วงเสวนาถก “เย้ยหยันอำนาจรัฐ” ผิดกฎหมาย หรือกลั่นแกล้ง

วงเสวนาถก “เย้ยหยันอำนาจรัฐ” ผิดกฎหมาย หรือกลั่นแกล้ง

Posted: 15 Jan 2017 05:13 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่จัดวงเสวนา “เมื่อสิทธิการประกันตัวหายไป” นักกฎหมาย กรรมการสิทธิฯ ระบุ ความผิดฐานเย้ยหยันอำนาจรัฐ ไม่มีบัญญัติในกฎหมาย ด้านพ่อไผ่ ดาวดินระบุ “ท่านอย่าลืมว่า ไผ่ ถูกกระบวนการยุติธรรมละเมิดสิทธิมาตลอด”


15 ม.ค. 2560 ที่ห้อง 206 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือ NDM ได้จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “เมื่อสิทธิการประกันตัวหายไป เสวนาวิชาการ ว่าด้วยสิทธิผู้ต้องหาที่หายไป จากกระบวนการยุติธรรม” สืบเนื่องจากกรณีการจับกุมคุมขัง และเพิกถอนการสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักศึกษา นักกิจกรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จาก เว็บไซต์ BBC Thai และถูกเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 โดยการยื่นคำร้องขอเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราวของพนักงานสอบสวนเนื่องจากเห็นว่า ผู้ต้องหา มีพฤติกรรมที่แสดงออกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะที่ เยาะเย้ยพนักงานสอบสวน โดยศาลพิจารณาแล้วสั่งให้เพิกถอนการสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว โดยศาลเห็นว่าผู้ต้องหาได้แสดงออกในลักษณะที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง และมีพฤติกรรมที่เป็นการ “เย้ยหยันอำนาจรัฐ”

สำหรับการเสวนาวิชาการครั้งนี้มีวิทยากรทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ทนายความและบิดาของไผ่ ดาวดิน และ วรวุฒิ บุตรมาตร สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เป็นผู้ดำเนินรายการ

วิบูลย์ บุญภัทรรักษา: อย่าลืมว่าไผ่ ถูกกระบวนการยุติธรรมละเมิดมาโดยตลอด

ทนายอู๊ด หรือ วิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของไผ่ ดาวดิน เริ่มต้นด้วยการกล่วถึง การทำกิจกรรมของลูกชายว่า ไผ่ เริ่มต้นทำกิจกรรมทางสังคม การเมือง จากประเด็นปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และประเด็นเรื่องสิทธิชุมชนในพื้นที่ภาคอีสานมาก่อนที่จะมีการทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 แต่หลังจากได้มีการทำรัฐประหาร สถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการเคลื่อนไหวในประเด็นที่ไผ่ ติดตามมาตลอดเริ่มเพิ่มสูงขึ้น จนหลายสิ่งหลายอย่างสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน และทำให้นักกิจกรรมกลุ่มดาวดิน เห็นชัดว่า รัฐประหารครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ที่พวกเขาเคยร่วมทำกิจกรรมด้วย

วิบูลย์ เล่าต่อไปว่า ไผ่เริ่มหันมาจับประเด็นปัญหาที่เป็นเรื่องโครงสร้างทางการเมืองนับตั้งแต่ การทำกิจกรรมของชาวบ้านถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไผ่ พร้อมเพื่อนๆ กลุ่มดาวดิน เริ่มทำกิจกรรมทางการเมืองโดยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เริ่มต้นด้วยการออกไปต้อนรับ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการชูสามนิ้ว ต่อมาเมื่อครบรอบ 1 ปีการทำรัฐประหาร ก็ได้ออกไปชูป้ายที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่จังหวัดขอนแก่น จากนั้นก็ทำกิจกรรมทางการเมืองเรื่อยมา จนกระทั่งปัจจุบัน ไผ่ ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 5 คดี

พ่อของไผ่ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงคดีความล่าสุดของไผ่ จากการแชร์บทความจากเว็บไซต์ BBC Thai ว่าเหตุใดบทความดังกล่าวซึ่งมีคนแชร์ไปทั่วโลก จึงมีเพียงลูกชายตนเองถูกดำเนินคดีอยู่เพียงรายเดียว อีกทั้งต้นทางของบทความก็ยังไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแต่อย่างใด พร้อมกันยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยว่า เหตุผลที่ศาลระบุว่า ไผ่ “เย้ยหยันอำนาจรัฐ” ไม่น่าจะเป็นเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวที่อยู่ใน ป.วิอาญา ซึ่งเขามองว่าหากกรณีนี้ศาลมองว่าเป็นการเย้ยหยันอำนาจรัฐจริง ก็ควรที่จะตั้งข้อกล่าวแยกออกมาอีกคดี ไม่ใช่การเอาเป็นเหตุผลสำหรับเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว

วิบูลย์ เล่าต่อไปถึงวันพิจารณาคำร้องเพิกถอนการประกันตัวว่า วันนี้ได้มีการซักถามพนักงานสอบสวนว่า การกระทำใดที่เป็นการเยาะเย้ยพนักงานสอบสวนตามที่ได้มีการระบุเป็นเหตุผลไว้ในคำร้องขอเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว และการถ่ายรูปทำท่าทางคล้าย “หน้ากากแอคชั่น” ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ระบุว่า การเยาะเย้ย ไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงท่าทางอะไร แค่นั่งเฉยๆ และยิ้ม ก็ถึงว่าเป็นการเยาะเย้ยได้ โดยวิบูลย์มองว่า เหตุผลของพนักงานสอบสวนอ่อนมาก แต่ที่สุดแล้วศาลเห็นตามเหตุผลของพนักงานสอบสวน สำหรับประเด็นเรื่องการไม่ลบโพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กซึ่งเป็นการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC Thai ซึ่งถูกหยิบมาเป็นหนึ่งในเหตุผลสำหรับการเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว วิบูลย์ เห็นว่า หลังจากที่ไผ่ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งแรก จากการยื่นหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 แสนบาท ศาลได้สั่งห้ามไม่ให้เข้ายุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐาน การที่ไม่ลบโพสต์ดังกล่าวจึงเป็นการทำตามเงือนไขการปล่อยตัวชั่วคราว ตามที่ศาลได้กำหนดมา

วิบูลย์ ระบุด้วยว่า หลังจากที่ศาลสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว ทางครอบครัวและทนายความได้ยื่นขอปล่อยตัวชัวคราวไผ่ ไปทั้งหมด 5 ครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาตจากศาล โดยศาลระบุว่ายังไม่มีเหตุผลให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม อีกทั้งยังมีกรณีการสั่งฝากขังผัดที่ 3 ซึ่งวิบูลย์มองว่า มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลไม่ได้อ่านคำร้องให้ผู้ต้องขังฟังและผู้ต้องขังไม่ได้ลงรายมือชื่อในเอกสาร แต่ศาลกลับระบุว่าผู้ต้องขังไม่ค้านการฝากขัง (อ่านข่าวที่เกียวข้อง)

สำหรับสภาพจิตใจ และสภาพร่างกายของไผ่ วิบูลย์ระบุว่า “ทุกครั้งที่ถูกจับเขาจะยิ้มตลอด เป็นคนยิ้มง่าย ถูกจับก็ยิ้มอดทนเอา มาถึงตอนนี้ร่างกายจิตใจยังดีอยู่ แต่บางครั้งมันมีช่วงที่ดูเหงาๆ ผมก็ถามเป็นอะไรลูก เขาบอกว่า เริ่มหมดหวังกับกระบวนการยุติธรรมแล้ว เพราะที่ผ่านมามันแสดงชัดเจนแล้วว่าเกิดอะไรกับเขาบ้าง…จะแพ้ จะชนะ เราไม่ว่าอะไร แต่โปรดทำตามกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม”

ท้ายสุดวิบูลย์ กล่าวกับผู้ฟังว่า “ท่านอย่าลืมนะว่า ไผ่ และครอบครัวผม ถูกกระบวนการยุติธรรม และศาลละเมิดมาโดยตลอด”

 


อังคณา นีละไพจิตร ข้อหาเย้ยหยันอำนาจรัฐ ไม่มีระบุไว้ในกฎหมาย

ด้านอังคณา นีละไพจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งขาติ ได้ระบุว่า คณะกรรมการสิทธิฯ ได้ประสานไปทาง รองผบ.ตร. ในกรณีการสอบวิชาสุดท้ายของไผ่ วันที่ 17-18 ม.ค. 2560 โดยรองผบ.ตร. รับว่าจะประสานกับทางมหาวิทยาลัย และเรือนจำให้ไผ่ได้สอบตามปกติ และหวังว่าทางเรือนจำ มหาวิทยาลัย และตำรวจจะให้ความคุ้มครองในสิทธิดังกล่าว เพราะโดยหลักการแล้ว บุคคลใดที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาต้องมีสิทธิพิสูจน์ตนเอง และถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา อังคณากล่าวด้วว่า ศาลควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของประชาชนบ้างซึ่งจะช่วยให้เกิดวิธีการปรับปรุงการทำงานของศาลให้ดีมากขึ้น

อังคณา กล่าวต่อปถึงเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการตรวจร่างกายทางทวารหนัก ซึ่งในข้อกำหนดแมนเดลาของสหประชาชาติ โดยกระทรวงยุติธรรมของไทยได้รับมาปฏิบัติ ข้อ 52 ว่าด้วยการค้นตัวที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว รวมทั้งถอดเสื้อผ้า ค้นตามซอกหลืบของร่างกายให้กระทำได้ในกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น เช่นในกรณีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ในกรณีของไผ่ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ฉะนั้นการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำ จึงเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และทางเรือนจำต้องพิจารณาตัวเอง ทั้งนี้สำหรับกรณีดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิกำลังเตรียมที่จะออกรายงานต่อไป

สำหรับกรณีการเพิกถอนสัญญาการปล่อยตัวชั่วคราว ไผ่ อังคณามองว่า บางครั้งการใช้ดุลยพินิจของศาล อาจจะทำให้ประชาชนตั้งข้อสังเกต และมีความสงสัยในกระบวนการยุติธรรม เนื่องเริ่มมีข้อกล่าวหาแปลกเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างเช่นข้อหาเย้ยหยันอำนาจรัฐ ซึ่งไม่เคยมีกฎหมายข้อใดระบุไว้ว่าเป็นความผิด ฉะนั้นสถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นสถานการณ์ที่มีการสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม และไม่ได้ส่งผลดีต่อใครเลย

เมื่อมีผู้ถามว่า กรณีของไผ่นั้น ทางคณะกรรมการสิทธิฯ จะมีการทำรายงานให้แล้วเมื่อใด อังคณาระบุว่า อาจจะไม่เสร็จทันภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เนื่องจากโดยกระบวนการของคณะกรรมการสิทธิเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนมา จะต้องมีการคัดกรองเรื่อง และนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ซึ่งอาจจะใช้เวลาพอสมควร

สาวตรี สุขศรี : หากประชาชนเย้ยหยันอำนาจรัฐ ก็เท่ากับเย้ยหยันอำนาจของตัวเอง จะเป็นความผิดได้อย่างไร

สาวตรี สุขศรี กล่าวถึงกรณีการแชร์บทความ BBC Thai ว่า สามารถถกเถียงกันได้ว่าผิดหรือไม่ผิด โดยกรณีนี้สาวตรีมองว่าไม่น่าจะผิด และยังพูดถึงกรณีเกี่ยวกับการกดไลก์ ว่า กระกระทำความผิดนั้นจะต้องมีเจตนาที่จะประสงค์ให้เกิดการกระทำความผิด ฉะนั้นเมื่อมีการพิจาณาต้องดูว่าการไลก์เจตนาในการเผยแพร่ต่อหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ แต่หากเป็นการแชร์นั้นอาจเข้าข่ายใน พ.ร.บ.คอมมาตรา14 (5) ได้

สาวตรีระบุด้วยว่า กรณีที่ไผ่แชร์บทความจากเว็บไซต์ BBC Thai แล้วถูกดำเนินคดี มีลักษณะที่เลือกปฏิบัติ คือมีบุคคลทำพฤติกรรมเหมือนกันหลายคน แต่มีการเลือกปฏิบัติที่จะเจาะจงเพียงคนเดียวเท่านั้น ฉะนั้นที่พูดกันว่า บุคคลมีความเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย สำหรับกรณีไผ่ จึงเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ และต้องตั้งคำถามว่า อย่างนี้เป็นการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ ซึ่งเมื่อเป็นการกลั่นแกล้งการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปถึงกรณีสิทธิของผู้ต้องหาว่า ตามหลักการบุคคลต้องได้รับการสันนิฐานว่า ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ยังไม่มีการพิพากษา เมื่อมีหลักการแบบนี้เกิดขึ้นเวลาเจ้าพนักงานจะปฏิบัติหน้าที่กับใครสักคนจะปฏิบัติเสมือนว่าเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้ ต้องสันนิฐานว่าเขายังบริสุทธิ์อยู่ ฉะนั้น การไม่ปล่อยตัวชั่วคราวจึงเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการ ดั้งนั้นการปล่อยตัวชั่วคราวจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เว้นแต่เข้ากรณีข้อยกเว้น ซึ่งจะต้องตีความโดยเคร่งครัด และต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนในรายละเอียด ตามข้อหาและต้องพิจารณาตามพฤติการณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ไผ่ ถูกดำเนินคดีมาแล้ว 4 คดี แต่ไม่เคยมีปัญหาหรือพฤติการณ์จะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ต่อให้คดีจะร้ายแรงแค่ไหนก็ไม่มีพฤติการณ์ดังกล่าว

สาวตรี ระบุต่อไปว่า กรณีการปล่อตัวชั่วคราวนั้น มีทั้งหมด 3 ประเภท คือ 1.การปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข 2.การปล่อยตัวโดยมีประกัน 3.การปล่อยตัวโดยมีประกัน และหลักประกัน ทั้งนี้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยไม่มีเงื่อนไข ได้ถ้าพฤติการณ์ไม่มีปัญหา แต่ที่ผ่านมาจากสถิติจะพบได้ว่า ศาลจะเรียกหลักประกันเกือบทั้งหมด ซึ่งลักษณะนี้มีปัญหาในเรื่องความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นในต่างประเทศจีงกำหนดวิธีการปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขขึ้นมา คือปล่อยโดยไม่มีหลักประกันแต่มีเงื่อนไขให้ แต่ประเทศไทยไม่เป็นเช่นนั้น สำหรับกรณีของไผ่ เมื่อครั้งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรกเขาได้ ยื่นหลักประกัน แต่ศาลยังกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า ไผ่ ได้ทำผิดเงือนไขที่ศาลระบุไว้ตอนต้นหรือไม่ สาวตรี ระบุว่า ไม่ผิดเงื่อนไข

สาวตรี กล่าวต่อไปถึงกรณีที่ศาลใช่ดุลพินิจในการวิเคราะห์ว่าไผ่เย้ยหยันอำนาจรัฐนั้น คำถามคือ หากไผ่ ได้มีเจตนาเย้ยหยันอำนาจรัฐจริงๆ การเย้ยหยันอำนาจรัฐนั้นถือว่าเป็นความผิดหรือไม่ สาวตรีระบุว่า หากถามนักกฎหมายจะตอบได้ว่าไม่เป็นความผิด

โดยสาวตรี กล่าวต่อไปถึง องค์ประกอบของรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วย ประชาชน ดินแดนที่แน่นอน อำนาจอธิปไตย และรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลเป็นเพียงตัวแทนของประชาชน ฉะนั้นการเยาะเย้ย หรือเย้ยหยันอำนาจรัฐ ก็เท่าว่าประชาชนกระทำต่ออำนาจของตัวเอง

“ถ้าเราบอกว่าประเทศนี้ยังเป็นประชาธิปไตยอยู่ อำนาจรัฐเป็นของประชาชน คำถามคือประชาชนจะเยาะเย้ยอำนาจตัวเอง จะผิดตรงไหน” สาวตรี กล่าว

สาวตรี ทิ้งท้ายว่า เมื่อศาลมีดุลยพินิจ การใช้ดุลพินิจจะต้องมีขอบเขต การใช้ดุลพินิจโดยไม่มีกรอบกฎหมายกำกับไม่สามารถทำได้ ซึ่งในกรณีของไผ่ อาจไม่อยู่ในข้อกฎหมาย จึงมีการตั้งคำถามเกิดขึ้นตามมา และสุดท้ายจะนำไปสู่การตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากวงเสวนาสิ้นสุด จ่านิว หรือ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ได้ชวนผู้เข้าร่วมฟังเสวนาทำกิจกรรม เชิงสัญลักษณ์ โดยการนำข้าวหลาม เป็นเซ่นไหว้กับศาลพระภูมิ เป็นทดแทนกับอิสระ และเสรีภาพของ ไผ่ ดาวดิน จากนั้น วิบูลย์ บุญภัทรรักษา ได้เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วม ร้องเพลง “บทเพลงแห่งสามัญชน” เป็นกิจกรรมสุดท้ายของงานเสวนา

เด็กในสถานสงเคราะห์อยากได้ขนมจริงหรือ?

เด็กในสถานสงเคราะห์อยากได้ขนมจริงหรือ?

Posted: 14 Jan 2017 06:24 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

 

‘วันเด็กไปไหนดี’ เด็กหลายคนอาจชวนพ่อแม่ไปเที่ยวห้าง กินขนม ดูหนัง หรือแม้แต่ไปดูไดโนเสาร์ และมีอีกหลายคนเช่นกันที่เลือกทำบุญโดยมอบขนม เลี้ยงข้าวเด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ แล้วเด็กในสถานสงเคราะห์ต้องการจริงหรือ? ขนม นม เนยสารพัดที่หลั่งไหลเข้าไป (ไม่เฉพาะเพียงแค่วันเด็ก) สามารถทดแทนความอบอุ่นจากครอบครัวได้จริงหรือไม่ และตอกย้ำการเป็นผู้รับของเด็กมากเกินไปหรือเปล่า

คุยกับ กอบกาญจน์ ตระกูลวารี หัวหน้างานพัฒนาบุคลากร สหทัยมูลนิธิ ผู้ซึ่งทำงานกับเด็กและข้องเกี่ยวกับสถานสงเคราะห์มากว่า 20 ปี เพื่อทำความเข้าใจ และรู้จักกับเด็กๆ ให้มากขึ้น

วันเด็กเป็นวันแห่งการ ทำบุญกับเด็กยากไร้หรือเปล่า

กอบกาญจน์: ปัญหาเรื่องการให้ของในสถานสงเคราะห์ ไม่ได้มีแต่เฉพาะในวันเด็ก นานมาแล้วที่สถานสงเคราะห์เป็นที่ที่ให้คนมาบริจาค อีกทั้งมูลนิธิหลายที่ก็เชื่อว่า ถ้าเขาไม่มีโรงเรียน ไม่มีบ้านสำหรับเด็ก เขาจะอยู่ไม่ได้ คนจะไม่บริจาค เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะสังคมไทยก็รู้สึกว่า ตัวเองได้ทำบุญ ได้ให้ของ เพราะการให้ของนั้นเป็นรูปธรรม แต่จริงๆ แล้วความเข้าใจต่อปัญหาหรือความคิดที่จะแก้ไขอย่างเป็นระบบยังไม่ค่อยมี

บ้านเด็กกำพร้า จำเป็นต้องมีหรือเปล่า

เราเชื่อว่า เด็กทุกคนต้องโตในครอบครัว สภาพสถานสงเคราะห์หรือการอยู่โรงเรียนประจำนั้นไม่ใช่ชีวิตธรรมชาติ มนุษย์มีลูกครั้งละ 1 คน ไม่เหมือนกับช้างที่ตกลูกมาปุ๊บก็เดินเองได้ ไม่ต้องการการฟูมฟักเยอะ เพราะธรรมชาติเป็นแบบนั้น ในทางกลับกัน คนต้องใช้เวลายาวนานมากกว่าจะเติบโตหรือพัฒนา คิดดูตอนเราอยู่บ้าน มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเลี้ยงเยอะมากกว่าเราจะโต แต่สภาพสถานสงเคราะห์นั้นกลับกัน เด็ก 30 คน พี่เลี้ยง 1 คน ระบบแบบนี้จะทำร้ายเด็ก และไม่ทำให้เขาเติบโตอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องของความรักความอบอุ่น

สิ่งที่ดี เราต้องทำงานกับพ่อแม่ที่มีวิกฤต ช่วยเสริมส่วนที่เขาขาด ให้เลี้ยงลูกเองได้ เราเชื่อว่า ถ้าเขาได้รับการสนับสนุน เขาจะดูแลลูกเองได้ ไม่จำเป็นต้องยกให้คนอื่น ไม่จำเป็นต้องฝากใครเลี้ยง เพราะการฝากคนอื่นเลี้ยง ทำให้เด็กโตมาพร้อมความสงสัยว่า ทำไมฉันต้องมาอยู่ที่นี่ สงสัยในคุณค่าของตัวเองว่า ทำไมพ่อแม่ไม่รักเขา

ถ้าครอบครัวเลี้ยงดูไม่ไหวล่ะ

ถ้าไม่ไหวจริงๆ อยู่กับครอบครัวแล้วเด็กจะแย่มาก ก็ต้องพิทักษ์สิทธิเด็กด้วยการจัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ หรือการจัดหาครอบครัวบุญธรรมถาวร

ใจจริงแล้วเราไม่ต้องการให้มีสถานสงเคราะห์ใหญ่ๆ สถานสงเคราะห์ต้องเป็นที่สุดท้ายของเด็ก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในสภาพสังคมแบบนี้ ยังจำเป็นที่ต้องมีเด็กเข้าสถานสงเคราะห์ เช่น อยู่สถานสงเคราะห์แล้วคุณภาพชีวิตดีกว่าอยู่บ้าน ตอนนี้เหมือนกับว่า สถานสงเคราะห์กลับเป็นที่แรกที่ถูกคิดถึง ฉะนั้นเด็กก็จะมีพัฒนาการที่ล่าช้าและมีสภาวะสุขภาพที่เจ็บป่วยง่าย

เด็กๆ รู้สึกถูกทอดทิ้งไหม

ก็คงมีบ้าง เขาคงรู้สึกมีช่องว่าง เด็กทุกคนอยากจะอยู่กับครอบครัว พอไม่ได้อยู่ก็คงสงสัยว่าทำไมพ่อแม่ไม่เลี้ยงเขา

พวกเขาอยากได้อะไรมากที่สุด

จากการทำงาน 20 กว่าปี เราเห็นว่า คนชอบไปบริจาคสิ่งของที่สถานสงเคราะห์ ทั้งที่จริงแล้วเด็กไม่ได้ต้องการวัตถุ แต่พวกเขาต้องการความรู้สึกภาคภูมิใจ และถูกรัก แต่คนกลับเอาของไปให้ หนำซ้ำไปแล้วก็อยากจะแจกให้ถึงมือ ถ่ายรูป ฯลฯ หรือหากไปเลี้ยงข้าวก็ไปบังคับว่า เด็กต้องกินข้าวให้หมด เด็กเองก็จะถูกสั่งว่า ต้องกินให้หมด แม้อิ่มแค่ไหนก็ต้องกินเพราะเดี๋ยวแขกเสียใจ ด้วยระบบการทำงานแบบนี้ เจ้าหน้าที่หลายคนก็ไม่กล้าปฏิเสธแขก เพราะกลัวแขกเสียใจและรู้สึกไม่ดี

การให้เด็กรับของนั้นตอกย้ำการเป็นผู้รับของเด็ก สิ่งนี้ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า พอโตขึ้น ‘การรับของ’ ซึ่งเคยถูกมองว่าน่ารัก คลานเข่าเข้าไปกราบไหว้ผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้น่ารักอีกต่อไป ผู้ใหญ่ก็ไปต่อว่าเด็ก ทั้งที่จริงๆ แล้วเราสอนเขามาแบบนั้น

แล้วน่าจะทำแบบไหน

ต้องพยายามทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่จำเป็นต้องให้เด็กไปยืนรับของ หรืออาจให้แขกนำของที่จะแจกไปฝากกับเจ้าหน้าที่เพราะการมอบนอกจากจะตอกย้ำเรื่องการเป็นผู้รับแล้ว บางทีเด็กอิ่มก็ต้องกินหรือไม่ชอบก็ต้องรับ เป็นการทำลายอัตลักษณ์ของเขา ซ้ำยังไม่ได้ฝึกวินัย สร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับเด็ก บางคนกินอิ่มจนอ้วกก็มี

เด็กๆ ควรถูกเปิดโลกทัศน์ ด้วยการทำความเข้าใจในข้อจำกัดว่า ทำไมเขาถึงเป็นแบบคนข้างนอกไม่ได้ โดยต้องพยายามให้สังคมมีส่วนร่วม เช่น สนับสนุนให้เขาออกไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ แน่นอนว่า หากมีคนทำอะไรดีๆ ให้ เด็กก็ควรจะขอบคุณ แต่มันยังขาดกระบวนการการทำงานทางความคิดกับเด็กว่า ที่คนมาช่วยช่วยเพราะเขาเห็นคุณค่าของหนูไม่ใช่เพราะหนูน่าสงสาร

ช่วงหลังมีโครงการ อาสาสมัครสายสัมพันธ์ คือการพยายามบอกแขกที่มาว่า เด็กไม่ได้ต้องการของ เขามีจนล้นเหลือแล้ว สิ่งที่เขาอยากได้คือความรัก ฉะนั้น หากคุณสามารถมาเยี่ยมเด็กคนเดียวทุกๆ อาทิตย์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เขารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าเขามีเจ้าของ เขามีคนที่รักเขา ‘เป็นหลานของป้าณี’หรือ ‘เป็นน้องของพี่จูน’ อะไรแบบนี้ เป็นเรื่องของความรู้สึกเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

ป้ามล (ทิชา ณ นคร) เคยพูดว่า เด็กกำพร้าไม่ใช่บันไดไปสู่สวรรค์ เขาไม่ได้มาเพื่อให้เราทำบุญแล้วได้บุญ


กอบกาญจน์ ตระกูลวารี

แจกของ ต้องดูด้วยว่าเขาต้องการอะไร

ที่บ้านราชวิถี นอกจากจะมีการแจกของแล้วยังมีการจัดกิจกรรมให้เด็ก โดยกลุ่มนักศึกษาบางกลุ่มก็ไปในวันที่เด็กไม่ได้พร้อม เช่น เสาร์-อาทิตย์ เด็กเขาอยากมีเวลาส่วนตัว ได้ทำความสะอาด ซักผ้า ทำธุระ แม้เจ้าหน้าที่ไม่ได้อยากรับทุกงาน แต่ด้วยระบบการฝากมา เกรงใจนาย ส่วนมากจึงมีความจำเป็นต้องรับทุกงาน

บางคนมาจัด ก็จัดไม่สนุก นึกถึงเด็กๆ แล้วก็สงสารเขา ต้องไปนั่งฝืนใจ หลังๆ มานี้เขาก็เรียนรู้และใช้วิธีส่งสายสืบไปก่อน ถ้ากิจกรรมสนุกค่อยไปตามเพื่อนมาเข้ากิจกรรม แต่พอไม่มีเด็กเข้ากิจกรรม เจ้าหน้าที่ก็จะว่าว่าทำไมไม่เข้าร่วมกิจกรรม ทำไมไม่ช่วยรับแขก

แสดงว่า ของแจกมีจนล้นแล้ว

มีคนเข้าไปทำเยอะมากและไม่มีการจัดระบบว่า เดือนหนึ่งควรมีกี่หน กรณีของเด็กโตน่าจะถามเขาได้ว่า อยากมีกิจกรรมประเภทไหน เวลาไหน ฯลฯ เพราะเด็กต้องการภาวะการเคารพตัวเอง การค้นหาคุณค่าในตัวเอง การถูกถามความเห็น ซึ่งเราควรรับฟังตรงนี้

เด็กนะ บางครั้งไม่อยากได้ของแต่ก็ต้องรับมา แล้วก็เอาไปทิ้งถังขยะ ตุ๊กตาสวยมากก็เอาไปทิ้งหมด เพราะมันเยอะมากจนเขารู้สึกไม่มีคุณค่า เขาไม่รักษาของเลยเพราะได้มาง่ายมาก ตอนบริจาคควรถามไปด้วยว่าเขาต้องการอะไร

แจกมากๆ เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ด้อยกว่าหรือเปล่า

สถานสงเคราะห์อยากฝึกให้เด็กอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งแน่นอนเวลาเราเอาของไปให้เด็ก เราย่อมอยากให้เด็กรู้สึกว่า คุณป้าเขาใจดีที่ช่วยเหลือเรา แต่ก็ต้องมีกระบวนการที่ทำให้เด็กรู้สึกว่า ไม่ใช่เรื่องของบุญคุณหรือรู้สึกแย่ ไม่ได้ช่วยเขาเพราะความยากจนหรือน่าสงสาร

เคยมีผู้ปกครองเด็กบ้านนนทภูมิ (บ้านเด็กพิการ) เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนแขกชอบไปเดินดูเด็กตามตึก จึงเสนอให้ยกเลิกเพราะเด็กควรมีความเป็นส่วนตัว และแขกน่าจะเข้าใจ ไม่รบกวนด้วยการไปเดินดูเสมือนเป็นของแปลก เหมือนไปดูสวนสัตว์

ที่บ้านราชวิถี พอมีแจกเงิน ก็ชอบให้เด็กคลานไปรับ มองดูแล้วมันมีระบบศักดินา เด็กก็ดูต่ำต้อยมาก เราก็ต้องไม่ให้แจก และอธิบายว่าไม่อยากได้ภาพแบบนั้

คิดว่าคนบริจาคต้องการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองไหม

ก็เป็นไปได้ คนเราก็พยายามมีคุณค่าในแบบที่เชื่อ เราเองไม่ได้แอนตี้ และคิดว่าการช่วยเหลือกันเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่ว่า คนที่ถูกช่วยจะต้องรู้สึกตัวเองมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกรุกราน บางคนหวังดีมากเกินไป ถึงขั้นเสาะหาที่อยู่และตามไปให้ของ จนเกิดภาวะพึ่งพิง เราหวังดีมากเกินไปโดยไม่คิดถึงคนที่รับ คนทุกคนอยากมีคุณค่า เพียงแต่ว่าเราต้องทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่เราจะเข้าไปช่วยทั้งระยะสั้นและระยะยาว

จะทำให้เด็กรู้สึกตัวเองมีคุณค่าได้ยังไง

บ้านราชวิถี เด็กตั้งแต่ป. 1 ขึ้นไป จะต้องช่วยดูแลน้อง ทำงานบ้าน รับผิดชอบของของตัวเอง มีวินัย หรือแม้แต่ฝึกอาชีพ เช่น ทำขนม ปลูกผัก ฯลฯ เพื่อให้เด็กรู้สึกพึ่งตัวเองได้และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

อยู่รวมกันเป็นร้อยๆ ทำยังไงให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง

ตอนแรกๆ ที่เราทำงาน เด็กไม่มีของส่วนตัวเลย เสื้อผ้าก็ใส่รวมหมด เราก็เข้าไปทำงานกับเด็ก เช่น ทุกคนต้องมีสัญลักษณ์ประจำตัว สัญลักษณ์นี้จะเขียนที่รองเท้า ที่ของใช้ของเขา เวลาเขาระบายสีส่งงาน ก็จะมีสัญลักษณ์ประจำตัว เพื่อให้รู้ว่าตัวเขาเองมีเอกลักษณ์ และต้องรู้จักดูแลรักษาเอกลักษณ์นั้น

ถึงตอนนี้ เสื้อผ้าของเด็กก็ยังคงเป็นเสื้อผ้าที่ใช้ร่วมกัน เนื่องจากเด็กมีจำนวนเยอะและมีเจ้าหน้าที่น้อย การทำแบบนี้ทำให้เด็กไม่สามารถแยกได้ว่า ขอบเขตของของส่วนตัว และของคนอื่นคืออะไร ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องในเรื่องการรักษาของของตัวเองด้วย เพราะเขาไม่เคยมีของของตัวเอง ไม่เคยต้องฝึก ไม่เคยต้องดูแล

เด็กบางคนเมื่อได้ครอบครัวอุปถัมภ์ ไปโรงเรียนวันแรกก็ขี่จักรยานของคนอื่นกลับมา เพราะเขาไม่เข้าใจ เขาไม่ได้ขโมยและเคยใช้ได้หมดทุกอย่าง ไปจับไก่บ้านนั้นบ้านนี้ สนุกสนาน วุ่นไปหมดทั้งหมูบ้าน

เด็กๆ มีสิทธิตัดสินใจในเนื้อตัวร่างกายตัวเองแค่ไหน

ก็มีกรอบเยอะ ยิ่งถ้าตอนเล็กๆ ก็ไม่มีสิทธิเลย โตมาหน่อยก็มีกรอบโรงเรียนเหมือนเด็กบ้านทั่วไป

เขาชอบกิจกรรมแบบไหน

เด็กเขาถูกทำให้ชอบแบบที่เป็นอยู่ คือมีรางวัล มีขนมมาจูงใจ

ฝึกทักษะการใช้ชีวิตของเด็กยังไง

เด็กเล็กเริ่มด้วยการให้เขาได้เลือกเสื้อผ้าใส่เอง พี่เลี้ยงอาจแนะได้ว่า ถ้าใส่กางเกงปั่นจักรยานหกล้มจะไม่เจ็บ

เด็กโตที่บ้านราชวิถี      เราพยายามผลักดันให้เขามีตู้เสื้อผ้าของตัวเอง เก็บของของตัวเอง ซักเสื้อผ้า รีดผ้าเอง เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ

ทั่วไปแล้ว ชีวิตเด็กที่นี่ไม่ต้องทำอะไร ตื่นมาเข้าห้องน้ำ อาบน้ำแต่งตัวพร้อมกัน เสร็จแล้วเดินไปกินข้าว ข้าวก็ไม่ต้องทำ มีคนทำให้เสร็จ กินเสร็จจานก็ไม่ต้องล้าง ถึงโรงเรียนก็กินข้าว มีอะไรก็ต้องกิน

มีครั้งหนึ่งให้เด็กๆ ทำกิจกรรม ‘วันซื้อขนม’ มีร้านขนม 6 ร้านแต่มีเหรียญแค่ 3 เหรียญ เด็กต้องเลือกเพื่อสร้างทักษะการตัดสินใจให้เขา ช่วงแรกจะมีเด็กที่ใช้เหรียญหมดไปแล้ว 3 เหรียญ พอถึงร้านที่ 4 แล้วก็นั่งร้องไห้ เพราะเขาไม่เคยตัดสินใจ พอครั้งหลังเขาก็รู้ว่า จะต้องเดินดูก่อนว่าอยากกินอะไรมากที่สุด ต้องคิด ต้องค้นหา ซึ่งเราต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เขา

เท่าที่เห็นเวลาไปสถานสงเคราะห์ เด็กๆ ก็ดูพึ่งตัวเองได้ แถมดูแก่นแก้วมาก ทำไมเด็กที่สถานสงเคราะห์ถึงเปรี้ยวจังเลย

อาจเป็นเพราะเขามีชีวิตที่อยู่ในกรอบ กฎเกณฑ์เยอะ ต้องทำอะไรพร้อมกันหมด คนข้างนอกถึงแม้ต้องไปโรงเรียน ก็ยังมีชีวิตที่ยืดหยุ่น กำหนดได้ อยากกินข้าวตอนนี้ ไม่อยากกินตอนนี้ แต่เด็กที่นั่น ชีวิตต้องทำอะไรตลอดเวลา จะอยู่คนเดียวในห้องก็อยู่ไม่ได้ มีอะไรก็ต้องกิน กดดันพอสมควรโดยไม่รู้ตัว มีเด็กหลายคนที่หนีไปไม่กลับมา แม้จะไปตกระกำลำบากข้างนอกก็ไม่คิดกลับมา

หลายคนเรียนจบ ก็ออกไป บางคนเรียนไม่ได้ก็ฝึกอาชีพ เสริมสวย ตัดเย็บ ปลูกผัก และบ้างก็กลับไปอยู่กับครอบครัว

เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องเหล่านี้ยังไง

เจ้าหน้าที่ที่อยู่บ้านเด็กพิการจะต้องใจรัก เพราะงานที่นี่หนักกว่าบ้านเด็กทั่วไป อีกทั้งต้องคอยทำกายภาพให้เด็ก เพื่อให้อาการไม่แย่ลง แต่เพราะมีคนน้อย ปัจจุบันการกายภาพก็ทำได้ไม่ทั่วถึง

เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเด็กอ่อน เด็กบางคนโตขึ้นมาแล้วถึงรู้ว่าพิการ เราไม่อยากให้ส่งเขาไปบ้านเด็กพิการ เพราะตอนเขาอยู่ที่นี่พี่เลี้ยงมีเวลาดูแลเขา บางครั้งเขาเห็นเพื่อนเดิน เขาก็พยายามเดิน เจ้าหน้าที่เองก้ต้องเรียนรู้ เด็กเองก็มีความสุขมากที่ได้อยู่กับเพื่อน ถ้าไปอยู่กับเด็กพิการด้วยกันก็อาจจะนอนทั้งวัน  ทั้งไม่มีตัวแบบสำหรับเขาและไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะดูเแล

มีการสอนเด็กๆ เรื่องเพศไหม

ไม่ทั่วถึง จริงๆ แล้วในสถานสงเคราะห์เองก็มีกรณีของเด็กที่มีความสัมพันธ์กันจนท้อง พี่เลี้ยง ครู นักสังคมสงเคราะห์เองมีจำนวนน้อย และไม่มีเวลาทำงานเจาะลึกกับเด็ก อีกทั้งขาดทักษะในเรื่องเหล่านี้ ชีวิตของเด็กจึงต่างจากเด็กบ้าน เป็นชีวิตที่ไม่รู้ข่าวสารความเป็นไปของโลก อยู่ก็อยู่รวมกัน ดูทีวีก็ต้องดูรายการเดียวกัน ส่วนมากเป็นรายการที่พี่เลี้ยงอยากดู อย่างในบ้านเด็กพิการซึ่งอาจจะต้องมีคนดูแลตลอดเวลา เด็กก็ยากที่จะมีชีวิตส่วนตัว และเวลาของการติดตามข่าวสาร คนข้างนอกถึงเราไม่ได้ดูข่าว แต่เราก็ยังมีการสื่อสารพูดคุยกับคนอื่น ชีวิตในสถานสงเคราะห์ไม่ค่อยมีเรื่องพวกนี้

จริงๆ แล้ว สถานการณ์เรื่องพวกนี้ แม้แต่ในโรงเรียนเด็กทั่วไปก็ไม่ค่อยได้เรียนอย่างเข้าใจนัก

ในกรณีเด็กพิการวัยรุ่น พ่อแม่มักตกใจว่า จะจัดการกับเรื่องทางเพศของลูกอย่างไร เช่น การช่วยตัวเองของเด็กผู้ชาย พ่อแม่ไม่เข้าใจว่าเด็กมีความต้องการเหมือนคนทั่วไป เราต้องทำอย่างไร จึงต้องมีหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องเพศให้พ่อเเม่ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจและปฏิบัติกับเด็กอย่างเหมาะสม ไม่ห้ามหรือไม่ตีเด็กบางทีเด็กที่เป็นซีพี (CP: Cerebral Palsy) กล้ามเนื้อนั้นจะหงิกเกร็ง และบางคนพูดไม่ได้ก็มีความอัดอั้นเพราะเขาสื่อสารไม่ได้ เราจะช่วยเด็กได้ยังไง

 

ไม่กล้ารัก ไม่กล้าสนิทสนมเพราะคนรักมักหายไปทีละคน สองคน

เนื่องจากสถานสงเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการ ผู้อำนวยการ (หรือที่เด็กๆ เรียกแม่) ก็ต้องเปลี่ยนไปตามวาระ เด็กๆ มีความรู้สึกยังไง

เป็นปัญหาต่อการปรับตัวมาก ตอนแม่ย้ายทั้งเด็กและเจ้าหน้าที่ก็เสียใจ การแยกจากของเด็กในสถานสงเคราะห์นับว่าเป็นบาดแผลในจิตใจอย่างหนึ่งของเขา เขาถูกเปลี่ยนตลอดจนเฉยชากับการสร้างความสัมพันธ์ ไม่กล้าคาดหวังว่าจะรักคนนั้น คนนี้เพราะเดี๋ยวรักไปแล้วจะเสียใจ

แสดงว่า การมีครอบครัวถาวร เป็นผลดีกับเด็กมากที่สุด

กัญญา สาวพิการที่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำ ตอนเล็กๆ ถูกทิ้งที่ปากช่อง ทางโรงพยาบาลก็ผลัดกันเลี้ยงเขาไว้ จนเขา 2-3 ขวบ คนดูแลจึงต้องการหาครอบครัวให้กัญญา เธอจึงได้ครอบครัวบุญธรรมที่สหรัฐอเมริกา เมื่อไปถึงที่โน่น ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าเธอจะมา ก็มีการติดป้ายแจ้งคนในหมู่บ้านว่า ต่อไปนี้จะมีคนใช้วีลแชร์มาอยู่ในหมู่บ้านเรา มีเจ้าหน้าที่รัฐมาถามว่า ต้องการอะไรบ้าง แม้จะค่อนข้างยากและต้องฝ่าฟันกับการเปลี่ยนคนเลี้ยง เปลี่ยนที่อยู่ ซ้ำยังต้องเรียนภาษาใหม่แต่เธอก็ผ่านมันมาได้

ครอบครัวแบบไหนที่มักรับบุตรบุญธรรม

ต่างชาติเยอะกว่า คนไทยเวลาขอเด็กจะเลือกเด็กน่ารัก เด็กปกติ เด็กพ่อแม่ไม่มีปัญหา เพราะคนไทยเชื่อเรื่องกรรมพันธุ์ว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ดีเด็กจะไม่ดี โดยไม่มองการเลี้ยงดู

บ้านเราหากขอเด็กพิการไปเลี้ยง ค่าใช้จ่ายก็จะค่อนข้างเยอะเพราะไม่มีอะไรสนับสนุนจากรัฐเลย

ก่อนรับ เราจะถามเขาว่า รับเด็กประเภทไหนได้บ้างแบบกว้างๆ เพศ ผิว ตัวเล็กตัวใหญ่ ฯลฯ ทั้งนี้การจัดเด็กก็ต้องจัดให้สอดคล้องกับสมาชิกในครอบครัว มีครั้งหนึ่งที่ผู้อุปการะเป็นคนแคระ พอดีกับตอนนั้นมีเด็กเป็นโรคนี้กำลังหาครอบครัว เราก็ส่งให้ เด็กก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่แปลกแยก ไม่โดดเดี่ยว

เด็กอยากไปไหม

เด็กส่วนใหญ่อยากไป เพราะเขามีความหวังมากกว่าอยู่ในสถานสงเคราะห์ เขาอยากมีครอบครัว มีบ้าน ได้เรียน ถึงจะล้มเหลว ก็ยังดีกว่าไม่เคยมีอะไรเลย

ด้านกชกร ก่อทอง อายุ 39 ปีซึ่งพิการด้วยโรคโปลิโอที่ขาทั้งสองข้าง เธออยู่ที่บ้านนนทภูมิตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนกระทั่งเรียนจบ แม้เธอจะมีครอบครัว แต่ปัญหาด้านการเรียนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอมาอยู่ที่นี่ เราสัมภาษณ์เธอในฐานะของผู้ที่เคยมีประสบการณ์วันเด็กกว่า 9 ปีในสถานสงเคราะห์

เท่าที่จำได้ วันเด็กในสถานสงเคราะห์มีกิจกรรมอะไรบ้าง

ก็มีคนมาจัดกิจกรรมให้ มีจัดการแสดง ฉายหนัง ตอนเด็กๆ จะชอบดูหนังและซื้อของในงานออกร้าน เพราะเด็กจะได้เลือกซื้อของ ได้เลือกว่าจะกินอะไรดี

ชอบอะไรมากที่สุด

เขาจัดอะไรก็ชอบหมด นึกไม่ออกว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่บางทีถ้ามีของเยอะเกินไปอยู่แล้ว เช่น ของกิน แล้วยังต้องมาร่วมกิจกรรมอีกก็จะไม่ค่อยอยากออกมาร่วมกิจกรรม

เวลาคนให้ของ เขาบอกให้ทำยังไง

เวลาคนมาแจกของ ก็จะเดินแจกตามโต๊ะ เราก็ต้อง สวัสดี กล่าวขอบคุณ ตอนเด็กไม่ได้รู้สึกอะไร ด้วยความเป็นเด็กก็ทำตามเขา พอโตมาเราก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติ แต่คนที่เขามองเราอาจมองแบบสงสารมากกว่าปกติ ตัวอย่างเช่น คนอื่นร้องเพลงขอบคุณก็อาจจะรู้สึกอีกแบบ แต่เราร้องก็รู้สึกสงสารไปอีกแบบ

บางทีคนในสังคมก็มองว่าเป็นเรื่องการทำบุญเป็นเรื่องปกติ ตอนนั้นไม่รู้สึกอะไรด้วยความเป็นเด็ก แต่ถ้าตอนนี้เราอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง มีงานทำ เลี้ยงตัวเองได้ เราก็ไม่ต้องการอะไรแบบนั้นแล้ว ถ้ามาทำแบบนั้นเราก็ไม่รับ

ต้องการให้คนอื่นมองยังไง

เราอยากเปลี่ยนภาพที่ทุกคนมองเราแบบสองเท่าซะ การทำอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่า น่าสงสารก็อยากให้ลด ภาพที่ต้องไปร้องเพลงก็อาจจะไม่ต้อง เหลือแค่คำขอบคุณธรรมดาเวลาเขาให้ของ เหมือนเป็นการช่วยเหลือกัน แต่ถ้าต้องมีตัวแทนออกไปกล่าวขอบคุณ เพื่อทำให้รู้สึกสงสารเพิ่มมากขึ้นก็คงต้องลดลง

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เปิดโรดแมปสู่การเลือกตั้ง หลังแก้ รธน. ชั่วคราว 57 พบเลือกตั้งไกลสุดไม่เกิน ต.ค. 61

เปิดโรดแมปสู่การเลือกตั้ง หลังแก้ รธน. ชั่วคราว 57 พบเลือกตั้งไกลสุดไม่เกิน ต.ค. 61

Posted: 13 Jan 2017 11:37 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เปิดเส้นทางสู่การเลือกตั้ง จากปลายปากกา สู่ปลายปากกา พบโรดแมปหลังแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เลือกตั้งห่างออกไปได้ไกลสุด 19 เดือน หรือไม่เกิน ต.ค. 61 แต่ยังสามารถย่นย่อระยะเวลาให้จัดเลือกตั้งเร็วขึ้นได้

สืบเนื่องกระแสข่าวเรื่องการเลือนการเลือกตั้งออกไปจากปลายปี 2560 และการออกมาให้สัมภาษณ์ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ได้หารือกับองคมนตรีว่า ภายหลังทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ องคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว มีพระราชกระแสรับสั่งลงมา 3-4 รายการ แก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจพระองค์ท่าน สำนักราชเลขาธิการจึงทำเรื่องมาที่รัฐบาล รัฐบาลจึงรับสนองพระบรมราชโองการฯ จากนั้น ครม. และ คสช. ได้ประชุมร่วมกันจนได้มติว่า จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพื่อเปิดช่องทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) จึงทำให้โรดแมปสู่การจัดการเลือกตั้งจำเป็นต้องขยับเวลาออกไปอีก

ประชาไทเปิดโรดแมปสู่การเลือกตั้ง หลังมีการประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาผ่าน 3 วาระรวดเมื่อวานนี้ (13 ม.ค.)  (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) พบว่า หากนับจากวันที่นายกรัฐมนตรีของพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญคืนลงจากจากพระมหากษัตริย์ พร้อมกับคำแนะนำหรือข้อสังเกตที่ทรงเห็นว่าควรปรับแก้ไข การเลือกตั้งจะสามารถจัดได้ไม่เกินเดือน ต.ค. 2561 โดยมีรายละเอียดดังนี้

คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

1.ช่วงรอพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย ระยะเวลา 90 วัน

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามติ และนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ และนับจากวันที่ 8 เป็นต้นไป พระมหากษัตริย์ทรงมีระยะเวลาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อลงพระปรมาภิไธยทั้งสิ้น 90 วัน ทั้งนี้กระบวนการต่างๆ ตามโรดแมปบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มต้นได้หลังจากมีการลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้หากภายในวันที่ 6 ก.พ. 2560 พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมาหรือเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน แล้วไม่ได้พระราชทานคืนมา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ..) พ.ศ…. ที่คณะรัฐมนตรีและ คสช.เป็นผู้เสนอ และ สนช. ได้พิจารณาผ่าน 3 วาระ ในมาตรา 4 ระบุว่าให้ร่างนั้นตกไป

สำหรับหากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายใน 90 วัน ให้นายกฯ ขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น และประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง และแก้ไขเพิ่มเติมคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกัน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับพระราชทานคืนมาตามที่ขอ และจากนั้นพระมหากษัตริย์ทรงมีระยะเวลาในการลงพระปรมาภิไธยอีกไม่เกิน 90 วัน ทั้งนี้เมื่อนายกฯ นำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

2.ช่วง กรธ.จัดทำร่าง พ.ร.ป. 10 ฉบับ ภายในระยะเวลา 8 เดือน

ในกรณีที่ร่างรัฐรัฐธรรมนูญได้รับการลงพระปรมาภิไธย แล้วพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานกลับคืนมา เมื่อรัฐธรรมนูญได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยการการเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 267 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามติ กำหนดให้ กรธ. จัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป) ทั้งสิ้น 10 ฉบับ ในระยะเวลา 240 วัน พ.ร.ป.ทั้งหมดประกอบด้วย

(1) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(2) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

(3) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(4) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

(5) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(6) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

(7) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

(8) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(9) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

(10) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

โดย พ.ร.ป. ทั้ง 10 ฉบับ อาจแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ (1)-(4) เป็นพ.ร.ป. ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้การเลือกตั้งอาจจะจัดทำขึ้นไม่ได้ หรือได้โดยไม่มีกฎกติกาที่ระบุอย่างชัดเจน ส่วน (5)-(10) เป็นกฎหมายที่จะกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ แม้ยังไม่มี (5)-(10) ก็จัดการเลือกตั้งได้

ทั้งนี้ใน มาตรา 268  กำหนดมีการให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว”

ซึ่งหมายความว่า กรธ. สามารถเร่งจัดทำ พ.ร.ป หลักทั้ง 4 ฉบับให้เสร็จก่อนได้ เพื่อที่จะนำไปเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้พิจารณาและประกาศใช้ก่อน พ.ร.ป. ฉบับอื่นๆ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้มีการร่าง พ.ร.ป. ครบก่อนทั้ง 10 ฉบับ ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาทาง กรธ. ได้เผยแพร่ร่าง พ.ร.ป.แล้วทั้งสิ้น 2 ฉบับคือ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อปรับปรุงแก้ไข ก่อนที่จะนำเสนอต่อ สนช. หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนู

3.ช่วง สนช. พิจารณากฎหมาย เพื่อประกาศใช้ มีระยะเวลา 2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ

ตามที่ได้ระบุไว้ในขั้นตอนของการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดย กรธ. แล้วว่า ในช่วงกรอบระยะเวลาทั้งสิ้น 240 วัน หรือ 8 เดือน หาก กรธ.จัดทำร่างกฎหมายฉบับใดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถนำเสนอต่อ สนช. เพื่อพิจารณาได้เลย โดยไม่ต้องรอให้มีการจัดทำครบทั้งสิ้น 10 ฉบับ แล้วส่งเพื่อพิจารณาพร้อมกัน

ฉะนั้นหากภายในระยะเวลา 1-2 เดือน หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ กรธ. สามารถจัดทำร่าง พ.ร.ป. หลัก ทั้ง 4 ฉบับจนเสร็จสิ้น ตามมาตรา 268 ก็จะสามารถยนย่อระยะเวลาที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้

ทั้งนี้เมื่อ ร่าง พ.ร.ป. ถูกส่งมายัง สนช. เพื่อพิจารณาบัญญัติเป็นกฎหมาย สนช. จะมีระยะเวลาทั้งสิ้น 2 เดือนต่อ 1 ฉบับในการพิจารณา โดยกรอบระยะเวลาสองเดือนเป็นกรอบเวลาที่ว่างไว้เพื่อเป็นกรอบกำหนดกว้าง ในทางปฏิบัติ สนช. ไม่จำเป็นตั้งใช้เวลานานถึง 2 เดือนในการพิจารณากฎหมายก็ได้ เช่นการแก้ไข มาตรา 7 ใน พ.ร.บ.สงฆ์ ซึ่ง สนช. มีความสามารถในการพิจารณา 3 วาระรวด ภายใน 1 วัน

4.ช่วงจัดการเลือกตั้งภายในระยะเวลา 5 เดือน

ภายหลังจาก สนช. พิจารณา พ.ร.ป.หลักทั้ง 4 ฉบับเสร็จสิ้น แล้วศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วว่าไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้เตรียมการดำเนินการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน นับจากวันที่ พ.ร.ป. หลักทั้ง 4 ฉบับประกาศใช้เป็นกฎหมาย

00000

ฉะนั้นเมื่อพิจารณาตามโรดแมปจะพบว่า หากพระมหากษัตริย์มีทรงพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญกลับคืนมา พร้อมกับข้อสังเกตที่เห็นว่าควรแก้ไข ระยะเวลานับจากวันที่พระราชทานร่างรัฐธรรมนูญกลับคืนมา เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม แล้วมุ่งไปสู่การจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และพิจารณาเป็นกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง สามารถใช้เวลาได้ทั้งหมดไม่เกิน 19 เดือน หรือ 570 วัน และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นไม่เกินเดือน ต.ค. 2561

ทั้งนี้ระยะเวลาทั้งหมด 570 วัน สามารถย่นย่อระยะเวลาลงได้ตามกระบวนการขั้นตอนต่างๆ เช่น การลงพระปรมาภิไธย การร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และการพิจารณากฎหมายของ สนช.

สำหรับสาระสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ในวันที่ 13 ม.ค. คือมาตรา 3 และมาตรา 4 ได้แก่

มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นวรรคสามของมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557

“ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และเมื่อกรณีเป็นไปตามมาตรานี้แล้ว มิให้นำความในมาตรา 18 19 และ 20 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาใช้บังคับ

ส่วนมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคสิบเอ็ดของมาตรา 39/1 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 เดิม และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้าประกอบกับวรรคสิบแล้ว หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายในเก้าสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น และประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง และแก้ไขเพิ่มเติมคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกัน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใหม่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชทานคืนมาตามที่ขอ เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมและพระราชทานคืนมาหรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันที่นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแล้วมิได้พระราชทานคืนมาให้ร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นอันตกไป”

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘เพนกวิ้นและเพื่อน’ เปิดมุมหนังสือ ‘จิตร’ ที่ เตรียมอุดมฯ หวังเป็นแรงบันดาลตั้งคำถามสังคม

‘เพนกวิ้นและเพื่อน’ เปิดมุมหนังสือ ‘จิตร’ ที่ เตรียมอุดมฯ หวังเป็นแรงบันดาลตั้งคำถามสังคม

Posted: 13 Jan 2017 10:33 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

พริษฐ์ และเพื่อนนักเรียน รร.เตรียมอุดมศึกษา เปิดมุมหนังสือ ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ หวังเพื่อนนักเรียนได้อ่านผลงานศิษย์เก่าคนสำคัญที่ใคร ๆ ในสังคมเหมือนจะไม่พูดถึง พร้อมเป็นแรงบันดาลใจตั้งคำถาม-สร้างความเปลี่ยนแปลง ขณะที่สมาคมศิษย์เก่าระงับเนติวิทย์ร่วมงาน

14 ม.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (13 ม.ค.60) พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิ้น นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และอดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท พร้อมด้วยเพื่อนโรงเรียนดังกล่าว จัดกิจกรรมเปิดมุมหนังสือจิตร ภูมิศักดิ์  ที่ ห้องสมุดม.ล.ปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เนื่องในงาน  TU Open House

พริษฐ์ กล่าวว่ามุมหนังสือดังกล่าวจัดโดยตนร่วมกับกลุ่มเพื่อนๆ โดยมีสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันกับอ่านช่วยสนับสนุนหนังสือ

สำหรับเหตุผลที่จัดทำมุมหนังสือจิตร นั้น พริษฐ์ กล่าวว่า มุมหนังสือนี้ตั้งชื่อตามจิตร ภูมิศักดิ์ ศิษย์เก่าคนสำคัญที่โรงเรียนและใคร ๆ ในสังคมเหมือนพยายามจะไม่พูดถึง มุมหนังสือของเราประกอบด้วยหนังสือด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รวมถึงผลงานของจิตรและคนอื่น ๆ การจัดตั้งมุมหนังสือนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้แล้ว ยังเป็นจุดรำลึกถึงจิตร และเป็นหมุดหมายว่าอย่างน้อยเตรียมอุดมก็ยังพอมีพื้นที่สำหรับจิตร และแนวคิดที่มาก่อนกาลสำหรับสังคมไทยบ้าง

พริษฐ์ กล่าวอีกว่า สมัยนี้การจะทำให้คนได้นึกถึงแค่ทำมุมคงไม่พอแล้ว คงจะต้องให้มีการจัดกิจกรรมโดยใช้ชื่อของมุมหนังสือในการทำให้คนรู้จักจิตรมากขึ้น ตอนนี้ เพื่อนเริ่มได้ยินชื่อจิตรมากขึ้
“ถ้าเพื่อนสนใจอ่านงานจิตรก็คงดี งานของจิตรเป็นงานที่น่าอ่านในฐานะงานวิชาการและงานศิลปะการเขียน แต่ยิ่งกว่านั้น ถ้าจิตรเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนลุกขึ้นตั้งคำถามและสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบจิตรก็คงจะดีไม่น้อยเชื่อว่าจิตรเองก็ต้องการอย่างนั้น” พริษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กิจกรรมนี้ตามกำหนดการจะมีการเชิญ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตเลขาธิการกลุ่มศึกษาเพื่อความเป็นไท มาเป็นวิทยากรพูดในงานด้วย แต่ถูกสมาคมศิษย์เก่าระงับไปนั้น ซึ่ง พริษฐ์ กล่าวถึงประเด็นนี้ด้วยว่า เพื่อนๆ ไม่เข้าใจว่าเหตุใด โรงเรียน จึงไม่ยอมให้ เนติวิทย์ มา
เนติวิทย์ ได้โพสต์่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Netiwit Chotiphatphaisal‘ ในลักษณะสาธารณะถึงกรณีถูกห้ามไม่ให้มางานนี้ด้วยว่า การไม่ให้ตนเข้าไปพูดเปิดงานสั้นๆ เพียงไม่กี่นาที ของมุมจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ห้องสมุด เนื่องจากเหตุผลว่า ตนไม่ใช่ศิษย์เก่า แล้ว ยังช่วยเน้นย้ำอีกครั้งว่า ตนเป็น “นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี” อีกด้วย “ระบบการศึกษาแสนดี” เป็นอย่างไร ก็ดูได้จากการที่เขา ปฏิบัติต่อเด็กและความคิดเชิงวิพากษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมฯได้ชื่อว่าอันดับหนึ่งนี่ ส่วนนักเรียนที่กล้าท้าทายก็กลายเป็น “นักเรียนเลว” ซึ่งเตรียมอุดมช่วยยืนยันว่ามันจริงแค่ไหน
ล่าสุดเมื่อเวลา 12.47 น.ที่ผ่านมา พริษฐ์ ได้โพสต์ข้อเขียนในหัวข้อ ’10 เรื่องที่อยากเล่าเกี่ยวกับการตั้งมุมหนังสือจิตร ภูมิศักดิ์’ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Parit Chiwarak’ ในลักษณะสาธารณะด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สังคมไทยกับยาแรงที่ไม่เคยรักษาโรคให้หายขาด

สังคมไทยกับยาแรงที่ไม่เคยรักษาโรคให้หายขาด

Posted: 13 Jan 2017 07:53 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สังคมไทยแม้จะเป็นเมืองพุทธและมีความพยายามทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เมื่อเกิดคดีความสะเทือนขวัญการขอให้ตัดสินคดีแบบตาต่อตาฟันต่อฟันมักถูกเรียกร้องอยู่เสมอ

ล่าสุดคือคดีฆ่าชิงทรัพย์บัณฑิตมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่มีการเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 สำเร็จโทษผู้ต้องหาคนดังกล่าว เนื่องจาก เชื่อกันว่าผู้ต้องหาจะไม่สำนึกตัวเพราะเคยติดคุกมาแล้ว 8 ครั้ง อีกทั้งยังมีภาพจากกล้องวงจรปิดและคำรับสารภาพของผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ถลกเสื้อโชว์รอยสักเป็นเครื่องยืนยันความผิด

ก่อนที่กระแสเรียกร้องให้ประหารชีวิตผู้ต้องหาจะกว้างออกไป นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาตัดบทว่า

“มาตรา 44 ไม่ได้ใช้สำหรับลงโทษประหารชีวิต หรือ ทำร้ายใคร แต่ใช้ในการจัดระเบียบสังคมในภาพรวมหรือเป็นหลักการเท่านั้น”

แม้ข้อเรียกร้องให้ประหารชีวิตผู้ต้องหาโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมจะถูกพับฐานไป แต่กรณีที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดสังคมไทยจึงนิยมใช้ยาแรงในการจัดการกับปัญหา

ประการแรก คือ สังคมไทยเป็นสังคมที่ปล่อยให้อารมณ์และความเชื่ออยู่เหนือเหตุผลสังเกตได้จากการเชื่อเรื่องการใบ้หวย ฉะนั้นเมื่อเกิดความเครียดแค้นจึงต้องการระบายออกมา โดยไม่สนใจข้อกฎหมายที่อยู่และไม่ตระหนักว่าการฆ่าคนตายในทางศาสนาพุทธคือบาปมหันต์

เราจึงพบเห็นการเรียกร้องให้ประหารชีวิตผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง เช่น มักมีการรณรงค์ให้ฆ่าข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ทั้งที่ความผิดฐานฆ่าคนตายก็มีโทษประหารชีวิตอยู่แล้ว

การปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลของสังคมไทยยังจะนำไปสู่การลดทอนความเป็นคนของผู้ที่สังคมชิงชังจนนำไปสู่การเข่นฆ่าคนดังกล่าวได้เพราะไม่เห็นว่าเค้าเป็นคนอีกต่อไป เช่น เหตุการณ์ 6 ตุลา 2516 พฤษภา 2535 กรือเซะ ตากใบ และ พฤษภา 2553 ฯลฯ

ประการต่อมา คือ สังคมไทยเป็นสังคมลำดับชั้นต่ำสูงจึงไม่มีการฝึกฝน อบรม และ เรียนรู้เรื่องสิทธิของผู้อื่น สังคมยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า “ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังไม่มีความผิดก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด และ จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสิทธิไม่ใช่เรื่องสำคัญของสังคมไทยเท่ากับเรื่องของอำนาจ ใครมีอำนาจจึงมักจะเป็นฝ่ายถูกแม้อำนาจนั้นจะไปละเมิดสิทธิผู้อื่นก็ตาม

ประการสุดท้าย คือ สังคมไทยมักมองโลกในมุมแคบและสายตาสั้นจึงคิดว่า การกระทำของคนใดเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคนๆ นั้น โดยไม่พิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมทางสังคมว่ามีส่วนกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละคนอย่างไร

กรณีการฆ่าชิงทรัพย์ของผู้ต้องหาที่ติดคุกตั้งแต่อายุ 13 ปีในคดียาเสพติด สังคมไทยไม่ตระหนักว่าสาเหตุที่ผู้ต้องหาต้องติดยาเสพติดตั้งแต่ยังเป็นเด็กมีส่วนมาจากสภาพสังคมขนาดไหน ส่วนการก่อคดีฆ่าชิงทรัพย์สังคมก็ไม่ได้ตระหนักว่าเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี หรือ เป็นเพราะสังคมไม่ยอมรับอดีตผู้ต้องขังหรือเปล่า จึงทำให้ผู้ต้องหาต้องมาก่อคดี

การที่สังคมไทยไม่ค่อยคิดในมุมกว้างและสายตาสั้น เชื่อว่า มาจากการปลูกฝังความคิดเชิงเดี่ยวให้กับนักเรียน เนื่องจากการเรียนการสอนของไทยมักจะมีตำราหลักให้นักเรียนศึกษาและเชื่อตาม และ มีการสอบแบบปรนัย คำตอบของนักเรียนไทยจึงมีแค่คำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียวโดยมักไม่คิดอะไรกว้างไกลไปนี้

จากสาเหตุสามประการที่ยกมา ได้แก่ การใช้อารมณ์เป็นใหญ่ การไม่ตระหนักเรื่องสิทธิของผู้อื่น และ การมองโลกในมุมแคบและสายตาสั้น ทำให้คนไทยกระแสหลักมักมองอะไรแค่มิติเดียวจึงทำให้เกิดการเรียกร้องให้ใช้ยาแรงอยู่เสมอ

นอกจากการเรียกร้องให้ใช้ยาแรงในระดับสังคมทั่วไปแล้ว ในระดับประเทศก็มีการใช้ยาแรงเช่นกัน เช่น การเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งโดย กปปส. ซึ่งก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2550 ทางอ้อม จนนำมาสู่การยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ซึ่งคือการใช้ยาแรงเข้ามาจัดการความขัดแย้งทางการเมือง

การที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เสนอว่า หากเกิดความเสียหายจากการทุจริตคอรัปชั่น จำนวนเกินกว่า 1 พันล้านบาทขึ้นไปต้องระวางโทษประหารชีวิต

การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญร่างกฎหมายพรรคการเมือง โดยกำหนดบทลงโทษนักการเมืองที่ซื้อขายตำแหน่งสูงสุดถึงประหารชีวิตก็คือยาแรงเช่นกัน

ทั้งสามกรณีที่กล่าวมาล้วนเป็นยาแรงทั้งสิ้น นี่ยังไม่รวมถึงมาตรการลดอุบัติเหตุการเดินทางบนท้องถนนในช่วงเทศกาล ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สามารถยึดรถและควบคุมตัวผู้ขับรถได้ ในกรณีเมาแล้วขับหรือขับขี่อันตราย

แต่เมื่อปรากฏว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ปี 2560 เพิ่มขึ้น 98 คน แทนที่รัฐบาลจะทบทวนว่ายาแรงใช้ได้ผลหรือไม่ กลับจะใช้ยาแรงมากกว่าเดิมเพื่อลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยพุ่งเป้าไปที่การจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ แต่ไม่ได้คำนึงว่าแม้จะยกเลิกรถตู้แล้วหันมาใช้รถมินิบัสแทน การเกิดอุบัติเหตุก็อาจจะไม่ลดลงถ้าผู้ขับขี่รถยังมีพฤติกรรมเช่นเดิม

การเรียกร้องให้ใช้ยาแรงในกรณีคดีฆ่าชิงทรัพย์ก็ดี การรัฐประหารก็ดี หรือ การลดอุบัติเหตุทางถนนก็ดี ล้วนพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป เช่น

แม้จะสั่งยิงเป้าผู้ต้องหาทันที แต่ก็จะทำให้คนส่วนหนึ่งสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้คือความยุติธรรมแล้วหรือ จะมั่นได้อย่างไรว่าประหารชีวิตไม่ผิดคน การแก้ปัญหาการชิงทรัพย์มิติอื่นๆ เช่น การสร้างสวัสดิการและสภาพแวดล้อมสังคมที่ดีเพื่อที่จะได้ลดคดีชิงทรัพย์ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะถือว่าแก้ปัญหาด้วยการประหารชีวิตไปแล้ว สุดท้ายเป้าหมายหลักของกฎหมายคือการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองก็จะไม่บรรลุผล

การยึดอำนาจก็เช่นกันแม้จะทำให้เกิดความสงบเพราะม็อบ กปปส. และ ม็อบเสื้อแดงสลายตัว แต่ก็เป็นความสงบบนความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงอยู่ ประชาชนยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเหมือนเดิม

สังเกตได้จากปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ของปีนี้ ที่ประชาชนภาคอื่นๆ ไม่ได้ระดมความช่วยเหลือชาวใต้คึกคักเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา อีกทั้งคนในภาคใต้บางส่วนก็ประกาศไม่รับความช่วยเหลือจากคนภายนอกอีกด้วย

จากข้อมูลที่กล่าวมาจึงพอบอกได้ว่าการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ยาแรงแม้บางครั้งจะรักษาโรคได้บ้างแต่ก็ทำให้ร่างกายต้องอ่อนแอลงไปด้วย ประดุจการรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสีที่แม้จะทำให้เซลมะเร็งตายแต่ก็ทำให้เซลที่ดีตายตามไปด้วย ซึ่งหลายกรณีเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย 

จึงกล่าวได้ว่ายาแรงไม่เคยรักษาโรคให้หายขาดโดยไม่มีอาการข้างเคียง ยาแรงไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป ยาแรงเป็นแค่การรักษาโรควิธีหนึ่งที่ไม่เหมาะสมกับทุกอาการ ยาแรงทำให้เกิดความมึนเมาและคิดว่าโรคหมดไป ทั้งที่โรคเดิมยังคงอยู่และอาจมีโรคใหม่แทรกซ้อนเข้ามา

กรณีของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงก็เช่นกัน การใช้ยาแรงกับไผ่ด้วยการถอนประกันตัวด้วยเหตุผลที่ว่า “ไผ่เย้ยหยันอำนาจรัฐ” อาจจะทำให้ไผ่ต้องยุติการใช้เสรีภาพเนื่องจากถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดขอนแก่น แต่คงไม่สามารถหยุดการเรียกร้องเสรีภาพของผู้คนในสังคมที่เห็นว่าไผ่ไม่ได้รับความยุติธรรม

ถ้าประชาชนส่วนหนึ่งมีความรู้สึกว่าบ้านเมืองนี้ไม่ยุติธรรมการสร้างความปรองดองตามนโยบายหลักของคสช.ซึ่งคือเรื่องสำคัญกว่าการจำกัดเสรีภาพไผ่ ก็คงยากที่จะเกิดขึ้นทุกอย่างที่ผ่านมาก็คงสูญเปล่า

เข้าทำนองเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย

#ปล่อยไผ่ดาวดิน

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ดูเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับ สนช.

ดูเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับ สนช.

Posted: 12 Jan 2017 10:23 PM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

12 ม.ค. 2560 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเมือง สนช. ที่มีนายกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธาน ได้ยกร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง พ.ศ. … มีทั้งสิ้น 33 มาตรา เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 มีสาระสำคัญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการและรับสนองพระบรมราชโองการ

บุคคลที่จะได้รับประโยชน์ไม่รวมถึงผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ที่นำมาสู่การกระทำความผิดอาญาหรือเหตุการณ์ความรุนแรง การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง (ดูล้อมกรอบด้านล่าง)

ทั้งนี้ ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง จำนวน 11 คน ประกอบด้วย ผู้ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คณะกรรมการอัยการ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สถาบันพระปกเกล้า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สภาทนายความ และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยแต่งตั้ง ฝ่ายละ 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสันติวิธีหรือสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 คน ซึ่งทำการคัดเลือกกันเอง เป็นกรรมการ และให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเลขานุการ

คณะกรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม คือ ไม่เป็นการสมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เป็นหรือเคยเป็นกรรมการพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะสามปีก่อนดำรงตำแหน่ง 3.เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือในระหว่างถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เป็นต้น
มาตรา 18 กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(1) รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลคดีเกี่ยวกับการกระทำที่เกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงวันที่ 22 ต.ค.2557 ที่เป็นการละเมิดกฎหมายหรือสิทธิมนุษยชน และจะต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นของผู้เสียหาย ผู้ถูกดำเนินคดีอาญา เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน และห้ามเปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นคณะกรรมการจะมีมติด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

(2) กำหนดหลักเกณฑ์การจำแนกคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง โดยต้องคำนึงถึงความร้ายแรงของความผิด ความได้สัดส่วนของการกระทำ รวมทั้งผลกระทบต่อชาติและประชาชนด้วย โดยจะต้องทำให้เสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ได้แต่งตั้ง

(3) กำหนดมาตรการและหลักเกณฑ์การอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้ถูกดำเนินคดีอาญาที่เป็นผู้ให้ความจริงอันเป็นประโยชน์แก่การดำเนินงานของคณะกรรมการในคดีความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และแสดงความสำนึกเสียใจต่อผลของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น

(4) ดำเนินการจำแนกคดีอาญาตามหลักเกณฑ์ และกำหนดมาตรการอำนวยความยุติธรรมที่จะใช้กับผู้ถูกดำเนินคดีอาญาแต่ละรายตามเหตุผลหรือเงื่อนไขที่เหมาะสมกับประเภทของการกระทำและความผิด

(5) เสนอข้อมูลการจำแนกคดีอาญาและความเห็นในการใช้มาตรการในการอำนวยความยุติธรรมกับผู้ถูกดำเนินคดีอาญาแต่ละรายต่อพนักงานอัยการหรือศาลที่พิจารณาพิพากษาคดี โดยการเสนอดังกล่าวควรมีความเห็นของผู้เสียหายและผู้ถูกดำเนินคดีอาญาประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานอัยการได้รับเรื่องแล้ว ให้พนักงานอัยการเสนอความเห็นให้อัยการสูงสุดพิจารณามีคำสั่งต่อไป โดยให้ถือเอกข้อมูลการจำแนกคดีอาญาและความเห็นในการใช้มาตรการในการอำนวยความยุติธรรมตามเหตุผลหรือเงื่อนไขดังกล่าวเป็นคดีที่มีเหตุที่อัยการสูงสุดจะใช้อำนาจสั่งหรือไม่สั่งคดี
ให้ศาลรื้อคดีเดิมได้
มาตรา 20 ระบุว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีที่มีข้อหาความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองตาม พ.ร.บ.นี้ ให้ศาลพิจารณาความเห็นของคณะกรรมการมาตรา 18(5) ประกอบด้วย ถ้าศาลเห็นสมควรให้ศาลมีอำนาจพิพากษาว่าผู้กระทำความผิดมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองรายนั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญาได้ แม้ว่าโทษจำคุกที่ศาลจะกำหนดหรือได้กำหนดนั้นจะเกินกว่า 5 ปี หรือศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ และมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขอื่นหรือระยะเวลาเพื่อคุมความประพฤติผู้กระทำความผิด นอกเหนือไปจากที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้ตามที่เห็นสมควร หากศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีเห็นว่าผู้ถูกดำเนินคดีอาญารายใดไม่ควรรับโทษจำคุกหรือควรได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ ก็ให้ถือเป็นเหตุผลหรือเงื่อนไขที่มีเหตุอันควรปรานีหรือเหตุบรรเทาโทษแล้วแต่กรณี ตามประมวลกฎหมายอาญาสำหรับผู้ถูกดำเนินคดีอาญารายนั้น

ในกรณีที่คดีใดถึงที่สุดก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ เป็นคดีที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลอาจลดโทษ รอการกำหนดโทษ รอการลงโทษ หรือลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดได้ตามวรรคหนึ่ง เมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคล บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภรรยา ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ของผู้นั้น พนักงานอัยการหรือคณะกรรมการร้องขอให้ศาลมีอำนาจกำหนดเกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นเสียใหม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการเยียวยาโดยคณะกรรมการต้องดำเนินการ สำรวจปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการการเยียวยา และจัดทำฐานข้อมูลสถานะของการได้รับการเยียวยาของผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย รวมถึงทายาทผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บพิการ หรือทุพพลภาพ ผู้ที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และผู้ที่ถูกดำเนินคดีอันเกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และกำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม จัดทำรายงานความเห็นเกี่ยวกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสำหรับความเสียหายทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูสภาพจิตใจ พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะในการให้ความช่วยเหลือและการเยียวยาในคดีแพ่งแก่ผู้ได้รับผลกระทบและผู้เสียหาย

ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้ถูกนำเข้าไปสู่การหารือในการประชุม เตรียมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ในส่วนคณะกรรมการสร้างความปรองดอง ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนกระบวนการผลักดันผ่านเป็นกฎหมายในที่ประชุมสนช.ล่าสุดยังไม่มีกำหนดเข้าสู่วาระการประชุมแต่อย่างใด

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 84  ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด

ถ้าความผิดมิได้กระทำลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำ หรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ และถ้าผู้ถูกใช้เป็นบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ลูกจ้างหรือผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ใช้ ผู้ที่มีฐานะยากจน หรือผู้ต้องพึ่งพาผู้ใช้เพราะเหตุป่วยเจ็บหรือไม่ว่าทางใด ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้ใช้กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับผู้นั้น
มาตรา 107-112 อยู่ใน หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

มาตรา 107 ผู้ใดปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต
ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระ มหากษัตริย์หรือรู้ว่ามีผู้จะปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ กระทำ การใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 108 ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์ ผู้ กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต

ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ามีผู้จะกระทำการประทุษร้าย ต่อพระองค์หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ กระทำการใดอันเป็น การช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี

มาตรา 109 ผู้ใดปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือฆ่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต

ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์ พระราชินีหรือรัชทายาท หรือเพื่อฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือจะฆ่าผู้ สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี

มาตรา 110 ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้ สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือ จำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี

ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์หรือ ชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือ เสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะประทุษร้าย ต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือ ประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ สิบสองปีถึงยี่สิบปี

มาตรา 111 ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตาม มาตรา 107 ถึง มาตรา 110 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน, เว็บไซต์ข่าวสด, คมชัดลึก


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ย้อนรอยรัฐประหาร 13 ครั้ง นานแค่ไหนกว่าจะเลือกตั้ง คสช.ท้าชิงสฤษดิ์-ถนอม

ย้อนรอยรัฐประหาร 13 ครั้ง นานแค่ไหนกว่าจะเลือกตั้ง คสช.ท้าชิงสฤษดิ์-ถนอม

Posted: 12 Jan 2017 10:02 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ระหว่างที่ผู้คนคงกำลังลุ้นว่าการเลือกตั้งจะเกิดเมื่อไรแน่ เราชวนดูประวัติศาสตร์การรัฐประหารของไทย แต่ละยุคสมัยครองอำนาจกันนานเท่าไรกว่าจะจัดเลือกตั้ง น่าแปลกที่ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่กี่เดือน ไม่น่าเชื่อว่า คสช.ที่ทำรัฐประหารในยุคสมัยใหม่โลกหมุนไปไกลแล้วนั้นจะอยู่ยาวเป็นอันดับต้นๆ


คลิ๊กดูภาพขนาดใหญ่

หากนับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน อยู่ในอำนาจ 2 ปี 7 เดือน 22 วันแล้ว มีการขยาย “สัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” ออกไปเรื่อยๆ และจนขณะนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะคืนอำนาจและจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อไร

หากนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์เป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้ง แม้ คสช. จะทำรัฐประหารในวันที่โลกหมุนไปไกลและไม่น่าเชื่อว่าจะยังทำ(รัฐประหาร)ได้ แต่ คสช.กลับอยู่ในอำนาจยาวนานและทิ้งช่วงเวลาจัดการเลือกตั้งยาวนานเป็นอันดับ 3

อันดับหนึ่งคือ สมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ทำรัฐประหารครั้งที่สอง ในนาม “คณะปฏิวัติ” ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 จนกระทั่งจัดการเลือกตั้งในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 รวมระยะเวลา 10 ปี 3 เดือน 21 วัน

อันดับสองคือ “คณะปฏิวัติ” ของ จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ขึ้นกุมอำนาจเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 จนกระทั่งรัฐบาลถนอมถูกโค่นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นจึงมีการจัดเลือกตั้งเมื่อ 26 มกราคม 2518รวมใช้เวลา 3 ปี 2 เดือน 9 วัน

คสช.ยังอยู่ยาวแซง คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินนำโดย พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ ที่ใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน 2 วัน จึงจะจัดการเลือกตั้งครั้งแรก รวมทั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 4 วัน จึงจัดการเลือกตั้งครั้งแรก รวมถึงคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดยพล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่ใช้เวลา 1 ปี 28 วัน จึงจัดการเลือกตั้งครั้งแรก

ส่วนการรัฐประหารอื่นๆ อีก 8 ครั้งในประวัติศาสตร์นั้น คณะทหารมักอยู่ในอำนาจราว 1 – 4 เดือนเท่านั้นแล้วเร่งจัดการเลือกตั้ง หรือไม่เช่นนั้นก็ยังไม่ทันได้จัดเลือกตั้งแต่ถูกรัฐประหารซ้อนหรือทำรัฐประหารตัวเองเพื่อกระชับอำนาจเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ต้องเตือนสติกันไว้ด้วยว่า “การเลือกตั้งทั่วไป” ไม่ได้หมายความถึงการหลุดออกจากเงาของคณะรัฐประหาร ในอดีตที่ผ่านมา การเลือกตั้งหลังรัฐประหาร บางครั้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้กติกาหรือรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารร่างขึ้น และมักจบลงด้วยการที่รัฐบาลพลเรือนดังกล่าวถูกล้มล้างเนื่องจากกลไกกติกาที่ว่า หรือคณะรัฐประหารทำรัฐประหารซ้ำเสียเองเพื่อกระชับอำนาจ นอกจากนี้ยังมีหลายกรณีที่การเลือกตั้งเป็นเพียง “ฉากหน้า” เพราะมีการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนโดยผู้ทำรัฐประหาร เช่น กรณีเลือกตั้งเมื่อปี 2512 ที่ ส.ส. พรรคสหประชาไทย ยังคงรวมเสียงพรรคการเมืองต่างๆ ตั้งรัฐบาลผสมและหนุนจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

หรือกรณีเลือกตั้งปี 2522 ที่พรรคการเมืองต่างๆ หันไปสนับสนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทหารเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย หลัง พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารครั้งที่สอง และเมื่อ พล.อ.เกรียงศักดิ์ แถลงลาออกกลางสภาในเดือนมีนาคมปี 2523 ส.ส. ในสภาก็ยังคงเลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกและ รมว.กลาโหม ในเวลานั้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใด ส.ส. ก็ยังคงเลือก พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี การเมืองในช่วงนี้จนถึงปี 2531 ถูกเรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หากพิจารณาระยะเวลาการอยู่ในอำนาจของคณะรัฐประหาร 2 ชุดหลังสุด คมช.-คสช. จะพบว่า มีระยะเวลาการอยู่ในอำนาจ จนกว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งแรก ยืดเวลานานขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า รัฐประหารครั้งล่าสุดมีแนวโน้มต้องการเวลายาวนานในการจัดการสถานการณ์ทางการเมืองและจัดระเบียบโครงสร้างทางการเมืองใหม่หมดผ่านรัฐธรรมนูญ สาเหตุมาจากปัจจัยหลักที่พรรคของพลเรือนนั้นเข้มแข็งมากขึ้นอันเป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญ 2540 “ทักษิณ ชินวัตร” และพรรคของเขายังคงได้รับความนิยมจากคนรากหญ้าอย่างสูง แม้ถูกยุบพรรคหลายครั้งหรือนายกฯ ถูกปลดหลายคน เป็นโจทย์เสี้ยนหนามที่ต้องใช้เวลาบ่งอย่างประณีต

ในล้อมกรอบด้านล่าง เป็นการคัดเลือก 5 อันดับของคณะรัฐประหารไทยที่ใช้เวลาครองอำนาจสูงสุดกว่าจะจัดการเลือกตั้งพร้อมข้อมูลโดยสังเขป ใครจะรู้ว่าเราต้องอยู่กับ คสช.ยาวนานแค่ไหน และเรื่องราวจะย้อนยุคไปได้ไกลเพียงไร

คณะปฏิวัติ
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ – จอมพลถนอม กิตติขจร

รัฐประหารครั้งที่สอง เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 จัดเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหารเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2512 รวมแล้วใช้เวลา 10 ปี 3 เดือน 21 วัน กว่าจะจัดเลือกตั้งครั้งแรก

การรัฐประหารครั้งแรก “ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร”

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2550 โดยมีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร (ราชกิจจานุเบกษา, เล่มที่ 74 ตอนที่ 76 16 กันยายน 2500)

ผลของการรัฐประหารดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้นำรัฐบาลที่เคยมาจากคณะราษฎรสิ้นสุดบทบาทลงอย่างสิ้นเชิง มีการเชิญ พจน์ สารสิน เลขาธิการองค์การซีโต้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 กันยายน 2500 ต่อมาจัดเลือกตั้งในวันที่ 15 ธันวาคม 2500

ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า พรรคสหภูมิ ได้ ส.ส. มากที่สุดคือ 45 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด159 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. 39 ที่นั่ง โดยจอมพล สฤษดิ์ ได้แนะนำให้ พล.ท.ถนอม กิตติขจร (ยศในขณะนั้น) รองหัวหน้าพรรคพรรคชาติสังคมที่ได้ ส.ส. 9 ที่นั่ง ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ตั้งรัฐบาลขึ้นมา ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

รัฐประหารครั้งที่สองในนาม “คณะปฏิวัติ”

อย่างไรก็ตาม 20 ตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ ได้ทำการรัฐประหารอีกครั้ง โดยประกาศให้ยกเลิกพรรคการเมืองทั้งหมด ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และยกเลิกรัฐสภา พร้อมกับขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน (วิกิพีเดีย)

รัฐประหารครั้งนี้ถือว่า จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจตัวเองก็ได้ โดยในเดือนมกราคม มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจในตำแหน่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ มีรัฐธรรมนูญมาตรา 17 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีจัดการกับบุคคลที่ก่อความไม่สงบได้ทันที แล้วจึงค่อยแจ้งต่อสภา ทำให้ในช่วงที่จอมพลสฤษดิ์อยู่ในอำนาจ มีการใช้มาตรา 17 สั่งประหารชีวิตคนจำนวนมาก

กระทั่งภายหลังจอมพลสฤษดิ์ เสียชีวิตเมื่อ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 จอมพลถนอม กิตติขจร จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากจอมพลสฤษดิ์ โดยในที่สุดรัฐธรรมนูญที่ร่างมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ก็มีการประกาศใช้เมื่อ 20 มิถุนายน 2511 เป็น “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511” มีการจัดเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 รวมเวลานับตั้งแต่การรัฐประหารครั้งที่ 2 ของจอมพลสฤษดิ์เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 ถึงวันเลือกตั้งครั้งแรกกินเวลา 10 ปี 3 เดือน 21 วัน

โดยผลการเลือกตั้ง จอมพลถนอม ซึ่งไม่ได้ลงเลือกตั้ง แต่เป็นหัวหน้าพรรคสหประชาไทย ได้ที่นั่ง 74 ที่นั่ง ทำให้จอมพลถนอมรวมเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลตั้งรัฐบาลผสมและเป็นนายกรัฐมนตรีต่อสมัยที่สอง ส่วน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ที่นั่ง 55 ที่นั่ง เป็นแกนนำฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตามในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 จอมพลถนอมก็ทำรัฐประหารตัวเอง

คณะปฏิวัติ (ครั้งที่ 2)
จอมพลถนอม กิตติขจร

รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514 จัดการเลือกตั้งครั้งแรก 26 มกราคม 2518 รวมใช้เวลา 3 ปี 2 เดือน 9 วันกว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งครั้งแรก

หลังจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 และตั้งรัฐบาลที่จอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมา จอมพลถนอมก็ทำรัฐประหารตัวเองเมื่อ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 (ราชกิจจานุเบกษา) ยกเลิกรัฐสภา พรรคการเมือง และประกาศใช้กฎอัยการศึก ตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติ ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิกิพีเดีย)

จนกระทั่งรัฐบาลทหารของจอมพลถนอมถูกโค่นลงอันเป็นผลจากการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา กรรมกร ประชาชนเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เป็นแนวทาง ใช้เวลายกร่าง 3 เดือนก็เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับปรุงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2517 และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาและลงมติเห็นชอบเมื่อ 5 ตุลาคม 2517 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 (วิกิพีเดีย)

โดยหลังจากนั้นจึงมีการจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 โดยผลการเลือกตั้ง พรรคกิจสังคม ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค ได้ ส.ส. เพียง 18 ที่นั่ง สามารถรวมเสียงจากพรรคอื่นๆ เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีจำนวน ส.ส. มากที่สุดในสภาคือ 57 ที่นั่ง ต้องเป็นพรรคฝ่ายค้าน (วิกิพีเดีย)

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 2 ปี 7 เดือน 21 วัน ยังไม่จัดเลือกตั้ง

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถอดถอนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในคดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรเมื่อ 20 พฤษภาคม 2557 และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ระหว่างการเจรจา 7 ฝ่ายเพื่อหาทางออกทางการเมืองเป็นวันที่สองที่สโมสรกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศยึดอำนาจกลางที่ประชุม ในนามคณะรักษาความแห่งชาติ หรือ คสช. มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ยกเว้นหมวด 2 และต่อมามีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

โดยนับตั้งแต่ยึดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. เคยประกาศถึงโรดแมปในหลายโอกาส โดยครั้งแรกภายหลังการยึดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวในรายการ “คสช.คืนความสุขให้คนไทย” เมื่อ 30 พฤษภาคม2557 ระบุถึงโรดแมป คสช. ว่าระยะที่ 1 ช่วงแรกของการควบคุมอำนาจการปกครอง จะต้องดำเนินการในเรื่องปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด ใช้เวลา 2-3 เดือน ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว และร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เวลา 1 ปี และหากสถานการณ์เรียบร้อยปกติ ปฏิรูปสำเร็จ ปรองดอง สมานฉันท์กับทุกฝ่าย ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน ก็จะเริ่มดำเนินการก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 คือการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ที่ทุกพวกทุกฝ่ายพอใจ กฎหมายทันสมัยในทุกด้าน กฎระเบียบ กติกาต่างๆ ได้รับการแก้ไข ได้คนดี สุจริต มีคุณธรรม มาปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมาภิบาล (ประชาไท, 31 พ.ค. 2557) ซึ่งหากเป็นไปตามแผนที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นภายในเดือนสิงหาคม 2558

อย่างไรก็ตามโรดแมปของ คสช. ก็เลื่อนออกไปอีก โดยระหว่างการเยือนญี่ปุ่นปีเดือนกุมภาพันธ์ 2558 พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ NHKระบุว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยว่า หากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินไปด้วยความราบรื่น อาจทำให้การเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย มีขึ้นเร็วที่สุดปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 (ไทยรัฐ)

ต่อมาในวันที่ 6 กันยายน 2558 สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และต้องมีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดใหม่ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เลื่อนกำหนดวันเลือกตั้งไปอีก โดยกล่าวในวันที่ 27 กันยายน 2558 ว่า หากประชาชนลงประชามติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะร่างโดย กรธ. ดังกล่าว ก็จะดำเนินการยกร่างกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศการเลือกตั้งทั่วไปได้ภายในกลางปี 2560 (ประชาไท)

อย่างไรก็ตามภายหลังจากผ่านการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 ไปแล้ว และรอการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2559 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่หนึ่ง ระบุว่า กรอบเวลาการเลือกตั้งจะยืดออกไปอีก โดยอ้างถึงการทำงานของ สนช.ตลอดปี 2560 ว่าจะมีงานสำคัญคือการพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) จำนวน 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 50 ฉบับ รวมแล้วประมาณ 60 ฉบับ ซึ่งเป็นภารกิจและความรับผิดชอบของ สนช.ที่ต้องดำเนินการตามกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีมีมติเร่งรัดเป็นพิเศษอีก 41 ฉบับ รวมในส่วนนี้ทั้งหมดแล้วจะมีประมาณ 100 ฉบับ และยังมีกฎหมายที่อยู่ในบัญชีตามโรดแมปของคณะรัฐมนตรีอีกมากกว่า 100 ฉบับ ซึ่งตรงนี้เป็นภารกิจของ สนช.ทั้งหมดในปี 2560 ที่ต้องรับผิดชอบเพื่อออกกฎหมายเพื่อให้เป็นเครื่องมือกับรัฐบาลในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโรดแมปก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งประมาณกลางปี 2561 (มติชน)

ที่จริงแล้ว รัฐบาล คสช. สามารถจัดเลือกตั้งได้เร็วกว่าที่รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติระบุ เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ในบทเฉพาะกาล มาตรา 268 กำหนดให้ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส. ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ใน 10 ฉบับผ่าน ประกอบด้วย (1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ, ประชาไท, 29 มีนาคม 2559)

คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่

รัฐประหารครั้งที่สอง 20 ตุลาคม 2520 เลือกตั้งครั้งแรก 22 เมษายน 2522

ใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน 2 วัน เพื่อจัดเลือกตั้งครั้งแรก

คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารในช่วงเย็นหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี (วิกิพีเดีย)

ต่อมา พล.ร.อ.สงัด ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลธานินทร์อีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 โดยให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี (วิกิพีเดีย) และมีประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 ซึ่งธรรมนูญการปกครองฯ กำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภาและสภาร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับให้มีสภานโยบายแห่งชาติ ซึ่งมีฐานะเหนือกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี

สภานโยบายแห่งชาติสิ้นสุดลง เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ในเดือนธันวาคมปี 2521 แล้ว และหลังจากนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522  (วิกิพีเดีย) รวมระยะเวลาตั้งแต่รัฐประหารครั้งที่สองจนถึงวันที่จัดเลือกตั้งครั้งแรก ใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน 2 วัน หากนับตั้งแต่รัฐประหารครั้งแรก 6 ตุลาคม 2519 จนถึงวันที่จัดเลือกตั้งครั้งแรก จะใช้เวลา 2 ปี 6 เดือน 16 วัน

พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ยังคงได้รับเลือกจากสภาเป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งแถลงลาออกจากตำแหน่งกลางสภาเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 และสภาได้เลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ.เปรม ได้รับเลือกจากสภาอีกหลายสมัยจนถึง พ.ศ. 2531 ที่ได้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่สภาเลือกนายกรัฐมนตรีจากกองทัพนี้ ถูกเรียกว่ายุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เลือกตั้งครั้งแรก 23 ธันวาคม 2550

ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 4 วัน เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งแรก

คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการทักษิณ ชินวัตรเมื่อ19 กันยายน 2549 ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผลทำให้ต้องยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ

หลังรัฐประหารมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 แทน และมีการแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตองคมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการนำร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำมาลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550

โดยหลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ และมีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ต่อมาจึงมีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 รวมเวลานับตั้งแต่มีการรัฐประหาร จนถึงการจัดเลือกตั้งครั้งแรก ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 4 วัน

โดยผลการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นหลังการยุบพรรคไทยรักไทยในปี 2550 ได้ที่นั่ง ส.ส. มากที่สุดคือ 233 ที่นั่ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551

อย่างไรก็ตามยังคงเกิดวิกฤตทางการเมืองขึ้นต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคมมีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งกินเวลายาวนานถึง 193 วัน จนกระทั่งในวันที่ 9 กันยายน 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมัครขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะจัดรายการโทรทัศน์ “ชิมไปบ่นไป” และต่อมาในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ต้องมีการพลิกขั้วการเมือง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง 3 พรรคได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 (วิกิพีเดีย)

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)
พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์

รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 เลือกตั้งครั้งแรก 22 มีนาคม 2535

ใช้เวลา 1 ปี 28 วันเพื่อจัดเลือกตั้งครั้งแรก

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ฯลฯ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยรัฐบาลชาติชายเป็นรัฐบาลผสมมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งทั่วไป 24 กรกฎาคม 2531การยึดอำนาจครั้งนี้ใช้วิธีควบคุมตัวนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก รมช.กลาโหม จากเครื่องบินซี 130 ที่กำลังขึ้นบิน ที่สนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) ดอนเมือง ขณะเตรียมเดินไปทางเข้าเฝ้าถวายถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ (วิกิพีเดีย)

หลังรัฐประหาร มีการตั้งอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากยกเลิกสภาผู้แทนราษฎร ยังยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521นอกจากนี้ยังได้สั่งให้มีการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองที่เป็นคนสำคัญและมีชื่อเสียงหลายคนจากหลายพรรคการเมืองเพื่อจะยึดทรัพย์อีกด้วย

ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป 22 มีนาคม 2535 (วิกิพีเดีย) รวมใช้เวลา 1 ปี 28 วัน เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งแรก

ผลการเลือกตั้ง พรรคสามัคคีธรรมซึ่งทหารสนับสนุนจะได้ ส.ส. เป็นอับดัน 1 คือ 79 ที่นั่ง มีพรรคการเมือง 5 พรรค ได้แก่ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทยและพรรคราษฎร ซึ่งมี ส.ส. รวมกัน 195 เสียงเสนอชื่อณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่มีข่าวว่าสหรัฐอเมริกาเคยปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้กับณรงค์ เนื่องจากสงสัยมีการพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งกรณีดังกล่าวณรงค์ วงศ์วรรณปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แต่ภายหลังข่าวดังกล่าวพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรค จึงสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี จนเป็นสาเหตุทำให้ประชาชนเรียกร้องนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นชนวนของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535

หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 พล.อ.สุจินดา ได้แถลงลาออกจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พฤษภาคม 2535 และต่อมาอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ตัดสินใจเสนอชื่ออานันท์ ปันยารชุน ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 แทนที่จะเป็น พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย โดยอานันท์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองในวันที่ 23 กันยายน 2535 ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2535 ที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลผสม

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ชำนาญ จันทร์เรือง: เมื่ออำนาจรัฐใช้การไม่ได้

ชำนาญ จันทร์เรือง: เมื่ออำนาจรัฐใช้การไม่ได้

Posted: 07 Jan 2017 03:32 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ในสภาวการณ์ที่บ้านเมืองในปัจจุบันดูเหมือนจะสงบกว่าที่ผ่านๆมาเพราะรัฐมีอำนาจเด็ดขาดในการจัดการทั้งในด้านบริหารที่ไม่ต้องพะวักพะวนกับโควตารัฐมนตรีและม็อบต่างๆ มีอำนาจเด็ดขาดในด้านนิติบัญญัติในการออกกฎหมายจากสภานิติบัญญัติที่ไม่มีฝ่ายค้านให้กวนใจ และมีอำนาจในด้านตุลาการผ่านศาลทหารโดยตรงและผ่านศาลอื่นโดยอ้อมเพราะต้องพิจารณาคดีตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายและคำสั่งที่ออกโดย คสช.ที่เชื่อกันว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์ และที่สำคัญที่สุดคือมีมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯที่มีอำนาจครอบจักรวาลอยู่ในมือ แต่สถานการณ์บ้านเมืองที่แท้จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่เพราะยังมีบางกรณีที่อำนาจรัฐใช้การไม่ได้ คือ
1 ) กรณีวัดธรรมกาย

กรณีนี้ไม่ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานตำรวจแห่งจะทุ่มเทสรรพกำลังกำชับวงล้อมวัดพระธรรมกายเพื่อจับกุมหรือกดดันให้พระเทพญาณมุนีหรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสให้มอบตัวในคดีต่างๆซึ่งนับถึงปัจจุบันมีถึง 175 คดีรวมทั้งตั้งข้อหานายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายในข้อหายุงยง ปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งนายองอาจยังคงล่องหนหายตัวไป มีเพียงพระวิเทศภาวนาจารย์ รักษาการเจ้าอาวาสเดินทางไปยัง สภ.คลองหลวงเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงพระธรรมชโยและข้อหาอื่น รวม 19 คดีเท่านั้น

ซึ่งกรณีวัดธรรมกายนี้เป็นที่จับตาของหลายฝ่าย ทั้งจากฝ่ายที่อยากให้รัฐใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดเข้าดำเนินการให้สิ้นซาก เพราะด้วยเหตุความเชื่อที่ว่าธรรมกายไม่ใช่พุทธตามความเชื่อของตนเอง หรือด้วยเหตุที่เชื่อว่าวัดธรรมกายให้การสนับสนุนหรือได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกทักษิณ จึงจำเป็นต้องจัดการให้ได้โดยเร็ว

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นฝ่ายที่เคารพและศรัทธาคำสั่งสอนของพระธัมมชโย แต่ก็มีที่แอบเชียร์การขัดขืนของวัดธรรมกายโดยไม่ได้ศรัทธาต่อวัดธรรมกายแต่อย่างใด โดยแอบหวังลึกๆว่าหากวัดธรรมกายขัดขืนอำนาจรัฐในกรณีนี้ได้สำเร็จก็จะเป็นชนวนให้เกิดกรณีอื่นๆต่อไป

ในความเห็นของผมคิดว่าฝ่ายรัฐเองก็คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน เพราะหากจะใช้มาตรา 44 ตามที่หลายคนพยายามเสนอก็ไม่มีความแน่นอนว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ หรือหากใช้มาตรการที่รุนแรงก็อาจจะเกิดผลในทางลบหรือเกิดการลุกลามตามมา แต่หากปล่อยไปเช่นนี้ก็รังจะทำให้เสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล เพราะเปรียบเสมือนปล่อยให้มีรัฐอิสระเกิดขึ้นกลางกรุง
2) กรณีแฮ็กเกอร์แอโนนิมัส

กรณีนี้ก็ยุ่งยากเช่นกันเพราะเป็นการต่อสู้กับผู้ที่ไร้ตัวตนในสงครามไซเบอร์ที่เจาะผ่านช่องว่างของเว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐจนสามารถเปลี่ยนภาพหน้าเว็บเพจหรือล้วงข้อมูลออกมาได้ หรือแม้กระทั่งการใช้ระบบกด F5 พร้อมกันตามเวลานัดก็จะทำให้เว็บที่โดนเป็นอัมพาตไปเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีทีท่าว่าจะลุกลามไปยังสถาบันการเงินและเศรษฐกิจด้วย ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงตามมาเพราะความเชื่อมั่นที่มีต่ออำนาจรัฐจะหมดไปด้วยเหตุที่ว่าแม้แต่ข้อมูลของรัฐเองยังถูกแฮ็กได้ นับประสาอะไรที่รัฐจะเข้าไปควบคุมข้อมูลของภาคเอกชนหรือประชาชน

แน่นอนว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่หนักหนาสาหัสเพราะเป็นการรบที่นอกเหนือจากรูปแบบที่เราคุ้นเคยด้วยการสู้รบด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์แบบสมัยเดิมๆ แน่นอนว่าด้วยเทคโนโลยีที่รัฐไทยใช้ต่อสู้นั้นแทบจะเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นเริ่มต้นหรืออนุบาลเท่านั้นเอง แต่การโจมตีจากนักรบไซเบอร์พวกนี้เรียกว่าอยู่ในขั้นเทพหรือเซียนคอมพิวเตอร์ และรบโดยไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งสร้างความเสียหายมานักต่อนักแล้วทั่วโลก ขนาดสหรัฐอเมริกาที่ว่าแน่ๆยังถูกล้วงตับได้เป็นว่าเล่นจนต้องตั้งกองกำลังขึ้นมาต่อต้านเป็นการเฉพาะในระดับกองบัญชาการเลยทีเดียว

การจับกุมผู้ต้องหาบางคนได้พร้อมกับคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น(Network Security) อาวุธปืน กัญชา ฯลฯ (ซึ่งผมไม่เชื่อว่าแฮ็กเกอร์มืออาชีพเขาจะใช้กัน)นั้นไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป เพราะยังคงมีการปฏิบัติการกันอย่างต่อเนื่องและยิ่งหนักหน่วงขึ้นเมื่อมีการผ่าน พรบ.คอมพิวเตอร์ฯโดย สนช.ที่ไม่ใส่ใจในเสียงทักท้วงของผู้คนกว่า 360,000 รายชื่อและยังมีความพยายามที่จะออกกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ตามมาอีก
3) กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

กรณีนี้เป็นผลต่อเนื่องมาอย่างยาวนานและทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดกรณีปล้นปืนเมื่อปี 2547 แล้วอดีตนายกทักษิณปรามาสว่าเป็นพวก “โจรกระจอก” พร้อมกับเพิ่มกำลังทหารเข้าปราบปรามอย่างมากมาย แต่ยิ่งปราบยิ่งลุกลาม เหตุระเบิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ในบางพื้นที่เจ้าหน้าที่รัฐแทบจะเข้าพื้นที่ไม่ได้หากไม่มีกำลังคุ้มกัน ซึ่งก็ทำให้เห็นว่าอำนาจรัฐใช้การไม่ได้เป็นบางส่วน การพยายามตั้งครม.น้อยเข้าไปจัดการก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลอันใด แน่นอนว่าปัญหานี้ต้องใช้เวลาแต่ถึงจะใช้เวลามันก็ต้องมีระยะเวลาที่คาดว่าจะสิ้นสุด มิใช่ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เพราะเหตุว่าตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือนโยบายของรัฐเองนั่นแหละคือตัวปัญหา

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนที่อำนาจรัฐใช้การไม่ได้ บางท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อย่าลืมนะครับว่า การเป็นรัฐนั้นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการมีอำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์นั่นเอง แต่หากอำนาจรัฐบางส่วนใช้การไม่ได้ก็แสดงว่าอำนาจอธิปไตยนั้นไม่สมบูรณ์ เมื่ออำนาจอธิปไตยไม่สมบูรณ์มากๆขึ้นก็จะทำให้เกิดภาวะ “อนาธิปไตย(anarchy)” ซึ่งนำไปสู่การเป็น “รัฐล้มเหลว(failed state)” ได้

และเมื่อเป็นรัฐล้มเหลวก็ย่อมที่จะถูกแทรกแซงจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นองค์การสหประชาชาติหรือรัฐอื่นใด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนของเราอย่างแน่นอน

ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย(อปฺปมตฺตา น มียนฺติ) นะครับ

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม 2560


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉ.ใหม่ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉ.ใหม่ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

Posted: 07 Jan 2017 01:48 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 หมายเหตุแนบท้าย เพื่อให้สอดคล้องเพื่อเป็นการสืบทอดและธํารงรักษาไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี

7 ม.ค. 2560 จากเมื่อวันที่  29 ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้พิจารณา 3 วาระ ก่อนมีมติเอกฉันท์เห็นชอบการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

ล่าสุดวานนี้ (6 ม.ค.60) ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของสภานิตบิัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรี
ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ
นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษา ยังได้หมายเหตุ ระบุถึงเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ด้วยว่า โดยที่ตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น เป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งต่อมาได้เริ่มมีบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484 เป็นต้นมา สมควรบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อเป็นการสืบทอดและธํารงรักษาไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี ดังกล่าวโดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปาฐกถาสร้างแรงบันดาลใจแห่งปี ‘อังคณา นีละไพจิตร’ ผู้หญิง ความยุติธรรม ความทรงจำบาดแผล

ปาฐกถาสร้างแรงบันดาลใจแห่งปี ‘อังคณา นีละไพจิตร’ ผู้หญิง ความยุติธรรม ความทรงจำบาดแผล

Posted: 07 Jan 2017 06:02 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

“ราคาของความยุติธรรมที่ต้องแลกกับคราบน้ำตาและชีวิตของผู้คนมากมกาย ถึงวันนี้พิสูจน์ว่าความยุติธรรมไม่มีจริง”  “การรักษาความทรงจำคือการรักษาประวัติศาสตร์ และมันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ในสังคมที่เปิดให้การถกเถียงอย่างอิสระและเปิดเผยจะทำให้เกิดการเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีก” ฯลฯ

อังคณา นีละไพจิตร

สรุปปาฐกถาท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ หัวข้อ “ผู้หญิง ความยุติธรรมและความทรงจำบาดแผล” โดยอังคณา  นีละไพจิตร ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ วันที่ 7 ม.ค.2560

ปัจจุบันอังคณาดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตพยาบาลที่เริ่มต้นเคลื่อนไหวด้านนี้หลังจาก สมชาย นีละไพจิตร สามีผู้เป็นทนายความที่มีบทบาทเปิดโปงการซ้อมทรมานผู้ต้องหาในชายแดนใต้ถูกอุ้มหายไปในปี 2547 จากการเคลื่อนไหวด้านคดีและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสามี เธอได้ทำงานด้านนี้อย่างจริงจังในวงกว้างขึ้นเป็นลำดับ เธอเป็นประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และครอบครัวผู้ถูกทรมานและบังคับสูญหาย เธอมีบทบาทในส่วนนโยบายโดยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2550 เป็นกรรมาธิการแก้ปัญหาชายแดนใต้ ตั้งแต่ปี 2550-2557 ได้รับรางวัลมากมายจากทั้งในและต่างประเทศ

นอกเหนือจากภาพความเข้มแข็งของเธอ การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเองและคนอื่นๆ อย่างไม่ย่อท้อ น้อยคนนักที่จะรู้ว่า 12 ปีหลังการต่อสู้ในศาล เธอประสบกับ “ความพ่ายแพ้” ตามคำบอกเล่าของเธอ ไม่ใช่เฉพาะการตามหาความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม หากแต่ในชีวิตจริง หลังจากการหายตัวไปของสามี ผู้แวดล้อมคดีนี้ก็หายตัวและถูกสังหารอีก ไม่ว่าจะเป็นพยานลูกความของทนายสมชายที่ยืนยันการถูกซ้อมคนหนึ่งที่หายตัวไปจนปัจจุบัน ภรรยาของเขาก็ถูกยิงเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน ฯลฯ

อังคณาได้รับคัดเลือกเป็นองค์ปาฐกในปีนี้ในหัวข้อที่เธอตั้งขึ้นเอง ใช้เวลาพูดราว 1 ชั่วโมง เธอกล่าวเริ่มต้นถึงแรงบันดาลใจที่ได้จากท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภรรยาของนายปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองและมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยแต่กลับไม่เป็นที่รู้จักมากนักในสังคมไทย

“ในโอกาสครบรอบ 105 ปีชาตกาลของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ มันสำคัญมากในการทบทวนวรรณกรรมและการต่อสู้ของผู้หญิง ตัวดิฉันเองมีความภาคภูมิใจและชื่นชมตัวท่านอย่างมากในความกล้าหาญ ทรนง และไม่เคยก้มหัวให้กับอำนาจไม่ชอบธรรม โดยไม่ต้องการยศถาบรรรดาศักดิ์” อังคณากล่าว

เธอกล่าวด้วยว่าเมื่อมีโอกาสทำงานกับผู้หญิงมากขึ้น ทำให้เธอนึกถึงสิ่งที่ปรีดีเขียนถึงพูนศุขเมื่อครั้ง 10 วันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ปรีดีอธิบายเรื่องเกิดขึ้นให้ภรรยาฟังโดยลงท้ายในจดหมายว่า “การเมืองก็การเมือง ส่วนตัวก็ส่วนตัว” อังคณากล่าวว่าในฐานะของผู้หญิงในครอบครัวและผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เธอเข้าใจประโยคนี้ดีว่า เราไม่สามารถแยกความเป็นผู้หญิงในครอบครัวกับความเกี่ยวพันทางสังคมการเมืองได้ โดยเธอขอยืนยันความเชื่อนี้ผ่านการต่อสู้ของผู้หญิง 3 กลุ่มที่หลากหลายแต่เชื่อมร้อยด้วยความรักความเป็นธรรมที่ไม่ต่างกัน

“ระหว่างสู้พวกเธอต้องร้องไห้เจ็บปวด แต่ก็แปรเปลี่ยนบาดแผลความทรงจำเป็นพลังและมีความหวัง หลายครั้งพวกเธอต้องต่อสู้กับความกลัว แต่ด้วยความหวังจะเห็นความเป็นธรรมถูกสถาปนาขึ้นจึงทำให้ยังคงต่อสู้ต่อไป และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมาก

“อันที่จริงทั้งหญิงและชายก็ย่อมมีความทรงจำบาดแผลไม่ต่างกัน แต่เหตุผลที่อยากหยิบยกเรื่องผู้หญิงมาพูดเหตุผลหลายประการ ประการแรก ดิฉันคือผู้หญิง ประการที่สอง ดิฉันมีโอกาสเป็นพยานรู้เห็นความไม่เป็นธรรมหลายครั้งในประเทศนี้ และทำให้เห็นว่าแถวหน้าของผู้ทวงถามความเป็นธรรม ประชาธิปไตย คือ ผู้หญิง ประการสุดท้าย ผู้หญิงได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมนั้นในฐานะเหยื่อทางอ้อม แบกรับภาระทุกอย่างที่ตามมา

“แม้จะมายืนแถวหน้าแต่ขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีวิถีชีวิตความเป็นผู้หญิง หลายคนต่อสู้ขณะตั้งครรภ์ ประท้วงขณะให้นมบุตร ต้องดูแลลูกเล็ก ดูแลพ่อแม่ การเรียกร้องความยุติธรรมของผู้หญิงจึงซับซ้อนกว่าผู้ชาย และบางกรณีขณะที่ปกป้องผู้อื่น พวกเธอก็ยังเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว การถูกล่วงละเมิดทางเพศ”

แม่และยาย (ตัวแสบ ) ในอาร์เจนตินา สู้ 30 ปีไม่มีคำว่าสาย

อังคณาแบ่งกลุ่มผู้หญิงที่เธอจะพูดถึงเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้หญิงในครอบครัวเหยื่อที่ถูกซ้อมทรมานและบังคับสูญหายในอาร์เจนตินาในช่วงทศวรรษ 2500-2510 รัฐบาลอาร์เจนติน่ามีการปราบปรามฝ่ายซ้ายและคนหนุ่มสาวขนานใหญ่ ช่วง 3 ปีของการปราบปราม ประมาณการว่ามีผู้ถูกอุ้มหายมากกว่า 30,000 คน จนผู้คนเรียกขานเหตุการณ์นี้ว่า “สงครามสกปรก” แม่คนหนึ่งลุกขึ้นมาร้องถามว่าลูกของเธออยู่ที่ไหน ที่จัตุรัสกลางกรุงบูเอโนสไอเรสอย่างไม่ลดละ จากแม่คนเดียวก็มีแม่คนอื่นๆ มาสมทบด้วยมากมายกลายเป็นการชุมนุมทุกวันพฤหัส เกิดขึ้นอย่างยาวนานเพื่อไม่ให้สังคมลืมเหตุการณ์นั้น มีผ้าโพกศีรษะสีขาวเป็นสัญลักษณ์ ระหว่างประท้วงแม่บางคนก็ถูกอุ้มหายไปอีก และยายก็ออกมาทวงถามหาลูกสาวซึ่งออกมาทวงถามหาหลานอีกที

“มันเป็นความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย และความพ่ายแพ้ของครอบครัว ตลอดกว่า 12 ปีของการสู้คดี ยังมีโศกนาฏกรรมเกิดกับคนอีกมากมาย…ราคาของความยุติธรรมที่ต้องแลกกับคราบน้ำตาและชีวิตของผู้คนมากมกาย ถึงวันนี้พิสูจน์ว่าความยุติธรรมไม่มีจริง”  

หลังเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย กลุ่มแม่เริ่มเคลื่อนไหวในทางการเมือง ไม่ยอมรับค่าชดเชยจนกว่ารัฐบาลทหารของอาร์เจนตินาจะยอมรับผิด นอกจากนี้ยังเคลื่อนไหวยกเลิกกฎหมาย 2 ฉบับที่ทำให้ทหารพ้นผิด ฉบับหนึ่งระบุระยะเวลาฟ้องคดีเพียง 60 วันหลังเกิดเหตุ ส่วนอีกฉบับคุ้มครองทหารระดับกลางและระดับล่างให้ไม่ต้องรับผิดในการละเมิดประชาชนเพราะเป็นการทำตามคำสั่ง ต่อมาปี 2549 ศาลสูงตัดสินว่ากฎหมายทั้งสองฉบับขัดต่อรัฐธรรมนูญ การไต่สวนคดีจึงเริ่มต้นอีกครั้งหลังเหตุการณ์ผ่านไป 22 ปี สุดท้ายก็สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ มีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้สูญหาย รวมถึงนำกระดูกบางส่วนคืนครอบครัว กลุ่มแม่ส่วนใหญ่ยุติบาทบาทแต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงชุมชนทุกวันพฤหัสเพื่อพูดถึงประเด็นทางสังคมอื่นๆ เรื่อยมา

 การบังคับสูญหายในประวัติศาสตร์ไทย และ 82 กรณีที่รัฐบาลตอบไม่ได้

สำหรับในประเทศไทย ปี 2490 มีการบันทึกว่า การบังคับสูญหายถูกนำมาใช้เพื่อจัดการความเห็นต่างทางการเมือง ตั้งแต่กรณีนายเตียง ศิริขันธ์ และหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ หลังปี 2490 วิธีการนี้ถูกเว้นวรรคไป ปรากฏอีกครั้งกลางทศวรรษ 2500 ในยุคที่ทหารไทยทำสงครามปราบคอมมิวนิสต์ ในพัทลุงมีรายงานการสูญหายของบุคคลจำนวนมาก จนชาวบ้านสร้างอนุสรณ์สถาน “ถังแดง” รำลึกผู้ถูกอุ้มฆ่าเวลานั้น หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาเรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 2530 ในปี 2534 นายทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานและสมาชิกวุฒิสภาก็หายตัวไป ต่อมาปี 2535 มีรายงานผู้สูญหายจำนวนมากในเหตุการณ์พฤษภาเลือด จนถึงทศวรรษ 2540-2550 ภายใต้นโยบายสงครามยาเสพติดและการปราบปรามการก่อการร้ายในภาคใต้ก็มีผู้สูญหายอีกจำนวนไม่น้อย คณะกรรมการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ ระบุว่าตั้งแต่ปี 2530-ปัจจุบัน มี 82 กรณีที่รัฐบาลไทยไม่สามารถชี้แจงสถานะและที่อยู่ของผู้สูญหายได้

ความทรงจำบาดแผลของครอบครัว นีละไพจิตร-บิลลี่-แม่เฒ่าลาหู่

ในความทรงจำของครอบครัว อังคณาหยิบยกโควทคำพูดของครอบครัวเหยื่อหลายกรณี โดยเริ่มต้นจากประทับจิตร ลูกสาวของเธอเองที่เคยบอกเล่าความรู้สึกไว้ว่า ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา เรารู้สึกถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะเสียงเล็กๆ ของครอบครัวเราไม่เคยได้ยินถึงหูผู้มีอำนาจ เขาต้องการให้เรากลัว ปิดปากเงียบ…เราบอกตัวเองเสมอว่า เราต้องมีชีวิตที่ดี ช่วยเหลือสังคมเพื่อพิสูจน์ว่าพ่อเราไม่ใช่คนผิด…เราไม่อยากทำร้ายคนที่ทำร้ายพ่อ แต่อยากบอกกับเขาว่า เราไม่กลัวและเราจะมีชีวิตที่ดีเพื่อช่วยเหลือคนอื่น

พิณนภา พฤษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ รักจงเจริญ หนุ่มชนเผ่ากะเหรี่ยง บ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ผู้เคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่ถูกอุ้มหายไปเคยพูดว่า พอบิลลี่หายไป ชีวิตเปลี่ยนไปมาก ต้องเลี้ยงดูลูก 5 คนกับพ่อแม่ที่อายุมาก ชีวิตเหมือนกลายเป็นอีกคน จากไม่เคยเข้าเมือง ตอนนี้เพื่อเดินทางไปทุกที่เพื่อหาความยุติธรรม อยากฝากถึงรัฐบาลว่า อย่าปล่อยให้คนทำผิดลอยนวลได้ไหม ช่วยนำคนไม่ดีมารับโทษทางกฎหมายได้ไหม เพื่อไม่ให้พวกเขาไปทำผิดต่อคนอื่นอีก

ครอบครัวชาวมลายูมุสลิมที่ถูกบังคับสูญหายรายหนึ่งเล่าว่า ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับผู้ชายมาก แต่เมื่อไม่มีหลักฐานว่าเขาเสียชีวิต เธอจึงไม่มีโอกาสจัดพิธีศพ ลูกๆ ก็ไม่ได้รับทุนการศึกษา ครอบครัวอยู่อย่างยากลำบาก หวาดกลัว ไม่เห็นอนาคต

แม่เฒ่าชาวลาหู่เคยเล่าว่า เธอนั่งรอลูกชายหน้าบ้านทุกวัน ทุกวันนี้ยังคิดว่าลูกจะกลับมา...”พวกเขามีอำนาจ พวกเขาคิดว่าเราเป็นคนผิด คิดว่าเราขายยาเสพติด แม้แต่แจ้งความฉันก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีสัญชาติ ทั้งที่อยู่ที่นี่มานาน ฉันโกรธและเผาพริกเผาเกลือแช่งพวกเขาทุกวัน”

อังคณากล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐพยายามสร้างความเคลือบแคลงในตัวผู้สูญหายแทนที่จะพยายามตามหาพวกเขา หลังคนคนหนึ่งหายไปมักเกิดข่าวลือมากมาย ทำให้สาธารณชนคิดว่า เป็นคนไม่ดี และมีเพียงทนายสมชายคดีเดียวที่ถูกนำขึ้นการพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม แต่ท้ายที่สุดเมื่อต่อสู้มาเกือบ 13 ปี ศาลฎีกายกฟ้องจำเลยตำรวจ 5 คน และตัดสิทธิ์ครอบครัวในการฟ้องร้องแทนผู้เสียหาย เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าสมชายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจนไม่สามารถฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง

“มันเป็นความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย และความพ่ายแพ้ของครอบครัว ตลอดกว่า 12 ปีของการสู้คดี ยังมีโศกนาฏกรรมเกิดกับคนอีกมากมาย ตำรวจที่เป็นจำเลยที่หนึ่งที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 3 ปีหายสาบสูญ ลูกความคนหนึ่งที่เป็นพยานในคดีซ้อมทรมานก็หายสาบสูญ ภรรยาของเขาถูกยิงเสียชีวิตไล่เลี่ยกัน ทิ้งลูกเล็ก 2 คนไว้ตามลำพัง อีก 2 คนที่เป็นพยานว่าถูกซ้อม ก็ถูกแจ้งข้อหาให้การเท็จ…และหนึ่งในนั้นหายสาบสูญไป

“ราคาของความยุติธรรมที่ต้องแลกกับคราบน้ำตาและชีวิตของผู้คนมากมกาย ถึงวันนี้พิสูจน์ว่าความยุติธรรมไม่มีจริง”

ชาวบ้านวังสะพุง-กรณ์อุมา ภรรยาเจริญ-แม่และเมียกรณีตากใบ

อังคณากล่าวถึงกลุ่มผู้หญิงกลุ่มที่ 2 นั่นคือ กลุ่มผู้หญิงปกป้องสิทธิชุมชน โดยยกตัวอย่างกรณีวังสะพุง จังหวัดเลยซึ่งต่อสู้กับเหมืองทองคำ ชาวบ้านกังวลผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่และเคลื่อนไหวต่อต้านการตั้งเหมือง มีการรวมกลุ่มห้ามรถขนสารพิษผ่านชุมชน มีผู้หญิงเข้าร่วมทุกกระบวนการเคลื่อนไหว วันที่ 15 พ.ค. 2557 ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธบุกพื้นที่ชาวบ้าน เหตุการณ์วันนั้นผู้หญิงเผชิญกับความรุนแรงมากขึ้น แม่คนหนึ่งบอกว่า…. “เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง เราผ่านความตายมาแล้ว วันนั้นเด็กผู้หญิงโดนจับมัด ถูกข่มขู่ว่าจะเอาไปข่มขืน ไม่มีตำรวจมาช่วย พวกเขาบอกว่าเราขัดขวางการพัฒนา แต่ไม่คิดว่าเรากำลังปกป้องภูเขา ป่าไม้ และทรัพยากรของเรา ฉันถูกฟ้องคดีกว่ายี่สิบคดี ถูกฟ้องค่าเสียหายกว่าพันล้านบาท”

อังคณากล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ทำให้การต่อสู้ของผู้หญิงมีความซับซ้อนขึ้น ต้องหาเงินทุนประกันตัวเอง จ้างทนายความ แม้แต่การเดินทางไปศาลแต่ละครั้งก็ต้องหาค่าใช้จ่าย ขณะที่มีภาระต้องดูแลครอบครัวด้วย แม้ศาลยุติธรรมจะเป็นความหวัง แต่ไม่นานนี้ศาลปกครองก็เพิ่งยกฟ้องคดีพิพาทที่ชาวบ้าน อ.วังสะพุง จ.เลย ฟ้องรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย หลังคำพิพากษาชาวบ้านถึงกับร่ำไห้ ตัวแทนกลุ่มแม่ ชาวบ้านบอกว่า น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ใช่น้ำตาของผู้แพ้ มันเครียด มันน้อยใจ คนมีอำนาจเขามองไม่เห็น…..”

เธอยังหยิบยกกรณีของแม่สมปอง เวียงจัน แม่ค้าแกนนำกลุ่มชาวบ้านปากมูนที่ต่อสู้เรื่องเขื่อนปากมูลเคยกล่าวไว้ว่า “ฉันสู้มา 30 ปี ตอนสู้ใหม่ๆ เขาไม่เห็นเราเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ เราหยุดไม่ได้ เราหยุดเราก็ตาย ผู้หญิงมีบทบาทหลักในครอบครัว ถ้าทรัพยากรหายเราก็อยู่ไม่ได้ ฉันถูกฟ้องร้องนับสิบคดี”

ไม่ต่างจากกระรอก กรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยานักต่อสู้เจริญ วัดอักษร แห่งกลุ่มอนุรักษ์บ่อนอก จ.ประจวบฯ เคยกล่าวว่า 11 ปีของการติดตามคดีเจริญ เราได้เรียนรู้ว่า กระบวนการยุติธรรมไม่มีวันเอื้อมมือไปถึงคนจ้างวานฆ่าได้ ถ้าทำให้คนฆ่าตายไปก่อนจะพิพากษา เราคาดหวังกับกระบวนการยุติธรรมได้ยากเต็มที…ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่จะมีอยู่จริงได้ยังไง ถ้าแย่งมาจากคนเล็กคนน้อย เพราะชาติประกอบด้วยชุมชนเล็กๆ จำนวนมาก ถ้าชุมชนเข้มแข็งชาติจึงจะเข้มแข็ง

กลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่ 3 อังคณาหยิบยกกรณีผู้หญิงที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากเหตุการณ์ตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2547 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 78 คนว่า ในวันฉลองวันสิ้นสุดของรอมฎอนในปีนั้น เด็กหนุ่มหลายคนกลับถึงบ้านวันถัดมาด้วยสภาพปราศจากลมหายใจ หากมีโอกาสสัมผัสชีวิตบรรดาแม่ๆ เหล่านั้นจะพบว่าพวกเธอเป็นผู้กุมอนาคตสังคมมลายูมากกว่าผู้ชายเสียอีก เธอเลี้ยงดูครอบครัวและทำหน้าที่หลักในการทวงถามความยุติธรรมด้วย น่าเสียดายที่ไม่ค่อยเห็นพวกเธอในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางการเมืองที่มีอำนาจตัดสินใจ หนึ่งในนั้นเคยตอบคำถามว่าทำไมครอบครัวกรณีตากใบจึงไม่ฟ้องร้องรัฐ คำตอบก็คือ “ถึงฟ้องไปเราก็ไม่มีทางชนะรัฐได้หรอก แต่เราอยากจะบอกว่าถึงแม้เราไม่ฟ้องคดีในศาล เราก็รู้ว่าใครผิด ใครต้องรับผิดชอบ เราเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าเท่านั้นที่จะให้ความยุติธรรมได้ ทุกวันนี้รัฐยังมองเราเป็นโจร ทุกปีของเดือนรอมฎอนเรายังคงคิดถึงลูกหลานของเรา หลายครอบครัวยังคงร้องไห้ เราไม่เคยลืม แม้รัฐให้เงินเยียวยา แต่เงินไม่ได้ทำให้เราลืมเรื่องที่เกิดขึ้น”

อังคณากล่าวว่า บางคนอาจมองว่าความยุติธรรมเกี่ยวพันโดยตรงกับความประชาธิปไตย แต่ประสบการณ์ของเธอพบว่า การละเมิดสิทธิ์เกิดทั้งภายใต้รัฐบาลทหารและพลเรือน แต่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้เป็นอิสระ เข้าถึงการตรวจสอบมากกว่ารัฐบาลทหาร และประชาชนจะไม่หวาดกลัวในการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐ

เธอกล่าวอีกว่า ความยุติธรรมนั้นสำหรับเหยื่อหมายถึงการได้รับโทษของคนที่กระทำผิด การชดใช้เยียวยา และการสร้างหลักประกันว่าเหตุการณ์จะไม่เกิดซ้ำอีก ซึ่งต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้ประชาชนตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปทหาร ปฏิรูปความมั่นคง การที่เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิของประชาชนแล้วไม่ต้องรับโทษ ทำให้เกิดวัฒนธรรมไม่ต้องรับผิดหรือการปล่อยคนผิดให้ลอยนวล ในประเทศไทยเรามักเรียกร้องให้เหยื่อให้อภัยแล้วลืมเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยรัฐและสังคมไม่สนใจแสวงหาความจริง ไม่แสวงหาความยุติธรรมไม่เผชิญหน้ากับอดีต ไม่มีการจับคนผิด ไม่มีการปฏิรูปกฎหมายและความมั่นคง การเยียวยาที่รัฐให้เป็นเหมือนการสงเคราะห์ หลายครั้งการเยียวยายังมีการทวงบุญคุณกับครอบครัว การบังคับให้สัญญาว่าจะไม่ฟ้องร้องอีก นั่นจึงไม่ใช่การคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ครอบครัวเหยื่อ แต่คือการซ้ำเติม การให้การชดเชยด้วยเงินจำนวนมากไม่อาจรับประกันได้ว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก การรักษาความทรงจำของการละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงเป็นเรื่องสำคัญในการรักษาความจริงที่เกิดขึ้น และทำให้การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมดำรงอยู่

“การรักษาความทรงจำคือการรักษาประวัติศาสตร์ และมันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ในสังคมที่เปิดให้การถกเถียงอย่างอิสระและเปิดเผยจะทำให้เกิดการเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีก” เธอกล่าวและว่า ส่วนเหยื่อถ้าไม่ได้รับการฟื้นฟู เหยื่อจะกลายมาเป็นผู้ใช้ความรุนแรงในภายหลัง การบันทึกประวัติศาสตร์ความทรงจำของผู้แพ้ แม้ขมขื่น แต่เรื่องราวของพวกเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

“การเรียกร้องการให้อภัย ถ้าคนทำผิดไม่เคยแสดงออกซึ่งการสำนึกผิดในสิ่งที่ทำ การให้อภัยย่อมไม่เกิดขึ้นและไม่เกิดผลในการเปลี่ยนแปลง หนำซ้ำยังทำให้มีการกระทำผิดซ้ำซาก การขอโทษและการยอมรับต่อสถานะ ต่อข้อเท็จจริง และการรับผิดชอบ เป็นการชดใช้รูปแบบหนึ่งต่อเหยื่อที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่นเดียวกับการลงโทษผู้กระทำผิดก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง การขอโทษ การยอมรับผิดสำคัญมาก การที่สาธารณะได้รับรู้ความทุกข์ทรมานของพวกเขา และความจริงเกี่ยวกับผู้กระทำผิดเป็นขั้นตอนสำคัญในการนำไปสู่การปรองดองอย่างยั่งยืน”

“ความหวังเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผู้หญิงยืนหยัดต่อสู้กับการปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยไม่หวาดกลัว พร้อมเผชิญหน้า เพื่อสร้างแบบอย่างการต่อสู้ของคนสามัญ คนสามัญที่อาจไม่มีใครรู้จัก คนเล็กๆ แต่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้คนมากมาย คนที่ใช้ความทุกข์ยากของตนเองเป็นดั่งเม็ดกรวดเม็ดทรายปูทางสู่ชีวิตที่ดีกว่าของคนรุ่นต่อไป คนที่ไม่ท้อถอย ไม่ยอมแพ้ ไม่ก้มหัวให้อำนาจอันไม่เป็นธรรม เราทุกคนจึงควรขอบคุณพวกเขาร่วมกัน”


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน