7 จังหวัดภาคใต้รับฝนตกหนักอีก 22-25 ม.ค.นี้

7 จังหวัดภาคใต้รับฝนตกหนักอีก 22-25 ม.ค.นี้

ปภ.เผยน้ำท่วมภาคใต้ตั้งแต่ ธ.ค. 2559 ประชาชนได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด รวม 122 อำเภอ 755 ตำบล 5,812 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 563,616 ครัวเรือน 1,725,714 คน ผู้เสียชีวิต 80 ราย วันที่ 22-25 ม.ค. ฝนตกหนักอีก 7 จังหวัด
ที่มาภาพ: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
21 ม.ค. 2560 สำนักข่าวไทย รายงานว่านายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงปัจจุบัน ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด รวม 122 อำเภอ 755 ตำบล 5,812 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 563,616 ครัวเรือน 1,725,714 คน ผู้เสียชีวิต 80 ราย ผู้สูญหาย 4 ราย ถนน 4,314 จุด คอสะพาน 348 แห่ง ท่อระบายน้ำ 243 แห่ง ฝาย 126 แห่ง อ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง สถานที่ราชการเสียหาย 25 แห่ง  โรงเรียน 2,336 แห่ง โดยล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายอยู่ระหว่างการฟื้นฟู 5 จังหวัด ได้แก่ ระนอง นราธิวาส ปัตตานี กระบี่ และตรัง และยังมี 7 จังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมบางพื้นที่  ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง ยะลา ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา รวม 27 อำเภอ 133 ตำบล 861 หมู่บ้าน
“จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทย วันนี้ (21ม.ค.) จะมีฝนหนักถึงหนักมากบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จากความกดอากาศสูงกำลังค่อนข่างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนวันที่ 22-25 มกราคม 2560 จะมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส” อธิบดีปภ. กล่าว
นายฉัตรชัย กล่าวว่า ปภ.ได้เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยประจำจุดเสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที
หลายจังหวัดภาคใต้น้ำยังท่วมหนั
ที่มาภาพ: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
วันเดียวกันนี้ (21 ม.ค.) สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่าฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอด 4 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง1.55 เมตร ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก 9 ชุมชน จำนวน 800 ครัวเรือน รวม 2,553 คน ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น และจนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคมเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ยังคงออกประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยอพยพไปอยู่ที่ศูนย์อพยพผู้ประสบอุทกภัยโรงเรียนเทศบาล 4 และโรงเรียนเทศบาล 1 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมอพยพออกมาจากบ้าน ทำให้มีเพียง 7 ครัวเรือนรวม 24 คนเท่านั้นที่อพยพออกไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
ด้านนายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนราธิวาส กล่าวว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำโก-ลกในห้วงนี้จะเพิ่มสูงขึ้นชั่วโมงละ 2 เซนติเมตร และคาดว่าจะมีระดับสูงสุดที่ประมาณ 1.80 เมตรแล้วจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณฝนจะลดลงแม้จะมีฝนตกต่อเนื่องต่อไปจนถึงวันที่ 25 มกราคมนี้ สำหรับการระบายน้ำออกจากพื้นที่ยังใช้การระบายน้ำทางธรรมชาติที่น้ำในแม่น้ำโก-ลกจะไหลลงสู่ที่ต่ำในพื้นที่อำเภอตากใบแล้วไหลลงสู่ทะเล แต่จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการในส่วนของประตูระบายน้ำในพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำทะเลที่หนุนสูงไหลเข้ามาสมทบ
ที่จังหวัดสงขลา หลังจากที่เกิดฝนตกต่อเนื่องกันระยะนี้ทำให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำเป็นรอบที่ 4 เช่นที่บ้านแลแบง หมู่ที่ 1 ตำบลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย น้ำป่าจากเทือกเขาสันกาลาคีรีได้ไหลลงมาเข้าท่วมตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (21 ม.ค. 60) และได้มีการอพยพชาวบ้านออกจากหมู่บ้านแล้ว 36 ครัวเรือน จำนวน 202 คน ไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวภายในศาลาประชาคมอำเภอสะบ้าย้อย
นอกจากนี้ น้ำยังได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ภายในเขตเทศบาลตำบลสะบ้าย้อยบางส่วน โดยเฉพาะเส้นทางสายสะบ้าย้อย-บ้านโหนด น้ำท่วมสูงประมาณ 50 เมตร และสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วงเนื่องจากยังมีน้ำหนุนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับในพื้นที่ 4 อำเภอริมทะเลสาบสงขลา ขณะนี้ บางพื้นที่เริ่มถูกน้ำจากทะเลสาบสงขลาหนุนเข้าท่วมซ้ำอีกครั้ง เช่นในพื้นที่อำเภอกระแสสินธุ์ หลายชุมชนระดับน้ำสูงขึ้น และอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง
ส่วนสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตอำเภอเมืองยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ตำบลสะเตงนอก ซอยปะจูรง ซอย 6 ผังเมือง 4 ชุมชนหลังวัดตรีมิตร ยังคงมีน้ำท่วมขัง เนื่องจากปริมาณน้ำที่สะสมจากฝนตกหนัก และคูระบายน้ำออกไม่ทัน อยู่ประมาณ 20-30 เซนติเมตร โดยลดลงจากเมื่อวานนี้ ส่วนที่ชุมชนวิฑูรอุทิศ 10 เทศบาลนครยะลา ได้เร่งนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำออกจากถนนที่มีน้ำท่วมขัง จนลดลงเกือบเป็นปกติ ขณะที่ ถนนเส้นทางไปยังชุมชนบ้านเปาะยานิ ยังคงมีน้ำท่วมขังสูง เจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นเส้นทางไม่ให้รถสัญจรไป-มา เนื่องจากพื้นที่บ้านเปาะยานิ เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ประกอบกับเป็นพื้นที่รับน้ำจากบึงแบเมาะ ซึ่งมีปริมาณน้ำล้นตลิ่งเนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้ยังมีน้ำท่วมขังสูงกว่า 50 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่รอบเขตเมืองยะลา ซึ่งติดริมแม่น้ำปัตตานี น้ำยังคงล้นเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน
ขณะที่ นายกาส เส็นโต๊ะเย็บ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดยะลา ได้รายงานสถานการณ์หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดยะลา ว่าในส่วนของพื้นที่อำเภอเมืองยะลา มีพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน 5 ตำบล 30 หมู่บ้าน ประชาชนเดือดร้อน 720 ครัวเรือน 2,882 คน อพยพ 32 ครัวเรือน 150 คน ถนน 3 สาย (สามารถสัญจรได้) สะพาน 1 แห่ง ฝาย 1 แห่ง พื้นที่การเกษตร 566 ไร่ บ่อปลา 2 บ่อ ประกอบด้วย ตำบลพร่อน หมู่ที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 จำนวน 290 ครัวเรือน 1,450 คน ตำบลสะเตงนอก หมู่ที่ 1 , 3 , 4 , 6 , 7 , 9 , 10 , 12 , 13 จำนวน 44 ครัวเรือน 176 คน ตำบลลำใหม่ หมู่ที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 , 7 จำนวน 106 ครัวเรือน 304 คน ตำบลยุโป หมู่ที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 จำนวน 280 ครัวเรือน 952 คน ตำบลท่าสาป หมู่ที่ 3 (น้ำกัดเซาะแนวริมเขื่อนแม่น้ำปัตตานี) โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนแล้ว
ส่วนแนวโน้มสถานการณ์มีฝนตกต่อเนื่อง มีน้ำท่วมขังในที่ลุ่มพื้นที่ตำบลพร่อน อำเภอเมืองยะลา ระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรี เริ่มเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ใกล้แม่น้ำ และคาดว่าจะขยายวงกว้างในพื้นที่ใกล้เคียง มีการแจ้งเตือนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันทางชลประทานยะลา ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเขื่อนเก็บน้ำชลประทานปัตตานี ให้แจ้งเตือนประชาชนท้ายเขื่อน อำเภอเมือง อำเภอหนองจิก อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เตรียมขนย้ายสิ่งของไว้ในที่สูง เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำปัตตานี ที่ไหลมาจากอำเภอบันนังสตา อำเภอกรงปินัง และอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีมวลน้ำปริมาณมากจากปริมาณฝนตกสะสม จึงอาจจะทำให้มวลน้ำดังกล่าวไหลไปสมทบกับปริมาณน้ำในเขื่อนปัตตานี และจะไหลลงสู่ปลายน้ำที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสูงในพื้นที่ริมแม่น้ำปัตตานี จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากสื่อและการแจ้งเตือนจากทางจังหวัดในทุกระยะ
ขณะที่ เขื่อนบางลางจังหวัดยะลา ยังคงสามารถรับน้ำได้อีกถึง 600 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนบางลางแต่อย่างใด

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ชาวชุมชนป้อมมหากาฬทวงความคืบหน้าตั้งกรรมการพหุภาคี ขอให้ กทม.หยุดไล่รื้อชุมชน

ชาวชุมชนป้อมมหากาฬทวงความคืบหน้าตั้งกรรมการพหุภาคี ขอให้ กทม.หยุดไล่รื้อชุมชน

Posted: 24 Sep 2016 03:22 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ชาวบ้านชุมชนป้อมพระกาฬ ทวงความคืบหน้าตั้งกรรมการพหุภาคี แก้ปัญหาไล่รื้อชุมชนหลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทำจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีขอให้หยุดไล่รื้อโดยด่วนทันที หลังมีกระแสข่าวว่า กทม. จะนำกำลังเข้ารื้อระหว่าง 27 -30 ก.ย. อีกครั้ง
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพประชาไท
เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่าเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2559 ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ. ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ในนามกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูเมือง จำนวน 20 คน นำโดยนางภารนี สวัสดิรักษ์ เครือข่ายประชาสังคมและนักวิชาการเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูเมือง ได้เดินทางมาติดตามเรื่องการยื่นข้อเรียกร้องต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคีเพื่อแก้ไขปัญหา และอนุรักษ์พัฒนา ชุมชนป้อมมหากาฬ ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนในสังคม เช่น ภาคราชการ ภาคชุมชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและภาควิชาการ เพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาชุมชนป้อมมหากาฬ
นายวิสุทธิ์ ฉัตรานุฉัตร ผอ.ส่วนนิติการศูนย์บริการประชาชน ชี้แจงว่าขณะนี้ทางศูนย์บริการประชาชน (ศบช.) เสนอไปยัง มล.ปนัดดา ดิสกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงนามรับทราบและได้ส่งเรื่องถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมแล้ว และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งตัวแทนกลุ่มฯ ได้ขอให้ระหว่างการรอพิจารณาของ พล.อ.ประวิตรนั้น ให้สั่งการไปยัง กทม. ชะลอการไล่รื้อถอนชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ออกไปก่อนเพื่อรอการตั้งคณะกรรมการพหุภาคี
ตัวแทนชุมชนป้อมพระกาฬ ยังได้ทำจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีระบุว่าขอให้หยุดและรับงานไล่รื้อชุมชนป้อมพระกาฬโดยด่วนทันที เนื่องจากขณะนี้ชาวบ้านชุมชนป้อมพระกาฬเดือดร้อนอย่างมากเพราะในวันที่ 27 -30 ก.ย.ได้รับแจ้งว่า กทม.จะใช้กำลังพลอย่างมาก เข้ารื้อย้ายชุมชนอีกครั้ง และจะให้หมดทั้งชุมชนภายในเดือน พ.ย. ของปีนี้ ทำให้ประชาชนในชุมชนอยู่ในขั้นวิกฤติ คิดมากไม่เป็นอันทำมาหากิน
นอกจากนี้ กทม.แจ้งว่าบ้านที่จะรื้อนั้นไม่มีคนอยู่ ซึ่งความจริงแล้วมีคนอยู่ทั้งสิ้น และการยินยอมให้รื้อก็เป็นการถูกขู่บังคับต่างๆนานา จึงอยากขอให้รัฐบาลช่วยจัดตั้งกรรมการพหุภาคีแก้ไขปัญหาโดยด่วนอีกทั้งให้สั่งการเป็นรายลักษณ์อักษร หรือหยุดการไล่รื้อชุมนโดยด่วนทุกรูปแบบ พร้อมทั้งขอให้รัฐบาล เป็นประธานการพูดคุยแก้ไขปัญหาโดยด่วนด้วย

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปิดฉากพาราลิมปิก ไทยคว้า 18 เหรียญ สูงสุดในประวัติศาสตร์ไทย

2016-09-25_195413

ปิดฉากพาราลิมปิก ไทยคว้า 18 เหรียญ สูงสุดในประวัติศาสตร์ไทย

Posted: 24 Sep 2016 07:51 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

จบแล้วพาราลิมปิกเกมส์ 2016 ที่ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ไทยคว้า 6 ทอง 6 เงิน 6 ทองแดงสูงสุดในประวัติศาสตร์ ด้านตั๊น จิตภัสร์ ส่งจดหมายเรียกร้องประยุทธ์หนุนเงินนักกีฬาพิการเท่านักกีฬาโอลิมปิก หลังพบเงินอัดฉีดน้อยกว่า


(ที่มาภาพ: เพจเฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์ พก. )

24 ก.ย. 2559 ประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) รายงานผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ตัวแทนนักกีฬาพาราลิมปิกได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.), คณะผู้บริหาร, ข้าราชการ พร้อมด้วยผู้บริหารจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย และประชาชนชาวไทยมาร่วมให้กำลังใจและต้อนรับกันอย่างหนาแน่น หลังปิดฉากพาราลิมปิกเกมส์ 2016 ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิลไปแล้ว ณ สนาม มาราคานา สเตเดียม ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 19 ก.ย. ตามเวลาไทย

ในการแข่งขันครั้งนี้ ตัวแทนนักกีฬาไทยคว้าเหรียญรางวัลทั้งหมด 18 เหรียญแบ่งเป็น 6 เหรียญทอง 6 เหรียญเงินและ 6 เหรียญทองแดง รั้งอันดับ 23 ในตารางพาราลิมปิกเกมส์ ซึ่งนับว่าสูงสุดในประวัติการณ์พาราลิมปิกไทย

นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้มีทั้งหมด 46 คน ประกอบไปด้วย 10 ชนิดกีฬาได้แก่ กรีฑาแบบลู่-ลาน, ว่ายน้ำ, ยิงธนู, ยิงปืน, เทเบิล เทนนิส, วีลแชร์เทนนิส, วีลแชร์ฟันดาบหญิง-ชาย, บอคเซีย, ยกน้ำหนักและยูโด


(ที่มาภาพ: เพจเฟซบุ๊ก Paralympic Thailand (Thai Para Athletes))

เหรียญทองทั้ง 6 เหรียญมาจากหลายชนิดกีฬา โดยเหรียญแรกมาจากผลงานของ ประวัติ วะโฮรัมย์ จากการแข่งขันวีลแชร์ เรซซิ่ง 5,000 เมตรชาย, พงศกร แปยอ จากวีลแชร์ เรซซิ่ง 400 เมตรชาย, บอคเซีย ประเภททีมผสม บีซี 1-2, ประวัติ วะโฮรัมย์ วีลแชร์เรซซิ่ง 1,500 เมตร, พงศกร แปยอ วีลแชร์ 800 เมตรชายและจากบอคเซียประเภทบุคคล บีซี 2 โดย วัชรพล วงษา ตามลำดับ

ส่วนของเหรียญเงินเหรียญแรกนั้นได้จาก พงศกร แปยอ กีฬาวีลแชร์ เรซซิ่ง 100 เมตรชาย ตามมาด้วยสายสุนีย์ จ๊ะนะนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบเอเป้, หาญฤชัย เนตรศิริ นักกีฬากีฬายิงธนู, สายชล คนเจน จากกีฬา วีลแชร์ เรซซิ่ง 800 เมตรชาย , บอคเซียประเภทบุคคล วรวุฒิ แสงอำภา และ วีลแชร์ เรซซิ่ง ผลัด 4×400 เมตรชาย รวมทั้งสิ้น 6 เหรียญตามลำดับ

สำหรับเหรียญทองแดง รุ่งโรจน์ ไทยนิยม คว้าเหรียญรางวัลแรกจากกีฬาเทเบิล เทนนิส ในประเภทชายเดี่ยวคลาส 6 ตามมาด้วยทีมบอคเซียประเภททีม บีซี 4ได้แก่ นวลจันทร์ พลศิลา, พรโชค ลาภเย็น และเฉลิมพล ตันบุตร, พิชญา คูรัตนศิริ จากกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง 1,500 เมตรชาย คลาสที 52, พรโชค ลาภเย็น จากกีฬาบอคเซีย, ยุทธจักร กลิ่นบานชื่น และ อนุรักษ์ ลาววงษ์ จากการแข่งขันเทเบิลเทนนิสคู่ และสายชล คนเจน จากกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง 1,500 เมตรชาย ที 54 ตามลำดับ


โจนาธาน บาสตอส
(ที่มาภาพ” เพจเฟซบุ๊ก Paralympic Thailand (Thai Para Athletes))


ภาพบรรยากาศพิธีปิดพาราลิมปิกเกมส์ 2016
(ที่มาภาพ: เพจเฟซบุ๊ก Paralympic Thailand (Thai Para Athletes) )

ในพิธีปิดมีการแสดงจากนักดนตรีซึ่งไม่มีแขนมาตั้งแต่กำเนิด โดยเขาใช้เท้าเล่นเครื่องดนตรี จากนั้น ริคาร์ดินโญ สตาร์ฟุตบอล 5 คน ชุดเหรียญทอง ก็ได้ทำหน้าที่ถือธงชาติบราซิล เดินลงสู่สนาม ทั้งนี้ ได้มีการร่วมไว้อาลัยแก่ บาห์มัน โกลบาร์เนซาด นักกีฬาชาวอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตขณะแข่งขันเมื่อวันเสาร์ที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ในประเภทกีฬาจักรยาน C4-5 แต่กลับพลัดตกจากรถ ทำให้ศีรษะกระแทกกับหินอย่างรุนแรง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

คลิปวีดีโอพิธีปิดการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิก 2016

อย่างไรก็ดี หลังจากตัวแทนนักกีฬาเดินทางกลับได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเงินอัดฉีดนักกีฬาที่ได้น้อยกว่านักกีฬาโอลิมปิก โดยเว็บไซต์ผู้จัดการ  รายงานว่า จิตภัสร์ กฤดากร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผลักดันเงินสนับสนุนนักกีฬาคนพิการในกีฬาพาราลิมปิกเทียบเท่านักกีฬาโอลิมปิก โดยมีศิลปิน ดารา คนในแวดวงสังคม ช่วยแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย ในส่วนเนื้อหาจดหมายระบุไว้บางตอนว่า “เงินอัดฉีดและรางวัลสนับสนุนนักกีฬาพาราลิมปิกเกมส์จากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาตินั้น ยังมีความเหลื่อมล้ำและมีสัดส่วนที่ไม่เท่าเทียมกัน เมื่อเปรียบเทียบกับนักกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ทั้งที่นักกีฬาผู้พิการเหล่านั้น ล้วนทุ่มเท มุ่งมั่น ตั้งใจฝึกซ้อม และลงแข่งขันด้วยน้ำใจนักกีฬาในฐานะตัวแทนของประเทศไทย อันสมควรแก่การได้รับการเกียรติ ยกย่อง เชิดชู รวมถึงได้รับการสนับสนุน เฉกเช่นเดียวกับนักกีฬาปกติทั่วไป

“ดิฉันจึงขอเป็นกระบอกเสียงแทนนักกีฬาผู้พิการและประชาชนผู้ที่เห็นพ้องกับ เรื่องดังกล่าว ขอเรียกร้องให้ทางรัฐบาล ผลักดันเงินอัดฉีดและรางวัลสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติของนัก กีฬาพาราลิมปิกเกมส์ให้สมเกียรติ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกับนักกีฬาโอลิมปิกเกมส์ โดยข้อมูลจากเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า ‘ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร’ นั้นระบุเม็ดเงินอัดฉีดจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ในส่วนของพาราลิมปิคเกมส์ เหรียญทอง 7.2 ล้านบาท เหรียญเงิน 4.8 ล้านบาท เหรียญ ทองแดง 3 ล้านบาท แต่โอลิมปิกเกมส์ เหรียญทอง 12 ล้านบาท เหรียญเงิน 7.2 ล้านบาท เหรียญทองแดง 4.8 ล้านบาท ซึ่งได้มากกว่าเกือบเท่าตัว”

นอกจากนี้ ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า บริษัทสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ยังได้มอบเงินอัดฉีดให้กับทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย โดยแบ่งเป็นเงินอัดฉีดพิเศษให้กับนักกีฬาที่คว้าเหรียญรางวัล เหรียญทอง 1 ล้านบาท, เหรียญเงิน 5 แสนบาท และเหรียญทองแดง 3 แสนบาท ซึ่งจากผลงานเหรียญทั้งหมดนั้น ทำให้เงินอัดฉีดมีมูลค่ากว่า 10,800,000 บาท อีกทั้งยังได้มอบเงินรางวัลให้กับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งหมด 84 คน อีกคนละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,360,000 บาท ทำให้ยอดรวมเงินรางวัลที่นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยได้รับไปในครั้งนี้เป็นเงิน 14,610,000 บาท

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘ที่นี่มีเด็กเจ็บตาย’ 4 องค์กรพล็อตจุดเกิดเหตุที่เด็กเป็นเหยื่อรณรงค์ปกป้องเด็กจากความรุนแรง

‘ที่นี่มีเด็กเจ็บตาย’ 4 องค์กรพล็อตจุดเกิดเหตุที่เด็กเป็นเหยื่อรณรงค์ปกป้องเด็กจากความรุนแรง

Posted: 24 Sep 2016 09:45 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

“ที่นี่มีเด็กเจ็บตาย” กลุ่มด้วยใจ กลุ่มบุหงารายอ กลุ่มเซากูนาและมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ลง 5 พื้นที่พล็อตจุดเกิดเหตุที่เด็กตกเป็นเหยื่อ จากหน้าสถานีรถไฟจะนะจนถึงโรงเรียนบ้านตาบา พร้อมรณรงค์ปกป้องเด็กจากความรุนแรง เรียกร้องผู้กระทำอย่าก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะเรียกร้องรัฐมีมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมากลุ่มด้วยใจพร้อมด้วยกลุ่มบุหงารายอกลุ่มเซากูน่า (Zauquna) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) ทำโครงการ “ปกป้องเด็ก ปกป้องอนาคตของพวกเรา” (Protect Children Protect our Future) เป็นการรณรงค์เพื่อปกป้องเด็กจากความความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อไม่ให้มีเด็กได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุไม่สงบอีกในอนาคต

กิจกรรมที่สำคัญคือการลงพื้นที่จุดเกิดเหตุที่มีเด็กได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงปีนี้ พร้อมอ่านรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อทุกคนได้ระลึกว่าที่นี่เคยเกิดเหตุที่ทำให้เด็กได้รับผลกระทบทั้งจากระเบิดและจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐรวม5 จุด ได้แก่

1. บริเวณหน้าสถานีรถไฟจะนะ อ.จะนะ จ.สงขลา ที่เคยเกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 ทำให้เด็กเสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บ 2 ราย

2. บริเวณข้างร้านขายของชำ หลังสถานีรถไฟตาแปด หมู่ที่ 5 ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลาที่เคยเกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่19 เมษายน 2559ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

3. บริเวณหน้าโรงแรมเซาเทิร์นวิว อ.เมือง จ.ปัตตานี ที่เกิดเหตุระเบิด2 ครั้งเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บ 2 ราย

4. บริเวณสี่แยกโรงแรมเก็นติ้ง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ที่เกิดเหตุตำรวจลาดตระเวนชายแดน(ตชด.) มีปฏิบัติการที่ทำให้เด็กเสียชีวิต 1 ราย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม2559

5. บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่เกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 6 กันยายน2559 ทำให้เด็กเสียชีวิต 1 ราย

นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ เปิดเผยว่าเป้าหมายของโครงการนี้เพื่อเรียกร้องให้ผู้กระทำความรุนแรงไม่ก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะหรือในพื้นที่ที่มีเด็กอาศัยอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง และเรียกร้องให้รัฐมีมาตรการคุ้มครองเด็กที่เข้มแข็งมากกว่านี้ เนื่องจากมาตรการที่มีอยู่ยังไม่สามารถปกป้องเด็กได้

“อนาคต กลุ่มด้วยใจและเครือข่ายจะยังคงขับเคลื่อนการรณรงค์ปกป้องเด็กในพื้นที่ต่อไปจนกว่าจะไม่มีเด็กเสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยจะคิดค้นกิจกรรมรูปแบบต่างๆมาใช้ในการรณรงค์” นางสาวอัญชนากล่าว

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปธ.มะบ๊ะต๊ะแจงเพจโพสต์รูป ‘มอร์แกน ฟรีแมน’ ไม่ใช่ของกลุ่ม-แถมกังวลกมธ.รัฐยะไข่ รู้ไม่จริง

ปธ.มะบ๊ะต๊ะแจงเพจโพสต์รูป ‘มอร์แกน ฟรีแมน’ ไม่ใช่ของกลุ่ม-แถมกังวลกมธ.รัฐยะไข่ รู้ไม่จริง

Posted: 02 Sep 2016 05:26 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

พระภัททันตะ ติโลกะ ภิวังสา ประธานกลุ่มมะบ๊ะต๊ะ ชี้แจงว่าเพจที่โพสต์ต่อต้าน ‘โคฟี อันนัน’ ที่จะมาเป็นประธานแก้ปัญหารัฐยะไข่ แต่ดันใช้รูป ‘มอร์แกน ฟรีแมน’ ไม่ใช่เพจของกลุ่ม ส่วนจุดยืนไม่เชื่อว่า  ‘กรรมาธิการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่’ ทั้งชาวต่างชาติและชาวพม่า จะรู้จักประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของรัฐยะไข่

(แฟ้มภาพ) เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2558 ประธานมะบ๊ะต๊ะ พระภัททันตะ ติโลกะ ภิวังสา (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมเป็นพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกกับกลุ่มมะบ๊ะต๊ะ ที่จะสนับสนุนการสร้างสถานีวิทยุสำหรับใช้ในกิจการเผยแพร่ศาสนา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กันยายนนี้ พระภัททันตะ ติโลกะ ภิวังสา ชี้แจงว่าเพจที่โพสต์ต่อต้าน ‘โคฟี อันนัน’ แต่ใช้รูป ‘มอร์แกน ฟรีแมน’ ไม่ใช่เพจของกลุ่ม ส่วนจุดยืนไม่เชื่อว่า  ‘กรรมาธิการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่’ ทั้งชาวต่างชาติและชาวพม่า จะรู้จักประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของรัฐยะไข (ที่มาของภาพ: The Iraawaddy)

หลังมีรายงานข่าวของ วอชิงตันโพสต์ ระบุว่า เพจของสมาคมปกป้องเชื้อชาติและศาสนา หรือ มะบ๊ะต๊ะ สาขามัณฑะเลย์ ได้โจมตีโคฟี อันนัน ซึ่งได้รับการทาบทามมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการกิจการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่ โดยมีการเรียกเขาในเฟสบุ๊คว่า “คนท่าทางตลกและไม่น่าเคารพ ไม่สามารถพูดถึงกิจการภายในของประเทศเราได้” นอกจากนั้นเขายังเรียกโคฟี อันนัน ว่า “กะหล่า” ซึ่งในภาษาพม่ากลายเป็นคำเหยียดหยามชาวมุสลิมและอินเดีย อย่างไรก็ตามมีการใช้รูปนักแสดงฮอลลีวูดรางวัลออสการ์อย่าง “มอร์แกน ฟรีแมน” แทน โดยหน้าของฟรีแมนถูกขีดกากบาท และยังเรียก “Kofi Annan” ว่า “Coffee Annan” อีกด้วย โดยระบุข้อความว่า “เราไม่ต้องการ Coffee Annan ไปไกลๆ” (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

แถลงการณ์ของกลุ่มมะบ๊ะต๊ะ โดย พระภัททันตะ ติโลกะ ภิวังสา ประธานกลุ่มมะบ๊ะต๊ะ แจงว่าเพจที่โพสต์ต่อต้าน ‘โคฟี อันนัน’ ที่จะมาเป็นประธานแก้ปัญหารัฐยะไข่ แต่ดันใช้รูป ‘มอร์แกน ฟรีแมน’ ไม่ใช่เพจของกลุ่ม ส่วนจุดยืนไม่เชื่อว่า  ‘กรรมาธิการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่’ ทั้งชาวต่างชาติและชาวพม่า จะรู้จักประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของรัฐยะไข่

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ในเพจ “ข่าวมะบ๊ะต๊ะ” ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของกลุ่มมะบ๊ะต๊ะ โดย พระภัททันตะ ติโลกะ ภิวังสา ประธานกลุ่มมะบ๊ะต๊ะ โดยอ้างว่าเพจดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับทางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ชี้แจงของพระภัททันตะ ติโลกะ ภิวังสา ได้วิจารณ์ “คณะกรรมาธิการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่” โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ทางกลุ่มมะบ๊ะต๊ะยังไม่ได้แสดงท่าทีอะไร อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการนี้ไม่มีนักประวัติศาสตร์ หรือนักวิจัย และนักมานุษยวิทยาที่มีชื่อเสียง ที่สามารถให้ข้อมูลประวัติศาสตร์รัฐยะไข่  นอกจากนี้เป็นที่โจ่งแจ้งว่าคณะกรรมาธิการที่เป็นชาวต่างชาติ และชาวพม่า ไม่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของความขัดแย้งอันยาวนานในรัฐยะไข่ในเชิงรายละเอียด และน่ากังวลว่าท่าที่ของคณะกรรมาธิการชุดนี้น่าจะมีทิศทางไปในทางตรงข้าม

ในแถลงการณ์ของประธานกลุ่มมะบ๊ะต๊ะ ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น “คณะกรรมการกลางองค์กรสันติภาพมะบ๊ะต๊ะ” ยังย้ำอีกว่า พวกเขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อเฟซบุ๊คบัญชี “มะบ๊ะต๊ะ มัณฑะเลย์” และการนำเสนอที่ผิดของวอชิงตันโพสต์

ในรายงานของนิวยอร์กไทมส์ ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ‘พระวีระตุ๊’ ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญของมะบ๊ะต๊ะ กล่าวด้วยว่าเฟซบุ๊คเพจดังกล่าวเป็นบัญชีปลอม และที่ผ่านมาในโลกโซเชียลมีเดียมักมีผู้โพสต์ล้อเลียนพวกเขา นอกจากนี้มีการติดต่อเจ้าของเพจ แต่ไม่สามารถติดต่อได้

สำหรับ “คณะกรรมาธิการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่” นั้น รัฐบาลพม่าที่นำโดยสำนักงานของที่ปรึกษาแห่งรัฐ ซึ่งเป็นตำแหน่งของออง ซาน ซูจี ประกาศว่า อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ โคฟี อันนัน จะร่วมเป็นประธานในคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่ ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ หลังเกิดการจลาจลขับไล่ชาวมุสลิมโรฮิงญา

โดยคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาในกิจการรัฐยะไข่ ประกอบด้วยสมาชิกอิสระ 9 คน เป็นชาวพม่า 6 คน และชาวต่างชาติ 3 คน โดยคณะกรรมการที่จะประกอบด้วยสมาชิกจากชุมชนชาวมุสลิม และชาวยะไข่ จะมุ่งมั่นป้องกันความขัดแย้ง สนับสนุนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ความปรองดองแห่งชาติ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาในรัฐยะไข่

ขณะที่กลุ่มมะบ๊ะต๊ะ หรือ สมาคมปกป้องเชื้อชาติและศาสนา เป็นกลุ่มพุทธขวาจัดในพม่า มีคณะกรรมการกลางเป็นพระ 52 รูป โดยวีระตุ๊เป็น 1 ในกรรมการคนสำคัญ ขณะที่ประธานมะบ๊ะต๊ะคือ พระภัททันตะ ติโลกาภิวังสา เป็นเจ้าอาวาสวัดยวามะปริยัติ ในเขตอินเส่ง ทางตอนเหนือของย่างกุ้ง ทั้งนี้เมื่อปี 2558 รัฐสภาพม่าได้ลงมติผ่านกฎหมาย “เพื่อปกป้องเชื้อชาติและศาสนา” และกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับซึ่งผลักดันโดยกลุ่ม “มะบ๊ะต๊ะ” ซึ่งมีเนื้อหาควบคุมเรื่องการเปลี่ยนศาสนา การแต่งงานข้ามศาสนา และบังคับห้ามแต่งงานมีภรรยาหลายคน รวมทั้งเสนอการควบคุมประชากร

นอกจากนี้ในปี 2557 สมาชิกกลุ่มมะบ๊ะต๊ะ ยังได้รณรงค์ต่อต้านการตั้งเสาโทรศัพท์มือถือของ Ooredoo ซึ่งเป็นบริษัทจากกาตาร์

สำหรับพระวีระตุ๊นั้นในเดือนกันยายน 2555 เคยนำพระสงฆ์เดินขบวนในมัณฑะเลย์เรียกร้องประธานาธิบดีเต็งเส่งให้ส่งชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาไปประเทศที่ 3 และภายหลังเหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พระวีระตุ๊เองก็เป็นผู้โหมกล่าวถ้อยคำกระพือความเกลียดชังชุมชนมุสลิมในพม่าจนเกิดเหตุจลาจลหลายระลอก

ขณะเดียวกันในเดือนกุมภาพันธ์ช่วงวันมาฆบูชาที่ผ่านมา คณะของ “มะบ๊ะต๊ะ” นำโดยพระวีระตุ๊ พระธัมมะปิยะ และพระภัททันตะ ติโลกะ ภิวังสา ประธานกลุ่มมะบ๊ะต๊ะ  เดินทางเยือนไทยเพื่อร่วมงานมอบรางวัล “ผู้นำพุทธโลก” โดยมะบ๊ะต๊ะได้รับโล่และส่งผู้แทนมะบ๊ะต๊ะอภิปรายหัวข้อ “การออกกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา” นอกจากนี้ยังมาร่วมงานมาฆบูชาที่วัดพระธรรมกาย และไปหหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยพบปะผู้สนับสนุนซึ่งชูป้าย “เรารักวีระตุ๊” ขณะที่ธรรมกายระบุไม่เกี่ยวข้องกับงานมอบรางวัล “ผู้นำพุทธโลก” ส่วน มจร. แจงวีระตุ๊มาเอง มจร. ไม่ได้เชิญ (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สภาพัฒน์เผยคนไทยว่างงานเพิ่ม ทะลุกว่า 4.11 แสน

สภาพัฒน์เผยคนไทยว่างงานเพิ่ม ทะลุกว่า 4.11 แสน

Posted: 29 Aug 2016 06:45 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ที่มาภาพ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

29 ส.ค. 2559 ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2559 มีการจ้างงานทั้งสิ้น 37,393,472 คน ลดลง 0.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจ้างงานภาคเกษตร ลดลง 6.2% แม้ภัยแล้งสิ้นสุดลงแล้วแต่สถานการณ์ภัยแล้งที่สะสมมาตั้งแต่ฤดูกาลเพาะปลูกปี 2557 ทำให้กิจกรรมทางการเกษตรลดลงต่อเนื่อง ส่วนการจ้างงานภาคนอกเกษตร เพิ่มขึ้น 1.4% สอดคล้องกับการจ้างงานสาขาก่อสร้างเพิ่มขึ้น 5.4% การขนส่งเพิ่มขึ้น 1.4% โรงแรมและภัตตาคารเพิ่มขึ้น 4% และการค้าปลีก 1.4% ยกเว้นสาขาอุตสาหกรรม ลดลง 1.7% ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 เนื่องจากภาคการส่งออกคงมีแนวโน้มติดลบ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกภาระต้นทุน หันใช้วิธีลดแรงงานและใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคน

ปรเมธี กล่าวว่า ส่วนการว่างงานไตรมาส 2/2559 มีทั้งสิ้น 411,124 คน ซึ่งคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.08% เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 0.88% โดยผู้ที่เคยทำงานมาก่อนว่างงานเพิ่มขึ้น 31.3% สอดคล้องกับข้อมูลผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเพิ่มขึ้น 8.9% เป็นกรณีเลิกจ้างเพิ่มขึ้น 34.8% และลาออก เพิ่มขึ้น 3.4% ขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเพิ่มขึ้น 13.7% เพราะเป็นช่วงผู้จบใหม่เริ่มเข้าตลาดแรงงาน จำแนกเป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน 47% จบระดับอุดมศึกษามีอัตราว่างงานเพิ่มขึ้น 7% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ด้านรายได้ของแรงงาน พบว่า ค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนภาคเอกชนที่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลา และผลตอบแทนอื่นๆ เพิ่มขึ้น 1.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากรายได้ของแรงงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้น 1.4% แต่รายได้ของแรงงานภาคเกษตรยังลดลง 2.7%
“แม้ทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้น แต่การผลิตเพื่อการส่งออกยังคงลดลง ทำให้ผู้ประกอบการใช้วิธีเลิกจ้าง ซึ่งบางส่วนหันไปทำงานภาคบริการมากขึ้น จึงทำให้ตัวเลขการว่างงานไม่อยู่ในอัตราสูงมากนัก” ปรเมธี กล่าว
ปรเมธีกล่าวว่า ส่วนหนี้ครัวเรือนไตรมาส 1/2559 มีมูลค่า 11,077,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7%  แต่มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2556 ที่หนี้ครัวเรือน เพิ่มขึ้น 11.5% ปี 2557 เพิ่มขึ้น 6.6% และปี 2558 เพิ่มขึ้น 5.2% โดยหนี้ครัวเรือนไตรมาส1/2559 สัดส่วน 81.1% ต่อจีดีพี ลดลงจากปี 2558 ที่ 81.5% ต่อจีดีพี สะท้อนจากยอดคงค้างสินเชื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลขยายตัวในอัตราลดลงเหลือ 5.7% ในไตรมาส 1/2559 และ 6% ในไตรมาส 2/2559 ส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอลรวม) ไตรมาส 2/2559 มีมูลค่า 98,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% คิดเป็นสัดส่วน 26.3% ของเอ็นพีแอลรวม ทั้งนี้การผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อส่วนบุคคล ในไตรมาส2/2559 มีมูลค่า 10,527 ล้านบาท ลดลง 33.1% ส่วนการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตไตรมาส 2/2559 มีมูลค่า 9,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลงที่ระดับ 3%

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ฮิวแมนไรท์วอทช์ จี้ไทยถอนดำเนินคดีหลานสาวพลทหารถูกซ้อมตาย ชี้คุกคามญาติไม่ต่างกับสนับสนุนทารุณกรรม

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ตร.มักกะสัน -นราธิวาส บุกจับ น.ส.นริศราวัลถ์ หรือเมย์ แก้วนพรัตน์ อายุ 25 ปี“หลานสาวพลทหารฯ ถูกซ้อมตาย” ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยเอกสาร-คอมพิวเตอร์ หลังร้องความเป็นธรรมให้น้าชายที่ถูกครูฝึกทหารทำโทษจนเสียชีวิตนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ฮิวแมนไรท์วอทช์ องค์กรสนับสนุนสิทธิมนุษย์ชน ได้เผยแพร่แถลงการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนการดำเนินคดีน.ส.นริศราวัลถ์ ผู้ซึ่งหากพบว่ามีความผิดอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับ 100,000 บาท ในข้อหาในข้อหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร และนำเข้า สู่ระบบคอมพิวเตอร์

“ความพยายามของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ในการคุกคามและตอบโต้ญาติของเหยื่อทารุณกรรมที่ออกมาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมานั้น ไม่ต่างกับการสนับสนุนการทารุณ”แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำภูมิภาคเอเชีย ระบุ และว่า “รัฐบาลควรมีคำสั่งให้ตำรวจถอนข้อกล่าวหาน.ส.นริศราวัลถ์ โดยทันทีและนำตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของลุงของเธอมาลงโทษ”

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า หลังการสอบสวนเป็นการภายในโดยกองทัพภาคที่ 4 รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย พบว่าทหารนายหนึ่ง กับพวกรวม 10 คน ก่อเหตุทารุณกรรมพลทหารวิเชียร เผือกสม น้าชายของน.ส.นริศราวัลถ์ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2554 รายงานการสอบสวนระบุว่า นายทหารรายดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ที่กล่าวหาว่าพลทหารวิเชียร หลบหนีออกจากค่ายฝึก กับพวกรวม 10 คน ก่อเหตุแก้ผ้าพลทหารวิเชียรเหลือเพียงชุดชั้นใน ลากพลทหารวิเชียรไปบนพื้นคอนกรีต ก่อนจะเตะและทำร้ายร่างกายเป็นเวลานานหลายชั่วโมง มีการนำเกลือมาโรยใส่แผล พันตัวด้วยผ้า มัดมือ บังคับให้นั่งบนน้ำแข็ง ตีด้วยไม้เรียวจากไม้ไผ่ เตะ กระทืบไปที่หน้าอกและศีรษะ ก่อนที่พลทหารวิเชียร จะเสียชีวิตในอีก 4 วันต่อมา ต่อมากลุ่มผู้ก่อเหตุได้รับโทษทางวินัยให้จำคุกเป็นเวลา 30 วันหรือน้อยกว่านั้น แต่ยังไม่ได้ถูกต้ังข้อหาฆาตรกรรมหรือข้อหารุนแรงอื่นๆ

ส่วนคดีแพ่งมารดาของพลทหารวิเชียร ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดต่อหน่วยงานต้นสังกัด ปรากฏว่าสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ โดยศาลแพ่งสั่งให้กองทัพบกเป็นผู้ชดเชยเยียวยาค่าเสียหายแก่มารดาของพลทหารวิเชียร เป็นเงิน 7,049,213 บาท ส่วนในคดีอาญาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ พบว่าผู้ก่อเหตุมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ.2473 มาตรา 30 วงเล็บ 4 ซึ่งหลังจากนี้จะมีการส่งสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการต่อไป

แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่าจะทำให้การทารุณกรรมเป็นคดีอาญาภายใต้กฎหมายของไทย และจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่ไทยได้ให้ไว้ต่ออนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านการทรมานฯ โดยภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวรัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นว่าจะสืบสวนและลงโทษการกระทำที่เป็นการทรมาน หรือการกระทำรุนแรงอื่นๆที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการลงโทษเจ้าหน้าที่ความมั่นคงคนใดจากการทำความผิดลักษณะดังกล่าว และยังดำเนินการตอบโต้ผู้ที่รายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยการแจ้งความดำเนินคดีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการกล่าวหาอันเป็นเท็จเพื่อทำลายชื่อเสียงของเจ้าหน้าที่

โดย นายอดัมส์ ระบุด้วยว่า “มันมักจะเป็นความเสี่ยงที่จะพูดแทนเหยื่อของการทารุณกรรมโดยเจ้าหน้าที่ทหารในประเทศไทย” และว่า “เวลานี้รัฐบาลกำลังใช้อำนาจทางกฎหมายที่มีอยู่อย่างมากมายกับผู้ที่ร้องขอความยุติธรรม”

ต้นฉบับแถลงการณ์จากเว็บไซต์ฮิวเมนไรท์วอทช์

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

คลิปCCTV รถเก๋งพุ่งชนศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ มีผู้บาดเจ็บ

คลิปCCTV รถเก๋งพุ่งชนศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ มีผู้บาดเจ็บ


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปมGT200 วิษณุ บอกรู้สึกไม่ดีเรียก ‘ค่าโง่’ ระบุเป็นค่าซื้อความรู้ แต่แพงไปหน่อย

2016-06-23_205737

ปมGT200 วิษณุ บอกรู้สึกไม่ดีเรียก ‘ค่าโง่’ ระบุเป็นค่าซื้อความรู้ แต่แพงไปหน่อย

Posted: 22 Jun 2016 02:10 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

22 มิ.ย.2559 จากกรณีเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลประเทศอังกฤษ ตัดสินยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ (ราว 395 ล้านบาท) จาก เจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของแมคคอร์มิคและพรรคพวกซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พร้อมทั้งแสวงหาผู้รับผิดชอบกรณี GT200 ในประเทศไทยจำนวนมาก

วันนี้ ผู้จัดการออนไลน์และมติชนออนไลน์ รายงานว่า วิษณุ เครืองาม กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มอบหมายให้รับผิดชอบการเรียกเงินเยียวยาจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม GT200 หลังจากศาลอังกฤษมีคำพิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์ประมาณ 400 ล้านบาท โดยให้นำเงินจำนวนนี้ไปชดเชยแก่ประเทศที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อเครื่องมือที่ไม่สามารถใช้งานได้ว่า นายกฯ มอบหมายตนในที่ประชุม ครม.เมื่อวานนี้ (21 มิ.ย.) ให้ไปพิจารณาเรื่องดังกล่าวใน 2 ประเด็น 1. การเรียกร้องค่าเสียหายตามที่ศาลอังกฤษได้ยึดทรัพย์ไว้ เรื่องนี้ถือว่าใหม่สำหรับตน จึงสอบถามข้อมูลไปยังหน่วยงานที่ซื้อเครื่องดังกล่าว 7-8 หน่วยงานรวมถึงจะหารือว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นตัวแทนรัฐในการเรียกเงินเยียวยา โดยคาดว่าจะเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เพราะมีกฎหมายด้านความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่

วิษณุ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ 2 คือ ดูการรับผิดในส่วนของเรา เมื่อมีการซื้อเครื่องดังกล่าวมาแล้วแต่ประสิทธิภาพไม่ตรงกับที่คิด เราจึงเป็นผู้เสียหายที่สามารถเรียกเงินเยียวยาอย่างที่หลายประเทศได้ทำ ส่วนคำถามที่ว่าการจัดซื้อเป็นความผิดหรือไม่ เพราะมีสื่อมวลชนบางแห่งนำเสนอว่าผู้จัดซื้อมีความผิดด้วย ข้อเท็จจริง คนซื้อจะมีความผิดด้วยต่อเมื่อมีการทุจริต แต่จะมีจริงหรือไม่ ขณะนี้การตรวจสอบอยู่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งความรับผิดในส่วนของเรายังไม่มีอะไรต้องดูในตอนนี้ เพราะเป็นหน้าที่ ป.ป.ช. รัฐจะเข้าไปดูซ้อนไม่ได้ ส่วนที่เรื่องดังกล่าวเกิดความล่าช้านั้น ทาง ป.ป.ช.ชี้แจงว่าเรื่องอยู่ในกระบวนการ ส่วนรายละเอียดตนไม่ควรพูดตรงนี้ แม้ว่าคดีความที่ดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ ก็ไม่เป็นปัญหากับการดำเนินการเรียกเงินเยียวยา ที่สามารถดำเนินการคู่ขนานกันได้ เพราะ ป.ป.ช.ดูเฉพาะคดีอาญา แต่การขอเงินเยียวยาเราจะตั้งรูปคดีเป็นการฉ้อโกง หลอกลวง ผิดสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง เมื่อสินค้าไม่ตรงตามที่โฆษณา และศาลอังกฤษมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน เราก็จะยึดแนวทางนั้น

วิษณุกล่าวว่า ความเสียหายของหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยที่ซื้อเครื่องดังกล่าวทั้งหมด รวมกันมีมูลค่าประมาณ 600-800 ล้านบาท มากกว่าทรัพย์สินของบริษัทผู้ผลิตที่ถูกศาลมีคำสั่งยึดราว 400 ล้านบาทเสียอีก นอกจากนั้นยังต้องมีการเฉลี่ยเงินก้อนดังกล่าวให้ประเทศที่ได้รับความเสียหายด้วย

ต่อกรณีคำถามถึงจำนวนเงินที่ศาลอังกฤษมีคำสั่งยึดนั้นมูลค่าน้อยกว่าความเสียหายของเรา วิษณุกล่าวว่า “ใครเป็นคนหลอกเรา เราก็ฟ้องคนนั้น หรือใครเป็นต้นเหตุในฝ่ายเราก็ต้องเรียกให้รับผิด ส่วนจะฟ้องศาลเราหรือศาลอังกฤษต้องใช้เวลาตรวจสอบ ต้องดูข้อกฎหมายของความได้เปรียบเสียเปรียบ โดยจะยึดผลประโยชน์ของรัฐเป็นตัวตั้ง เบื้องต้นเราจะดูเฉพาะกรณีนี้ให้มันได้ก่อน อย่าเพิ่งไปถึงสินค้าตัวอื่นที่บริษัทเดียวกันนี้จำหน่าย”

เมื่อถามว่า การดำเนินการเรื่องนี้เกรงว่าจะเจอตอหรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ไม่เจอ เราต้องเดินหน้าตรวจสอบไป แม้จะเจอก็ไม่ใช่ว่าต้องผิด อย่าเพิ่งไปตั้งหลักแบบนั้น วันนี้ ป.ป.ช.คือคนที่ดูตอใหญ่ที่สุด รัฐไม่สามารถไปตรวจทุจริตได้ ถามว่าเรื่องนี้จะเรียกเป็นค่าโง่ได้หรือไม่นั้น คงต้องแล้วแต่สื่อ แต่มันไม่ดีเพราะทำให้เกิดความรู้สึกว่าอะไรที่ควักเงินซื้อดูจะเรียกเป็นค่าโง่ทั้งหมดได้อย่างไร ถ้าเรียกได้ก็เป็นค่าฉลาด ที่สำคัญถือเป็นค่าซื้อความรู้ แต่แพงไปหน่อย


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เจ้าคุณธงชัยชี้มีผลทั่วโลก

เจ้าคุณธงชัยชี้มีผลทั่วโลก
พระพรหมมังคลาจราย์ หรือเจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เปิดเผยถึงกรณีที่ดาวมฤตยูจะเคลื่อนทับดวงเมืองในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 84 ปี ว่า วันที่ 6 มีนาคม เป็นวันที่ดาวมฤตยูจะย้ายเข้าดวงเมืองคือราศีเมษ ซึ่งราศีเมษกับดวงโลกเป็นราศีเดียวกัน เพราะฉะนั้น การเคลื่อนตัวของดาวมฤตยูเข้าสู่ราศีเมษเป็นการเข้าราศีทั่วโลก ดาวมฤตยูหรือยูเรนัสมีลักษณะเป็นเลขศูนย์ ที่แยกออกมาเป็น 4 ขบวนการ คือ การเปลี่ยนแปลง(Change)ตามโลกไทยเข้าสู่ยุคใหม่ การก้าวสู่นวัตกรรม(Innovation) มีการนำแนวคิด (Idealist)ใหม่เข้ามาพัฒนา และ ไทยจะมีเสรีภาพมากขึ้น หรือเมื่อมองตามหลักพุทธศาสนาเป็นอนัตตา หากย้อนไปเมื่อ 233 ปีที่แล้ว รัชกาลที่ 1 ท่านทรงวางเสาหลักเมืองวันที่ 24 เมษายน 2325 ซึ่งท่านให้ลักขณาสถิตราศีเดียวกับโลก นั่นหมายความว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปตามนั้น

ทุกราศีกระทบหมดขวางไม่ได้
“ย้อนกลับไปเมื่อ 84 ปีที่แล้ว ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่ ครั้งนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ฉะนั้น ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นก็ต้องไป หากไม่รับการเปลี่ยนแปลงภายใต้กระบวนการทั้ง 4 อย่าลวงอารมณ์ อย่าหลงตัวเอง อย่าโกหกตัวเองว่าตัวเองถูกต้อง คนเช่นนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยไม่สามารถขัดขวางได้”พระพรหมมังคลาจารย์ กล่าวและว่านอกจากนี้ ดาวมฤตยู เปรียบเป็นพระศิวะที่เป็นราชาของทุกราศี โดยทุกราศีจะได้รับผลกระทบและไม่มีใครมาขวางได้ แปลว่าการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา การศึกษา และวัฒนธรรม ต้องอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลกแน่นอน เช่น ขณะนี้สหรัฐอเมริกากำลังมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในด้านการปกครอง ฉะนั้นต้องอยู่ที่ผู้นำในทุกด้านของไทยจะเปลี่ยนแปลงตามโลกหรือไม่ โดยเฉพาะด้านการศึกษาต้องปรับปรุงอย่างแรง ไม่เช่นนั้นจะล้าหลังไม่ทันการศึกษาโลก” เจ้าคุณธงชัย กล่าว

คนดังมีชื่อร่วมสวดนพเคราะห์
พระพรหมมังคลาจารย์ กล่าวด้วยว่าการเคลื่อนของดาวมฤตยูครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชน เมื่อทราบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนั้น วัดไตรมิตรฯ จึงได้จัดงานสวดเจริญพุทธมนต์ทุกบท อาทิ นพเคราะห์ทั้งหมด 12 ตำนาน พระปริตร เป็นต้น เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ โดยจะมีพิธีในวันที่ 6 มีนาคมนี้ เริ่มเวลา 17.00 น.พิธีสวดนพเคราะห์ครั้งนี้ พิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะใช้บทสวดที่สอดคล้องกับดาวมฤตยู คือบทอนัตตลักขณสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ คือพระสูตรที่แสดงลักษณะของอนัตตา โดยนิมนต์เกจิอาตจารย์ทั่วประเทศมาทำพิธี
สำหรับผู้ที่ต้องการบูชาพระปางที่เกี่ยวกับดาวมฤตยู จะต้องบูชาพระพุทธเจ้าปางเปิดโลก ซึ่งเป็นปางที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ เป็นปางที่ยืนเหาะลงมา หรือพระปางลีลาก็ว่าได้ ซึ่งมีพุทธคุณในด้านคงกะพัน ส่วนเครื่องลางของขลังที่จะใช้บูชา ต้องเป็นสัตว์ที่เกี่ยวกับพระศิวะ คือ เสือ อาทิ บูชาเขี้ยวเสือ ตะกรุดหนังสือ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับบุคคลที่มีชื่อเสียงที่คาดว่าจะเข้าร่วมพิธีสวดนพเคราะห์ในครั้งนี้ อาทิ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา, นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิงพาวเวอร์,ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นต้น

 

source : – http://www.matichon.co.th/news/55542