(เก็บตก) ‘ล้อเลียน’ กับ ‘เหยียดหยาม’ หลังฝุ่นตลบเพจ ‘น้องง’ ปะทะ ‘โหลกแดง’

(เก็บตก) ‘ล้อเลียน’ กับ ‘เหยียดหยาม’ หลังฝุ่นตลบเพจ ‘น้องง’ ปะทะ ‘โหลกแดง’

Posted: 14 Jan 2017 01:46 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อธิป ย้ำไม่มี “เหยื่อสากล” พิมพ์สิริ กางกฎหมายระหว่างประเทศพิจารณา พร้อม 6 ข้อทดสอบจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ชี้เคารพทางหลากหลายไม่จำเป็นต้องมาพร้อมการปิดกั้นเสรีภาพ ‘โชติศักดิ์’ หนุนผลิตเนื้อหาที่ไม่ย้อนแย้งเสียเองมาสู้ ย้ำต้องมีขันติธรรมทางการเมือง

14 ม.ค. 2560 จากกรณีช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาเกิดประเด็นถกเถียงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ระหว่างเฟซบุ๊กแฟนเพจ น้องง กับเพจ Red Skull และเพจควาย+Social ในประเด็น การล้อเลียนเสียดสี (Parody) กับ การเหยียดหยาม (Discrimination) จนถึง ความถูกต้องทางการเมือง (Political Correctness) หรือ PC จากการโพสต์เรื่อง ‘คนบ้านนอก’ กับ ‘เรื่องเพศ’ (ซึ่งเพจมิตรสหายท่านหนึ่ง ได้คัดลอกข้อความสรุปเหตุการณ์การถกเถียงที่เกิดขึ้นไว้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่เพจ มิตรสหายท่านหนึ่ง)

ในโอกาสนี้ ประชาไทได้พูดคุยกับ อธิป จิตตฤกษ์ พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ และ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ถึงประเด็น ความแตกต่างระหว่างการล้อเลียนเสียดสีกับการเหยียดหยาม การมีขันติธรรมทางการเมือง (political tolerance) รวมไปถึงการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการจัดการกับเนื้อหาลักษณะเหยียดในโลกออนไลน์ เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่างการล้อเลียนกับการเหยียด

“คนละมิติเลยเวลาเราพูดถึงการล้อเลียน เรากำลังพูดถึงมิติ “รูปแบบ” การแสดงออก ส่วนเวลาพูดถึง การเหยียดเรากำลังพูดถึงมิติ “เนื้อหา” การแสดงออก ซึ่งพอมันคนละมิติกัน คำถามว่ามันไปมีเส้นแบ่งหรือไม่เลยผิดฝาผิดตัว เพราะมันเป็นได้พร้อมๆ กันตามปกติอยู่แล้ว” อธิป ตอบคำถามความแตกต่างระหว่างการล้อเลียนกับการเหยียด

ขณะที่ พิมพ์สิริ ได้ยกเอา Rabat Plan of Action on the prohibition of advocacy of national, racial or religious hatred that constitutes incitement to discrimination, hostility or violence มาอธิบาย ซึ่ง พิมพ์สิริ ระบุว่า เป็นเอกสารหลักของประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกและการรณรงค์เพื่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ความมุ่งร้าย หรือความรุนแรงพูดไว้ชัดเจนว่าการจะจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกต้องเป็นไปตามข้อทดสอบหกข้อ ดังนี้

หนึ่ง บริบท โดยเฉพาะบริบทสังคมการเมืองที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าข้อความนั้นจงใจทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติหรือก่อให้เกิดความรุนแรงหรือไม่

สอง ผู้พูด และสถานภาพในสังคมของผู้พูดในการจะนำมาซึ่งการเลือกปฏิบัติหรือความรุนแรง

สาม เจตนา การพูดพล่อยๆ หรือไม่ยั้งคิดไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างในการจำกัดความคิดเห็นได้ ความเห็นที่มาจากการพูดพล่อยๆ อาจจะเป็นเป็นที่รบกวน แต่ไม่ได้หมายความว่าความเห็นเหล่านั้นจะนำไปสู่การกระทำ

สี่ เนื้อหาและรูปแบบ ที่ต้องมีการวิเคราะห์ว่าคำพูดเหล่านี้จะนำไปสู่การกระทำดังกล่าวหรือไม่

ห้า ขอบเขตของคำพูด ความคิดเห็นเหล่านั้นถูกเผยแพร่ผ่านสื่อชนิดใด เข้าถึงผู้คนจำนวนมากหรือเป็นเพียงแค่กลุ่มคนในสภาพจำกัด

และ หก ความเป็นไปได้ ศาลอาจจะต้องเป็นผู้พิจารณาและวางหลักเกณฑ์ในท้ายที่สุดว่าความเห็นดังกล่าวนั้นมีผลต่อการทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงจริงหรือไม่

ด้าน โชติศักดิ์ กล่าวถึง ความแตกต่างระหว่างการล้อเลียนกับการเหยียดว่า เท่าที่ทราบมีคนพยายามเสนอเส้นแบ่งอยู่ เช่น  ถ้านำไปสู่การเลือกปฏิบัติถือว่าเป็นการเหยียด แต่ตนก็ยังเห็นข้อจำกัดของเส้นแบ่งพวกนี้อยู่ เพราะเวลาพูดว่า นำไปสู่ นี่มันนำไปสู่แบบทางตรงหรือทางอ้อมแค่ไหน คือถ้าจะพยายามเชื่อมโยงให้ได้จริงๆ การล้อทุกกรณีก็อาจเชื่อมให้เห็นว่าสามารถนำไปสู่การเลือกปฏิบัติได้ทั้งนั้น

“พูดในแง่อำนาจ ซึ่งอันนี้ไม่เชิงเป็นการแบ่งระหว่างล้อเลียนกับเหยียดซะทีเดียว แต่เป็นเส้นที่บอกว่าล้อเลียนแบบไหนที่ทำได้แบบไหนที่ทำไม่ได้ ซึ่งผมว่าก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะไม่รู้จะแบ่งด้วยอำนาจอะไร อำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจ หรืออะไร แล้วต้องมีอำนาจมากแค่ไหนถึงมากพอที่จะล้อเลียนได้ แต่ที่มีปัญหาที่สุดก็คือ พวกที่เอาความรู้สึกของตัวเองเป็นตัวตั้ง คืออันไหนที่ไม่ชอบแล้วถือว่าเหยียดหมด” โชติศักดิ์ กล่าว

ไม่มี “เหยื่อสากล”

อธิป กล่าวว่า เข้าใจก่อนว่าทั่วๆ ไปมันไม่มี “เหยื่อสากล” ในแง่ที่จะเป็นเหยื่อทุกกาลเวลาและสถานที่ ไปถามคนไม่พอใจ ใครก็พอว่าตัวเองเป็นเหยื่อทั้งนั้น แต่คนอื่นๆ ก็อาจไม่เห็นด้วยก็ได้ คือมันต้องเริ่มก่อนว่ามิติความเป็นเหยื่อมันซับซ้อนและสัมพัทธ์มากๆ โดยเฉพาะเมื่อ “การทำร้าย” มันไม่ชัดเจน ซึ่งตรงนี้เราพูดบนฐานที่ว่าเหยื่อมันจะเป็นเหยื่อก็ต่อเมื่อสังคมในภาพรวม “ยอมรับ” ก่อนว่าเหยื่อเป็นเหยื่อจริงๆ ถ้าไม่เช่นนั้นสถานะทางสังคมของคนที่เคลมว่าตัวเองเป็นเหยื่อก็เป็นแค่คนที่ทึกทักไปเอง ซึ่งอันนี้มันก็ต้องเข้าใจอีกว่าแต่ละสังคม แต่ละกลุ่มคนในสังคมมันก็มองไม่เหมือนกันอีก สุดท้ายมันเหมือนเวลาคนทะเลาะกัน แล้วต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนคือผู้ถูกกระทำทั้งคู่ คือถ้าไม่มีสถานการณ์เฉพาะมา แทบไม่ต้องพูดเลยว่าตัดสินได้หรือไม่ว่าใครถูก ควรจะเข้าข้างใคร มันไม่ได้อยู่แล้ว

การจำกัดความคิดเห็น ผ่านกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับการจำกัดความคิดเห็นนั้น พิมพ์สิริ ได้ยกกฎหมายระหว่างประเทศมาอธิบายว่า เสรีภาพในการแสดงออกจะถูกจำกัดได้ภายใต้ข้อ 19(3) และข้อ 20 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง 2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการตีพิมพ์ ในรูปของศิลปะ หรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ตนเลือก
3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค 2 ของข้อนี้ ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบควบคู่ไปด้วย การใช้สิทธิดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในบางเรื่อง แต่ทั้งนี้ข้อจำกัดนั้นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและจำเป็นต่อ (ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น (ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรม ของประชาชน
ส่วนข้อยี่สิบนั้น ระบุว่า 1. การโฆษณาชวนเชื่อใดๆ เพื่อการสงคราม เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย 2. การสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกประติบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย
พิมพ์สิริ สรุปถึงการจำกัดความคิดเห็นที่ชอบด้วยหลักกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ควรย้อนกลับไปดูข้อทดสอบหกข้อที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

โชติศักดิ์หนุนขีดเส้นแบ่งล้อเลียนกับเหยียดให้ชัด

โชติศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นไปได้ก็หาเส้นแบ่งให้ชัดเจน อันนี้ไม่ใช่แค่แบ่งว่าล้อเลียนกับเหยียด แต่อาจจะต้องแบ่งลงไปถึงว่าอาจจะมีล้อเลียนบางแบบที่ไม่ถึงขั้นเหยียดแต่ก็ไม่ควรทำด้วย ที่สำคัญคือแบ่งด้วยเหตุผลไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว เพราะถ้าใช้ความรู้สึกมาแบ่ง ทุกๆ อย่างมันจะกลายเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ไปหมด เพราะทุกๆ อย่างก็มักจะมีคนไม่ชอบทั้งนั้น สมมุติมีการวิจารณ์เรื่องนึงซึ่งโคตรจะใช้เหตุผลเลย แต่คนที่ถูกวิจารณ์ฟังแล้วส่วนมากก็มักจะไม่ชอบทั้งนั้น คือถ้าใช้ความรู้สึก อย่าว่าแต่การล้อเลียนเลย แม้แต่การวิจารณ์ด้วยเหตุผลก็ทำไม่ได้

ย้ำต้องมีขันติธรรมทางการเมือง

สำหรับขันติธรรมทางการเมืองนั้น โชติศักดิ์ ยืนยันว่า ต้องมี อย่างน้อยที่สุดอย่างที่ยกตัวอย่างไป คือถ้ามีคนวิจารณ์เราด้วยเหตุด้วยผล และไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เราก็ต้องอดทนให้ได้ แต่คำถามคือเราต้องอดทนกับการล้อหรือไม่ แบบไหนต้องอดทน แบบไหนไม่ต้องทน เส้นแบ่งมันจะบอกเราเอง ถ้าเราสามารถหามันเจอได้

อธิปแนะควรยอมรับทำอะไรไม่ได้กับเนื้อหาเหยียด

ต่อคำถามถึงมาตรการในการจัดการเนื้อหาที่มีลักษณะเหยียดบทสื่ออินเทอร์เน็ตนั้น อธิป กล่าวว่า เราควรจะยอมรับว่าในทางปฏิบัติเราแทบทำอะไรไม่ได้เลย ตนยังนึกไม่ออกว่าเรามีทางเลือกในการจัดการอะไรกับสิ่งที่เราไม่พอใจบนอินเทอร์เน็ตรวมๆ ขนาดผู้มีอำนาจมันยังจัดการกันไม่ได้เลย

เคารพทางหลากหลายไม่จำเป็นต้องมาพร้อมการปิดกั้นเสรีภาพ

พิมพ์สิริ กล่าวด้วยว่า การปิดกั้นหรือการล่าแม่มดจะยิ่งทำให้พื้นที่เสรีภาพในสังคมนั้นๆ รวมถึงการพูดคุยถกเถียงในประเด็นเหล่านั้นหดแคบลง การเคารพทางหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องมาพร้อมการปิดกั้นเสรีภาพ และสังคมที่เคารพเสรีภาพก็ควรจะมีที่ทางให้กับความเห็นทุกประเภท ตราบใดที่ความเห็นเหล่านั้นจะไม่นำไปสู่ความรุนแรงหรือการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบต่อกลุ่มอัฒลักษณ์ใดอัตลักษณ์หนึ่ง
“สิ่งที่ทำได้สำหรับคนที่ไม่ชอบใจหรือคิดว่าความเห็นเหล่านั้นขัดหูขัดตาคือการผลิตเนื้อหาในแบบที่ตัวเองเชื่อขึ้นมาตอบโต้ ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ต่างฝ่ายต่างก็ใช้เสรีภาพของตนเองในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่จำเป็นต้องไปละเมิดผู้อื่น” พิมพ์สิริ กล่าว

หนุนผลิตเนื้อหาที่ไม่ย้อนแย้งเสียเองมาสู้

“ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี่ตัดไปได้เลย เพราะมันไม่เคยมีอยู่จริง เอาง่ายๆนะ ถ้าผมบอกว่าวัฒนธรรมของพวกผมคือการไม่เคารพวัฒนธรรม แค่คุณบอกหรือเรียกร้องให้ผมเคารพวัฒนธรรมมันก็เป็นการไม่เคารพต่อวัฒนธรรมของพวกผมแล้ว เพราะถ้าคุณเคารพคุณจะมาเรียกร้องให้ผมทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามทำไม” โชติศักดิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่มีคนไม่พอใจเนื้อหาของคนอื่นนั้น โชติศักดิ์ กล่าวเสนอว่า ก็คือผลิตเนื้อหาออกมาสู้ วิพากษ์วิจารณ์เนื้อของเขา ที่สำคัญก็คือจะต้องไม่ทำอะไรที่ย้อนแย้งเสียเอง เช่น ถ้าบอกว่าเกลียดการเหยียด แต่ก็ผลิตเนื้อหาที่เหยียดเสียเอง เพราะมันเป็นการดิสเครดิตทั้งตัวเองและประเด็นที่นำเสนอ ทำให้ตัวองเป็นตัวตลก ซึ่งที่พูดนี่ไม่ใช่จะบอกว่าเขาไม่มีสิทธิทำ ใครๆ ก็มีสิทธิดิสเครดิตตัวเองและทำให้ตัวเองเป็นตัวตลกทั้งนั้น เพียงแต่ถ้าถามตน ก็ไม่เสนอให้ทำ

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เปิดโรดแมปสู่การเลือกตั้ง หลังแก้ รธน. ชั่วคราว 57 พบเลือกตั้งไกลสุดไม่เกิน ต.ค. 61

เปิดโรดแมปสู่การเลือกตั้ง หลังแก้ รธน. ชั่วคราว 57 พบเลือกตั้งไกลสุดไม่เกิน ต.ค. 61

Posted: 13 Jan 2017 11:37 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เปิดเส้นทางสู่การเลือกตั้ง จากปลายปากกา สู่ปลายปากกา พบโรดแมปหลังแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เลือกตั้งห่างออกไปได้ไกลสุด 19 เดือน หรือไม่เกิน ต.ค. 61 แต่ยังสามารถย่นย่อระยะเวลาให้จัดเลือกตั้งเร็วขึ้นได้

สืบเนื่องกระแสข่าวเรื่องการเลือนการเลือกตั้งออกไปจากปลายปี 2560 และการออกมาให้สัมภาษณ์ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ได้หารือกับองคมนตรีว่า ภายหลังทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ องคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว มีพระราชกระแสรับสั่งลงมา 3-4 รายการ แก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจพระองค์ท่าน สำนักราชเลขาธิการจึงทำเรื่องมาที่รัฐบาล รัฐบาลจึงรับสนองพระบรมราชโองการฯ จากนั้น ครม. และ คสช. ได้ประชุมร่วมกันจนได้มติว่า จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพื่อเปิดช่องทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) จึงทำให้โรดแมปสู่การจัดการเลือกตั้งจำเป็นต้องขยับเวลาออกไปอีก

ประชาไทเปิดโรดแมปสู่การเลือกตั้ง หลังมีการประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาผ่าน 3 วาระรวดเมื่อวานนี้ (13 ม.ค.)  (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) พบว่า หากนับจากวันที่นายกรัฐมนตรีของพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญคืนลงจากจากพระมหากษัตริย์ พร้อมกับคำแนะนำหรือข้อสังเกตที่ทรงเห็นว่าควรปรับแก้ไข การเลือกตั้งจะสามารถจัดได้ไม่เกินเดือน ต.ค. 2561 โดยมีรายละเอียดดังนี้

คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

1.ช่วงรอพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย ระยะเวลา 90 วัน

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามติ และนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ และนับจากวันที่ 8 เป็นต้นไป พระมหากษัตริย์ทรงมีระยะเวลาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อลงพระปรมาภิไธยทั้งสิ้น 90 วัน ทั้งนี้กระบวนการต่างๆ ตามโรดแมปบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มต้นได้หลังจากมีการลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้หากภายในวันที่ 6 ก.พ. 2560 พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมาหรือเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน แล้วไม่ได้พระราชทานคืนมา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ..) พ.ศ…. ที่คณะรัฐมนตรีและ คสช.เป็นผู้เสนอ และ สนช. ได้พิจารณาผ่าน 3 วาระ ในมาตรา 4 ระบุว่าให้ร่างนั้นตกไป

สำหรับหากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายใน 90 วัน ให้นายกฯ ขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น และประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง และแก้ไขเพิ่มเติมคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกัน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับพระราชทานคืนมาตามที่ขอ และจากนั้นพระมหากษัตริย์ทรงมีระยะเวลาในการลงพระปรมาภิไธยอีกไม่เกิน 90 วัน ทั้งนี้เมื่อนายกฯ นำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

2.ช่วง กรธ.จัดทำร่าง พ.ร.ป. 10 ฉบับ ภายในระยะเวลา 8 เดือน

ในกรณีที่ร่างรัฐรัฐธรรมนูญได้รับการลงพระปรมาภิไธย แล้วพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานกลับคืนมา เมื่อรัฐธรรมนูญได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยการการเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 267 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามติ กำหนดให้ กรธ. จัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป) ทั้งสิ้น 10 ฉบับ ในระยะเวลา 240 วัน พ.ร.ป.ทั้งหมดประกอบด้วย

(1) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(2) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

(3) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(4) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

(5) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(6) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

(7) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

(8) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(9) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

(10) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

โดย พ.ร.ป. ทั้ง 10 ฉบับ อาจแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ (1)-(4) เป็นพ.ร.ป. ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้การเลือกตั้งอาจจะจัดทำขึ้นไม่ได้ หรือได้โดยไม่มีกฎกติกาที่ระบุอย่างชัดเจน ส่วน (5)-(10) เป็นกฎหมายที่จะกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ แม้ยังไม่มี (5)-(10) ก็จัดการเลือกตั้งได้

ทั้งนี้ใน มาตรา 268  กำหนดมีการให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว”

ซึ่งหมายความว่า กรธ. สามารถเร่งจัดทำ พ.ร.ป หลักทั้ง 4 ฉบับให้เสร็จก่อนได้ เพื่อที่จะนำไปเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้พิจารณาและประกาศใช้ก่อน พ.ร.ป. ฉบับอื่นๆ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้มีการร่าง พ.ร.ป. ครบก่อนทั้ง 10 ฉบับ ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาทาง กรธ. ได้เผยแพร่ร่าง พ.ร.ป.แล้วทั้งสิ้น 2 ฉบับคือ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อปรับปรุงแก้ไข ก่อนที่จะนำเสนอต่อ สนช. หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนู

3.ช่วง สนช. พิจารณากฎหมาย เพื่อประกาศใช้ มีระยะเวลา 2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ

ตามที่ได้ระบุไว้ในขั้นตอนของการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดย กรธ. แล้วว่า ในช่วงกรอบระยะเวลาทั้งสิ้น 240 วัน หรือ 8 เดือน หาก กรธ.จัดทำร่างกฎหมายฉบับใดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถนำเสนอต่อ สนช. เพื่อพิจารณาได้เลย โดยไม่ต้องรอให้มีการจัดทำครบทั้งสิ้น 10 ฉบับ แล้วส่งเพื่อพิจารณาพร้อมกัน

ฉะนั้นหากภายในระยะเวลา 1-2 เดือน หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ กรธ. สามารถจัดทำร่าง พ.ร.ป. หลัก ทั้ง 4 ฉบับจนเสร็จสิ้น ตามมาตรา 268 ก็จะสามารถยนย่อระยะเวลาที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้

ทั้งนี้เมื่อ ร่าง พ.ร.ป. ถูกส่งมายัง สนช. เพื่อพิจารณาบัญญัติเป็นกฎหมาย สนช. จะมีระยะเวลาทั้งสิ้น 2 เดือนต่อ 1 ฉบับในการพิจารณา โดยกรอบระยะเวลาสองเดือนเป็นกรอบเวลาที่ว่างไว้เพื่อเป็นกรอบกำหนดกว้าง ในทางปฏิบัติ สนช. ไม่จำเป็นตั้งใช้เวลานานถึง 2 เดือนในการพิจารณากฎหมายก็ได้ เช่นการแก้ไข มาตรา 7 ใน พ.ร.บ.สงฆ์ ซึ่ง สนช. มีความสามารถในการพิจารณา 3 วาระรวด ภายใน 1 วัน

4.ช่วงจัดการเลือกตั้งภายในระยะเวลา 5 เดือน

ภายหลังจาก สนช. พิจารณา พ.ร.ป.หลักทั้ง 4 ฉบับเสร็จสิ้น แล้วศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วว่าไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้เตรียมการดำเนินการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน นับจากวันที่ พ.ร.ป. หลักทั้ง 4 ฉบับประกาศใช้เป็นกฎหมาย

00000

ฉะนั้นเมื่อพิจารณาตามโรดแมปจะพบว่า หากพระมหากษัตริย์มีทรงพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญกลับคืนมา พร้อมกับข้อสังเกตที่เห็นว่าควรแก้ไข ระยะเวลานับจากวันที่พระราชทานร่างรัฐธรรมนูญกลับคืนมา เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม แล้วมุ่งไปสู่การจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และพิจารณาเป็นกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง สามารถใช้เวลาได้ทั้งหมดไม่เกิน 19 เดือน หรือ 570 วัน และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นไม่เกินเดือน ต.ค. 2561

ทั้งนี้ระยะเวลาทั้งหมด 570 วัน สามารถย่นย่อระยะเวลาลงได้ตามกระบวนการขั้นตอนต่างๆ เช่น การลงพระปรมาภิไธย การร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และการพิจารณากฎหมายของ สนช.

สำหรับสาระสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ในวันที่ 13 ม.ค. คือมาตรา 3 และมาตรา 4 ได้แก่

มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นวรรคสามของมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557

“ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และเมื่อกรณีเป็นไปตามมาตรานี้แล้ว มิให้นำความในมาตรา 18 19 และ 20 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาใช้บังคับ

ส่วนมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคสิบเอ็ดของมาตรา 39/1 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 เดิม และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้าประกอบกับวรรคสิบแล้ว หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายในเก้าสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น และประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง และแก้ไขเพิ่มเติมคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกัน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใหม่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชทานคืนมาตามที่ขอ เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมและพระราชทานคืนมาหรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันที่นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแล้วมิได้พระราชทานคืนมาให้ร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นอันตกไป”

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สังคมไทยกับยาแรงที่ไม่เคยรักษาโรคให้หายขาด

สังคมไทยกับยาแรงที่ไม่เคยรักษาโรคให้หายขาด

Posted: 13 Jan 2017 07:53 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สังคมไทยแม้จะเป็นเมืองพุทธและมีความพยายามทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เมื่อเกิดคดีความสะเทือนขวัญการขอให้ตัดสินคดีแบบตาต่อตาฟันต่อฟันมักถูกเรียกร้องอยู่เสมอ

ล่าสุดคือคดีฆ่าชิงทรัพย์บัณฑิตมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่มีการเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 สำเร็จโทษผู้ต้องหาคนดังกล่าว เนื่องจาก เชื่อกันว่าผู้ต้องหาจะไม่สำนึกตัวเพราะเคยติดคุกมาแล้ว 8 ครั้ง อีกทั้งยังมีภาพจากกล้องวงจรปิดและคำรับสารภาพของผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ถลกเสื้อโชว์รอยสักเป็นเครื่องยืนยันความผิด

ก่อนที่กระแสเรียกร้องให้ประหารชีวิตผู้ต้องหาจะกว้างออกไป นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาตัดบทว่า

“มาตรา 44 ไม่ได้ใช้สำหรับลงโทษประหารชีวิต หรือ ทำร้ายใคร แต่ใช้ในการจัดระเบียบสังคมในภาพรวมหรือเป็นหลักการเท่านั้น”

แม้ข้อเรียกร้องให้ประหารชีวิตผู้ต้องหาโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมจะถูกพับฐานไป แต่กรณีที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดสังคมไทยจึงนิยมใช้ยาแรงในการจัดการกับปัญหา

ประการแรก คือ สังคมไทยเป็นสังคมที่ปล่อยให้อารมณ์และความเชื่ออยู่เหนือเหตุผลสังเกตได้จากการเชื่อเรื่องการใบ้หวย ฉะนั้นเมื่อเกิดความเครียดแค้นจึงต้องการระบายออกมา โดยไม่สนใจข้อกฎหมายที่อยู่และไม่ตระหนักว่าการฆ่าคนตายในทางศาสนาพุทธคือบาปมหันต์

เราจึงพบเห็นการเรียกร้องให้ประหารชีวิตผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง เช่น มักมีการรณรงค์ให้ฆ่าข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ทั้งที่ความผิดฐานฆ่าคนตายก็มีโทษประหารชีวิตอยู่แล้ว

การปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลของสังคมไทยยังจะนำไปสู่การลดทอนความเป็นคนของผู้ที่สังคมชิงชังจนนำไปสู่การเข่นฆ่าคนดังกล่าวได้เพราะไม่เห็นว่าเค้าเป็นคนอีกต่อไป เช่น เหตุการณ์ 6 ตุลา 2516 พฤษภา 2535 กรือเซะ ตากใบ และ พฤษภา 2553 ฯลฯ

ประการต่อมา คือ สังคมไทยเป็นสังคมลำดับชั้นต่ำสูงจึงไม่มีการฝึกฝน อบรม และ เรียนรู้เรื่องสิทธิของผู้อื่น สังคมยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า “ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังไม่มีความผิดก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด และ จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสิทธิไม่ใช่เรื่องสำคัญของสังคมไทยเท่ากับเรื่องของอำนาจ ใครมีอำนาจจึงมักจะเป็นฝ่ายถูกแม้อำนาจนั้นจะไปละเมิดสิทธิผู้อื่นก็ตาม

ประการสุดท้าย คือ สังคมไทยมักมองโลกในมุมแคบและสายตาสั้นจึงคิดว่า การกระทำของคนใดเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคนๆ นั้น โดยไม่พิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมทางสังคมว่ามีส่วนกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละคนอย่างไร

กรณีการฆ่าชิงทรัพย์ของผู้ต้องหาที่ติดคุกตั้งแต่อายุ 13 ปีในคดียาเสพติด สังคมไทยไม่ตระหนักว่าสาเหตุที่ผู้ต้องหาต้องติดยาเสพติดตั้งแต่ยังเป็นเด็กมีส่วนมาจากสภาพสังคมขนาดไหน ส่วนการก่อคดีฆ่าชิงทรัพย์สังคมก็ไม่ได้ตระหนักว่าเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี หรือ เป็นเพราะสังคมไม่ยอมรับอดีตผู้ต้องขังหรือเปล่า จึงทำให้ผู้ต้องหาต้องมาก่อคดี

การที่สังคมไทยไม่ค่อยคิดในมุมกว้างและสายตาสั้น เชื่อว่า มาจากการปลูกฝังความคิดเชิงเดี่ยวให้กับนักเรียน เนื่องจากการเรียนการสอนของไทยมักจะมีตำราหลักให้นักเรียนศึกษาและเชื่อตาม และ มีการสอบแบบปรนัย คำตอบของนักเรียนไทยจึงมีแค่คำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียวโดยมักไม่คิดอะไรกว้างไกลไปนี้

จากสาเหตุสามประการที่ยกมา ได้แก่ การใช้อารมณ์เป็นใหญ่ การไม่ตระหนักเรื่องสิทธิของผู้อื่น และ การมองโลกในมุมแคบและสายตาสั้น ทำให้คนไทยกระแสหลักมักมองอะไรแค่มิติเดียวจึงทำให้เกิดการเรียกร้องให้ใช้ยาแรงอยู่เสมอ

นอกจากการเรียกร้องให้ใช้ยาแรงในระดับสังคมทั่วไปแล้ว ในระดับประเทศก็มีการใช้ยาแรงเช่นกัน เช่น การเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งโดย กปปส. ซึ่งก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2550 ทางอ้อม จนนำมาสู่การยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ซึ่งคือการใช้ยาแรงเข้ามาจัดการความขัดแย้งทางการเมือง

การที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เสนอว่า หากเกิดความเสียหายจากการทุจริตคอรัปชั่น จำนวนเกินกว่า 1 พันล้านบาทขึ้นไปต้องระวางโทษประหารชีวิต

การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญร่างกฎหมายพรรคการเมือง โดยกำหนดบทลงโทษนักการเมืองที่ซื้อขายตำแหน่งสูงสุดถึงประหารชีวิตก็คือยาแรงเช่นกัน

ทั้งสามกรณีที่กล่าวมาล้วนเป็นยาแรงทั้งสิ้น นี่ยังไม่รวมถึงมาตรการลดอุบัติเหตุการเดินทางบนท้องถนนในช่วงเทศกาล ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สามารถยึดรถและควบคุมตัวผู้ขับรถได้ ในกรณีเมาแล้วขับหรือขับขี่อันตราย

แต่เมื่อปรากฏว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ปี 2560 เพิ่มขึ้น 98 คน แทนที่รัฐบาลจะทบทวนว่ายาแรงใช้ได้ผลหรือไม่ กลับจะใช้ยาแรงมากกว่าเดิมเพื่อลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยพุ่งเป้าไปที่การจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ แต่ไม่ได้คำนึงว่าแม้จะยกเลิกรถตู้แล้วหันมาใช้รถมินิบัสแทน การเกิดอุบัติเหตุก็อาจจะไม่ลดลงถ้าผู้ขับขี่รถยังมีพฤติกรรมเช่นเดิม

การเรียกร้องให้ใช้ยาแรงในกรณีคดีฆ่าชิงทรัพย์ก็ดี การรัฐประหารก็ดี หรือ การลดอุบัติเหตุทางถนนก็ดี ล้วนพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป เช่น

แม้จะสั่งยิงเป้าผู้ต้องหาทันที แต่ก็จะทำให้คนส่วนหนึ่งสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้คือความยุติธรรมแล้วหรือ จะมั่นได้อย่างไรว่าประหารชีวิตไม่ผิดคน การแก้ปัญหาการชิงทรัพย์มิติอื่นๆ เช่น การสร้างสวัสดิการและสภาพแวดล้อมสังคมที่ดีเพื่อที่จะได้ลดคดีชิงทรัพย์ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะถือว่าแก้ปัญหาด้วยการประหารชีวิตไปแล้ว สุดท้ายเป้าหมายหลักของกฎหมายคือการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองก็จะไม่บรรลุผล

การยึดอำนาจก็เช่นกันแม้จะทำให้เกิดความสงบเพราะม็อบ กปปส. และ ม็อบเสื้อแดงสลายตัว แต่ก็เป็นความสงบบนความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงอยู่ ประชาชนยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเหมือนเดิม

สังเกตได้จากปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ของปีนี้ ที่ประชาชนภาคอื่นๆ ไม่ได้ระดมความช่วยเหลือชาวใต้คึกคักเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา อีกทั้งคนในภาคใต้บางส่วนก็ประกาศไม่รับความช่วยเหลือจากคนภายนอกอีกด้วย

จากข้อมูลที่กล่าวมาจึงพอบอกได้ว่าการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ยาแรงแม้บางครั้งจะรักษาโรคได้บ้างแต่ก็ทำให้ร่างกายต้องอ่อนแอลงไปด้วย ประดุจการรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสีที่แม้จะทำให้เซลมะเร็งตายแต่ก็ทำให้เซลที่ดีตายตามไปด้วย ซึ่งหลายกรณีเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย 

จึงกล่าวได้ว่ายาแรงไม่เคยรักษาโรคให้หายขาดโดยไม่มีอาการข้างเคียง ยาแรงไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป ยาแรงเป็นแค่การรักษาโรควิธีหนึ่งที่ไม่เหมาะสมกับทุกอาการ ยาแรงทำให้เกิดความมึนเมาและคิดว่าโรคหมดไป ทั้งที่โรคเดิมยังคงอยู่และอาจมีโรคใหม่แทรกซ้อนเข้ามา

กรณีของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงก็เช่นกัน การใช้ยาแรงกับไผ่ด้วยการถอนประกันตัวด้วยเหตุผลที่ว่า “ไผ่เย้ยหยันอำนาจรัฐ” อาจจะทำให้ไผ่ต้องยุติการใช้เสรีภาพเนื่องจากถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดขอนแก่น แต่คงไม่สามารถหยุดการเรียกร้องเสรีภาพของผู้คนในสังคมที่เห็นว่าไผ่ไม่ได้รับความยุติธรรม

ถ้าประชาชนส่วนหนึ่งมีความรู้สึกว่าบ้านเมืองนี้ไม่ยุติธรรมการสร้างความปรองดองตามนโยบายหลักของคสช.ซึ่งคือเรื่องสำคัญกว่าการจำกัดเสรีภาพไผ่ ก็คงยากที่จะเกิดขึ้นทุกอย่างที่ผ่านมาก็คงสูญเปล่า

เข้าทำนองเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย

#ปล่อยไผ่ดาวดิน

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ดูเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับ สนช.

ดูเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับ สนช.

Posted: 12 Jan 2017 10:23 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

12 ม.ค. 2560 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเมือง สนช. ที่มีนายกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธาน ได้ยกร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง พ.ศ. … มีทั้งสิ้น 33 มาตรา เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 มีสาระสำคัญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการและรับสนองพระบรมราชโองการ

บุคคลที่จะได้รับประโยชน์ไม่รวมถึงผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ที่นำมาสู่การกระทำความผิดอาญาหรือเหตุการณ์ความรุนแรง การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง (ดูล้อมกรอบด้านล่าง)

ทั้งนี้ ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง จำนวน 11 คน ประกอบด้วย ผู้ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คณะกรรมการอัยการ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สถาบันพระปกเกล้า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สภาทนายความ และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยแต่งตั้ง ฝ่ายละ 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสันติวิธีหรือสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 คน ซึ่งทำการคัดเลือกกันเอง เป็นกรรมการ และให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเลขานุการ

คณะกรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม คือ ไม่เป็นการสมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เป็นหรือเคยเป็นกรรมการพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะสามปีก่อนดำรงตำแหน่ง 3.เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือในระหว่างถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เป็นต้น
มาตรา 18 กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(1) รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลคดีเกี่ยวกับการกระทำที่เกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงวันที่ 22 ต.ค.2557 ที่เป็นการละเมิดกฎหมายหรือสิทธิมนุษยชน และจะต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นของผู้เสียหาย ผู้ถูกดำเนินคดีอาญา เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน และห้ามเปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นคณะกรรมการจะมีมติด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

(2) กำหนดหลักเกณฑ์การจำแนกคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง โดยต้องคำนึงถึงความร้ายแรงของความผิด ความได้สัดส่วนของการกระทำ รวมทั้งผลกระทบต่อชาติและประชาชนด้วย โดยจะต้องทำให้เสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ได้แต่งตั้ง

(3) กำหนดมาตรการและหลักเกณฑ์การอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้ถูกดำเนินคดีอาญาที่เป็นผู้ให้ความจริงอันเป็นประโยชน์แก่การดำเนินงานของคณะกรรมการในคดีความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และแสดงความสำนึกเสียใจต่อผลของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น

(4) ดำเนินการจำแนกคดีอาญาตามหลักเกณฑ์ และกำหนดมาตรการอำนวยความยุติธรรมที่จะใช้กับผู้ถูกดำเนินคดีอาญาแต่ละรายตามเหตุผลหรือเงื่อนไขที่เหมาะสมกับประเภทของการกระทำและความผิด

(5) เสนอข้อมูลการจำแนกคดีอาญาและความเห็นในการใช้มาตรการในการอำนวยความยุติธรรมกับผู้ถูกดำเนินคดีอาญาแต่ละรายต่อพนักงานอัยการหรือศาลที่พิจารณาพิพากษาคดี โดยการเสนอดังกล่าวควรมีความเห็นของผู้เสียหายและผู้ถูกดำเนินคดีอาญาประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานอัยการได้รับเรื่องแล้ว ให้พนักงานอัยการเสนอความเห็นให้อัยการสูงสุดพิจารณามีคำสั่งต่อไป โดยให้ถือเอกข้อมูลการจำแนกคดีอาญาและความเห็นในการใช้มาตรการในการอำนวยความยุติธรรมตามเหตุผลหรือเงื่อนไขดังกล่าวเป็นคดีที่มีเหตุที่อัยการสูงสุดจะใช้อำนาจสั่งหรือไม่สั่งคดี
ให้ศาลรื้อคดีเดิมได้
มาตรา 20 ระบุว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีที่มีข้อหาความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองตาม พ.ร.บ.นี้ ให้ศาลพิจารณาความเห็นของคณะกรรมการมาตรา 18(5) ประกอบด้วย ถ้าศาลเห็นสมควรให้ศาลมีอำนาจพิพากษาว่าผู้กระทำความผิดมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองรายนั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญาได้ แม้ว่าโทษจำคุกที่ศาลจะกำหนดหรือได้กำหนดนั้นจะเกินกว่า 5 ปี หรือศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ และมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขอื่นหรือระยะเวลาเพื่อคุมความประพฤติผู้กระทำความผิด นอกเหนือไปจากที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้ตามที่เห็นสมควร หากศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีเห็นว่าผู้ถูกดำเนินคดีอาญารายใดไม่ควรรับโทษจำคุกหรือควรได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ ก็ให้ถือเป็นเหตุผลหรือเงื่อนไขที่มีเหตุอันควรปรานีหรือเหตุบรรเทาโทษแล้วแต่กรณี ตามประมวลกฎหมายอาญาสำหรับผู้ถูกดำเนินคดีอาญารายนั้น

ในกรณีที่คดีใดถึงที่สุดก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ เป็นคดีที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลอาจลดโทษ รอการกำหนดโทษ รอการลงโทษ หรือลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดได้ตามวรรคหนึ่ง เมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคล บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภรรยา ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ของผู้นั้น พนักงานอัยการหรือคณะกรรมการร้องขอให้ศาลมีอำนาจกำหนดเกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นเสียใหม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการเยียวยาโดยคณะกรรมการต้องดำเนินการ สำรวจปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการการเยียวยา และจัดทำฐานข้อมูลสถานะของการได้รับการเยียวยาของผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย รวมถึงทายาทผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บพิการ หรือทุพพลภาพ ผู้ที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และผู้ที่ถูกดำเนินคดีอันเกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และกำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม จัดทำรายงานความเห็นเกี่ยวกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสำหรับความเสียหายทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูสภาพจิตใจ พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะในการให้ความช่วยเหลือและการเยียวยาในคดีแพ่งแก่ผู้ได้รับผลกระทบและผู้เสียหาย

ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้ถูกนำเข้าไปสู่การหารือในการประชุม เตรียมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ในส่วนคณะกรรมการสร้างความปรองดอง ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกระบวนการผลักดันผ่านเป็นกฎหมายในที่ประชุมสนช.ล่าสุดยังไม่มีกำหนดเข้าสู่วาระการประชุมแต่อย่างใด

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 84  ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด

ถ้าความผิดมิได้กระทำลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำ หรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ และถ้าผู้ถูกใช้เป็นบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ลูกจ้างหรือผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ใช้ ผู้ที่มีฐานะยากจน หรือผู้ต้องพึ่งพาผู้ใช้เพราะเหตุป่วยเจ็บหรือไม่ว่าทางใด ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้ใช้กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับผู้นั้น
มาตรา 107-112 อยู่ใน หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

มาตรา 107 ผู้ใดปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต
ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระ มหากษัตริย์หรือรู้ว่ามีผู้จะปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ กระทำ การใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 108 ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์ ผู้ กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต

ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ามีผู้จะกระทำการประทุษร้าย ต่อพระองค์หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ กระทำการใดอันเป็น การช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี

มาตรา 109 ผู้ใดปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือฆ่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต

ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์ พระราชินีหรือรัชทายาท หรือเพื่อฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือจะฆ่าผู้ สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี

มาตรา 110 ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้ สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือ จำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี

ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์หรือ ชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือ เสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะประทุษร้าย ต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือ ประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ สิบสองปีถึงยี่สิบปี

มาตรา 111 ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตาม มาตรา 107 ถึง มาตรา 110 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน, เว็บไซต์ข่าวสด, คมชัดลึก


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ย้อนรอยรัฐประหาร 13 ครั้ง นานแค่ไหนกว่าจะเลือกตั้ง คสช.ท้าชิงสฤษดิ์-ถนอม

ย้อนรอยรัฐประหาร 13 ครั้ง นานแค่ไหนกว่าจะเลือกตั้ง คสช.ท้าชิงสฤษดิ์-ถนอม

Posted: 12 Jan 2017 10:02 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ระหว่างที่ผู้คนคงกำลังลุ้นว่าการเลือกตั้งจะเกิดเมื่อไรแน่ เราชวนดูประวัติศาสตร์การรัฐประหารของไทย แต่ละยุคสมัยครองอำนาจกันนานเท่าไรกว่าจะจัดเลือกตั้ง น่าแปลกที่ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่กี่เดือน ไม่น่าเชื่อว่า คสช.ที่ทำรัฐประหารในยุคสมัยใหม่โลกหมุนไปไกลแล้วนั้นจะอยู่ยาวเป็นอันดับต้นๆ


คลิ๊กดูภาพขนาดใหญ่

หากนับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน อยู่ในอำนาจ 2 ปี 7 เดือน 22 วันแล้ว มีการขยาย “สัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” ออกไปเรื่อยๆ และจนขณะนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะคืนอำนาจและจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อไร

หากนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์เป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้ง แม้ คสช. จะทำรัฐประหารในวันที่โลกหมุนไปไกลและไม่น่าเชื่อว่าจะยังทำ(รัฐประหาร)ได้ แต่ คสช.กลับอยู่ในอำนาจยาวนานและทิ้งช่วงเวลาจัดการเลือกตั้งยาวนานเป็นอันดับ 3

อันดับหนึ่งคือ สมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ทำรัฐประหารครั้งที่สอง ในนาม “คณะปฏิวัติ” ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 จนกระทั่งจัดการเลือกตั้งในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 รวมระยะเวลา 10 ปี 3 เดือน 21 วัน

อันดับสองคือ “คณะปฏิวัติ” ของ จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ขึ้นกุมอำนาจเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 จนกระทั่งรัฐบาลถนอมถูกโค่นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นจึงมีการจัดเลือกตั้งเมื่อ 26 มกราคม 2518รวมใช้เวลา 3 ปี 2 เดือน 9 วัน

คสช.ยังอยู่ยาวแซง คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินนำโดย พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ ที่ใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน 2 วัน จึงจะจัดการเลือกตั้งครั้งแรก รวมทั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 4 วัน จึงจัดการเลือกตั้งครั้งแรก รวมถึงคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดยพล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่ใช้เวลา 1 ปี 28 วัน จึงจัดการเลือกตั้งครั้งแรก

ส่วนการรัฐประหารอื่นๆ อีก 8 ครั้งในประวัติศาสตร์นั้น คณะทหารมักอยู่ในอำนาจราว 1 – 4 เดือนเท่านั้นแล้วเร่งจัดการเลือกตั้ง หรือไม่เช่นนั้นก็ยังไม่ทันได้จัดเลือกตั้งแต่ถูกรัฐประหารซ้อนหรือทำรัฐประหารตัวเองเพื่อกระชับอำนาจเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ต้องเตือนสติกันไว้ด้วยว่า “การเลือกตั้งทั่วไป” ไม่ได้หมายความถึงการหลุดออกจากเงาของคณะรัฐประหาร ในอดีตที่ผ่านมา การเลือกตั้งหลังรัฐประหาร บางครั้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้กติกาหรือรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารร่างขึ้น และมักจบลงด้วยการที่รัฐบาลพลเรือนดังกล่าวถูกล้มล้างเนื่องจากกลไกกติกาที่ว่า หรือคณะรัฐประหารทำรัฐประหารซ้ำเสียเองเพื่อกระชับอำนาจ นอกจากนี้ยังมีหลายกรณีที่การเลือกตั้งเป็นเพียง “ฉากหน้า” เพราะมีการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนโดยผู้ทำรัฐประหาร เช่น กรณีเลือกตั้งเมื่อปี 2512 ที่ ส.ส. พรรคสหประชาไทย ยังคงรวมเสียงพรรคการเมืองต่างๆ ตั้งรัฐบาลผสมและหนุนจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

หรือกรณีเลือกตั้งปี 2522 ที่พรรคการเมืองต่างๆ หันไปสนับสนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทหารเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย หลัง พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารครั้งที่สอง และเมื่อ พล.อ.เกรียงศักดิ์ แถลงลาออกกลางสภาในเดือนมีนาคมปี 2523 ส.ส. ในสภาก็ยังคงเลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกและ รมว.กลาโหม ในเวลานั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใด ส.ส. ก็ยังคงเลือก พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี การเมืองในช่วงนี้จนถึงปี 2531 ถูกเรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หากพิจารณาระยะเวลาการอยู่ในอำนาจของคณะรัฐประหาร 2 ชุดหลังสุด คมช.-คสช. จะพบว่า มีระยะเวลาการอยู่ในอำนาจ จนกว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งแรก ยืดเวลานานขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า รัฐประหารครั้งล่าสุดมีแนวโน้มต้องการเวลายาวนานในการจัดการสถานการณ์ทางการเมืองและจัดระเบียบโครงสร้างทางการเมืองใหม่หมดผ่านรัฐธรรมนูญ สาเหตุมาจากปัจจัยหลักที่พรรคของพลเรือนนั้นเข้มแข็งมากขึ้นอันเป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญ 2540 “ทักษิณ ชินวัตร” และพรรคของเขายังคงได้รับความนิยมจากคนรากหญ้าอย่างสูง แม้ถูกยุบพรรคหลายครั้งหรือนายกฯ ถูกปลดหลายคน เป็นโจทย์เสี้ยนหนามที่ต้องใช้เวลาบ่งอย่างประณีต

ในล้อมกรอบด้านล่าง เป็นการคัดเลือก 5 อันดับของคณะรัฐประหารไทยที่ใช้เวลาครองอำนาจสูงสุดกว่าจะจัดการเลือกตั้งพร้อมข้อมูลโดยสังเขป ใครจะรู้ว่าเราต้องอยู่กับ คสช.ยาวนานแค่ไหน และเรื่องราวจะย้อนยุคไปได้ไกลเพียงไร

คณะปฏิวัติ
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ – จอมพลถนอม กิตติขจร

รัฐประหารครั้งที่สอง เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 จัดเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหารเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2512 รวมแล้วใช้เวลา 10 ปี 3 เดือน 21 วัน กว่าจะจัดเลือกตั้งครั้งแรก

การรัฐประหารครั้งแรก “ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร”

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2550 โดยมีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร (ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 74 ตอนที่ 76 16 กันยายน 2500)

ผลของการรัฐประหารดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้นำรัฐบาลที่เคยมาจากคณะราษฎรสิ้นสุดบทบาทลงอย่างสิ้นเชิง มีการเชิญ พจน์ สารสิน เลขาธิการองค์การซีโต้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 กันยายน 2500 ต่อมาจัดเลือกตั้งในวันที่ 15 ธันวาคม 2500

ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า พรรคสหภูมิ ได้ ส.ส. มากที่สุดคือ 45 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด159 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. 39 ที่นั่ง โดยจอมพล สฤษดิ์ ได้แนะนำให้ พล.ท.ถนอม กิตติขจร (ยศในขณะนั้น) รองหัวหน้าพรรคพรรคชาติสังคมที่ได้ ส.ส. 9 ที่นั่ง ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ตั้งรัฐบาลขึ้นมา ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

รัฐประหารครั้งที่สองในนาม “คณะปฏิวัติ”

อย่างไรก็ตาม 20 ตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ ได้ทำการรัฐประหารอีกครั้ง โดยประกาศให้ยกเลิกพรรคการเมืองทั้งหมด ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และยกเลิกรัฐสภา พร้อมกับขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน (วิกิพีเดีย)

รัฐประหารครั้งนี้ถือว่า จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจตัวเองก็ได้ โดยในเดือนมกราคม มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจในตำแหน่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ มีรัฐธรรมนูญมาตรา 17 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีจัดการกับบุคคลที่ก่อความไม่สงบได้ทันที แล้วจึงค่อยแจ้งต่อสภา ทำให้ในช่วงที่จอมพลสฤษดิ์อยู่ในอำนาจ มีการใช้มาตรา 17 สั่งประหารชีวิตคนจำนวนมาก

กระทั่งภายหลังจอมพลสฤษดิ์ เสียชีวิตเมื่อ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 จอมพลถนอม กิตติขจร จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากจอมพลสฤษดิ์ โดยในที่สุดรัฐธรรมนูญที่ร่างมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ก็มีการประกาศใช้เมื่อ 20 มิถุนายน 2511 เป็น “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511” มีการจัดเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 รวมเวลานับตั้งแต่การรัฐประหารครั้งที่ 2 ของจอมพลสฤษดิ์เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 ถึงวันเลือกตั้งครั้งแรกกินเวลา 10 ปี 3 เดือน 21 วัน

โดยผลการเลือกตั้ง จอมพลถนอม ซึ่งไม่ได้ลงเลือกตั้ง แต่เป็นหัวหน้าพรรคสหประชาไทย ได้ที่นั่ง 74 ที่นั่ง ทำให้จอมพลถนอมรวมเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลตั้งรัฐบาลผสมและเป็นนายกรัฐมนตรีต่อสมัยที่สอง ส่วน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ที่นั่ง 55 ที่นั่ง เป็นแกนนำฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตามในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 จอมพลถนอมก็ทำรัฐประหารตัวเอง

คณะปฏิวัติ (ครั้งที่ 2)
จอมพลถนอม กิตติขจร

รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 จัดการเลือกตั้งครั้งแรก 26 มกราคม 2518 รวมใช้เวลา 3 ปี 2 เดือน 9 วันกว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งครั้งแรก

หลังจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 และตั้งรัฐบาลที่จอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมา จอมพลถนอมก็ทำรัฐประหารตัวเองเมื่อ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 (ราชกิจจานุเบกษา) ยกเลิกรัฐสภา พรรคการเมือง และประกาศใช้กฎอัยการศึก ตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติ ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิกิพีเดีย)

จนกระทั่งรัฐบาลทหารของจอมพลถนอมถูกโค่นลงอันเป็นผลจากการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา กรรมกร ประชาชนเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เป็นแนวทาง ใช้เวลายกร่าง 3 เดือนก็เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับปรุงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2517 และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาและลงมติเห็นชอบเมื่อ 5 ตุลาคม 2517 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 (วิกิพีเดีย)

โดยหลังจากนั้นจึงมีการจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 โดยผลการเลือกตั้ง พรรคกิจสังคม ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค ได้ ส.ส. เพียง 18 ที่นั่ง สามารถรวมเสียงจากพรรคอื่นๆ เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีจำนวน ส.ส. มากที่สุดในสภาคือ 57 ที่นั่ง ต้องเป็นพรรคฝ่ายค้าน (วิกิพีเดีย)

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 2 ปี 7 เดือน 21 วัน ยังไม่จัดเลือกตั้ง

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถอดถอนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในคดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรเมื่อ 20 พฤษภาคม 2557 และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ระหว่างการเจรจา 7 ฝ่ายเพื่อหาทางออกทางการเมืองเป็นวันที่สองที่สโมสรกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศยึดอำนาจกลางที่ประชุม ในนามคณะรักษาความแห่งชาติ หรือ คสช. มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ยกเว้นหมวด 2 และต่อมามีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

โดยนับตั้งแต่ยึดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. เคยประกาศถึงโรดแมปในหลายโอกาส โดยครั้งแรกภายหลังการยึดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวในรายการ “คสช.คืนความสุขให้คนไทย” เมื่อ 30 พฤษภาคม2557 ระบุถึงโรดแมป คสช. ว่าระยะที่ 1 ช่วงแรกของการควบคุมอำนาจการปกครอง จะต้องดำเนินการในเรื่องปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด ใช้เวลา 2-3 เดือน ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว และร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เวลา 1 ปี และหากสถานการณ์เรียบร้อยปกติ ปฏิรูปสำเร็จ ปรองดอง สมานฉันท์กับทุกฝ่าย ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน ก็จะเริ่มดำเนินการก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 คือการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ที่ทุกพวกทุกฝ่ายพอใจ กฎหมายทันสมัยในทุกด้าน กฎระเบียบ กติกาต่างๆ ได้รับการแก้ไข ได้คนดี สุจริต มีคุณธรรม มาปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมาภิบาล (ประชาไท, 31 พ.ค. 2557) ซึ่งหากเป็นไปตามแผนที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นภายในเดือนสิงหาคม 2558

อย่างไรก็ตามโรดแมปของ คสช. ก็เลื่อนออกไปอีก โดยระหว่างการเยือนญี่ปุ่นปีเดือนกุมภาพันธ์ 2558 พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ NHKระบุว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยว่า หากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินไปด้วยความราบรื่น อาจทำให้การเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย มีขึ้นเร็วที่สุดปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 (ไทยรัฐ)

ต่อมาในวันที่ 6 กันยายน 2558 สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และต้องมีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดใหม่ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เลื่อนกำหนดวันเลือกตั้งไปอีก โดยกล่าวในวันที่ 27 กันยายน 2558 ว่า หากประชาชนลงประชามติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะร่างโดย กรธ. ดังกล่าว ก็จะดำเนินการยกร่างกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศการเลือกตั้งทั่วไปได้ภายในกลางปี 2560 (ประชาไท)

อย่างไรก็ตามภายหลังจากผ่านการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 ไปแล้ว และรอการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2559 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่หนึ่ง ระบุว่า กรอบเวลาการเลือกตั้งจะยืดออกไปอีก โดยอ้างถึงการทำงานของ สนช.ตลอดปี 2560 ว่าจะมีงานสำคัญคือการพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) จำนวน 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 50 ฉบับ รวมแล้วประมาณ 60 ฉบับ ซึ่งเป็นภารกิจและความรับผิดชอบของ สนช.ที่ต้องดำเนินการตามกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีมีมติเร่งรัดเป็นพิเศษอีก 41 ฉบับ รวมในส่วนนี้ทั้งหมดแล้วจะมีประมาณ 100 ฉบับ และยังมีกฎหมายที่อยู่ในบัญชีตามโรดแมปของคณะรัฐมนตรีอีกมากกว่า 100 ฉบับ ซึ่งตรงนี้เป็นภารกิจของ สนช.ทั้งหมดในปี 2560 ที่ต้องรับผิดชอบเพื่อออกกฎหมายเพื่อให้เป็นเครื่องมือกับรัฐบาลในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโรดแมปก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งประมาณกลางปี 2561 (มติชน)

ที่จริงแล้ว รัฐบาล คสช. สามารถจัดเลือกตั้งได้เร็วกว่าที่รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติระบุ เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ในบทเฉพาะกาล มาตรา 268 กำหนดให้ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส. ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ใน 10 ฉบับผ่าน ประกอบด้วย (1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ, ประชาไท, 29 มีนาคม 2559)

คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่

รัฐประหารครั้งที่สอง 20 ตุลาคม 2520 เลือกตั้งครั้งแรก 22 เมษายน 2522

ใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน 2 วัน เพื่อจัดเลือกตั้งครั้งแรก

คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารในช่วงเย็นหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี (วิกิพีเดีย)

ต่อมา พล.ร.อ.สงัด ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลธานินทร์อีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 โดยให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี (วิกิพีเดีย) และมีประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 ซึ่งธรรมนูญการปกครองฯ กำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภาและสภาร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับให้มีสภานโยบายแห่งชาติ ซึ่งมีฐานะเหนือกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี

สภานโยบายแห่งชาติสิ้นสุดลง เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ในเดือนธันวาคมปี 2521 แล้ว และหลังจากนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522  (วิกิพีเดีย) รวมระยะเวลาตั้งแต่รัฐประหารครั้งที่สองจนถึงวันที่จัดเลือกตั้งครั้งแรก ใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน 2 วัน หากนับตั้งแต่รัฐประหารครั้งแรก 6 ตุลาคม 2519 จนถึงวันที่จัดเลือกตั้งครั้งแรก จะใช้เวลา 2 ปี 6 เดือน 16 วัน

พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ยังคงได้รับเลือกจากสภาเป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งแถลงลาออกจากตำแหน่งกลางสภาเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 และสภาได้เลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ.เปรม ได้รับเลือกจากสภาอีกหลายสมัยจนถึง พ.ศ. 2531 ที่ได้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่สภาเลือกนายกรัฐมนตรีจากกองทัพนี้ ถูกเรียกว่ายุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เลือกตั้งครั้งแรก 23 ธันวาคม 2550

ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 4 วัน เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งแรก

คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการทักษิณ ชินวัตรเมื่อ19 กันยายน 2549 ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผลทำให้ต้องยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ

หลังรัฐประหารมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 แทน และมีการแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตองคมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการนำร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำมาลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550

โดยหลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ และมีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ต่อมาจึงมีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 รวมเวลานับตั้งแต่มีการรัฐประหาร จนถึงการจัดเลือกตั้งครั้งแรก ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 4 วัน

โดยผลการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นหลังการยุบพรรคไทยรักไทยในปี 2550 ได้ที่นั่ง ส.ส. มากที่สุดคือ 233 ที่นั่ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551

อย่างไรก็ตามยังคงเกิดวิกฤตทางการเมืองขึ้นต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคมมีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งกินเวลายาวนานถึง 193 วัน จนกระทั่งในวันที่ 9 กันยายน 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมัครขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะจัดรายการโทรทัศน์ “ชิมไปบ่นไป” และต่อมาในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ต้องมีการพลิกขั้วการเมือง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง 3 พรรคได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 (วิกิพีเดีย)

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)
พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์

รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 เลือกตั้งครั้งแรก 22 มีนาคม 2535

ใช้เวลา 1 ปี 28 วันเพื่อจัดเลือกตั้งครั้งแรก

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ฯลฯ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยรัฐบาลชาติชายเป็นรัฐบาลผสมมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งทั่วไป 24 กรกฎาคม 2531การยึดอำนาจครั้งนี้ใช้วิธีควบคุมตัวนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก รมช.กลาโหม จากเครื่องบินซี 130 ที่กำลังขึ้นบิน ที่สนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) ดอนเมือง ขณะเตรียมเดินไปทางเข้าเฝ้าถวายถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ (วิกิพีเดีย)

หลังรัฐประหาร มีการตั้งอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากยกเลิกสภาผู้แทนราษฎร ยังยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521นอกจากนี้ยังได้สั่งให้มีการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองที่เป็นคนสำคัญและมีชื่อเสียงหลายคนจากหลายพรรคการเมืองเพื่อจะยึดทรัพย์อีกด้วย

ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป 22 มีนาคม 2535 (วิกิพีเดีย) รวมใช้เวลา 1 ปี 28 วัน เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งแรก

ผลการเลือกตั้ง พรรคสามัคคีธรรมซึ่งทหารสนับสนุนจะได้ ส.ส. เป็นอับดัน 1 คือ 79 ที่นั่ง มีพรรคการเมือง 5 พรรค ได้แก่ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทยและพรรคราษฎร ซึ่งมี ส.ส. รวมกัน 195 เสียงเสนอชื่อณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่มีข่าวว่าสหรัฐอเมริกาเคยปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้กับณรงค์ เนื่องจากสงสัยมีการพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งกรณีดังกล่าวณรงค์ วงศ์วรรณปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แต่ภายหลังข่าวดังกล่าวพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรค จึงสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี จนเป็นสาเหตุทำให้ประชาชนเรียกร้องนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นชนวนของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535

หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 พล.อ.สุจินดา ได้แถลงลาออกจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พฤษภาคม 2535 และต่อมาอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ตัดสินใจเสนอชื่ออานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 แทนที่จะเป็น พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย โดยอานันท์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองในวันที่ 23 กันยายน 2535 ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2535 ที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลผสม

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ชำนาญ จันทร์เรือง: เมื่ออำนาจรัฐใช้การไม่ได้

ชำนาญ จันทร์เรือง: เมื่ออำนาจรัฐใช้การไม่ได้

Posted: 07 Jan 2017 03:32 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ในสภาวการณ์ที่บ้านเมืองในปัจจุบันดูเหมือนจะสงบกว่าที่ผ่านๆมาเพราะรัฐมีอำนาจเด็ดขาดในการจัดการทั้งในด้านบริหารที่ไม่ต้องพะวักพะวนกับโควตารัฐมนตรีและม็อบต่างๆ มีอำนาจเด็ดขาดในด้านนิติบัญญัติในการออกกฎหมายจากสภานิติบัญญัติที่ไม่มีฝ่ายค้านให้กวนใจ และมีอำนาจในด้านตุลาการผ่านศาลทหารโดยตรงและผ่านศาลอื่นโดยอ้อมเพราะต้องพิจารณาคดีตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายและคำสั่งที่ออกโดย คสช.ที่เชื่อกันว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์ และที่สำคัญที่สุดคือมีมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯที่มีอำนาจครอบจักรวาลอยู่ในมือ แต่สถานการณ์บ้านเมืองที่แท้จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่เพราะยังมีบางกรณีที่อำนาจรัฐใช้การไม่ได้ คือ
1 ) กรณีวัดธรรมกาย

กรณีนี้ไม่ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานตำรวจแห่งจะทุ่มเทสรรพกำลังกำชับวงล้อมวัดพระธรรมกายเพื่อจับกุมหรือกดดันให้พระเทพญาณมุนีหรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสให้มอบตัวในคดีต่างๆซึ่งนับถึงปัจจุบันมีถึง 175 คดีรวมทั้งตั้งข้อหานายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายในข้อหายุงยง ปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งนายองอาจยังคงล่องหนหายตัวไป มีเพียงพระวิเทศภาวนาจารย์ รักษาการเจ้าอาวาสเดินทางไปยัง สภ.คลองหลวงเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงพระธรรมชโยและข้อหาอื่น รวม 19 คดีเท่านั้น

ซึ่งกรณีวัดธรรมกายนี้เป็นที่จับตาของหลายฝ่าย ทั้งจากฝ่ายที่อยากให้รัฐใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดเข้าดำเนินการให้สิ้นซาก เพราะด้วยเหตุความเชื่อที่ว่าธรรมกายไม่ใช่พุทธตามความเชื่อของตนเอง หรือด้วยเหตุที่เชื่อว่าวัดธรรมกายให้การสนับสนุนหรือได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกทักษิณ จึงจำเป็นต้องจัดการให้ได้โดยเร็ว

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นฝ่ายที่เคารพและศรัทธาคำสั่งสอนของพระธัมมชโย แต่ก็มีที่แอบเชียร์การขัดขืนของวัดธรรมกายโดยไม่ได้ศรัทธาต่อวัดธรรมกายแต่อย่างใด โดยแอบหวังลึกๆว่าหากวัดธรรมกายขัดขืนอำนาจรัฐในกรณีนี้ได้สำเร็จก็จะเป็นชนวนให้เกิดกรณีอื่นๆต่อไป

ในความเห็นของผมคิดว่าฝ่ายรัฐเองก็คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน เพราะหากจะใช้มาตรา 44 ตามที่หลายคนพยายามเสนอก็ไม่มีความแน่นอนว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ หรือหากใช้มาตรการที่รุนแรงก็อาจจะเกิดผลในทางลบหรือเกิดการลุกลามตามมา แต่หากปล่อยไปเช่นนี้ก็รังจะทำให้เสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล เพราะเปรียบเสมือนปล่อยให้มีรัฐอิสระเกิดขึ้นกลางกรุง
2) กรณีแฮ็กเกอร์แอโนนิมัส

กรณีนี้ก็ยุ่งยากเช่นกันเพราะเป็นการต่อสู้กับผู้ที่ไร้ตัวตนในสงครามไซเบอร์ที่เจาะผ่านช่องว่างของเว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐจนสามารถเปลี่ยนภาพหน้าเว็บเพจหรือล้วงข้อมูลออกมาได้ หรือแม้กระทั่งการใช้ระบบกด F5 พร้อมกันตามเวลานัดก็จะทำให้เว็บที่โดนเป็นอัมพาตไปเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีทีท่าว่าจะลุกลามไปยังสถาบันการเงินและเศรษฐกิจด้วย ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงตามมาเพราะความเชื่อมั่นที่มีต่ออำนาจรัฐจะหมดไปด้วยเหตุที่ว่าแม้แต่ข้อมูลของรัฐเองยังถูกแฮ็กได้ นับประสาอะไรที่รัฐจะเข้าไปควบคุมข้อมูลของภาคเอกชนหรือประชาชน

แน่นอนว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่หนักหนาสาหัสเพราะเป็นการรบที่นอกเหนือจากรูปแบบที่เราคุ้นเคยด้วยการสู้รบด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์แบบสมัยเดิมๆ แน่นอนว่าด้วยเทคโนโลยีที่รัฐไทยใช้ต่อสู้นั้นแทบจะเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นเริ่มต้นหรืออนุบาลเท่านั้นเอง แต่การโจมตีจากนักรบไซเบอร์พวกนี้เรียกว่าอยู่ในขั้นเทพหรือเซียนคอมพิวเตอร์ และรบโดยไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งสร้างความเสียหายมานักต่อนักแล้วทั่วโลก ขนาดสหรัฐอเมริกาที่ว่าแน่ๆยังถูกล้วงตับได้เป็นว่าเล่นจนต้องตั้งกองกำลังขึ้นมาต่อต้านเป็นการเฉพาะในระดับกองบัญชาการเลยทีเดียว

การจับกุมผู้ต้องหาบางคนได้พร้อมกับคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น(Network Security) อาวุธปืน กัญชา ฯลฯ (ซึ่งผมไม่เชื่อว่าแฮ็กเกอร์มืออาชีพเขาจะใช้กัน)นั้นไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป เพราะยังคงมีการปฏิบัติการกันอย่างต่อเนื่องและยิ่งหนักหน่วงขึ้นเมื่อมีการผ่าน พรบ.คอมพิวเตอร์ฯโดย สนช.ที่ไม่ใส่ใจในเสียงทักท้วงของผู้คนกว่า 360,000 รายชื่อและยังมีความพยายามที่จะออกกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ตามมาอีก
3) กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

กรณีนี้เป็นผลต่อเนื่องมาอย่างยาวนานและทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดกรณีปล้นปืนเมื่อปี 2547 แล้วอดีตนายกทักษิณปรามาสว่าเป็นพวก “โจรกระจอก” พร้อมกับเพิ่มกำลังทหารเข้าปราบปรามอย่างมากมาย แต่ยิ่งปราบยิ่งลุกลาม เหตุระเบิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ในบางพื้นที่เจ้าหน้าที่รัฐแทบจะเข้าพื้นที่ไม่ได้หากไม่มีกำลังคุ้มกัน ซึ่งก็ทำให้เห็นว่าอำนาจรัฐใช้การไม่ได้เป็นบางส่วน การพยายามตั้งครม.น้อยเข้าไปจัดการก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลอันใด แน่นอนว่าปัญหานี้ต้องใช้เวลาแต่ถึงจะใช้เวลามันก็ต้องมีระยะเวลาที่คาดว่าจะสิ้นสุด มิใช่ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เพราะเหตุว่าตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือนโยบายของรัฐเองนั่นแหละคือตัวปัญหา

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนที่อำนาจรัฐใช้การไม่ได้ บางท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อย่าลืมนะครับว่า การเป็นรัฐนั้นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการมีอำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์นั่นเอง แต่หากอำนาจรัฐบางส่วนใช้การไม่ได้ก็แสดงว่าอำนาจอธิปไตยนั้นไม่สมบูรณ์ เมื่ออำนาจอธิปไตยไม่สมบูรณ์มากๆขึ้นก็จะทำให้เกิดภาวะ “อนาธิปไตย(anarchy)” ซึ่งนำไปสู่การเป็น “รัฐล้มเหลว(failed state)” ได้

และเมื่อเป็นรัฐล้มเหลวก็ย่อมที่จะถูกแทรกแซงจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นองค์การสหประชาชาติหรือรัฐอื่นใด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนของเราอย่างแน่นอน

ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย(อปฺปมตฺตา น มียนฺติ) นะครับ

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม 2560


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปาฐกถาสร้างแรงบันดาลใจแห่งปี ‘อังคณา นีละไพจิตร’ ผู้หญิง ความยุติธรรม ความทรงจำบาดแผล

ปาฐกถาสร้างแรงบันดาลใจแห่งปี ‘อังคณา นีละไพจิตร’ ผู้หญิง ความยุติธรรม ความทรงจำบาดแผล

Posted: 07 Jan 2017 06:02 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

“ราคาของความยุติธรรมที่ต้องแลกกับคราบน้ำตาและชีวิตของผู้คนมากมกาย ถึงวันนี้พิสูจน์ว่าความยุติธรรมไม่มีจริง”  “การรักษาความทรงจำคือการรักษาประวัติศาสตร์ และมันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ในสังคมที่เปิดให้การถกเถียงอย่างอิสระและเปิดเผยจะทำให้เกิดการเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีก” ฯลฯ

อังคณา นีละไพจิตร

สรุปปาฐกถาท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ หัวข้อ “ผู้หญิง ความยุติธรรมและความทรงจำบาดแผล” โดยอังคณา  นีละไพจิตร ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ วันที่ 7 ม.ค.2560

ปัจจุบันอังคณาดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตพยาบาลที่เริ่มต้นเคลื่อนไหวด้านนี้หลังจาก สมชาย นีละไพจิตร สามีผู้เป็นทนายความที่มีบทบาทเปิดโปงการซ้อมทรมานผู้ต้องหาในชายแดนใต้ถูกอุ้มหายไปในปี 2547 จากการเคลื่อนไหวด้านคดีและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสามี เธอได้ทำงานด้านนี้อย่างจริงจังในวงกว้างขึ้นเป็นลำดับ เธอเป็นประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และครอบครัวผู้ถูกทรมานและบังคับสูญหาย เธอมีบทบาทในส่วนนโยบายโดยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2550 เป็นกรรมาธิการแก้ปัญหาชายแดนใต้ ตั้งแต่ปี 2550-2557 ได้รับรางวัลมากมายจากทั้งในและต่างประเทศ

นอกเหนือจากภาพความเข้มแข็งของเธอ การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเองและคนอื่นๆ อย่างไม่ย่อท้อ น้อยคนนักที่จะรู้ว่า 12 ปีหลังการต่อสู้ในศาล เธอประสบกับ “ความพ่ายแพ้” ตามคำบอกเล่าของเธอ ไม่ใช่เฉพาะการตามหาความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม หากแต่ในชีวิตจริง หลังจากการหายตัวไปของสามี ผู้แวดล้อมคดีนี้ก็หายตัวและถูกสังหารอีก ไม่ว่าจะเป็นพยานลูกความของทนายสมชายที่ยืนยันการถูกซ้อมคนหนึ่งที่หายตัวไปจนปัจจุบัน ภรรยาของเขาก็ถูกยิงเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน ฯลฯ

อังคณาได้รับคัดเลือกเป็นองค์ปาฐกในปีนี้ในหัวข้อที่เธอตั้งขึ้นเอง ใช้เวลาพูดราว 1 ชั่วโมง เธอกล่าวเริ่มต้นถึงแรงบันดาลใจที่ได้จากท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภรรยาของนายปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองและมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยแต่กลับไม่เป็นที่รู้จักมากนักในสังคมไทย

“ในโอกาสครบรอบ 105 ปีชาตกาลของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ มันสำคัญมากในการทบทวนวรรณกรรมและการต่อสู้ของผู้หญิง ตัวดิฉันเองมีความภาคภูมิใจและชื่นชมตัวท่านอย่างมากในความกล้าหาญ ทรนง และไม่เคยก้มหัวให้กับอำนาจไม่ชอบธรรม โดยไม่ต้องการยศถาบรรรดาศักดิ์” อังคณากล่าว

เธอกล่าวด้วยว่าเมื่อมีโอกาสทำงานกับผู้หญิงมากขึ้น ทำให้เธอนึกถึงสิ่งที่ปรีดีเขียนถึงพูนศุขเมื่อครั้ง 10 วันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ปรีดีอธิบายเรื่องเกิดขึ้นให้ภรรยาฟังโดยลงท้ายในจดหมายว่า “การเมืองก็การเมือง ส่วนตัวก็ส่วนตัว” อังคณากล่าวว่าในฐานะของผู้หญิงในครอบครัวและผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เธอเข้าใจประโยคนี้ดีว่า เราไม่สามารถแยกความเป็นผู้หญิงในครอบครัวกับความเกี่ยวพันทางสังคมการเมืองได้ โดยเธอขอยืนยันความเชื่อนี้ผ่านการต่อสู้ของผู้หญิง 3 กลุ่มที่หลากหลายแต่เชื่อมร้อยด้วยความรักความเป็นธรรมที่ไม่ต่างกัน

“ระหว่างสู้พวกเธอต้องร้องไห้เจ็บปวด แต่ก็แปรเปลี่ยนบาดแผลความทรงจำเป็นพลังและมีความหวัง หลายครั้งพวกเธอต้องต่อสู้กับความกลัว แต่ด้วยความหวังจะเห็นความเป็นธรรมถูกสถาปนาขึ้นจึงทำให้ยังคงต่อสู้ต่อไป และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมาก

“อันที่จริงทั้งหญิงและชายก็ย่อมมีความทรงจำบาดแผลไม่ต่างกัน แต่เหตุผลที่อยากหยิบยกเรื่องผู้หญิงมาพูดเหตุผลหลายประการ ประการแรก ดิฉันคือผู้หญิง ประการที่สอง ดิฉันมีโอกาสเป็นพยานรู้เห็นความไม่เป็นธรรมหลายครั้งในประเทศนี้ และทำให้เห็นว่าแถวหน้าของผู้ทวงถามความเป็นธรรม ประชาธิปไตย คือ ผู้หญิง ประการสุดท้าย ผู้หญิงได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมนั้นในฐานะเหยื่อทางอ้อม แบกรับภาระทุกอย่างที่ตามมา

“แม้จะมายืนแถวหน้าแต่ขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีวิถีชีวิตความเป็นผู้หญิง หลายคนต่อสู้ขณะตั้งครรภ์ ประท้วงขณะให้นมบุตร ต้องดูแลลูกเล็ก ดูแลพ่อแม่ การเรียกร้องความยุติธรรมของผู้หญิงจึงซับซ้อนกว่าผู้ชาย และบางกรณีขณะที่ปกป้องผู้อื่น พวกเธอก็ยังเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว การถูกล่วงละเมิดทางเพศ”

แม่และยาย (ตัวแสบ ) ในอาร์เจนตินา สู้ 30 ปีไม่มีคำว่าสาย

อังคณาแบ่งกลุ่มผู้หญิงที่เธอจะพูดถึงเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้หญิงในครอบครัวเหยื่อที่ถูกซ้อมทรมานและบังคับสูญหายในอาร์เจนตินาในช่วงทศวรรษ 2500-2510 รัฐบาลอาร์เจนติน่ามีการปราบปรามฝ่ายซ้ายและคนหนุ่มสาวขนานใหญ่ ช่วง 3 ปีของการปราบปราม ประมาณการว่ามีผู้ถูกอุ้มหายมากกว่า 30,000 คน จนผู้คนเรียกขานเหตุการณ์นี้ว่า “สงครามสกปรก” แม่คนหนึ่งลุกขึ้นมาร้องถามว่าลูกของเธออยู่ที่ไหน ที่จัตุรัสกลางกรุงบูเอโนสไอเรสอย่างไม่ลดละ จากแม่คนเดียวก็มีแม่คนอื่นๆ มาสมทบด้วยมากมายกลายเป็นการชุมนุมทุกวันพฤหัส เกิดขึ้นอย่างยาวนานเพื่อไม่ให้สังคมลืมเหตุการณ์นั้น มีผ้าโพกศีรษะสีขาวเป็นสัญลักษณ์ ระหว่างประท้วงแม่บางคนก็ถูกอุ้มหายไปอีก และยายก็ออกมาทวงถามหาลูกสาวซึ่งออกมาทวงถามหาหลานอีกที

“มันเป็นความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย และความพ่ายแพ้ของครอบครัว ตลอดกว่า 12 ปีของการสู้คดี ยังมีโศกนาฏกรรมเกิดกับคนอีกมากมาย…ราคาของความยุติธรรมที่ต้องแลกกับคราบน้ำตาและชีวิตของผู้คนมากมกาย ถึงวันนี้พิสูจน์ว่าความยุติธรรมไม่มีจริง”  

หลังเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย กลุ่มแม่เริ่มเคลื่อนไหวในทางการเมือง ไม่ยอมรับค่าชดเชยจนกว่ารัฐบาลทหารของอาร์เจนตินาจะยอมรับผิด นอกจากนี้ยังเคลื่อนไหวยกเลิกกฎหมาย 2 ฉบับที่ทำให้ทหารพ้นผิด ฉบับหนึ่งระบุระยะเวลาฟ้องคดีเพียง 60 วันหลังเกิดเหตุ ส่วนอีกฉบับคุ้มครองทหารระดับกลางและระดับล่างให้ไม่ต้องรับผิดในการละเมิดประชาชนเพราะเป็นการทำตามคำสั่ง ต่อมาปี 2549 ศาลสูงตัดสินว่ากฎหมายทั้งสองฉบับขัดต่อรัฐธรรมนูญ การไต่สวนคดีจึงเริ่มต้นอีกครั้งหลังเหตุการณ์ผ่านไป 22 ปี สุดท้ายก็สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ มีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้สูญหาย รวมถึงนำกระดูกบางส่วนคืนครอบครัว กลุ่มแม่ส่วนใหญ่ยุติบาทบาทแต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงชุมชนทุกวันพฤหัสเพื่อพูดถึงประเด็นทางสังคมอื่นๆ เรื่อยมา

 การบังคับสูญหายในประวัติศาสตร์ไทย และ 82 กรณีที่รัฐบาลตอบไม่ได้

สำหรับในประเทศไทย ปี 2490 มีการบันทึกว่า การบังคับสูญหายถูกนำมาใช้เพื่อจัดการความเห็นต่างทางการเมือง ตั้งแต่กรณีนายเตียง ศิริขันธ์ และหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ หลังปี 2490 วิธีการนี้ถูกเว้นวรรคไป ปรากฏอีกครั้งกลางทศวรรษ 2500 ในยุคที่ทหารไทยทำสงครามปราบคอมมิวนิสต์ ในพัทลุงมีรายงานการสูญหายของบุคคลจำนวนมาก จนชาวบ้านสร้างอนุสรณ์สถาน “ถังแดง” รำลึกผู้ถูกอุ้มฆ่าเวลานั้น หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาเรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 2530 ในปี 2534 นายทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานและสมาชิกวุฒิสภาก็หายตัวไป ต่อมาปี 2535 มีรายงานผู้สูญหายจำนวนมากในเหตุการณ์พฤษภาเลือด จนถึงทศวรรษ 2540-2550 ภายใต้นโยบายสงครามยาเสพติดและการปราบปรามการก่อการร้ายในภาคใต้ก็มีผู้สูญหายอีกจำนวนไม่น้อย คณะกรรมการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ ระบุว่าตั้งแต่ปี 2530-ปัจจุบัน มี 82 กรณีที่รัฐบาลไทยไม่สามารถชี้แจงสถานะและที่อยู่ของผู้สูญหายได้

ความทรงจำบาดแผลของครอบครัว นีละไพจิตร-บิลลี่-แม่เฒ่าลาหู่

ในความทรงจำของครอบครัว อังคณาหยิบยกโควทคำพูดของครอบครัวเหยื่อหลายกรณี โดยเริ่มต้นจากประทับจิตร ลูกสาวของเธอเองที่เคยบอกเล่าความรู้สึกไว้ว่า ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา เรารู้สึกถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะเสียงเล็กๆ ของครอบครัวเราไม่เคยได้ยินถึงหูผู้มีอำนาจ เขาต้องการให้เรากลัว ปิดปากเงียบ…เราบอกตัวเองเสมอว่า เราต้องมีชีวิตที่ดี ช่วยเหลือสังคมเพื่อพิสูจน์ว่าพ่อเราไม่ใช่คนผิด…เราไม่อยากทำร้ายคนที่ทำร้ายพ่อ แต่อยากบอกกับเขาว่า เราไม่กลัวและเราจะมีชีวิตที่ดีเพื่อช่วยเหลือคนอื่น

พิณนภา พฤษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ รักจงเจริญ หนุ่มชนเผ่ากะเหรี่ยง บ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ผู้เคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่ถูกอุ้มหายไปเคยพูดว่า พอบิลลี่หายไป ชีวิตเปลี่ยนไปมาก ต้องเลี้ยงดูลูก 5 คนกับพ่อแม่ที่อายุมาก ชีวิตเหมือนกลายเป็นอีกคน จากไม่เคยเข้าเมือง ตอนนี้เพื่อเดินทางไปทุกที่เพื่อหาความยุติธรรม อยากฝากถึงรัฐบาลว่า อย่าปล่อยให้คนทำผิดลอยนวลได้ไหม ช่วยนำคนไม่ดีมารับโทษทางกฎหมายได้ไหม เพื่อไม่ให้พวกเขาไปทำผิดต่อคนอื่นอีก

ครอบครัวชาวมลายูมุสลิมที่ถูกบังคับสูญหายรายหนึ่งเล่าว่า ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับผู้ชายมาก แต่เมื่อไม่มีหลักฐานว่าเขาเสียชีวิต เธอจึงไม่มีโอกาสจัดพิธีศพ ลูกๆ ก็ไม่ได้รับทุนการศึกษา ครอบครัวอยู่อย่างยากลำบาก หวาดกลัว ไม่เห็นอนาคต

แม่เฒ่าชาวลาหู่เคยเล่าว่า เธอนั่งรอลูกชายหน้าบ้านทุกวัน ทุกวันนี้ยังคิดว่าลูกจะกลับมา...”พวกเขามีอำนาจ พวกเขาคิดว่าเราเป็นคนผิด คิดว่าเราขายยาเสพติด แม้แต่แจ้งความฉันก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีสัญชาติ ทั้งที่อยู่ที่นี่มานาน ฉันโกรธและเผาพริกเผาเกลือแช่งพวกเขาทุกวัน”

อังคณากล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐพยายามสร้างความเคลือบแคลงในตัวผู้สูญหายแทนที่จะพยายามตามหาพวกเขา หลังคนคนหนึ่งหายไปมักเกิดข่าวลือมากมาย ทำให้สาธารณชนคิดว่า เป็นคนไม่ดี และมีเพียงทนายสมชายคดีเดียวที่ถูกนำขึ้นการพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม แต่ท้ายที่สุดเมื่อต่อสู้มาเกือบ 13 ปี ศาลฎีกายกฟ้องจำเลยตำรวจ 5 คน และตัดสิทธิ์ครอบครัวในการฟ้องร้องแทนผู้เสียหาย เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าสมชายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจนไม่สามารถฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง

“มันเป็นความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย และความพ่ายแพ้ของครอบครัว ตลอดกว่า 12 ปีของการสู้คดี ยังมีโศกนาฏกรรมเกิดกับคนอีกมากมาย ตำรวจที่เป็นจำเลยที่หนึ่งที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 3 ปีหายสาบสูญ ลูกความคนหนึ่งที่เป็นพยานในคดีซ้อมทรมานก็หายสาบสูญ ภรรยาของเขาถูกยิงเสียชีวิตไล่เลี่ยกัน ทิ้งลูกเล็ก 2 คนไว้ตามลำพัง อีก 2 คนที่เป็นพยานว่าถูกซ้อม ก็ถูกแจ้งข้อหาให้การเท็จ…และหนึ่งในนั้นหายสาบสูญไป

“ราคาของความยุติธรรมที่ต้องแลกกับคราบน้ำตาและชีวิตของผู้คนมากมกาย ถึงวันนี้พิสูจน์ว่าความยุติธรรมไม่มีจริง”

ชาวบ้านวังสะพุง-กรณ์อุมา ภรรยาเจริญ-แม่และเมียกรณีตากใบ

อังคณากล่าวถึงกลุ่มผู้หญิงกลุ่มที่ 2 นั่นคือ กลุ่มผู้หญิงปกป้องสิทธิชุมชน โดยยกตัวอย่างกรณีวังสะพุง จังหวัดเลยซึ่งต่อสู้กับเหมืองทองคำ ชาวบ้านกังวลผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่และเคลื่อนไหวต่อต้านการตั้งเหมือง มีการรวมกลุ่มห้ามรถขนสารพิษผ่านชุมชน มีผู้หญิงเข้าร่วมทุกกระบวนการเคลื่อนไหว วันที่ 15 พ.ค. 2557 ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธบุกพื้นที่ชาวบ้าน เหตุการณ์วันนั้นผู้หญิงเผชิญกับความรุนแรงมากขึ้น แม่คนหนึ่งบอกว่า…. “เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง เราผ่านความตายมาแล้ว วันนั้นเด็กผู้หญิงโดนจับมัด ถูกข่มขู่ว่าจะเอาไปข่มขืน ไม่มีตำรวจมาช่วย พวกเขาบอกว่าเราขัดขวางการพัฒนา แต่ไม่คิดว่าเรากำลังปกป้องภูเขา ป่าไม้ และทรัพยากรของเรา ฉันถูกฟ้องคดีกว่ายี่สิบคดี ถูกฟ้องค่าเสียหายกว่าพันล้านบาท”

อังคณากล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ทำให้การต่อสู้ของผู้หญิงมีความซับซ้อนขึ้น ต้องหาเงินทุนประกันตัวเอง จ้างทนายความ แม้แต่การเดินทางไปศาลแต่ละครั้งก็ต้องหาค่าใช้จ่าย ขณะที่มีภาระต้องดูแลครอบครัวด้วย แม้ศาลยุติธรรมจะเป็นความหวัง แต่ไม่นานนี้ศาลปกครองก็เพิ่งยกฟ้องคดีพิพาทที่ชาวบ้าน อ.วังสะพุง จ.เลย ฟ้องรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย หลังคำพิพากษาชาวบ้านถึงกับร่ำไห้ ตัวแทนกลุ่มแม่ ชาวบ้านบอกว่า น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ใช่น้ำตาของผู้แพ้ มันเครียด มันน้อยใจ คนมีอำนาจเขามองไม่เห็น…..”

เธอยังหยิบยกกรณีของแม่สมปอง เวียงจัน แม่ค้าแกนนำกลุ่มชาวบ้านปากมูนที่ต่อสู้เรื่องเขื่อนปากมูลเคยกล่าวไว้ว่า “ฉันสู้มา 30 ปี ตอนสู้ใหม่ๆ เขาไม่เห็นเราเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ เราหยุดไม่ได้ เราหยุดเราก็ตาย ผู้หญิงมีบทบาทหลักในครอบครัว ถ้าทรัพยากรหายเราก็อยู่ไม่ได้ ฉันถูกฟ้องร้องนับสิบคดี”

ไม่ต่างจากกระรอก กรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยานักต่อสู้เจริญ วัดอักษร แห่งกลุ่มอนุรักษ์บ่อนอก จ.ประจวบฯ เคยกล่าวว่า 11 ปีของการติดตามคดีเจริญ เราได้เรียนรู้ว่า กระบวนการยุติธรรมไม่มีวันเอื้อมมือไปถึงคนจ้างวานฆ่าได้ ถ้าทำให้คนฆ่าตายไปก่อนจะพิพากษา เราคาดหวังกับกระบวนการยุติธรรมได้ยากเต็มที…ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่จะมีอยู่จริงได้ยังไง ถ้าแย่งมาจากคนเล็กคนน้อย เพราะชาติประกอบด้วยชุมชนเล็กๆ จำนวนมาก ถ้าชุมชนเข้มแข็งชาติจึงจะเข้มแข็ง

กลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่ 3 อังคณาหยิบยกกรณีผู้หญิงที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากเหตุการณ์ตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2547 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 78 คนว่า ในวันฉลองวันสิ้นสุดของรอมฎอนในปีนั้น เด็กหนุ่มหลายคนกลับถึงบ้านวันถัดมาด้วยสภาพปราศจากลมหายใจ หากมีโอกาสสัมผัสชีวิตบรรดาแม่ๆ เหล่านั้นจะพบว่าพวกเธอเป็นผู้กุมอนาคตสังคมมลายูมากกว่าผู้ชายเสียอีก เธอเลี้ยงดูครอบครัวและทำหน้าที่หลักในการทวงถามความยุติธรรมด้วย น่าเสียดายที่ไม่ค่อยเห็นพวกเธอในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางการเมืองที่มีอำนาจตัดสินใจ หนึ่งในนั้นเคยตอบคำถามว่าทำไมครอบครัวกรณีตากใบจึงไม่ฟ้องร้องรัฐ คำตอบก็คือ “ถึงฟ้องไปเราก็ไม่มีทางชนะรัฐได้หรอก แต่เราอยากจะบอกว่าถึงแม้เราไม่ฟ้องคดีในศาล เราก็รู้ว่าใครผิด ใครต้องรับผิดชอบ เราเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าเท่านั้นที่จะให้ความยุติธรรมได้ ทุกวันนี้รัฐยังมองเราเป็นโจร ทุกปีของเดือนรอมฎอนเรายังคงคิดถึงลูกหลานของเรา หลายครอบครัวยังคงร้องไห้ เราไม่เคยลืม แม้รัฐให้เงินเยียวยา แต่เงินไม่ได้ทำให้เราลืมเรื่องที่เกิดขึ้น”

อังคณากล่าวว่า บางคนอาจมองว่าความยุติธรรมเกี่ยวพันโดยตรงกับความประชาธิปไตย แต่ประสบการณ์ของเธอพบว่า การละเมิดสิทธิ์เกิดทั้งภายใต้รัฐบาลทหารและพลเรือน แต่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้เป็นอิสระ เข้าถึงการตรวจสอบมากกว่ารัฐบาลทหาร และประชาชนจะไม่หวาดกลัวในการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐ

เธอกล่าวอีกว่า ความยุติธรรมนั้นสำหรับเหยื่อหมายถึงการได้รับโทษของคนที่กระทำผิด การชดใช้เยียวยา และการสร้างหลักประกันว่าเหตุการณ์จะไม่เกิดซ้ำอีก ซึ่งต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้ประชาชนตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปทหาร ปฏิรูปความมั่นคง การที่เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิของประชาชนแล้วไม่ต้องรับโทษ ทำให้เกิดวัฒนธรรมไม่ต้องรับผิดหรือการปล่อยคนผิดให้ลอยนวล ในประเทศไทยเรามักเรียกร้องให้เหยื่อให้อภัยแล้วลืมเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยรัฐและสังคมไม่สนใจแสวงหาความจริง ไม่แสวงหาความยุติธรรมไม่เผชิญหน้ากับอดีต ไม่มีการจับคนผิด ไม่มีการปฏิรูปกฎหมายและความมั่นคง การเยียวยาที่รัฐให้เป็นเหมือนการสงเคราะห์ หลายครั้งการเยียวยายังมีการทวงบุญคุณกับครอบครัว การบังคับให้สัญญาว่าจะไม่ฟ้องร้องอีก นั่นจึงไม่ใช่การคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ครอบครัวเหยื่อ แต่คือการซ้ำเติม การให้การชดเชยด้วยเงินจำนวนมากไม่อาจรับประกันได้ว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก การรักษาความทรงจำของการละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงเป็นเรื่องสำคัญในการรักษาความจริงที่เกิดขึ้น และทำให้การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมดำรงอยู่

“การรักษาความทรงจำคือการรักษาประวัติศาสตร์ และมันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ในสังคมที่เปิดให้การถกเถียงอย่างอิสระและเปิดเผยจะทำให้เกิดการเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีก” เธอกล่าวและว่า ส่วนเหยื่อถ้าไม่ได้รับการฟื้นฟู เหยื่อจะกลายมาเป็นผู้ใช้ความรุนแรงในภายหลัง การบันทึกประวัติศาสตร์ความทรงจำของผู้แพ้ แม้ขมขื่น แต่เรื่องราวของพวกเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

“การเรียกร้องการให้อภัย ถ้าคนทำผิดไม่เคยแสดงออกซึ่งการสำนึกผิดในสิ่งที่ทำ การให้อภัยย่อมไม่เกิดขึ้นและไม่เกิดผลในการเปลี่ยนแปลง หนำซ้ำยังทำให้มีการกระทำผิดซ้ำซาก การขอโทษและการยอมรับต่อสถานะ ต่อข้อเท็จจริง และการรับผิดชอบ เป็นการชดใช้รูปแบบหนึ่งต่อเหยื่อที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่นเดียวกับการลงโทษผู้กระทำผิดก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง การขอโทษ การยอมรับผิดสำคัญมาก การที่สาธารณะได้รับรู้ความทุกข์ทรมานของพวกเขา และความจริงเกี่ยวกับผู้กระทำผิดเป็นขั้นตอนสำคัญในการนำไปสู่การปรองดองอย่างยั่งยืน”

“ความหวังเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผู้หญิงยืนหยัดต่อสู้กับการปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยไม่หวาดกลัว พร้อมเผชิญหน้า เพื่อสร้างแบบอย่างการต่อสู้ของคนสามัญ คนสามัญที่อาจไม่มีใครรู้จัก คนเล็กๆ แต่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้คนมากมาย คนที่ใช้ความทุกข์ยากของตนเองเป็นดั่งเม็ดกรวดเม็ดทรายปูทางสู่ชีวิตที่ดีกว่าของคนรุ่นต่อไป คนที่ไม่ท้อถอย ไม่ยอมแพ้ ไม่ก้มหัวให้อำนาจอันไม่เป็นธรรม เราทุกคนจึงควรขอบคุณพวกเขาร่วมกัน”


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ผ่านมา 5 ปี มีคำสั่งพักราชการ “ร้อยเอก” สั่งซ้อมพลทหารวิเชียร

ผ่านมา 5 ปี มีคำสั่งพักราชการ “ร้อยเอก” สั่งซ้อมพลทหารวิเชียร

Posted: 06 Jan 2017 01:26 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อิศรารายงาน แหล่งข่าวระดับสูงจากค่ายกัลยาณิวัฒนา ระบุได้มีคำสั่งพักราชการ ร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ ผู้สั่งทำโทษพลทหารวิเชียรจนเสียชีวิต ย้ำจะพักราชการจนกว่าคดีความจะสิ้นสุด หากผิดจริงจะปลดออกจากราชการ แต่ถ้ายกฟ้องก็ต้องคืนความเป็นธรรม

ภาพจากเฟซบุ๊กส่วนตัวของ นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2560 สำนักข่าวอิศรา ได้รายงานถึงกรณีการสั่งพักราชการ  ร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ นายทหารที่สั่งทำโทษพลทหารวิเชียร เผือกสม ด้วยการซ้อมทรมานจนเสียชีวิตในค่ายทหาร เมื่อปี 2554 สืบเนื่องมาจาก นริศวัลถ์ แก้วนพรัตน์ หลานสาวพลทหารวิเชียรได้โพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2560 ซึ่งระบุว่า ได้มีคำสั่งพักราชการ ร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ เรียบร้อยแล้ว โดยให้งดจ่ายเงินรายเดือนและค่าเช่าบ้าน ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้ สั่ง ณ วันที่ 29 ธ.ค.2559 และระบุด้วยว่า รู้สึกได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง เหมือนเป็นของขวัญปีใหม่ที่ได้รับจากกองทัพบก และกระทรวงกลาโหม

สำนักข่าวอิศราได้สอบถามกรณีคำสั่งพักราชการดังกล่าว ไปยังนายทหารระดับสูง จากค่ายกัลยาณิวัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นต้นสังกัดของร้อยเอกภูริ โดยแหล่งข่าวคนดังกล่าวระบุว่า กองทัพบกได้สั่งพักราชการ ร้อยเอกภูริ แล้วจริงตามที่เป็นข่าว และจะพักราชการไปจนกว่าคดีจะสิ้นสุด หากศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริง ก็ต้องออกราชการ แต่ถ้าพิพากษายกฟ้อง ก็ต้องคืนความยุติธรรมให้

ผู้สื่อข่าวประชาไท รายงานเพิ่มเติ่มว่า พลทหารวิเชียร จบการศึกษาในระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในขณะที่ศึกษาได้บวชเป็นพระ และหลังจากจบการศึกษาเมื่ออายุ 25 ปี ได้ลาสิกขาแล้วเข้าสมัครเป็นทหารเกณฑ์  แต่หลังจากเข้าเป็นทหารเกณฑ์ที่กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือค่ายปิเหล็ง ได้ไม่นานเขาก็ถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2554

สำหรับการไต่สวนชี้มูลผู้กระทำความผิด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ได้เผยผลการไต่สวนเมื่อปี 2558 ว่า พลทหารวิเชียร เสียชีวิตจากการสั่งทำโทษของร้อยเอกภูริ (ยศขณะนั้นคือร้อยโท) กับพวกรวม 10 คน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และประมวลกฎหมายอาญาทหาร พร้อมส่งสำนวนคดีให้อัยการทหารพิจารณา ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ส่งเรื่องให้กองทัพบกสั่งพักราชการ

โดยก่อนหน้านี้ได้มีการสั่งพักราชการนายทหารคนอื่นๆ ไปทั้งหมดแล้ว แต่สำหรับร้อยเอกภูริ กลับยังไม่ถูกสั่งพักราชการพร้อมกับนายทหารคนอื่นๆ จนทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการที่ร้อยเอกภูริ มีบิดาเป็นอดีตนายพลหรือไม่

สำหรับ นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ เพิ่งได้การยกย่องเป็นบุคคลแห่ง 2016 โดยประชาไท เธอเริ่มต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับการเสียชีวิตของน้าชายตั้งแต่ปี 2554 จนถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยร้อยเอกภูริ เมื่อปีที่ผ่านมา ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมขณะปฎิบัติหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยได้รับหมายเรียกตัวเพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในกรณีใกล้เคียงกันคือ การเสียชีวิตของพลทหารทรงธรรม หมุดหมัด ซึ่งถูกสั่งทำโทษจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2559 ที่ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา โดยการสั่งทำโทษของ ร.ต.ภัฏณัท เลิศชัยกุล รวมกับพวก 6 คน ซึ่งต่อมาวันที่ 19 ต.ค. 2559 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหาร  โดยระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด ร.ต.ภัฏณัท เลิศชัยกุล สังกัดกองทัพบก ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2559 ซึ่งเป็นวันที่มีคําสั่งปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทําความผิดวินัยทหารฐานขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายและการขัดคําสั่งนั้นเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดํารงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2

ประกาศ ณ วันที่ 7 ต.ค. พ.ศ.2559 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สถิติอุบัติเหตุรถตู้สูงกว่ารถบัส 5 เท่า ‘ชัชชาติ’ แนะใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา

สถิติอุบัติเหตุรถตู้สูงกว่ารถบัส 5 เท่า ‘ชัชชาติ’ แนะใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา

Posted: 06 Jan 2017 08:20 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ถกปัญหารถตู้ นักวิชาการเผยสถิติรถตู้มีอัตรการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตมากกว่ารถบัส 5 เท่า ชี้รัฐไม่สนับสนุนและช่วยอุดหนุนระบบขนส่งมวลชน การขาดการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนจากรัฐ แนะเปลี่ยนรถตู้เป็นรถมินิบัสช่วยลดอุบัติเหตุ ด้าน ‘ชัชชาติ’ เสนอใช้เทคโนโลยีจีพีเอสควบคุมพฤติกรรมคนขับ

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2560 เวลา 13.30-16.00 น. ณ ห้องประชุมสารนิเทศ ชั้น 2 หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดเสวนา ‘แนวทางปฏิรูปหลังโศกนาฏกรรมรถตู้’ สืบเนื่องจากกรณีอุบัติเหตุรถตู้โดนสารชนรถกระบะที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มกราคม 2560 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 25 ราย โดยศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รถตู้มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตมากกว่ารถบัสทั่วไปถึง 5 เท่า เพราะรถตู้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อขนส่งระยะทางไกล ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนจาก 12 ที่นั่งเป็น 15 ที่นั่งทำให้มีปัญหาเรื่องความแออัด มีขนาดหน้าต่างที่เล็กและมีประตูทางออกเพียงทางเดียว ทำให้เวลาเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารออกจากตัวรถได้ยาก ต่างกับรถบัสโดยสารขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างความเข็งแรงกว่า หน้าต่างมีขนาดใหญ่ อุปกรณ์ช่วยชีวิตมีมากกว่า

นอกจากนี้ ศักดิ์สิทธิ์ยังชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบว่า ที่ผ่านมารัฐไม่ได้ให้การสนับสนุนรถโดยสารขนาดใหญ่ ซึ่งแม้จะมีความปลอดภัยกว่า แต่ก็ช้าและไม่ตรงเวลา  อีกทั้งสถานีขนส่งยังมักตั้งอยู่นอกตัวเมือง ทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง ส่งผลให้ผู้ใช้บริการที่ต้องการความสะดวกหันไปใช้บริการรถตู้มากขึ้น เบื้องต้น ศักดิ์สิทธิ์เสนอให้เปลี่ยนจากรถตู้เป็นรถมินิบัสแทน ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่า

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ด้านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้รถตู้มีผู้ใช้บริการมากกว่ารถทั่วไป เพราะมีความสะดวกสบายกว่า ไปได้หลายเส้นทาง ประหยัดเวลากว่ารถขนาดใหญ่ ส่วนปัญหาที่สำคัญจากอุบัติเหตุรถตู้ที่เกิดขึ้นนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการสกรีนคนขับรถหรือเช็คสภาพร่างกายผู้ขับขี่ยานพาหนะ ทั้งยังมีการบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวน

ภาครัฐต้องยึดหลักว่าการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังนั้น ความปลอดภัยและความสะดวกต้องมาก่อนปัจจัยอื่นๆ ถึงจะมีต้นทุนที่สูง แต่ต้องให้การสนับสนุน

ชัชชาติ ให้ความเห็นเพิ่มว่า แนวทางแก้ไขปฏิรูปควรมองที่ต้นเหตุและทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น พฤติกรรมการขับรถที่ไม่สุภาพของคนขับ การนำเทคโนโลยีจีพีเอสมาใช้จะช่วยให้ทราบ ความเร็ว ทิศทาง พฤติกรรมการขับของรถแต่ละคัน สามารถเก็บสถิติตลอดระยะทางที่ขับขี่ซึ่งช่วยให้ลดอุบัติเหตุลงได้ถึงร้อยละ 20 และยังควบคุมพฤติกรรมของคนขับให้ได้คนขับที่มีคุณภาพจริงๆ

ชัชชาติได้เสนอสามแนวทางแก้ไขปัญหาคือนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ กำกับดูแลเพราะการใช้อารมณ์ความรู้สึกไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และปรับโครงสร้างต้นทุนในการจัดการปัญหาดูแลผู้ประกอบการให้ทั่วถึง อีกทั้งต้องหาช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสอดส่องและรายงานพฤติกรรมของคนขับ

“แต่จีพีเอสไม่ใช่ยาวิเศษ แต่อยู่ที่การบังคับใช้เพื่อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อคนขับ” ชัชชาติย้ำ

ด้านอภิวัฒน์ รัตนวราหะ จากภาควิชาการวางแผนภาคผังเมือง คณะสถาปัตย์กรรมศาสตร์ จุฬาฯกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุรถตู้ต้องพึ่งการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานรถโดยสารและพฤติกรรมของคนขับ รวมถึงระบบลงโทษผู้ประกอบการและวินที่ทำความผิดบ่อยครั้ง แต่จากประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลก บริการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพและปลอดภัยควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่นในประเทศที่พัฒนาแล้วรัฐบาลจะให้งบประมาณลงทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและยานพาหนะ แต่ในประเทศไทยรัฐบาลลงทุนเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเน้นไปที่รถไฟฟ้าแต่ที่ต่างจังหวัดยังไม่มีการลงทุน ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะไม่มีคุณภาพ

อภิวัฒน์ ยังเน้นอีกว่า ภาครัฐต้องยึดหลักว่าการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังนั้น ความปลอดภัยและความสะดวกต้องมาก่อนปัจจัยอื่นๆ ถึงจะมีต้นทุนที่สูง แต่ต้องให้การสนับสนุน เช่น การพัฒนาระบบรถบัสโดยสารให้มีความสะดวกและแข่งขันได้ หากค่าบริการมีราคาแพง  รัฐต้องช่วยหาวิธีลดต้นทุนการจัดการให้ได้มาตรฐานในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น การลดภาษีนำเข้าหรือส่งเสริมการประกอบรถบัสภายในประเทศ ให้เงินอุดหนุนในการพัฒนาและจัดซื้ออุปกรณ์ที่เพิ่มความปลอดภัย และการพัฒนาขนส่งสาธารณะควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่เพื่อให้เกิดการคุ้มค่าสูงสุด

“ในปัจจุบันแม้เป็นเรื่องดีที่ภาครัฐมุ่งเน้นการสร้างรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง แต่ระบบรถโดยสารที่เชื่อต่อไปยังระบบรางยังไม่ได้รับการพัฒนา จะนำไปสู่ปัญหาความไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนและเปิดช่องว่างให้ผู้ใช้บริการรถตู้ที่สะดวกและถูกกว่าสามารถเข้ามาทำธุรกิจบนความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้”

 

สมเด็จพระสังฆราช:พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง นำการเมือง?

สมเด็จพระสังฆราช:พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง นำการเมือง?

Posted: 04 Jan 2017 05:01 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ปราชญ์ทางพุทธศาสนาไทย อย่างเช่นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พยายามอธิบายว่า พระสงฆ์ไทย “อยู่นอก” และ “อยู่เหนือ” การเมือง เพราะพระสงฆ์ไทยไม่ได้มีตำแหน่งและบทบาทในการบริหารบ้านเมือง และไม่มีสิทธิเลือกตั้ง บทบาทที่ควรจะเป็นของพระสงฆ์ที่อยู่นอกและเหนือการเมืองก็คือ บทบาทในการ “นำการเมือง” นั่นคือ นำการเมืองโดยธรรม หมายถึงสอนให้นักการเมืองใช้คุณธรรมในการปกครอง และสอนให้ประชาชนเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างมีศีลธรรม

การอยู่นอกและเหนือการเมืองในความหมายดังกล่าว ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ เงื่อนไขหลักธรรมวินัยเถรวาท ที่ไม่อนุญาตให้พระสงฆ์มีตำแหน่งบริหารบ้านเมือง และเงื่อนไขอำนาจรัฐที่จำกัดสิทธิทางการเมืองของพระสงฆ์ไว้ไม่ให้สามารถเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้เหมือนฆราวาสทั่วไป (เช่น ไม่มีสิทธิเลือกตั้งเป็นต้น)

แต่คำถามคือ ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่มีอำนาจและบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองหรือไม่

คำตอบต้องดูจากโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาที่เป็นมาและเป็นอยู่จริง นั่นคือโครงสร้างที่มีศาสนจักร (มหาเถรสมาคม) ของรัฐ ซึ่งเป็นศาสนจักรที่มีสถานะ อำนาจทางกฎหมาย โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุขของศาสนจักร ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร-ศาสนจักรเช่นนี้ รัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์ คุ้มครอง ส่งเสริมการเผยแผ่ศาสนา และศาสนจักรก็มีหน้าที่ตอบสนองนโยบาย อุดมการณ์รัฐ พูดง่ายๆ คือ ศาสนจักรเป็นกลไกหนึ่งของรัฐ

เมื่อศาสนจักรเป็นกลไกของรัฐ ที่มีบทบาทตอบสนองนโยบายและอุดมการณ์รัฐ ตำแหน่งประมุขศาสนจักร จึงไม่ใช่ตำแหน่งที่อยู่นอกหรืออยู่เหนือการเมือง แม้ตามกฎหมายตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไม่ใช่ “ข้าราชการการเมือง” แบบนักการเมือง แต่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชก็ไม่อาจเป็นอิสระจาก “ความเป็นการเมือง” ทั้งในเรื่องการแต่งตั้งและบทบาทหน้าที่

ดังเราได้เห็นมาตลอดว่า ในช่วงที่จะมีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ก็มักจะมี “แรงกระเพื่อม” ทางการเมืองภายในวงการสงฆ์ว่า วาระตำรงตำแหน่งควรจะเป็นของฝ่ายธรรมยุตหรือมหานิกาย หรือมีหลักเกณฑ์อะไรที่แสดงถึง “ความยุติธรรม” ในการเข้าสู่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชระหว่างสองนิกาย เป็นต้น และแน่นอนว่า เมื่อใครได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช การแสดงบทบาทในฐานะประมุขสงฆ์ก็ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และตอบสนองต่อนโยบายของรัฐในยุคนั้นๆ

ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่คาราคาซังมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 เช่น ปรากฏการณ์ต่อต้านสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) จนมาถึงการแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 7 ให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็น “พระราชอำนาจ” ที่ตัดขั้นตอนการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยมติมหาเถรสมาคมออกไป ก็คือตัวอย่างของ “ความเป็นการเมือง” หรือปัญหาการเมืองในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั่นเอง

ในสถานการณ์ปัญหาการเมืองในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เราได้เห็นปรากฏการณ์และปฏิกิริยาแตกต่างกันไป มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายค้านพระบางรูปขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีทั้งการใช้กลไกอำนาจรัฐเข้าไปดำเนินการทางกฎหมายกับบางฝ่ายที่มีความเป็นการเมือง จนกระทั่งทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องทำผิดกฎหมายปกติ กรณีครอบครองรถหลีกเลี่ยงภาษีของสมเด็จช่วง และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องทุจริตของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ เป็นกลางอย่างที่ควรจะเป็นได้ เพราะภายใต้สภาวะ “ไม่มีมาตรฐาน” ในปัจจุบัน ทำให้แต่ละฝ่ายต่างใช้ “ความเป็นการเมือง” เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง มากกว่าที่จะบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะมองปัญหาเรื่องแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่สำคัญ หรือจะไม่สนใจเลยก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย ที่เกี่ยวพันทับซ้อนระหว่างการเมืองทางโลก-การเมืองสงฆ์ ซึ่งดำเนินไปภายใต้กรอบคิดในการแก้ปัญหาแบบเดียวกัน กล่าวคือ การเมืองทางโลกถูกทำให้เชื่อว่า ปัญหาเกิดจากนักการเมือง พรรคการเมืองคอร์รัปชัน ไม่ได้เกิดจากตัวโครงสร้างหรือตัวระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ฉะนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องใช้วิธีรัฐประหารขจัดนักการเมืองโกง มากกว่าที่จะพัฒนาตัวระบบให้เป็นประชาธิปไตยชัดเจนขึ้น ทำนองเดียวกับการเมืองสงฆ์ แทนที่จะแก้ที่ตัวระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา กลับแก้ปัญหาเรื่องตัวบุคคลมาเรื่อยๆ และก็เกิดปัญหาเดิมๆ เรื่อยๆ ไม่รู้จบ

พูดอีกอย่างคือ คนกลุ่มน้อยที่ผูกขาดอำนาจรัฐ กำหนดโจทย์ผิดๆ ในเรื่องประชาธิปไตยและศาสนาให้สังคมจำต้องเดินตามตลอดมา พวกเขาพยายามกลบเกลื่อนโจทย์ที่แท้จริง คือการสร้างประชาธิปไตย (democratization) หรือการสร้าง/พัฒนาตัวระบบโครงสร้างอำนาจการปกครองและสถานะ อำนาจของสถาบันต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างโจทย์หลอกๆ ว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากนักการเมืองโกง หรือเป็นปัญหาความมั่นคง จึงต้องล้มระบบด้วยการรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมๆ กับกระชับอำนาจของฝ่ายตนให้เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ

เช่นเดียวกัน ปัญหาทางศาสนาแทนที่จะแก้จากปัญหาระดับรากฐานที่สุด คือปัญหาโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา โดยทำให้รัฐไทยเป็นรัฐโลกวิสัย (secular state) แยกศาสนจักรจากการเมือง ให้องค์กรทุกศาสนาเป็นเอกชน ไม่มีการใช้ศาสนาใดๆ เป็นเครื่องมือตอบสนองอุดมการณ์ทางการเมือง แต่โจทย์ปัญหาระดับรากฐานเช่นนี้ก็ไม่ถูกพูดถึง เพราะรัฐและคณะสงฆ์ไทยนำโจทย์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพุทธศาสนาแบบยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มากำหนดให้สังคมถกเถียงและหาทางแก้ไม่จบตลอดมา

พูดอย่างถึงที่สุด การที่สังคมถูกทำให้ยึดติดอยู่กับโจทย์ผิดๆ เดิมๆ ก็คือการที่สังคมถูกทำให้ไม่มีเสรีภาพที่จะตั้งโจทย์ หรือตั้งคำถาม ถกเถียงด้วยเหตุผลอย่างเต็มที่ต่อปัญหาระดับรากฐานที่สุดในการสร้างประชาธิปไตย และการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับรัฐ

ที่น่าเศร้าก็คือ สังคมเราถูกทำให้ยึดติดหรือ “ติดกับดัก” โจทย์ปัญหาปลอมๆ เดิมๆ บนการผลิตสร้างมายาคติในเรื่อง “อยู่เหนือการเมือง” เช่น พระสงฆ์และพุทธศาสนาอยู่เหนือการเมือง และควรนำการเมือง (เป็นต้น)

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง พระสงฆ์และพุทธศาสนาถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐให้อยู่ในการเมือง เป็นกลไกและเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยมตลอดมา และไม่มีศักยภาพและความชอบธรรมที่จะ “นำ” การเมืองในบริบทโลกสมัยใหม่ได้อีกแล้ว