ไม่แปลกที่ไทยไม่ยอมรับสอบตกปราบโกง

ไม่แปลกที่ไทยไม่ยอมรับสอบตกปราบโกง

Posted: 26 Jan 2017 08:25 PM PST   (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ไม่น่าแปลกใจกับพาดหัวข่าวของเว็บไซต์ฺฺBBC Thaiที่ว่า “ไทยยังสอบตกปราบคอร์รัปชันคะแนนลดลงแถมอันดับร่วง” เพราะเป็นการจัดอันดับที่มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าแปลกใจคือตลอดปี 2559 แทบไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ จากสื่อมวลชนกระแสหลักของไทยถึงเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาล

มิหนำซ้ำผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนก็ยังให้คะแนนรัฐบาลเรื่องปราบคอร์รัปชันมากเป็นอันดับหนึ่ง

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2559 สวนดุสิตโพลมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลการสำรวจหัวข้อ ควันหลงการแถลงผลงาน 2 ปี รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์แถลงผลงาน 2 ปีของรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2559 โดยเมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนสมหวังพบว่า การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นและผู้มีอิทธิพลมีได้คะแนนมากสุดที่ร้อยละ 82.69

อีกหนึ่งเดือนถัดมา สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง“โพล มองข้ามช็อต สู่โหมดเลือกตั้ง วันนี้ชาวบ้านเลือกใคร” ผลปรากฏว่า ประชาชนจำนวนมากที่สุด หรือ ร้อยละ 40.1 จะเลือกพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะ เป็นประชาธิปไตย ไม่ทุจริต คอรัปชั่นเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน

สรุปแล้วโพลทั้งสองสำนักรายงานออกมาตรงกันว่า ประชาชนสมหวังและให้ความนิยมรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์มากที่สุดในเรื่องการปราบทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งสื่อมวลชนไทยก็รายงานข่าวไปตามนั้น จึงทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็นคนซื่อสัตย์

แต่รายงานข่าวของฺฺBBC Thai กลับระบุว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้เปิดเผยดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน หรือ ซีพีไอ ประจำปี 2559 ซึ่งผลปรากฏว่า ประเทศไทยได้คะแนนซีพีไอเพียง 35 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน ลดลงจากปี 2558 ที่ได้ 38 คะแนน และได้คะแนนน้อยที่สุดในรอบห้าปีหลังสุดเทียบเท่าปี 2556 โดยประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 101 จากทั้งหมด 176 ประเทศ และ ร่วงลงจากอันดับที่ 76 ในปี 2558

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันอย่างไม่น่าเป็นไปได้ เพราะถ้าประชาชนชื่นชมรัฐบาลในเรื่องการปราบคอร์รัปชันแล้ว คะแนนซีพีไอของไทยจะลดลงจากปีก่อนได้อย่างไร

นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามในเรื่องนี้ว่า ต้องไปดูในรายละเอียดว่าต่ำลงหรือสูงขึ้นในตัวชี้วัดใด และเพราะเหตุใด เพราะบางเรื่องอาจทำได้ดีบ้าง บางเรื่องอาจจะไม่ดีพอ

ขณะที่นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีข้อสังเกตว่า การจัดอันดับมีเรื่องของประชาธิปไตยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

จึงเข้าใจได้ว่านายกรัฐมนตรีและเลขาธิการป.ป.ช. ต้องการสื่อออกมาว่า เหตุที่คะแนนของประเทศไทยตกลงเป็นเรื่องของประชาธิปไตยมากกว่าเรื่องของคอร์รัปชันโดยตรง

จึงน่าคิดว่าเพราะเหตุใดการจัดอันดับการปราบคอร์รัปชันจึงต้องนำเรื่องของประชาธิปไตยมาเป็นเครื่องชี้วัดด้วย หรือ เป็นเพราะว่าหากมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยการตรวจสอบการทุจริตจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการปกครองในระบอบเผด็จการ

แต่สาเหตุที่สังคมไทยไม่คำนึงถึงประเด็นนี้ อาจเป็นเพราะว่าที่ผ่านมาเมื่อมีรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งสื่อมวลชนมักจะตรวจสอบการคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น ขณะที่สื่อมวลชนไม่ให้ความสนใจต่อการตรวจสอบการคอร์รัปชันของรัฐบาลปัจจุบันเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา การทำโพลที่สนับสนุนรัฐบาลก็มีส่วนเช่นกัน มีจึงทำให้เมื่อนึกถึงการโกงจะเห็นแต่หน้านักการเมือง

สังคมไทยจึงถูกทำให้เข้าใจว่าการโกงล้วนมาจากนักการเมืองทั้งสิ้น แต่มันเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่ แล้วทำไมเมื่อไม่มีนักการเมืองอยู่ในอำนาจมาเกือบสามปีแล้วแต่อันดับการคอร์รัปชันของไทยจึงตกต่ำลง หรือ การโกงเกิดขึ้นได้ในทุกรัฐบาลเพียงแต่จะสามารถตรวจสอบได้แค่ไหน คำถามเหล่านี้จะนำไปสู่คำตอบ

มีกรณีศึกษา 3 กรณีที่จะแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการปราบคอร์รัปชันขณะที่ประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

กรณีแรก คือ การที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ผบช.น. รับเงินค่าที่ปรึกษาจากบริษัทไทยเบฟฯ ในเครือของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เดือนละ 5 หมื่นบาทตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้ตรวจการแผ่นดิน

กรณีของ พล.ต.ท.ศานิตย์แม้จะยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นความผิดหรือไม่ แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายก็สามารถสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ได้แต่ก็ยังไม่เห็นการปฏิบัติใดๆ ในทางตรงกันข้ามกลับมีการแถลงข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ไม่มีกฎหมายห้ามตำรวจรับเงินค่าที่ปรึกษา

ด้านนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดก็นิ่งเฉย ทั้งที่ได้ประกาศเสมอมาว่าจะปราบปรามทุจริตอย่างเด็ดขาด กรณีนี้จึงทำให้เห็นถึงความจริงจังในการปราบทุจริตได้ในระดับหนึ่ง

กรณีต่อมาคือมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา ขยายเวลาเช่าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ให้แก่บริษัทในเครือของนายเจริญ จากเดิม 25 ปีออกไปเป็น 50 ปี โดยไม่เปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นได้ประมูลแข่งขัน พล.อ.ประยุทธ์ออกตัวว่านี่คือการปฏิรูปและอย่ามองเรื่องเอื้อผลประโยชน์ แต่ก็มีข้อสงสัยว่าการให้ประมูลแข่งขันกันจะไม่ทำให้รัฐบาลได้ประโยชน์มากกว่านี้หรือ หรืออย่างน้อยก็จะมีความโปร่งใส ส่วนกรณีเอกชนแน่นอนว่าเค้าต้องได้กำไรคุ้มค่าไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมต่อสัญญาอีก 25 ปี

สิ่งที่เหมือนกันในทั้งสองกรณีคือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทเอกชนกับทางราชการ โดยมีข้อสังเกตถึงความถูกต้องเหมาะสมของทางราชการเท่านั้น แต่กลับไม่มีการตั้งคำถามถึงบริษัทเอกชนว่าทำไมต้องจ่ายค่าที่ปรึกษา เพราะเหตุใดถึงได้อภิสิทธิ์ต่อสัญญาโดยไม่ต้องประมูล และ มีความโปร่งใสขนาดไหน

กรณีสุดท้ายคือจะทำให้เห็นความเชื่อมโยงกัน โดยเหตุเกิดเมื่อปี 2557 หลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ว่า บิดาได้มอบเงินจำนวน 540 ล้านบาทให้พล.อ.ประยุทธ์ โดยเป็นเงินจากการขายที่ดิน 9 แปลงในราคา 600 ล้านบาท ระหว่างบิดาของพล.อ.ประยุทธ์กับบริษัทในเครือของนายเจริญ ขณะที่บิดาของพล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า ไม่ทราบข้อมูลเรื่องการซื้อขายที่ดินและขอให้ไปสอบถามข้อมูลจาก พล.อ.ประยุทธ์เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรื่องทั้งหมด จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องบอกกับสื่อมวลชนให้เลิกขุดคุ้ยเงินขายที่ดินมรดก

ทั้งสามกรณีพิจารณาได้ดังนี้ ประการแรกคือการที่พล.อ.ประยุทธ์ประกาศว่าจะเอาคนทุจริตเข้าคุกแต่กลับไม่ยอมให้สื่อตรวจสอบทรัพย์สินของตัวเอง

ประการที่สองคือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เงินจากการขายที่ดินให้บริษัทเครือนายเจริญเกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการต่อสัญญาเช่าศูนย์การประชุมฯ หรือไม่ และ เกี่ยวพันกับการไม่ใส่ใจการรับค่าที่ปรึกษาของผบช.น.หรือเปล่

ประการที่สามวงจรของการทุจริตหามีแต่เฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่มีข้าราชการ และ นายทุนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ในสถานการณ์ปัจจุบันการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้สุดทางคงทำได้ยากเนื่องจากอำนาจของคณะรัฐประหารยังคงปกคลุมทุกภาคส่วนของกลไกทางการเมืองของไทย ฉะนั้นการเป็นประชาธิปไตยหรือไม่จึงเกี่ยวข้องกับความโปร่งใส

ส่วนความจริงจังในการปราบปรามคอร์รัปชันไม่ต้องไปพิจารณาให้ไกลออกไปเพียงแต่พิจารณาแค่มองไปที่ตัวผู้นำประเทศและคนรอบข้างก็คงพอมีคำตอบได้ว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ควรแปลกใจที่ประเทศไทยสอบตกการปราบโกงในปี 2559

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เรื่องราวของ ‘พี่ไผ่’ จดหมายจากแม่คนหนึ่งถึงเด็กๆ…

เรื่องราวของ ‘พี่ไผ่’ จดหมายจากแม่คนหนึ่งถึงเด็กๆ…

Posted: 24 Jan 2017 06:43 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

แม่ตัดสินใจเขียนจดหมายนี้เพื่อลูกและเพื่อเด็กๆซึ่งกำลังเติบโตอีกหลายคน ที่อาจรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจความเป็นไปของโลกที่เคยสวย เมื่อได้ยินข่าวคราวของ “พี่ไผ่” … ลูกโตพอแล้วที่จะรับรู้อะไรมากกว่าชีวิตและความสุขสบายของตัวเอง

พี่ไผ่เป็นนักศึกษา และนักกิจกรรม

นักศึกษาก็คล้ายๆนักเรียนแบบลูก คือต้องไปเรียนหนังสือ ต่างกันตรงที่พี่ไผ่เรียนในมหาวิทยาลัยแล้วในคณะนิติศาสตร์ เพื่อจะรู้เรื่องกฎหมายไว้ใช้ทำประโยชน์ในการทำงานต่อไป แต่ที่เป็นคำใหม่สำหรับเด็กๆน่าจะเป็นคำว่า “นักกิจกรรม” พูดอย่างง่าย นักกิจกรรมคือคนที่คิดทำกิจกรรมเพื่อการแสดงออกถึงความคิดความเชื่อบางอย่าง เพื่อให้คนอื่นๆรับรู้ เข้าใจ และหันมาช่วยกันทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้องและมีประโยชน์

กิจกรรมที่พี่ไผ่เคยทำมักเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน รักษาสิทธิในคุณภาพชีวิตของชาวบ้านจากคนรวยๆที่เข้าไปหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เช่นการทำเหมือง และสิทธิทางการเมือง พี่ไผ่เคยได้รับรางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนด้วยนะ เพราะสิ่งที่พี่ไผ่และเพื่อนนักศึกษา”กลุ่มดาวดิน” ทำนั้นมีประโยชน์กับชาวบ้านมาก เขาจึงเป็นที่รู้จักในชื่อ “ไผ่ ดาวดิน” นั่นแหละ 🙂

แต่ก็ไม่ใช่แค่รางวัลหรอกที่พี่เขาได้รับ การทำกิจกรรมบางครั้งก็สร้างปัญหาให้พี่ไผ่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่เราเชื่อก็มีคนไม่เชื่อ สิ่งที่เราคิดว่าถูก บางครั้งก็มีคนไม่ชอบใจ โดยเฉพาะคนที่เสียประโยชน์จากการทำกิจกรรมของพี่ไผ่

พี่ไผ่เคยถูกจับมาก่อนหน้านี้แล้ว จากการทำกิจกรรมเพื่อให้คนเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติที่ผ่านมานั้น เราควรไปโหวต”ไม่รับ” เพราะไม่เป็นประชาธิปไตยและจะทำให้เราเสียสิทธิหลายๆอย่างไป แต่นายกฯ ที่สื่อมวลชนให้เด็กๆเรียกอย่างน่ารักว่า “ลุงตู่” เค้าไม่ชอบ เค้าไม่อยากให้ใครพูดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ดี เค้าอยากให้คนอยู่กันเงียบๆบ้านเมืองจะได้สงบ พี่ไผ่เลยถูกจับเพราะไปจัดงานเสวนาเรื่องนี้ในมหาวิทยาลัย ตอนนี้คดีนั้นก็ยังอยู่ และชื่อของพี่ไผ่ก็ได้ไปอยู่ในบัญชีรายชื่อคนที่ทหารจะติดตามพฤติกรรมตลอดเวลาด้วย

คราวนี้สาเหตุที่ทำให้พี่ไผ่ติดคุกในตอนนี้มันอาจเป็นเรื่องเข้าใจยากนิดหน่อยสำหรับเด็กๆ เราอยู่ในประเทศไทย และประเทศไทยมีกฎหมายที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่มีหรือไม่ใช่กันแล้วคือ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” (ม.112) ซึ่งของเรานั้นมีโทษหนักที่สุดในโลก องค์การสหประชาชาติและประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายเคยบอกหลายทีแล้วว่าเราควรแก้กฎหมายฉบับนี้ เพราะขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน พูดง่ายๆว่าการมีอยู่ของกฎหมายฉบับนี้ในแบบที่เป็นอยู่อาจทำให้คนเดือดร้อนได้มากอย่างไม่เป็นธรรม

แต่คนที่มีอำนาจในเมืองไทยก็ไม่เคยคิดจะแก้ไข เขายังเชื่อว่าคนเราควรติดคุกได้ถึง 15 ปี หากพูดจาไม่ดีเรื่องพระราชา และพี่ไผ่ก็ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้

ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นยังไง ลูกอาจลองนึกดูว่า วันนึงหนูนั่งๆอยู่แล้วคุยกับเพื่อนเรื่องคุณพ่อ แต่ลูกไม่ได้ยกย่องคุณพ่อและพูดให้พ่อดูไม่ดีในสายตาเพื่อน แม่มารู้เข้าเลยจับหนูไปขังในห้องใต้ดิน ให้อยู่อย่างนั้นเป็นปีๆไม่ต้องออกไปวิ่งเล่นหรือเรียนหนังสือ เพราะหนูพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับคุณพ่อ

ม.112 ก็เป็นแบบนั้น ดังนั้นหากเราอยู่ในประเทศไทย หนูต้องระวังอย่างมาก จะพูดถึงพระราชาตามใจแบบในนิทานบางเรื่องไม่ได้ ลูกต้องพูดแต่สิ่งที่ดีเท่านั้น จำไว้

คราวนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเดือนธันวาคม สำนักข่าวบีบีซี (ซึ่งลูกและใครๆทั่วโลกก็รู้จักดีเพราะหนูเคยดูสารคดีจากช่องนี้บ่อยๆ) ได้เผยแพร่บทความ”พระราชประวัติ“(แปลว่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมา) ของในหลวงพระองค์ใหม่ เหมือนทุกครั้งที่เผยแพร่ประวัติผู้นำคนใหม่ที่สำคัญๆทั่วโลก ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับชีวิตคนคนนั้น เช่นเดียวกับในบทความครั้งนี้ บ่อยครั้งจะมีบางส่วนที่อาจฟังดูไม่น่าปลื้มใจนัก สำหรับบทความครั้งนี้แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาให้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ แม้ทางบีบีซีจะออกมาตอบแล้วว่าเป็นบทความที่เขียนขึ้นบนหลักการของบีบีซี ในการให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้กับผู้อ่านในทุกประเทศทั่วโลก

หนูคงจำได้ที่แม่เคยบอก คนเราทุกคนมีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่เราสามารถเรียนรู้และพยายามทำดีขึ้นไปได้ตลอดชีวิต.. หากวันหนึ่งหนูเกิดได้เป็นบุคคลสำคัญขึ้นมา บีบีซีคงเขียนถึงลูกเหมือนกันนะ เขาอาจมาสัมภาษณ์แม่ด้วย และแม่ก็คงไม่พลาดที่จะเล่าเรื่องที่หนูเคยดื้อตอนเด็กๆให้ฟังแน่ๆ

ส่วนเรื่องอื่นๆ เขาคงจะไปหาข้อมูลมาเขียนเอง และคนอ่านก็จะคิดตามว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ เช่นเดียวกับที่ลูกควรทำทุกครั้งที่อ่านงานเขียนของใคร

เอาหละ ปัญหาของพี่ไผ่ก็เกิดตรงนี้ ในวันแรกที่บทความเวอร์ชั่นแปลเป็นภาษาไทยถูกเผยแพร่ออกไปทางเว็บไซต์และเฟสบุ๊ค มีคนกดไลค์เป็นหมื่นและแชร์ออกไปกว่า 2,800 คน หนึ่งในนั้นก็คือพี่ไผ่

พี่ไผ่เป็นคนเดียวที่ถูกจับในเช้าวันรุ่งขึ้น ลูกอาจแปลกใจว่าทำไม แม่บอกไปแล้วว่าพี่ไผ่อยู่ในบัญชีรายชื่อคนที่ทหารในพื้นที่ต้องติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ทหารคนที่ไปแจ้งความจับพี่ไผ่เป็นคนบอกเอง เขายังบอกกับแม่ด้วยว่าเขาต้องปกป้องนายของเขา และเขาเชื่อว่าการแชร์บทความที่พี่ไผ่ทำลงไปนั้นเป็นความผิด ก่อนแจ้งความเขาได้ปรึกษาทหารคนอื่นๆบางคนด้วย และพวกเขาก็มีความเห็นตรงกัน

เรื่องราวหลังจากนั้นก็คือกระบวนการทางกฎหมาย ตามปกติในระหว่างการพิจารณาคดี (คือก่อนศาลจะตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดจริงหรือไม่) ผู้ต้องหาจะไม่ถูกกักขัง เพราะยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ในกรณีของพี่ไผ่ ศาลอนุมัติให้ฝากขังและไม่ได้รับการประกันตัวมาเดือนกว่าแล้ว

ในส่วนนี้มีรายละเอียดอีกมากมายที่พี่ไผ่ถูกละเมิด แต่คงเป็นเรื่องซับซ้อนเกินไปที่แม่จะอธิบายให้ลูกฟังตอนนี้ และบางเรื่องก็อาจรุนแรงเกินไปที่เด็กวัยอย่างหนูจะต้องมารับรู้

ส่วนต่อจากนี้น่าจะเป็นส่วนที่ยากที่สุดแล้วที่แม่จะเขียนต่อ อันที่จริงก็ยังนึกไม่ออกว่าจะสรุปให้ลูกฟังอย่างไรให้เรื่องราวทั้งหมดนี้ฟังดูสมเหตุสมผล มันไม่ง่ายเหมือนเล่านิทานที่พระเอกนางเอกจะพ้นภัยเสมอในตอนจบ และแม่จะสามารถจบด้วยสุภาษิตสวยๆว่าคนทำดีต้องได้ดี หรือ ความกล้าหาญจะนำสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดี หรือ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ฯลฯ เพราะแม่ก็ไม่รู้จริงๆว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

แต่ลูกจำได้ใช่มั้ยที่แม่บอกว่าพี่ไผ่เป็นนักกิจกรรม เขาเคยแสดงออก ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ ดังนั้นแม่และเพื่อนๆของแม่ก็จะพยายามทำสิ่งเดียวกัน สื่อสารให้คนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หวังให้คนเชื่อมั่นในสิ่งเดียวกันจนเกิดการเปลี่ยนแปลง ว่าสิทธิในความเป็นคนของพี่ไผ่และอีกหลายๆคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกันกับพี่ไผ่จะต้องได้รับการเคารพ

หวังว่าในตอนจบของเรื่องนี้ แม่จะสามารถกลับมาบอกกับลูกได้ว่า คนเราต้องไม่สูญสิ้นศรัทธา และการยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรมนั้นคุ้มค่าเสมอ

แต่สิ่งที่แม่สามารถบอกลูกได้เลยในตอนนี้ คือหากในวันหนึ่งลูกเติบโตและมีอำนาจวาสนา ขอจงใช้มันอย่างรอบคอบและสร้างสรรค์ เราได้เห็นตัวอย่างของสิ่งที่ตรงข้ามมามากพอแล้ว

ระหว่างนี้ หนูยังมีความสุขกับชีวิตในโลกสวยๆ ต่อไปได้ ขอเพียงอย่าลืมว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัวเรา เกิดอะไรขึ้นกับลูกของแม่อีกคนอย่าง”พี่ไผ่”

และแม่จะทำให้หนูเห็น ว่าเราเป็นได้มากกว่าคนนั่งมอง

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน  เฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

article8

ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 แล้ว เริ่มใช้ พ.ค.นี้

ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 แล้ว เริ่มใช้ พ.ค.นี้

Posted: 25 Jan 2017 12:49 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

24 ม.ค. 2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 โดยจะมีผลบังคับใช้หลังพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเห็นสมควรประกาศใช้ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมฯ นี้เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนน 168 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 ท่ามกลางเสียงคัดค้านของประชาชนกว่า 300,000 รายที่เข้าชื่อใน change.org เรียกร้องให้ สนช. ทบทวนและแก้ไขร่างกฎหมายในมาตราที่จะกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขณะที่ประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นที่พูดถึงและจับตาอย่างมากในโลกออนไลน์

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 2 (2560) 

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้ กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560”

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้”

มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท

ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดลักษณะและวิธีการส่ง รวมทั้งลักษณะและปริมาณของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่เป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับและลักษณะอันเป็นการบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย”

มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 12 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 หรือมาตรา 11 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามโดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”

มาตรา 6 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 12/1 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“มาตรา 12/1 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 โดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”

มาตรา 7 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้าของมาตรา 13แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา 12 วรรคสอง หรือวรรคสี่ หรือมาตรา 12/1 ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งดังกล่าวจะต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นด้วย ก็เฉพาะเมื่อตนได้รู้หรืออาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นที่เกิดขึ้นนั้น

ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา 12 วรรคสอง หรือวรรคสี่ หรือมาตรา 12/1 ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งดังกล่าวต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นนั้นด้วย

ในกรณีที่ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งผู้ใดต้องรับผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และตามวรรคสามหรือวรรคสี่ด้วย ให้ผู้นั้นต้องรับโทษที่มีอัตราโทษสูงที่สุดแต่กระทงเดียว”

มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา

(4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้

มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14

ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ”

มาตรา 10 ให้ยกเลิกความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 16 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดามารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอายผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยสุจริตอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ผู้กระทำไม่มีความผิดความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้

ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย”

มาตรา 11 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 16/1 และมาตรา 16/2 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“มาตรา 16/1 ในคดีความผิดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 16 ซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง

(1) ให้ทำลายข้อมูลตามมาตราดังกล่าว

(2) ให้โฆษณาหรือเผยแพร่คำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ตามที่ศาลเห็นสมควร โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาหรือเผยแพร่

(3) ให้ดำเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดนั้น

มาตรา 16/2 ผู้ใดรู้ว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ในความครอบครองของตนเป็นข้อมูลที่ศาลสั่งให้ทำลายตามมาตรา 16/1 ผู้นั้นต้องทำลายข้อมูลดังกล่าว หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 หรือมาตรา 16 แล้วแต่กรณี”

มาตรา 12 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 17/1 ในหมวด 1 ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550“มาตรา 17/1 ความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 11 มาตรา 13 วรรคหนึ่งมาตรา 16/2 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 27 ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้

คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งให้มีจำนวนสามคนซึ่งคนหนึ่งต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใดและผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีนั้นเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ชำระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้เริ่มนับอายุความในการฟ้องคดีใหม่นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว”

มาตรา 13 ให้ยกเลิกความในมาตรา 18 และมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 18 ภายใต้บังคับมาตรา 19 เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือในกรณีที่มีการร้องขอตามวรรคสองให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด

(1) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาเพื่อให้ถ้อยคำส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้

(2) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

(3) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา 26 หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือให้เก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ก่อน

(4) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่

(5) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่

(6) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้

(7) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว

(8) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิด

เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในบรรดาความผิดอาญาต่อกฎหมายอื่นซึ่งได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหรือเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดหรือมีข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งดำเนินการตามวรรคหนึ่งก็ได้ หรือหากปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รีบรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานแล้วแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

ให้ผู้ได้รับการร้องขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง (1) (2) และ (3) ดำเนินการตามคำร้องขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ หรือภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวันและไม่เกินสิบห้าวัน เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสมควร ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดระยะเวลาที่ต้องดำเนินการที่เหมาะสมกับประเภทของผู้ให้บริการก็ได้

มาตรา 19 การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8)ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิด เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วย ในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็ว

เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ เพื่อเป็นหลักฐาน

การทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 18 (4) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น

การยึดหรืออายัดตามมาตรา 18 (8) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียว หรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน

หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 14 ให้ยกเลิกความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 20 ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้

(1) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

(2) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

(3) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือกฎหมายอื่นซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นหรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ร้องขอ

ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์จะมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยอนุโลม

ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคสองขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ แต่ละคณะให้มีกรรมการจำนวนเก้าคนซึ่งสามในเก้าคนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง และให้กรรมการได้รับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

การดำเนินการของศาลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง พนักงานเจ้าหน้าที่จะทำการระงับการทำให้แพร่หลาย หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเอง หรือจะสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ ระยะเวลา และวิธีการปฏิบัติสำหรับการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยคำนึงถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พนักงานเจ้าหน้าที่จะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งไปก่อนที่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หรือพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์จะยื่นคำร้องตามวรรคสองไปก่อนที่รัฐมนตรีจะมอบหมายก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องรายงานให้รัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”

มาตรา 15 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้องหรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่ง หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ที่อาจนำมาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดรายชื่อ ลักษณะ หรือรายละเอียดของชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจนำมาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ก็ได้”

มาตรา 16 ให้ยกเลิกความในมาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 25แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 22 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสองเปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่ได้มาตามมาตรา 18 ให้แก่บุคคลใด

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่นในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสองหรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือกับพนักงานสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 18 วรรคสอง โดยมิชอบหรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาล

พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 23 พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสองผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา 18 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 24 ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา 18 และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 25 ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้หรือที่พนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น”

มาตรา 17 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 26 ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินสองปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้

มาตรา 18 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อาจได้รับค่าตอบแทนพิเศษตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

ในการกำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่ ความรู้ความเชี่ยวชาญความขาดแคลนในการหาผู้มาปฏิบัติหน้าที่หรือมีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานออกจากระบบราชการเป็นจำนวนมากคุณภาพของงาน และการดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมโดยเปรียบเทียบค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมด้วย”

มาตรา 19 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“มาตรา 31 ค่าใช้จ่ายในเรื่องดังต่อไปนี้ รวมทั้งวิธีการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

(1) การสืบสวน การแสวงหาข้อมูล และรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

(2) การดำเนินการตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) (5) (6) (7) และ (8) และมาตรา 20

(3) การดำเนินการอื่นใดอันจำเป็นแก่การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้”

มาตรา 20 บรรดาระเบียบหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีระเบียบหรือประกาศที่ต้องออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ

การดำเนินการออกระเบียบหรือประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

มาตรา 21 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปมประชามติไม่โปร่งใสฉุดไทยร่วงอันดับที่ 101 ดัชนีคอร์รัปชันโลก 2016

ปมประชามติไม่โปร่งใสฉุดไทยร่วงอันดับที่ 101 ดัชนีคอร์รัปชันโลก 2016

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติเปิดรายงานดัชนีคอร์รัปชัน 2016 ไทยได้ 35 เต็ม 100 อยู่อันดับ 101 ร่วง 25 อันดับจากปีก่อน ระบุถดถอยเพราะปัญหาการเมือง การปราบปรามของรัฐบาล รัฐธรรมนูญใหม่อ้างว่ามุ่ง ‘ปราบโกง’ แต่เนื้อหาปกป้องอำนาจกองทัพ-รัฐบาล บ่อนเซาะการคืนอำนาจไปสู่พลเรือน ประชามติไม่โปร่งใส ห้ามสังเกตการณ์ การดีเบต-รณรงค์ทำไม่ได้ มีคนหลายสิบถูกดำเนินคดี

25 ม.ค. 2017 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้เปิดเผย ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลกปี 2016 จัดอันดับ 176 ประเทศทั่วโลก

ปีนี้เดนมาร์กได้อันดับ 1 ด้วยคะแนน 90 คะแนน คะแนนลดลงจากปีที่แล้ว 1 คะแนน ขณะที่นิวซีแลนด์ได้อันดับ 1 ร่วมเช่นกัน ด้วยคะแนน 90 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2 คะแนน

สำหรับประเทศไทยได้อันดับ 101 ด้วยคะแนน 35 คะแนน คะแนนลดลง 3 คะแนนเมื่อเทียบกับปีก่อน และเมื่อเทียบ 5 ปีย้อนหลัง ประเทศไทยได้อันดับและคะแนนดังนี้

ปี 2016 ได้ 35 คะแนน อันดับ 101
ปี 2015 ได้ 38 คะแนน อันดับ 76
ปี 2014 ได้ 38 คะแนน อันดับ 85
ปี 2013 ได้ 35 คะแนน อันดับ 102
ปี 2012 ได้ 37 คะแนน อันดับ 88

ทั้งนี้ในรายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ  ระบุว่า ปีนี้ไม่มีประเทศไหนที่เข้าใกล้คะแนนเต็มของดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2016 และ 2 ใน 3 ของ 176 ประเทศและดินแดนที่ถูกจัดอันดับ ได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง คะแนนเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 43 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ชี้ให้เห็นถึงคอร์รัปชันเรื้อรังในภาคสาธารณะ ประเทศที่ได้คะแนนสูง (สีเหลืองในแผนที่) มีจำนวนน้อยกว่าประเทศกลุ่มสีส้มและสีแดงที่ได้คะแนนน้อย ที่ซึ่งพลเมืองของประเทศและดินแดนเหล่านั้น ในชีวิตประจำวันต้องเผชิญกับผลกระทบที่จับต้องได้จากการคอร์รัปชัน

โดยในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมี 30 ประเทศที่ถูกจัดอันดับ มีจำนวน 19 ประเทศที่ได้คะแนนน้อยกว่า 40 คะแนน โดยคะแนนที่น้อยเกิดขึ้นจาก รัฐบาลทีไม่มีความรับผิดชอบ ขาดการตรวจสอบ ความไม่ปลอดภัยและพื้นที่หดแคบลงของประชาสังคม การผลักมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันเข้าสู่ชายขอบของประเทศเหล่านั้น เหตุคอร์รัปชันอื้อฉาว ยังคงมีเหตุการณ์บ่อนเซาะความเชื่อมั่นรัฐบาล ประชาธิปไตย และหลักนิติธรรม

สำหรับประเทศที่มีการปรับปรุงนั้น ในรายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ระบุว่า อัฟกานิสถานซึ่งปีนี้ อยู่อันดับที่ 169 ได้ 15 คะแนน แม้จะยังอยู่ใน 10 อันดับรั้งท้าย แต่คะแนนก็เพิ่มขึ้นเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2013 ที่ได้ 8 คะแนน

ทั้งนี้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของอัฟกานิสถานได้ให้คำมั่นว่าจะขจัดคอร์รัปชัน ให้สัญญาว่าเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาชน และมีความก้าวหน้าหลายเรื่อง โดยศูนย์ยุติธรรมเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันกำลังพิจารณาคดีแรกที่เป็นการคอร์รัปชันขนานใหญ่ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็เพิ่งบังคับใช้ โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใส่นานาชาติหวังว่าอัฟกานิสถานจะยึดมั่นในแผนนี้

ส่วนติมอร์ตะวันออก ลาว และพม่า มีคะแนนที่ดีขึ้นในปี 2016 นี้ โดยติมอร์ตะวันออกได้ 35 คะแนน เมื่อปี 2015 ได้ 28 คะแนน ลาวได้ 30 คะแนน จากเมื่อปี 2015 ได้ 25 คะแนน พม่าได้ 28 คะแนน จากเมื่อปี 2015 ได้ 22 คะแนน

โดยกรณีของพม่านับตั้งแต่พรรคเอ็นแอลดีเป็นรัฐบาลในเดือนมีนาคมปี 2016 ได้สร้างความหวังแห่งการเปลี่ยนแปลงว่าจะนำประเทศไปสู่การปกครองแบบพลเรือน พรรคเอ็นแอลดีนำเสนอแผนปฏิบัติการเพื่อลดการคอร์รัปชัน อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ก็ยังมีข้อถดถอย เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ โดยสิ่งที่ถูกเน้นย้ำก็คือ ยังขาดการตรวจสอบกองทัพพม่า ซึ่งมักลอยนวลพ้นผิดจากการกระทำละเมิด

สำหรับประเทศเอเชียแปซิฟิกที่คะแนนถดถอยนั้น กัมพูชาได้ 21 คะแนน และอยู่อันดับที่ 156 โดยคะแนนเท่ากับปี 2015 และกลายเป็นประเทศที่ได้คะแนนน้อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่พื้นที่ของภาคประชาสังคมกำลังถูกจำกัดอย่างยิ่งยวด

สำหรับประเทศไทย ซึ่งคะแนนลดลงเหลือ 35 คะแนน ปัจจัยเสริมมาจากผลสืบเนื่องจากความยุ่งเหยิงทางการเมือง การปราบปรามของรัฐบาล การขาดการกำกับดูแลจากองค์กรที่เป็นอิสระ และสิทธิที่ถดถอย ซึ่งกัดกร่อนความมั่นใจของสาธารณชนในประเทศ

สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย ซึ่งมุ่งโฟกัสในเรื่องปราบคอร์รัปชัน แต่ก็ปกป้องอำนาจของกองทัพและรัฐบาลที่ไม่อาจตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังกร่อนเซาะกระบวนการคืนอำนาจไปสู่รัฐบาลพลเรือนประชาธิปไตย

รายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ระบุถึงช่วงก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคม ปีที่แล้วด้วยว่า การถกเถียงอย่างเสรีในเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปไม่ได้ การณรงค์เพื่อต่อต้านนั้นถูกห้าม และมีคนหลายสิบถูกจับกุม รัฐบาลทหารก็ห้ามไม่ให้มีการสังเกตการณ์ลงประชามติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการขาดแคลนอิสระ การตรวจสอบ และการดีเบตถกเถียงอย่างจริงจัง


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สถานการณ์ฉุกเฉินของ ‘รถฉุกเฉิน’

สถานการณ์ฉุกเฉินของ ‘รถฉุกเฉิน’

งานศึกษาพบอุบัติเหตุที่เกิดกับรถพยาบาลมีหลายปัจจัย ทั้งตัวคนขับ สภาพรถ สภาพแวดล้อม พบพนักงานขับรถฉุกเฉินจำนวนหนึ่งไม่เคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์และหลักสูตรขับรถพยาบาล บางรายไม่ได้ขึ้นทะเบียนในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน แนะ สธ. เร่งฝึกอบรม และรณรงค์ให้คนเคารพกฎจราจร

ภาพจาก http://news.mthai.com/general-news/354961.html

หลายคนคงได้รับรู้ข่าวคราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา กรณีคนขับรถกู้ชีพของโรงพยาบาลบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ที่กำลังไปรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีอาการแน่นหน้าอก แต่ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถกระบะเสียก่อน เหตุการณ์ต่อมาคือทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ จึงต้องไปคุยกันต่อที่สถานีตำรวจ ทำให้รถพยาบาลคันดังกล่าวไม่สามารถไปรับผู้ป่วยได้ทัน จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ต่อมาเพจ ‘ทีมงานโฆษก ตร.’ ได้โพสต์ข้อความในช่วงกลางวันของวันที่ 19 มกราคมว่า

“ทีมงานโฆษก ตร. ขอรายงานเหตุน่าสนใจ กรณีที่มีการลงข่าวว่า “รถฉุกเฉินชนกับรถกระบะ และเจ้าของรถกระบะไม่ให้รถฉุกเฉินไปรับคนป่วย เป็นเหตุให้ คนป่วยเสียชีวิตนั้น” ข้อเท็จจริงคือ เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 60 รถฉุกเฉินโรงพยาบาลบางบัวทองกำลังจะไปรับผู้ป่วยที่แน่นหน้าอกส่งโรงพยาบาล ขณะเดินทางได้เกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนกับรถกระบะ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทางฝ่ายรถฉุกเฉินโรงพยาบาลบางบัวทองจึงได้โทรประสานไปยังโรงพยาบาลบางใหญ่ ให้ไปรับผู้ป่วยแทน ซึ่งผู้ป่วยนั้นเป็นผู้หญิง อายุ74ปี ป่วยเป็นโรคไต ความดันลดละพึ่งผ่าตัดลำไส้ ซึ่งข้อจริงนั้นรถของทางโรงพยาบาลบางใหญ่ได้ไปรับแล้ว แต่ผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว มิได้เกิดจากการที่รถฉุกเฉินไม่ได้ไปรับผู้ป่วยตามที่ปรากฎในข่าวแต่อย่างใด ในส่วนของรถทั้งสองคันที่ชนกัน ทางพนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบปรับทั้งสองฝ่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างประมาท”

แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิความเดือดดาลของผู้คนลงสักเท่าไหร่ เพราะยังเห็นว่าถ้ารถฉุกเฉินสามารถไปรับตัวผู้ป่วยได้ทัน การตายก็คงไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้

ในกรณีข้างต้น อุบัติเหตุที่เกิดกับรถฉุกเฉินดูเหมือนจะถูกโยนให้เป็นความผิดของคนขับรถกระบะโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเรื่องที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แต่ประชาไทจะชวนไปดูข้อมูลจากวารสารวิจัยระบบสาธารณสุข ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2558 เรื่อง สถานการณ์และสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาลในประเทศไทย ที่ระบุว่าเมื่อปี 2557 รถฉุกเฉินประสบอุบัติเหตุสูงถึง 61 ครั้ง ผู้โดยสารและพนักงานขับรถได้รับบาดเจ็บ 130 ราย และมีผู้เสียชีวิต 19 ราย ซึ่งสูงเกือบเท่ากับจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียชีวิตในรอบ 10 ปีตามรายงานของสำนักพยาบาลที่รายงายเกี่ยวกับบุคลากรทางการแพทย์ประสบอุบัติเหตุในรถพยาบาล

ถ้าดูตัวเลขข้างต้นโดยอ้างอิงเอากับจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตจากท้องถนนต้องถือว่าไม่มากเลย แต่เมื่อนำไปประกบกับจำนวนผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินแล้วล่ะก็ การเสียชีวิตในหลักสิบส่งผลมากกว่าที่คิด เพราะในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ในปี 2557 มีผู้ปฏิบัติงานในระบบจำนวน 159,854 คน ในจำนวนนี้เป็นแพทย์เพียงร้อยละ 1 พยาบาลร้อยละ 12 เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินการแพทย์ร้อยละ 1 พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ร้อยละ 4 นั่นหมายความว่าการสูญเสียกำลังคนแม้จะเพียงหลักสิบ แต่ก็เป็นการซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนบุคลากร

งานชิ้นนี้ระบุว่าสาเหตุที่มีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาลและความไม่ปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่เพียงเพราะผู้ใช้รถใช้ถนนเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น …ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าพฤติกรรมการขับขี่และการไม่ใส่ใจกฎจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนนมีส่วน แต่ก็เพียงส่วนหนึ่งของต้นตอ งานศึกษานี้จำแนกสาเหตุออกเป็น 4 ด้านคือ

1.ปัจจัยด้านบุคคล พนักงานขับรถไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ไม่เคยผ่านหลักสูตรขับรถพยาบาล บางคนไม่ได้ขึ้นทะเบียนในระบบการแพทย์ฉุกเฉินด้วยซ้ำ ไม่มีรายงานที่อธิบายรายละเอียดปัญหาสุขภาพ การได้ยิน และการมองเห็น ทั้งยังพบว่าก่อนวันปฏิบัติงานพนักงานขับรถในบางกรณีต้องทำภารกิจอื่นที่เสี่ยงต่อความอ่อนล้าของร่างกาย การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือการขับรถเร็วเกินกว่าที่กำหนด

2.ปัจจัยด้านยานพาหนะ เครื่องมือและอุปกรณ์ภายในรถพยาบาล รถบางครั้งทั้งตัวรถและอุปกรณ์ไม่มีการตรวจสภาพและขึ้นทะเบียนในระบบ การติดตั้งสัญญาณไฟวับวาบและเสียงไซเรนไม่รู้ว่ามีความถูกต้องหรือไม่ ไม่มีการติดตั้งจีพีเอส ทั้งยังพบว่ารถตู้ที่ดัดแปลงเป็นรถฉุกเฉินมีอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

3.ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น การไม่มีป้ายสัญลักษณ์ที่ชัดเจน การไม่มีระยะหน่วงในการเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจร หรือแสงสว่างไม่เพียงพอ เป็นต้น

4.ปัจจัยด้านสังคม กฎระเบียบ ขนบธรรมเนียม เช่น การเกิดอุบัติเหตุในแหล่งชุมชนที่มีการสัญจรไปมาค่อนข้างมาก ถนนที่ใช้ขนถ่ายผลผลิตทางการเกษตรและมีเศษผลผลิตการเกษตรตกหล่นบนถนน

งานดังกล่าวเสนอแนะว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ( สพฉ.) ควรกำหนดคุณสมบัติพนักงานขับรถพยาบาลและฝึกอบรมหลักสูตรพนักงานขับรถพยาบาลทั้งของภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ขณะที่รถพยาบาลจะต้องทำการปรับปรุงมาตรฐาน เช่น การติดตั้งจีพีเอส การจำกัดความเร็ว การเพิ่มค้อนทุบกระจกและที่ตัดเข็มขัดนิรภัย ทำการเพิ่มสัญลักษณ์หรือสัญญาณจราจรในจุดเสี่ยงต่างๆ และยังรวมถึงการรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการนำส่งผู้ป่วย เพื่อให้หลีกทางแก่รถพยาบาลและเพิ่มมาตรการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร

ปัจจุบัน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 76 ระบุว่า ผู้ใช้ถนนร่วมกับรถฉุกเฉินว่า คนขับรถ หรือจูงสัตว์ หากเห็นแสงไฟวาบ หรือไซเรน ให้หยุดหรือจอดชิดซ้ายทันที เพื่อให้รถฉุกเฉินผ่านไปเสียก่อน หรือหากผู้ขับรถกำลังขับรถตามสัญญาณไฟเขียว แต่พบเห็นรถฉุกเฉินฝ่าไฟแดงมา ผู้ขับรถจะต้องหยุดเพื่อรอให้รถฉุกเฉินไปก่อน หากไม่ปฏิบัติตามหรือหลบหลีก หรือจอดให้รถฉุกเฉินไปก่อนจะมีโทษปรับ 500 บาท


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ศักราชใหม่ สหรัฐถอนตัว TPP – รมว.พาณิชย์ยันไม่กระทบไทย เตรียมมุ่งกรอบ RCEP-TIFA

ศักราชใหม่ สหรัฐถอนตัว TPP – รมว.พาณิชย์ยันไม่กระทบไทย เตรียมมุ่งกรอบ RCEP-TIFA

Posted: 23 Jan 2017 11:41 PM PST

TPP ข้อตกลงใหญ่ที่ภาคประชาชนไทยกังวลปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองการลงทุนที่จะกระทบนโยบายสาธารณะมาถึงคราวหยุดชะงักเมื่อสหรัฐถอนตัว แต่ทางการไทยก็เตรียมเจรจากรอบความตกลงอื่นที่สาธารณชนยังต้องจับตามอง

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีใหม่หมาดที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อ 3 วันก่อน ก็เริ่มต้นดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ด้วยการลงนามในคำสั่งพิเศษ ถอนสหรัฐฯ ออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP)

ข้อตกลงนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ในสมัยของบารัค โอบามา แต่ยังไม่ผ่านสภาคองเกรส เป็นกรอบความร่วมมือที่ใหญ่ที่สุดเริ่มต้นเมื่อปี 2548 และมีกำหนดจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันให้ได้ภายในปี 2561 ประเทศที่อยู่ในข้อตกลง ทีพีพี ประกอบด้วย 12 ประเทศ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก มาเลเซีย บรูไน เวียดนาม สิงคโปร์ ชิลี และเปรู

กลุ่มประเทศภาคีทีพีพี 12 ประเทศ มีประชากรรวมกันราว 800 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 40 ของการค้าทั่วโลก ภายใต้ข้อตกลงนี้ กลุ่มประเทศภาคีจะตัดทิ้งภาษีสินค้าหลายรายการรวมร้อยละ 98 รวมทั้งชิ้นส่วนรถยนต์ ผลิตภัณฑ์นม น้ำตาลและพลังงาน ฯลฯ นอกเหนือจากการตั้งการค้า การลงทุนและระเบียบธุรกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ขณะที่ภาคประชาสังคมไทยนั้นออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการเจรจา TPPอย่างแข็งขัน นอกจากประเด็นความโปร่งใสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากแล้ว ยังมีประเด็นใหญ่ของผลประโยชน์ที่ว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอาจได้ประโยชน์แต่นโยบายสาธารณะหลายอย่างจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก ข้อกังวลหลักได้แก่ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการผลิตยาเองและการต่อรองราคายากับต่างประเทศ ประเด็นการคุ้มครองการลงทุนของต่างชาติที่อาจกระทบต่อสาธารณะ

การถอนตัวของยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกานั้น ทำให้เกิดความไม่แน่ใจในการบรรลุข้อตกลนี้ ลี เซียง ลุง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ระบุว่าทีพีพีนั้นสำเร็จได้ยกและสิงคโปร์เตรียมผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจรูปแบบอื่นๆ ขณะที่ญี่ปุ่นกับออสเตรเลียนั้นยังคงยืนยันจะเดินหน้าต่อ และยังกระชับความสัมพันธ์ด้านกลาโหมต่อกันโดยลงนามในข้อตกลงจัดหาและเอื้อเฟื้อภาระในแก่การปฏิบัติงานองกำลังทหาร ซึ่งเป็นความร่วมมือในการซ้อมรบและภารกิจรักษาสันติภาพ เป็นการผนึกกำลังปกป้องผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการค้าในเอเชียแปซิฟิกยากมที่จีนรุกกร้าวมากขึ้นในทะเลจีนใต้

ขณะเดียวกันเว็บไซต์ทำเนียบขาวได้ปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับนาฟตาทันทีที่นายทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งเพื่อตอกย้ำสิ่งที่ได้หาเสียงไว้ว่าจะรื้อการเจรจานาฟตาที่สหรัฐทำไว้กับแคนาดาและเม็กซิโกตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งระหว่างการหาเสียงนายทรัมป์ตำหนิข้อตกลงนาฟตาว่าเป็นข้อตกลงการค้าเลวร้ายที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยลงนามมา ทั้งนี้ ระเบียบนาฟตาเปิดทางให้สมาชิกสามารถถอนตัวได้ด้วยการแจ้งประเทศอื่นในกลุ่ม โดยมีเวลาในการเจรจา 180 วัน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ภายในเวลานั้น ข้อตกลงนาฟตาก็จะถูกยกเลิก ด้านแคนาดาและเม็กซิโกประกาศหลังจากนายทรัมป์ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีว่า พร้อมเจรจากับรัฐบาลใหม่สหรัฐเพื่อทบทวนเงื่อนไขในนาฟตา โดยแคนาดาหวังว่าจะคงนาฟตาไว้แม้สหรัฐถอนตัว

สำหรับท่าทีของไทย อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการฉีกทีพีพีของทรัมป์ เพราะยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก สิ่งที่จะดำเนินการต่อจากนี้คือ ผลักดัน “อาร์เซ็ป” (The Regional comprehensive economic partnership-RCEP)  หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค ระหว่างอาเซียนและอีก 6 ประเทศ รวมเป็น 16 ประเทศ เริ่มต้นกันมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นกรอบการเจรจาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากไม่มีทีพีพี นอกจากนี้ไทยยังจะสัมพันธ์กับสหรัฐโดยมุ่งไปในกรอบข้อตกลงการค้าและการลงทุนสหรัฐอเมริกา Trade and Investment Framework Agreement-TIFA) ซึ่งปีนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมด้วย

เรียบเรียงจาก
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/737276
http://www.posttoday.com/biz/gov/477295
http://prachatai.com/journal/2012/12/44006


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เลือกตั้งเปลี่ยนโลกปี 2017 โลกขวาหันจริงหรือ (แล้วไทยจะได้เลือกตั้งไหม?)

เลือกตั้งเปลี่ยนโลกปี 2017 โลกขวาหันจริงหรือ (แล้วไทยจะได้เลือกตั้งไหม?)

ทบทวนการเลือกตั้งสำคัญในโลกปี 2016 สะท้อนการแก้ไขปัญหาการเมืองผ่านช่องทางประชาธิปไตย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2017 เมื่ออังกฤษผ่าน Brexit และโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี จะเกื้อหนุนให้การเลือกตั้งในปี 2017 เปลี่ยนยุโรปไปทางขวาจริงหรือ ทั้งที่เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี

ส่วนที่ฮ่องกงจะมีการสรรหาผู้ว่าการฮ่องกง ขณะที่พลเมืองรณรงค์คู่ขนานเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียง ขณะที่เมืองไทยคสช. ซึ่งเคยเปรยว่าโรดแมปจัดเลือกตั้งภายในปีนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่าจะเลื่อนออกไป

การเมืองระหว่างประเทศในปี 2017 จะส่งผลกระทบต่อโลกแค่ไหน

ย้อนพินิจการเลือกตั้งสำคัญในโลกปี 2016 สะท้อนการแก้ไขปัญหาการเมืองผ่านช่องทางประชาธิปไตย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2017 เมื่ออังกฤษผ่านประชามติ Brexit ในปีที่แล้ว และปีนี้โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ทั้งหมดนี้จะเกื้อหนุนให้การเลือกตั้งในปี 2017 เปลี่ยนยุโรปไปทางขวาจริงหรือไม่

โดยเนเธอร์แลนด์กลางเดือนมีนาคมนี้กำลังจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. โดยผู้สมัครอย่างกรีท ไวด์เดอร์ส ที่ชูนโยบายถอนตัวจากอียู ต่อต้านผู้อพยพ และมักใช้ข้อความเฮทสปีชโดยอ้างเสรีภาพการพูดเป็นผ้าคลุม ก็กำลังได้รับความนิยม แต่ฝันของพรรคฝ่ายขวาอาจไม่เป็นเช่นนั้น หากพรรครัฐบาลเดิมยังรวมเสียงตั้งรัฐบาลผสมได้

ส่วนที่ฝรั่งเศสปลายเดือนเมษายนจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก โดยมารีน เลอ แปน ผู้นำพรรคขวาจัด “แนวร่วมชาตินิยม” กำลังคุยโตหลังชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ และหวังเห็นยุโรปเป็นเช่นสหรัฐอเมริกาและอังกฤษบ้าง แต่ก็อาจจะยากเพราะคู่แข่งสำคัญคือพรรคแนวทางขวากลางที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ฟร็องซัว ฟียง ที่ชูนโยบายผ่อนคลายกฎหมายจ้างงาน ลดภาษีภาคธุรกิจ ลดการจ้างงานภาครัฐ ขณะที่รัฐบาลพรรคสังคมนิยมแม้คะแนนนิยมไม่กระเตื้อง แต่จะมีความชัดเจนขึ้นเมื่อผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรคฝ่ายซ้ายที่เบอนัว อามง ผู้เสนอเก็บภาษีหุ่นยนต์ ทำให้กัญชาถูกกฎหมายและระบบเงินเดือนพื้นฐาน กำลังได้รับความนิยม

ส่วนที่เยอรมนี แองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี 3 สมัยจากพรรคคริสเตียนเดโมแตรต จะลงสมัครในการเลือกตั้งเดือนกันยายนนี้เป็นสมัยที่ 4 แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากพรรคฝ่ายขวา และอาจสูญเสียที่นั่งในสภาไปบ้าง แต่แมร์เคิลก็จะนำพรรคคริสเตียนเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง และชูนโยบายเป็นมิตรกับผู้อพยพ และเป็นผู้นำชาติในสหภาพยุโรปต่อต้านท่าทีแข็งกร้าวของรัสเซีย แต่หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งเยอรมนีและสหภาพยุโรปจะตกอยู่ในปัญหาใหญ่

ที่ฮ่องกง การต่อสู้เพื่อขยับพื้นที่ประชาธิปไตยคัดง้างกับอำนาจของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี เดือนมีนาคมปีนี้จะชี้วัดกันที่การสรรหาผู้ว่าการฮ่องกง ที่แม้รัฐบาลปักกิ่งจะทรงอิทธิพล และที่มาของผู้ว่าการฮ่องกงก็มาจากการเลือกโดยคณะผู้เลือกตั้งจากสมาคมและกลุ่มวิชาชีพหลักพันคน แต่ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยฮ่องกงก็พยายามขยายพื้นที่่ต่อสู้นั้นเพื่อให้เกิดการเลือกตั้ง 1 คน 1 เสียง ที่พลเมืองฮ่องกงสามารถเลือกตัวแทนของพวกเขาได้เอง

ขณะที่ในเกาหลีใต้ หลังการชุมนุมยาวนานจนรัฐสภาถอดถอน พัก กึนเฮนั้น บัดนี้เสียงรวมกันของฝ่ายค้านในสภาเข้มแข็งพอที่จะผ่านกฎหมายหรือแม้แต่แก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีผลทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในปีนี้เปลี่ยนขั้วกลายมาเป็นผู้นำจากพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ ขณะที่บัน คีมุน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติที่แย้มว่าต้องการลงเล่นการเมือง ก็มีจุดอ่อนเต็มไปหมด

กลับมาเมืองไทย คสช. ซึ่งเคยเปรยว่าโรดแมปจัดเลือกตั้งภายในปีนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าจะเลื่อนออกไป

 

เลือกตั้งเนเธอร์แลนด์: จะเกิด “Nexit” สั่นสะเทือนสหภาพยุโรปหรือไม่

มาร์ก รุท (Mark Rutte) (ซ้าย) นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ ผู้นำพรรค VVD และกรีท ไวด์เดอร์ส (Geert Wilders) (ขวา) ผู้นำพรรคขวาจัดแบบประชานิยม PVV (ที่มา: Rijksvoorlichtingsdienst/Flickr และ Metropolico.org)

สำหรับยุโรปมีคำถามตามมาว่าจะมีประเทศใดอีกที่จะถอนตัวจากสหภาพยุโรป โดยบทวิเคราะห์ใน The Atlantic เสนอว่า การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาของเนเธอร์แลนด์ 150 ที่นั่ง ในวันที่ 15 มีนาคม 2017 นี้จะเป็น “Nexit” ตาม “Brexit” ของสหราชอาณาจักร หรือไม่ เมื่อนักการเมืองขวาจัดจากพรรค PVV อย่าง กรีท ไวด์เดอร์ส (Geert Wilders) ชูนโยบายถอนตัวจากสหภาพยุโรป ขณะที่ผลสำรวจความนิยมช่วงต้นเดือนมกราคมนี้ก็มีคะแนนนำพรรครัฐบาล VVD ที่มีมาร์ก รุท (Mark Rutte) เป็นนายกรัฐมนตรี

ไวด์เดอร์ส ได้รับความนิยมจากการที่เขามักใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง เขาเคยกล่าวว่าต้องการเห็นผู้อพยพโมร็อกโกน้อยลงกว่านี้ จากข้อความดังกล่าวทำให้เขาถูกฟ้องร้องในข้อกล่าวหาก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ แต่เขาก็ไม่ถูกตัดสินลงโทษ แถมเขายังใช้คดีความที่ว่านี้สร้างชื่อเสียงว่าเขาเป็นผู้ปกป้องเสรีภาพการพูด และเป็นเหยื่อของความถูกต้องทางการเมือง (Political Correctness-PC) นอกจากนี้ไวด์เดอร์สยังมีภาพของนักการเมืองที่ต่อต้านอิสลาม ต่อต้านคนเข้าเมือง เคยเสนอให้คัมภีร์อัลกุรอานเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เก็บภาษีผ้าคลุมศีรษะ และห้ามการสร้างมัสยิด

อย่างไรก็ตามการแข่งขันเป็นไปอย่างสูสี คะแนนจากผลสำรวจความนิยมพบว่าบรรดาพรรคการเมืองต่างเปลี่ยนกันขึ้นมานำ และหากพรรคฝ่ายขวา PVV ยังคงรักษาคะแนนความนิยมเอาไว้ได้ ช่วงใกล้เลือกตั้งบรรดาพรรคการเมืองก็อาจจะรวมตัวเพื่อตั้งพรรคร่วมรัฐบาล และหยุดยั้งไม่ให้ไวด์เดอร์สและพรรค PVV ขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งนั่นอาจทำให้ภาวะการนำของเนเธอร์แลนด์ต้องหยุดชะงักชั่วคราว ในช่วงที่สหภาพยุโรปเองก็เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่

 

เลือกตั้งฝรั่งเศส: แม้ผู้นำขวาจัด ‘เลอ แปน’ ไม่ชนะ
แต่นโยบายอนุรักษ์นิยมยังค
งมีอิทธิพล

จากซ้ายไปขวา (1) เบอนัว อามง (Benoit Hamon) ผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส (PS) ผู้เสนอเงินเดือนพื้นฐาน เก็บภาษีหุ่นยนต์ กัญชาถูกกฎหมาย (2) ฟร็องซัว ฟียง (François Fillon) อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคสาธารณรัฐ (Les Républicains) เสนอลดภาษีภาคธุรกิจ ผ่อนคลายกฎหมายแรงงาน เลิกจ้างงานภาครัฐ 5 แสนตำแหน่ง เพื่อลดภาระของภาครัฐบาล และ (3) มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (Front National) ซึ่งเสนอถอนตัวจากสหภาพยุโรป (ที่มา: [1] Ulysse Bellier/Wikipedia [2] Blandine Le Cain/Wikipedia [3] Marie-Lan Nguyen/Wikipedia)

ในฝรั่งเศสจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส รอบแรกในวันที่ 23 เมษายน และรอบสองในวันที่ 7 พฤษภาคม 2017 โดยคนที่น่าจับตาคือ มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัด “แนวร่วมชาตินิยม” (FN) ซึ่งเคยคุยโตหลังชัยชนะของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ว่าเธอจะเป็นประธานาธิบดีคนถัดไปของฝรั่งเศส และในการประชุมของบรรดาพรรคฝ่ายขวายุโรปในเยอรมนีเมื่อ 21 มกราคมที่ผ่านมา เลอ แปน ก็กล่าวว่า “ปี 2016 เป็นปีที่โลกแองโกล-แซกซันตื่นขึ้น และดิฉันมั่นใจว่าปี 2017 จะเป็นปีที่ประชาชนในภาคพื้นยุโรปจะตื่นขึ้น”

บทวิเคราะห์ใน The Atlantic ชี้ว่า แม้ว่าผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจะไม่ได้สะท้อนว่าเธอได้รับความนิยมเช่นนั้น แต่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ถ้าเธอสามารถไปถึงรอบที่ 2 ที่มีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเหลือ 2 คน อะไรก็เกิดขึ้นได้ โดยปัจจัยสนับสนุนเลอแปนมาจากผู้สนับสนุนอันแข็งขันของเธอ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือพรรคฝ่ายซ้ายก็แบ่งเป็นขั้วต่างๆ

ทั้งนี้ประธานาธิบดีฟร็องซัว ออลล็องด์ จากพรรครัฐบาลคือพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส (PS) ซึ่งคะแนนนิยมในช่วงท้ายของการดำรงตำแหน่งไม่ดีนัก ตัดสินใจไม่ลงแข่งในการเลือกตั้งอีก และในวันอาทิตย์ที่ 23 ม.ค. 2017 พรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสและแนวร่วมได้จัด “การเลือกตั้งขั้นต้น” ภายในเพื่อเฟ้นหาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่มีผู้เสนอตัว 7 คน อย่างไรก็ตามในรายงานของอัลจาซีรา ระบุว่าสมาชิกพรรคมาลงคะแนนเลือกตั้งขั้นต้นน้อยกว่าการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีก่อน และน้อยกว่าการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคสาธารณรัฐเมื่อปี่ที่แล้ว ที่มีผู้มาลงคะแนนถึง 4 ล้านคน

ผลการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส บีบีซีรายงานว่า อันดับ 1 คือเบอนัว อามง (Benoit Hamon) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาแห่งชาติ ผู้เสนอนโยบายเงินเดือนพื้นฐาน เก็บภาษีหุ่นยนต์ กัญชาถูกกฎหมาย ได้คะแนนร้อยละ 36.1 อันดับ 2 มานูเอล วาลส์ (Manuel Valls) อดีตนายกรัฐมนตรีสายกลางซ้ายได้คะแนนร้อยละ 31.2 สำหรับการเลือกตั้งขั้นต้นรอบสุดท้ายจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 มกราคมนี้

อย่างไรก็ตามภายในพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสก็มีการแยกตัว โดยเอมมานูเอล มาครอง (Emmanuel Macron) อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และกิจการดิจิทัล ได้ถอนตัวจากรัฐบาลออลล็องด์ และไปตั้งกลุ่มใหม่คืออองมาร์ช (En Marche!) โดยเขายังประกาศจะเป็นผู้สมัครประธานาธิบดีอีกด้วย

ในขณะที่พรรคสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Les Républicains) เลือกอดีตนายกรัฐมนตรี ฟร็องซัว ฟียง (François Fillon) เป็นผู้สมัครตัวแทนจากพรรค ท่ามกลางความแตกแยกของพรรคฝ่ายซ้ายทำให้ฟียงมีแนวโน้มจะได้เปรียบ โดยเขามีข้อเสนอลดภาษีภาคธุรกิจ ผ่อนคลายกฎหมายแรงงาน และขยับชั่วโมงทำงานสัปดาห์ละ 35 ชั่วโมงของฝรั่งเศสเพื่อเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังวางแผนการเลิกจ้างงานของภาครัฐ 5 แสนตำแหน่ง เพื่อลดภาระของรัฐบาล

บทวิเคราะห์ใน The Atlantic เสนอว่า หากเลอแปนได้รับชัยชนะจริงก็จะกลับหัวกลับหางการเมืองฝรั่งเศส และเป็นแรงขับเคลื่อนส่งต่อไปยังพรรคฝ่ายขวาที่ใดที่หนึ่งในยุโรป ทั้งยังจะทำให้นายกรัฐมนตรีเยอรมนี แองเกลา แมร์เคิล เป็นผู้นำคนเดียวในยุโรปที่รณรงค์เพื่อการรวมเป็นหนึ่งของสหภาพยุโรป อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะแพ้ แต่เลอแปนก็จะผลักดันฝรั่งเศสไปทางขวา ในขณะที่คู่แข่งผู้ซึ่งหากต้องการถอนข้อเสนอของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายผู้อพยพ การก่อการร้าย และสหภาพยุโรป คงต้องทำงานให้มากขึ้น

 

เลือกตั้งเยอรมนี: การชิงชัยสมัยที่ 4 ของแมร์เคิล
และความท้าทายจากกระแสฝ่ายขวา

แองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี 3 สมัยของเยอรมนี ซึ่งจะลงสมัครเป็นสมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งของเยอรมนีในเดือนกันยายนปีนี้ (ที่มา: securityconference.de/Wikipedia)

ขณะที่เยอรมนีจะมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในระดับชาติเช่นกัน ในวันที่ 24 กันยายน 2017 โดยแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี 3 สมัยจากพรรคคริสเตียนเดโมแตรตและแนวร่วม CDU/CSU เพิ่งประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าจะลงสมัครเป็นสมัยที่ 4

จากการเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2005 แมร์เคิลได้ประทับตราผลงานของเธอเอาไว้และส่งผลต่อการเมืองและเศรษฐกิจของยุโรปหลายประการ นับตั้งแต่มาตรการรัดเข็มขัดเพื่อรับมือกับวิกฤตหนี้สินยูโรโซน ต้อนรับผู้อพยพ 1 ล้านคนเข้าสู่เยอรมนี เป็นผู้นำให้ชาติในสหภาพยุโรปรวมตัวกันต่อต้านท่าทีแข็งกร้าวของรัสเซีย

คาดหมายว่าแม้พรรค CDU/CSU จะสูญเสียที่นั่งในรัฐสภาในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ แต่แมร์เคิลก็จะนำพรรคชนะการเลือกตั้งอยู่ดี ขณะที่คู่แข่งอีกรายคือ ซิกมาร์ กาเบรียล จากพรรคซ้ายกลาง สังคมประชาธิปไตย (SPD) ก็ยังไม่สามารถจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ และผลสำรวจความนิยมล่าสุดเขามีคะแนนนิยมตามแมร์เคิลอยู่ร้อยละ 10 (แมร์เคิลร้อยละ 34 กาเบรียลร้อยละ 24)

สำหรับไพ่โจ๊กเกอร์ของการเลือกตั้งเยอรมนีที่จะถึงนี้ก็คือ พรรคอัลเทอร์เนทีฟเพื่อเยอรมนี (Alternative for Germany Party – AfD) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ ต่อต้านอิสลาม และวิจารณ์สหภาพยุโรป พรรค AfD สร้างความประหลาดใจในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นของรัฐต่างๆ ในเยอรมนี โดยได้เสียงสนับสนุนถึงร้อยละ 13 นอกจากนี้ยังได้ที่นั่งเป็นพรรคอันดับ 2 ในรัฐเมคเลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์น รัฐบ้านเกิดของแมร์เคิลโดยได้ที่นั่ง 18 ที่นั่ง มากกว่าพรรค CDU/CSU ที่ได้ 16 ที่นั่ง ส่วนพรรคอันดับ 1 ยังเป็นพรรค SPD ที่ได้ 26 ที่นั่ง โดยพรรค AfD อาจได้รับคะแนนเพิ่มมากขึ้น หากเสียงต่อต้านนโยบายผู้อพยพของแมร์เคิลมีมากขึ้น

หากสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นและแมร์เคิลแพ้การเลือกตั้ง สหภาพยุโรปเองก็อาจตกอยู่ในปัญหาใหญ่

 

ฮ่องกง: พลเมืองฮ่องกงเสนอจัดเลือกตั้งจำลอง
คู่ขนานกับการสรรหาผู้ว่าการฮ่องกง

ผู้สนับสนุนกลุ่มแพน-เดโมแครตในฮ่องกงต่อต้านแผนการปฏิรูปของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปี 2015 (ที่มา: แฟ้มภาพ/Civic Party)

ในเดือนกันยายนปี 2016 ที่ผ่านมา ฮ่องกงมีการจัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกง (LegCo) ซึ่งแม้จะเป็นการเลือกตั้ง ‘ครึ่งใบ’ ซึ่งครึ่งหนึ่งของเขตเลือกตั้งเป็นการเลือกกันเองภายในสมาคมหรือกลุ่มวิชาชีพ แต่พรรคการเมืองกลุ่มที่ไม่นิยมรัฐบาลจีนก็ได้ที่นั่งรวมกันถึง 30 ที่นั่ง ขณะที่พรรคการเมืองสายนิยมรัฐบาลจีนได้ 40 ที่นั่ง (อ่านล้อมกรอบ)

และในวันที่ 26 มีนาคม 2017 นี้ จะมีการสรรหาผู้ว่าการฮ่องกง (CE) สมัยที่ 5 ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง อย่างไรก็ตามตำแหน่งของผู้นำฝ่ายบริหารดังกล่าวไม่ได้ใช้วิธีจัดเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นการคัดเลือกผ่านคณะผู้เลือกตั้ง (Election Committee) 1,200 คน ซึ่งมีที่มาจากประเภทวิชาชีพและองค์กรต่างๆ 38 ประเภท

แม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งระบบ 1 คน 1 เสียง แต่ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยฮ่องกง พยายามเข้าไปมีที่นั่งในคณะผู้เลือกตั้ง 1,200 ที่นั่ง ที่เลือกกันผ่านสมาคมวิชาชีพ โดยรายงานของ HKFP รายงานว่า ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ผู้สมัครเป็นคณะผู้เลือกตั้งฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยสามารถเอาชนะได้หลายประเภทวิชาชีพ โดยกวาดที่นั่งทั้งหมดของโควตาจากสาขาวิชาชีพ 6 ด้าน คือกิจการสาธารณะ ไอที บริการสาธารณสุข กฎหมาย การศึกษา และการศึกษาขั้นสูง นอกจากนี้ยังได้ที่นั่งอีกมากในสาขาวิชาชีพอื่นได้แก่ บัญชี สถาปัตยกรรม การแพทย์ วิศวกรรม แพทย์แผนจีน โควตาของสมาชิกสภานิติบัญญัติ รวมมีเสียงราว 325 คน จากทั้งหมด 1,200 คน

ส่วนผู้เสนอตัวชิงตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกงในเวลานี้มี หวู กว็อกฮิง (Woo Kwok-hing) อดีตรองประธานศาลอุทธรณ์ฮ่องกง ประธานคณะกรรมาธิการกิจการเลือกตั้ง ซึ่งประกาศจะชิงตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกงมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016 โดยเขาเสนอให้มีการปฏิรูประบบเลือกตั้งของฮ่องกง ด้วยการขยายฐานของสมาชิกกลุ่มต่างๆ ที่มีสิทธิเลือกคณะผู้เลือกตั้ง จากฐาน 250,000 คน ไปสู่ 1 ล้านคนในปี 2022 และ 3 ล้านคนในปี 2032 เพื่อให้เป็นระบบกึ่ง 1 คน 1 เสียงในที่สุด

ขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ เรจินา ยิป (Regina Ip) หัวหน้าพรรค New People’s Party ซึ่งเป็นฝ่ายหนุนปักกิ่ง ประกาศเมื่อ 15 ธันวาคมว่าต้องการชิงตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกง หลังจากที่ผู้ว่าการฮ่องกงคนปัจจุบัน เหลียง ชุนอิง ประกาศจะไม่ลงชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 โดยเขาจะเป็นผู้ว่าการฮ่องกงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งสมัยเดียว ขณะที่อดีตหัวหน้าฝ่ายบริหารฮ่องกง แครี หลำ และรัฐมนตรีฝ่ายการคลัง จอห์น จัน ลาออกในวันที่ 16 และ 19 มกราคมตามลำดับ เพื่อลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกง

HKFP รายงานเมื่อ 23 มกราคมนี้ว่า เบนนี ไท้ (Benny Tai) อาจารย์นิติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง ผู้ก่อตั้ง Occupy Central ในปี 2013 เพื่อรณรงค์สิทธิเลือกตั้ง 1 คน 1 เสียง เสนอกระบวนการให้สาธารณชนเสนอชื่อผู้ว่าการฮ่องกงคู่ขนานกับกระบวนการที่รัฐบาลฮ่องกงจัด เพื่อสร้างเงื่อนไขให้คณะผู้เลือกตั้งฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย 325 คน พิจารณาผู้สมัครผู้ว่าการฮ่องกง ที่มี 3 คุณสมบัติ คือ 1. ได้รับการเสนอชื่อมากกว่า 37,790 รายชื่อ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 1 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งฮ่องกง 2. เป็นผู้ที่ให้สัญญาว่าจะมีแพ็กเกจปฏิรูปที่ไม่ยึดตามข้อเสนอของรัฐบาลปักกิ่ง 3. จะต้องปกป้องคุณค่าหลักของฮ่องกง โดยกระบวนการเสนอชื่อโดยสาธารณชน จะจัดขึ้นในวันที่ 7 และ 22 กุมภาพันธ์นี้ ที่สาขาวิชาสำรวจมติมหาชน มหาวิทยาลัยฮ่องกง และศูนย์นโยบายทางสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยโปลิเทคนิคฮ่องกง

อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงวิจารณ์ว่า ผู้รณรงค์อาจจะเสนอชื่ออดีตรัฐมนตรีฝ่ายการคลัง จอห์น จัน ที่พวกเขาเห็นว่าเลวร้ายน้อยที่สุด ในหมู่แคนดิเดตผู้ว่าการฮ่องกงที่ต่างเป็นฝ่ายนิยมรัฐบาลปักกิ่ง ในขณะที่เหลียง กว็อกฮุง สมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย เห็นว่า การหันไปเลือกผู้สมัครที่เป็นฝ่ายนิยมรัฐบาลปักกิ่ง รวมทั้งการเลือก จอห์น จัน จะเป็นผลร้ายต่อขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ทำให้ผู้สนับสนุนขบวนการรู้สึกหมดหวังและจะเลิกล้มการต่อสู้ ทั้งนี้ เหลียง กว็อกฮุง เองก็แสดงเจตนาที่จะลงสมัครผู้ว่าการฮ่องกงเช่นกัน แต่เขาต้องการทราบผลว่าได้รับเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนมากพอหรือไม่ก่อน

ขณะที่ ‘โจชัว หว่อง’ ก็เตือนผู้สนับสนุนประชาธิปไตยฮ่องกงเช่นกันให้ทบทวนนโยบายเศรษฐกิจของจอห์น จัน ที่ทำลายผลประโยชน์ของคนหาเช้ากินค่ำและในฮ่องกง

 

เกาหลีใต้: ผู้นำฝ่ายค้านจ่อขึ้นชิงประธานาธิบดีหลังยุค ‘พัก กึนเฮ’
ส่วน ‘บัน คีมุน’ ยังมีข้อจำกัด

การประชุมรัฐสภาเกาหลีใต้เพื่อลงมติลับถอดถอน ประธานาธิบดีพัก กึนเฮ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2016 (ที่มา: JTBC News)

หลังการชุมนุมทุกสุดสัปดาห์ติดต่อกันมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2016 จนกระทั่งเมื่อ 9 ธันวาคมปีที่ผ่านมา รัฐสภาเกาหลีใต้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดี พัก กึนเฮ ในข้อกล่าวหาที่ว่าให้ชเว ซุนซิล เพื่อนสนิทแทรกแซงกิจการการเมืองทั้งที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล และเรียกรับผลประโยชน์ จากการที่เพื่อนสนิทกดดันให้บริษัทยักษ์ใหญ่บริจาคเงินให้มูลนิธิที่ตัวเองตั้งขึ้นด้วย

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีเวลาทบทวนความชอบทางกฎหมายของมติถอดถอนซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 180 วัน หรือภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2017 และหากศาลรัฐธรรมนูญยืนตามมติถอดถอน การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็จะจัดเร็วขึ้น โดยตามกฎหมายของเกาหลีใต้การเลือกตั้งทั่วไปจะต้องจัดภายใน 60 วัน หลังจากประธานาธิบดีลงจากตำแหน่ง หรือถูกขับให้พ้นจากตำแหน่ง ทำให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมคือก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2017 โดยอาจจะมีการจัดเลือกตั้งอย่างช้าที่สุดภายในเดือนสิงหาคม 2017

หากมีการจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้รอบใหม่ พัก กึนเฮ ก็ไม่สามารถลงสมัครได้ เนื่องจากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญไม่ให้ลงสมัครประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 ได้ ขณะเดียวกันสถานการณ์ภายในพรรคแซนูรี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลก็ประสบความแตกแยก โดยมีกลุ่ม ส.ส. เกือบ 30 คน แยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่คือพรรคบารึน หรือพรรคอนุรักษ์นิยมใหม่เพื่อการปฏิรูป ทำให้ขณะนี้พรรครัฐบาลแซนูรี มี ส.ส. เพียง 96 คน จากทั้งสภา 300 คน พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปไตยเกาหลี (DPK) มี ส.ส. ถึง 121 คน ขณะที่พรรคกุกมิน หรือพรรคประชาชนมี ส.ส. 38 คน พรรคยุติธรรมมี ส.ส. 6 คน และผู้สมัครอิสระมี ส.ส. 6 คน ทำให้ขณะนี้เมื่อรวมเสียง ส.ส. พรรคฝ่ายค้านซึ่งมีเสียงเกินร้อยละ 60 ของที่นั่งในสภาทั้งหมด ฝ่ายค้านสามารถเสนอกฎหมายควบคุมบรรษัทขนาดใหญ่ รวมไปถึงขอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้โดยที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ไม่สามารถรวมเสียงเพื่อทัดทานได้

ผลสำรวจความนิยมของผู้ที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี (จากซ้ายไปขวา) อันดับ 1 มุน แจอิน ผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งปัจจุบันครองเสียงข้างมากในสภา เหนือพรรครัฐบาลที่แพ้การลงมติถอดถอนพัก กึนเฮ อันดับ 2 บัน คีมุน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ แต่มีจุดอ่อนเรื่องไม่มีฐานการเมืองและไม่มีผลงานโดดเด่นในสหประชาชาติ และ อันดับ 3 ลี แจมุง นายกเทศมนตรีซองนัม เมืองทางตอนใต้ของกรุงโซล ผู้เสนอควบคุมเครือธุรกิจยักษ์ “แชโบล” เพิ่มสวัสดิการกรรมกร และเป็นมิตรกับเกาหลีเหนือ (ที่มา: ที่มา: [1] Lifesavior/Wikipedia [2] World Economic Forum/Wikipedia และ [3] Yonhap)

ผลสำรวจความนิยมล่าสุด เมื่อ 18 มกราคมที่ผ่านมา พบว่าผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี (DK) คือ มุน แจอิน ได้รับคะแนนนิยมร้อยละ 31.4 ขณะที่ บัน คีมุน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่หลังพ้นจากการดำรงตำแหน่งก็แสดงท่าทีต้องการเล่นการเมือง ได้คะแนนเป็นอันดับสองคือร้อยละ 20 ส่วนลี แจมุง นายกเทศมนตรีซองนัม ชานเมืองทางทิศใต้ของโซล ได้คะแนนเป็นอันดับสามคือร้อยละ 9.5

โดยผู้ได้คะแนนอันดับ 1 อย่าง มุน แจอิน เคยลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งกัน พัก กึนเฮในปี 2012 แต่พ่ายแพ้ไป มาหนนี้พรรคประชาธิปไตยเกาหลี (DK) ที่เขาเป็นหัวหน้าพรรค เป็นพรรคที่กุมฐานเสียงใหญ่ หลังเพิ่งได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี 2016

ส่วนอันดับ 2 อย่าง บัน คีมุน นั้น บทวิเคราะห์ใน The Diplomat ระบุว่า ด้วยจุดอ่อนทางการเมือง ความไม่คงเส้นคงวาในบทบาทเลขาธิการองค์การสหประชาชาติจะทำให้ บัน คีมุน ดูเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ขาดชีวิตชีวา ทั้งนี้ บัน คีมุน มีข้อจำกัดหลายเรื่อง เขาไม่มีฐานทางการเมืองในเกาหลีใต้ แม้จะเคยพูดว่าต้องการทำงานกับนักการเมืองทุกคน แต่เมื่อพิจารณาท่าทีตอบรับ ก็ดูเหมือนมีเพียงพรรคบารึนที่ตั้งขึ้นมาใหม่จะคิดอ่านใกล้เคียงกับเขา นอกจากนี้แม้เขาแสดงเจตนาต้องการทำงานกับพรรคฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาธิปไตยเกาหลี (DK) แต่ผู้สนับสนุนของอดีตประธานาธิบดีโน มูฮย็อน และมุน แจอิน ก็มีท่าทีไม่ชอบบัน คีมุน

ขณะเดียวกันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติก็ไม่มีผลงานน่าประทับใจ ช่วงที่เรือเซวอนล่มกลางทะเลมีนักเรียนเสียชีวิตหลายร้อยคนเขาก็ไม่แสดงท่าทีอะไร และข้อสำคัญคือสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติเคยมีมติในปี 1946 ให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติหลีกเลี่ยงการรับตำแหน่งของรัฐบาลใดๆ ภายหลังพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งทำให้อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ 2 คนคือเคิร์ต วัลเฮล์ม (Kurt Waldheim) และชาวิเอ เปเรซ (Javier Perez de Cuellar) ต้องรอถึง 5 ปี ก่อนจะรับตำแหน่งประธานาธิบดีออสเตรีย และเปรู อย่างไรก็ตามกรณีนี้อาจไม่เกิดกับบัน คีมุนก็ได้ เนื่องจากมติของสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติไม่มีผลผูกมัดชาติสมาชิก อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกเรื่องที่น่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของบัน คีมุน ก็คือข่าวที่น้องชายคนสุดท้อง และหลานชายของเขาถูกอัยการสหรัฐอเมริกาตั้งข้อหาเสนอเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ของประเทศในตะวันออกกลาง

สำหรับผู้ได้คะแนนนิยมอันดับ 3 ลี แจมุง มีพื้นเพมาจากครอบครัวชนชั้นล่าง เคยทำงานโรงงานจนได้แผล ในบทสัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก เขาถูกมองว่าเป็นทั้ง ‘ทรัมป์’ และ ‘แซนเดอร์ส’ แห่งเกาหลีใต้ โดยพื้นเพเคยเป็นทนายความช่วยเหลือกรรมกรในซองนัม ก่อนที่จะเริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2006 แต่มาชนะได้เป็นนายกเทศมนตรีในปี 2010 โดยเมืองที่เคยเป็นย่านที่อยู่อาศัยของกรรมกร เนื่องจากราคาที่ดินในกรุงโซลพุ่งกระฉูดนั้น ปัจจุบันกลายเป็นเขตที่เก็บภาษีได้สูงที่สุดในเกาหลีใต้เนื่องจากเป็นที่ตั้งของบริษัท Naver เจ้าของเว็บท่าใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ซึ่ง ลี แจมุงนั้นประกาศจะควบคุมเครือธุรกิจยักษ์คือ “แชโบล” โดยเขาเห็นว่านโยบายของรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเหล่านี้ ทำให้เศรษฐกิจประสบปัญหา นอกจากนี้เขาให้คำมั่นว่าจะขยายสวัสดิการกรรมกร รวมทั้งต้องการเป็นมิตรกับเกาหลีเหนือ

 

ประเทศไทย: คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะจัดเลือกตั้งภายในปี 2017 หรือไม่

คำตอบ = ไม่ทัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในงานวันเด็กแห่งชาติที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเดือนมกราคม 2016 (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

ทั้งนี้นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 22 พฤษภาคม 2014 และเคยกล่าวถึงแผนโรดแมปเพื่อจัดการเลือกตั้งในหลายโอกาส แต่มีการเลื่อนแผนนั้นบ่อยครั้ง (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) กระทั่งหลัง 6 กันยายน 2015 สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และต้องมีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดใหม่ และกำหนดวันลงประชามติ 7 สิงหาคม 2016

โดยภายหลังจากที่ประชามติผ่าน โรดแมปที่เคยเสนอก่อนลงประชามติว่าจะจัดการเลือกตั้งภายในปี 2017 ก็เลื่อนออกไป โดยถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยขั้นตอนปัจจุบันรัฐบาล คสช. เพิ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากได้รับพระราชทานคืนกลับมาจากพระมหากษัตริย์เมื่อ 20 มกราคมนี้ โดยตามกรอบในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว รัฐบาลจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วันเพื่อแก้ไข จากนั้นจะทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายใน 90 วัน

และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีขั้นตอนร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก 10 ฉบับ ไม่เกิน 240 วัน และมีขั้นตอนพิจารณาโดย สนช. ไม่เกิน 60 วัน และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งผ่าน จะต้องเลือกตั้ง ส.ส. ภายใน 150 วัน ทำให้วันเลือกตั้งช้าสุดจะอยู่ในเดือนสิงหาคม 2018

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 มกราคม มีรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ระบุด้วยว่าโรดแมปการเมืองและการเตรียมเลือกตั้งจะเดินหน้าต่อไป หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระบรมศพและพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 

พินิจโลกเปลี่ยนและผลจากการเลือกตั้งในรอบปี 2016

ในปี 2016 ที่ผ่านมา มีหลายประเทศที่มีการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้งผู้นำประเทศคนใหม่ โดยนอกจากการเลือกตั้งที่โลกจับตามองและมีผลต่อภูมิทัศน์การเมืองระหว่างประเทศของโลก นอกจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน เอาชนะ ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และเพิ่งสาบานตนไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2017 นั้น ช่วงปีที่ผ่านมาก็มีการเลือกตั้งในประเทศอื่นๆ ที่มีประเด็นน่าสนใจและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชาตินั้นๆ เช่นกัน

ไต้หวันได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรก: เป็นคนรักแมว-หนุนสิทธิคนรักเพศเดียวกัน

ไช่ อิงเหวิน ผู้สมัครประธานาธิบดีไต้หวันพรรค DPP หาเสียงโค้งสุดท้ายเมื่อ 15 .. 2016 (ที่มาเฟซบุ๊ค 蔡英文 Tsai Ing-wen)

ตั้งแต่ต้นปี 2016 ในเดือนมกราคม สาธารณรัฐจีน หรือไต้หวันก็ได้ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งคนใหม่คือ ไช่อิงเหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) โดยเอาชนะพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่เป็นพรรครัฐบาลเดิมอย่างท่วมท้นด้วยคะแนนร้อยละ 56.1 ต่อร้อยละ 31.0 ทำให้เธอกลายเป็นประธานาธิบดีผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นประธานาธิบดีไต้หวัน เธอเป็นผู้มีนโยบายหนุนการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันและมีท่าทีต่อเรื่องสถานะของความเป็นประเทศไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่แบบต้องการคงสถานะปัจจุบันไว้จากที่เธอไม่ได้แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าจะให้ไต้หวันเป็นเอกราชและไม่เคยแสดงออกยอมรับให้มีการรวมชาติกับจีนแผ่นดินใหญ่

ทั้งนี้ ในกรณีของไต้หวันยังมีการวิเคราะห์ว่าพรรค DPP และไช่อิงเหวิน ต่างก็ได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนไหวดอกทานตะวันที่เป็นการประท้วงต่อต้านพรรค KMT โดยกลุ่มเยาวชน นอกจากนี้ยังอาจจะเป็นเพราะกลุ่มประชากรเริ่มนิยามตัวเองว่าเป็น “คนไต้หวัน” มากกว่าเป็น “คนจีน” เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากร้อยละ 17.6 ในปี 1992 เป็นร้อยละ 60.6 ในปี 2014 จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิงจี (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

 

ฟิลิปปินส์เลือกตั้งได้ผู้นำสไตล์มือปราบปืนเถื่อน ทำสงครามยาเสพย์ติดประเดิมรับตำแหน่ง

แต่ประเทศที่ได้ผู้นำขวาจัดคนใหม่อย่างชัดเจนดูเหมือนจะเป็นฟิลิปปินส์ ที่การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตนายกเทศมนตรีดาเวาซิตี ชนะการเลือกตั้งได้ ดูเตอร์เตผู้มีภาพลักษณ์เป็น “มือปราบปืนเถื่อน” ผู้สัญญาว่าจะปราบอาชญากรรมและยาเสพติดด้วยความรุนแรง มีคนพยายามวิเคราะห์ว่าเหตุใดชาวฟิลิปปินสืถึงหันมานิยมผู้นำที่ดูรุนแรงแบบนี้ บ้างก็บอกว่ามันเป็นการเมืองเรื่องที่เน้นบุคลิกภาพตัวบุคคลมากกว่าจะสนใจเรื่องนโยบาย แต่ก็มีบางส่วนมองว่าชาวฟิลิปปินส์เรียกร้องหา “อำนาจนิยมใหม่” เพราะโกรธแค้นชนชั้นนำเดิมที่มีความเป็นคณาธิปไตย ละเลย และไม่ใยดีพวกเขา

 

ฮ่องกง: ‘โลคัลลิสต์‘ ขั้วอำนาจใหม่หลังปฏิวัติร่มชนะเลือกตั้งหลายเขต แต่ไม่วายถูกจีนสกัด

สมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกงหน้าใหม่ ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2016 (แถวบนจากซ้ายไปขวา) 1. นาธาน หลอ แกนนำนักศึกษาชุมนุมปฏิวัติร่ม จากพรรค Demosisto 2. เอ็ดดี ชู อดีตสื่อมวลชนและนักกิจกรรมด้านสิทธิชุมชนของฮ่องกง 3. เล่า เสี่ยวไหล อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยที่บรรยายเรื่อง “ความยุติธรรมทางสังคม” ในช่วงชุมนุมปฏิวัติร่ม (แถวล่างจากซ้ายไปขวา) 4. บัจโจ เหลียง ผู้ก่อตั้งพรรค Youngspiration 5. เหยา ไว-ชิง จากพรรค Youngspiration เคยแพ้นักการเมืองรุ่นใหญ่ในการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ขอฮึดสู้สนามใหญ่จนชนะเลือกตั้งในที่สุด 6. เจิ้ง จุง-ไท้ หันหลังให้พรรคสายประนีประนอมรัฐบาลปักกิ่ง สู่การตั้งพรรค Civic Passion โดยกรณีของบัจโจ เหลียง และ เหยา ไว-ชิง กลายเป็นประเด็นอีกรอบ หลังศาลฮ่องกงให้พวกเขาขาดคุณสมบัติเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง โดยอ้างว่า “ไม่จริงใจ” ในการสาบานตน

ในฮ่องกงกำลังมีประเด็นในเรื่องความไม่พอใจต่อการแทรกแซงการเมืองโดยจีนแผ่นดินใหญ่ โดยผลการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกง (LegCo) เมื่อ 4 กันยายน 2016 ที่ผ่านมา พบว่าพรรคการเมืองกลุ่มไม่นิยมรัฐบาลจีน ได้ที่นั่งรวมกัน 30 ที่นั่ง ประกอบด้วยพรรคการเมืองสายนิยมประชาธิปไตย (Pan-democrats) ได้ 22 ที่นั่ง และขั้วการเมืองใหม่ที่ก่อตัวหลังการชุมนุม “Occupy Central” หรือการปฏิวัติร่มเมื่อปี 2014 ได้แก่ พรรคการเมืองสาย “โลคัลลิสต์” (Localists) และกลุ่มเรียกร้องให้ฮ่องกงเป็นอิสระ ได้ 8 ที่นั่ง

ทั้งนี้ แม้ว่าพรรคฝ่ายหนุนจีนแผ่นดินใหญ่จะยังคงได้รับที่นั่งเสียงข้างมากในสภา แต่ก็มีกลุ่มเยาวชนที่เคยเคลื่อนไหวเรียกร้องไม่ให้จีนแทรกแซงประชาธิปไตยฮ่องกงจำนวนหนึ่งชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้แทนสภา ไม่ว่าจะเป็น นาธาน หลอ กับเพื่อนๆ นักกิจกรรมของเขาจากกลุ่มเดโมซิสโต (Demosisto) หรือ ซิกซ์ตัส บัจโจ เหลียง กับ เหยา ไว-ชิง จากกลุ่ม ‘ยังสไปเรชัน’ ที่ต้องการเรียกร้องอิสรภาพให้ฮ่องกง

ทว่าในช่วงพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เหลียงละโหยวไว่ชิงปฏิเสธไม่ยอมสาบานตนว่าจะภักดีต่อ “เขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน” แต่กลับสาบานตนต่อ “ประเทศฮ่องกง” แทน ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ไม่พอใจ และศาลสูงของฮ่องกงได้ตัดสินให้พวกเขา “มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม” โดนอ้างว่า ไม่จริงใจในการสาบานตน

 

เปรูผู้นำพรรคสายกลางเฉือนชนะลูกสาวฟูจิโมริ
พรรคฝ่ายซ้ายได้ที่นั่งในสภา 20 ที่นั่ง

ในเปรูเมื่อเดือนเมษายนก็มีการเลือกตั้ง ส.ส.และประธานาธิบดี โดยในการเลือกตั้งส.ส. พรรคป็อบปูลาร์ฟอร์ซชนะที่นั่งในสภาอย่างท่วมท้นโดยได้รับ 73 ที่นั่งจากทั้งหมด 130 ที่นั่ง ในด้านการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีการเลือกตั้งแบ่งเป็นสองรอบ โดยในรอบแรกผู้สมัคร เคย์โกะ ฟูจิโมริ ตัวแทนจากพรรคป็อบปูลาร์ฟอร์ซ ลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิโมริ ได้รับคะแนนเสียงข้างมากแต่ยังไม่ถึงร้อยละ 50 ทำให้ตามกฎของเปรูแล้วจึงมีการเลือกตั้งรอบสอง แต่ในการเลือกตั้งรอบที่สองเปโดร ปาโบล คักซินสกี จากพรรคคู่แข่งเปรูเวียนฟอร์เชนจ์พลิกกลับมาเอาชนะได้อย่างเฉียดฉิวด้วยคะแนนเสียง 8.59 ล้านเสียง หรือร้อยละ 50.12 ขณะที่ฟูจิโมริได้รับคะแนนเสียง 8.55 ล้านเสียง หรือร้อยละ 49.88 ฟูจิโมริประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ต่อคักซินสกีในวันที่ 10 มิถุนายน

นอกจากการขับเคี่ยวของสองพรรคใหญ่แล้ว พรรคสำดับที่สามซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายของเปรูชื่อ ‘เอล เฟรนเต อัมปริโอ’ (El Frente Amplio) หรือ ‘บรอดฟรอนท์’ ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับคนทำงานบริการทางเพศชื่อ อังเกลา วิลลอง ผู้ลงชิงชัยในการเลือกตั้ง ส.ส. ของเปรู เพราะต้องการช่วยเข้าไปเรียกร้องสิทธิสตรีและสิทธิแรงงานจากที่เธอเคยมีพื้นเพเป็นผู้เคยอยู่กับความยากจนมาก่อน โดยในการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งสมาชิกสภาร้อยละ 13.9 ชนะที่นั่ง 20 ที่นั่ง อย่างไรก็ตามวิลลองไม่สามารถชนะการเลือกตั้งเข้าไปในสภาได้ในครั้งนี้

 

สเปนฝ่าทางตันทางการเมืองได้ด้วยวิถีแห่งการเลือกตั้ง

ยุโรปอีกประเทศหนึ่งที่มีกลุ่มฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายขับเคี่ยวกันในศึกการเลือกตั้งอย่างไม่มีใครลดราวาศอกคือสเปนที่มีการจัดการเลือกตั้งซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เพื่อแก้ไขสถานการณ์หลังจากที่ในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อเดือน ธันวาคม 2014 ไม่สามารถตกลงจัดตั้งสภากันได้ โดยที่ไม่มีพรรคใดได้เป็นเสียงข้างมากในสภา

ในการเลือกตั้งรอบ 2 ของสเปนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาพรรคฝ่ายซ้ายอย่างโปเดมอสพยายามรวมกลุ่มฝ่ายซ้ายด้วยกัน เป็นยูนิดอส โปเดมอส เพื่อต่อสู้กับสองพรรคใหญ่ดั้งเดิมอย่างพีเพิลปาร์ตีหรือพีพี (PP) นำโดย มาริอาโน ราฮอย และ กับพรรคสังคมนิยมแรงงานสเปนหรือพีเอสโออี (PSOE) นำโดย เปโดร ซานเชซ แต่ผลออกมาก็ยังไม่มีใครชนะขาด โดยที่พรรคสายขวากลางของราฮอยยิ่งได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นด้วย

แต่ในวันที่ 29 ตุลาคม สเปนก็พ้นจากทางตันทางการเมืองหลังจากที่พรรคพีเอสโออีมีปัญหาภายในจนงดออกเสียงในที่ประชุมสภาเพื่อลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทำให้มาริอาโน ราฮอย ได้รับคะแนนเสียงมติในสภามากพอจะเป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด

 

ฝ่ายขวาผงาดยุโรป แต่พรรคกรีนยังคงชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรีย

ยุโรปยังถูกจับตามองจากสื่อด้วยความกังวลว่าพรรคการเมืองแนวทางขวาจัดจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรียรอบที่ 2 เมื่อ 4 ธันวาคม สมาชิกพรรคกรีน อเล็กซานเดอร์ แวน เดอ เบลเลน ก็เป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 53.8 ได้คะแนนเสียง 2.4 ล้านคะแนน ขณะที่ผู้นำพรรคขวาจัดนีโอนาซีอย่างนอร์เบิร์ต โฮเฟอร์ ออสเตรียนฟรีดอมปาร์ตีหรือ เอฟพีโอ (FPO) ได้รับคะแนนร้อยละ 46.2 ซึ่งถึงแม้ว่าจะพรรคฝ่ายขวายังคงแพ้การเลือกตั้ง แต่ก็ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนถึง 2.1 ล้านคะแนน Foreign Policy วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะออสเตรียซึ่งเป็นประเทศที่เคยมีส่วนร่วมในการกระทำโหดร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับพยายามปกปิดรอยบาปของตนเองจนทำให้ประชาชนไม่ได้เรียนรู้

 

กานาฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ

ในอีกมุมหนึ่งของโลกคือแอฟริกาผู้ที่เป็นฝ่ายค้านก็เป็นฝ่ายกลับมาเอาชนะพรรครัฐบาลเดิมได้เช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นานา อะคูโฟ-แอดโด จากพรรคชาตินิยมใหม่ (New Patriotic หรือ NPP) ชนะคู่แข่งจอห์น ดรามานี มาฮามา จากพรรคเอ็นดีซี (NDC) ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 53.85 ต่อร้อยละ 44.4 นักวิเคราะห์มองว่าที่พรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยมของกานาได้รับคะแนนเสียงจนชนะการเลือกตั้งได้ในครั้งนี้เป็นเพราะชาวกานากำลังประสบปัญหาการว่างงาน เรื่องค่าครองชีพ ทำให้การหาเสียงของพรรค NPP ที่เน้นเรื่องการสร้างงานสามารถมัดใจประชาชนได้

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

บทความแปล: โอบามาได้ทำอะไรให้กับทวีปแอฟริกาบ้าง

บทความแปล: โอบามาได้ทำอะไรให้กับทวีปแอฟริกาบ้าง

บทความนี้แปลจาก Obama’s Africa legacy: more trade than democracy (มรดกเกี่ยวกับแอฟริกาของโอบามา : เป็นการค้าเสียยิ่งกว่าประชาธิปไตย) จากเว็บ http://www.dw.com

มีความตื่นเต้นเป็นอันมากในทวีปแอฟริกา เมื่อบารัก โอบามาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2008 แต่เขาก็ไม่สามารถเป็นไปตามความคาดหวังอันมีอยู่เป็นจำนวนมาก  คุณเดเนียล เปลซ์ได้กล่าวถึงมรดกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่มีเลือดแอฟริกันดังนี้

ฝูงชนที่แสนปีติได้แห่แหนกันไปบนถนนของอักกราซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศกานา ในช่วงที่โอบามามาเยือนทวีปแอฟริกาเป็นครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้แต่สมาชิกของรัฐสภากานาก็ลุกขึ้นมาเอ่ยประโยค “ใช่ เราทำได้” ซ้ำไปซ้ำมา เมื่อเขากล่าวคำปราศรัยต่อหน้าพวกเขา

“ผมมีเลือดแอฟริกันภายในร่างกาย เรื่องราวของครอบครัวผมได้ผสมผสานทั้งโศกนาฏกรรมและชัยชนะของเรื่องราวเกี่ยวกับทวีปแอฟริกา” โอบามากล่าวโดยอ้างอิงถึงมรดกของเขาในฐานะที่เป็นบุตรของบิดาชาวเคนยา

ในคำปราศรัย เขาเรียกร้องให้ชาวแอฟริกันหันมาลิขิตชีวิตด้วยตัวเอง หลีกเลี่ยงการทุจริตคอรัปชั่นและต้องการภาระรับผิดชอบ (Accountability) จากบรรดาผู้นำของเขา ” อย่าได้เข้าใจผิด ประวัติศาสตร์อยู่กับชาวแอฟริกันซึ่งห้าวหาญ และไม่ได้อยู่กับผู้ซึ่งใช้การทำรัฐประหารหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป” เขากล่าว

พูดมากขึ้นแต่ทำน้อยลง

“ถือได้ว่าเป็นคำปราศรัยที่ทรงพลังอย่างมากในเวลานั้น” อาเล็กซ์ วินส์ หัวหน้าโครงการแอฟริกันขององค์กรวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศของอังกฤษอย่างชาธาม เฮาส์บอกกับดีเบิลยู (สำนักข่าวของเยอรมัน)  “ความคิดและข้อเสนอแนะของเขาในนั้นจะอยู่ยาวนานต่อไป”

แต่ความตื่นเต้นก็ยังไม่หยุด โอบามายังดึงดูดฝูงชนขนาดใหญ่ในการไปเยือนครั้งต่อ ๆ ไป แต่ชาวแอฟริกันจำนวนมากผิดหวังกับผลงานของเขา หลายคนรู้สึกว่าเขาไม่สามารถทำตามสัญญาอันสูงส่งที่เขามีให้ในคำปราศรัย นักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปในผลงานของเขา

“ผมให้คะแนนเขา 6 จาก 10 สำหรับการเข้ามาเกี่ยวข้องกับทวีปแอฟริกา” นักวิเคราะห์การเมืองของเคนยาคือนายมาร์ติน อูลูได้บอกกับดีดับเบิลยู  โอบามาเข้าใจปัญหาและการท้าทายของทวีปแอฟริกาเป็นอย่างดี อูลูยังกล่าวว่า  “เขาน่าจะทำได้มากกว่านี้ หากมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกว่านี้สำหรับเขา”

แต่เมื่อพบกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เพิ่มทวีที่บ้าน ปัญหาการว่างงานที่สูงขึ้นและประเด็นสำคัญของนโยบายต่างประเทศอย่างเช่นสงครามในอัฟกานิสถานและอิรัก โอบามาพยายามจะหาเวลาสำหรับทวีปแอฟริกาในช่วงปีแรกๆ ที่ดำรงตำแหน่ง กานาเป็นประเทศในแอฟริกาเพียงประเทศเดียวที่เขาเดินทางไปเยือนในช่วงวาระแรกของการเป็นประธานาธิบดี

เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะชดเชยในปีต่อมา  ในต้นปี 2012 เขาวางกลยุทธ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับทวีปแอฟริกาซึ่งได้ประกาศให้ทวีปแห่งนี้เป็นเรื่องราวแห่งความสำเร็จทางเศรษฐกิจในอนาคต  เขาเดินทางไปยังเซเนกัล แอฟริกาใต้และแทนซาเนียในอีก 1 ปีต่อมา ในปี 2015 เขาเดินทางไปยังเคนยาบ้านเกิดของบิดาตน ภายหลังจากที่ได้รับการรอคอยมานาน  เขากลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ได้กล่าวคำปราศรัยต่อสหภาพแอฟริกาขณะดำรงตำแหน่ง

คำวิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังส่งหน่วยรบพิเศษยังไปแถบแอฟริกากลางเพื่อตามล่าขุนศึกของอูกันดาคือโจเซฟ โคนี     โอบามายังเข้าไปแทรกแซงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวิกฤตการณ์ซูดาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปช่วยเหลือการลงประชามติอันนำไปสู่การเป็นเอกราชของประเทศซูดานใต้ในปี 2011

โอบามายังคงย้ำถึงแนวคิดหลักของตนเกี่ยวกับประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและแนวคิดนิติรัฐ ขณะเดินทางไปเยือนทุกครั้งในทวีปแอฟริกา แต่ผู้ไม่เห็นด้วยถือว่าไม่ค่อยมีการกระทำตามหลังคำพูดนัก

“โดยภาพรวมแล้ว รัฐบาลของโอบามาได้ให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อขบวนการประชาสังคม เสรีภาพของสื่อและสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในแอฟริกา” เคนเนท รอธ ผู้อำนวยการองค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์เขียนลงในบทความล่าสุด

“อย่างไรก็ตาม ขณะที่การปกครองแบบเผด็จการอำนาจนิยมมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ ในทวีปแอฟริกา กรุงวอชิงตันไม่ค่อยจะคงเส้นคงวาที่จะปฏิบัติตามข้อสังเกตเบื้องต้นและชาญฉลาดของโอบามาที่ว่าทวีปแอฟริกาต้องการ “สถาบันอันแข็งแกร่งไม่ใช่บุรุษอันแข็งแกร่ง (เป็นการเล่นคำ เพราะคำว่า strongman ที่จริงหมายถึงเผด็จการ -ผู้แปล) พร้อมด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม”

การประชุมระหว่างสหรัฐฯและแอฟริกาที่ประสบความสำเร็จ

แต่มาร์ติน อูลูแห่งเคนยาคิดว่ามีเพียงเล็กน้อยที่โอบามาสามารถทำได้  “เขายังถูกจำกัดโดยปัญหาอื่นๆ ของทวีปแอฟริกาอย่างเช่น ภาระรับผิดชอบอันย่ำแย่และธรรมาภิบาลที่เลวร้ายของรัฐบาล รวมไปถึงการท้าทายจากกลุ่มผู้นำ คุณมีกลุ่มผู้นำซึ่งไม่สนองตอบต่อประชาชน” เขากล่าว

โอบามายังได้รับการโจมตีจากองค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจากการร่วมมือเรื่องหน่วยข่าวกรองกับประเทศอย่างซูดานและเอธิโอเปีย (ซึ่งรัฐบาลล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน – ผู้แปล) เขายังดำเนินการต่อเนื่องในการโจมตีโดยเครื่องบินไร้นักบิน (Drone) ต่อผู้ที่ถูกหาว่าเป็นนักรบอิสลามในโซมาเลีย ซึ่งเริ่มต้นโดยประธานาธิบดีคนก่อนคือจอร์จ ดับเบิลยู บุช

เขายังรับเป็นเจ้าภาพของการประชุมระหว่างสหรัฐฯและแอฟริกาเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคมปี 2014 ซึ่งได้นำผู้นำ 50 กว่าประเทศมายังกรุงวอชิงตัน ในการประชุมนั้น โอบามายกย่องแอฟริกาว่าเป็นทวีปแห่งโอกาสและได้ประกาศงบประมาณการลงทุน 3 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐมายังทวีปแอฟริกา

“เป็นการสนับสนุนว่ามันเป็นการโยกย้ายนโยบายของสหรัฐฯ จากเรื่องมนุษยธรรมและการต่อต้าน        การก่อการร้ายไปเป็นการเน้นว่าแอฟริกาเป็นทวีปแห่งอนาคตและมันยังเกี่ยวกับการค้าและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ” อาเล็กซ์ วินส์แห่งชาธาม เฮ้าส์กล่าว

สำหรับวินส์ มันชัดเจนว่าส่วนของนโยบายแอฟริกาของประธานาธิบดีโอบามาที่จะได้รับการจดจำก็คือ “มันจะเป็นการค้ามากกว่าการช่วยเหลือหรือความมั่นคง นั่นคือมรดกเกี่ยวกับทวีปแอฟริกาอันสำคัญยิ่งของประธานาธิบดีโอบามา ตามความคิดของผม” เขากล่าว

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปรากฎการณ์ทรัมป์ ประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ปรากฎการณ์ทรัมป์ ประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

 

ความกลัวผีหอนาฬิกา มช. และฝูงค้างคาวกับญาติมิตรที่สยายปีกครอบครองพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย ทำให้ผมหลบอยู่บ้านมาหลายวัน ได้โอกาสชมการถ่ายทอดสดพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์ และการชุมนุมประท้วงของผู้คัดค้านด้วยความสนุกสนานปนทอดถอนใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ผมสนใจการชุมนุมต่อต้านทรัมป์เป็นเพราะปรากฎการณ์นี้มิได้เป็นเพียงวาระแห่งชาติของสหรัฐฯอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของอารยธรรมโลกเลยทีเดียว

นักสื่อสารมวลชนและวิเคราะห์การเมืองมือฉมังอย่าง Nafeez Mosaddeq Ahmed เสนอว่า คงเป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์หากเราคิดว่า ทรัมป์ คือ ปัญหาของประชาธิปไตยที่ผู้คนหลากหลายกลุ่มต้องลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงแสดงการต่อต้าน ทรัมป์มิใช่ปัญหา หากแต่เป็นเพียงอาการหนึ่งของวิกฤตการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของระบบภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในระดับโลกและการเมืองสหรัฐฯที่กำลังจมดิ่งลงสู่อเวจี

ประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

เมื่อสองปีก่อนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยปรินซตันของอเมริกานำเสนอข้อค้นพบที่ชัดเจนว่า การเมืองสหรัฐฯ มาถึงจุดย่ำแย่เพียงใด งานวิจัยนี้ศึกษาประเด็นเชิงนโยบาย 1779 เรื่องด้วยกัน และพบว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับผู้นำทางเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ เสียงข้างมากมักพ่ายแพ้ เมื่อพลเมืองและชนชั้นเศรษฐีเห็นพ้องต้องการนโยบายประการใดจากรัฐบาล พวกเขาจะสมปรารถนา แต่เมื่อใดที่พลเมืองสามัญไม่เห็นพ้องกับผู้นำทางเศรษฐกิจ นายทุนมักมีชัยเสมอ แม้ว่านักวิจัยจาก ปรินซตันจะมิได้สรุปว่าประชาธิปไตยสหรัฐฯกำลังปรับรูปไปสู่ระบอบคณาธิปไตย แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็เสนอว่าประชาธิปไตยสหรัฐฯถูกครอบงำโดยสิ้นเชิงจากชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ (แฟนพันธุ์แท้ของ C. Wright Mills คงคิดในใจว่า Mills บอกมึงมานานหลายสิบปีแล้ว)

ทรัมป์มิได้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรกลทางการเมืองของวอชิงตัน และสถานะของการเป็น “คนนอก” นี้เองที่ทรัมป์ฉวยใช้ประโยชน์จนส่งผลให้ได้รับคะแนนนิยมแซงคู่แข่งคนอื่นๆจากพรรครีพับลิกัน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ทรัมป์ได้ชัยกลับเป็นเพราะผู้สมัครจากเดโมแครตไม่ได้รับความไว้วางใจจากสาธารณชนตามสมควร ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตจำนวนหนึ่งไม่ได้ออกจากบ้านเพื่อมาลงคะแนนให้ฮิลลารี คลินตัน แต่แม้ผู้ลงคะแนนกลุ่มนี้จะออกมาลงคะแนน คำถามยังคงมีอยู่ว่าพวกเขาจะเลือกไปเพื่ออะไร คลินตันเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากวอลล์ สตรีท และได้รับเงินอัดฉีดมากมายจากชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ชัยชนะของทรัมป์เป็นสัญญาณของระดับความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันการเมืองที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น รวมทั้งยังบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกท้อแท้ไม่แยแสต่อทางเลือกที่ทั้งสองพรรคนำเสนอ ผู้ใช้แรงงานและชนชั้นกลางผิวขาวเลือกทรัมป์เพราะมองว่าเขาเป็นคนนอกแวดวงการเมืองอย่างแท้จริง ในขณะที่ชนกลุ่มน้อยจำนวนมากไม่ได้ลงคะแนน ในบรรดาผู้มีสิทธิลงคะแนน 227 ล้านคน หนึ่งในสี่ลงคะแนนให้คลินตัน เกือบหนึ่งในสี่ลงคะแนนให้ทรัมป์ ส่วนน้อยมากลงคะแนนให้พรรคกรีน แต่ร้อยละ 42 ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อาการหมกมุ่นกับการกล่าวโทษรัสเซียว่าขโมยข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ให้ทรัมป์เป็นเพียงการเบี่ยงประเด็นจับแพะเพื่อเลี่ยงการยอมรับว่าประชาธิปไตยอเมริกันมีช่องโหว่เบ้อเริ่มเทิ่ม

ศาสตราจารย์โยฮัน กัลตุง ผู้เคยทำนายอย่างแม่นยำถึงการล่มสลายของโซเวียต ได้พูดถึงการถดถอยของอเมริกาในฐานะอำนาจนำของโลก กระบวนการถดถอยนี้จะทำให้สหรัฐฯอเมริกาหันเหไปสู่ระบอบอำนาจนิยม และประธานาธิบดีทรัมป์คือป้ายบอกทางและอาจเป็นตัวเร่งให้สหรัฐฯไปสู่การถดถอยเร็วขึ้น สภาวะโลกร้อน ความไม่มั่นคงทางพลังงาน การขาดแคลนอาหารและความลุ่มดอนผันผวนทางเศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยและเส้นทางสู่เงื่อนไขของความขัดแย้งและความรุนแรงภายในและระหว่างประเทศ และการถดถอยสู่อำนาจนิยมโดยรัฐและกองทัพ (เอ๊ะ กรูกำลังพุดถึงประเทศไหนหว่า)

ทรัมป์ คือ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราไม่อาจทำความเข้าใจกับปัญหาที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก แทนที่คนอเมริกันจะมองเห็นรากเหง้าของปัญหาที่แฝงฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบที่ล้มเหลว เขามองเห็นแต่อาการ เช่น ความรุนแรง การก่อการร้าย สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ความวุ่นวายอย่างไม่รู้จบสิ้น ฯลฯ ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงย่ำอยู่บนแนวทางเดิมๆเพื่อแก้ปัญหา มุ่งสู่นโยบายแข็งกร้าว ใช้กำลัง ใช้อำนาจมากขึ้น เหลียวมองกลับไปสู่วันวานแสนสุขที่อเมริกาเกรียงไกร แล้วฝันว่าเราจะสร้างให้อเมริกาเกรียงไกรอีกครั้ง โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นได้

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ความสุข การศึกษา และมหาชน

ความสุข การศึกษา และมหาชน

Posted: 21 Jan 2017 05:20 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)


จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill, 1806-73)

การปฏิรูปการศึกษากับความสุขของมหาชนไม่ใช่ประเด็นใหม่แต่อย่างใด จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill, 1806-73) นักปรัชญา นักทฤษฎีรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง และเรียกร้องสิทธิสตรีเป็นคนแรกๆ วิเคราะห์ประเด็นนี้ มิลล์เป็นนักปรัชญาที่ได้รับการยกย่องสูงมาก มีความใกล้ชิดกับเจเรมี เบนแธม (Jeremy Bentham, 1748-1832) ผู้เป็นบิดาแห่งแนวคิดประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เขาได้รับการศึกษาอย่างดีตั้งแต่เด็ก ช่วงชีวิตหนึ่งต้องเผชิญภาวะจิตหดหู่ ผลงานชิ้นสำคัญคือ ว่าด้วยเสรีภาพ (On Liberty) และ ประโยชน์นิยม (Utilitarianism)

ในทางญาณวิทยา มิลล์เป็นนักประสบการณ์นิยม ซึ่งถือว่าสิ่งที่จริงต้องพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ เขาไปไกลถึงขั้นว่าแม้แต่ตรรกวิทยาและคณิตศาสตร์ก็เกิดจากการอนุมานจากประสบการณ์ ผลงานที่ชื่อระบบตรรกวิทยา (System of Logic) ของเขาก็ส่งอิทธิพลอย่างสูงในการศึกษาตรรกวิทยา แม้ว่าในช่วงหลังนักตรรกวิทยาหลายคนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม อาทิ เฟรเกอ ฮุสเซิร์ล และนักคิดสายนีโอคานเทียน (Neo-Kantian)

มิลล์เสนอหลักประโยชน์นิยมที่ถือว่าสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาคือสิ่งที่คนทั่วไปปรารถนากันจริงๆ ไม่ใช่ชีวิตที่ดีที่เป็นสากลและเป็นนามธรรม และความสุขบางอย่างสูงส่งกว่าความสุขบางอย่าง มิลล์ยกตัวอย่างความสุขของหมูย่อมไม่เท่ากับความสุขของคน หลักประโยชน์นิยมถือว่าความสุขจำนวนมากที่สุดสำหรับคนจำนวนมากที่สุด นอกจากนี้ มิลล์ยังเสนอหลักการแห่งเสรีภาพที่ถือว่าปัจเจกบุคคลมีเสรีภาพ ไม่ควรตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอื่นหรือสังคมอย่างเซื่องๆ หลักการสองอย่างนี้ปรากฏในแนวคิดทางการศึกษาของเขาด้วย

David E. Cooper เห็นว่า แนวคิดทางการศึกษาของมิลล์อาจจะแบ่งเป็น 2 ด้าน ด้านแรกเรียกว่าปรัชญาการศึกษา มิลล์เห็นว่าเด็กมีความเห็นแก่ตัว หมายถึงมีความปรารถนาต่อสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้า ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวแบบผู้ใหญ่ที่คำนึงคำนวณประโยชน์ระยะยาว การศึกษาต้องมีหน้าที่ขัดเกลาให้เด็กคำนึงถึงความสุขของส่วนรวมด้วย มิลล์เห็นว่าจะต้องใช้การศึกษาและทัศนคติซึ่งมีอิทธิพลต่อบุคลิกลักษณะของมนุษย์ เพื่อสร้างจิตใจของปัจเจกบุคคลเพื่อผสานระหว่างความสุขส่วนตัวกับสิ่งที่ดีสำหรับส่วนรวม อีกด้านหนึ่ง มิลล์ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดการศึกษา หรือการปฏิรูปการศึกษา มิลล์เห็นว่ารัฐต้องจัดหาการศึกษาที่ดีให้แก่เยาวชน มิเช่นนั้นจะถือเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม (moral crime) มิลล์ไปไกลถึงขั้นเสนอว่าควรให้สิทธิทางการศึกษาแก่สตรีจนถึงระดับมหาวิทยาลัยด้วย หากพิจารณาถึงเงื่อนไขในยุคสมัยของเขา นับว่าข้อเสนอนี้ล้ำหน้าอย่างมาก

ยิ่งกว่านั้น ประเด็นที่ยังเป็นข้อพิพาทกัน และไม่อาจหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้อย่างเช่นเรื่องศาสนาก็ไม่ควรมีการสอน เพราะจะเป็นการจำกัดความคิดเห็น เขากล่าวถึงขั้นว่า “ความพยายามทั้งหลายทั้งปวงของรัฐที่มีอคติเอนเอียงเกี่ยวกับข้อสรุปของพลเมืองที่มีต่อเรื่องที่ยังเป็นข้อพิพาทกันอยู่นั้น ถือว่าเป็นความชั่วร้าย” (On Liberty, p. 241.) อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของมิลล์ที่ดูจะค่อนไปทางอนุรักษนิยมก็มีอยู่ นั่นคือ เขาเสนอให้เด็กต้องเรียนภาษากรีกและละตินเพื่อพัฒนาสติปัญญา โดยสรุป มิลล์ถือว่ารัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาให้ประชาชน แต่ไม่ควรเข้ามากำกับการศึกษา เพื่อป้องกันการลำเอียงเข้าข้างทัศนะแบบใดแบบหนึ่ง

มิลล์เห็นว่าถึงที่สุดแล้วอุปสรรคสำคัญที่จะกีดกั้นไม่ให้เข้าถึงความสุขของคนทุกคนได้ก็คือระบบการศึกษาที่แย่และการจัดการสังคมที่เลว สิ่งที่น่าสังเกตคือมิลล์ไม่ได้พูดถึงหลักการมีชีวิตที่ดีสากลที่นามธรรม แต่หันมาพิจารณาความต้องการของคนจริงๆในการหาความสุข เลี่ยงความทุกข์

การจัดการศึกษาที่ดีคือการสอนให้เด็กเข้าใจความต้องการของตน และคำนึงถึงประโยชน์สุขของส่วนรวม ขณะเดียวกันก็ประกันเสรีภาพของปัจเจกบุคคลด้วย แม้แต่ในเรื่องความเห็น

ย่อมไม่ใช่การชูศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือแนวคิดแบบใดแบบหนึ่งที่ยังเป็นข้อพิพาทกันอีก มาเป็นกรอบปฏิรูปการศึกษาเป็นแน่แท้
หมายเหตุ: อ่านเพิ่มเติมที่

Utilitarianism, On Liberty ed. By M. Warnock, London: Collins, 1962.

Fifty Major Thinkers on Education: From Confucius to Dewey, ed. By Joy A Palmer et al. London and New York: Routledge, 2001.


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน