ระทึก!! เศรษฐีพันล้านสมุทรสาครตรวจการก่อสร้างบ้านหรู คานถล่มทับร่างโคม่า

ระทึก!! เศรษฐีพันล้านสมุทรสาครตรวจการก่อสร้างบ้านหรู คานถล่มทับร่างโคม่า

 เมื่อเวลาประมาณ 14.20 น. วันที่ 14 ก.พ. พ.ต.ต.ปาณเดชา มะโนเลิศ ร้อยเวร สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้รับแจ้งเหตุมีโครงสร้างบ้าน 3 ชั้น ในพื้นที่หมู่ 6 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มลงมา มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน โดยหนึ่งในนั้นมีผู้ถูกคานปูนหักลงมาทับร่าง ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงได้รีบประสานเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร และหน่วยกู้ชีพวิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนลสมุทรสาคร ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกับช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
 เมื่อไปถึงเบื้องต้นได้ให้การช่วยเหลือนายชานนท์ลุนอุบลอายุ26 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่แขน เป็นลูกชายเจ้าของบ้าน อีกคนคือ นายจีระศักดิ์ จิระประยุต อายุ 50 ปี อยู่แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างได้รับบาดเจ็บศีรษะแตกเล็กน้อย และคนสุดท้ายคือ นายบุญมาก ลุนอุบล อายุ 55 ปี อยู่ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว ถูกคานปูนที่เพิ่งเทเสร็จใหม่ๆ หักหล่นมาทับร่างจนสลบไม่ได้สติ และร่างกายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
 ทั้งนี้เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้รีบช่วยนำร่างนายบุญมาก ลงมาจากตัวอาคารบ้านชั้นที่ 3 แล้วทำการปั๊มหัวใจให้การปฐมพยาบาลในเบื้องต้นก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลวิชัยเวชฯ สมุทรสาคร ซึ่งขณะนี้อาการก็ยังอยู่ในขั้นโคม่าแพทย์กำลังให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่
 จากการสอบถามนายจีระศักดิ์จิระประยุตผู้รับเหมาก่อสร้างเล่าว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านขนาดใหญ่ 3 ชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 100 ไร่ มีมูลค่าของการรับเหมาก่อสร้างกว่า 20 ล้านบาท และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างมาแล้วประมาณ 6 เดือน โดยในวันนี้ได้ทำการเทพื้นปูนซึ่งทำไปได้แล้ว 60 เปอร์เซ็นต์ ก่อนเกิดเหตุมีคนงานกำลังทำงานอยู่ประมาณ 20 คน

 โดยนายบุญมากลุนอุบล เจ้าของบ้าน และ นายชานนท์ ลุนอุบล ลูกชายเจ้าของบ้านได้ขึ้นมาดูแลความเรียบร้อยในการเทปูนตรงที่จะทำเป็นระเบียงหน้าบ้านชั้นที่ 3 ซึ่งขณะนั้นเองก็ปรากฎว่าตัวอาคารด้านหน้าตรงที่เป็นระเบียงได้ถล่มลงมา ทำให้นายบุญมากที่ยืนอยู่ในระยะอันตราย หนีไม่ทัน ถูกคานปูนที่เพิ่งเทเสร็จใหม่ๆ หักหล่นลงมาทับร่างจนสลบ ส่วนลูกชายของนายบุญมาก ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่แขน และตนเองที่ยืนอยู่ด้วยกันก็ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตกเล็กน้อย
 ขณะที่สาเหตุของตัวโครงสร้างบ้านที่ถล่มลงมานั้นนายจีระศักดิ์ผู้รับเหมาบอกว่า น่าจะเกิดจากนั่งร้านเหล็กที่ทำไว้รองรับการเทปูนตัวอาคารระเบียงหน้าบ้านเกิดการทรุดตัว เมื่อนั่งร้านที่เป็นเหล็กหักโค้งงอก็ทำให้โครงสร้างไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว จึงได้ทรุดตัวลงตามไปด้วย และได้เหนี่ยวเอาเสาปูนตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่จะทำเป็นบริเวณระเบียงหน้าบ้านชั้น 3 ถล่มลงมา จนทำให้นายบุญมาก เจ้าของบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนคนงานคนอื่นๆ จากการตรวจสอบแล้ว ปลอดภัยหมดทุกคน
 นายวิจักขณ์ ชินโคตรพงษ์ นายอำเภอเมืองสมุทรสาคร ซึ่งได้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุ ได้สั่งการให้นายสิริบูรณ์ ทองบางเกาะ นายก อบต.ท่าทราย อ.เมืองสมุทรสาคร ทำเขตกั้นพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเขตอันตรายทันที เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาในบริเวณดังกล่าว ส่วนนายสิริบูรณ์ ทองบางเกาะ นายก อบต.ท่าทราย ก็จะได้สั่งการให้วิศวกรฯ ผู้ชำนาญการขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย เข้าตรวจพิสูจน์โครงสร้างบ้านหลังดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 16 ก.พ.นี้ เพื่อสรุปหาสาเหตุที่ชัดเจน
 สำหรับนายบุญมาก ลุนอุบล ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น นับเป็นผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่รายหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร เป็นมหาเศรษฐี 1,000 ล้าน เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าส่งออกจำหน่ายในประเทศลาว และยังมีโรงเหล็กเป็นของตนเอง มีธุรกิจอื่นๆ อีกหลายอย่าง โดยนายบุญมาก จะต้องมาควบคุมดูแลการก่อสร้างบ้านหลังนี้ทุกวัน เนื่องจากต้องการให้บ้านของตนเองและครอบครัวออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ สวยงาม และมั่นคงแข็งแรง
 ขณะที่ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้ควบคุมตัวนายจีระศักดิ์จิระประยุตผู้รับเหมาก่อสร้างไปสอบสวนอีกทั้ง ยังจะได้ให้เจ้าหน้าที่จากกองวิทยาการและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้าตรวจสอบ เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน ก่อนที่จะดำเนินคดีกับผู้รับเหมาตามกฎหมายต่อไป

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU16a3hNelk1TWc9PQ%3D

 

“พระพยอม” ชำแหละวงการสงฆ์ ใครทำลายผ้าเหลือง?

zz_1404x911

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาวงการพระสงฆ์ไทยมีเรื่องอื้อฉาวหลายกรณี ลบความศรัทธาในสายตาของชาวพุทธลงอย่างน่าใจหาย  ไม่ว่าจะเป็นกาย วาจา และพฤติกรรมของผู้ห่มผ้าเหลือง ถูกทำลายจนหมดสิ้นจากพระบางกลุ่มเพียงเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ใช่การสืบทอดพระพุทธศาสนา

เพียงสัปดาห์เดียว ปรากฎข่าวคาวใหญ่ๆ ในวงการสงฆ์ ถึง 2 เหตุการณ์ คือ พระเกษม อาจิณณสีโล หัวหน้าสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์ เสพเมถุน และ การปลด พระพรหมสุธี ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เนื่องจากมีข้อเคลือบแคลงเรื่องการใช้เงิน จัดงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จเกี่ยวฯ 67 ล้านบาท

ยังไม่นับการลุกฮือของชาวบ้าน 500 คน ขับไล่เจ้าอาวาส ณ วัดแห่งหนึ่ง ที่ จ.อุบลราชธานี

พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์เมื่อไม่นานมานี้   เสนอแนวทางการปฏิรูปศาสนาให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงใน 3 ด้าน 1.การคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาบวช โดยที่ไม่คำนึงว่าพระที่มาบวชจะเข้ามาทำนุบำรุงหรือเข้ามาทำลายศาสนา “บวชง่ายสึกยาก แต่เขาก็ทำลายเราง่าย” ซึ่งทำให้ศาสนาแย่ลงไปทุกวัน  สู้มีนักบวชน้อย แต่มีคุณภาพมีคุณธรรม ดีกว่ามีนักบวชจำนวนมาก แต่ไร้คุณธรรม ไร้ประโยชน์ ต้องคำนึงจุดนี้ให้ดี

2.อยากให้ช่วยกันจัดการพวกพระนอกรีตให้จริงจัง อย่างพระทำผิดรุนแรงไปแอบเสพเมถุนกับสีกา แล้วจับสึกอย่างเดียวคงไม่พอ  สุดท้ายคนพวกนี้กลับมาบวชได้อีกเหมือนเดิม  ควรมีการลงโทษกับกลุ่มพระเหล่านี้  หรือจับติดคุกปรับให้เข็ดหลาบสมกับความผิด

3.การทำนุบำรุงศาสนา งบประมาณที่ให้แต่ละวัดต้องดูว่าวัดใดทำประโยชน์อะไรบ้าง  ถ้าไม่เกิดคุณประโยชน์ก็เสมือนไปส่งเสริมกิเลส  เพียงแค่เขียนรายงานเก่ง ทำแบบฟอร์มมาดี  แต่วัดที่เข้าทำงานกันจริงเขาเขียนแบบฟอร์มกันไม่เป็นไม่มีคนส่งเรื่องกลับไม่ได้อะไรเลย และตอนนี้ควรมีเงินอุปถัมภ์ด้านงานศีลธรรม โดยเฉพาะการจัดค่ายศีลธรรมส่งเสริมเด็กๆเข้าวัดมากขึ้น

พระพยอม ย้อนปัญหาความเสื่อมถอยในวงการพระสงฆ์ ว่า สังคมเรามันเปลี่ยนไปมาก วัดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว ทำให้การเข้าถึงของกลุ่มคนชั่วแพร่กระจายไปตามวัด  เพราะสังคมเป็นยังไงวัดก็เป็นแบบนั้น  ภาพปัญหาที่ผ่านมาความประพฤติของพระสงฆ์คือจุดเริ่มต้นของปัญหา อย่างพระที่บิณฑบาตทำไมชอบแต่จะรับบาตรบริเวณตลาดอย่างเดียว ทั้งที่จริงพระควรเดินโปรดสัตว์ไปทั่วทุกที่ไม่ใช่นั่งรออยู่เพียงจุดเดียวเท่านั้น

“อย่างพระตุ๊ดก็ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสนา  การแก้ไขหากสำนักพระพุทธศาสนาส่งคนเข้าไปฝังตัวตามวัดจะเห็นเลยว่ามีพระพวกนี้อยู่จำนวนมากจนถึงระดับเจ้าอาวาส  ร่วมถึงพวก พระเสพเมถุนก็สึกไป ทำไมต้องอยู่ในผ้าเหลือง มันดูน่าเกลียด ปรับโทษให้แรงกว่านี้ อย่าปล่อยให้พวกนี้ลอยนวลออกไปทำผิดทางศาสนาอีก ต้องเพิ่มโทษ กำหนดโทษชัดเจน ถึงจะเป็นการคุ้มครองศาสนาได้จริง ไม่งั้นศาสนาจะถูกย่ำยีเช่นนี้”เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ระบุ

พระพยอม กล่าวอีกว่า ปัญหาทางพระพุทธศาสนามันฝังลึกมานาน ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาไม่มีความจริงจังแม้แต่น้อย กฎหมายดีกับพวกคนชั่วเกินไป อย่างพวก “สมีชั่ว” หากเป็นการลงโทษในอดีตพระรูปไหนทำผิดจะถูกสักหน้าว่า “สมี” ตีตราบาปติดตัวไปตลอด  เพราะขนาดอยู่ในผ้าเหลืองยังทำผิด  เดี๋ยวนี้คนสึกไปแล้วก็กลับมาทำลายศาสนาเช่นเดิม  เพราะไม่มีคนติดตามพฤติกรรมคนเหล่านี้  ทั้งยังมีการตั้งแก๊งหลอกพระ จ่ายเงินเลื่อนสมณศักดิ์  “ซึ่งจริงแล้วกฎหมายมันไม่ได้แย่หรอก แต่คนใช้กฎหมายมันระยำเสียเอง”

อย่างไรก็ตาม พระพยอม  มองด้วยว่า คนไทยเป็นสไตล์แบบ “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” ชอบถือภาษิต ดูดายไม่เปลืองตัว ซึ่งมันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ที่มากกว่าสิ่งอื่นคือผู้ครองตนเป็นพระ กลับถือครองทรัพย์สินเงินทองมากมาย นับว่าไม่ควรอย่างยิ่ง  บางวัดได้งบประมาณเป็นพันล้านแต่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ กลับเก็บเข้าบัญชีไว้

“อย่างวัดสวนแก้วจะไม่ให้พระเก็บเงิน   แต่รับเงินได้ห้ามเก็บและส่งกองกลาง  หากพระรูปไหนป่วยหรือต้องการใช้อะไรก็สามารถมาเบิกได้  แต่ห้ามกำเงินเก็บ ถ้าวัดทราบว่าพระรูปใดเก็บเงินจะเชิญให้ไปอยู่ที่อื่น ซึ่งมันเป็นข้อตกลงของวัดนี้ ในอนาคตหากสามารถกำหนดได้ว่าพระควรมีเงินเท่าไหร่ได้ หรือเหมือนรัฐมนตรีที่สามารถให้ตรวจสอบได้  พระต้องแสดงทรัพย์สินความโปร่งใส  โดยแจงทรัพย์สินอย่างตอนเป็นเจ้าอาวาสมีทรัพย์สินเท่าไหร่  ถ้าเป็นไป 10 ปี จะมีเงินเท่าเดิมไหม ถ้าเท่าเดิมถือว่าพระรูปนี้ใช้ได้ไม่สะสม  แต่ถ้ารวยผิดปกติก็ต้องมีมาตรการจัดการ  เพราะเมื่อมาบวชแล้วจะรวยไปเพื่ออะไร  ส่วนวัดไหนที่มีรายได้มาก ควรแบ่งปันให้กับวัดที่ทำงานแต่ไม่มีรายได้”พระพยอม กล่าว

พระพยอม กล่าวต่อไปอีกว่า วัดสวนแก้วทำหนังสือการ์ตูนแจกเด็กที่มาวัดต่อปีหมดค่าใช้จ่ายกว่า 4 ล้านบาท แต่ไม่มีรัฐบาลไหนส่งงบประมาณสนับสนุน หรือวัดไหนมีแนวทางการฟื้นฟูศีลธรรมอย่างจริงจังควรสนับสนุน  รวมถึงให้พระแต่ละวัดแสดงวิสัยทัศน์เลยว่ามีอะไรบ้าง   ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดหมู่บ้านศีล 5 และให้งบอุปถัมภ์บำรุง ไม่ใช่ให้แต่ละวัดเท่าๆกัน   ซึ่งบางวัดไม่ได้ทำคุณประโยชน์อะไรไม่คุ้มค่างบประมาณ บางวัดนำงบประมาณไปร้องเล่นเต้นรำ ซึ่งไม่ใช่เนื้อหนังของศาสนาอย่างแท้จริง  ถ้าเป็นอาตมาเงินน้อยช่างมัน แต่ขอให้มีบารมี  แต่ถ้ามีเงินมากแล้วรีบสร้างบารมีไม่ใช่เอาไปเก็บไว้ในบัญชี  เหมือนอย่างที่เป็นข่าวพระมีเงินเป็นพันล้าน  ตรงนี้คือการปฏิรูปที่ลึกซึ้งที่สุด

“อยู่ดีๆมีเงินไหลเข้ามาทุกวัน แต่เงินไหลเข้ามาทำพระโง่หรือเปล่า พระนอนกอดกากเงิน ซึ่งเงินที่เขาเอามาบริจาคเป็นทิพย์ เขาเปลี่ยนเงินกากมาเป็นทิพย์  แล้วพระมานอนกอดกาก เขาเปลี่ยนมาเป็นบุญแล้ว  แต่ถ้าหากพระส่งต่อผ่านเป็นสะพาน เช่น ส่งเงินให้คนจน สร้างรายได้ให้คนขาดรายได้  ฯลฯ ไม่ใช่พระมานั่งเก็บเงินทอง”

พระพยอม  กล่าวด้วยว่า อาตมายึดคำสอน ของหลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว ที่บอกว่า “ตายแล้วจะไม่มีเงินติดย่ามแม้แต่บาทเดียว”  แต่เดี๋ยวนี้พระกลับมีบัญชีส่วนตัวซึ่งไม่ควร  มันเป็นเรื่องสวนทางกับศาสนาจริงแล้วพระต้องจนคนต้องรวย กลับกันพระดันรวยแต่คนกลับจนแล้วศาสนาจะอยู่ได้อย่างไร

“ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่มีใครสู้ประชาชนได้  เพราะถ้าประชาชนเห็นพระประพฤติไม่ดีผิดหลักศาสนา ควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาไม่สนับสนุน ล้อเลียน ห้ามปราบ  อยากให้ญาติโยมฝ่ายคฤหัสถ์พยายามเรียนรู้ธรรมะให้มากกว่าการทำบุญ ทำความเข้าใจในด้านวิธีการให้มากกว่าพิธีการ  อย่ามัวทำพุทธพิธีพุทธอ้อนวอนมากกว่าวิธีปฏิบัติที่ทำให้ทุกข์ดับลง เพราะคนไทยตอนนี้เป็นพุทธพิธีและพุทธอ้อนวอนมากเกินไป”พระพยอม กล่าว

 

Source : posttoday

 

‘หมอลักษณ์’ โพสต์FB เซ็งบินดีเลย์ เหตุโชว์ผาดโผน

zz_1170

มีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ เมื่ออาจารย์และโหรฯ ชื่อดังอย่าง หมอลักษณ์ เรขานิเทศ ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เผยให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินดอนเมือง ที่มีจำนวนผู้โดยสารตกค้างเป็นจำนวนมาก โดยระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการจัดกิจกรรมวันเด็กและความบกพร่องในการเตรียมรับมือของสายการบินดัง

หมอลักษณ์ เรขานิเทศ หรือ อาจารย์ลักษณ์ ฟันธง ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก โหรฟันธง ลักษณ์ เรขานิเทศ เผยให้เห็นผู้โดยสารหลายพันคน ยืนรอขึ้นเครื่องบินโดยสาร ท่ามกลางความล่าช้าของหลายๆ เที่ยวบิน

“อัปยศ สายการบินทุกสายดีเลย์ เกิน 3 ชั่วโมง จากประกาศของสายการบินนกแอร์ สาเหตุมาจากการที่กองทัพอากาศจัดการแสดงบินผาดโผนในกิจกรรมวันเด็ก เหตุผลแบบนี้ มีคำถามว่า…

1. ทำไมกองทัพมีกิจกรรมที่ส่งผลเสียหายต่อระบบการบินแบบนี้ บางสายการบินยังไม่มีคำตอบว่าจะดีเลย์ไปกี่ชั่วโมง ให้สายการบินมากล่าวอ้าง ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารมากมายหลายพันคน

2. ทำไมไม่วางแผนหรือมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางจะได้วางแผนเดินทางล่วงหน้า

3. การย้ายการขึ้นเครื่องจากประตูหนึ่งไปอีกประตูหนึ่ง ระยะทางไกลและมีการเดินขึ้นลงบันได ส่งผลกระทบต่อคนสูงวัย พระคุณเจ้า และบางจุดยืนรอนั่งรอแออัด จนแทบไม่มีอากาศหายใจ

หากกิจกรรมดังกล่าวของกองทัพอากาศส่งผลกระทบต่อระบบการบิน และต้องมีการแสดงกิจกรรมทุกปีของกองทัพ ทำไมไม่วางแผนประกาศประชาสัมพันธ์ให้ดี”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากข้อความดังกล่าวถูกแชร์ส่งต่อกันในโลกออนไลน์ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เชื่อว่าทางกองทัพอากาศน่าจะแจ้งให้สายการบินทราบ เพื่อความปลอดภัยอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปัญหาน่าจะอยู่ที่การประชาสัมพันธ์และการจัดการของสายการบินต่างๆ มากกว่า จนกลายเป็นปัญหาเที่ยวบินดีเลย์และผู้โดยสารตกค้างเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ หมอลักษณ์ ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตนเองต้องขึ้นบิน เวลา 11.40 น. แต่ก็มีการประกาศเที่ยวบินดีเลย์ออกไปเรื่อยๆ ประมาณ 3-4 ชั่วโมง อีกทั้งยังแจ้งเปลี่ยนจุดขึ้นเครื่อง ท่ามกลางผู้โดยสารที่ตกค้างเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายไพฑูรย์ ได้โพสต์ข้อความอีกครั้งโดยระบุว่า กราบขอบคุณ ทุกๆ ท่าน อัปยศชัดเจนแล้วใครคือตัวจริง ขอบคุณข้อมูลข่าวสารที่มาแลกเปลี่ยนด้วยสุภาพชน ผมไม่ได้ชี้ชัดในคำถามว่าใคร กองทัพอากาศ หรือสายการบิน สุดท้ายคำตอบที่ชัดเจนทั้งข้อมูลและเรื่องราวทั้งหมดที่แสดง ผมไม่ได้ปฏิเสธ ไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมในวันเด็กครับ แต่เรื่องการบิน อันเกี่ยวข้องกับ สายการบิน ในการให้ข้อมูลสำหรับผู้โดยสาร และจากนี้จะมีการตื่นตัว เพื่อการวางแผนการเดินทางของประชาชน อันมีความจำเป็นแตกต่างกันไป ผมและทุกๆคนได้เห็นอารมณ์ สันดานดิบของคนหลากหลาย ที่มาโพสต์ในหน้าเฟซบุ๊กแฟนเพจผม การมาซุกซ่อนแอบมองและรอเวลา ด่ากราด ชัดเจนดีครับ ขอบคุณครับผมจะได้บริหารจัดการได้ถูกคน ใครที่เป็นสาธุชนจะทราบถึงเจตนา คำว่าอัปยศแรงครับ แต่จะนำไปสู่การบริหารธุรกิจของสายการบิน ที่ก็จะได้รู้ว่า ควรจะทำอย่างไร ในหนทางที่เหมาะสม ขอบคุณครับสำหรับทุกๆคอมเม้น ผมไม่มีปัญหาละครับ เดินทางถึงเชียงใหม่ ปลอดภัย และไปปฏิบัติหน้าที่ เพื่อบุญกิริยาที่จะส่งต่อให้สาธุชนได้ร่วมอนุโมทนาบุญ
สุขสันต์วันเด็กครับ

 

 

ซาบซึ้งกษัตริย์”จิกมี”ทรงช่วยส่งศพสาวที่พลัดตกเหวภูฏานกลับไทย

zz_428

 ค่ำวันที่ 4 ม.ค. สำหรับบรรยากาศงานศพนางนวรัตน์ บวรจิรภัทร์ หญิงไทยที่ประสบอุบัติเหตุพลัดตกเหวที่ภูฏาน ที่ศาลา 3 ชีวะธนรักษ์ วัดไพชยนต์พลเสพ ต.บางพึ่ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นพิธีสวดพระอภิธรรมศพเป็นคืนที่ 2 มีญาติพี่น้องและบุคคลที่รู้จักกับผู้ตายนำพวงหรีดมาร่วมแสดงความเสียใจ นอกจากนี้ โลงศพไม้ยังมีธงชาติประเทศภูฏานคลุมโลงศพผู้ตายด้วย ท่ามกลางญาติพี่น้องและเพื่อนมาร่วมแสดงความเสียใจเป็นจำนวนมาก
 นางสมพิศ มนัสวีระพร อายุ 50 ปี น้องสาวผู้ตาย กล่าวทั้งน้ำตาว่า พี่สาวเดินทางไปกับคณะทัวร์พร้อมกับเพื่อนๆ เพื่อไปเที่ยวพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอยืนยันว่าเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุเท่านั้น เนื่องจากจุดเกิดเหตุมีเพียงที่กั้นสูงแค่ 60 ซ.ม.เท่านั้น ส่วนที่สื่อมวลชนเสนอข่าวเรื่องถ่ายรูปเพื่อหาจุดวิวสวยๆ จนตกไปนั้น ขอยืนยันไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
 นางสมพิศกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กกล่าวหาพี่สาวว่ามัวแต่ถ่ายเซลฟี่จนเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเหวนั้น ขอชี้แจงว่าพี่สาวไม่ได้เป็นคนชอบถ่ายรูปตัวเอง ไม่ได้ใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กตลอดเวลา สาเหตุเกิดจากการลื่น ขณะที่พี่สาวอยู่ภูฏานก็ไม่ได้ส่งรูปมาให้ญาติที่เมืองไทยดูเลย เป็นนิสัยของพี่สาวที่ไม่ค่อยติดต่อสื่อสารทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กมาหาญาติที่เมืองไทย
 ส่วนนายวุฒิ บวรจิรภัทร์ อายุ 54 ปี สามีผู้ตาย กล่าวว่า มีลูกด้วยกันทั้งหมด 4 คน เป็นชาย 3 คน และหญิง 1 คน ทราบว่าภรรยาเกิดอุบัติเหตุเวลา 13.00 น. ตามเวลาประเทศภูฏาน ศพมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ครอบครัวและญาติซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์ภูฏาน ที่ทรงช่วยดำเนินการนำศพภรรยากลับมาเมืองไทยอย่างมีเกียรติ โดยทางการภูฏานตกแต่งศพภรรยาพร้อมสวมชุดประจำชาติภูฏาน และใช้ธงชาติของภูฏานคลุมศพกลับมาที่เมืองไทยด้วย กำหนดสวดอภิธรรมศพ 7 วัน และประชุมเพลิงวันที่ 10 ม.ค.

 

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1ETTNOemt5Tmc9PQ%3D%3D

 

ช่างภาพไทยโชว์ผลงานถ่ายอัลบั้มแฟนสาวประเภทสอง-ชี้สังคมไม่ควรเหยียดเพศ

 เว็บไซต์ HuffingtonPost.com ของอังกฤษเผยผลงานของนายศุภกร ศรีสกุล ช่างภาพชาวไทย ที่บันทึกเรื่องราวของแฟนตัวเอง ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง และเรียกร้องสังคม ไม่ควรเหยียดเพศ
 …เพราะทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมหัศจรรย์อย่าง”กล้องถ่ายรูป” ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านอุปกรณ์บันทึกความทรงจำชิ้นนี้ และภาพถ่ายบางภาพ อาจเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นเรื่องราวในชีวิตของใครหลายๆคนได้ดี ซึ่งแม้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นอาจจะแปลก หรือผิดแผกแตกต่างออกไปจากสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีในชีวิตประจำวัน แต่มันก็ควรค่าแก่การจดจำ
 สำหรับช่างภาพชาวไทยอย่างนายศุภกรศรีสกุล กล้องถ่ายรูปก็คงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจดบันทึกเรื่องราวชีวิตที่ขาดไม่ได้เลยเหมือนกัน เพราะเขาได้ถ่ายภาพแฟนของตัวเอง ซึ่งที่จริงแล้วเป็นชายแปลงเพศไว้กองเท่าภูเขา นอกจากนี้ยังมีภาพเพื่อนๆของเธออีก 4 คนที่เป็นสาวประเภทสองเหมือนกันด้วย โดยทั้งหมดนี้ทำงานอยู่แถวๆย่านนานา
 ปกติแล้วอาจจะมีสังคมบางส่วนที่ยังเหยียดหยามและมีอคติต่อผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศอยู่ ในขณะที่นายศุภกรกลับถ่ายภาพบันทึกวิถีชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น เพื่อสะท้อนให้สังคมเห็นว่า ทั้งหมดนี้ก็เป็นคนเหมือนกัน
 “ผมเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขานะผมเลยแค่อยากถ่ายทอดมุมมองที่ปราศจากอคติเกี่ยวกับวิถีชีวิตของพวกเขาให้ดู” ศิลปินหนุ่มกล่าวในอีเมล์ที่ส่งไปให้เว็บไซต์ HuffingtonPost ก่อนจะพรรณาข้อความประกอบรูปภาพเหล่านั้นต่อว่า “พวกเขาก็เหมือนคนอื่นๆในสังคม ที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ มีคลายเครียดบ้างอะไรบ้าง ไปเยี่ยมครอบครัวที่ต่างจังหวัด พวกเขามีความรู้สึก หัวเราะได้ร้องไห้เป็น ไม่ต่างจากพวกเรา”
 นายศุภกรอัพโหลดภาพทั้งหมดลงเว็บไซต์Behance ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่คนจะเอาภาพถ่ายผลงานของตัวเองมาแชร์กัน โดยเขาตั้งชื่อผลงานชุดนี้ว่า “ภาพวิถีชีวิตของแฟนสาวผมและเหล่าสหายของเธอ”
 ภาพ ทั้งหมดไม่ได้ถ่ายทอดถึงขนาดว่าไปเก็บตกเอาชีวิตส่วนตัวของเหล่าสาวสองมาทุก ซอกทุกมุมเพียงแต่จะติดเรทหน่อยเพราะมีบางภาพที่นายศุภกรไปถ่ายตรง “มุมลับ” มา เช่น หน้าอก (ที่ผ่านการศัลยกรรมแล้ว) หรืออวัยวะเพศ (ที่ผ่านการแปลงแล้ว) เป็นต้น ซึ่งดูแล้วก็เหมือนผู้หญิงแท้ไม่มีผิดเพี้ยน
 “ผมไม่เห็นว่าพวกเขาจะผิดแผกจากคนอื่นๆตรงไหนสมควรแล้วหรือที่พวกเขาต้องถูกสังคมเหยียดหยามอย่างรุนแรงแบบนี้?”นายศุภกรถามทิ้งท้าย
source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1ESTJPVEE0TWc9PQ%3D%3D

 

เจษฎา ฝากตัน ทำดินโป่งเทียม ทำให้ถูกต้องด้วย

zz_189

หลังจากเสี่ยตันประกาศถอดใจ บอกว่าจะเอาเกลือสี่สิบตันไปทำโป่งดินให้สัตว์กิน
ก็มีคำเตือนจากจารย์เจษฎาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าการทำโป่งดิน ไม่ใช่แค่เอาเกลือไปราดๆแล้วจะได้โป่งเลยนะครับ มันต้องผสมเกลือแร่ที่จำเป็นต่อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมด้วย

“ฝากคุณตัน จะทำดินโป่งเทียม ขอให้ทำให้ถูกต้องด้วย”
เห็นข่าวคุณตัน “ถอดใจแจงผ่านเฟซบุ๊ก ประกาศยกเลิกงานโชว์หิมะเทียมที่เชียงใหม่ จัดถึงแค่วันที่ 3 ม.ค. หลังถูกท้วงติงเรื่องเกลือใช้ทำหิมะปลอมจะกระทบสิ่งแวดล้อม จนเกิดการทบทวนเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ ขอนำเกลือทั้งหมดไปเป็น”ดินโป่ง”ให้สัตว์ป่า พร้อมกล่าวขอโทษผู้ที่จะเข้าชมงาน…”
… ผมล่ะเกิดความกังวลในทีมงานมืออาชีพของคุณตัน (หรือท่านอื่นๆ ) จะเข้าใจผิดเรื่องการทำโป่งเทียม ว่าแค่เอาเกลือแกงไปคลุกดินให้สัตว์กิน ก็เสร็จแล้ว
แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันมีอะไรต้องทำเยอะกว่านั้น อย่างเช่น การใช้ก้อนแร่ธาตุต่างๆ สำหรับสัตว์ ไม่ใช่ก้อนเกลือแกงโซเดียมคลอไรด์ (ซึ่่งเอามาแค่ผสมให้สัตว์กินไม่มากเท่าไหร่ แค่ดึงดูดสัตว์เข้ามากิน … สัตว์กินมากไป กลายเป็นป่วยไปอีก) …. อยากให้ลองฟังคลิปนี้โดย “หมอล็อต นายสัตว์แพทย์ภัทรพล มณีอ่อน” ที่กำลังแนะนำผู้มาร่วมกิจกรรมทำโป่งเทียมให้สัตว์ป่าที่อุทยานแห่งชาติเขา ใหญ่ ว่าทำอย่างไรจึงจะถูกวิธี และได้ประโยชน์ต่อตัวสัตว์ป่าอย่างแท้จริง ไม่งั้นจะกลายเป็นภัยแก่สัตว์ซะอีก … ลองฟังดูครับ จากเพจ http://feelthai.blogspot.com/

“สร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ป่า ไม่ใช่เอาอาหารไปแจกให้สัตว์กิน” หมอล็อต
https://www.youtube.com/watch?v=h0WPSmFqono#t=37

ที่มา https://www.facebook.com/jessada.denduangboripant/posts/574607969336508

บรรยากาศการจัดงานเคาท์ดาวน์รับปีใหม่ 2558 จากทุกมุมโลก

 zz_192
  ธรรมเนียมของทั่วโลกที่ช่วงรอยต่อระหว่างปีเก่าและปีใหม่ ทุกประเทศก็จะมีการจัดงานฉลองและเคาท์ดาวน์สู่ปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา และเป็นเทศกาลที่ทั่วโลกต่างรอคอย ขอทางTvpoolonline ขอนำภาพบรรยากาศการจัดงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ 2558 ที่จัดขึ้นทั่วโลกมาให้ชมกันว่าจะสวยงดงามแค่ไหนไปดูกันดีกว่า…
zz_190 zz_191 zz_192 zz_193 zz_194 zz_195 zz_196 zz_197 zz_198 zz_199 zz_200 zz_201 zz_202 zz_203 zz_204 zz_205 zz_206 zz_207 zz_208 zz_209 zz_210 zz_211 zz_212 zz_213 zz_214 zz_215 zz_216 zz_217 zz_218

ก็ไม่มีไรมากอ่ะ แค่ขับรถตกเหว ทำไรไม่ถูก ถ่ายคลิปดีกว่า (มีคลิป)

zz_174

เป็นคลิปเหตุการณ์ที่เจ้า ของรถซีอาร์วีประสบอุบัติเหตุขับรถเสียหลักพุ่งลงเขา แต่เจ้าตัวทำอะไรไม่ถูกเลยหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปสภาพรถ ซึ่งไถลลงเหวข้างทางประมาณ 50 เมตร อย่างไรก็ตาม ในคลิปดังกล่าวระบุว่าไม่มีคนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

ขอบคุณ:Social Clip

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1ERTNOVEExTnc9PQ%3D%3D

 

ชาวบ้านแห่แชร์ภาพ “มือปริศนาจับขาผู้ป่วย”

zz_172

ชาวบ้านแห่แชร์ภาพ “มือปริศนาจับขาผู้ป่วย” – ด้านนายอำเภอ แนะเลิกเชื่อสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้

ภาพมือปริศนาจับขาผู้ป่วย ในระหว่างนายอำเภอคง จ.นครราชสีมา และ รอง ผกก. ฯ เยี่ยม สอบถามอาการ
เมื่อช่วงสายวันนี้ (2 มกราคม) ในเครือข่าย “ไลน์” ของชาวบ้านในหลายอำเภอในจ.นครราชสีมา ได้แชร์ภาพนายอำนวย ปองนาน นายอำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ในขณะเยี่ยมอาการป่วย นายพล  ถือขุนทด อายุ 53 ปี อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส. ) ประจำที่ว่าการ อ.คง ซึ่งนอนพักรักษาตัวโรคเส้นเลือดในสมองตีบนานร่วม 2 เดือน อยู่ที่เตียงผู้ป่วย หมายเลข 12 โรงพยาบาลคง ปรากฏมือปริศนาจับขา อส.พล จึงเกิดเครื่องหมายคำถามและวิพากษ์ วิจารณ์ต่างๆ นานา ส่วนหนึ่งเชื่อในสิ่งลี้ลับ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ อ้างเป็นเจ้ากรรม นายเวร ของชาติปางก่อน ที่ยังตามอาฆาตอยู่
นายอำนวย นายอำเภอคง เปิดเผยว่า เมื่อช่วงสายของวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา หลังเสร็จภารกิจร่วมทำบุญตักบาตรกับบรรดาหัวหน้าส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่แล้ว ตนและคณะนายกกิ่งกาชาด อ.คง ได้เดินทางมามอบผ้าห่มให้ผู้ป่วยจำนวน 30 ราย ที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.คง ซึ่งต้องกระจายเยี่ยมผู้ป่วยในแต่ละเตียง ขณะนั้นมีกล้องของผู้ที่เดินทางมาด้วยได้ถ่ายภาพหลายมุม จนกระทั่งช่วงเช้าก่อนออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจประจำวัน ได้ตรวจดูภาพถ่ายจำนวนนับร้อยภาพ เพื่อคัดเลือกเก็บไว้
โดยกล้องของนายพีรภัทธ อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นลูกชาย ใช้ไอแพด ถ่ายเก็บไว้ พบภาพปริศนาดังกล่าว ซึ่งมีตนและ พ.ต.ท สุรัตน์  หงส์ชู รอง ผกก.สส. สภ.คง อ.คง กำลังเยี่ยมและพูดคุยสอบถามอาการป่วย อส.พล ฯ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ แต่ภาพอื่นๆ ที่ถ่ายไว้ กลับไม่มีสิ่งใดผิดปกติ นายอำนวย ฯ ได้สอบถามลูกชาย ยืนยันไม่ได้ตกแต่งภาพ โดยไม่มีเหตุผลที่จะสร้างภาพปริศนาขึ้นมา เพราะไม่มีเวลาและไม่ต้องการมีชื่อเสียงในทางนี้ ส่วนมือปริศนาจะเป็นสิ่งลี้ลับอะไรนั้น ตำแหน่งนายอำเภอ ต้องทำเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้าน ไม่เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ ใครจะนำไปตีความเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล แต่ต้องอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1ERTNOek0xTUE9PQ%3D%3D

 

ประกาศเลื่อนเปิดประชาคมอาเซียน เป็น 31 ธ.ค. 58

ประกาศเลื่อนเปิดประชาคมอาเซียน เป็น 31 ธ.ค. 58

ประกาศเลื่อนเปิดเออีซีออกไปอีก 12 เดือน เป็นวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 แทน เหตุข้อตกลงหลาย ๆ อย่างยังไม่สามารถตกลงกันได้

ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 21 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น ทางผู้นำชาติอาเซียน มีการตัดสินใจประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) หรือเออีซี ออกไปอีก 12 เดือน จากเดิมต้องเปิดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นเปิดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 แทน

สำหรับสาเหตุที่ต้องเลื่อนเปิดเออีซีออกไปนั้น เป็นเพราะข้อตกลงและขั้นตอนต่าง ๆ อีกหลายขั้นตอน ยังไม่สามารถตกลงกันได้ เช่น เรื่องการตรวจลงตรา ภาษีอาการสินค้า กฎระเบียบว่าด้วยการลงทุนระหว่างกัน เป็นต้น แม้ว่าการดำเนินการของประเทศต่าง ๆ ตามพิมพ์เขียว จะคืบหน้าไปพอสมควรแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้นำของบางประเทศ ก็ยังมีความกังวลอยู่ว่า หากเปิดเออีซี อาจจะทำให้ประเทศได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาต่าง ๆ ที่มีลักษณะการข้ามชาติ (transnational problem) รวมถึงยังเหลือความท้าทายอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการให้แล้วเสร็จก่อนเปิดเอ อีซี ดังนั้นผู้นำอาเซียนจึงเห็นพ้องต้องกันว่า ควรเลื่อนเปิดเออีซีออกไปก่อนจะดีที่สุด