คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 : แม้ตาย ก็พูดไม่ได้

d_001xveคอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

ย้อนกลับไป 8 ปีที่แล้ว เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งว่ากันว่าก่อให้เกิดปัญหาในบ้านเมืองเราตามมาอีกอย่างมากมาย จนต้องมีการรัฐประหารซ้ำในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

กระนั้นก็ตาม ข่าวที่เล็ดลอดออกมาจากกลุ่มวางแผนการรัฐประหารหนล่าสุดนี้ ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ทำตามแนวทางเดิมๆ ของคณะ พล.อ.สนธิ อย่างแน่นอน คราวนี้ต้องเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แก้ปัญหาให้จบ

จึงสะท้อนออกมาเป็นการเข้านั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเอง การนำคณะนายทหารเข้านั่งเป็นรัฐมนตรีบริหารประเทศเต็มทั้ง ครม.

แต่สุดท้ายจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ จะแก้ปัญหาให้จบได้จริงหรือไม่ ยังต้องติดตามกันต่อไป

ย้อนกลับไปมองการยึดอำนาจของ พล.อ.สนธิ เมื่อ 8 ปีก่อน พอจะมองได้ไม่ยากว่า เป้าหมายที่แท้จริงคือ การล้มรัฐบาลทักษิณ และขุดรากถอนโคนเครือข่ายทักษิณ

แต่ผลที่ตามมา หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

จากนั้นอีก 6 ปีต่อมา พล.อ.สนธิทิ้งบทหัวหน้าคณะปฏิวัติ หันมาเคลื่อนไหวสร้างความปรองดอง เดินแนวทางให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ให้อภัยกัน จนสร้างความงุนงงไปทั่ว

บ้างก็หาว่า รับงานทักษิณมา

บ้างก็ว่า เพื่อไถ่บาป หวังจะแก้ไขความผิดพลาดที่ตนเองเป็นผู้ลงมือก่อเอาไว้

ในวงเสวนาเรื่องการปรองดอง เมื่อปี 2555 มีคำถามจาก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ โดยถาม พล.อ.สนธิ ตรงๆ ว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติครั้งนั้น

คำตอบที่กลายเป็นประโยคเกรียวกราวไปอีกยาวนานก็คือ

ตายแล้วก็ตอบไม่ได้

กลายเป็นคำตอบปริศนา ที่นำมาสู่การตีความไปได้หลายทาง

แล้วผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติของ พล.อ.สนธิ กับการปฏิวัติที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์หนหลังนี้ เป็นคนเดียวกันหรือไม่

หากพิจารณาจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจะพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ พยายามแสดงให้เห็นว่า ตัดสินใจด้วยตัวเอง และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างด้วยมือตัวเอง

พล.อ.ประยุทธ์พยายามทำให้สังคมเห็นว่า การรัฐประหารครั้งนี้ อย่าไปทำให้สถาบันเบื้องสูงที่คนไทยเคารพรักต้องถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นอันขาด

ไปจนถึง ไม่ทำให้คณะรัฐประหาร เข้าไปเกี่ยวข้องกับประธานองคมนตรีอีกด้วย

ส่งผลตามมาอย่างหนึ่งคือ ไม่มีการเปิดบ้านสี่เสา เพื่อให้คณะนายทหารตบเท้าเข้าอวยพร ดังที่ดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปี

เหล่านี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งของการไม่เดินซ้ำรอยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ดำเนินการทุกอย่างโดยเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด

อีกทั้งหลังยึดอำนาจเสร็จ ไม่ส่งมอบอำนาจให้คนอื่นมาบริหารประเทศต่อ เหมือนปี 2549 อีกด้วย

ที่น่าจับตามองต่อจากนี้ก็คือ แล้วจะดำเนินตามเป้าหมายเหมือนปี 2549 ในการขุดรากถอนโคนทักษิณอีกหรือไม่

จะมุ่งทำให้มวลชนที่สนับสนุนทักษิณ สูญสลายไปหรือไม่

ที่ประกาศจะยุติความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมือง จะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุล ในระหว่างผู้มีแนวคิดแตกต่างกันในทางการเมือง

ถ้าไม่ทำอย่างเป็นกลาง ลงเอยก็อาจไปจบเหมือนปี 2549 อีกก็เป็นได้

นั่นคือล้มเหลว แล้วจะต้องมีการรัฐประหารกันอีกหรือไม่

วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ จึงคาดหวังและอวยพรให้ พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาได้ถูกทาง อาจจะแก้ได้ไม่จบง่ายๆ แต่ไม่ควรไปซ้ำรอยปี 2549

เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากให้การเมืองไทยต้องวนอยู่ในอ่างอีกต่อไป

……….

(ที่มา:มติชนรายวัน 19 กันยายน 2557)

มีคำตอบ : ผมถามว่า ตั้งแต่ผมขึ้นมานี่ ผมได้ทำอะไรให้บ้านเมืองเสียหาย บ้างรึยัง?

d_020

“ผมถามว่า ตั้งแต่ผมขึ้นมานี่ ผมได้ทำอะไรให้บ้านเมืองเสียหาย บ้างรึยัง?”

ตอบ….

1. ประชาธิปไตยล่มสลาย
2. ความเชื่อมั่นต่างชาติต่อสถานการณ์ในไทยถดถอย
3. เสรีภาพของประชาชนไม่มี
4. การทำงานที่ถูกจำกัดของสื่อ
5. เศรษฐกิจง่อนแง่น
6. การท่องเที่ยวตกวูบ
7. การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง
8. ความไร้สามารถในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเกี่ยวกับสินค้าเกษตร
9. การคอร์รัปชั่นในรั้วทำเนียบรัฐบาล
10. นักวิชาการถูกริดรอดเสรีภาพ
11. ใช้กฏหมายหมิ่นจับคนเห็นต่าง
12. ใช้การโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนสถานการณ์ทางการเมือง
13. สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว
14. ส่งเสริมระบบอุปถัมภ์โดยตบรางวัลให้กับพรรคพวกตัวเอง
15. ฝังรากลึกอิทธิพลทหารทางการเมือง
16. ครอบงำระบบตุลาการ
17. ส่งเสริมวัฒนธรรมที่ไม่ต้องรับผิดโดยการนิรโทษกรรมตัวเอง
18. ใช้กฏอัยการศึกและศาลทหารเป็นเครื่องมือสร้างความสงบ
19. ทำลายระบบการศึกษาที่เน้นการคิดเอง โดยการยัดเยียดค่านิยมเผด็จการ
20. ภาพลักษณ์ประเทศเสียเพราะมีนายกโง่และปากเปราะ
….เสียหายพอไหม?

 

ทหาร – ตำรวจ บุกล้มเสวนาที่ธรรมศาสตร์รังสิต เชิญนักวิชาการปรับความเข้าใจ ก่อนปล่อยตัวในที่สุด

y_2461

ทหาร – ตำรวจ บุกล้มเสวนาที่ธรรมศาสตร์รังสิต เชิญนักวิชาการปรับความเข้าใจ ก่อนปล่อยตัวในที่สุด
โพสต์ยูทูบโดย กลุ่มธรรมศาสตร์เสรี เพื่อประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) จัดกิจกรรมห้องเรียนประชาธิปไตย : บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ โดยมีวิทยากร ได้แก่ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นายเชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ น.ส.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นายภาณุ ตรัยเวช และดำเนินรายการโดย นายประจักษ์ ก้องกีรติ ที่ห้อง 206 อาคารบรรยายรวม 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ทั้งนี้ พ.อ.พัลลภ เฟื่องฟู ผบ.กองบังคับการควบคุม กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ได้ทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้งดจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยอ้างถึงคำสั่งคสช.ที่ต้องการให้ประเทศสงบ ไม่สร้างความแตกแยก แต่คณะผู้จัดงานยืนยันจะจัดกิจกรรมต่อไป เนื่องจากเป็นกิจกรรมมุ่งให้ความรู้ประชาชนและนักศึกษาทั่วไป ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ จึงล็อกห้องที่จะจัดงานในครั้งแรก ห้ามเข้าไปใช้เด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้จัดงานจึงย้ายมาจัดบริเวณโถง บร.1 ด้านล่างอาคารดังกล่าว ซึ่งบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนและสื่อมวลชน นักศึกษามาร่วมฟังจำนวนมาก ซึ่งระหว่างการจัดกิจกรรม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบเรียกผู้จัดงานไปพูดคุย เพื่อขอความร่วมมือให้เลิกกิจกรรมดังกล่าว ต่อมางานเสวนาถูกสั่งยกเลิกขณะที่นายนิธิ กำลังพูดอยู่ โดยตำรวจเชิญนักศึกษา อาจารย์ซึ่งเป็นวิทยากร ไปยังสภ.คลองหลวง

นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า โปรดอย่าหวาดกลัวการใช้เสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัย ซึ่งคิดว่าจะดีต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยในสายตาชาวโลกและสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยด้วยกันหากนายกฯจำกัดการใช้อำนาจกฎอัยการศึกไว้นอกพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเพราะพลังแห่งปัญญาความรู้โดยสันติจะเป็นฐานสำคัญของการปรองดองปฏิรูปและเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้ ซึ่งนักวิชาการ นักศึกษาเพียงแสวงหาความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอันเป็นจุดมุ่งหมายของสถาบันการศึกษา ไม่มีอาวุธจะไปสู้รบกับใคร ได้โปรดอย่ากลัวและหวาดระแวงการใช้เสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัย

 

y_2462

 

ด้านสำนักข่าวบีบีซีภาคภาษาไทย รายงานว่านายนิธิ ให้สัมภาษณ์ขณะอยู่ในรถเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งนำตัวไปยังสภ.คลองหลวงว่า ในการเสวนาครั้งนี้ตนได้เป็นผู้กล่าวเริ่มต้นว่า การกระทำที่เป็นเผด็จการนั้นต้องมีเครื่องมือสองสิ่ง คือการทำให้คนกลัว กับการมีอุดมการณ์ซึ่งไม่ใช่การย้อนกลับไปหาอดีต แต่เพื่อการสร้างอนาคต หากขาดอุดมการณ์ดังกล่าว และมีเพียงความกลัว นั่นก็หมายความว่าฝ่ายเผด็จการเป็นผู้เกรงกลัว ไม่ใช่ฝ่ายผู้ถูกกระทำที่จะกลัว

“คุณจะกลัวทุกอย่าง เพราะอุดมการณ์ของคุณคือชาตินิยม เวลาพูดถึงชาติ คุณพูดถึงคน นั่นก็หมายความว่าคุณกลัวคน และตกใจกลัวไปหมด คนทำอะไรก็กลัวไปหมด” นายนิธิกล่าว และว่า เหตุรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นมีเพียง 2 ครั้งสุดท้าย ที่เป็นความพยายามจะยึดทั้งรัฐและยึดทั้งชาติ ซึ่งครั้งที่แล้วกระทำไม่สำเร็จ สำหรับครั้งนี้ชาติยังไม่ได้ถูกยึด เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยึดชาติ

ด้าน ดร.ประจักษ์กล่าวว่า ตนพร้อมด้วย ศ.ดร.นิธิ ดร.จันจิรา และนักศึกษาอีกสามคน ถูกนำตัวไปยังสภ.คลองหลวง เพื่อปรับความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ในอนาคตว่าจะทำได้หรือไม่ได้

เวลา 21.30 น.อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและฝ่ายปกครองได้เชิญตัวมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดเสวนาว่าทางเจ้าหน้าที่ทหารบอกว่าขณะนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ อยากข้อความร่วมมือว่าต่อไปนี้ในอนาคตกิจกรรมแม้ว่าจะเป็นเสวนาทางวิชาการ ขอให้ทางมหาวิทยาลัยหรือผู้จัดต้องแจ้งก่อนทุกครั้งให้ทางเจ้าหน้าที่ทหารอนุมัติหัวข้อก่อนจึงจะจัดได้ 

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและฝ่ายปกครองทุกท่านก็ให้เกียรติต่อนักวิชาการเป็นอย่างดี ไม่ใช่เป็นการสอบสวนแต่เป็นการนั่งทำความเข้าใจกัน แต่มันมาจากฐานคนละความคิด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เขามองว่ากิจกรรมนี้มันหมิ่นแหม่เข้าข่ายการชุมนุมทางการเมืองเพราะว่าเปิดให้คนนอกเข้ามาฟังได้ แต่ว่านักวิชาการและนักศึกษาเรามองว่ากิจกรรมที่เราจัดวันนี้ เป็นการพูดคุยเนื้อหาทางวิชาการล้วนๆ และก็จริงๆ แล้วก็ไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นการเปรียบเทียบประสบการณ์ การเมืองของประเทศอื่นๆ จากทั่วโลก ว่าที่ผ่านมามันระบอบการเมืองที่ต่างกันอย่างไรบ้าง แล้วมีประการณ์อย่างไรที่เราสามารถเรียนรู้ได้

ฉะนั้นจุดประสงค์ก็คือกิจกรรมทางวิชาการล้วนๆ เนื่องจากปัจจุบันเรามองว่าประเทศก็มีรัฐธรรมนูญแล้ว มีรัฐบาลแล้วทุกอย่างก็น่าจะเข้ารูปเข้ารอย  ถ้าเป้ามหายของเราต้องการเข้าไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์คิดว่า เสรีภาพของประชาชน ของสื่อ ของนักวิชาการ  เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างประชาธิปไตย ถ้าเราเริ่มต้นจำกัดเสรีภาพ ของสื่อ ประชาชนและนักวิชาการก็ยากที่จะจบลงในการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ จากฐานความคิดที่ไม่ตรงกันเจ้าหน้าที่เขามองความมั่นคงเป็นหลัก คงมองด้วยความหวาดระแวง ว่านี่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือเปล่า  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้ห้ามในการจัดกิจกรรมแต่เพียงขอความร่วมมือว่าต่อไปนี้ทางมหาวิทยาลัยจะจัดกิจกรรมหรือเสวนาที่จะมีคนนอกมาฟังให้ทำหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการขออนุญาตก่อนล่วงหน้า

โดยทางเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าระเบียบอันนี้และแนวนโยบายอันนี้ทำกับทุกมหาวิทยาลัย แต่ว่าที่ผ่านมาทางเราไม่ทราบจริงๆ ผู้จัดก็ไม่ทราบ  และอาจารย์ที่มาพูดในวันนี้ไม่ได้เป็นคนจัด เราเพียงมาพูด แต่คนจัดเป็นนักศึกษา ฉะนั้นเราได้รับเชิญมา ก็มาพูดในฐานะอาจารย์ที่มีความรู้ทางด้านนี้  ทราบว่าเบื้องต้นกิจกรรมในวันนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากมหาวิทยาลัยแล้ว

ด้าน นายรัฐพล ศุภโสภณ คณะเศษฐศาสตร์ ปี 4 กล่าวว่าน่าจะมีการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับมหาวิทยาลัย  เราได้รับหนังสือในการจัดกิจกรรมจากมหาวิทยาลัย โดยอาจารย์ปริญญา  เทวานฤมิตรกุล เป็นคนส่งมาให้  ซึ่งทางเราก็จัดและมีคนเริ่มมามากขึ้น ก็เปลี่ยนสถานที่จัดจากในห้อง มาเป็นสถานที่โล่งแจ้ง เนื่องจากไม่ได้อนุญาตให้ใช้สถานที่ในห้อง เจ้าหน้าที่ก็เลยมองว่าไม่ใช่เป็นกิจกรรมทางวิชาการ จริงแล้วเนื่อหาก็อันเดิม

ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปล่อยตัวนักศึกษาและวิทยากรทั้งหมดแล้ว

 

 

Source :: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE1UQXpPRFk1T0E9PQ==&sectionid=

 

รัฐบาล คสช. จะอยู่ได้นานแค่ไหน

y_2480

รัฐบาล คสช. จะอยู่ได้นานแค่ไหน

เท่าที่ประเมินเชื่อว่ารัฐบาลและ คสช. จะครองอำนาจประมาณ 2 ปี และมั่นใจว่าปลายเดือนเดือน ต.ค. ปี 2558 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าโรดแม็พของ คสช. อยากให้มีการเลือกตั้ง เพราะจะมีเงื่อนไขแทรกซ้อน ถ้าเกิดปลายปี 2558 ถึงต้นปี 2559 มีการปฏิวัติรัฐประหารซ้อน มีการก่อหวอด มีการชุมนุมของม็อบต่างๆ ถามว่าจะมีการเลือกตั้งตามนี้หรือไม่ ประเทศยังไม่สงบ ยังมีการเรียกร้อง มีการชุมนุม มีการขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ มันเป็นไปไม่ได้ นั่นคือเงื่อนไขขยาย ยกตัวอย่างชัดๆว่าวันนี้ทำไมไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก เขาก็บอกว่ายังมีการเคลื่อนไหว ยังมีการต่อต้านอยู่บางพื้นที่ เพื่อความมั่นคงก็ต้องดูแลตรงนี้ เขาก็อ้างเหมือนกัน      ฉะนั้นเราถึงบอกพรรคเพื่อไทยจะสงบนิ่ง ไม่ขับเคลื่อน มีอะไรก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามระบบราชการในระยะ 1 ปี หรือปีกว่า แต่กลุ่มอื่นจะยอมหรือไม่ มือที่ 3 ที่ 4 ที่จะขึ้นมาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมขอย้ำว่า รัฐบาล คสช. จะอยู่นาน 2 ปี แต่การอยู่ 2 ปี เผด็จการมันคลายอำนาจลง การที่ คสช. จะคลายอำนาจจะไม่ได้คลายทันที ก็จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อสลายขั้ว สลายพรรคการเมืองในปัจจุบันอย่างเพื่อไทยให้เล็กลงกลายเป็นพรรคขนาดเล็ก เพราะไม่ต้องการให้เป็นพรรคเสียงข้างมากในการเป็นแกนนำรัฐบาลเหมือนที่ผ่านมา เขาก็จะต้องมีการตั้งพรรคการเมือง มีการซื้อตัว ส.ส. มีการระดมทุนเข้ามาเพื่อสืบทอดตรงนี้         ถามว่าวันนี้การที่มี สปช. มันเป็นโมเดลที่เขาทำมาแล้ว ต่อให้มีคนเท่าไร มีชื่อเสียงไปไม่มีประโยชน์ เราถึงบอกว่าพรรคเพื่อไทยไม่เข้าไป เพราะคุณมีบล็อกของคุณแล้ว เข้าไปก็แค่นั้น หรือ สนช. สามารถเอาเข้าได้ ถอดได้ถ้าไม่เป็นไปตามแนวทางที่เขาวางไว้ เพราะฉะนั้นอย่าไปคาดหวังเลยว่าการเมืองไทยจะเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างที่หวังไว้ วันนี้ถือว่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พูดง่ายๆว่า อยู่ในช่วงปิดประเทศ แช่แข็งประเทศไทย วันนี้นักการเมือง พรรคการเมืองเหมือนถูกแช่แข็ง ทำกิจกรรมก็ไม่ได้ ประชุมก็ไม่ได้ แล้ววันนี้พรรคปิดหมด การชุมนุม 5 คนขึ้นไปผิดกฎหมาย แล้วจะให้ทำอย่างไร                ถ้าไม่มีเลือกตั้งปี 58 ม็อบลุกฮือแน่

คุณต้องเข้าไปสู่การเลือกตั้งให้เร็วตามกรอบโรดแม็พ ถ้าคุณไม่ทำคนก็จะลุกฮือขึ้นมาอีก แต่วันนี้ไม่ใช่เฉพาะคนที่ต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย แต่พวกอำนาจเก่าที่กำลังล้ม และจะเรียกอำนาจคืน จะเอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคืน กลุ่มนี้แหละจะออกมาต่อต้าน เรียกว่าทหารจะรบกันเอง ไม่มีใครปฏิวัติรัฐประหารได้ ทหารจะปฏิวัติรัฐประหารกันเอง เหมือนกับกบฏเมษาฮาวาย อันนี้ก็เหมือนกับทหารกลุ่มวงศ์เทวัญไปอิงกับอำนาจเก่าส่วนหนึ่ง กลุ่มบูรพาพยัคฆ์แน่นอนเขาถูกต่อต้านแน่      สุดท้ายเขาจะสร้างกระแส โดยเขาจะโยนว่า พล.อ.ประยุทธ์ขายชาติ ขายแผ่นดิน ใช้อำนาจ เหลิงอำนาจ แล้วก็โค่นล้มจนถูกเนรเทศเหมือนจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร กลุ่มอำนาจเก่าเขาจะต้องทำอย่างนี้ เพราะเป็นโมเดลที่เขาทำมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ดร.ปรีดี พนมยงค์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และอีกหลายๆคนที่เจอ หรือล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นคือแนวโน้มของสถานการณ์บ้านเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
http://thaienews.blogspot.com/2014/09/blog-post_84.html

 

 

จุดอ่อน จุดแข็ง จาก กรณี ′ชายชุดดำ′ ภาวะพลิกไพล่

y_2307

จุดอ่อน จุดแข็ง จาก กรณี ′ชายชุดดำ′ ภาวะพลิกไพล่

ต้องยอมรับว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เปิดตัวผู้ต้องหาในกรณี “ชายชุดดำ” จำนวน 5 คน ได้อย่างค่อนข้างสวย

เล่นกับกระแส “คลื่น” ทางการ “ข่าว” ได้เป็นอย่างดี

จะเห็นได้จาก ไม่ว่าสื่อกระจก ไม่ว่าสื่อกระดาษ ต่าง “ขานรับ” ผ่านพาดหัวและโปรยไปตามจังหวะก้าวอย่างคึกคัก

แต่ก็มีเพียง “จุดเดียว” อันถือได้ว่า “พลาด”

พลันที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นำเอาชื่อของ น.ส.กริชสุดา คุณะเสน หรือ “น้องเปิ้ล” มาเป็นจุดอันภาษาทางการข่าวเรียกว่า

“ขยายผล”

กรณี “ชายชุดดำ” ก็เริ่มมีตำหนิ และก่อความเคลือบแคลงขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อมีการโยงไปยังสถานการณ์เดือนเมษายน 2553

รวมถึงการเสียชีวิตของ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม

กระบวนการซึ่งดำเนินมาค่อนข้าง “ลื่น” และ “รื่น” ก็บังเกิดอาการ “สะดุด” และส่อแนวโน้มไปทาง “เป๋-เฉ” กระทั่งมิอาจบรรลุเป้าหมาย”

แม้จะยัง “ดำรง” สิ่งที่เรียกว่า “จุดมุ่งหมาย” อยู่

 

 

หากมองย้อนกลับไปยัง “ประวัติศาสตร์” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประวัติศาสตร์ทางการเมืองยุคใกล้ของสังคมประเทศไทย

ก็จะตระหนักในจุดหรือเงื่อนแง่อัน ไชยันต์ รัชชกูล สรุปอย่างรวบรัดยิ่งว่า

อาการ “พลิกไพล่” ทางการเมือง

กล่าวตามสำนวนนักเล่นหมากรุกก็คือ เดินผิดเพียงตัวเดียว ทำให้พ่ายแพ้ไปทั้งกระดาน เพราะหมากตัวนั้นเป็นหมากในทางยุทธศาสตร์

ถามว่าปัจจัยอะไรทำให้ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป๋

ทั้งๆ ที่เพิ่งได้ชัยชนะจากสถานการณ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2475 แต่เมื่อเสนอ“เค้าโครงเศรษฐกิจ” ขึ้นมา

ก็ต้องปะเข้ากับ พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ในเดือนเมษายน 2476

ถามว่าปัจจัยอะไรทำให้พรรคเพื่อไทยและ นปช.แดงทั้งแผ่นดินต้องถอยร่นแทบไม่เป็นกระบวน

ทั้งๆ ที่ชนะการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาล

คำตอบก็คือ การเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้วแก้ไขระหว่างขั้นกรรมาธิการให้นิรโทษกรรมอย่างชนิดยกพวง

จากนั้นก็ “เรียบโร้ยย” โรงเรียน “กปปส.”

ความจริง ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการกำกับของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ตั้งแต่ “ขอนแก่นโมเดล” เรื่อยมาจนถึง “ชายชุดดำ”

ถือได้ว่าเป็นการรุก และรุกอย่างต่อเนื่อง

กระนั้น ภายในการรุกนั้นก็มี “จุดอ่อน” ดำรงอยู่ตั้งแต่นามของ น.ส.กริชสุดา คุณะเสน ปรากฏขึ้น

การควบคุมตัวหนแรกและต่อเวลาก็ไม่ปรากฏพิษสงอันใด

แต่เมื่อกระแสทั้งในและต่างประเทศกดดันเรียกร้อง กระทั่งจำเป็นต้องปล่อยตัวเป็นอิสระจุดนั้นแหละหากเรียกตามสำนวนของผู้นำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ต้อง

“บานปลายใหญ่”

บานปลายใหญ่จนเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าต้องเน้นกรณีของ น.ส.กริชสุดา คุณะเสนให้เป็นคดีอาญามิใช่คดีการเมือง เพื่อที่จะเป็นเงื่อนไขในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ชื่อและบทบาทของ น.ส.กริชสุดา คุณะเสน จึงมีการโยงสายยาว

ยาวตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 ไปจนถึงเหตุการณ์ปี 2557

ปี 2557 อาจสมจริง แต่สถานการณ์ในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 น.ส.กริชสุดา คุณะเสน ยังละอ่อนอย่างยิ่งในทางการเมือง

ไม่น่าจะแสดงบทบาท “มาตาฮารี” ได้อย่างปราดเปรียวเพียงนั้น

จุดของ น.ส.กริชสุดา คุณะเสน คล้ายกับจะเป็น “จุดแข็ง” กระนั้นก็ “พลิกไพล่”กลายเป็นจุดอ่อน

ปมเงื่อนสำคัญอยู่ตรงที่ “ความสมจริง” ไม่ว่าจะมองจากสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2553 ไม่ว่าจะมองจากสภาพความเป็นจริงที่น่าจะเป็นของ น.ส.กริชสุดา คุณะเสน เอง

ทั้งหมดนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รับไปเน็ต-เน็ต

 

Source :: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1410847659

 

ผลกระทบจากการสลายการชุมนุมฯ แถลงประเด็น ชายชุดดำ ฯ

y_2294

ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมฯ แถลงประเด็น ชายชุดดำ ฯ

ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53ศปช.) อันเป็นองค์กรที่ติดตามเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดตลอดมา เห็นควรเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้ใช้ประกอบการพิจารณาดังกล่าว ดังต่อไปนี้ (ดูรายละเอียดในรายงาน ศปช. ได้ที่https://mega.co.nz/#!Bw0xQZaS!_8rhzyvDie7i2-i-11WzBaAdxnqFWGViFkQYCIXY6zA
(การอ้างอิงหน้าหลังจากนี้ จะยึดตามเอกสารที่ปรากฎในลิงค์นี้ ซึ่งอาจแตกต่างจากที่ปรากฏในหนังสือรายงานของ ศปช. ในกรณีหนังสือให้ดูบทที่ 3 “ข้อเท็จจริงการเสียชีวิตและความรุนแรง เมษา 53”)

นอกจากข้อมูลข้างต้นที่เสนอมาเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนได้ร่วมกันตรวจสอบแล้ว ศปช. ยังต้องการชี้ให้เห็นว่า

กรณีชายชุดดำยังไม่สามารถลบล้างคำวินิจฉัยของศาลในการไต่สวนการตายหลายกรณี ที่ระบุว่ากระสุนที่คร่าชีวิตประชาชนมีวิถีมาจากฝั่งทหาร (ดูรายละเอียดในตารางที่แนบมาด้านท้าย)

ตามหลักสากลได้กำหนดไว้ว่า การใช้กำลังและอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความรุนแรงของสถานการณ์ และต้องเริ่มจากหนักไปหาเบา โดยใช้อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต (non-lethal weapons) ในการควบคุมฝูงชนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และลดความสูญเสียและขาดเจ็บ การใช้อาวุธสังหารต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายและใช้ได้เพื่อป้องกันตนเองและปกป้องชีวิตผู้อื่นเท่านั้น

แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีหลักฐานปรากฏเลยว่า ผู้เสียชีวิตรายใด ทั้งในเหตุการณ์ 10 เมษายน และระหว่างวันที่ 13 – 19 พฤษภาคม 2553 เข้าข่ายผู้ก่อการร้าย มีอาวุธร้ายแรง

อีกทั้งลักษณะของการเสียชีวิตและบาดแผลของผู้เสียชีวิตฝ่ายพลเรือนพบว่า ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากกระสุนปืน โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งพบบาดแผลบริเวณช่วงบนของลำตัว อาทิ ใบหน้า ศีรษะ หน้าอก ท้อง ปอด และลำคอ ที่ส่อให้เห็นว่า การยิงของเจ้าหน้าที่เป็นการยิงที่มุ่งปลิดชีวิตของประชาชน มากไปกว่านั้นยังมีหลักฐานที่ชี้ว่า เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพได้ตกเป็นเป้ายิงของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาแสดงตนชัดเจนว่าไม่มีอาวุธและเป็นอาสาสมัครกู้ชีพ

ประการสำคัญ สังคมต้องระวังที่จะไม่ตกลงไปในกับดักหลุมพรางของคำอธิบายที่ว่า “ชายชุดดำคือ สาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนทั้งหมดในคืนวันที่ 10 เมษา เพื่อโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ทหารเพื่อสร้างสถานการณ์” อันเป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์-สุเทพ สร้างขึ้นทันทีหลังวันที่ 10 เมษา เพื่อปัดความรับผิดชอบของตน

ประการสุดท้าย ฮิวแมนไรท์ว้อท์ช ได้ระบุว่ากรณีนายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หนึ่งในผู้ต้องหา 5 ราย ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวออกจากบ้านและหายตัวไปหลายวัน ก่อนถูกนำตัวมาแถลงข่าว ศปช.เห็นว่าการจับกุมคุมขังประชาชนจะต้องเป็นไปกระบวนการยุติธรรมอันชอบด้วยกฏหมาย และผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านกฏหมายอย่างเหมาะสม

http://prachatai.org/journal/2014/09/55509

 

รัฐประหาร 2549 ไม่เสียของ

รัฐประหาร 2549 ไม่เสียของ

Posted: 13 Sep 2014 04:59 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

 

การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 นี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของชนชั้นนำไทยที่เข้าใจกันว่า การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 นั้น เป็นรัฐประหาร”เสียของ” เพราะไม่ประสบความสำเร็จในการกวาดล้าง”ระบอบทักษิณ” และคาดหมายว่า รัฐประหารครั้งใหม่นี้จะประสบความสำเร็จยิ่งกว่าในการบดขยี้”ระบอบทักษิณ” ในโอกาสที่วันที่ 19 กันยายน นี้จะเป็นวันครบรอบของการรัฐประหาร พ.ศ.2549 น่าจะลองกลับมาพิจารณาว่า การรัฐประหารครั้งนั้นเสียของจริงหรือไม่

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมเมื่อ พ.ศ.2535 มีการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ และมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามวิธีประชาธิปไตยเสมอมา และมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นใน พ.ศ.2540 อันนำมาซึ่งการมีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริงชุดแรกในประวัติศาสตร์ ภายใต้วิถีทางเช่นนี้ ดูเหมือนว่าประชาธิปไตยไทยจะมั่นคงและเป็นแบบอย่างเช่นนานาประเทศ การเมืองแบบรัฐประหารควรที่จะหมดสิ้นไป

ในระบบเช่นนั้น พรรคไทยรักไทยที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเมื่อ พ.ศ.2544 และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ท่วมท้นกว่าเดิมใน พ.ศ.2548 แต่กลุ่มชนชั้นนำและชนชั้นกลางจำนวนมาก ไม่พอใจวิธีการบริหารของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ในที่สุดก็มีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสร้างกระแสต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ รัฐบาลไทยรักไทยพยายามแก้สถานการณ์โดยเตรียมการจะให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในเดือนตุลาคม แต่กองทัพบก นำโดย พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ก่อการยึดอำนาจเสียก่อนในเดือนกันยายน

ฝ่ายที่ยึดอำนาจได้ตั้งตนเองเป็นคณะ คมช.ซึ่งมีชื่อเต็มอันยาวเหยียดว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จากนั้นก็ได้ล้มเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ล้มเลิกประชาธิปไตย ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเผด็จการเป็นการชั่วคราว และตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้นบริหารประหารประเทศ นำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่คงจะต้องอธิบายว่า การรัฐประหารนั้นแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำไทยนั้นสิ้นปัญญาที่จะเอาชัยชนะพรรคไทยรักไทยโดยผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และไม่รู้จักอดทนรอยคอยกระบวนการ ต้องการใช้วิธีการแบบฉับพลันในการล้มรัฐบาล จึงยอมรับวิธีการเช่นนี้

ยิ่งกว่านั้น การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 ก็เป็นการกระทำที่สวนทางประวัติศาสตร์โลกอยู่แล้ว เพราะในขณะนั้น ก็แทบจะไม่มีประเทศใดในโลกแก้ปัญหาการเมืองด้วยการยึดอำนาจ การรัฐประหารในประเทศไทยจึงถูกปฏิเสธโดยทันทีจากโลกนานาชาติ ดังนั้น แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์จะถูกอธิบายว่าเป็น”รัฐบาลคนดี” แต่ก็ได้รับการปฏิบัติอย่างหมางเมินจากผู้นำต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเสียภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมาก

แต่กระบวนการทางการเมืองในประเทศยังดำเนินต่อไป ที่จะจัดการกับกลุ่มการเมืองที่ฝ่ายชนชั้นนำเห็นว่า เป็นเสี้ยนหนามของฝ่ายตน จึงได้ใช้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญดำเนินการยุบพรรคไทยรักไทยในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2550 แล้วลงโทษตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยอีก 111 คน เป็นเวลา 5 ปี โดยเป้าหมายในการดำเนินการ ก็เพื่อปิดฉากพรรคไทยรักไทยและทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับอดีตกรรมการพรรคไม่สามารถกลับมามีบทบาทได้ แล้วจึงดำเนินให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งจะเปิดโอกาสแก่พรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์มีมีบุคคลากรพร้อมกว่าสามารถที่จะเอาชนะในการเลือกตั้งได้

และเพื่อสร้างหลักประกันในการป้องกันการฟื้นอำนาจของ”ฝ่ายทักษิณ” ชนชั้นนำไทยยังได้ผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ.2550 ซึ่งมีมาตรการจำนวนมากในการควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง โดยเฉพาะการเปิดทางให้กับอำนาจตุลาการที่จะเข้ามามีบทบาทเป็นตัวควบคุมทางการเมืองอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้มีวุฒิสภาจากการสรรหาโดยฝ่ายตุลาการ และยังให้ตุลาการเป็นฝ่ายสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการเลือกตั้ง(ก.ก.ต.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อควบคุมทิศทางการการเมืองให้เป็นตามกำหนดของชนชั้นนำ ลดอำนาจการแต่งตั้งข้าราชการของฝ่ายรัฐบาลจากการเลือกตั้ง โดยกำหนดให้หน่วยงานสำคัญ เช่น กองทัพ ตำรวจ และธนาคารแห่งประเทศไทย มีกรรมการจัดตั้งฝ่ายบริหารของตนเอง ที่รัฐบาลแทรกแซงไม่ได้

เมื่อผ่านการดำเนินการทั้งหมดนี้แล้วก็เปิดให้มีการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2550 แต่กลับกลายเป็นว่า พรรคพลังประชาชน ที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดย”ฝ่ายทักษิณ” ก็ชนะการเลือกตั้งกลับมาจัดตั้งรัฐบาลได้อีก และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี จนต้องใช้อำนาจตุลาการยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคการเมืองอื่นอีกครั้งในเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 แล้วตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการพรรคอีก 110 คน เพื่อเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์มาจัดตั้งรัฐบาล แต่พอมีการเลือกตั้งใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 พรรคเพื่อไทยที่ตั้งมาจากพรรคพลังประชาชน ก็ชนะการเลือกตั้งอีก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณกลับได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี

ปัญหาก็คือ การที่พรรคการเมือง”ฝ่ายทักษิณ”ชนะเลือกตั้งได้อีก 2 ครั้งนั้น เป็นเพราะความล้มเหลวของการรัฐประหาร พ.ศ.2549 จริงหรือ ต้องตอบว่า การรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 ก็ได้พยายามทำทุกอย่างในเงื่อนไขที่เป็นไปได้แล้ว ที่จะจัดการกับ”ระบอบทักษิณ” โดยสร้างระบบการเมืองที่หน้าตาพิกลพิการ ให้อำนาจแก่ฝ่ายตุลาการอย่างมหาศาลโดยไร้การตรวจสอบ แต่ควบคุมการดำเนินการของรัฐบาลจากการเลือกตั้งอย่างไร้เหตุผล ในกรณีที่รัฐบาลนั้นมาจากพรรคที่ไม่สอดคล้องกับฝ่ายชนชั้นนำ จึงได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเสมอมา แต่ฝ่ายชนชั้นนำก็ได้ใช้ศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวขวางทางไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญบรรลุผล

ภายใต้ระบบเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารประเทศอย่างยากลำบาก นโยบายและการดำเนินการหลายอย่างต่างถูกขัดขวางจากองค์กรอิสระจนไม่อาจดำเนินการได้ และที่สำคัญก็คือชนชั้นนำได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มมวลชน กปปส.มาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็ถูกคณะกรรมการเลือกตั้งขัดขวางดำเนินการให้การเลือกตั้งไม่บรรลุผล เปิดทางให้องค์กรอิสระถอดถอนนายกรัฐมนตรี แต่กระนั้น ชนชั้นนำก็ยังไม่พอใจ ต้องสนับสนุนให้กองทัพบกทำการรัฐประหารครั้งที่สอง รื้อฟื้นระบบเผด็จการทหารดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ความผิดพลาดทั้งหมดนี้ มีเงื่อนไขประการเดียวเท่านั้น คือ ชนชั้นนำไทยประเมินประชาชนไทยผิด คิดว่าประชาชนไทยส่วนข้างมากยังว่าง่ายตามใจชนชั้นนำเช่นในอดีต สามารถอ้างเอาเรื่องคุณงามความดีมาเปลี่ยนใจประชาชน แต่เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจประชาชน ก็ใช้วิธีการนอกกติกาเช่นบังคับด้วยอำนาจตุลาการ หรือในที่สุดก็บังคับด้วยอำนาจกองทัพ

เมื่อใช้วิธีการเช่นนี้ ก็มีอยู่ทางเดียวที่จะทำได้ คือต้องออกแบบระบบการเมืองที่พิกลพิการกว่าเดิม ขึ้นกับคะแนนเสียงของประชาชนน้อยกว่าเดิม หรือไม่ก็ใช้อำนาจเผด็จการบังคับประชาชนให้ยาวนานที่สุด ถ่วงเวลาการเลือกตั้งให้มากที่สุด เพราะกลัวว่ามีการเลือกตั้งครั้งใด ประชาชนก็จะยิ่งเลือก”ฝ่ายทักษิณ”ถล่มทลายยิ่งกว่าเดิม

สรุปได้ว่าการเมืองภายใต้ระบอบรัฐประหารเช่นนี้ แม้จะเป็นเรื่องอึดอัดสำหรับฝ่ายประชาชน แต่ดูเหมือนว่า ชะตากรรมของฝ่ายชนชั้นนำไทยจะน่าสงสารกว่า เพราะจนตรอกในวิธีการ ยิ่งฝืนกระแสประชาชนและฝืนกระแสโลก จะทำรัฐประหารอีกกี่ครั้งก็”เสียของ”

 

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 479 วันที่ 13 กันยายน 2557

 

ชายชุดดำในทัศนะของ ศปช.

y_2001

ชายชุดดำในทัศนะของ ศปช.

Posted: 12 Sep 2014 05:19 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

จากกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แถลงเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ว่าสามารถจับกุม “ชายชุดดำ” จำนวน 5 คน และยังหลบหนีอีก 3 คน ที่ก่อเหตุในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 บริเวณถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว และบริเวณใกล้เคียง โดยใช้อาวุธปืนและวัตถุระเบิดจนทำให้เจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายนั้น ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) อันเป็นองค์กรที่ติดตามเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดตลอดมา เห็นควรเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้ใช้ประกอบการพิจารณาดังกล่าว ดังต่อไปนี้ (ดูรายละเอียดในรายงาน ศปช. ได้ที่ https://mega.co.nz/#!Bw0xQZaS!_8rhzyvDie7i2-i-11WzBaAdxnqFWGViFkQYCIXY6zA (การอ้างอิงหน้าหลังจากนี้ จะยึดตามเอกสารที่ปรากฎในลิงค์นี้ ซึ่งอาจแตกต่างจากที่ปรากฏในหนังสือรายงานของ ศปช. ในกรณีหนังสือให้ดูบทที่ 3 “ข้อเท็จจริงการเสียชีวิตและความรุนแรง เมษา 53”)

 

1. ในรายงาน “ความจริงเพื่อความยุติธรรม” ที่จัดพิมพ์โดย ศปช. ในปี 2555 ศปช. ยอมรับว่ามีปฏิบัติการของชายชุดดำในคืนวันที่ 10 เมษาจริง แต่ไม่พบหลักฐานใดๆ ว่าชายชุดดำเกี่ยวข้องกับความตายและการบาดเจ็บของผู้ชุมนุมเสื้อแดงรวมทั้งสื่อมวลชนในวันดังกล่าว  หลักฐานภาพถ่าย คลิปวีดีโอ และคำให้การของผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุยืนยันว่า ตรงบริเวณสี่แยกคอกวัวซึ่งชายชุดดำปรากฏตัวขึ้นนั้น ผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตทั้งหมด 9 รายถูกยิงก่อนที่ชายชุดดำจะปรากฏตัว หนึ่งในหลักฐานนั้นคือ ภาพถ่ายที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงในสภาฯ ที่ระบุเวลาชัดเจนว่าชายชุดดำได้ปรากฏตัวขึ้นหลังเวลา 20.00 น.ไปแล้ว (หน้า 75-85)

 

 

ภาพ 1 จากคลิปเหตุการณ์ ปรากฏ “ชายชุดดำ” เข้ามาที่บริเวณสีแยกคอกวัว เวลา 20.24 น.

 

ภาพ 2 รถตู้ที่เชื่อว่าขนชายชุดดำเข้าไปในบริเวณสี่กั๊กพระยาศรี ถ่ายได้ในเวลา 20.19 น.

 

ภาพ 3 รถตู้เดินทางออกจากทีเกิดเหตุ ถ่ายได้ในเวลา 21.01 น.

*ภาพ 2 และ 3 เป็นหลักฐานที่นายสุเทพ แสดงต่อสภาฯเมื่อวันที่ 15-18 เมษายน 2553

 

2. นอกจากนี้ จากหลักฐานต่างๆ ยืนยันได้ว่า มีผู้ชุมนุมหลายรายถูกยิงด้วยกระสุนจริงตั้งแต่ช่วงบ่ายที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และมีหนึ่งรายเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีชายชุดดำปรากฏตัวขึ้น  เหยื่อรายดังกล่าว คือนายเกรียงไกร คำน้อย อายุ 23 ปี อาชีพคนขับรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งจากการไต่สวนการตาย ศาลอาญาได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2557 ว่าวิถีกระสุนมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้ปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่” เริ่มจากทางด้านแยกสวนมิสกวัน มุ่งหน้ามายังสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยผู้เชี่ยวชาญอาวุธปืนยืนยันว่าอาวุธปืนที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้ในวันเกิดเหตุเป็นอาวุธปืนทาร์โวที่มีใช้เฉพาะในกองทัพ สอดคล้องกับบาดแผลผู้ตายที่ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงตามรายงานชันสูตรศพ <ดูข่าวhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404461395>

 

 

ภาพ 4 แสงสว่างในรูปชี้ว่านายเกรียงไกร คำน้อย ถูกยิงตั้งแต่ช่วงกลางวันบริเวณสะพานมัฆวาน

เมื่อเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ ซึ่งยากต่อการควบคุมสถานการณ์ แต่ฝ่ายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ยังไม่ยอมยุติปฏิบัติการสลายการชุมนุม การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุมรุนแรงได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะบนถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว โดยตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 ก็เริ่มมีผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บจากแก๊สน้ำตาและกระสุนปืนทยอยถูกส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล  อย่างไรก็ตาม ชายชุดดำน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารบริเวณถนนตะนาวเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เหตุการณ์ในคืนวันที่ 10 เมษา บนถนนดินสอ หน้า รร.สตรีวิทยา อันเป็นที่ตั้งของหน่วยบัญชาการทหาร ได้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตอีก 4 นาย รวมถึงพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม   รายงานคอป. (หน้า 105) กล่าวถึงกรณีความรุนแรงบนถนนดินสอว่า ผลการชันสูตรศพพบว่า 3 คน รวมทั้งพลเอกร่มเกล้า เสียชีวิตจาก “สะเก็ดระเบิดขว้างชนิดเอ็ม 67” ส่วนอีก 1 คนเชื่อว่าน่าจะเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79  นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดจำนวนมาก รวมถึง พล.ต.วลิต โรจนภักดี ได้รับบาดเจ็บขาหักจากสะเก็ดระเบิดเอ็ม 67 ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากกระสุนปืน รวมทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่า พลเอกร่มเกล้า มีบาดแผลที่เกิดจากกระสุนปืนแต่อย่างใด

คำถามคือ หากชายชุดดำเคลื่อนตัวจากถนนตะนาวเข้าสู่ถนนดินสอ ก็น่าจะปรากฎหลักฐานภาพถ่ายให้ประจักษ์อยู่บ้าง เพราะในขณะนั้นมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและเทศอยู่เต็มไปหมด ประการสำคัญ กลุ่มชายชุดดำจะสามารถฝ่าวงล้อมทหารจำนวนมากที่ตั้งอยู่บนถนนดินสอ เพื่อขว้างระเบิดเข้าสู่หน่วยบัญชาการทหารที่หน้ารร.สตรีวิทยาได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ข่าวล่าสุดระบุว่า ผบ.สตช. พลเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ระบุว่ากลุ่มชายชุดดำที่จับได้นี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ปฏิบัติการบนถนนดินสอ ซึ่งขัดแย้งกับข่าวพาดหัวที่ปรากฏในสื่อมวลชนส่วนใหญ่ว่า ชายชุดดำกลุ่มนี้สังหารพลเอกร่มเกล้า <ข้อความนี้มีแต่มติชนเท่านั้นที่รายงาน ดู http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1410419979> ฉะนั้น การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหารบนถนนดินสอจึงยังคงเป็นปริศนาต่อไป

3. ที่บริเวณถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยานั้น ผู้เสียชีวิตรายหนึ่งถูกยิงตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น. และเมื่อเกิดเหตุระเบิดตรงหน้าหน้าโรงเรียน ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต ได้ปรากฏหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้ถอยร่นไปทางสะพานเฉลิมวันชาติพร้อมกับยิงปืนในแนวราบไปทางฝั่งผู้ชุมนุม ระหว่างนั้นเองจึงมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตอีก 8 ราย  ในจำนวนนี้รวมนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพรอยเตอร์ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก (ดูรายงานของ ศปช. หน้า 90-102)  รายงานของ คอป. (หน้า 105) ก็สรุปทำนองเดียวกันว่า หลังจากถูกโจมตีด้วยระเบิด ทหารจึงต้องถอนกำลังและพาเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บถอยไป จากการตรวจสอบจากภาพวีดิโอ และจากข้อมูลจากผู้ชุมนุม และผู้สื่อข่าวต่างประเทศ พบเจ้าหน้าที่ทหารบางคนบนถนนดินสอด้านสะพานวันชาติ ใช้ปืนยิงมาทางด้านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้ชุมนุมอยู่หนาแน่น สอดคล้องกับผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุของกองพิสูจน์หลักฐานกลางและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่พบรอยกระสุนยิงมาในลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก เฉพาะบนถนนดินสอมีทั้งหมด 120 รอย ยืนยันได้ว่าเป็นรอยจากกระสุนปืนความเร็วสูง 114 รอย โดย 42 รอยอยู่ในระดับต่ ากว่า 170 ซม. แต่ไม่พบร่องรอยกระสุนปืนที่ยิงไปในทิศทางสวนกันแต่อย่างใด  อย่างไรก็ดี คอป. แสดงความเห็นใจเจ้าหน้าที่ว่า ผลจากการถูกโจมตีจนผู้บังคับบัญชาบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่งผลให้การปฏิบัติการและการใช้อาวุธของทหารเป็นไปอย่างสับสนและไร้การควบคุม

แม้แต่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุน กองพิสูจน์หลักฐานกลาง) ยังได้ให้การในเดือนพฤศจิกายน 2556 ในชั้นไต่สวนการตายกรณีนายฮิโรยูกิ มูราโมโตว่า จากการตรวจหาวิถีกระสุนปืนบริเวณถนนดินสอ ตั้งแต่แยกสะพานวันชาติจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พบร่องรอยทั้งสิ้น 120 รอย ในจำนวนนี้ 114 รอยเกิดจากกระสุนปืน ที่ยืนยันได้ว่าวิถีกระสุนจำนวน 108 รอย ยิงมาจากแยกสะพานวันชาติ (แนวถอยร่นของทหาร) ไปยังอนุสาวรีย์ ส่วนอีก 6 รอยบอกทิศทางไม่ได้  นอกจากนี้ เฉพาะจุดเกิดเหตุบริเวณ รร. สตรีวิทยา อันเป็นที่ตั้งของหน่วยบัญชาการทหาร พบ 26 รอย บริเวณรั้ว ร.ร. มี 8 รอย รถยนต์ของทหารที่จอดอยู่ฝั่ง ร.ร. มี 17 รอย และที่ตู้โทรศัพท์ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน 1 รอย ซึ่งทั้งหมดมีวิถีกระสุนมาจากแยกสะพานวันชาติอีกเช่นกัน <ดูข่าวwww.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE5Ea3lOelU1T1E9PQ%3D%3D>

 

นอกจากข้อมูลข้างต้นที่เสนอมาเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนได้ร่วมกันตรวจสอบแล้ว ศปช. ยังต้องการชี้ให้เห็นว่า

  1. กรณีชายชุดดำยังไม่สามารถลบล้างคำวินิจฉัยของศาลในการไต่สวนการตายหลายกรณี ที่ระบุว่ากระสุนที่คร่าชีวิตประชาชนมีวิถีมาจากฝั่งทหาร (ดูรายละเอียดในตารางที่แนบมาด้านท้าย)
  2. ตามหลักสากลได้กำหนดไว้ว่า การใช้กำลังและอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความรุนแรงของสถานการณ์ และต้องเริ่มจากหนักไปหาเบา โดยใช้อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต (non-lethal weapons) ในการควบคุมฝูงชนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และลดความสูญเสียและขาดเจ็บ การใช้อาวุธสังหารต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายและใช้ได้เพื่อป้องกันตนเองและปกป้องชีวิตผู้อื่นเท่านั้น แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีหลักฐานปรากฏเลยว่า ผู้เสียชีวิตรายใด ทั้งในเหตุการณ์ 10 เมษายน และระหว่างวันที่ 13 – 19 พฤษภาคม 2553 เข้าข่ายผู้ก่อการร้าย มีอาวุธร้ายแรง อีกทั้งลักษณะของการเสียชีวิตและบาดแผลของผู้เสียชีวิตฝ่ายพลเรือนพบว่า ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากกระสุนปืน โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งพบบาดแผลบริเวณช่วงบนของลำตัว อาทิ ใบหน้า ศีรษะ หน้าอก ท้อง ปอด และลำคอ ที่ส่อให้เห็นว่า การยิงของเจ้าหน้าที่เป็นการยิงที่มุ่งปลิดชีวิตของประชาชน มากไปกว่านั้นยังมีหลักฐานที่ชี้ว่า เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพได้ตกเป็นเป้ายิงของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาแสดงตนชัดเจนว่าไม่มีอาวุธและเป็นอาสาสมัครกู้ชีพ
  3. ประการสำคัญ สังคมต้องระวังที่จะไม่ตกลงไปในกับดักหลุมพรางของคำอธิบายที่ว่า “ชายชุดดำคือ สาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนทั้งหมดในคืนวันที่ 10 เมษา เพื่อโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ทหารเพื่อสร้างสถานการณ์” อันเป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์-สุเทพ สร้างขึ้นทันทีหลังวันที่ 10 เมษา เพื่อปัดความรับผิดชอบของตน
  4. ประการสุดท้าย ฮิวแมนไรท์ว้อท์ช ได้ระบุว่ากรณีนายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หนึ่งในผู้ต้องหา 5 ราย ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวออกจากบ้านและหายตัวไปหลายวัน ก่อนถูกนำตัวมาแถลงข่าว ศปช.เห็นว่าการจับกุมคุมขังประชาชนจะต้องเป็นไปกระบวนการยุติธรรมอันชอบด้วยกฏหมาย และผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านกฏหมายอย่างเหมาะสม

 

ตารางแสดงคำวินิจฉัยของศาลในการไต่สวนการตายของพลเรือนระหว่างวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค.2553

ชื่อ-นามสกุล สถานที่/เวลา สถานะคดี
1. นายพัน คำกอง ราชปรารภ / 15-05-2010 เวลา 00.05 น. ศาลออกคำสั่งแล้ว 17-09-2012 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่ง
2. นายชาญณรงค์  พลศรีลา ราชปรารภ / 15-05-2010 เวลา 15.00 น. ศาลออกคำสั่งแล้ว 26-11-2012 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่ง
3. นายชาติชาย ชาเหลา กฤษณามาร์เก็ตติ้ง พระราม 4 / 13-05-2010 ศาลออกคำสั่งแล้ว 17-12-2012 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตโดยวิถีกระสุนมาจากแนวด่านตรวจแข็งแรงของเจ้าพนักงาน ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บนถนนพระราม 4
4. ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ ราชปรารภ / 15-05-2010 เวลา 00.05 น. ศาลออกคำสั่งแล้ว 20-12-2012 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่ง
5. 6 ศพ วัดปทุมฯ ได้แก่ นายรพ สุขสถิตย์, นายมงคล เข็มทอง, นายสุวัน ศรีรักษา, นายอัฐชัย ชุมจันทร์, น.ส.กมนเกด อัคฮาด, นายอัครเดช ขันแก้ว วัดปทุมฯ / 19-05-2010 คำสั่งออกวันที่ 06-08-2013 ศาลสั่งว่า ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 มม. ซึ่งวิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบ ร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหารและบริเวณถนนพระรามที่ 1
6. นายฟาบิโอ โปเลงกี ราชดำริ / 19-05-2010 ออกคำสั่งแล้ว 29-05-2013 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากกระสุนที่มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่แต่ไม่ทราบว่าใครทำให้ตาย
7. ร้อยตรีณรงค์ฤทธิ์ สาละ(อช.4/2555) ดอนเมือง / 28-04-2010 ออกคำสั่งแล้ว 30-04-2013 คำสั่งออกว่าเสียชีวิตจากกระสุนของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่
8. นายนรินทร์ ศรีชมภู ถนนราชดำริ / 19-05-2010 เวลา 11.10 น. ออกคำสั่งแล้วเมื่อ 25-04-2014 กระสุนปืนมาจากทางด้านเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่แต่ไม่ทราบว่าใครยิง
9. นายถวิล คำมูล ถนนราชดำริ / 19-05-2010 เวลา 10.00 น. ออกคำสั่งแล้ว 29-11-2013 กระสุนปืนมาจากทางด้านเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่แต่ไม่ทราบว่าใครยิง
10. ชายไม่ทราบชื่อ กางเกงลายพราง(อช.5/2556) ถนนราชดำริ / 19-05-2010 เวลา 10.00 น. ออกคำสั่งแล้ว 17-02-2014 ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเคลื่อนกำลัง แต่ไม่ทราบว่าใครยิง
11. นายจรูญ ฉายแม้น, นายสยาม วัฒนนุกูล(ช. 13/2555) สตรีวิท ดินสอ / 10-04-2010 ออกคำสั่ง 30-09-2013 นายจรูญ ถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูงที่ทรวงอก ทำลายปอดและตับ ส่วนนายสยาม ถูกยิงด้วยกระสุนปืนที่ด้านหลังทะลุทรวงอก ทำลายหลอดเลือดแดงใหญ่ช่องอก และเสียโลหิตมาก  ซึ่งวิถีกระสุนปืน ยิงมาจากฝ่ายเจ้าพนักงานที่ถอยร่นจากแนวป้องกันบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ไปที่บริเวณซอยข้างวัดบวรนิเวศใกล้แยกสะพานวันชาติ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ
12. นายเกรียงไกร คำน้อย มัฆวาน ถนนราชดำเนินนอก / 10-04-2010 บ่าย ออกคำสั่ง 04-07-2014 เสียเลือดมาก จากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ซึ่งมีวิถีกระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ทหารในการปฎิบัติหน้าที่ขอคืนพื้นที่

 

ครบรอบ 3 เดือนการบริหารประเทศของ คสช.

ครบรอบ 3 เดือนการบริหารประเทศของ คสช.


1.) ปตท. ก็ยังทวงคืนไม่ได้ แถมกลุ่มทวงคืนพลังงานถูกหมายจับและอุ้มเข้าค่ายทหารอีกด้วยซ้ำ

2.) ราคายางตกลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด 47 บาท ม็อบสวนยางขู่ให้เวลา 7 วัน ไม่งั้นจะชุมนุม

3.) ข้าวเหลือตันละ 7,000 บาท ชาวนาขาดทุนย่อยยับ

4.) ค่าครองชีพสูงเหมือนเดิม ไม่ได้ลดลงจากสมัยรัฐบาลก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว

5.) ยัดข้อหา ม.112 ให้กับคนที่คิดต่าง ยัดอาวุธให้กับคนที่ต่อต้าน
เผด็จการ ใหญ่คับประเทศ

ุ6.) อีกอัน สลากกินแบ่งรัฐบาล (ลอตเตอรี) ขายเกินราคาเหมือนเดิม ตอนแรกบอกจะปราบ ต้อง 80 บาทเท่านั้น… แต่พอเจอตอขนาดเบ้อเร้อ ถอยเหมือนหมาถูกน้ำร้อนเลย… 555

เห็นโพลล์บอกว่าได้คะแนนเต็ม 6.9 เต็ม 10 จากการบริหารงาน 3 เดือน สงสัยจริงๆว่าคนทำโพลล์โดนปืนจี้หลังอยู่หรือป่าวน๊าา

Source :: สื่อมวลชน คนเสื้อแดง FB