‘วิเคราะห์ผลกระทบ’ เมื่อสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจทั้งหมดต่อเมียนม่าร์

บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจอเมริกัน แสดงความยินดีกับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะยกเลิกมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อเมียนม่าร์ โดยเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจเมียนม่าร์ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนเมียนม่าร์ได้

ขณะที่นักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่า การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งนี้ คือการเพิ่มความรับผิดชอบให้กับรัฐบาลเมียนม่าร์ ในการปราบปรามปัญหาคอรัปชั่นและยาเสพติดภายในประเทศ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบาม่า กล่าวภายหลังพบหารือกับนางอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและ รมต.ต่างประเทศของเมียนม่าร์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจทั้งหมดต่อเมียนม่าร์ในเร็ววันนี้

ซึ่งรวมถึงการถอดชื่อนักธุรกิจเมียนม่าร์กว่า 100 คนที่มีความสัมพันธ์กับอดีตรัฐบาลทหารของเมียนม่าร์ ออกจากบัญชีดำของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และยกเลิกการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมหยกและอัญมณีของเมียนม่าร์ด้วย

มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ใช้กับเมียนม่าร์มา 20 ปี กีดกันบริษัทอเมริกันและนักลงทุนต่างชาติไม่ให้ใช้บริการทางการเงินของสถาบันการเงินสหรัฐฯ ในการทำธุรกรรมกับปัจเจกบุคคลหรือบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารของเมียนม่าร์ในอดีต และครอบครองเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของเมียนม่าร์ผ่านทางการค้า การธนาคาร อุตสาหกรรม การเกษตร การคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว

นับเป็นมาตรการที่ขัดขวางการลงทุนในตลาดของประเทศที่ถือเป็นพรมแดนสุดท้ายของเอเชีย และยังกีดกันการส่งออกสินค้าจากเมียนม่าร์มายังอเมริกา

ในช่วง 20 ปีระหว่างการใช้มาตรการลงโทษต่อเมียนม่าร์ จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดกับเมียนม่าร์ ขณะที่การลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นในช่วงหลังๆ

คุณ Pwint San นักธุรกิจและอดีตรอง รมต.พาณิชย์เมียนม่าร์ เชื่อว่าเมื่อสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจทั้งหมดต่อเมียนม่าร์ เศรษฐกิจเมียนม่าร์จะขยายตัวอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม บริษัทอเมริกันจะเข้าไปลงทุนในเมียนม่าร์มากขึ้น การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ก็จะเพิ่มขึ้น และการทำธุรกรรมระหว่างประเทศก็จะคล่องตัวยิ่งขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ของเมียนม่าร์เชื่อว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอของเมียนม่าร์จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากเรื่องนี้ โดยก่อนที่จะมีการใช้มาตรการลงโทษ เมียนม่าร์ส่งออกไปยังตลาดอเมริกาถึง 65%

ด้าน ดร. Sean Turnell นักเศรษฐศาสตร์ที่ ม. Macquarie ที่นครซิดนีย์ และที่ปรึกษาคนสำคัญของนางซูจี เชื่อว่าการยกเลิกมาตรการลงโทษทั้งหมด คือการเปิดโอกาสให้มีการลงทุนจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น พร้อมไปกับการยกระดับมาตรฐานการทำงานของบริษัทธุรกิจต่างๆ

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนเชื่อว่า การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งนี้ คือการเพิ่มความรับผิดชอบให้กับรัฐบาลเมียนม่าร์ ให้เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนพยายามปราบปรามปัญหาคอรัปชั่นและยาเสพติดภายในประเทศ

ทางด้านองค์กรต่อต้านการคอรัปชั่น Global Witness ระบุว่ารัฐบาลเมียนม่าร์ซึ่งนำโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ยังมีเรื่องต้องทำอีกมากในการรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจเมียนม่าร์ยุคใหม่ โดยเฉพาะการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมหยกและอัญมณี ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเมียนม่าร์ไม่มีเครื่องมือในการกดดันกองทัพ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปในเมียนม่าร์ต่อไปในอนาคต

ส่วนองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch กล่าวตำหนิรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าตัดสินใจเร็วเกินไป เนื่องจากกองทัพเมียนม่าร์ยังคงมีอำนาจอย่างมากในทางการเมือง และการปฏิรูปก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์

นักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนเชื่อว่า บรรดาเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ของเมียนม่าร์คือผู้ที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการยกเลิกมาตรการลงโทษครั้งนี้ โดยที่อาจไม่ตกมาถึงประชาชนมากนัก

source :- http://www.voathai.com/a/myanmar-us-sanction-impact/3516329.html?ltflags=mailer

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

น่าเป็นห่วงแค่ไหนที่ตลาดหุ้นจีนร่วง?

น่าเป็นห่วงแค่ไหนที่ตลาดหุ้นจีนร่วง?

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนดิ่งลงไปเกือบ 9% ขณะที่ตลาดหุ้นที่อื่นในเอเชีย มีการเทขายเป็นจำนวนมาก ส่วนตลาดหุ้นในประเทศอื่นทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบและปรับตัวลดลงเช่นกัน นับเป็นสัปดาห์ที่ย่ำแย่สำหรับนักลงทุน สถานการณ์ในวันนี้ (24 ส.ค.) ก็ดูไม่สดใส ตลาดหุ้นจีนร่วงไป 8.5% ตอนปิดตลาด

ดังเคิน เวลดอน ผู้สื่อข่าวรายการนิวส์ไนท์ ของบีบีซี ชี้ว่าตลาดหุ้นจีนที่ตกลงมาอย่างฮวบฮาบนั้นเป็นเพราะว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ออกนโยบายใด ๆ เข้ามาแทรกแซงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งอาจมองได้สองอย่าง อย่างแรกเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งว่ารัฐบาลหมดหนทาง ซึ่งจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอย่างยิ่ง หรืออาจมองได้ว่าเป็นเรื่องดี เพราะรัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปตลาดจึงหยุดการแทรกแซง เนื่องจากที่ผ่านมา หากหุ้นตกลงรุนแรง รัฐบาลมักจะสั่งห้ามนักลงทุนสถาบันเทขายหุ้น หรือไม่ก็ใช้วิธีลดอัตราดอกเบี้ย แต่ไม่ว่าจะมองแบบไหน ก็ไม่ใช่ข่าวดีทั้งนั้นสำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นจีนอยู่ในมือ ซึ่งต้องพึ่งการตัดสินใจของนักการเมืองจีนเวลาต้องการใช้สิทธิในการขายหุ้น

ผู้สื่อข่าวบอกว่าไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไปถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา หากตลาดหุ้นจีนดิ่งเหวแบบฉุดไม่อยู่ เพราะตลาดเงินในจีนนั้นยังไม่ได้เปิดกว้างมากนัก จึงน่าจะช่วยลดผลกระทบระหว่างประเทศได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ควรพึงระวังมากกว่าคือการชะลอตัวด้านเศรษฐกิจในขั้นรุนแรงและผลกระทบจากการชะลอตัวนี้ต่อตลาดนอกประเทศ นักวิเคราะห์หลายคนอาจมองหาปัจจัยที่จะทำให้เกิดสถานการณ์แบบวิกฤตการเงินโลก 2551 แต่ผู้สื่อข่าวเห็นว่า สถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนกับตอนที่เกิดวิกฤตปี 2551 โดยเขาเห็นว่าตอนนี้เป็นช่วงการปรับตัวด้านโครงสร้างของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ ดังนั้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้ การเติบโตและกำไรจากการลงทุนในตลาดเกิดใหม่จะลดน้อยลง

ประเด็นที่สำคัญคือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่มีสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลกและกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึง 80% รายได้ของบริษัทตะวันตกรายใหญ่ ๆ มาจากยอดขายสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นการชะลอตัวจะกระทบต่อกำไรของบริษัทเหล่านั้น รวมทั้งบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นชาติตะวันตกด้วย และราคาหุ้นที่ร่วงลงจะทำให้บริษัทดังกล่าวขยับขยายหาเงินสำหรับการลงทุนได้ยากขึ้น นอกจากนั้นการส่งออกที่ลดลงจะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตกด้วย

แต่ผลกระทบดังกล่าวนี้อาจไม่รุนแรง เพราะสินค้าโภคภัณฑ์มีราคาถูกลง ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการชะลอตัวของตลาดเกิดใหม่ที่ฉุดให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง เช่น ราคาน้ำมัน ทองแดงและสินค้าอื่น ๆ และราคาน้ำมันที่ถูกลงนี้จะเอื้อให้คนมีเงินมากขึ้นและช่วยคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ต่ำยาวนานขึ้น

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องคือ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจและสกุลเงินในเอเชียที่อ่อนค่าลง อาจจะทำให้เศรษฐกิจของชาติตะวันตกหดตัว นี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่น่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการการชะลอตัวด้านเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ หากกินเวลาเนิ่นนาน ก็จะส่งผลกระทบที่หนักหน่วงต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวยังเห็นว่า สถานการณ์ในตอนนี้ไม่เหมือนกับสถานการณ์ช่วงวิกฤตการเงินโลก 2551 แต่เป็นกระบวนการปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก

 

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์: รัฐบาลอเมริกันกับการอุ้มเกษตรกร

z_1112

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์: รัฐบาลอเมริกันกับการอุ้มเกษตรกร

Posted: 04 Dec 2014 07:32 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ขณะที่เมืองไทยกำลังถกกันเรื่องการอุ้มหรือไม่อุ้มเกษตรกร โดยเฉพาะการช่วยเหลือชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลชุดก่อนรัฐบาลรัฐประหาร คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดนข้อกล่าวหา “ทางการเมือง”เรื่องทุจริตทั้งเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการ ผมอยากฉายภาพรวมของนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลและรัฐสภาอเมริกันให้พิจารณากันดูครับ เพื่อเปรียบเทียบดูว่าในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา เขามีวิธีการและเหตุผลของนโยบายการเกษตร ที่ช่วยให้เกษตรกรของเขาอยู่รอดได้อย่างไรแม้สูตรการแก้ไขปัญหาด้านสินค้าเกษตรของอเมริกันจะไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จที่ใช้กันทุกประเทศในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายก็ตาม แต่สูตรนโยบายด้านเกษตรกรรมของอเมริกันก็เป็นที่ยอมรับกันว่าเหมาะสมกับยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยกลไกลทุน เว้นแต่จะมีผู้คัดค้านในประเทศไทยว่า สูตรการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรแบบอเมริกันนั้นเป็นในลักษณะทุนนิยมเกินไป ไม่เหมาะสำหรับประเทศไทยที่สามารถทำนโยบายเศรษฐกิจแบบย่อยๆ หรือแบบยังชีพได้  คือ ทำเองกินเอง แต่ปัญหาที่อยากจะถามสำหรับผู้ที่เห็นด้วยกับแนวคิดเศรษฐกิจแบบยังชีพดังกล่าว ก็คือ ผู้ที่เห็นด้วยส่วนใหญ่ มีอาชีพเป็นเกษตรกรหรือไม่ ความต้องการอนุรักษ์พันธุ์เกษตรกรไว้ในลักษณะนี้ นอกจากจากทำให้อาชีพเกษตรเป็นเสมือนสวนสัตว์ที่ดึงดูดให้คนทั่วไปได้เข้าไปเที่ยวเพราะเห็นว่าเป็นของแปลกแล้ว ยังแช่แข็งเกษตรกรไม่ให้เป็นเหมือนตัวของผู้ที่มีแนวคิดอนุรักษ์พันธุ์เกษตรกรในรูปแบบนี้อีกตะหาก เช่น ตัวผู้มีความคิดแบบนี้ มีรถดีๆ ขับ แต่บอกให้เกษตรกรใช้มอเตอร์ไซค์ หรือปิ๊คอัพเก่าๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า หากชาวนาหรือเกษตรกรออกรถรุ่นใหม่ๆ ทำให้เป็นคนมีหนี้สิน เป็นต้น  ทั้งๆที่หากสืบสาวลึกลงไปแทบทุกคนก็อยากพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเองกันทั้งสิ้นเมื่อไม่นานมานี้ผมคุยเรื่องนี้กับเพื่อนคนไทยในอเมริกาคนหนึ่ง เขาบอกว่า การแก้ไขปัญหาเกษตรกรในเมืองไทยจะไปยากอะไร แค่มีที่ดินทำกิน ปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงปลาไว้กินเองก็อยู่สบายแล้ว ผมถามเขาว่า คุณจะกินปลาทุกมื้อเลยหรือ ไม่อยากแลกเปลี่ยนกินอย่างอื่นบ้างเลยหรือ? นี่ขนาดแค่เรื่องกินนะครับ ไม่รวมถึงเรื่องใช้

มนุษย์นั้นแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันมานานแล้ว และการซื้อขายแลกเปลี่ยนดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่งของ “อารยธรรม”  ที่หมายถึงการพัฒนา

อาชีพด้านเกษตรนั้นเป็นอาชีพต้นทาง สินค้าเกษตรแรกเริ่ม ยังไม่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นที่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ที่ผลิตออกมาแล้วก็มีระยะเวลาจำกัดไม่มากก็น้อย เช่น ข้าว  เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็มีระยะเวลาที่สามารถเก็บไว้ได้ เกินไปกว่านี้ก็เน่าเสีย แต่เป็นสินค้าที่จำเป็น เพราะคนต้องกินข้าว ครั้นจะไม่ให้ทำนาเสียเลยก็ต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามา ราคาข้าวก็ย่อมแพงขึ้นไปอีก ดังนั้น รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ จึงให้การสนับสนุนอาชีพเกษตรกร โดยรัฐยอมรับภาระขาดทุน ไม่ก็ยอมขาดรายได้จากเงินภาษีประเภทที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร

รัฐบาลอเมริกันก็เช่นเดียวกัน ทุกๆ ปีรัฐให้การสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกร จากงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ   สินค้าที่รัฐบาลอเมริกันให้การสนับสนุน เช่น ธัญพืช พืชน้ำมัน ฝ้าย อ้อย ผลิตภัณฑ์นม รวมถึงสินค้าอาหาร  ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู สัตว์ปีก หญ้าแห้งสำหรับเลี้ยงสัตว์ ผลไม้ นัท และผักต่างๆ

จากข้อมูลในอดีตสินค้าเกษตรที่รัฐบาลอเมริกันให้การอุดหนุนด้านงบประมาณมากที่สุด ได้แก่ น้ำตาล ที่รัฐให้การอุดหนุนมากถึง 55 เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้าในตลาด หรืออย่างพืชน้ำมัน (oilseeds) ที่รัฐให้การอุดหนุนเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ในอัตรา 22 เปอร์เซ็นต์ของราคาตลาด  ขณะเดียวกันข้อมูลในอดีตยังแสดงให้เห็นว่า รัฐอเมริกันให้การสนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกสินค้าบางตัวในอัตราที่สูงมากเกินกว่าราคาสินค้าในท้องตลาดด้วยซ้ำ ขณะที่สินค้าบางรายการที่รัฐให้การสนับสนุนในอัตราที่ต่ำก็มีเช่นกัน เช่น ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ในประเทศกลุ่ม OECD   หรือประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยตัวหัวสูง อัตราการสนับสนุนสินค้าจำพวกเมล็ดต่างๆ พืชน้ำมัน และน้ำตาล อยู่ที่ 31 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังเป็นอัตราที่สูงเมื่อเทียบอัตราการให้การสนับสนุนของหลายประเทศกำลังพัฒนา โดยวิธีการสนับสนุน ได้แก่ การอัดฉีดเงินอุดหนุนถึงเกษตรกรโดยตรงและผ่านการตั้งกำแพงภาษี เพื่อกันไม่ได้สินค้าเกษตรจากต่างประเทศเข้าไปแข่งขันได้ โดยเฉพาะสินค้าข้าวที่รัฐบาลของประเทศ OECD เคยให้การสนับสนุนในบางครั้งถึงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของราคาข้าวในตลาด ซึ่งหมายถึงว่าสำหรับสินค้าข้าวนั้น รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ให้การอุดหนุนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรตัวอื่นๆ

ควรทราบด้วยว่า รัฐบาลของ 2 ประเทศในเอเชีย คือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ให้เงินอุดหนุนชาวนาอย่างต่อเนื่องมากที่สุด ในอัตรา 65-75 เปอร์เซ็นต์ ขณะประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปให้การอุดหนุนสินค้าเกษตรอัตราเฉลี่ย 35 เปอร์เซ็นต์ของมูลค้าสินค้าในตลาด  วิธีการให้การอุดหนุนก็มีตั้งแต่วิธีการทางตรงคือ ให้เงินเกษตรกรและวิธีการทางอ้อม คือ ผ่านมาตรการด้านภาษี

อาจารย์ Daniel A. Sumner แห่ง มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส (U.C. Davis) สรุปวิธีการอุดหนุนสินค้าเกษตรว่า โดยทั่วไปประเทศต่างๆ ให้การอุดหนุนสินค้าเกษตร 6 วิธี ได้แก่

1. รัฐจ่ายเงินให้กับเกษตรกรหรือเจ้าของที่ดิน

2. รัฐอุดหนุนราคาสินค้าด้วยการเป็นผู้ซื้อสินค้าเกษตรเสียเอง เก็บไว้ก่อนนำไปขาย เช่น โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร เป็นต้น

3. รัฐกำหนดราคาขั้นต่ำในการรับซื้อสินค้าเกษตร โดยอาศัยเกณฑ์เรื่องสถานที่ของสินค้าเกษตรชนิดนั้นๆ เกณฑ์เรื่องการระยะเวลาการสิ้นสุดการใช้สินค้าเกษตรชนิดนั้นๆ หรือเกณฑ์เรื่องลักษณะจำเพาะของสินค้าเกษตรชนิดนั้นๆ

4. รัฐเป็นผู้รับประกันความเสี่ยงในด้านต่างๆ ในการปลูกพืชผลทางการเกษตร เช่น ช่วยเหลือในยามที่เกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ  สนับสนุนด้วยการให้เครดิตด้านการตลาด หรือการสนับสนุนด้านชลประทาน เป็นต้น

5. รัฐกำหนดมาตรการสนับสนุนด้านการส่งออกสินค้าเกษตร และ

6. รัฐตั้งกำแพงภาษีศุลกากร หรือวิธีการให้โควต้า เพื่อกีดกันสินค้าเกษตรนำเข้าจากต่างประเทศไม่ให้มาตีตลาดในประเทศ

แต่อย่างที่ทราบกัน ในโลกยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มเป็นตลาดเสรีมากขึ้น การตั้งกำแพงภาษีเหมือนเมื่อก่อนกำลังจะใช้ไม่ได้ ดังนั้น มาตรการอุดหนุนของรัฐด้วยวิธีการอื่นๆ ก็ยังคงถูกนำมาใช้ต่อไป แต่จะเพิ่มเทคนิควิธีการมากขึ้น เช่น ในการให้การอุดหนุนสินค้าเกษตร ไม่ควรอุดหนุนสินค้าแบบเดี่ยวๆ  เฉพาะสินค้าเกษตรบางตัว หากแต่ควรทำเป็นเพ็คเกจโปรแกรมอุดหนุนในระยะเวลาต่างๆ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวหรือวางแผนในการทำการเกษตรได้อย่างเหมาะสมกับสภาพของตัวเอง

นอกจากนี้วิธีการอุดหนุนเกษตรกรอีกอย่างหนึ่ง คือ การให้เงินอุดหนุนด้วยการจำกัดพื้นที่หรือปริมาณในการทำการเกษตรของเกษตรกรในสินค้าเกษตรบางรายการ ซึ่งในอเมริกาเองก็นิยมใช้วิธีการนี้ เพราะการให้เงินอุดหนุนของรัฐโดยตรง โดยอิงกับราคาตลาดของสินค้าเกษตรนั้นๆ แบบไม่มีเงื่อนไขด้วยการจำกัดปริมาณสินค้าและพื้นที่ทำการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งขยายพื้นที่เกษตรหรือหันไปเพิ่มปริมาณสินค้าเกษตรของตนเพื่อรับเงินอุดหนุนจากรัฐ แม้ว่าในบางกรณีรัฐจะให้เงินอุดหนุนสินค้าเกษตรประเภทที่ราคาสินค้าไม่เป็นไปตามฤดูกาลกลไกราคา เช่น อุดหนุนในช่วงที่ราคาในตลาดโลกตกต่ำ หรือไม่ก็อุดหนุนสินค้าที่ผลิตเกินความต้องการของตลาดก็ตาม  ซึ่งก็จะมีการพิจารณาถึงความจำเป็นของการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรเป็นกรณีๆ ไป

การอุดหนุนสินค้าเกษตรในอเมริกายังกระทำผ่านวิธีการปล่อยเงินกู้เพื่อทำการตลาดหรือแสวงหาวิธีการขายสินค้าเกษตรเพื่อดึงราคาให้สูงขึ้นสำหรับสินค้าเกษตรบางรายการ แม้ว่าเป็นวิธีการที่ยากในการดำเนินการ แต่นักเศรษฐศาสตร์ในอเมริกาก็เชื่อว่าหากไม่ใช้วิธีการนี้ สินค้าเกษตรหลายรายการก็จะตกต่ำมากไปกว่านี้

สรุปแล้ววิธีการอุดหนุนสินค้าเกษตรของรัฐบาลอเมริกันทั้งรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางมีการใช้อยู่หลายวิธีการด้วยกัน ตามหลักการที่ว่า  “สินค้าเกษตรยังคงต้องได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ” ส่วนหนึ่งต้องสอดคล้องกับหลักการทุนนิยมเชิงกลไกการตลาด ส่วนหนึ่งเพื่อการอยู่รอดได้ของเกษตรกรในประเทศ ทั้งที่การอุดหนุนของรัฐดังกล่าว รัฐต้องประสบกับภาวะขาดทุนด้านงบประมาณ ซึ่งเป็นการผลักภาระไปให้กับผู้เสียภาษี คือ ประชาชนทั่วไปที่มิใช่เกษตรกร

อาชีพเกษตรกรในอเมริกา จึงเป็นอาชีพที่ได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐมาตลอดหลายทศวรรษจนถึงปัจจุบัน นอกจากสินค้ายุทธภัณฑ์แล้วสินค้าเกษตรเป็นสินค้าประเภทเดียวที่อยู่นอกเหนือกลไกการตลาด.

ผู้นำสหรัฐฯ ตำหนิการปฏิรูปในเมียนมาร์

ผู้นำสหรัฐฯ ตำหนิการปฏิรูปในเมียนมาร์

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ วิจารณ์ว่าการปฏิรูปในเมียนมาร์ดำเนินไปอย่างล่าช้าและมีการก้าวถอยหลัง

ในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารอิรวดี ผู้นำสหรัฐฯ ชี้ว่ามีความคืบหน้าบางอย่างในกระบวนการปฏิรูปในเมียนมาร์ แต่ขณะเดียวกันก็มีความล่าช้าและมีการก้าวถอยหลังในหลายเรื่อง

คำวิจารณ์ของผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้นในขณะที่เมียนมาร์กำลังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ก่อนหน้านี้หลายประเทศได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองในเมียนมาร์อยู่แล้ว

นายโอบามามีกำหนดที่จะพบหารือกับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ผู้นำเมียนมาร์ และนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน ในระหว่างการเยือนเมียนมาร์ในครั้งนี้ด้วย

เมียนมาร์เริ่มกระบวนการปฏิรูปเมื่อปี 2553 ซึ่งส่งผลให้นางซูจี ได้เข้าร่วมกระบวนการทางการเมือง อีกสองปีถัดมานางซูจีได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกกักบริเวณในบ้านพัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางซูจีเตือนว่าไม่มีการปฏิรูปใด ๆ เกิดขึ้นในเมียนมาร์มาถึงสองปีแล้ว และสหรัฐฯ ไม่ควรตั้งความหวังในทางที่ดีไว้จนสูงเกินไปในเรื่องการปฏิรูปในเมียนมาร์

ในบทสัมภาษณ์ นายโอบามาบอกว่า การควบคุมสื่อ วิธีปฏิบัติกับนักโทษการเมืองและการปฏิบัติที่ไม่ดีกับกลุ่มมุสลิมโรฮิงญา ล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

 

สัมพันธ์จีน-กัมพูชา : เมื่อเงินซื้อความไว้ใจไม่ได้

z_470x428

จีนและกัมพูชาถือได้ว่าเป็นชาติพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าความสัมพันธ์อันดีที่ว่ากลับเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น แท้จริงแล้วชาวกัมพูชาจำนวนมากกลับไม่เคยไว้วางใจมหาอำนาจชาติอย่างจีนเลย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น 
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับจีนจะดูราบรื่น โดยเฉพาะหลังจากที่จีนเริ่มให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่กัมพูชาหลายพันล้านดอลลาร์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเมงลี่ จี ก๊วช (Mengly J. Quach University) ในกรุงพนมเปญระบุว่า ความไม่ไว้วางใจจีนนั้นได้ฝังลึกและแผ่ขยายในสังคมกัมพูชามาอย่างยาวนาน จนเม็ดเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถลบล้างได้ง่ายๆ
สาเหตุของความไม่ไว้วางใจที่กัมพูชามีต่อจีน คงต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา  ทั้ง 2 ชาติเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 2501 โดยไม่มีอะไรหวือหวาในช่วงแรก จนกระทั่งปี 2518 รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนเริ่มให้การสนับสนุน “เขมรแดง” รัฐบาลเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาไปมากกว่า 1 ล้าน 5 แสนคน

การก่ออาชญากรรมของเขมรแดงถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กัมพูชา สังคมกัมพูชาเกือบล่มสลาย เพราะบุคลากรที่มีความรู้ในด้านต่างๆ ถูกสังหารเป็นจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่หลังสิ้นสุดยุคเขมรแดง ความโกรธแค้นและความไม่ไว้วางใจจีนของคนกัมพูชา ทั้งในระดับผู้นำและประชาชนทั่วไปจะไม่ได้สิ้นสุดตามไปด้วย หนำซ้ำกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น

การผลัดเปลี่ยนอำนาจระหว่างพรรคฟุนซินเปก (FUNSINPEC) ซึ่งมีนโยบายเป็นมิตรต่อจีนกับพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP อีกเกือบ 2 ทศวรรษหลังจากนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของจีนและกัมพูชาดีขึ้นเท่าไรนัก จนกระทั่งปี 2540 ที่ผ่านมา สายสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาเริ่มมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หลังจีนกลับลำหันมาผูกสัมพันธ์กับพรรค CPP ทั้งๆที่พรรค CPP แท้จริงแล้วพัฒนามาจากกลุ่มขับไล่เขมรแดงที่จีนเคยสนับสนุนก็ตาม

คำอธิบายหนึ่งที่ดูจะเป็นไปได้สำหรับท่าทีที่เปลี่ยนไป อาจเกิดจากการที่จีนเริ่มมองเห็นว่า พรรค CPP มีโอกาสครองอำนาจในกัมพูชาไปได้อีกยาวนาน จึงเริ่มผูกมิตรกับรัฐบาลจากพรรค CPP ภายใต้การนำของสมเด็จฮุนเซนอย่างจริงจัง เพื่อการเยียวยาความสัมพันธ์และเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว ขณะที่รัฐบาลของสมเด็จฮุนเซนเองก็ต้องการแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่เพื่อนำมาพัฒนาประเทศด้านต่างๆ จีนและกัมพูชาจึงดูจะเป็นคำตอบของกันและกันนับจากนั้น

จีนกลายเป็นผู้บริจาคและเจ้าหนี้รายใหญ่ของกัมพูชาอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีมานี้ นโยบายจีนที่ทำให้กัมพูชาติดใจก็คือการให้เงินโดยไม่แทรกแซงกิจการในประเทศ ขณะที่ชาติตะวันตกมักจะพิจารณาปัจจัยด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งก่อนและหลังให้เงิน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้กัมพูชาสอบตกอยู่เสมอ

รัฐบาลกัมพูชาตอบแทนมิตรไมตรีของจีนด้วยการประกาศสนับสนุนจีนในประเด็นไต้หวันและซินเจียงอุยกูร์บนเวทีนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากัมพูชาอาศัยความเป็นประธานอาเซียนเมื่อปี 2555 ในการขัดขวางไม่ให้อาเซียนออกแถลงการณ์โจมตีจีน กรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ Phoak Kung ชี้ว่า ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น เงินที่จีนให้กัมพูชาส่วนใหญ่ตกเป็นผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ขณะที่คนกัมพูชาทั่วๆ ไปกลับไม่ได้รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเพราะความช่วยเหลือจากจีนเท่าไรนัก และที่สำคัญพวกเขายังคงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อจีน เช่นเดียวกับความเจ็บปวดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีตที่ยังไม่เคยจางหายไป

ปัจจุบัน มิติด้านอื่นๆ ของกัมพูชายังต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศอีกมาก ตั้งแต่เกษตรกรรม แรงงาน เทคโนโลยี สาธารณสุข ไปจนถึงด้านการศึกษาและสังคม เพราะฉะนั้น หากจีนมีความจริงใจที่จะสร้างสัมพันธ์อันยั่งยืนกับกัมพูชา พวกเขาควรหันมาคำนึงถึงความต้องการของคนกัมพูชาธรรมดาๆ ในประเด็นเหล่านี้ให้มากขึ้น เพราะการให้เงินเพื่อเอาใจชนชั้นนำเพียงอย่างเดียวนั้น คงไม่มีวันซื้อความไว้เนื้อเชื่อใจจากชาวกัมพูชาได้อย่างสมบูรณ์

เดินถนนแมนฮัตตัน ถูกคุกคามทางเพศ 100 ครั้งใน 10 ชั่วโมง!

z_070

 

ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สังคมอเมริกันถูกตบหน้าฉาดใหญ่จากคลิปหญิงสาวเดินบนถนนกลางแมนฮัตตันแล้วถูกพูดจาคุกคามทางเพศถึงกว่า 100 ครั้งใน 10 ชั่วโมง ล่าสุดหญิงคนนี้เปิดเผยว่าเธอกำลังถูกขู่ฆ่าและข่มขืน หลังจากคลิปนี้แพร่ไปทั่วโลก

โชชานา โรเบิร์ตส คือหญิงสาวที่ปรากฏตัวในคลิปที่มีชื่อว่า “10 Hours of Walking in NYC as a Woman” หรือ “เดินในนิวยอร์กซิตี 10 ชั่วโมงในฐานะผู้หญิง” ซึ่งมีคนดูในยูทูบถึง 22 ล้านครั้งภายในเวลา 3 วัน คลิปนี้โด่งดังจากการที่เป็นการตีแผ่สังคมอเมริกันในเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเจริญที่สุด และประชาชนหัวเสรีนิยมที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่เมื่อผู้หญิงหน้าตาดี แต่งตัวธรรมดาไม่ได้วาบหวิว เดินไปตามถนน กลับโดนแซว ไปจนถึงขอเบอร์ และเดินตามตอแย มากถึง กว่า 100 ครั้งในเวลาเพียง 10 ชั่วโมง หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 10 ครั้ง
แต่หลังจากคลิปนี้แพร่หลายไปทั่วโลก และกลายเป็นการจุดประเด็นให้โลกหันมาสนใจปัญหาการถูกคุกคามทางเพศด้วยวาจาบนท้องถนน ทำให้โรเบิร์ตสก็กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน เธอกลับเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง โดยโรเบิร์ตสยอมรับว่าเธอถูกส่งอีเมลข่มขู่หลายสิบฉบับ ทั้งที่บอกว่าจะข่มขืนเธอ หรือแม้แต่บอกว่าจะช่วยเธอฆ่าตัวตาย

จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบได้ เมื่อโรเบิร์ตสบอกว่าเธอไม่ได้หวั่นไหวกับเรื่องนี้มากนัก เพราะเธอเคยเผชิญกับการล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน และการแซวด้วยวาจาก็เป็นเรื่องที่เธอเจออยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นการข่มขู่ก็ไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวเท่าไหร่ ที่สำคัญเธอมีเพื่อนและครอบครัวค่อยช่วยรับมือกับเรื่องเหล่านี้ และยังวางแผนที่จะแจ้งตำรวจให้เข้ามาช่วยจัดการกับการคุกคามนี้ด้วย

ส่วน Hollaback! กลุ่มรณรงค์ต่อต้านการคุกคามทางเพศบนท้องถนน ซึ่งเป็นผู้จัดทำวีดีโอนี้ ก็บอกเช่นกันว่าพวกเขาเองก็โดนข่มขู่
จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่หลายคนไม่พอใจวีดีโอนี้ โดยเฉพาะคนผิวสี เพราะนอกจากนี่จะเป็นการฉีกหน้าชายอเมริกันอย่างรุนแรงแล้ว ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตอีกด้วยว่าวีดีโอนี้พุ่งเป้าโจมตีคนผิวสี หรืออย่างน้อยก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้กับคนผิวสีโดยไม่ตั้งใจ เพราะผู้ชายที่แซวโรเบิร์ตส เกือบทั้งหมดเป็นคนผิวดำ หรือละตินอเมริกัน

หากจะว่ากันตามสถิติ การคุกคามทางเพศเป็นเรื่องที่ผู้หญิงอเมริกันส่วนใหญ่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน จากผลสำรวจของกลุ่มรณรงค์เพื่อลดการคุกคามทางเพศในสหรัฐฯ พบว่าหญิงอเมริกันร้อยละ 65 เคยถูกคุกคามทางเพศมาแล้ว ทั้งที่ตามกฎหมายท้องถิ่นนิวยอร์ก การคุกคามทางเพศด้วยวาจา หรือทางอ้อม ก็ยังมีโทษปรับถึง 250 ดอลลาร์ หรือ 8,000 บาท และจำคุกถึง 15 วัน

ที่มา – http://news.voicetv.co.th/world/127649.html