่าหนังสือพิมพ์มี “เจตนาร้าย” ทำลายโอกาสในการที่เขาจะชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฮ่องกงครั้งถัดไป

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเหลียงชุนอิงส่งจดหมายถึงแอปเปิล เดลี เกี่ยวกับบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา จดหมายระบุให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เลิกกล่าวหาเขาในเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการถอนคำพูดในบทบรรณาธิการโดยผ่านการตรวจสอบจากเหลียงชุนอิงก่อนด้วย

ในจดหมายดังกล่าวอ้างว่าบทความของแอปเปิล เดลี “มีความจงใจจำกัดไม่ให้เหลียงชุนอิงใช้สิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายมาตรา 26 ของกฎหมายพื้นฐานและมาตรา 21 ข้อ 8 แห่งบัญญัติสิทธิของฮ่องกง ในการที่เขาจะลงเลือกตั้งปี 2560″ แม้ว่าเหลียงชุนอิงจะยังไม่ได้ประกาศว่าจะลงเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการในสมัยที่สองอย่างเป็นทางการแต่ก็แสดงออกว่าต้องการลงแข่งด้วย

บทบรรณาธิการดังกล่าวเรียกร้องให้ ส.ส. ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งในฮ่องกงใช้อำนาจพิเศษของสภานิติบัญญัติฮ่องกงในการตรวจสอบติดตามการจ่ายเงิน 50 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงที่เขาได้รับจากบริษัท UGL ของออสเตรเลียช่วงก่อนที่เขาจะเข้าสู่ตำแหน่งในปี 2555 โดยที่เหลียงชุนอิงปฏิเสธซ้ำๆ ว่าไม่ได้ทำข้อตกอะไรกับ UGL ก่อนหน้าที่จะเป็นผู้ว่าการฮ่องกง โดย UGL เป็นบริษัทวิศวกรรมที่ต้องการซื้อบริษัทอสังหาริมทรัพย์ DTZ ที่เหลียงชุนอิงเป็นกรรมการบริษัทอยู่และกำลังอยู่ในสภาพใกล้ล้มละลาย มีการทำข้อตกลงดังกล่าวในช่วง 2 วันก่อนที่เหลียงชุนอิงจะลาออกจาก DTZ และมีการเข้ายึดครองกิจการเสร็จสมบูรณ์ ทำให้เหลียงชุนอิงได้รับเงินสองก้อนในปี 2555 และ 2556 ทั้ง UGL และเหลียงชุนอิงบอกว่าเงินเหล่านี้เป็นการป้องกันไม่ให้เหลียงชุนอิงก่อตั้งหรือไปเข้ากับบริษัทคู่แข่งภายในช่วงเวลา 2 ปี และมีพันธะเพิ่มเติมให้เหลียงชุนอิงอาจจะต้องเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาให้กับ UGL เป็นบางครั้งถ้าได้รับการทาบทาม

ในจดมายขู่สื่อของเหลียงชุนอิงระบุว่ามันไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเรื่องการตกลงทางการค้า อีกทั้งยังระบุว่าการใช้ชื่อเล่นเรียกเหลียงชุนอิงอย่าง “689” “หมาป่าอิง” และ “อิงจอมโกหก” ถือเป็นการต่อต้านด้วยการ “ดูหมิ่น” ตัวเลข “689” ที่เป็นชื่อเล่นของเหลียงชุนอิงหมายถึงจำนวนตัวเลขที่คณะกรรมการ 1,200 คน ลงมติให้เขาเป็นผู้ว่าการในปี 2555 ซึ่งในตอนนั้นยังใช้ระบบเดิม แต่ในปีหน้าการเลือกผู้ว่าการฮ่องกงจะเป็นระบบการเลือกตั้งแบบที่ทางการจีนคัดตัวแทนให้

ชานปุ้ยหมาน (Chan Pui-man) บรรณาธิการใหญ่ของแอปเปิล เดลี กล่าวตอบโต้คำกล่าวหาของเหลียงชุนอิงในเรื่องที่อ้างว่าบทบรรณาธิการของพวกเขาจะถึงขั้นทำให้เหลียงชุนอิงไม่สามารถลงเลือกตั้งอีกครั้งว่า ถือเป็นการอ้างที่ “ไร้สาระและน่าขัน” เธอกล่าวอีกว่า “พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติ์จริงๆ ถ้าหากว่าพวกเราจะทรงอำนาจขนาดนั้น”

ทางหนังสือพิมพ์ตีพิมพ์บทความขอโทษแต่ระบุว่าเป็นการพูดกับผู้อ่านไม่ได้พูดกับเหลียงชุนอิงและระบุว่าพวกเขาจะไม่ถอนคำพูด

สมาคมนักข่าวในฮ่องกงแสดงออกต่อการกระทำของเหลียงชุนอิงว่าเป็นเรื่อง “น่าสะเทือนใจและน่าเสียใจ” และบอกว่าเขาทำให้ผู้คนเป็นกังวลเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไชนีสบอกว่าการกระทำของเหลียงชุนอิงไม่มีประโยชน์ต่อการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองเลย

เหลียงชุนอิงเคยขู่ใช้มาตรการทางกฎหมายกับสื่ออื่นมาแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2556 ที่เขาเขียนจดหมายขู่ฟ้องร้องวารสารเศรษฐศาสตร์ฮ่องกงและคอลัมนิสต์ที่เขียนบทความเชื่อมโยงเขากับแก็งค์มาเฟียฮ่องกง

 

เรียบเรียงจาก

Hong Kong Chief Executive Leung Chun-ying threatens to sue Apple Daily over ‘malicious’ editorial, South China Morning Post, 30-09-2016

http://www.scmp.com/news/hong-kong/politics/article/2023758/hong-kong-chief-executive-leung-chun-ying-threatens-sue


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สหประชาชาติประชุมฉุกเฉิน-หารือตอบโต้เกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 5

สหประชาชาติประชุมฉุกเฉิน-หารือตอบโต้เกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 5

Posted: 09 Sep 2016 04:29 PM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เกาหลีเหนือถือโอกาสวันก่อตั้งประเทศ ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 10 ปี และเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ ด้านกองทัพเกาหลีใต้ประเมินแรงระเบิดกว่า 10 กิโลตัน ประกาศลั่นเกาหลีใต้พร้อมชิงโจมตีก่อน หากมีสัญญาณว่าเกาหลีเหนือจะทำสงครามนิวเคลียร์ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประชุมด่วน คาดว่าจะมีมาตรการคว่ำบาตรรอบล่าสุดต่อเกาหลีเหนือ

แฟ้มภาพ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ประธานพรรคแรงงานเกาหลี ประธานคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐ แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพประชาชนเกาหลี เมื่อ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา (ที่มา: KCNA)

10 ก.ย. 2559 ตามที่เมื่อวานนี้ (9 ก.ย.) เมื่อเวลา 07.30 น. ตามเวลาประเทศไทย หรือ 09.00 น. ตามเวลาเกาหลีเหนือ หรือ 09.30 น. ตามเวลาเกาหลีใต้ มีรายงานว่า เกาหลีเหนือได้ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา โดยหลังกาดทดลองได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.3 โดยแรงสั่นสะเทือนมีศูนย์กลางอยู่ที่สถานที่ทดสอบนิวเคลียร์ปุงเก-รี ของเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้นในวันครบรอบการสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือเกาหลีเหนือ

โดยในเวลาต่อมา สถานีโทรทัศน์กลางเกาหลี (KCTV) ของทางการเกาหลีเหนือ รี ชุนฮี ผู้ประกาศข่าวอาวุโสของสถา ซึ่งอ่านคำประกาศของเกาหลีเหนือมาตั้งแต่สมัย คิม อิลซุง เป็นผู้อ่านคำประกาศอ้างว่าการทดสอบนิวเคลียร์เป็นผลสำเร็จด้วย และอ้างว่าไม่มีกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลจากสถานที่ทดสอบ

ในรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป ระบุว่า  คณะเสนาธิการทหารร่วม หรือ JCS ของเกาหลีใต้ ประเมินว่าระเบิดที่เกาหลีเหนือทดสอบสร้างแรงระเบิดถึง 10 กิโลตัน ซึ่งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ โดยการทดสอบก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคมปี 2559 เกิดแรงระเบิดขนาด 6 กิโลตัน

ทั้งนี้กองทัพเกาหลีใต้ได้จัดประชุมฉุกเฉิน ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ นำโดยประธานคณะเสนาธิการร่วม ลี ซุนจิน

ด้าน ลีม โฮ-ยอง ประธานผู้อำนวยการของฝ่ายวางแผนการ คณะเสนาธิการทหารร่วม (JCS) ขู่ว่า “หากมีสัญญาณการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้จะใช้วิธีชิงโจมตีผู้นำเกาหลีเหนือก่อน โดยจะร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด”

ในรายงานของยอนฮัประบุว่า เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเกาหลีใต้เอ่ยถึงการชิงโจมตีก่อน หากมีสัญญาณว่าเกาหลีเหนือจะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์

ขณะที่ประธานาธิบดีปัก กึนเฮ ของเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมประชุมอาเซียนที่ สปป.ลาว ได้ประชุมฉุกเฉินกับทีมงาน โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า “การทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือถือเป็นการละเมิดต่อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และท้าทายประชาคมนานาชาติ” ทั้งนี้ปัก กึนเฮ ยุติการเยือน สปป.ลาว ก่อนกำหนด และรีบเดินทางกลับเกาหลีใต้ทันที เพื่อรับมือในประเด็นความมั่นคงดังกล่าว

ในส่วนของปฏิกิริยาจากนานาชาตินั้น ในรายงานของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น กล่าวประณามเกาหลีเหนือว่า การที่เกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งล่าสุดเมื่อเช้านี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น และบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคนี้รวมถึงประชาคมโลก ซึ่งญี่ปุ่นขอประณามอย่างรุนแรง และได้ยื่นประท้วงไปยังเกาหลีเหนือแล้ว นอกจากนี้ญี่ปุ่นจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อรับมือกับสถานการณ์

ขณะที่ ในรายงานของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่า สหรัฐจะสร้างความมั่นใจว่ามีมาตรการป้องกันอย่างเพียงพอในการปกป้องสหรัฐ และพันธมิตร และสหรัฐจะเพิ่มมาตรการกดดันเกาหลีเหนือให้รุนแรงขึ้นจากการกระทำดังกล่าวของเกาหลีเหนือ

ล่าสุด สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้ รายงานว่า บัน คี-มุน เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติได้หารือด่วนเมื่อวันศุกร์ (9 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเข้าสู่วันที่ 10 ก.ย. แล้วตามเวลาประเทศไทย เพื่อหามาตรการคว่ำบาตรใหม่เพื่อตอบโต้กรณีที่เกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 5

ทั้งนี้สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เป็นผู้ร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหารือในเรื่องดังกล่าว หลังเกาหลีเหนือถือโอกาสในวันก่อตั้งประเทศทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ โดยการทดสอบก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในเดือนมกราคม

บัน คี-มุน ระบุว่าจะประณามการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือด้วยถ้อยคำที่แข็งกร้าวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างที่เกาหลีเหนือได้ฝ่าฝืนข้อมติสหประชาชาติ และเข้ายังเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมี “มาตรการเชิงปฏิบัติที่เหมาะสม”

“ผมวางใจในคณะมนตรีความมั่นคงที่จะรวมกันและมีมาตรการที่เหมาะสม เราต้องยุติการเขม็งเกลียวนี้”

ก่อนหน้านี้หลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 4 เมื่อเดือนมกราคม 2559 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมาตรการเหล่านี้รวมทั้งการตรวจสอบเรือขนส่งสินค้าที่เข้าและออกเกาหลีเหนือ การห้ามส่งออกถ่านหิน และแร่ธาตุอื่นๆ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เคยออกมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมาแล้ว 5 ครั้ง โดยมาตรการครั้งแรก เกิดขึ้นหลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 1 ในปี 2549 มาตรการครั้งที่ 2 หลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 2 ในปี 2552 มาตราการครั้งที่ 3 เกิดขึ้นหลังเกาหลีเหนือทดลองจรวดพิสัยไกลที่อ้างว่าเป็นการส่งดาวเทียมในปี 2555 ครั้งที่ 4 หลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 3 ในปี 2556 และครั้งที่ 5 หลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 เมื่อเดือนมกราคม 2559 ดังกล่าว

สำนักข่าวยอนฮัประบุว่า จีนเป็นชาติที่สำคัญต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เนื่องจากเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวรที่ออกเสียงวีโต้ที่ประชุมได้ เช่นเดียวกับ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

บทวิเคราะห์ของยอนฮัประบุว่า จีนเป็นชาติคู่ค้าสำคัญของเกาหลีเหนือ และเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบที่เกาหลีเหนือจำเป็นต้องใช้โดยเฉพาะในด้านพลังงาน นักวิเคราะห์เคยกล่าวไว้ว่าจีนเกรงว่าหากกดดันเกาหลีเหนืออย่างหนัก อาจทำให้รัฐดังกล่าวล่มสลาย จะเกิดความไม่มีเสถียรภาพที่ชายแดนจีน และมีชาติเกิดใหม่ที่ดำเนินนโยบายหนุนสหรัฐอเมริกาขึ้นมาแทน

แปลและเรียบเรียงจาก

U.N. Security Council to hold urgent meeting over N.K. nuclear test, Yonhap, 2016/09/10 02:34

N. Korea conducts 5th nuclear test, Yonhap, 2016/09/09 20:03


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เมียนมาร์-อินเดียจุดเชื่อมสำคัญของ 2 ภูมิภาค

เมียนมาร์-อินเดียจุดเชื่อมสำคัญของ 2 ภูมิภาค

Posted: 02 Sep 2016 01:22 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอินเดียและเมียนมาร์ค่อนข้างติดขัด และไม่ราบรื่นเท่าที่ควร เป็นผลจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันในช่วงสงครามเย็น แม้รัฐบาลพลเรือนของอินเดียจะประกาศตนเป็นรัฐที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) แต่กลับมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นแกนนำหลักของโลกคอมมิวนิสต์ ในขณะที่รัฐบาลทหารของพม่า (ณ เวลานั้น) ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา แกนนำหลักของกลุ่มโลกเสรี ในการต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ อุดมการณ์ทางการเมืองยังเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เมียนมาร์ถูกกีดกันออกจากกลุ่มประเทศเอเชียใต้ (South Asia) ด้วย ทั้งที่มีภูมิศาสตร์ติดต่อกับประเทศอินเดียทั้งทางบกและทางน้ำ หรือแม้แต่ระเบียบประเพณี วัฒนธรรมและศาสนาที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดีย[1] นอกจจากนี้ยังมีประเด็นปัญหาของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ที่มักใช้พื้นที่ของประเทศเมียนมาร์เป็นฐานในการปฏิบัติการ

แต่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันจันทร์ 29 สิงหาคม 2559) ประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมาร์
นายอู ทิน จอ (U. Htin Kyaw) ได้เดินทางเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้รับการเลือกตั้ง โดยประเทศที่นายทินจอ ไปเยือนเป็นประเทศแรกกลับกลายเป็นประเทศอินเดีย ทั้งนี้อินเดียถือเป็นเพื่อนบ้านที่สำคัญประเทศหนึ่ง และมีบทบาทอย่างมากในภูมิภาคเอเชียใต้ การมาเยือนครั้งนี้ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากนายนเรนทรา โมดี (Narendra Modi ) นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ในการเยือนครั้งนี้ทั้งสองประเทศได้ทำข้อตกลงทวิภาคีร่วมกันในหลายประเด็น ทั้งการสร้างสะพานเชื่อมต่อระหว่างกันกว่า 69 แห่ง ระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียกับภาคตะวันตกของเมียนมาร์ การสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มกบฏต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนอินเดีย-เมียนมาร์ ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญที่อินเดียคาดหวังให้เกิดขึ้น[2]

การเปิดศักราชความสัมพันธ์ทางการทูตของรัฐบาลพลเรือนทั้ง 2 ประเทศจึงถือเป็นนิมิตรหมายอันดีและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้ง 2 ประเทศ และมีผลอย่างสำคัญต่อ 2 ภูมิภาคด้วย เพราะต้องยอมรับว่าเมียนมาร์ถือเป็นประตูสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการเข้าสู่ประเทศอินเดียและภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งถือว่ามีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ด้วยจำนวนประชากรชาวอินเดียกว่า 1 พันล้านคน

ทำไมเมียนมาร์ต้องไปเยือนอินเดีย? และทำไมอินเดียต้องร่วมมือกับเมียนมาร์?

คำถามเหล่านี้คงเป็นที่สงสัยของผู้อ่าน ซึ่งสามารถวิเคราะห์เป็นประเด็นสำคัญได้ดังต่อไปนี้

1. ปัญหาระหว่างเมียนมาร์กับจีน เป็นที่ทราบกันว่าภายหลังจากรัฐบาลพลเรือนของเมียนมาร์ได้รับการเลือกตั้ง บทบาทของสหรัฐอเมริกามีมากยิ่งขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีนในเมียนมาร์ จากที่ในอดีต จีนถือเป็นประเทศสำคัญที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาร์ภายใต้รัฐบาลทหาร ทำให้ความสัมพันธ์เมียนมาร์กับจีนมีปัญหา การแสวงหาพันธมิตรใหม่ๆที่เป็นคู่ขัดแย้งกับจีน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับเมียนมาร์ ในการคานบทบาทและอิทธิพลของจีน ซึ่งอินเดียถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ เพราะกำลังแสดงบทบาทเพิ่มมากยิ่งขึ้นในภูมิภาคเอเชีย และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น

2. อินเดียต้องการเพิ่มบทบาทของตนเองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามนโยบายมองตะวันออก (Act East Policy) หลังจากที่ละเลยต่อภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน เพราะภายหลังจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตลาดเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้จะใหญ่มากยิ่งขึ้น และเมียนมาร์ก็ถือเป็นประตูที่สำคัญของอินเดียในการเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกรณีทะเลจีนใต้อินเดียพยายามเพิ่มบทบาทของตนเองมากยิ่งขึ้นผ่านการวิพากษ์วิจารณ์จีน และในเร็ววันข้างหน้านี้นายกรัฐมนตรีของอินเดียมีกำหนดการในการเยือนประเทศเวียดนาม สะท้อนความต้องการสำคัญของอินเดียในการเพิ่มบทบาทในเวทีอาเซียน จากที่อดีต จีนเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญรายเดียวในภูมิภาคนี้

3. อินเดียได้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศที่เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานตั้งแต่หลังได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร เพราะการได้รับความร่วมมือจากเมียนมาร์ในการแก้ไขปัญหานี้ จะทำให้กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนทำงานยากมากขึ้น เพราะเมียนมาร์เป็นพื้นที่สำคัญในการกบดานและซ่องสุมกำลังพลของกลุ่มกบฏเหล่านี้

ไทยและอาเซียนได้อะไรจากความสัมพันธ์เมียนมาร์-อินเดีย

ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างอินเดียและเมียนมาร์ในครั้งนี้ถือว่าสร้างผลประโยชน์ครั้งสำคัญต่อทั้ง 2 ภูมิภาคคือ เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการทำข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ช่วยส่งเสริมให้การสร้างทางคู่ขนานตะวันออก-ตะวันตก (East-West corridor) ตามแผนของอาเซียนเข้าใกล้ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น การเคลื่อนย้ายถ่ายเทสินค้าระหว่างภูมิภาคจะมีช่องทางมากยิ่งขึ้น จากที่ในอดีตมีเพียงการขนส่งทางอากาศ ซึ่งถือว่ามีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง หรือการขนส่งทางทะเลที่ต้องใช้เวลายาวนานในการขนส่งเท่านั้น การสร้างถนนและสะพานเชื่อมระหว่างอินเดีย-เมียนมาร์จะช่วยเพิ่มช่องทางการขนส่งทางบกที่จะลดระยะเวลาในการขนส่งได้ รวมถึงการสานความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมาร์-อินเดีย อาจนำไปสู่การสานความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง 2 ภูมิภาคในอนาคตก็เป็นได้

India, Thailand Agree to Bolster Defence Cooperation

ภาพจาก www.ndtv.com/india-news/india-thailand-agree-to-bolster-defence-cooperation

ประเทศไทยถือได้ว่าจะได้รับประโยชน์อย่างมากในความร่วมมือครั้งนี้ของทั้งสองประเทศ เพราะปัจจุบันการขนส่งสินค้าจากไทยไปอินเดีย สามารถทำได้เพียงทางอากาศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่ค่อนข้างสูงและขนส่งได้ในปริมาณที่น้อย อีกช่องทางคือทางเรือ ซึ่งใช้เวลายาวนานในการขนส่ง เนื่องจากประเทศไทยไม่มีท่าเรือทางฝั่งอันดามัน การขนส่งทางเรือจึงต้องใช้ท่าเรือฝั่งตะวันออกเท่านั้น การเดินเรือจึงต้องอ้อมช่องแคบมะละกา จึงจะเข้าสู่อ่าวเบงกอล ไปจอดท่าเรือเจนไนของอินเดีย ซึ่งทำให้การขนส่งสินค้าเกษตรไปอินเดียมีปัญหา

การเปิดช่องทางบกระหว่างอินเดีย-เมียนมาร์จะเพิ่มทางเลือกในการขนส่งของนักลงทุนและภาคธุรกิจของไทยมากยิ่งขึ้นในการติดต่อค้าขายกับอินเดียและภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังช่วยส่งเสริมและสานต่อให้นโยบายมองตะวันตก (Look West policy) ของรัฐบาลไทยประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น จากที่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีของไทยได้ไปเยือนอินเดีย และทำข้อตกลงความร่วมมือร่วมระหว่างกัน และช่วยในเรื่องการเชื่อมต่อถนนของทั้งอินเดีย เมียนมาร์ และไทยที่มีความยาวกว่า 1400 กิโลเมตร[3]เป็นจริงมากยิ่งขึ้น

0000

เชิงอรรถ

[1] Singh, S. (2001). Framing “South Asia”: Whose Imagined Regian? IDSS Working paper series, 27-29.

[2] The Hindu. (2016, August 30). India, Myanmar to build bridges, sign pact for 69. Retrieved August India, Myanmar to build bridges, sign pact for 69, 2016, from The Hindu: http://www.thehindu.com/news/international/pm-holds-talks-with-myanmarese-president/article9045541.ece?ref=topnavwidget&utm_source=topnavdd&utm_medium=topnavdropdownwidget&utm_campaign=topnavdropdown

[3] The Economic Times. (2016, May 23). India, Thailand, Myanmar to be connected with a 1400km road . Retrieved August 30, 2016, from The Economic Times: http://economictimes.indiatimes.com/news/economy/infrastructure/india-thailand-myanmar-to-be-connected-with-a-1400-km-road/articleshow/52399232.cms

เกี่ยวกับผู้เขียน ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นักศึกษาปริญญาโท สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและพื้นที่ศึกษา มหาวิทยาลัยเยาวหราล เนห์รู ประเทศอินเดีย


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลไม่ยืนเคารพเพลงชาติสหรัฐ-ประท้วงการใช้ความรุนแรงกับคนดำ

นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลไม่ยืนเคารพเพลงชาติสหรัฐ-ประท้วงการใช้ความรุนแรงกับคนดำ

Posted: 02 Sep 2016 04:08 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลจากทีมซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส ‘โคลิน แคเพอร์นิค’ หรือ ‘แคพ’ ไม่ยอมยืนตรงเคารพเพลงชาติสหรัฐอเมริกา เพื่อต่อต้านเหตุ จนท. ใช้ความรุนแรงต่อคนดำ แต่ก็กลายมาเป็นประเด็นเมื่อมีคนไม่พอใจเขา ขณะที่มีเพื่อนร่วมทีมซึ่งเคยวิจารณ์เขา ต่อมาได้ระบุว่าเขาเคารพในเสรีภาพการแสดงออกของแคพ

โคลิน แคเพอร์นิค จากทีม ซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส (ที่มา: วิกิพีเดีย)

1 ก.ย. 2559 กลายเป็น ‘ดราม่า’ สำหรับคนส่วนหนึ่งในสหรัฐฯ เมื่อผู้เล่นอเมริกันฟุตบอลที่ชื่อ โคลิน แคเพอร์นิค หรือ แคพ (Kap) จากทีม ซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส (San Francisco 49ers) ไม่ยอมยืนตรงเคารพเพลงชาติสหรัฐฯ ในนัดก่อนเปิดฤดูกาลที่แข่งกับทีมกรีนเบย์ ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่แคพปฏิเสธไม่ยอมยืนเคารพธงชาติ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครสังเกตมาก่อน (ชมภาพเหตุการณ์)

อย่างไรก็ตามการยืนตรงไม่เคารพธงชาติของแคพมีความหมาย เขาอธิบายในทำนองว่าเป็นการประท้วงการสังหารคนผิวดำของทางการสหรัฐฯ โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่เมืองมิลวอกีเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะถูกลงโทษการใช้กำลังเกินกว่าเหตุด้วยการแค่ถูกสั่งพักงาน

“ผมจะไม่ยืนตรงเคารพธงชาติซึ่งเป็นธงของประเทศที่ภาคภูมิใจในการกดขี่คนผิวดำและคนเชื้อชาติอื่นๆ” แคพกล่าว “สำหรับผมเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าฟุตบอลและมันจะเป็นการเห็นแก่ตัวถ้าหากผมแสร้งเมินปัญหานี้”

ตามกฎของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลลีกสหรัฐฯ หรือ เอ็นเอฟแอล (NFL) นั้นไม่ได้มีการบังคับให้แคเพอร์นิคหรือคนในทีมคนอื่นๆ ตองยืนตรงในช่วงเปิดเพลงชาติ แต่มีผู้คนวิพากษ์วิจารณ์การไม่ยืนตรงของแคพ ถึงขั้นจะประท้วงแคพด้วยการเผาชุดทีมที่มีชื่อและเบอร์ผู้เล่นของแคพ แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ยอมรับและสนับสนุนสิทธิในการไม่ยืนเคารพเพลงชาติของแคพ

มีผู้เล่นร่วมทีมของเขาชื่อ แดเนียล คิลกอร์ ซึ่งเป็นคนผิวขาวเปิดเผยว่าในตอนแรกเขาก็รู้สึกไม่พอใจจากการกระทำของแคเพอร์นิค แต่ต่อมาเมื่อเขาทราบว่าแคพทำไปเพื่อเป็นการแสดงจุดยืนโดยการไม่ยืน ต่อต้านความไม่เป็นธรรมต่อเชื้อชาติสีผิว คิลกอร์ก็บอกว่าเคารพสิทธิการแสดงออกของเพื่อร่วมทีมแม้จะไม่เห็นด้วยในการกระทำ “ผมไม่เห็นด้วยที่เขาจะไม่ยืนตรงขณะเปิดเพลงชาติ แต่ผมก็เคารพและยอมรับในความจริงที่ว่าเขามีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่เขาต้องการ” คิลกอร์กล่าว

อลิซาเบธ แอนน์ ทอมป์สัน นักเขียนจากโอ็คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย ระบุว่าเธอก็ขอนั่งไม่ยืนเคารพเพลงชาติเพื่อประท้วงร่วมกับแคพด้วย เพราะเธอไม่ต้องการละเลยการเหยียดเชื้อชาติและความไม่เสมอภาคที่กำลังเป็นปัญหาที่แพร่ไปทั่วในสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าในปี 2559 สถานการณ์เรื่องการเหยียดเชื้อชาติจะดีกว่าในปี 2500 ในช่วงที่เธอเกิด แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นช้า และสำหรับเธอแล้วสหรัฐฯ ก็ยังคงมีสังคมแห่งการแบ่งแยกกีดกันอยู่

ทอมป์สันกล่าวว่าแทนที่จะตอบโต้หรือไม่พอใจการประท้วงของแคพ ชาวสหรัฐฯ ควรเป็นแบบคิลกอร์ในการพยายามทำความเข้าใจว่าเขาทำไปทำไม แคพกำลังเป็นปากเป็นเสียงให้บคนที่ไร้เสียง เขาเป็นปากเป็นเสียงให้กับ  เทรย์วอน มาร์ติน, ไมเคิล บราวน์, อิริค การ์เนอร์, ทามีร์ ไรซ์, เฟรดดี เกรย์ รวมถึงคนดำและคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนขาวที่ถูกตำรวจสังหารทุกปี และเธอระบุขอบคุณแคพที่แสดงการประท้วงอย่างสันติเพื่อสร้างความสนใจให้กับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมในสังคม

เรียบเรียงจาก

Why I Sit with ‘Kap’, Elizabeth Ann Thompson, 31-08-2016 http://www.commondreams.org/views/2016/08/31/why-i-sit-kap

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

กลุ่มมะบ๊ะต๊ะในพม่าเปิดแคมเปญต้าน ‘โคฟี อันนัน’ แต่เลือกรูปผิดกลายเป็น ‘มอร์แกน ฟรีแมน’

กลุ่มมะบ๊ะต๊ะในพม่าเปิดแคมเปญต้าน ‘โคฟี อันนัน’ แต่เลือกรูปผิดกลายเป็น ‘มอร์แกน ฟรีแมน’

Posted: 30 Aug 2016 10:46 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

หลังจากรัฐบาลพม่าเตรียมตั้งโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ เป็นประธานในคณะกรรมาธิการเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในรัฐยะไข่ ที่ชาวโรฮิงญามุสลิมและชาวยะไข่พุทธเกิดขัดแย้งกัน ล่าสุดกลุ่มพุทธขวาจัด “มะบ๊ะต๊ะ” โพสต์เฟซบุ๊คขับไล่ “โคฟี อันนัน” และเหยียดหยามต่างๆ นานา แต่สุดท้ายเรื่องพลิก เพราะเลือกรูปผิดเป็นนักแสดงรางวัลออสการ์ “มอร์แกน ฟรีแมน” แถมสะกดชื่อโคฟี อันนันเป็น “Coffee Annan”

หลังจากที่รัฐบาลพม่าที่นำโดยสำนักงานของที่ปรึกษาแห่งรัฐ ซึ่งเป็นตำแหน่งของออง ซาน ซูจี ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ โคฟี อันนัน จะร่วมเป็นประธานในคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่ ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ หลังเกิดการจลาจลขับไล่ชาวมุสลิมโรฮิงญานั้น

โดยคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่ ประกอบด้วยสมาชิกอิสระ 9 คน เป็นชาวพม่า 6 คน และชาวต่างชาติ 3 คน โดยคณะกรรมการที่จะประกอบด้วยสมาชิกจากชุมชนชาวมุสลิม และชาวยะไข่ จะมุ่งมั่นป้องกันความขัดแย้ง สนับสนุนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ความปรองดองแห่งชาติ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาในรัฐยะไข่

(ภาพซ้าย) ภาพจากเพจมะบ๊ะต๊ะ ที่เปิดแคมเปญต่อต้าน โคฟี อันนัน พร้อมไล่ให้ไปไกลๆ แต่กลับใช้รูปของ มอร์แกน ฟรีแมน แถมยังสะกด “Kofi” เป็น “Coffee” (ที่มา: เพจมะบ๊ะต๊ะ) ขณะที่ (ภาพขวา) คือภาพของโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ที่มา: วิกิพีเดีย)

อย่างไรก็ตามล่าสุดในรายงานของ วอชิงตันโพสต์ เพจของสมาคมปกป้องเชื้อชาติและศาสนา หรือ มะบ๊ะต๊ะ สาขามัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาวพุทธขวาจัด ได้เริ่มโจมตีโคฟี อันนัน ในเฟสบุ๊ค โดยเรียกเขาว่า “คนท่าทางตลกและไม่น่าเคารพ ไม่สามารถพูดถึงกิจการภายในของประเทศเราได้” นอกจากนั้นเขายังเรียกโคฟี อันนัน ว่า “กะหล่า” หรือ “กุลา” ในภาษาไทยซึ่งหมายถึงคนจากอินเดีย แต่ปัจจุบันคำว่า “กะหล่า” ในภาษาพม่ากลายเป็นคำเหยียดหยามชาวมุสลิมและอินเดีย

นอกจากนี้ในโพสต์ของเพจมะบ๊ะต๊ะ สาขามัณฑะเลย์ ดังกล่าว กลับไปใช้รูปนักแสดงฮอลลีวูดรางวัลออสการ์อย่าง “มอร์แกน ฟรีแมน” แทน โดยหน้าของฟรีแมนถูกขีดกากบาท และยังเรียก “Kofi Annan” ว่า “Coffee Annan” อีกด้วย โดยระบุข้อความว่า “เราไม่ต้องการ Coffee Annan ไปไกลๆ”

นอกจากถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “โคฟี อันนัน” แล้ว มอร์แกน ฟรีแมน ยังเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “เนลสัน แมนเดลา” อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ผู้ล่วงลับอีกด้วย


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน