‘ทรัมป์’ ทำอะไรไปแล้วบ้าง หลังเข้าสาบานตนเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่

‘ทรัมป์’ ทำอะไรไปแล้วบ้าง หลังเข้าสาบานตนเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่

บีบีซีไทย ประมวลการเริ่มงานของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อคืน 20 ม.ค. ที่ผ่านมา
21 ม.ค. 2560 บีบีซีไทย รายงานว่าหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 สาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อคืนนี้ (20 ม.ค.) มีการเริ่มงานในฐานะประธานาธิบดีคนใหม่ในทันที โดยเขาลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เสนอส่งไปยังวุฒิสภา และลงนามในคำประกาศให้มี “วันแห่งความรักชาติ” ซึ่งกำหนดให้เป็นวันหยุดของทั้งประเทศโดยจะมีขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าวันดังกล่าวจะมีขึ้นเมื่อใด
นายทรัมป์ยังลงนามในคำสั่งแรกในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร สั่งการให้องค์กรต่าง ๆ ของรัฐบาลกลาง ลดและผ่อนปรนภาระในการกำกับควบคุมการดำเนินการตามกฎหมายประกันสุขภาพของอดีตประธานาธิบดีโอบามา หรือที่เรียกกันว่าโอบามาแคร์ ในระหว่างที่รัฐสภากำลังพิจารณาหาทางยุบเลิกกฎหมายดังกล่าว และเปลี่ยนมาใช้กฎหมายฉบับใหม่
นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังลงนามใช้ข้อยกเว้นทางกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้พลเอก เจมส์ แมตทิส ฉายา “หมาบ้า” อดีตผู้บัญชาการนาวิกโยธินสหรัฐฯซึ่งเกษียณอายุแล้ว เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ได้ โดยก่อนหน้านี้วุฒิสภาได้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างท่วมท้นให้พลเอกจอห์น เคลลี่ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในรัฐบาลของทรัมป์แล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ระบุว่าจะเริ่มงานในตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ โดยขณะนี้เว็บไซต์ของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยลบนโยบายในการทำงานของนายโอบามาออก และบรรจุประเด็นสำคัญในการทำงานของนายทรัมป์ลงไปแทน 6 เรื่อง คือนโยบายด้านพลังงาน การต่างประเทศ การจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การทหาร การบังคับใช้กฎหมาย และข้อตกลงทางการค้า ซึ่งมีผู้วิจารณ์ว่ายังขาดนโยบายในเรื่องสิทธิพลเมือง การประกันสุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก
ก่อนหน้านี้ในระหว่างการทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายทรัมป์ ได้มีกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านนายทรัมป์ก่อเหตุวุ่นวายขึ้นหลายแห่งทั้งในกรุงวอชิงตันและที่เมืองอื่น ๆ ทั่วสหรัฐ โดยมีการทุบทำลายร้านค้าและจุดไฟเผารถยนต์ อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ได้กล่าวในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งว่า จะทำให้ประเทศเป็นหนึ่งเดียว และการเข่นฆ่านองเลือดของอเมริกาจะต้องยุติลงที่นี่ เดี๋ยวนี้ ซึ่งเป็นการกล่าวเช่นนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เปิดร่างกฎหมายจดทะเบียนสื่อ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง

เปิดร่างกฎหมายจดทะเบียนสื่อ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ชี้หัวใจสำคัญของร่าง คือการกำหนดให้อาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ต้องขึ้นทะเบียน และตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสื่อไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อออฟไลน์ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา เว็บไซต์โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้เปิดเผย ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…. รวมทั้งวิเคราะห์ร่างกฎหมายนี้ โดยระบุว่าสื่อมวลชนในยุคข้อมูลข่าวสารเป็นจำเลยของปัญหาสังคมต่างๆ มากมาย ข้อเสนอจาก สปท. รอบนี้ขอให้จัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ สื่อทุกแห่งต้องจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานกลางเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนใช้กับสื่อทุกแห่ง และให้มีกลไกร้องเรียนลงโทษ

ยิ่งโลกข้อมูลข่าวสารวิ่งหมุนไปอย่างรวดเร็วเท่าใด รัฐก็ยิ่งวิ่งไล่กวดเพื่อหาวิธีกำกับควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและการทำงานของสื่อ ดังเช่นที่รัฐบาลไทยภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังพุ่งเป้าไปที่ปัญหามาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน โดยหวังจะหาวิธีกำกับดูแลสื่อทั้ง “ในระบบ” และ “นอกระบบ”
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการยกร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…. ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 และสั่งให้คณะกรรมการสามฝ่าย คือ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้สอดคล้องเหมาะสมกับการปฏิรูปประเทศ
หัวใจสำคัญของร่าง คือการกำหนดให้อาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ต้องขึ้นทะเบียน และตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสื่อไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อออฟไลน์ สาระสำคัญ มีดังนี้
1. ให้งานสื่อสารมวลชนเป็นกิจการที่ต้องจดทะเบียนและมีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ร่างกฎหมายนี้วางระบบให้สื่อหนึ่งๆ ต้องขึ้นทะเบียนกับ “องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน” ซึ่งคือกลุ่มองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนจะออกใบรับรองสำหรับประกอบกิจการให้ จากนั้น องค์กรสื่อก็จะสามารถออกบัตรประจำตัวให้แก่นักข่าวหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ ตัวอย่างเช่น
สื่อมวลชน องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน
หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ แนวหน้า
ข่าวสด เดอะเนชั่น บางกอกโพสต์ ฯลฯ
ขึ้นทะเบียนกับ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือ
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ช่องเจ็ด ช่องสาม เวิร์คพอยท์ทีวี
ช่อง ONEช่อง PPTVฯลฯ
ขึ้นทะเบียนกับ สมาพันธุ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือ
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
ประชาไท ไทยพับลิกา TCIJ
เดอะแมทเทอร์ โมเมนตัม ไอลอว์
ขึ้นทะเบียนกับ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
เมื่อมีองค์การวิชาชีพสื่อรับรองและให้ใบอนุญาตประกอบกิจการแล้ว สำนักข่าวเหล่านั้นก็สามารถออกบัตรประจำตัวให้นักข่าวได้
ตาม ร่างฉบับที่เผยแพร่เมื่อ 13 มกราคม 2560 ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังไม่ชัดเจนว่าสื่อกลุ่มไหนบ้างที่เข้าข่ายตามกฎหมายนี้? แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายเขียนไว้เพื่อหวังกำกับดูแลสื่อออนไลน์ โดยกำหนดนิยามคำว่าสื่อมวลชนให้ครอบคลุมถึงสื่อทุกประเภท รวมไปถึง “สื่อมวลชนที่อยู่นอกระบบ”
นอกจากนี้ ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัล บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นต่อสนช.ว่า ควรมีระบบการกำกับดูแลร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยให้อำนาจลงโทษสื่อมวลชนเป็นอำนาจของรัฐ และสร้างแรงจูงใจให้สื่อมวลชนเข้าระบบหรือสังกัดองค์กร เช่น ให้ทุนสนับสนุน ทุนวิจัย และศึกษาดูงาน
2. ให้ตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” มาคุมสื่อ
กฎหมายนี้จะตั้งองค์กรใหม่ที่ชื่อว่า “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” มีอำนาจเหนือการกำกับดูแลกันเองตามที่องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนพยายามดำเนินการอยู่
สภาวิชาชีพฯ ทำหน้าที่รับจดทะเบียนสมาชิก เพิกถอนใบรับรองสมาชิก ตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำอันไม่เหมาะสมของสื่อมวลชน และจัดทำ “มาตรฐานทางจริยธรรม” ของคนทำงานสื่อ รับเรื่องร้องเรียนเมื่อองค์กรสื่อฝ่าฝืนจริยธรรม และเมื่อสื่อถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ คณะกรรมการฯ มาจากองค์ประกอบดังนี้
• คนทำงานสื่อ จำแนกประเภทตามช่องทางสื่อและตามหมวดของเนื้อหา ได้แก่ ด้านวิทยุกระจายเสียง ด้านวิทยุโทรทัศน์ ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ด้านสื่อออนไลน์ ด้านโฆษณา ด้านข่าว ด้านบันเทิง ด้านอื่นๆ และตัวแทนภูมิภาค รวมแปดคน
• ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์  สื่อสารมวลชน สองคน ด้านกฎหมายมหาชนหนึ่งคน ด้านสังคมสองคน และด้านอื่นๆ หนึ่งคน
• ผู้แทนผู้บริโภค หนึ่งคน
กรรมการจะมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาซึ่งมาจากองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ นายกสมาคมสมาพันธ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
3. กำหนดมาตรฐานกลางว่าด้วยจริยธรรมสื่อมวลชน (มาตรา 37)
องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนต้องกำกับให้องค์กรสื่อในสังกัดตัวเองปฏิบัติตาม “มาตรฐานกลาง” ของเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมี 6 ข้อ คือ
1) ต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
2) ต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่น คำนึงถึงสิทธิบุคคล ไม่ซ้ำเติมผู้ประสบเคราะห์กรรม หลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชังหรือใช้ความรุนแรง
3) ต้องเป็นไปโดยอิสระ ไม่อยู่ใต้อาณัติของบุคคลหรือองค์กรใดในทางที่มิชอบ
4) ต้องไม่รับผลประโยชน์ใดๆ อย่างมิชอบ
5) ต้องมีผู้รับผิดชอบและประกาศแก้ไขข้อบกพร่องในกรณีที่การนำเสนอผิดพลาดหรือสร้างผลกระทบ
6) ต้องเป็นไปตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ขัดต่อศีลธรรมของสังคม ไม่ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
4. การรับเรื่องร้องเรียน
สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะรับเรื่องราวร้องเรียนทั้งในกรณีที่สื่อมวลชนถูกละเมิดเสรีภาพ และกรณีที่ประชาชนถูกสื่อมวลชนละเมิดสิทธิ โดยมีลำดับขั้นของการร้องเรียนไว้ว่า
ขั้นที่หนึ่ง เมื่อคนทำสื่อถูกร้องเรียน องค์กรต้นสังกัดพิจารณาเรื่องเสียก่อน
ขั้นที่สอง เมื่อองค์กรสื่อเป็นผู้ถูกร้องเรียน ให้องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นผู้พิจารณา
ขั้นที่สาม หากสื่อที่ถูกร้องเรียนไม่ได้เป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ให้คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นผู้สอบสวนเรื่องนั้น (มาตรา 67)
นอกจากนี้ หากองค์กรสื่อหรือองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเพิกเฉย ก็ให้คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นผู้สอบสวนเรื่องนั้น
สำหรับเรื่องบทลงโทษนั้น ตามร่างของสปท. กำหนดโทษทางปกครอง เป็นโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ส่วนในกรณีที่สื่อถูกวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จะถูกลงโทษโดยการเพิกถอนบัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือเพิกถอนใบรับรองสมาชิกขององค์กรนั้นๆ ขณะที่ในที่ประชุมของสนช.เห็นว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติควรทำหน้าที่เพียงวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน โดยปล่อยให้การลงโทษเป็นหน้าที่หน่วยงานอื่นของรัฐ
5. งบประมาณของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ 
สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีรายได้สองทาง คือ มาจากเงินร้อยละ 5 ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน และอีกส่วนหนึ่ง เจียดมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

7 จังหวัดภาคใต้รับฝนตกหนักอีก 22-25 ม.ค.นี้

7 จังหวัดภาคใต้รับฝนตกหนักอีก 22-25 ม.ค.นี้

ปภ.เผยน้ำท่วมภาคใต้ตั้งแต่ ธ.ค. 2559 ประชาชนได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด รวม 122 อำเภอ 755 ตำบล 5,812 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 563,616 ครัวเรือน 1,725,714 คน ผู้เสียชีวิต 80 ราย วันที่ 22-25 ม.ค. ฝนตกหนักอีก 7 จังหวัด
ที่มาภาพ: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
21 ม.ค. 2560 สำนักข่าวไทย รายงานว่านายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงปัจจุบัน ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด รวม 122 อำเภอ 755 ตำบล 5,812 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 563,616 ครัวเรือน 1,725,714 คน ผู้เสียชีวิต 80 ราย ผู้สูญหาย 4 ราย ถนน 4,314 จุด คอสะพาน 348 แห่ง ท่อระบายน้ำ 243 แห่ง ฝาย 126 แห่ง อ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง สถานที่ราชการเสียหาย 25 แห่ง  โรงเรียน 2,336 แห่ง โดยล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายอยู่ระหว่างการฟื้นฟู 5 จังหวัด ได้แก่ ระนอง นราธิวาส ปัตตานี กระบี่ และตรัง และยังมี 7 จังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมบางพื้นที่  ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง ยะลา ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา รวม 27 อำเภอ 133 ตำบล 861 หมู่บ้าน
“จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทย วันนี้ (21ม.ค.) จะมีฝนหนักถึงหนักมากบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จากความกดอากาศสูงกำลังค่อนข่างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนวันที่ 22-25 มกราคม 2560 จะมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส” อธิบดีปภ. กล่าว
นายฉัตรชัย กล่าวว่า ปภ.ได้เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยประจำจุดเสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที
หลายจังหวัดภาคใต้น้ำยังท่วมหนั
ที่มาภาพ: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
วันเดียวกันนี้ (21 ม.ค.) สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่าฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอด 4 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง1.55 เมตร ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก 9 ชุมชน จำนวน 800 ครัวเรือน รวม 2,553 คน ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น และจนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคมเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ยังคงออกประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยอพยพไปอยู่ที่ศูนย์อพยพผู้ประสบอุทกภัยโรงเรียนเทศบาล 4 และโรงเรียนเทศบาล 1 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมอพยพออกมาจากบ้าน ทำให้มีเพียง 7 ครัวเรือนรวม 24 คนเท่านั้นที่อพยพออกไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
ด้านนายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนราธิวาส กล่าวว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำโก-ลกในห้วงนี้จะเพิ่มสูงขึ้นชั่วโมงละ 2 เซนติเมตร และคาดว่าจะมีระดับสูงสุดที่ประมาณ 1.80 เมตรแล้วจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณฝนจะลดลงแม้จะมีฝนตกต่อเนื่องต่อไปจนถึงวันที่ 25 มกราคมนี้ สำหรับการระบายน้ำออกจากพื้นที่ยังใช้การระบายน้ำทางธรรมชาติที่น้ำในแม่น้ำโก-ลกจะไหลลงสู่ที่ต่ำในพื้นที่อำเภอตากใบแล้วไหลลงสู่ทะเล แต่จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการในส่วนของประตูระบายน้ำในพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำทะเลที่หนุนสูงไหลเข้ามาสมทบ
ที่จังหวัดสงขลา หลังจากที่เกิดฝนตกต่อเนื่องกันระยะนี้ทำให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำเป็นรอบที่ 4 เช่นที่บ้านแลแบง หมู่ที่ 1 ตำบลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย น้ำป่าจากเทือกเขาสันกาลาคีรีได้ไหลลงมาเข้าท่วมตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (21 ม.ค. 60) และได้มีการอพยพชาวบ้านออกจากหมู่บ้านแล้ว 36 ครัวเรือน จำนวน 202 คน ไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวภายในศาลาประชาคมอำเภอสะบ้าย้อย
นอกจากนี้ น้ำยังได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ภายในเขตเทศบาลตำบลสะบ้าย้อยบางส่วน โดยเฉพาะเส้นทางสายสะบ้าย้อย-บ้านโหนด น้ำท่วมสูงประมาณ 50 เมตร และสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วงเนื่องจากยังมีน้ำหนุนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับในพื้นที่ 4 อำเภอริมทะเลสาบสงขลา ขณะนี้ บางพื้นที่เริ่มถูกน้ำจากทะเลสาบสงขลาหนุนเข้าท่วมซ้ำอีกครั้ง เช่นในพื้นที่อำเภอกระแสสินธุ์ หลายชุมชนระดับน้ำสูงขึ้น และอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง
ส่วนสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตอำเภอเมืองยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ตำบลสะเตงนอก ซอยปะจูรง ซอย 6 ผังเมือง 4 ชุมชนหลังวัดตรีมิตร ยังคงมีน้ำท่วมขัง เนื่องจากปริมาณน้ำที่สะสมจากฝนตกหนัก และคูระบายน้ำออกไม่ทัน อยู่ประมาณ 20-30 เซนติเมตร โดยลดลงจากเมื่อวานนี้ ส่วนที่ชุมชนวิฑูรอุทิศ 10 เทศบาลนครยะลา ได้เร่งนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำออกจากถนนที่มีน้ำท่วมขัง จนลดลงเกือบเป็นปกติ ขณะที่ ถนนเส้นทางไปยังชุมชนบ้านเปาะยานิ ยังคงมีน้ำท่วมขังสูง เจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นเส้นทางไม่ให้รถสัญจรไป-มา เนื่องจากพื้นที่บ้านเปาะยานิ เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ประกอบกับเป็นพื้นที่รับน้ำจากบึงแบเมาะ ซึ่งมีปริมาณน้ำล้นตลิ่งเนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้ยังมีน้ำท่วมขังสูงกว่า 50 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่รอบเขตเมืองยะลา ซึ่งติดริมแม่น้ำปัตตานี น้ำยังคงล้นเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน
ขณะที่ นายกาส เส็นโต๊ะเย็บ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดยะลา ได้รายงานสถานการณ์หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดยะลา ว่าในส่วนของพื้นที่อำเภอเมืองยะลา มีพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน 5 ตำบล 30 หมู่บ้าน ประชาชนเดือดร้อน 720 ครัวเรือน 2,882 คน อพยพ 32 ครัวเรือน 150 คน ถนน 3 สาย (สามารถสัญจรได้) สะพาน 1 แห่ง ฝาย 1 แห่ง พื้นที่การเกษตร 566 ไร่ บ่อปลา 2 บ่อ ประกอบด้วย ตำบลพร่อน หมู่ที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 จำนวน 290 ครัวเรือน 1,450 คน ตำบลสะเตงนอก หมู่ที่ 1 , 3 , 4 , 6 , 7 , 9 , 10 , 12 , 13 จำนวน 44 ครัวเรือน 176 คน ตำบลลำใหม่ หมู่ที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 , 7 จำนวน 106 ครัวเรือน 304 คน ตำบลยุโป หมู่ที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 จำนวน 280 ครัวเรือน 952 คน ตำบลท่าสาป หมู่ที่ 3 (น้ำกัดเซาะแนวริมเขื่อนแม่น้ำปัตตานี) โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนแล้ว
ส่วนแนวโน้มสถานการณ์มีฝนตกต่อเนื่อง มีน้ำท่วมขังในที่ลุ่มพื้นที่ตำบลพร่อน อำเภอเมืองยะลา ระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรี เริ่มเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ใกล้แม่น้ำ และคาดว่าจะขยายวงกว้างในพื้นที่ใกล้เคียง มีการแจ้งเตือนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันทางชลประทานยะลา ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเขื่อนเก็บน้ำชลประทานปัตตานี ให้แจ้งเตือนประชาชนท้ายเขื่อน อำเภอเมือง อำเภอหนองจิก อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เตรียมขนย้ายสิ่งของไว้ในที่สูง เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำปัตตานี ที่ไหลมาจากอำเภอบันนังสตา อำเภอกรงปินัง และอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีมวลน้ำปริมาณมากจากปริมาณฝนตกสะสม จึงอาจจะทำให้มวลน้ำดังกล่าวไหลไปสมทบกับปริมาณน้ำในเขื่อนปัตตานี และจะไหลลงสู่ปลายน้ำที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสูงในพื้นที่ริมแม่น้ำปัตตานี จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากสื่อและการแจ้งเตือนจากทางจังหวัดในทุกระยะ
ขณะที่ เขื่อนบางลางจังหวัดยะลา ยังคงสามารถรับน้ำได้อีกถึง 600 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนบางลางแต่อย่างใด

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สุนทรพจน์ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในพิธีรับตำแหน่ง ปธน. สหรัฐฯ

สุนทรพจน์ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในพิธีรับตำแหน่ง ปธน. สหรัฐฯ

Posted: 20 Jan 2017 10:29 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อ่านคำแปลสุนทรพจน์ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในพิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45
21 ม.ค. 2560 พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีขึ้นที่อาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อช่วงเที่ยงวานนี้ (20 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หรือราวเที่ยงคืนตามเวลาในไทย โดยมีบรรดาอดีตผู้นำ สมาชิกสภา และแขกเหรื่อจำนวนมากเข้าร่วมพิธี รวมทั้งนายบารัค โอบามา ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่ง และนางฮิลลารี คลินตัน ที่พ่ายการเลือกตั้งให้แก่นายทรัมป์ ขณะที่บริเวณเนชั่นแนล มอลล์ มีประชาชนหลายแสนคนไปยืนเฝ้าชมพิธี
โดย เว็บไซต์ VOA ภาคภาษาไทย เผยแพร่คำแปลสุนทรพจน์ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในพิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไว้ดังนี้

“เรา ประชาชนชาวอเมริกัน กำลังร่วมกันในความพยายามที่ยิ่งใหญ่ของชาติ ในอันที่จะสร้างประเทศอีกครั้งและนำอนาคตที่ดีมาสู่ประชาชนทั้งมวล

เราจะร่วมกันกำหนดเส้นทางของอเมริกาด้วยกันและของโลก ในอีกหลายๆ ปีต่อจากนี้ เราจะเจอกับสิ่งท้าทายและเผชิญกับความยากลำบาก แต่เราจะทำงานนี้สำเร็จให้ได้

ในทุกสี่ปี เรารวมมาอยู่กันที่แห่งนี้ เพื่อดำเนินการส่งผ่านอำนาจอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยความสงบ พวกเราซาบซึ้งต่อความช่วยเหลือที่สง่างามของประธานาธิบดีโอบามา และสตรีหมายเลขหนึ่งมิเชล โอบามา ทั้งคู่ยอดเยี่ยมมาก และผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้”

“งานวันนี้มีความหมายพิเศษ เพราะวันนี้ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐบาลหนึ่งไปสู่รัฐบาลหนึ่งเพราะเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากกรุงวอชิงตันไปยังพวกท่านทุกคน ซึ่งก็คือประชาชนสหรัฐฯ”

“เป็นเวลายาวนานเกินไปที่คนกลุ่มเล็กๆ ที่เมืองหลวงของประเทศที่ได้ประโยชน์จากรัฐบาล ขณะที่ประชาชนโดยรวมแบกรับภาระไว้

กรุงวอชิงตันรุ่งเรืองแต่ประชาชนไม่ได้รับความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น นักการเมืองรุ่งเรือง แต่โอกาสการจ้างงานหายไปและโรงงานปิดตัวลง

กลุ่มอำนาจเก่าปกป้องผลประโยชน์ตนเอง แต่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชน ชัยชนะของกลุ่มอำนาจเก่าไม่ใช่ชัยชนะของพวกท่าน

กลุ่มอำนาจฉลองชัยชนะของพวกเขา แต่ไม่มีอะไรที่ครอบครัวที่กำลังลำบากทั่วประเทศได้เฉลิมฉลองด้วย

การเปลี่ยนแปลงนั้นกำลังเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ เวลานี้ เพราะเวลานี้เป็นเวลาของพวกท่าน

เวลานี้เป็นเวลาของทุกคนที่มา ณ ที่แห่งนี้ ในวันนี้ และทุกคนกำลังเห็นประจักษ์อยู่ทั่วประเทศ วันนี้เป็นวันของพวกท่าน การเฉลิมฉลองนี้เป็นงานของท่าน และที่นี่คือสหรัฐอเมริกา ประเทศของท่าน”

“สิ่งสำคัญที่สุดที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าพรรคใดได้ครองรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่ว่าประชาชนได้ควบคุมรัฐบาลนั้นหรือไม่”

“วันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2017 จะถูกจดจำให้เป็นวันที่ประชาชนเป็นผู้ปกครองประเทศแห่งนี้อีกครั้ง ชายและหญิงที่เคยถูกลืมจะไม่ถูกลืมอีกต่อไป

ทุกคนกำลังได้ยินเสียงของท่านในตอนนี้ ท่านทั้งหลายจำนวนหลายสิบล้านคนที่ร่วมกันในการเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์นี้ การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดในโลก

ศูนย์กลางของความเคลื่อนไหวนี้คือความตั้งใจที่แน่วแน่อย่างยิ่งที่ว่าชาติมีอยู่ได้ก็เพื่อทำงานให้กับระชาชน

ชาวอเมริกันต้องการมีโรงเรียนที่ดี อยู่ในชุมชนที่ปลอดภัยต่อครอบครัว มีงานดีๆ ทำ สิ่งเหล่าที่เป็นข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผล จากประชาชนที่มีความชอบธรรมและสาธารณะชนที่มีความชอบธรรม

อย่างไรก็ตามประชาชนจำนวนมากเกินไปกำลังอยู่ในความจริงที่แตกต่าง”

“แม่และเด็กยังติดอยู่กับความยากจนในเขตเมืองชั้นใน สนิมยังเกาะอยู่ที่เครื่องจักรโรงงาน โรงงานซึ่งหยุดการผลิตเกิดขึ้นทั่วไปราวกับหลักหินที่หลุมฝังศพที่เห็นเกลื่อนกลาด”

“ระบบการศึกษามีเงินมากมายแต่กลับทิ้งให้เด็กๆ ขาดความรู้ทุกด้าน และอาชญากรรมและแก๊งค์ และยาเสพติด ยังคงเกิดขึ้นและทำลายชีวิตมากมายเกินไป และขโมยศักยภาพของประเทศที่มี

ความสูญเสียนี้จะต้องยุติลง ณ บัดนี้ ในตอนนี้

เราเป็นหนึ่งเดียวกันในประเทศนี้ ความเจ็บปวดของพวกเขาเป็นความเจ็บปวดของเรา ความฝันของเขาเป็นความฝันของเรา ความสำเร็จของเขาเป็นความสำเร็จของเรา

เรามีหัวใจดวงเดียวกัน มีบ้านหลังเดียวกัน และมีโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน คำปฏิญาณตนนี้ของข้าพเจ้าเป็นคำปฎิญาณตนร่วมกันของชาวอเมริกันทั้งมวล

เป็นเวลายาวนานหลายสิบปีแล้วที่ เราสร้างความมั่งคั่งให้กับอุตสาหกรรมต่างประเทศ แต่อุตสาหกรรมอเมริกันเสียเปรียบ

เราช่วยสนับสนุนกองกำลังทหารต่างประเทศ ขณะที่เราปล่อยให้กองกำลังทหารของเราถูกลดอำนาจลงอย่างน่าเศร้ายิ่ง”

“เราไปช่วยประเทศอื่นปกป้องเขตแดนแต่เราปฏิเสธที่จะปกป้องเขตแดนตนเอง”

“เราใช้เงินนับล้านล้านดอลลาร์ในต่างประเทศ ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของเรากำลังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่และถดถอย

เราช่วยให้ประเทศอื่นร่ำรวย ขณะที่ความร่ำรวย ความแข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นในประเทศเราเหือดหายไป

โรงงานทีละแห่งปิดตัวลง และงานตามโรงงานถูกส่งไปให้ต่างประเทศทำ โดยไม่มีการคำนึงถึงคนงานอเมริกันนับล้านๆ คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

“ความมั่งคั่งของชนชั้นกลางถูกขโมยไปจากครอบครัวอเมริกัน และถูกกระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก”

“เรามารวมตัวอยู่ที่นี้ด้วยกัน และกำลังประกาศร่วมกันให้ได้ยินไปทั่วทุกเมือง ทุกเมืองหลวงของโลก และทุกศูนย์อำนาจ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มุมมองใหม่จะเป็นแนวทางการปกครองประเทศ

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะมีเพียงแค่อเมริกาเท่านั้นที่เป็นที่หนึ่ง และผละประโยชน์ของอเมริกาจะมาก่อน

ทุกการตัดสินใจด้านการค้า ด้านคนต่างด้าว ด้านการต่างประเทศ จะถูกตัดสินเพื่อผลประโยชน์ของแรงงานอเมริกันและครอบครัวชาวอเมริกัน

เราจะปกป้องเขตแดนของเรา จากการสร้างความเสียหายโดยต่างประเทศ ที่ผลิตสินค้าของเรา ขโมยผลประโยชน์ไปจากบริษัทอเมริกัน และทำลายการจ้างงานในสหรัฐฯ

การปกป้องคุ้มครองจะนำไปสู่ความรุ่งเรืองและความแข็งแกร่ง

ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อท่านด้วยทุกลมหายใจและเลือดเนื้อที่มี และข้าพเจ้าจะไม่มีวันทำให้ท่านผิดหวัง”

“อเมริกาจะเป็นผู้ชนะอีกครั้งและจะชนะอย่างที่ไม่เคยชนะมาก่อน”

“เราจะนำงานกลับมา เราจะนำความปลอดภัยด้านเขตแดนกลับมา เราจะนำความมั่งคั่งกลับมา เราจะนำความฝันกลับมา

เราจะสร้างถนนใหม่ ทางหลวงใหม่ รวมทั้งสะพาน สนามบิน อุโมงค์ และทางรถไฟทั่วประเทศ

เราจะทำให้ประชาชนของเราออกจากการรับสวัสดิการสังคมและกลับมาทำงานเพื่อสร้างชาติด้วยแรงงานอเมริกัน”

“เราจะทำตามกฎง่ายๆ สองข้อ คือ ซื้อของอเมริกัน และจ้างคนอเมริกัน”

“เราจะย้ำถึงความแข็งแกร่งในความสัมพันธ์กับพันธมิตรเก่าแก่ และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในโลกศิวิไลซ์ เพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายโดยกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง ซึ่งเราจะกำจัดออกไปจากโลกนี้

พื้นฐานการเมืองที่หนักแน่นของสหรัฐฯ คือการจงรักภักดีอย่างที่สุดต่อประเทศสหรัฐอเมริกา และด้วยความจงรักภักดีนี้ต่อประเทศ เราจะพบความภักดีในตัวบุคคล

เมื่อเราเปิดใจให้กับความรักชาติ จะไม่มีโอกาสเกิดความมีอคติต่อกัน

คัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราถึงความดีงามที่จะเกิดขึ้น ต่อเมื่อประชาชนของพระเจ้าอยู่ร่วมกันเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกัน

เราต้องพูดอย่างที่ใจคิดอย่างเปิดเผย ถกเถียงในความคิดที่แตกต่างอย่างซื่อสัตย์ แต่มุ่งหน้าเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

“เมื่ออเมริกาเป็นหนึ่งเดียวกันจะไม่มีอะไรหยุดเราได้”

“มันไม่ควรมีความกลัวเกิดขึ้น เราได้รับการปกป้องอยู่แล้วและเราจะได้รับการปกป้องต่อไป เราจะได้รับการปกป้องจากชายและหญิงที่ดีเยี่ยมในกองทัพและผู้รักษากฎหมาย และที่สำคัญที่สุดเราจะได้รับการปกป้องจากพระเจ้า

ในที่สุดแล้วเราจะคิดทำสิ่งใหญ่ๆ และจะฝันที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

ในอเมริกา เราเข้าใจว่าชาติจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อชาติเดินหน้าฝ่าฟันต่อไป เราจะไม่ยอมรับอีกต่อไปกับนักการเมืองที่ดีแต่พูดแต่ไม่ทำอะไร และบ่นตลอดเวลาแต่ไม่เคยทำอะไรเพื่อแก้ไขสิ่งต่างๆ

เวลาแห่งการพูดที่ไม่มีผลจบลงแล้ว สิ่งที่มาถึงคือชั่วโมงแห่งการทำงานจริง

อย่าปล่อยให้ใครมาบอกคุณว่า สิ่งที่ต้องการทำไม่สามารถทำได้ ไม่มีสิ่งท้าทายใดจะเทียบได้กับหัวใจ การต่อสู้และจิตใจของความเป็นอเมริกา

เราจะไม่มีวันล้มเหลว ประเทศของเราจะเติบโตและรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง

เรากำลังยืนอยู่ที่การเกิดใหม่แห่งสหัสวรรษ พร้อมที่จะไขความลับแห่งจักรวาล ทำให้โลกเป็นอิสระจากโรคภัย และใช้พลังงาน อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสำหรับวันพรุ่งนี้

ความภาคภูมิใจในชาติจะทำให้เราฮึกเหิม ทำให้เราเห็นภาพที่สูงขึ้นและสมานความแตกแยกในชาติ”

“บัดนี้เป็นเวลาที่ควรจดจำถึงความรู้เก่าๆ จากทหารว่า ไม่ว่าสีผิวจะเป็นสีดำ น้ำตาล หรือขาว เลือดของเราจะเป็นสีแดงแห่งความรักชาติเหมือนกันหมด”

“เรามีความเสรีภาพที่สดใส และเราเคารพธงชาติสหรัฐฯ ที่ยิงใหญ่ธงเดียวกัน

และไม่ว่าเด็กจะเกิดที่เขตเมืองอย่างเช่นที่ดีทร้อยท์ หรือที่ราบแห่งเนบราสก้า เด็กเหล่านี้มองเห็นฟ้าเดียวกัน พวกเขามีใจจดจ่อต่อฝันเดียวกัน และเป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานชีวิตมาให้เช่นเดียวกันทุกคน

ดังนั้นสำหรับชาวอเมริกันทุกคนในทุกเมือง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่าจะมาจากถิ่นที่สูง หรือเขตมหาสมุทรใด จะได้ยินคำประกาศนี้ ท่านจะไม่ถูกหมางเมินอีกต่อไป

เสียงของท่าน ความหวังของท่าน และความใฝ่ฝันของท่าน คือคำจำกัดความของจุดหมายปลายทางของอเมริกา

ความกล้าหาญ ความดีงามและความรักจะเป็นเครื่องนำทางเรา”

“เราจะทำให้อเมริกาแข็งแกร่งอีกครั้ง เราจะทำให้คนอเมริกันภูมิใจในอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง เราจะทำให้อเมริกาปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง เราจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง”

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

นพวรรณยันไม่เกี่ยวโพสต์แอนดรูว์ หลังตร.มาพบแม่ฝากเตือนหยุดโพสต์กระทบกษัตริย์

นพวรรณยันไม่เกี่ยวโพสต์แอนดรูว์ หลังตร.มาพบแม่ฝากเตือนหยุดโพสต์กระทบกษัตริย์

Posted: 18 Jan 2017 11:42 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อดีตแม่ยาย  ‘แอนดรูว์ มาร์แชล’ เผย ตร.มาพบที่บ้าน พร้อมฝากเตือนแอนดรูว์เลิกโพสต์กระทบสถาบันกษัตริย์ หลังโพสต์เนื้อหาในเอกสารลับของซีไอเอ ที่ถูกเปิดเผยออกมาหลังพ้นช่วงเวลาปกปิดเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ขณะที่นพวรรณโพสต์ยันไม่รู้เรื่องและไม่สามารถไปสั่งให้แอนดรูว์ทำอะไรได้

ภาพ นพวรรณ พร้อมลูกชายวัย 3 ขวบ ขณะถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 โดยคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในบ้านถูกยึดตามหมายค้น (ที่มา แฟ้มภาพประชาไท)

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา นพวรรณ บรรลือศิลป์ อดีตภรรยาแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล (อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ประจำประเทศไทย) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงตำรวจไทย และต่อมา แอนดรูว์ นำมาเผยแพร่ต่อผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะสาธารณะ

โดย นพวรรณ ระบุว่า ขอชี้แจงให้ทุกท่านทราบว่า ตนไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว และยืนยันอีกครั้งว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานของแอนดรูว์ ไม่เข้าใจว่าวันนี้เจ้าหน้าที่สันติบาลจะไปพบแม่ของตนที่บ้านที่ไทยเพื่ออะไร และบอกอีกด้วยว่าจะกลับมาอีกอาทิตย์หรือสองอาทิตย์

นพวรรณ ระบุด้วยว่า ทางตำรวจได้สอบสวนตนเมื่อ ก.ค.ปีที่แล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าตนบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับงานของแอนดรูว์ แต่มาวันนี้ยังมีการเคลื่อนไหวและไปขอพบตนที่บ้าน ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนไม่ได้อยู่ไทย ตนขอให้พวกท่านยุติการเคลื่อนไหวที่ทำให้ครอบครัวตนกังวลและเดือดร้อน และการที่แอนดรูว์เป็นพ่อของชาลี(ลูกของนพวรรณ)มันก็ไม่ได้หมายความว่าตนต้องมีส่วนรู้เห็นกับสิ่งที่เค้าทำ หรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เค้าทำ ซึ่งยืนยันไปแล้ว
“ดิฉันอยากฝากเอาไว้ว่าเราไม่รู้เรื่องและไม่สามารถไปสั่งให้แอนดรูว์ทำอะไรได้ พ่อแม่เค้ายังสั่งเค้าไม่ได้เลย เหนื่อยนะค่ะ ถ้าคุณมีปัญหากับแอนดรูว์ กรุณาไปสถานทูตของสหราชอาณาจักร และไปทำการเรียกร้องส่งตัวแอนดรูว์ไปไทย อย่าไปทำให้ครอบครัวของดิฉันที่ไทยต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่เค้าไม่ได้ทำเถอะค่ะ” นพวรรณ โพสต์

แม่นพวรรณ เผย ตร.ฝากเตือนแอนดรูว์เลิกโพสต์กระทบสถาบันเบื้องสูง

บีบีซีไทย รายงานด้วยว่า ฤดีวรรณ ล่าทิพย์ มารดาของ นพวรรณ เปิดเผย “บีบีซีไทย” ว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 18 ม.ค. มีผู้หญิง 2 คน มายืนอยู่หน้าประตูบ้าน จะขอเข้าไปในบ้าน ท่ามกลางเสียงเห่าของสุนัข โดยอ้างว่าเป็น ตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบ แล้วได้แสดงบัตรตำรวจให้ดู ทราบว่ามียศ ดาบตำรวจ โดยบอกว่า มาหา นพวรรณ แต่เธอบอกให้พูดคุยหน้าบ้าน และบอกว่าลูกสาวอยู่ต่างประเทศ หญิงสองคนจึงบอกว่า นายสั่งให้มาขอความร่วมมือให้ไป “เตือน” แอนดรูว์ มาร์แชล ให้เลิกโพสต์ข้อความที่เป็นที่ระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง พร้อมทั้งขอเบอร์โทรศัพท์มือถือไป เพื่อการติดต่อมาเป็นระยะๆในอนาคต
“เขามาแบบสุภาพ พูดดี เขาบอกว่า ฝากคุณแม่ไปเตือนแอนดรูด้วย ชอบไม่ชอบ ให้เก็บไว้ในใจ อย่างมาลงรูปอะไรอีก…อีกหน่อยลูกหลานจะได้กลับมาเมืองไทยได้สบายๆ ไม่ต้องเป็นห่วง” ฤดีวรรณ กล่าวทางโทรศัพท์ พร้อมกล่าวด้วยว่า “แม่ตอบเขาไปว่า แทบไม่เคยคุณกับแอนดรู ส่วนใหญ่เวลาคุยโทรศัพท์กัน ก็มักคุยกับลูกสาวหรือหลาน”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ได้โพสต์เนื้อหาในเอกสารลับของสำนักข่าวกรองกลาง ของรัฐบาลสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ที่ถูกเปิดเผยออกมาหลังพ้นช่วงเวลาปกปิด ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองตั้งแต่สมัยจอมพล ป.  พิบูลย์สงคราม ถูกรัฐประหาร ฯลฯ
ทั้งนี้ นพวรรณ พร้อมลูกชายวัย 3 ขวบ เคยถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 โดยคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในบ้านถูกยึดตามหมายค้น มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนั้นนพวรรณระบุว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับงานของสามี และยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ เย็นวันเดียวกัน เธอได้รับการปล่อยตัว มีรายงานด้วยว่า ต่อมานพวรรณและลูกชายได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปยังสกอตแลนด์

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว 1 เดือน (22 ส.ค. 59) แอนดรูว์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เขาและภรรยา ได้แยกกันอยู่และตัดสินใจจะหย่ากันแล้ว

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ตำนานโรดแมปประชาธิปไตย 3 ขั้นตอน

ตำนานโรดแมปประชาธิปไตย 3 ขั้นตอน

Posted: 17 Jan 2017 10:28 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

“โรดแมป”โดยความหมายตรงตัวคือ “แผนที่การเดินทาง” แต่ถูกนำมาใช้ในความหมายของแผนการดำเนินการ แต่กระนั้นในระยะที่ผ่านมาในอดีต สังคมไทยไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “โรดแมป” หรืออย่างน้อยก็ไม่เคยมีการใช้คำนี้ในทางการเมืองไทยอย่างเป็นทางการ คำว่า “โรดแมป” กลายเป็นคำทางการ หลังจากการยึดอำนาจล้มล้างระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบ (คสช.) ก็แถลงเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย มีสาระสำคัญว่า คสช.มีเป้าหมายที่จะคืนความสุขให้ประชาชนคนไทยทั้งชาติ รวมทั้งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนเฉพาะหน้าเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประเทศชาตินั้นเดินหน้าต่อไปได้ และที่สำคัญที่สุด คือเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวงตลอดมาได้รับการปกป้องจากคนไทยทุกคน และนำประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนปราศจากความขัดแย้ง

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ คสช.จะใช้โรดแมป 3 ขั้น คือ ระยะที่ 1 คือ ช่วงแรก ของการควบคุมอำนาจในการปกครอง จะดำเนินการในเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด ในกรอบเวลา 2-3 เดือน ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งกำลังดำเนินการจัดทำอยู่ในฝ่ายกฎหมาย จะมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ สรรหานายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการ ร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการตั้งสภาปฏิรูป เพื่อปฏิรูปการแก้ไขในทุกเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการและเป็นที่ยอมรับ โดยน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถ้าหากสถานการณ์เรียบร้อยเป็นปกติ ปฏิรูปสำเร็จ ปรองดองสมานฉันท์กับทุกฝ่าย ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน ก็จะเริ่มดำเนินการก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 คือ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

ในการชี้แจง”โรดแมป”ครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำตอนท้ายด้วยว่า “ประชาธิปไตยที่จะต้องเตรียมการแก้ไขปรับปรุงนั้นก็จะมาถึงในระยะเวลาที่ไม่นานนัก” และ “ทหารก็จะกลับไปทำภารกิจของเราต่อไป และจะคอยเฝ้ามองประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยก้าวต่อไปข้างหน้าสู่อนาคต” ตามนัยยะของการแถลงเช่นนั้น หมายความว่า คณะ คสช.จะดำเนินการเปลี่ยนผ่านตาม”โรดแมป”และนำมาสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยภายในไม่เกิน พ.ศ.2558

โรดแมปของ คสช.ในระยะที่ 1 ดูเหมือนจะผ่านไปเรียบร้อยดี จึงมีการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระยะที่สอง โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2557 มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญถาวร มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะกรรมการชุดนี้ ถูกคว่ำในสภาปฏิรูปแห่งชาติในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2558 จึงต้องนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ เหตุการณ์นี้กลายเป็นข้ออ้างสำคัญที่นำมาสู่การเลื่อน”โรดแมป”ครั้งใหญ่ของ คณะ คสช. โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2558 ว่า โรดแมปใหม่จะเป็นไปตามสูตร 6+4+6+4=20 คือ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 6 เดือน ทำประชามติภายใน 4 เดือน และเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะประกาศใช้ในเดือนกันยายน พ.ศ.2559 จากนั้น ก็จะร่างกฎหมายลูกภายใน 6 เดือน แล้วก็จะให้มีการเลือกตั้งใน 4 เดือน ซึ่งหมายถึงว่าจะเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2560 นายวิษณุ อธิบายว่า ที่ต้องใช้เวลานานถึง 20 เดือนเพราะการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน”มีความยาก” จึงไม่สามารถทำให้เสร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็วได้

สรุปจาก”โรดแมป”ที่นายวิษณุอธิบายในขณะนั้น ระยะแห่งการครองอำนาจของรัฐบาล คสช.ในระยะเปลี่ยนผ่านขั้นที่สองก็จะยืดยาวจากกรกฎาคม พ.ศ.2557 ถึง กรกฎาคม พ.ศ.2560 หรือเปลี่ยนจาก 1 ปี กลายเป็น 3 ปี แต่เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติมาแล้วเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2559 ก็ยังไม่มีการประกาศใช้ และในที่สุด มีแนวโน้มของการเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งอีกครั้ง เมื่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติออกมาเปิดประเด็นว่า การเลือกตั้งน่าจะเลื่อนไปถึงช่วงกลางปี พ.ศ.2561 เพราะร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 50 ฉบับ อาจจะพิจารณาไม่เสร็จ

กรณีการแถลงของนายสุรชัย แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจำนวนมาก แต่เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า “โรดแมปคืออย่างนี้ และก็ยังเป็นเช่นนี้ เพียงแต่เมื่อหลายเดือนก่อนรัฐบาลบอกว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2560 เพราะมองด้วยสมมุติฐานที่ว่าได้ทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 คิดว่าน่าจะได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯลงมาในเดือนพฤศจิกายน 2559 แล้วประกาศใช้ต่อไป ถ้าเป็นอย่างนั้นการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นได้ในปี 2560 แต่บัดนี้เกิดกรณีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ทุกอย่างเลื่อนไป และจนถึงวันนี้ยังไม่พระราชทานรัฐธรรมนูญลงมา เราจึงนับไม่ถูก ตอบไม่ถูก”

ภายใต้กระแสเช่นนี้ ในวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา สวนดุสิตโพล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโพลเอาใจฝ่ายรัฐบาลทหาร ก็ได้เปิดเผยผลสำรวจว่า ประชาชนที่สำรวจ 51.23% เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ ยังไม่พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เพราะยังมีความขัดแย้ง กังวลว่าบ้านเมืองจะไม่สงบ อาจเกิดการชุมนุมเคลื่อนไหว ปัญหาการเมืองไทยแก้ไขได้ยาก สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยังไม่พร้อม จะมีพระราชพิธีสำคัญ ขณะที่ 48.77% เห็นว่าควรจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป ข้อสรุปจากโพลจะเห็นได้ว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจะมีผลตอบรับในทางบวก

เมื่อมาถึงขณะนี้ จะเห็นได้ว่า โรดแมปเดิมของคณะ คสช. ที่เคยแถลงเมื่อหลังการรัฐประหาร กลายเป็นเรื่องที่เป็น”ตำนาน” ไม่มีใครจะประเมินได้ว่า การดำเนินการที่จะให้มีการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า แผนการที่จะให้มีการเลือกตั้งของคณะ คสช.นั้น มาจากการกดดันของโลกนานาชาติ ที่อยากเห็นสังคมไทยแก้ปัญหาด้วยการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย

ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า ชนชั้นนำไทยและอาจจะรวมถึงชนชั้นกลางในเมือง ไม่เคยเห็นว่าการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะเป็นทางออกของประเทศ แต่กลับมีความวิตกเสมอว่า ประชาธิปไตยจะทำมาซึ่งความวุ่นวาย และจะนำมาสู่การบริหารประเทศของนักการเมืองทุจริต พร้อมทั้งนโยบายประชานิยม

ดังนั้น เมื่อสังคมภายใต้ระบบเผด็จการมีเสถียรภาพและมีการปฏิรูปอยู่แล้ว เราก็หาโพลหรือหาข้ออ้างที่จะเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งต่อไป และก็อยู่กันอย่างคืนความสุขให้ประชาชนอย่างนี้

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 599 วันที่ 14 มกราคม 2560


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘ไผ่’ไม่ได้สอบ มหา’ลัยเกี่ยงให้ทำหนังสือขออนุเคราะห์ ยูเอ็นเรียกร้องทบทวนคดี 112

‘ไผ่’ไม่ได้สอบ มหา’ลัยเกี่ยงให้ทำหนังสือขออนุเคราะห์ ยูเอ็นเรียกร้องทบทวนคดี 112

Posted: 17 Jan 2017 11:23 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

หลายหน่วยงานรัฐพูดเรื่องจัดสอบไม่ตรงกัน  ขณะที่เจ้าตัวยืนยันจะไม่ร้องขอการจัดสอบในเรือนจำ UN แสดงความกังวลต่อบทบาทเจ้าหน้าที่ทหารระหว่างสืบสวนสอบสวนและการถอนประกันคดี ‘ไผ่’ เรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานรับผิดชอบให้ ‘ไผ่’ ได้เข้ารับการสอบตามกำหนด ทั้งยังเรียกร้องให้ทบทวนการควบคุมตัวบุคคลในคดี 112

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 60 ผศ.กิตติบดี ใยพูล คณบดีนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการจัดสอบเป็นกรณีพิเศษให้ นายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดี 112  ในเรือนจำให้ตามกำหนด 17-18 ม.ค.ตามที่เป็นข่าวออกไป แต่ได้มีการเข้าไปพูดคุยในเรือนจำและเสนอให้นายจตุภัทร์ทำหนังสือขออนุเคราะห์ไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อจัดสอบให้ ซึ่งการแถลงดังกล่าวได้ขัดแย้งกับคำชี้แจงของ ผอ.สนง.คุ้มครองสิทธิฯ ภาค 2 ที่ว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นรับจะทำการจัดสอบเป็นกรณีพิเศษให้ที่ทัณฑสถานฯ

ตามที่มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.60 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการสอบวิชาสุดท้ายของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ และถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ระบุว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาค 2 เข้าร่วมหารือกับผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น, คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น, พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี สังกัดกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดขอนแก่น, รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น, และผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และได้ข้อยุติ โดยได้ให้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นเข้าพบนายจตุภัทร์ เพื่อสอบถามความประสงค์ ซึ่งทางคณบดีคณะนิติศาสตร์แจ้งว่า ในเบื้องต้นนายจตุภัทร์ยอมที่จะเข้ารับการสอบตามข้อเสนอของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะจัดการสอบให้ที่ทัณฑสถานฯ เป็นกรณีพิเศษโดยจะจัดสอบวิชาคอมพิวเตอร์ภาคทฤษฎีให้เสร็จภายในสิ้นเดือนมกราคม 2560 หากสอบผ่านจะสอบภาคปฏิบัติภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ทั้งนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยของแก่นจะทำหนังสือขอมายัง ผอ.ทัณฑสถานฯ เพื่อขออนุญาตจัดการสอบดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (17 ม.ค.60) นางพริ้ม บุญภัทรรักษา มารดาของผู้ต้องขังได้เปิดเผยหลังเข้าเยี่ยมในช่วงเช้าว่า จตุรภัทร์ ได้เล่าถึงการที่ ผศ.กิตติบดี ใยพูล คณบดีคณะนิติฯ มาเข้าเยี่ยม โดยได้พูดคุยสอบถามว่าจะทำอย่างไรต่อเท่านั้น ไม่ได้มีข้อเสนอเรื่องการสอบ และจตุภัทร์ก็ไม่ได้ตอบตกลงอะไร ส่วนความตั้งใจของไผ่ในเรื่องการสอบนั้นจตุภัทร์ยืนยันว่า หากจัดให้สอบในเรือนจำตามกำหนดคือวันที่ 17-18 ม.ค. นี้ เขาก็จะสอบ แต่จะไม่ร้องขอให้จัดสอบเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ น.ส.ภาวิณี ชุมศรี หนึ่งในทีมทนายความได้โทรศัพท์สอบถามความชัดเจนจาก กิตติบดี ได้รับคำตอบว่า ในการเข้าไปพบไผ่วันนี้ แค่พูดคุยไถ่ถามเรื่องอนาคตทางการศึกษาระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์เท่านั้น ไม่ได้จะไปจัดสอบให้ตามกำหนดวันที่ 17-18 ม.ค. และไม่ได้มีข้อเสนอเรื่องการจัดสอบเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งหากไผ่ต้องการให้จัดสอบเช่นนั้น ต้องทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปที่มหาวิทยาลัย และทางมหาวิทยาลัยต้องพิจารณาอีกว่า จะจัดสอบเป็นพิเศษให้ได้หรือไม่ ทางทัณฑสถานฯ จะอนุญาตให้ไปจัดสอบหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ข่าวออกไปว่ามหาวิทยาลัยจะมาจัดสอบให้จตุภัทร์ที่ทัณฑสถานฯ ความจริงนั้น มหาวิทยาลัยยังต้องตรวจสอบว่าจะดำเนินการได้หรือไม่เพียงใด

ด้าน นางศกุลตรา นนตรี ผอ.สนง.คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาค 2 จ.ขอนแก่น ได้ชี้แจงต่อทนายความว่า มีการประชุมหลายฝ่ายเพื่อหารือกรณีไผ่ แต่ระยะเวลากระชั้นชิด ทำให้จัดสอบตามกำหนดในวันที่ 17-18 ม.ค. ไม่ทัน แต่ทางมหาวิทยาลัยรับว่า จะจัดการสอบให้ไผ่เป็นกรณีพิเศษ โดยให้สอบทฤษฎีปลายเดือนมกราคม และสอบปฏิบัติเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อช่วยให้ไผ่จบปริญญาตรี โดยกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ มหาวิทยาลัยจะประสานไปที่ทัณฑสถานฯ ซึ่งในที่ประชุมทัณฑสถานฯ ก็ตอบรับว่า สามารถจัดการสอบให้ได้

ภาวิณี ในฐานะตัวแทนทีมทนายความของจตุภัทร์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีนี้ว่า การสอบในวิชาคอมพิวเตอร์ครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับไผ่ เพราะเป็นการสอบเพื่อจบปริญญาตรี ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไผ่ยื่นขอประกันตัวมาโดยตลอด เมื่อศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว  ไผ่จึงได้ขอให้ศาลสั่งให้ผู้คุมควบคุมตัวไผ่ไปสอบที่มหาวิทยาลัย เมื่อสอบเสร็จก็ให้ควบคุมตัวกลับมาขัง กรณีเช่นนี้เป็นกรณีที่ทำได้ เนื่องจากไผ่ถูกขังตามคำสั่งของศาล และเพื่อเป็นหลักประกันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่เมื่อศาลปฏิเสธ  ยกคำร้อง  โดยให้เรือนจำหารือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะให้สอบในทัณฑสถานฯ ซึ่งบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อ แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการเตรียมการแต่อย่างใด อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พูดไม่ตรงกัน ไม่มีอะไรรับรองได้เลยว่า ไผ่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามสิทธิของเขา ซึ่งไผ่เห็นว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะปัจจุบันเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์

 

ยูเอ็นกังวลบทบาทเจ้าหน้าที่ทหารระหว่างสืบสวนสอบสวนและการถอนประกันคดี ‘ไผ่’ เรียกร้องให้ทบทวนการควบคุมตัวบุคคลในคดี 112

ในวันเดียวกัน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (OHCHR)  ได้แจ้งต่อศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน  ว่าได้มีการจดหมายแสดงความกังวลต่อบทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารในระหว่างการสืบสวนสอบสวน และการเพิกถอนสัญญาประกันไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต่อศาลจังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ทบทวนการควบคุมตัวบุคคลซึ่งถูกดำเนินคดีตาม ม.112 เป็นที่เรียบร้อย

นายลอคอง ไมยอง รักษาการผู้แทนประจำภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ตอบกลับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า “สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)ได้ติดตามกรณีของนายจตุภัทรอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การจับกุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ทั้งนี้ทางสำนักงานฯ ได้ส่งจดหมายไปยังปลัดกระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ และศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดีนายจตุภัทร์ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพของเขาในการคิดและการแสดงออกซึ่งแสดงความเห็น นอกจากนี้ยังได้แสดงความกังวลต่อบทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารในระหว่างการสืบสวนสอบสวน รวมทั้งหยิบยกประเด็นเรื่องการออกคำสั่งเพิกถอนการประกันตัวอันอ้างอิงการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซึ่งมิได้เป็นเงื่อนไขของคำสั่งให้ประกันตัวด้วย”

นอกจากนี้ในจดหมายยังระบุว่า OHCHR ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนการควบคุมตัวบุคคลซึ่งถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ความว่า “สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนคดีของบุคคลทุกคน  (รวมทั้งกรณีนายจตุภัทร์) ซึ่งถูกดำเนินคดีตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้รัฐบาลพิจารณาการควบคุมตัวบุคคล ให้เป็นไปตามหลักการเรื่องความเหมาะสม และความสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับหลักการเรื่องการสันนิษฐานเบื้องต้นว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด รวมทั้งเรียกร้องให้นายจตุภัทร์เข้าสอบในวันที่ 17-18 มกราคม 2560”

ที่มา: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รัฐพูดเรื่องจัดสอบให้ ‘ไผ่’ ไม่ตรงกัน ทนายชี้ไม่มีหลักประกันสิทธิ ด้านยูเอ็นเรียกร้องรัฐบาลทบทวนการควบคุมตัวในคดี 112 และให้ ‘ไผ่’ เข้าสอบตามกำหนด

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

iLaw เปิดสถิติประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 หลังรัฐประหารพบไม่ได้ 28 ได้ 18

iLaw เปิดสถิติประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 หลังรัฐประหารพบไม่ได้ 28 ได้ 18

Posted: 16 Jan 2017 09:10 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ศนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โดย ไอลอว์ รายงานสถิติสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีของผู้ต้องหาคดี ม.112 ช่วงเวลาหลังรัฐประหาร ของ คสช. 22 พ.ค. 57 พบ ไม่ได้รับสิทธิฯ 28 คน ได้ 18 คน และมีอย่างน้อย 11 คน ที่ยังรอสิทธิประกันตัวระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด

สถิติการประกันตัวคดี 112 (ที่มาภาพ ไอลอว์ )

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โดย ไอลอว์ ได้เผยแพร่รายงาน สถิติสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีของผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯตามมาตรา 112 ช่วงเวลาหลังการทำรัฐประหาร ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 22 พ.ค. 57 เป็นต้นมา ซึ่งพบว่า ไม่ได้รับสิทธิฯ 28 คน ได้ 18 คน และอย่างน้อย 11 คน ที่ไม่มีโอกาสได้ยื่นขอประกันตัวเพราะไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ ขณะที่อีก 16 คน ยังไม่มีข้อมูลว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่

โดยรายงานของ ไอลอว์ ระบุไว้ดังนี้

จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ‘ไผ่ ดาวดิน’ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯตามมาตรา 112 คนล่าสุดที่กำลังเรียกร้องสิทธิประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี หลังเคยยื่นหลักทรัพย์ 500,000 บาท และถูกศาลปฏิเสธมาแล้ว 5 ครั้ง แต่ จตุภัทร์ ไม่ใช่ผู้ต้องหาคนเดียวที่ศาลไม่ให้ประกันตัว สถิติภายใต้ยุครัฐบาล คสช. จากข้อมูลเท่าที่ทราบพบว่า ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว และมีอย่างน้อย 11 คน ที่ยังรอสิทธิประกันตัวระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด

จากข้อมูลที่บันทึกได้ ใน 3 ปีหลังรัฐประหารยุครัฐบาล คสช. มีคนถูกตั้งข้อหามาตรา 112 จากการแสดงออกทางเสรีภาพ อย่างน้อย 73 คน จากจำนวนนี้ มีอย่างน้อย 47 คนที่เคยยื่นขอประกันตัว ทั้งการขอประกันต่อพนักงานสอบสวน ศาลพลเรือน และศาลทหาร มี 18 คน ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และอีก 28 คน ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และมีอย่างน้อย 11 คน ที่ไม่มีโอกาสได้ยื่นขอประกันตัวเพราะไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ ขณะที่อีก 16 คน ยังไม่มีข้อมูลว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่
จากผู้ต้องหา 18 คนที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว มีบางคนที่ต้องติดคุกไปก่อน เช่น “เนส”  นักศึกษาชาวจังหวัดเพชรบูรณ์แชร์แถลงการเท็จ ต้องเข้าคุกไปก่อน 7 วัน เนื่องจากช่วงแรกยังหาหลักทรัพย์ไม่ได้ และเมื่อยื่นประกันครั้งแรกศาลทหารไม่อนุญาต มาอนุญาตในการขอประกันครั้งที่สอง โดยสุดท้ายศาลพิพากษาให้ “เนส” ได้รอลงอาญา หรือกรณีของ เฉลียว  ที่ไม่ได้ประกันตัวตลอด 84 วันในชั้นฝากขัง แต่สุดท้ายศาลชั้นต้นให้รอลงอาญา แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญา แต่ปัจจุบันเฉลียวยังได้ประกันตัวในชั้นฎีกา
จากผู้ต้องหา 18 คนที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว มี 6 คนที่ยื่นขอประกันตัวโดยอาศัยเหตุผลว่า จำเลยมีอาการป่วยทางจิต และกระทำการต่างๆ ไปโดยมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ขณะที่มีจำเลยอีก 2 คนที่มีใบรับรองแพทย์เกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตเช่นกัน คือ “ธเนศ” ซึ่งเคยยื่นขอประกันตัวแล้วแต่ศาลไม่ให้ประกันตัว และสุดท้ายถูกตัดสินลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน และสมัคร ชาวนาชาวเชียงราย ซึ่งไม่มีโอกาสยื่นขอประกันตัวเพราะไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ

รอสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาอยู่อีก 11 คน

มีผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 11 คน ที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัวทั้งที่เคยยื่นขอประกันตัวมาแล้ว ได้แก่
1.สิรภพ บล็อกเกอร์และกวีที่ถูกกล่าวหาว่า เขียนบทความหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาต
2.อัญชัญ อดีตข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่า แชร์คลิปและร่วมผลิตคลิปเสียง “บรรพต” ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาต
3.ธารา นักสุขภาพที่ถูกกล่าวหาว่า เอาลิงก์คลิปเสียง “บรรพต” มาแปะบนเว็บไซต์ของตัวเอง ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาต
4-8. ผู้ต้องหา 5 คน ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่า นอนพูดคุยกันในเรือนจำจังหวัดขอนแก่น ระหว่างถูกคุมขังในคดีขอนแก่นโมเดล ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารขอนแก่นไม่อนุญาต
9. บุรินทร์ ที่ถูกกล่าวหาว่า แชทเฟซบุ๊กคุยกับ พัฒน์นรี หรือ แม่จ่านิว ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาต
10.จตุภัทร์ หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ที่ถูกกล่าวหาว่า แชร์บทความพระราชประวัติจากสำนัข่าวบีบีซีไทย ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 5 ครั้ง ศาลจังหวัดขอนแก่นไม่อนุญาต
11.สมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ที่ถูกกล่าวหาว่า ตีพิมพ์บทความมีเนื้อหาผิดมาตรา 112 ถูกคุมขังตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เคยยื่นขอประกันตัวอย่างน้อย 13 ครั้ง ศาลอาญาไม่อนุญาต

สถิติปี 59 ได้ประกันตัวเยอะขึ้น ทั้งศาลทหาร-ศาลพลเรือน

หากพิจารณาสถิติการขอประกันตัวแยกเป็นรายปี นับตั้งแต่ปี 2557 ที่ คสช. เข้ายึดอำนาจและการตั้งข้อหามาตรา 112 มีปริมาณพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงสิ้นปี 2559 จะพบว่า สถิติการได้ประกันตัวของผู้ต้องหามีสูงขึ้น ดังนี้
ในปี 2557 จากจำนวนผู้ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 ใหม่ เท่าที่ทราบ 25 คน มีผู้ต้องหา/จำเลยที่ยื่นขอประกันตัวแล้วไม่ได้รับอนุญาตอย่างน้อย 14 คน ผู้ที่ขอประกันแล้วได้รับอนุญาตอย่างน้อย 3 คน และผู้ที่ไม่ได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่ อีกอย่างน้อย 8 คน
ปี 2558 จากจำนวนผู้ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 ใหม่ เท่าที่ทราบ 36 คน มีผู้ต้องหา/จำเลยที่ยื่นขอประกันตัวแล้วไม่ได้รับอนุญาตอย่างน้อย 12 คน ผู้ที่ขอประกันแล้วได้รับอนุญาตอย่างน้อย 7 คน และผู้ที่ไม่ได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่ อีกอย่างน้อย 17 คน
ขณะที่ปี 2559 จากจำนวนผู้ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 ใหม่ เท่าที่ทราบ 12 คน มีผู้ต้องหา/จำเลยที่ยื่นขอประกันตัวแล้วไม่ได้รับอนุญาตอย่างน้อย 2 คน ผู้ที่ขอประกันแล้วได้รับอนุญาตอย่างน้อย 8 คน และผู้ที่ไม่ได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ยื่นขอประกันตัวหรือไม่ อีกอย่างน้อย 2 คน
แม้ว่าโดยหลักการ การประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ซึ่งศาลต้องอนุญาตให้ประกันเป็นหลัก กรณีที่ศาลจะไม่ให้ประกันตัวต้องเป็นข้อยกเว้น โดยต้องมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยมีแนวโน้มที่จะหลบหนี หรือมีความสามารถหรืออิทธิพลที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ หรือจะไปก่อเหตุร้ายประการอื่น แต่การพิจารณาคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องคดี 112 ดูจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามเพราะส่วนใหญ่จำเลยมักไม่ได้รับการประกันตัว โดยหลายคดีศาลให้เหตุผลของการไม่อนุญาตให้ประกันตัวว่า เนื่องจากเป็นคดีร้ายแรง ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ กระทบจิตใจของประชาชน คดีมีอัตราโทษสูง จึงเชื่อว่าหากให้ประกันตัวจำเลยน่าจะหลบหนี

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิแถลง ขอคืนสิทธิประกันตัว ‘ไผ่ ดาวดิน’

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิแถลง ขอคืนสิทธิประกันตัว ‘ไผ่ ดาวดิน’

Posted: 15 Jan 2017 10:52 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

16 ม.ค. 2560 กลุ่มนักกฎหมาย ทนายความ และนักสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ เรียกร้องคืนสิทธิปล่อยตัวระหว่างดำเนินคดีแก่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาโดยทันที เนื่องจากการควบคุมตัวไว้ไม่ชอบด้วยเหตุผลตามหลักการทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ชี้หัวใจของกฎหมายอาญายึดอยู่บนหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะกรณีดังกล่าวกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และก่อผลกระทบด้านการศึกษาและการประกอบวิชาชีพ แก่ผู้ถูกควบคุมตัวอย่างร้ายแรงและส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนยุติธรรมของสังคมโดยรวม โดยการเยียวยาภายหลังจากการพิจารณาคดีของศาลไม่อาจจะคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริง หากพิสูจน์ได้ว่าจตุภัทร์ไม่ใช่ผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

 

เผยแพร่ 16 มกราคม 2560
แถลงการณ์
คืนสิทธิปล่อยตัวระหว่างดำเนินคดีแก่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาโดยทันที
เนื่องจากการควบคุมตัวไว้ไม่ชอบด้วยเหตุผลตามหลักการทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

สืบเนื่องจากตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันตัว นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จากการแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเฟซบุ๊กของสำนักข่าวบีบีซีไทย ในเฟซบุ๊กของตนเอง โดยศาลให้เหตุผลในการเพิกถอนการประกันตัวว่า ยังไม่ยอมลบข้อความที่ถูกกล่าวหา และมีการโพสรูปภาพแสดงท่าทางในเชิงสัญลักษณ์ที่ศาลเห็นว่าเป็นการเย้ยหยันอำนาจรัฐ ซึ่งนับตั้งแต่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งเพิกถอนการประกันตัว ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์ และฎีกาตามลำดับ แต่ศาลสูงได้ยืนตามคำสั่งของศาลจังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ ทนายความยังได้มีการยื่นขอประกันตัวใหม่ไปแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ศาลก็ยังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์ โดยอ้างว่า ยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ประกอบกับพนักงานสอบสวนได้ยื่นขอฝากขัง ครั้งที่ 4 โดยอ้างว่า การสอบสวนพยานบุคคลยังไม่เสร็จสิ้น และศาลขอนแก่นได้อนุมัติฝากขัง เป็นผลให้จตุภัทร์ต้องถูกคุมขังต่อไปอีกจนถึงวันที่ 20 มกราคม 2560 ซึ่งจะทำให้เขาไม่ได้ออกมาสอบวิชาสุดท้าย ที่จะมีการสอบในวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่กำลังจะถึงนี้

องค์กรและผู้มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ มีความเห็นต่อการเพิกถอนการประกันตัว และการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์ ดังนี้

1.       การเพิกถอนสัญญาประกันตัวและการยกคำร้องของปล่อยตัวชั่วคราวของจตุภัทร์ ขัดต่อหลักสิทธิที่จะได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรม โดยเฉพาะหลักการที่ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวระหว่างดำเนินคดี และสิทธิที่จะสามารถต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ได้รับรองไว้ โดยประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีย่อมมีพันธกรณีที่ต้องเคารพและปฏิบัติตาม[1] และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 4 และฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติไป ก็ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ด้วยเช่นกัน[2]

2.       การควบคุมตัวไว้ระหว่างดำเนินคดี เป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล เมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ การคุมขังบุคคลระหว่างสอบสวนหรือระหว่างการพิจารณาจึงเป็นวิธีสุดท้าย ซึ่งตามกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดแจ้งว่า จะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่ไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมกว่ามาใช้แล้ว และต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยเหตุผล โดยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ความน่าเชื่อถือของหลักประกัน พฤติกรรมหลบหนี หรือการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปจะก่อเหตุร้ายอีกหรือไม่เท่านั้น[3] ซึ่งการแสดงความเห็นทางสังคมการเมืองหรือพฤติกรรมเย้ยหยันอำนาจรัฐ ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายซึ่งจะใช้ในการควบคุมตัวได้ ด้วยเหตุนี้ ในการพิจารณาว่าจะควบคุมตัวไว้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเคร่งครัดถึงเหตุจำเป็นในการควบคุมตัวดังกล่าว

3.       บทบาทตุลาการจำเป็นต้องดำรงความเป็นอิสระและเป็นกลาง ไม่ว่าประเทศจะดำรงอยู่ในระบอบการปกครองใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในภาวะที่บ้านเมืองไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย การใช้ดุลพินิจบนฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายย่อมทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่ายังมีองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลเจ้าหน้าที่รัฐ

ดังนั้น องค์กรและผู้มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ จึงขอให้ศาลทบทวนการใช้ดุลพินิจในการปล่อยตัวชั่วคราว นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา อีกครั้งหนึ่ง โดยพิจารณาบนฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถึงความจำเป็นในการควบคุมตัวนายจตุภัทร์ไว้ในระหว่างการดำเนินคดีอย่างรอบคอบ เพราะหัวใจของกฎหมายอาญายึดอยู่บนหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะกรณีดังกล่าวกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และก่อผลกระทบด้านการศึกษาและการประกอบวิชาชีพ แก่ผู้ถูกควบคุมตัวอย่างร้ายแรงและส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนยุติธรรมของสังคมโดยรวม โดยการเยียวยาภายหลังจากการพิจารณาคดีของศาลไม่อาจจะคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริง หากพิสูจน์ได้ว่าจตุภัทร์ไม่ใช่ผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

ด้วยความเคารพในสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
โครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
สมชาย หอมลออ ทนายความ
ไพโรจน์ พลเพชร นักกฎหมาย
ผศ.สุรัสวดี หุ่นพยนต์
สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ
สุรชัย ตรงงาม  ทนายความ
ส.รัตนมณี  พลกล้า ทนายความ
เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นักสิทธิมนุษยชน
วัฒนา นาคประดิฐษ์
จุลศักดิ์ แก้วกาญจน์ นักกฎหมาย
คอรีเยาะ  มานุแช   ทนายความ
ณัฐาศิริ  เบิร์กแมน   ทนายความ
ผรัณดา  ปานแก้ว   ทนายความ
อนุชา วินทะไชย นักสิทธิมนุษยชน
ปรีดา ทองชุมนุม ทนายความ
วรวุธ ตามี่ นักพัฒนา
จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ
จิรารัตน์ มูลศิริ ทนายความ
อัมรินทร์ สายจันทร์  นักกฎหมาย
สัญญา เอียดจงดี ทนายความ
สนธยา โคตรปัญญา  นักกฎหมาย
พนม บุตะเขียว ทนายความ
วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความ
กฤษดา ขุนณรงค์  ทนายความ
พิชญุตา ธนพิทชัย นักกฎหมาย
อิศสิยาภรณ์ อินทพันธุ์ นักกฎหมาย
ธัญญารัตน์ เพ็งลาภ นักกฎหมาย
ทิตศาสตร์ สุดแสน นักกฎหมาย
เฉลิมศรี ประเสริฐศรี นักกฎหมาย
มนทนา ดวงประภา ทนายความ
อำพร สังข์ทอง ทนายความ
พิฆเนศ ประวัง นักกฎหมาย
ธีรพล คุ้มทรัพย์ ทนายความ
นรเศรษฐ์ นาหนองตูม นักกฎหมาย
ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร
ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ นักสิทธิมนุษยชน
วราภรณ์  อุทัยรังษี   ทนายความ
คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความ
สุภาภรณ์ มาลัยลอย นักสิทธิมนุษยชน
พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความ
ภาวิณี ชุมศรี ทนายความ
เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ทนายความ
นภาพร สงปรางค์ ทนายความ
กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย
ชัชลาวัณย์ เมืองจันทร์ นักกฎหมาย
บัณฑิต หอมเกษ นักกฎหมาย
สุนิดา ปิยกุลพานิชย์ นักกฎหมาย
อานนท์ นำภา ทนายความ
ศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมาย
[1]กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 (3)

[2]ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับผ่านประชามติ มาตรา 29

[3] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 มาตรา 108/1

บทบาทของครูในปรัชญาการศึกษาของเซ็นต์ออกัสติน

บทบาทของครูในปรัชญาการศึกษาของเซ็นต์ออกัสติน

Posted: 15 Jan 2017 10:27 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เมื่อเราได้ยินคำว่า “สมัยกลาง” เรามักจะนึกถึงความมืดมิด เนื่องจากเป็นยุคที่เรียกขานกันว่า “ยุคมืด” ซึ่งหมายถึงยุคสมัยที่ศิลปวิทยาการคืบช้า เพราะอิทธิพลของคริสต์ศาสนาแผ่คลุมทั่วยุโรป แต่อันที่จริงแล้วท่ามกลางความมืดนั้นก็มีแสงสว่าง เหมือนดวงดาวส่องสกาวฟากฟ้าราตรี

หากเอ่ยถึงแนวคิดทางการศึกษาของนักคิดยุคกลาง เราก็อาจคิดไปว่าคงเป็นการบังคับกะเกณฑ์ให้อยู่ในร่องในรอย แต่เมื่ออ่านงานของเซ็นต์ออกัสติน ก็จะพบว่า สิ่งที่เราคะนึงคะเนเอาตามความคุ้นเคยนั้น อาจจะไม่จริงเสมอไป ดังที่เรามักจะเชื่อกันว่าคนสมัยกลางเชื่อว่าโลกแบน แต่หากไปอ่านงาน Summa Theologiae ของเซ็นต์อะควีนาสก็จะพบว่า ไม่เป็นความจริง

เราอาจกล่าวได้ว่าเซ็นต์ออกัสตินเป็นนักปรัชญาสมัยกลางคนแรก ยุคกลางกินเวลายาวนานนับพันปี เริ่มจากศตวรรษสุดท้ายของอาณาจักโรมันไปจนถึงสมัยสงครามศาสนาในยุโรป หรืออาจจะจัดได้คร่าวๆว่า เริ่มจากสมัยออกัสตินเรื่อยไปจนถึงเรอเน เดคาร์ตส์ ส่งอิทธิพลกินช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดของยุโรป แต่การแบ่งยุคสมัยก็ชวนปวดเศียรเวียนเกล้า เพราะเอาเข้าจริงๆออกัสตินที่เรานับเป็นนักปรัชญาสมัยกลางคนแรกนั้น ก็หาได้เป็นคนสมัยกลาง และไม่ใช่ชาวยุโรป หากแต่เป็นพลเมืองโรมัน เกิดและโตที่แอฟริกาเหนือ และเรียนวาทศิลป์ที่คาร์เธจ ต่อมาหันมานับถือศาสนาคริสต์ และกลายเป็นบิชอปแห่งฮิปโป

หากหันไปพิจารณาอีกด้าน นักปรัชญาที่ไม่ใช่นักปรัชญาสมัยกลางอย่างฟรานซิส เบคอน (1521-1626) โทมัส ฮอบส์ (1588-1679) และเรอเน เดคาร์ตส์ (1596-1650) ก็ล้วนแต่มีชีวิตอยู่ใกล้กับสมัยนักปรัชญาและนักเทววิทยาอย่างเปโดร ดา ฟอนเซกา (1528-99) ฟรานซิสโก ซัวเรส (1548-1617) และจอห์นแห่งเซ็นต์โทมัส (1589-1644) ซึ่งมีเกณฑ์คำสอนและวิธีวิทยาจัดอยู่ในสมัยกลาง แต่กระนั้นเราก็ยังมีเกณฑ์ที่ใช้จำแนกเกณฑ์ คำสอน วิธีวิทยา ว่าแบบใดเป็นวิธีคิดแบบสมัยกลางได้ นั่นคือ ความตึงแย้งระหว่างศรัทธากับเหตุผลนั่นเอง (สนใจเพิ่มเติมโปรดอ่านได้ในคำนำหนังสือ Medieval Philosophy: Essential Reading with Commentary ที่ Gyula Klima เป็นบรรณาธิการ)

ทีนี้ขอให้เรากลับมาที่ประเด็นปรัชญาการศึกษาของเซ็นต์ออกัสติน ในหนังสือ คำสารภาพ (The Confessions) (ซึ่งเป็นหนังสือที่ออสการ์ ไวด์ นักประพันธ์นามอุโฆษชาวไอริชบอกว่า เป็นหนังสือเล่มเดียวของนักคิดศาสนาคริสต์ที่ควรค่าแก่การอ่าน) ออกัสตินได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ ครูควรส่งเสริมให้กำลังใจศิษย์ ไม่เน้นการลงโทษ และมีความพยายามอันเปี่ยมด้วยความรักในอันที่จะนำพาศิษย์ไปสู่ครรลองที่เหมาะควร ใน คำสารภาพ เล่ม 1 ออกัสตินกล่าวถึงประสบการณ์การเรียนภาษากรีก และการเพิ่มพูนความรู้ภาษาละติน ซึ่งเป็นภาษาแม่ของเขาในโรงเรียน เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์อันขมขื่นเพราะต้องถูกบังคับเคี่ยวเข็ญ ต่างจากการเรียนรู้เมื่อวัยเยาว์ที่ไม่มีการลงโทษ ผู้คนก็เล่นมุกตลกกันได้ และท่านมักจะได้เล่นสนุกกับเพื่อนๆ อันที่จริงตัวท่านเองก็ดื่มด่ำกับบทกวีของเวอร์จิลเป็นอันมาก ออกัสตินจึงกล่าวว่า “ความอยากรู้อย่างเห็นที่เป็นไปอย่างอิสระย่อมมีพลังในการกระตุ้นการเรียนรู้มากกว่าการบังคับกะเกณฑ์” (Confessions I.xiv.23)

ในหนังสือ De catechizandis rudibus ซึ่งเป็นคำสอนเชิงปฏิบัติด้านศาสนกิจ ออกัสตินเห็นว่าครูมักจะมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่อยู่ในใจกับสิ่งที่แสดงออกมา และย้ำว่าพระเจ้าทรงรักผู้ให้ที่เปี่ยมด้วยความรัก ครูผู้สอนควรมีหน้าที่พูดให้กำลังใจศิษย์ ทั้งนี้เพราะคำสอนสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจผู้เรียนได้ ออกัสตินเห็นว่าครูไม่ควรเปิดโปงความไม่ซื่อสัตย์หรือข้อบกพร่องของศิษย์ แต่ควรทำความเข้าใจสภาวะของผู้เรียนว่าเป็นอย่างไร แล้วสอนไปจนถึงระดับที่ลึกซึ้งกินใจ เพื่อนำไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง ดังคำกล่าวของออกัสตินที่ว่า “ได้ยินอาจนำพาให้เชื่อ การเชื่ออาจนำพาความหวัง และความหวังอาจนำพามาซึ่งความรัก” (hearing may believing, believing may hope, and hoping may love) (IV.8)

ยิ่งกว่านั้น ครูไม่ควรพูดราวกับศิษย์ไม่รู้เรื่องอะไร แต่ต้องสำนึกว่าศิษย์รู้เรื่องนั้นแล้ว ครูเพียงแต่เป็นผู้ทำให้ศิษย์จำหรือรำลึกสิ่งที่ตนเคยรู้ได้ ชวนให้นึกถึงแนวคิดเรื่องการรำลึกได้ (recollection) ของเพลโต นอกจากนี้ ออกัสตินเห็นว่าครูต้องนำพาศิษย์ไปสู่เส้นทางแห่งความรัก การเชื่อความสัตย์จริงและคบหากัลยาณมิตรผู้มีปัญญา ออกัสตินเห็นว่าครูต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับศิษย์ จึงจะสามารถทำให้ของที่ว่าดูเก่ากลายเป็นสิ่งใหม่ได้ ผู้เรียนจะต้องสามารถแสดงออกได้โดยปราศจากความกลัว และผู้สอนเองก็ต้องอดทน (สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้จากข้อเขียนของ P.J. Fitzpatrick ใน Fifty Major Thinkers on Education : From Confucius to Dewey)

มองมาที่บ้านเราในปัจจุบัน ครูบาอาจารย์จำนวนไม่น้อยไม่กระมิดกระเมี้ยนที่จะปรามาสว่าเด็กโง่ และคอยแต่จะยัดเยียดความคิดของตนลงไปสมองผู้เรียน

จนอดรู้สึกไม่ได้ว่าเป็นยุคกลางยิ่งกว่ายุคกลางเสียอีก

 

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกใน Facebook Kongkrit Traiyawong


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน