เป็นถึง พันเอก แต่ขับรถยนต์ฝ่าไฟแดง ชนคนตาย

เป็นถึง พันเอก แต่ขับรถยนต์ฝ่าไฟแดง ชนคนตาย
ภรรยาผู้ตายโทรไปหา ก็ปิดโทรศัพท์หนี แล้วย่องไปโรงพักอย่างลับๆ

ญาติเหยื่อทหาร/ซิ่งชนดับ แห่โลงประท้วงหน้าโรงพัก ญาติพี่น้องและแฟนสาวของหนุ่มวัย 19 ปี ที่ถูกนายทหารยศพันเอกซิ่งกระบะฝ่าไฟแดง พุ่งชน จยย.จนเสียชีวิตกลางสามแยกเมืองนครสวรรค์ แห่โลงศพผู้ตายมาที่หน้าโรงพัก เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม

วันอังคารที่ 5 มกราคม 2559 เวลา 17:25 น. จากกรณีวานนี้ (4 ม.ค.) บนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวีดีโออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบริเวณกลางสามแยกอุทยานสวรรค์ ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เป็นรถกระบะโตโยต้า วีโก้ 4 ประตู สีดำ ขับฝ่าไฟแดงมาชนกับ รถ จยย.ซึ่งขับขี่มาโดย นายธนวิทย์ กาสี อายุ 19 ปี พนักงานร้านเอ็มเคสุกี้ ประจำห้างเทสโก้โลตัส สาขาเขาขาดนครสวรรค์ จนทำให้ นายธนวิทย์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนคนขับรถกระบะทราบว่า คือ พ.อ.ยรรยง ทิพาปกรณ์ อายุ 54 ปี รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 14 (รอง ผบ.ร.14) ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอ่อนจันทร์ กาสี และ นางอารยา กาสี บิดาและมารดาของ นายธนวิทย์ กาสี พร้อมด้วน น.ส.หนึ่งฤทัย โพธิ์เอี่ยม อายุ 19 ปี แฟนสาวของผู้เสียชีวิต รวมถึงญาติพี่น้องอีกกว่า 40 คน ได้ร่วมกันนำโลงศพ นายธนวิทย์ ขึ้นท้ายรถกระบะเดินทางมาที่ด้านหน้า สภ.เมืองนครสวรรค์ เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยมีการส่งเสียงโห่ร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงมาพบ เพื่อชี้แจงความคืบหน้าของคดี อีกทั้งยังมีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับรถของคู่กรณี ที่หลังเกิดอุบัติเหตุถูกนำไปไว้ที่อื่น แทนที่จะต้องนำมาไว้ตรวจหลักฐานที่โรงพักด้วย ด้าน น.ส.หนึ่งฤทัย แฟนสาวของผู้ตาย กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้รับโทรศัพท์จาก พ.อ.ยรรยง คู่กรณี ว่าจะเดินทางมาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพูดคุยตนกับตนในเรื่องความช่วยเหลือในเบื้องต้น แต่ปรากฏว่าเมื่อติดต่อกลับไปอีกครั้ง พ.อ.ยรรยง กลับปิดเครื่องโทรศัพท์ และไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย จึงทำให้บิดาและมารดาของผู้ตายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากคู่กรณีเป็นทหารยศสูง อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนใดๆกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ร่วมกันแห่ศพของผู้ตาย เพื่อมาสอบถามคดีให้เกิดความกระจ่าง ต่อมา พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาวิก ผกก.สอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.เมืองนครสวรรค์ ได้เข้าชี้แจงกับฝั่งผู้เสียหาย ว่า คดีนี้ทางตำรวจไม่ได้นิ่งเฉย และยังคงมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดทุกมุม การสอบปากคำพยานหลักฐาน ส่วนที่ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับคู่กรณีนั้น เพราะทางเจ้าหน้าที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนาเสียก่อน ซึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 วัน เมื่อหลักฐานพร้อมจะติดต่อให้คู่กรณีมาพูดคุยตกลงกับผู้เสียหาย และแจ้งข้อกล่าวหาทันที แต่ยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ยังคงทำงานอย่างเต็มที่ และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแน่นอน อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่า พ.อ.ยรรยง คู่กรณี ได้เดินทางมาที่โรงพักอย่างลับๆตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว เนื่องจากไม่อยากให้รายละเอียดใดๆกับผู้สื่อข่าว โดยมี นายทหารพระธรรมนูญ พร้อมทนายความพาเดินทางเข้าพบ ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ และพนักงานสอบสวน ก่อนจะมีการเชิญบิดาและมารดาของผู้เสียหายขึ้นไปพูดคุย โดยคาดว่าน่าจะมีการตกลงกันในเบื้องต้นจนเป็นที่น่าพอใจแก่ทั้ง 2 ฝ่าย จึงได้แยกย้ายกันกลับ.“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/regional/371251

 

ชาวสวนยางเตรียมปลุกม็อบ ทนไม่ไหวราคาตก’3โลร้อย’

ชาวสวนยางเตรียมปลุกม็อบ ทนไม่ไหวราคาตก’3โลร้อย’ 
แกนนำเกษตรกรสวนยาง 17 จังหวัดภาคใต้ นัดเคลื่อนไหวหลายพื้นที่ ซัดรัฐไม่เหลียวแล ราคายางเหลือ 3 โลร้อย ยื่นคำขาด “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 ชดเชยราคา วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2559 เวลา 19:22 น.

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แกนนำเกษตรกรสวนยาง 17 จังหวัดภาคใต้ จะประชุมนัดแรกในวันที่ 5 ม.ค.นี้ โดยนัดรวมตัวที่สถาบันเกษตรกรหลายจังหวัด เช่น จ.ตรัง กระบี่ สุราษฎร์ธานี เพื่อวางแนวทางเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี แม้ขณะนี้เป็นช่วงปิดกรีดยาง แต่ราคายางแผ่นยังตกลงทุกวันเหลือ 30 กว่าบาทต่อกิโลกรัม น้ำยางดิบ ยางก้นถ้วย 25 บาทต่อกิโลกรัม หากไม่เร่งช่วยเหลือจะอยู่กันไม่รอด ตอนนี้ผูกคอตายไป 2 รายแล้ว คาดว่าช่วงเปิดกรีดเดือน เม.ย. -พ.ค. ราคาอาจลงมากไปกว่านี้ เพราะยางในโกดังรัฐบาลมีกว่า 4 แสนตัน ไม่ระบายออกไปเป็นตัวกดตลาดไว้ โดยจะสรุปข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาในวันที่ 12 ม.ค. ที่ จ.ตรัง ก่อนที่เกษตรกรสวนยางจะจมน้ำตายกันหมดทั้งประเทศ ในเบื้องต้นจะเสนอให้นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 ประกาศชดเชยราคาให้กิโลกรัมละ 50-60 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ในช่วงนี้

y_3449

“ราคาน้ำยางหน้าสวนลงไป 25 บาท ยางแผ่น 30 กว่าบาท ชาวสวนยางผูกคอตาย 2 คน ต่อไปจะเพิ่มขึ้น ส่วนชาวนาผูกคอตาย 16 คน ทั้งข้าวยางพังหมดเวลานี้ไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน อนาคตมืดมน เลวร้ายที่สุดในรอบ 100 ปี มันไม่เคยเจออย่างนี้ ข้าวแกงจานละ 40 บาท เกษตรกรจะอยู่อย่างไร ตอนนี้ต้องรวมตัวกันพูดคุยกับคนจนด้วยกัน ที่ผ่านมาเราหารือกันมาตลอดพูดกันตรง ๆ รัฐบาลไม่เห็นแก้ไข ไม่เคยเรียกเกษตรกรประชุม มีแต่ประชุมเฉพาะข้าราชการ แกนนำเกษตรกรไม่เคยเรียกคุย เป็นสไตล์ทหาร เขาเชื่อข้าราชการแก้ไขปัญหาได้ คราวก่อนสมัย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายก ฯ ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหายางพาราครบวงจรแบ่ง 6 คณะ ยังไม่ทันเรียกประชุมก็ถูกยุบมา ตั้งใหม่อีกคณะอ้างว่าข้าราชการเปลี่ยนย้ายต้องตั้งใหม่ แต่ยังไม่เรียกประชุม ซึ่งการแก้ไขทำได้จริงต้องฟังเกษตรกร แต่รัฐบาลนี้ไม่เคยลงมาฟังไม่รู้กลัวอะไรเกษตรกร”นายอุทัย กล่าว.“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/politics/371037

เปิดศึก ชิงเก้าอี้ “อธิการบดีจุฬาฯ” ถามใจคนใน? ใครจะค้ำชู “เสาหลักแผ่นดิน”

 

เปิดศึก ชิงเก้าอี้ “อธิการบดีจุฬาฯ” ถามใจคนใน? ใครจะค้ำชู “เสาหลักแผ่นดิน”
————
(ขนาดเลือกอธิการบดี ยังอ้าง “ค้ำชูเสาเหลัก”เลยรึ? อย่าโหนเพื่อให้ดูเป็นคนดีนักเลย ทำหน้าที่ให้ดีต่อไปก็พอ และสอนให้คนเป็นคนดี รู้จักคิด รู้จักแยกแยะ นั่นแหละ สถาบันการศึกษา)
————
ได้เวลาเปิดศึก เก้าอี้ อธิการบดี รั้วจามจุรี สีมชมพู อีกครั้ง เนื่องจาก “นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล” อธิการบดีจุฬาฯคนปัจจุบันกำลังจะหมดวาระลง
.
บทบาท ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกจับตามองมาโดยตลอด และ ในฐานะ “เสาหลักของแผ่นดิน” ที่ได้กำหนดเป็น“วิสัยทัศน์” ที่ชาวจุฬาฯ จะร่วมกันใช้กำหนดทิศทางการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย ระหว่างปี 2555 – 2559 (ที่มา :http://www.chula.ac.th/about/pillar)
.
จึงทำให้การสรรหา อธิการบดี คนใหม่ ถูกจับตามองจากสังคม ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
.
ข้อบังคับจุฬาฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาอธิการบดี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ระบุให้มีคณะกรรมการสรรหา 7 คน โดยสภามหาวิทยาลัยจะคัดเลือกมาจากผู้แทนคณาจารย์ ผู้แทนผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ นายกสมาคมนิสิตเก่าโดยตำแหน่ง ประธานสภาคณาจารย์โดยตำแหน่ง และบุคคลภายนอก ส่วนผู้ที่เป็นประธานนั้นจะคัดเลือกจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภาจุฬาฯ
.
ล่าสุด วันที่ 11 พ.ย. ที่จะถึงนี้ มหาวิทยาลัย จะได้จัดให้มีการลงคะแนนในรอบแรก แล้ว โดยให้ข้าราชการตั้งแต่ซี 3 ขึ้นไป รวมถึงคณาจารย์ และ บุคลากรสายปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย ระดับไม่ต่ำกว่า P7 หรือเทียบเท่า ทำการเสนอชื่อผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ไม่เกิน 3 ชื่อ
.
โดยหลังจากที่มีการนับคะแนนแล้ว คณะกรรมการดำเนินการขอรับความคิดเห็นฯ สภาคณาจารย์ จะนำรายชื่อของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อสูงสุด6 อันดับแรก แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน6คน มาเรียงลำดับตัวอักษร และ เข้าสู่ขั้นตอน การแสดงวิสัยทัศน์ในสัปดาห์ถัดไป
.
โดยกำหนดให้การแสดงวิสัยทัศน์ เริ่มในวันที่ 19 พ.ย. จากนั้น จึงเป็นการลงคะแนนรอบสองในวันที่ 23 พ.ย. โดยเป็นบุคลากรกลุ่มเดิม (ในรอบแรก) มาตรวจผลงานซ้ำอีกทีว่า หลังแสดงวิสัยทัศน์แล้ว ให้เลือกรายชื่อบุคคลได้เพียง 1 ชื่อ เท่านั้น เพื่อเสนอเป็นอธิการบดี
.
จากนั้น คณะกรรมการดำเนินการขอรับความคิดเห็นฯ สภาคณาจารย์ นับคะแนนทั้งหมด รอบนี้เสนอชื่อผู้ที่ได้คะแนน3ลำดับแรก ซึ่งเป็นการเสนอในนามสภาคณาจารย์ ต่อคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีต่อไป
.
สำหรับ “นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล” ซึ่งกำลังจะหมดวาระอธิการบดีนั้น ปัจจุบันยังคงควบเก้าอี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายหลังมีการเข้าควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
.
ท่ามกลางกระแสความผันผวนของการเมือง และ พยายามโหยหาทางออก จากวังวนความขัดแย้ง ปฏิเสธไม่ได้ ว่า มหาวิทยาลัย เป็นพื้นที่ทางวิชาการ ที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ต่อการให้ความรู้ และก่อร่างสร้าง พื้นที่อิสระ เพื่อให้ประชาชน เข้าถึง ความรู้ ความจริง มากที่สุด
.
และแน่นอน “เสาหลักของแผ่นดิน” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงอยู่ในโฟกัสมากเป็นพิเศษ เพราะบทบาท ทั้งในแวดวงวิชาการ สังคม มีอิมแพคสูงมาก ต่อความท้าทาย และ การเปลี่ยนแปลง ในหลายสถานการณ์
.
อธิการบดี จึง มีบทบาทสูง และสำคัญ ต่อเสาหลักนี้มาก เพราะจะต้อง ประคอง ค้ำยัน และ ชู ให้บทบาทเหล่านั้น เห็นชัดเจน ต่อ ตำแหน่ง แห่งที่ ที่สั่งสมมา
.
จึงอาจพูดในเชิงตั้งคำถามได้ว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเป็นอย่างไรในขณะที่สังคมต้องการองค์ความรู้ สำหรับประเทศที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงปฏิรูป
.
ชาวจุฬาฯ ต้องการอธิการบดีที่ใส่ใจทั้งคุณภาพงานวิชาการและคุณภาพชีวิตประชาชนที่มีอยู่หลากหลายกลุ่มอย่างแท้จริง หรือต้องการอธิการบดีที่สามารถทำงานสนองนโยบายผู้นำประเทศได้ดีเท่านั้น
.
คำตอบ ของคำถามนี้ จึงวิสัชนา ได้เพียงอย่างเดียว ด้วยการถามใจ คนใน ที่มีสิทธิเลือก ว่า จะอยากเห็นทิศทางของมหาวิทยาลัย แบบไหน และ จะตัดสินใจ นำตนเอง “เลือก” ใครที่มีความเหมาะสม มานั่งเก้าอี้ อธิการบดี นั่นเอง.

ฮิวแมนไรท์วอช ยื่นรายงานสถานการณ์ไทย ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็น

(22 ก.ย.58) เว็บไซต์ฮิวแมนไรท์ วอช ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย เพื่อนำเสนอเป็นรายงานทบทวนสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนของประเทศต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council — HRC) ภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR)

รายงานฉบับนี้ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ 1.อำนาจที่กว้างขวางและไร้การตรวจสอบของรัฐบาลคสช. 2.การเซ็นเซอร์และห้ามใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมตัวและชุมนุมอย่างสันติ 3. การกักกันในที่ลับและโดยพลการ และการใช้ศาลทหาร 3.การปราศจากความรับผิดต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง 4. ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  5. บังคับให้บุคคลสูญหาย(อุ้มหาย) 6.ผู้ลี้ภัยและแรงงานอพยพ  7. นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม และ8. การละเมิดสิทธิในสงครามปราบปรามยาเสพติด

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวไม่เพียงรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังเสนอแนวทางให้กับประเทศไทย อาทิ ยกเลิกใช้ มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ,รัฐบาลต้องกำหนดเวลาที่ชัดเจนเพื่อคืนประชาธิปไตยกลับสู่ประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและเป็นธรรม,ยุติการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมอย่างสันติด้วยการใช้มาตรา 44 ในรธน.ชั่วคราว พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และมาตรา 112 และ 116 ในประมวลกฎหมายอาญา ,การสร้างความมั่นใจว่ายุทธวิธีที่จัดการปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ เป็นไปตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรม ,ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยทันที โดยทีต้องปรับกฎหมายที่จำเป็นและมาตราการอื่นเพื่อสอดคล้องกับเงื่อนไขทั้งหมดก่อนให้สัตยาบัน เป็นต้น

ทั้งนี้ นายสุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์ วอช ประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า การยื่นรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ ภายใต้กลไก Universal Periodic Review จะจัดทำทุก 5 ปี โดยล่าสุดคือเมื่อปี 2554 และจะครบกำหนดในปี 2559 โดยรัฐบาลไทยจะต้องจัดทำรายงานเพื่อเสนอไปยังคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯภายในปีนี้เช่นเดียวกัน กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่จัดทำรายงานสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อขึ้นเป็นแนวทางให้สมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ตั้งคำถามต่อคณะผู้แทนประเทศไทยและพร้อมกันนั้นก็เป็นแนวทางให้ประเทศไทยปรับปรุงแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับพันธะด้านสิทธิมนุษยชนตามกติการะหว่างประเทศด้วย

ประเทศไทยได้เข้าสู่การทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนมาแล้วหนึ่งครั้งในปีพ.ศ. 2553 (2010) และมีประเทศต่างๆ ทั่วโลก 193 ประเทศก็เข้าสู่กระบวนการ UPR แล้ว ทาง HRC จะจัดประชุม 3 ครั้งต่อปี ดังนั้นประเทศต่าง ๆ จะต้องเข้าสู่กระบวนการ UPR โดยเฉลี่ยทุก 4 ปี ในครั้งหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการ UPR อีกครั้งในการประชุมครั้งที่ 25 เดือนเมษายน- พฤษภาคม 2559 (2016)
source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1442932343

ตามไปดู”แม่หลวงกุ้ง”อดีตผญบ.สาวสวย เปลี่ยนลุกส์เป็นสาวบิ๊กไบก์เต็มตัว (คลิป)

หากจำกันได้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีข่าวของผู้ใหญ่บ้านคนสวยดังกระหึ่มในโลกออนไลน์ น.ส.สุพัตรวี อยู่แพทย์ หรือแม่หลวงกุ้ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.หนองหอย อ เมืองเชียงใหม่ ซึ่งโด่งดังมาก และถูกเชิญตัวไปออกทีวีหลายต่อหลายช่อง

แต่ต่อมาไม่นาน แม่หลวงกุ้งก็เปิดใจกับข่าวสดออนไลน์ ว่าได้ลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 แล้ว โดยสาเหตุของการลาออกนั้น มาจากปัญหาการเมืองท้องถิ่นที่กดดันและบีบคั้นกลั่นแกล้งมาตลอด


ล่าสุดเฟซบุ๊ค แม่หลวงกุ้งแฟนเพจ ได้เปิดเผยชีวิตของแม่หลวงกุ้งล่าสุดที่ผันตัวไปเป็นสาวบิ๊กไบก์ โดยแม่หลวงกุ้งยังให้สัมภาษณ์ นิตยสารนักเลงรถภาคเหนือ และเต๊นท์รถภูธร เปิดเผยถึงสาเหตุที่หันมาขี่บิ๊กไบค์ รวมทั้งรถบิ๊กไบค์คันโปรด

ขอบคุณคลิปจาก Wichettt Thamrungpitak

ขอบคุณภาพจาก  แม่หลวงกุ้ง Fanpage    และ นักเลงรถภาคเหนือ และเต๊นท์รถภูธร(นิตยสาร)

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1442900639

 

 

ระยอง-บ้านฉางอ่วมหนัก!! จมใต้บาดาล เร่งช่วยผู้ป่วยติดในบ้าน-รร.สั่งปิด นร.แทบจมน้ำ!!

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วงในพื้นที่ อ.บ้านฉาง-ห้วยโป่ง-มาบตาพุด และ จ.ระยอง อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 วัน ฤทธิ์พายุฝน หว่ามก๋อ ถล่ม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีน้ำป่าไหลหลากลงสู่ลำคลองต่างๆ ในพื้นที่ ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง-ห้วยโป่ง-มาบตาพุด น้ำท่วมเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนหลายร้อยหลังคาเรือน โรงเรียน และวัดต้องได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งปริมาณน้ำยังทะลักเข้าท่วมบนท้องถนนสายสุขุมวิท อ.บ้านฉาง เนินกระปรอก ห้วยโป่ง เทศบาลเมืองมาบตาพุด เขตเทศบาลนครระยอง และโรงเรียนระยองวิทย์มาบตาพุด โรงเรียนในพื้นที่ต้องปิดกะทันหัน

วันที่ 17 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพน้ำท่วมเอ่อล้นทะลักเป็นอย่างมากไหลบ่ามาจากเขาภูดร อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ไหลท่วมไปตามเส้นทางถนนสายหลักที่บริเวณหน้าห้างเทสโก้โลตัส ถนนสุขุมวิท ต.พลา อ.บ้านฉาง ส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาต และน้ำในลำคลองยังเอ่อเข้าท่วมทะลักบนถนนสายสระแก้ว-เขาคลอก-ชากหมาก ต.สำนักท้อน อ.บ้านฉาง โดยเฉพาะหมู่บ้านรามนุช เนินกระปรอก ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง และหมู่บ้านประชุมมิตร จนต้องปิดการจราจรเป็นบางช่วง เพราะการจราจรติดขัดมาก จึงต้องเปิดให้รถแล่นได้เพียงช่องทางเดียว และน้ำป่าเขาภูดร ได้ทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่มีบ้านเรือนดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน แล้วจำนวนมาก

โดยในขณะที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยพุทธธรรมธรรมสงเคราะห์บ้านฉาง และกู้ภัยมูลนิธิสยามร่วมใจปู่อินทร์ ได้ระดมกันช่วยเหลือประชาชนบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม ปรากฏว่า มีผู้ป่วยอยู่ภายในบ้านด้วย จึงต้องช่วยกันหาทางนำออกมาอย่างอยากลำบาก เพื่อส่ง รพ.บ้านบ้านและใกล้เคียง รวมทั้งผนึกกำลังยกพลมาปฏิบัติหน้าที่ อำนวยความสะดวกด้านการจราจรเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณถนนสุขุมวิท และเส้นทางจราจรต่างๆ ขณะที่ฝนยังคงถล่มลงมาเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าหยุดลง

สำหรับในพื้นที่ อ.เมือง จ.ระยอง บางแห่งพบว่า น้ำป่าไหลหลากล้นตะลิ่งทะลักไหลเข้าท่วมหมู่บ้านต่างๆ ในหมู่บ้าน ถ.หนองมะหาด ต.ทับมา ของจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งกะทะ และท่วมเป็นประจำทุกครั้งในเวลาที่พายุเข้าและฝนตกติดต่อกันไม่หยุด พื้นที่ ต.เนินพระ เส้นทางเข้าหมู่บ้านและ ถ.ข้างวัดกรอกยายชา ต.เนินพระ น้ำก็ไหลบ่าลงมาท่วมเส้นทางดังกล่าวการสัญจรถูกตัดขาดจากโลกภายนอกบ้านเรือนประชาชนริมลำคลองถูกน้ำท่วม ต้องขนย้ายสิ่งของไปเก็บไว้ที่ปลอดภัยกันอย่าง โกลาหล ขณะที่หน่วยงานราชการต่างๆ บางแห่งเทศบาลอำเภอก็ส่ง จนท.บรรเทาสาธารณภัยออกไปช่วยแล้ว

www_6979

ทั้งนี้จากอิทธิพลของพายุ หว่ามก๋อ ยังคงส่งผลทำให้ฝนตกหนักมากในพื้นที่จังหวัดระยองและใกล้เคียงอย่างไม่หยุด และตกตลอดคืนที่ผ่านมาส่งผลให้ริมคลองต่างๆ พบว่ามีระดับน้ำสูงขึ้นในหลายๆจุด คลองสายหลักน้ำที่ท่วมขังมีระดับสูงขึ้น โดยปริมาณฝนยังคงมีอย่างต่อเนื่องและชาวบ้านต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมเมืองที่จะเกิดขึ้นหากฝนไม่หยุดตก โดยได้มีการแชร์ภาพกระแสน้ำท่วมที่ไหลบ่ามาอย่างรุนแรง เพื่อเตือนภัยสำหรับผู้ใช้เส้นทางสุขุมวิท ตั้งแต่พัทยา บ้านฉาง มาบตาพุด และเข้าสู่ตัวเมืองระยอง เพื่อแจ้งเตือนสำหรับผู้ที่จะต้องใช้เส้นทางให้หลีกเลี่ยงการจราจรเส้นทางดังกล่าว

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1442472074

ด่วน! “ประวิตร โรจนพฤกษ์” ยื่นลาออก เนชั่น แล้ว ยืนยันจุดยืนยังคงเดิม

ด่วน! “ประวิตร โรจนพฤกษ์” ยื่นลาออก เนชั่น แล้ว ยืนยันจุดยืนยังคงเดิม
วัน ที่ 16 กันยายน นายประวิตร โรจนพฤกษ์ เปิดเผยกับมติชนออนไลน์ว่า ขณะนี้ตนได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น พนักงาน ตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวอาวุโส ในกลุ่มเครือเนชั่น แล้ว โดยจะมีผลในสิ้นเดือนกันยายนนี้

วัน ที่ 16 กันยายน นายประวิตร โรจนพฤกษ์ เปิดเผยกับมติชนออนไลน์ว่า ขณะนี้ตนได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น พนักงาน ตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวอาวุโส ในกลุ่มเครือเนชั่น แล้ว โดยจะมีผลในสิ้นเดือนกันยายนนี้

นาย ประวิตร กล่าวถึงเหตุผลที่ได้ยื่นลาออกในครั้งนี้ว่า เนื่องจากมีแรงกดดันจากหลายฝ่ายมายังผู้บริหาร ต่อประเด็นการทำหน้าที่ของตน ซึ่งไม่อยากเห็น เนชั่น ซึ่งเป็นเสมือนบ้านที่ตนเองรัก ต้องถูกเผา โดยยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับกระแสข่าว กรณีที่นายกนก รัตน์วงศ์สกุล เพื่อนร่วมวิชาชีพในเครือเดียวกันออกมาแสดงความคิดเห็นทางโซเชียลมีเดีย ถึงความไม่พอใจและกระเเสการจัดการตน พร้อมระบุว่า หากเป็นตนจะไม่ทำร้ายบ้านที่ตนรัก จะไม่นำเอาเรื่องราวออกไปพูดภายนอก ให้องค์กรต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์

ทั้ง นี้ นายประวิตร ยังยืนยัน ว่าจะยังคงมีอุดมการณ์ ความมุ่งมั่น ในสิ่งที่เป็นจุดยืนของตน และ จะขอเดินบนเส้นทางอาชีพการเป็นสื่อมวลชนที่ตนเองรักต่อไป แต่จะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องเป็นเรื่องของอนาคตต่อไป

source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1442396857

“ทั้งชีวิตพวกมึงดูแลกันเอง”

 

ทั้งชีวิตเราดูแล? แต่กล้องวงจรปิดที่มาจากเงินภาษีประชาชน ก่อนหน้านั้นพรรคเพื่อไทย นำโดย “จิรายุ ห่วงทรัพย์” ออกมาแฉการทำงานของ กทม. ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องกล้องวงจรปิด CCTV

มีภาพปรากฎ กล้องดัมมี่ กล้องปลอม บางอันมีแต่กล่อง บางอันมีกล้องจริง แต่ไม่ต่อสายไฟ ผู้ว่า กทม. “ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร” ก็ตอบโต้ว่า “ติดไว้ขู่โจร” งบประมาณดังกล่าวเป็นงบซื้อกล้องปลอม ไม่ใช่กล้องจริง ทำเอาคน กทม. รู้สึกดีใจที่มีความปลอดภัยมากขึ้น จาก “กล้องดัมมี่”

เลือกตั้งผู้ว่าต้นปี 2556 “สุขุมพันธ์” ก็พลิกกลับมาชนะเพื่อไทยได้อีกครั้ง ประกาศเลยว่า จะจัดการปัญหาเรื่องกล้องวงจรปิด ให้เป็นกล้องจริงให้หมด

วันนี้…เกิดเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ กทม. ออกมาบอกทันทีว่ากล้องไม่เสีย ส่งภาพไปให้ตำรวจแล้ว

แต่ ผบ.ตร. ออกมาบอกว่า ภาพที่ กทม. ส่งให้จากกล้องวงจรปิด ที่เป็นเส้นทางการหลบหนีของคนร้ายวางระเบิด จากกล้อง 20 ตัว กล้องเสียเกือบ 15 ตัว ทำให้หาตัวคนร้ายไม่ได้

นี่ไงครับ ผู้ว่า กทม. จากพรรคคนดี อยู่กรุงเทพฯ รู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสมกับสโลแกน “ทั้งชีวิตพวกมึงดูแลกันเอง” เอ้ย “ทั้งชีวิตเราดูแล” จริงๆ

ในเวลา 20.30 น. หลังพิธีสวดพระอภิธรรมจบลง นายวีระกานต์ ได้กล่าวผ่านไมโครโฟนว่า

ในเวลา 20.30 น. หลังพิธีสวดพระอภิธรรมจบลง นายวีระกานต์ ได้กล่าวผ่านไมโครโฟนว่า

“ในงานศพอย่างนี้เจ้าภาพมีคำกล่าวที่เหมาะสมเพียงสองคำ คำแรกคือขอบคุณ คำที่สองคือขออภัย ขอบคุณเพราะได้พบเห็นน้ำใจท่านทั้งหลายหลั่งไหลมาด้วยจิตเปี่ยมกุศล มีเมตตากรุณาต่อครอบครัวผมและสิงห์ ลูกชายผู้ล่วงลับ แม้ลำบากเพียงใด ฝนตก รถติด ก็อุตส่าห์มากันอย่างเนืองแน่น

“ส่วนที่ต้องขออภัยก็อย่างที่เห็นคือสถานที่คับแคบ ไม่สามารถต้อนรับทุกคนได้ ผมไม่อาจไปขอบคุณท่านด้วยตัวเอง หลายท่านยืนเปียกฝน เมื่อคืนศิลปินมีชื่อเสียงหลายคนมายืนกรำฝนฟังสวด เป็นเหตุให้ผมซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็เกินความสามารถที่จะแก้ปัญหา

“ตอนนี้การสวดจบแล้ว หลานท่านคงทยอยกลับ ผมขอให้ท่านโปรดทราบว่าจิตใจของผมทั้งครอบครัวเป็นห่วง และปรารถนาจะกล่าวขอบคุณ พร้อมกับตั้งจิตอันเป็นกุศลขอให้ทุกท่านอย่าได้ประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ในชีวิตท่านและครอบครัวของท่าน มันเกิดกับผมแล้วก็ให้เกิดไป

“แต่อย่าเกิดกับผู้มีจิตใจดีต่อศิลปินที่ลืมตาดูโลกไม่นานและทำอาชีพศิลปินไม่นาน แต่เสียงเพลงพอดึงดูดให้ท่านทั้งหลายเลื่อมใสและรักเขา ขอให้ท่านเดินทางกลับด้วยความปลอดภัยทุกท่าน พรุ่งนี้ฌาปนกิจแล้ว อันเป็นการทำลายสรีระตามธรรมเนียม ท่านใดมีความเมตตาจะส่งจิตและกายของลูกผมก็เชิญตามสะดวก”

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1438603444

(แฟ้มภาพ)