ผ่านมา 5 ปี มีคำสั่งพักราชการ “ร้อยเอก” สั่งซ้อมพลทหารวิเชียร

ผ่านมา 5 ปี มีคำสั่งพักราชการ “ร้อยเอก” สั่งซ้อมพลทหารวิเชียร

Posted: 06 Jan 2017 01:26 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อิศรารายงาน แหล่งข่าวระดับสูงจากค่ายกัลยาณิวัฒนา ระบุได้มีคำสั่งพักราชการ ร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ ผู้สั่งทำโทษพลทหารวิเชียรจนเสียชีวิต ย้ำจะพักราชการจนกว่าคดีความจะสิ้นสุด หากผิดจริงจะปลดออกจากราชการ แต่ถ้ายกฟ้องก็ต้องคืนความเป็นธรรม

ภาพจากเฟซบุ๊กส่วนตัวของ นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2560 สำนักข่าวอิศรา ได้รายงานถึงกรณีการสั่งพักราชการ  ร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ นายทหารที่สั่งทำโทษพลทหารวิเชียร เผือกสม ด้วยการซ้อมทรมานจนเสียชีวิตในค่ายทหาร เมื่อปี 2554 สืบเนื่องมาจาก นริศวัลถ์ แก้วนพรัตน์ หลานสาวพลทหารวิเชียรได้โพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2560 ซึ่งระบุว่า ได้มีคำสั่งพักราชการ ร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ เรียบร้อยแล้ว โดยให้งดจ่ายเงินรายเดือนและค่าเช่าบ้าน ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้ สั่ง ณ วันที่ 29 ธ.ค.2559 และระบุด้วยว่า รู้สึกได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง เหมือนเป็นของขวัญปีใหม่ที่ได้รับจากกองทัพบก และกระทรวงกลาโหม

สำนักข่าวอิศราได้สอบถามกรณีคำสั่งพักราชการดังกล่าว ไปยังนายทหารระดับสูง จากค่ายกัลยาณิวัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นต้นสังกัดของร้อยเอกภูริ โดยแหล่งข่าวคนดังกล่าวระบุว่า กองทัพบกได้สั่งพักราชการ ร้อยเอกภูริ แล้วจริงตามที่เป็นข่าว และจะพักราชการไปจนกว่าคดีจะสิ้นสุด หากศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริง ก็ต้องออกราชการ แต่ถ้าพิพากษายกฟ้อง ก็ต้องคืนความยุติธรรมให้

ผู้สื่อข่าวประชาไท รายงานเพิ่มเติ่มว่า พลทหารวิเชียร จบการศึกษาในระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในขณะที่ศึกษาได้บวชเป็นพระ และหลังจากจบการศึกษาเมื่ออายุ 25 ปี ได้ลาสิกขาแล้วเข้าสมัครเป็นทหารเกณฑ์  แต่หลังจากเข้าเป็นทหารเกณฑ์ที่กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือค่ายปิเหล็ง ได้ไม่นานเขาก็ถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2554

สำหรับการไต่สวนชี้มูลผู้กระทำความผิด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ได้เผยผลการไต่สวนเมื่อปี 2558 ว่า พลทหารวิเชียร เสียชีวิตจากการสั่งทำโทษของร้อยเอกภูริ (ยศขณะนั้นคือร้อยโท) กับพวกรวม 10 คน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และประมวลกฎหมายอาญาทหาร พร้อมส่งสำนวนคดีให้อัยการทหารพิจารณา ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ส่งเรื่องให้กองทัพบกสั่งพักราชการ

โดยก่อนหน้านี้ได้มีการสั่งพักราชการนายทหารคนอื่นๆ ไปทั้งหมดแล้ว แต่สำหรับร้อยเอกภูริ กลับยังไม่ถูกสั่งพักราชการพร้อมกับนายทหารคนอื่นๆ จนทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการที่ร้อยเอกภูริ มีบิดาเป็นอดีตนายพลหรือไม่

สำหรับ นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ เพิ่งได้การยกย่องเป็นบุคคลแห่ง 2016 โดยประชาไท เธอเริ่มต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับการเสียชีวิตของน้าชายตั้งแต่ปี 2554 จนถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยร้อยเอกภูริ เมื่อปีที่ผ่านมา ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมขณะปฎิบัติหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยได้รับหมายเรียกตัวเพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในกรณีใกล้เคียงกันคือ การเสียชีวิตของพลทหารทรงธรรม หมุดหมัด ซึ่งถูกสั่งทำโทษจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2559 ที่ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา โดยการสั่งทำโทษของ ร.ต.ภัฏณัท เลิศชัยกุล รวมกับพวก 6 คน ซึ่งต่อมาวันที่ 19 ต.ค. 2559 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหาร  โดยระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด ร.ต.ภัฏณัท เลิศชัยกุล สังกัดกองทัพบก ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2559 ซึ่งเป็นวันที่มีคําสั่งปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทําความผิดวินัยทหารฐานขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายและการขัดคําสั่งนั้นเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดํารงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2

ประกาศ ณ วันที่ 7 ต.ค. พ.ศ.2559 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

วิษณุยันเดินโรดแมป นับหนึ่งเมื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมาและประกาศใช้

วิษณุยันเดินโรดแมป นับหนึ่งเมื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมาและประกาศใช้

Posted: 06 Jan 2017 01:50 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วิษณุหวัง สนช.ไม่พูดเลื่อนเลือกตั้งอีก เหตุสร้างความเข้าใจผิด ยันเดินโรดแมป ระบุบัดนี้เกิดกรณีที่ในหลวงรัฐกาลที่ 9 สวรรคต ทุกอย่างเลื่อนไป เราจึงนับไม่ถูก ตอบไม่ถูก ชี้นับ 1 เมื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมาและประกาศใช้

6 ม.ค. 2560 จากกรณี สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาระบุว่า อาจจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 นั้น วันนี้  สำนักข่าวไทยและผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโรดแมปของรัฐบาลว่า หาก สนช. เป็นคนพูดก็คงต้องไปถาม สนช. เพราะตนจะตอบอะไรในส่วนนี้ไม่ได้ แต่คิดว่า สนช. คงไม่พูดอีกแล้ว เพราะเมื่อพูดก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

วิษณุ กล่าวว่า สำหรับรัฐบาล ทุกคนเห็นตรงกันว่า ต้องเดินไปตามโรดแมปที่มีความชัดเจน ทั้งลำดับขั้นตอน การทำงาน และช่วงเวลาของแต่ละขั้นตอน

“โรดแมปคืออย่างนี้ และก็ยังเป็นเช่นนี้ เพียงแต่เมื่อหลายเดือนก่อนรัฐบาล บอกว่า การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2560 เพราะมองด้วยสมมติฐานที่ว่าได้ทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 คิดว่าน่าจะได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯลงมาในเดือน พ.ย. 2559 แล้วประกาศใช้ต่อไป ถ้าเป็นอย่างนั้นการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นได้ในปี 2560 แต่บัดนี้เกิดกรณีที่ในหลวงรัฐกาลที่ 9 สวรรคต ทุกอย่างเลื่อนไป และจนถึงวันนี้ยังไม่มีพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมา เราจึงนับไม่ถูก ตอบไม่ถูก” วิษณุ กล่าว
วิษณุ กล่าวว่า หากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เมื่อใด ตามขั้นตอนต่อไป จะเป็นการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ซึ่งจะใช้เวลา 240 วัน จากนั้น จะเข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาของ สนช. ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 2 เดือน  หากมีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็จะมีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อีกประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลฯ ฉบับที่มีการจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนนี้จะมีระยะเวลา 90 วัน
“เมื่อมีการประกาศใช้ กระบวนการเลือกตั้งจึงเริ่มต้นกันได้ ภายใน 1 – 5 เดือน ดังนั้น ยังไม่สามารถนับ 1 ได้เพราะ ยังไม่ได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมา” วิษณุ กล่าว
ต่อกรณีคำถามที่ว่าที่ สนช. ระบุว่า ต้องเลื่อนเลือกตั้งไปปี 61 นั้น เพราะมีกฎหมายต้องพิจารณาอยู่อีกมากกว่า 100 ฉบับ  วิษณุ กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศจะพิจารณากฎหมายให้มากขึ้น และกฎหมายในเชิงปฏิรูปก็ถึงเวลาที่จะนำมาพิจารณาในช่วงนี้ แต่การพิจารณากฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่ สนช. จะต้องไปพิจารณาเวลาเอาเอง เพราะรัฐบาลได้เพิ่มจำนวน สนช. ให้แล้วจากมีลาออกไปบ้าง แต่ในโอกาสต่อไปก็คงจะแต่งตั้งเพิ่มเติม

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘จตุพร’ อาลัยผ่านลูกกรงถึง ‘ธีรวัฒน์ บุญอยู่’ ผู้ปราศรัยคนแรกหน้าราม พฤษภา35

‘จตุพร’ อาลัยผ่านลูกกรงถึง ‘ธีรวัฒน์ บุญอยู่’ ผู้ปราศรัยคนแรกหน้าราม พฤษภา35

Posted: 06 Jan 2017 03:35 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

จตุพร ปล่อยคำไว้อาลัยผ่านลูกกรง ถึง ‘ธีรวัฒน์ บุญอยู่’ พิธีกรพีซทีวีที่เพิ่งเสียชีวิตด้วยอาการป่วย ระบุเขาเป็นผู้ปราศรัยในวันที่ 19 พ.ค.35 ที่หน้าม.รามเป็นคนแรก เข้ามาร่วมรับผิดชอบหลักศูนย์ปราบโกงฯ มีจุดยืนเคียงข้างประชาชนผู้ทุกข์ยาก

6 ม.ค. 2560 จากกรณีที่ ธิดา โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เปิดเผยสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ธีรวัฒน์ บุญอยู่ พิธีกรรายการ “ฟังความรอบด้าน” ทางสถานีโทรทัศน์พีซทีวี ได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ด้วยอาการป่วยเรื้อรังเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมีแผลในช่องท้อง โดยอาการเริ่มแสดงออกชัดเจน เมื่อ 2 – 3 วันที่ผ่านมา มีเลือดไหลออกตามร่างกาย และมีอาการหนักมาตลอด จนต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสิรินธร ย่านอ่อนนุช 90 และเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

วันนี้ (6 ม.ค.60) จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. จำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ซึ่งถูกถอนประกันตัวและถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งระบุว่าพูดและบันทึกผ่านลูกกรง เผยแพร่ “คำไว้อาลัย จากพี่ตู่ ถึง ธีรวัฒน์ บุญอยู่” ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์‘ โดย มีรายละเอียดดังนี้
คำไว้อาลัย จากพี่ตู่ ถึง ธีรวัฒน์ บุญอยู่

กว่า 25 ปีที่วัฒน์มาเป็นน้องร่วมอุดมการณ์ที่รามคำแหง ซึ่งขณะนั้นพี่ทุกคนต่างเห็นแววความสามารถวัฒน์ ว่าเป็นคนครบเครื่องคนหนึ่ง ที่คิดเป็น ทำเป็นแก้ปัญหาเป็น เป็นนักปราศรัยที่ดีมากคนหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีความสามารถทางกีฬา ดนตรี ที่สำคัญมีจุดยืนเคียงข้างประชาชนผู้ทุกข์ยาก

ในเหตุการพฤษภาทมิฬ วัฒน์เป็นผู้ปราศรัยในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 ที่หน้ารามเป็นคนแรก ผมเป็นคนที่สองหลังจากที่ตัดสินใจกับเพื่อนๆใช้รามคำแหงเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายฝ่ายประชาชน จึงมอบหมายให้วัฒน์ไปทำหน้าที่ และได้ทำเป็นอย่างดีจนจบในสมรภูมินั้น นอกจากนี้ยังมีการต่อสู้ในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก หลายปีที่ผ่านมาวัฒน์กลับบ้านที่โคราชไปทำงานตามวิถีชีวิตและยึดมั่นในแนวทางที่ถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง

หลายเดือนที่ผ่านมาวัฒน์โทรมาหาบอกว่าจะขอมาทำงานด้วย ผมบอกว่าพร้อมวันไหนให้มาได้ทันที ซึ่งเขาเข้ามาจัดรายการข่าว ฟังความรอบด้าน รับผิดชอบหลักศูนย์ปราบโกงฯเป็นต้น

ผมดีใจที่วัฒน์เริ่มต้นกับผมที่รามฯและวาระสุดท้ายได้มาทำงานกับผมที่ PEACE TV

ก่อนตาย..วัฒน์ได้มาเยี่ยมที่เรือนจำและจัดรายการพูดเกี่ยวกับผมหลายครั้ง

ผมเป็นพี่ที่ไม่มีโอกาส ไปงานศพน้องทำได้เพียงสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ทุกคืนวัน

48 ปีเหนื่อยมากพอแล้ว หลับให้สบายเถิดวัฒน์ ล่วงหน้าไปก่อน อีกไม่นานพี่และทุกคนจะตามไปเพราะไม่มีใครหลีกพ้น

พี่รักเอ็งนะ

พี่ตู่

หมายเหตุ :: พูดและบันทึกผ่านลูกกรง


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สถิติอุบัติเหตุรถตู้สูงกว่ารถบัส 5 เท่า ‘ชัชชาติ’ แนะใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา

สถิติอุบัติเหตุรถตู้สูงกว่ารถบัส 5 เท่า ‘ชัชชาติ’ แนะใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา

Posted: 06 Jan 2017 08:20 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ถกปัญหารถตู้ นักวิชาการเผยสถิติรถตู้มีอัตรการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตมากกว่ารถบัส 5 เท่า ชี้รัฐไม่สนับสนุนและช่วยอุดหนุนระบบขนส่งมวลชน การขาดการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนจากรัฐ แนะเปลี่ยนรถตู้เป็นรถมินิบัสช่วยลดอุบัติเหตุ ด้าน ‘ชัชชาติ’ เสนอใช้เทคโนโลยีจีพีเอสควบคุมพฤติกรรมคนขับ

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2560 เวลา 13.30-16.00 น. ณ ห้องประชุมสารนิเทศ ชั้น 2 หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดเสวนา ‘แนวทางปฏิรูปหลังโศกนาฏกรรมรถตู้’ สืบเนื่องจากกรณีอุบัติเหตุรถตู้โดนสารชนรถกระบะที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มกราคม 2560 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 25 ราย โดยศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รถตู้มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตมากกว่ารถบัสทั่วไปถึง 5 เท่า เพราะรถตู้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อขนส่งระยะทางไกล ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนจาก 12 ที่นั่งเป็น 15 ที่นั่งทำให้มีปัญหาเรื่องความแออัด มีขนาดหน้าต่างที่เล็กและมีประตูทางออกเพียงทางเดียว ทำให้เวลาเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารออกจากตัวรถได้ยาก ต่างกับรถบัสโดยสารขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างความเข็งแรงกว่า หน้าต่างมีขนาดใหญ่ อุปกรณ์ช่วยชีวิตมีมากกว่า

นอกจากนี้ ศักดิ์สิทธิ์ยังชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบว่า ที่ผ่านมารัฐไม่ได้ให้การสนับสนุนรถโดยสารขนาดใหญ่ ซึ่งแม้จะมีความปลอดภัยกว่า แต่ก็ช้าและไม่ตรงเวลา  อีกทั้งสถานีขนส่งยังมักตั้งอยู่นอกตัวเมือง ทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง ส่งผลให้ผู้ใช้บริการที่ต้องการความสะดวกหันไปใช้บริการรถตู้มากขึ้น เบื้องต้น ศักดิ์สิทธิ์เสนอให้เปลี่ยนจากรถตู้เป็นรถมินิบัสแทน ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่า

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ด้านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้รถตู้มีผู้ใช้บริการมากกว่ารถทั่วไป เพราะมีความสะดวกสบายกว่า ไปได้หลายเส้นทาง ประหยัดเวลากว่ารถขนาดใหญ่ ส่วนปัญหาที่สำคัญจากอุบัติเหตุรถตู้ที่เกิดขึ้นนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการสกรีนคนขับรถหรือเช็คสภาพร่างกายผู้ขับขี่ยานพาหนะ ทั้งยังมีการบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวน

ภาครัฐต้องยึดหลักว่าการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังนั้น ความปลอดภัยและความสะดวกต้องมาก่อนปัจจัยอื่นๆ ถึงจะมีต้นทุนที่สูง แต่ต้องให้การสนับสนุน

ชัชชาติ ให้ความเห็นเพิ่มว่า แนวทางแก้ไขปฏิรูปควรมองที่ต้นเหตุและทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น พฤติกรรมการขับรถที่ไม่สุภาพของคนขับ การนำเทคโนโลยีจีพีเอสมาใช้จะช่วยให้ทราบ ความเร็ว ทิศทาง พฤติกรรมการขับของรถแต่ละคัน สามารถเก็บสถิติตลอดระยะทางที่ขับขี่ซึ่งช่วยให้ลดอุบัติเหตุลงได้ถึงร้อยละ 20 และยังควบคุมพฤติกรรมของคนขับให้ได้คนขับที่มีคุณภาพจริงๆ

ชัชชาติได้เสนอสามแนวทางแก้ไขปัญหาคือนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ กำกับดูแลเพราะการใช้อารมณ์ความรู้สึกไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และปรับโครงสร้างต้นทุนในการจัดการปัญหาดูแลผู้ประกอบการให้ทั่วถึง อีกทั้งต้องหาช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสอดส่องและรายงานพฤติกรรมของคนขับ

“แต่จีพีเอสไม่ใช่ยาวิเศษ แต่อยู่ที่การบังคับใช้เพื่อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อคนขับ” ชัชชาติย้ำ

ด้านอภิวัฒน์ รัตนวราหะ จากภาควิชาการวางแผนภาคผังเมือง คณะสถาปัตย์กรรมศาสตร์ จุฬาฯกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุรถตู้ต้องพึ่งการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานรถโดยสารและพฤติกรรมของคนขับ รวมถึงระบบลงโทษผู้ประกอบการและวินที่ทำความผิดบ่อยครั้ง แต่จากประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลก บริการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพและปลอดภัยควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่นในประเทศที่พัฒนาแล้วรัฐบาลจะให้งบประมาณลงทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและยานพาหนะ แต่ในประเทศไทยรัฐบาลลงทุนเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเน้นไปที่รถไฟฟ้าแต่ที่ต่างจังหวัดยังไม่มีการลงทุน ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะไม่มีคุณภาพ

อภิวัฒน์ ยังเน้นอีกว่า ภาครัฐต้องยึดหลักว่าการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังนั้น ความปลอดภัยและความสะดวกต้องมาก่อนปัจจัยอื่นๆ ถึงจะมีต้นทุนที่สูง แต่ต้องให้การสนับสนุน เช่น การพัฒนาระบบรถบัสโดยสารให้มีความสะดวกและแข่งขันได้ หากค่าบริการมีราคาแพง  รัฐต้องช่วยหาวิธีลดต้นทุนการจัดการให้ได้มาตรฐานในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น การลดภาษีนำเข้าหรือส่งเสริมการประกอบรถบัสภายในประเทศ ให้เงินอุดหนุนในการพัฒนาและจัดซื้ออุปกรณ์ที่เพิ่มความปลอดภัย และการพัฒนาขนส่งสาธารณะควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่เพื่อให้เกิดการคุ้มค่าสูงสุด

“ในปัจจุบันแม้เป็นเรื่องดีที่ภาครัฐมุ่งเน้นการสร้างรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูง แต่ระบบรถโดยสารที่เชื่อต่อไปยังระบบรางยังไม่ได้รับการพัฒนา จะนำไปสู่ปัญหาความไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนและเปิดช่องว่างให้ผู้ใช้บริการรถตู้ที่สะดวกและถูกกว่าสามารถเข้ามาทำธุรกิจบนความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้”

 

สมเด็จพระสังฆราช:พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง นำการเมือง?

สมเด็จพระสังฆราช:พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง นำการเมือง?

Posted: 04 Jan 2017 05:01 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ปราชญ์ทางพุทธศาสนาไทย อย่างเช่นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พยายามอธิบายว่า พระสงฆ์ไทย “อยู่นอก” และ “อยู่เหนือ” การเมือง เพราะพระสงฆ์ไทยไม่ได้มีตำแหน่งและบทบาทในการบริหารบ้านเมือง และไม่มีสิทธิเลือกตั้ง บทบาทที่ควรจะเป็นของพระสงฆ์ที่อยู่นอกและเหนือการเมืองก็คือ บทบาทในการ “นำการเมือง” นั่นคือ นำการเมืองโดยธรรม หมายถึงสอนให้นักการเมืองใช้คุณธรรมในการปกครอง และสอนให้ประชาชนเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างมีศีลธรรม

การอยู่นอกและเหนือการเมืองในความหมายดังกล่าว ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ เงื่อนไขหลักธรรมวินัยเถรวาท ที่ไม่อนุญาตให้พระสงฆ์มีตำแหน่งบริหารบ้านเมือง และเงื่อนไขอำนาจรัฐที่จำกัดสิทธิทางการเมืองของพระสงฆ์ไว้ไม่ให้สามารถเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้เหมือนฆราวาสทั่วไป (เช่น ไม่มีสิทธิเลือกตั้งเป็นต้น)

แต่คำถามคือ ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่มีอำนาจและบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองหรือไม่

คำตอบต้องดูจากโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาที่เป็นมาและเป็นอยู่จริง นั่นคือโครงสร้างที่มีศาสนจักร (มหาเถรสมาคม) ของรัฐ ซึ่งเป็นศาสนจักรที่มีสถานะ อำนาจทางกฎหมาย โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุขของศาสนจักร ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร-ศาสนจักรเช่นนี้ รัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์ คุ้มครอง ส่งเสริมการเผยแผ่ศาสนา และศาสนจักรก็มีหน้าที่ตอบสนองนโยบาย อุดมการณ์รัฐ พูดง่ายๆ คือ ศาสนจักรเป็นกลไกหนึ่งของรัฐ

เมื่อศาสนจักรเป็นกลไกของรัฐ ที่มีบทบาทตอบสนองนโยบายและอุดมการณ์รัฐ ตำแหน่งประมุขศาสนจักร จึงไม่ใช่ตำแหน่งที่อยู่นอกหรืออยู่เหนือการเมือง แม้ตามกฎหมายตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไม่ใช่ “ข้าราชการการเมือง” แบบนักการเมือง แต่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชก็ไม่อาจเป็นอิสระจาก “ความเป็นการเมือง” ทั้งในเรื่องการแต่งตั้งและบทบาทหน้าที่

ดังเราได้เห็นมาตลอดว่า ในช่วงที่จะมีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ก็มักจะมี “แรงกระเพื่อม” ทางการเมืองภายในวงการสงฆ์ว่า วาระตำรงตำแหน่งควรจะเป็นของฝ่ายธรรมยุตหรือมหานิกาย หรือมีหลักเกณฑ์อะไรที่แสดงถึง “ความยุติธรรม” ในการเข้าสู่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชระหว่างสองนิกาย เป็นต้น และแน่นอนว่า เมื่อใครได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช การแสดงบทบาทในฐานะประมุขสงฆ์ก็ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และตอบสนองต่อนโยบายของรัฐในยุคนั้นๆ

ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่คาราคาซังมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 เช่น ปรากฏการณ์ต่อต้านสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) จนมาถึงการแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 7 ให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็น “พระราชอำนาจ” ที่ตัดขั้นตอนการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยมติมหาเถรสมาคมออกไป ก็คือตัวอย่างของ “ความเป็นการเมือง” หรือปัญหาการเมืองในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั่นเอง

ในสถานการณ์ปัญหาการเมืองในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เราได้เห็นปรากฏการณ์และปฏิกิริยาแตกต่างกันไป มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายค้านพระบางรูปขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีทั้งการใช้กลไกอำนาจรัฐเข้าไปดำเนินการทางกฎหมายกับบางฝ่ายที่มีความเป็นการเมือง จนกระทั่งทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องทำผิดกฎหมายปกติ กรณีครอบครองรถหลีกเลี่ยงภาษีของสมเด็จช่วง และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องทุจริตของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ เป็นกลางอย่างที่ควรจะเป็นได้ เพราะภายใต้สภาวะ “ไม่มีมาตรฐาน” ในปัจจุบัน ทำให้แต่ละฝ่ายต่างใช้ “ความเป็นการเมือง” เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง มากกว่าที่จะบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะมองปัญหาเรื่องแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่สำคัญ หรือจะไม่สนใจเลยก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย ที่เกี่ยวพันทับซ้อนระหว่างการเมืองทางโลก-การเมืองสงฆ์ ซึ่งดำเนินไปภายใต้กรอบคิดในการแก้ปัญหาแบบเดียวกัน กล่าวคือ การเมืองทางโลกถูกทำให้เชื่อว่า ปัญหาเกิดจากนักการเมือง พรรคการเมืองคอร์รัปชัน ไม่ได้เกิดจากตัวโครงสร้างหรือตัวระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ฉะนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องใช้วิธีรัฐประหารขจัดนักการเมืองโกง มากกว่าที่จะพัฒนาตัวระบบให้เป็นประชาธิปไตยชัดเจนขึ้น ทำนองเดียวกับการเมืองสงฆ์ แทนที่จะแก้ที่ตัวระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา กลับแก้ปัญหาเรื่องตัวบุคคลมาเรื่อยๆ และก็เกิดปัญหาเดิมๆ เรื่อยๆ ไม่รู้จบ

พูดอีกอย่างคือ คนกลุ่มน้อยที่ผูกขาดอำนาจรัฐ กำหนดโจทย์ผิดๆ ในเรื่องประชาธิปไตยและศาสนาให้สังคมจำต้องเดินตามตลอดมา พวกเขาพยายามกลบเกลื่อนโจทย์ที่แท้จริง คือการสร้างประชาธิปไตย (democratization) หรือการสร้าง/พัฒนาตัวระบบโครงสร้างอำนาจการปกครองและสถานะ อำนาจของสถาบันต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างโจทย์หลอกๆ ว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากนักการเมืองโกง หรือเป็นปัญหาความมั่นคง จึงต้องล้มระบบด้วยการรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมๆ กับกระชับอำนาจของฝ่ายตนให้เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ

เช่นเดียวกัน ปัญหาทางศาสนาแทนที่จะแก้จากปัญหาระดับรากฐานที่สุด คือปัญหาโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา โดยทำให้รัฐไทยเป็นรัฐโลกวิสัย (secular state) แยกศาสนจักรจากการเมือง ให้องค์กรทุกศาสนาเป็นเอกชน ไม่มีการใช้ศาสนาใดๆ เป็นเครื่องมือตอบสนองอุดมการณ์ทางการเมือง แต่โจทย์ปัญหาระดับรากฐานเช่นนี้ก็ไม่ถูกพูดถึง เพราะรัฐและคณะสงฆ์ไทยนำโจทย์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพุทธศาสนาแบบยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มากำหนดให้สังคมถกเถียงและหาทางแก้ไม่จบตลอดมา

พูดอย่างถึงที่สุด การที่สังคมถูกทำให้ยึดติดอยู่กับโจทย์ผิดๆ เดิมๆ ก็คือการที่สังคมถูกทำให้ไม่มีเสรีภาพที่จะตั้งโจทย์ หรือตั้งคำถาม ถกเถียงด้วยเหตุผลอย่างเต็มที่ต่อปัญหาระดับรากฐานที่สุดในการสร้างประชาธิปไตย และการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับรัฐ

ที่น่าเศร้าก็คือ สังคมเราถูกทำให้ยึดติดหรือ “ติดกับดัก” โจทย์ปัญหาปลอมๆ เดิมๆ บนการผลิตสร้างมายาคติในเรื่อง “อยู่เหนือการเมือง” เช่น พระสงฆ์และพุทธศาสนาอยู่เหนือการเมือง และควรนำการเมือง (เป็นต้น)

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง พระสงฆ์และพุทธศาสนาถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐให้อยู่ในการเมือง เป็นกลไกและเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยมตลอดมา และไม่มีศักยภาพและความชอบธรรมที่จะ “นำ” การเมืองในบริบทโลกสมัยใหม่ได้อีกแล้ว

ทิศทางการรุกคืบครอบงำของวัฒนธรรมข้ามชาติในยุคโลกาภิวัตน์

ทิศทางการรุกคืบครอบงำของวัฒนธรรมข้ามชาติในยุคโลกาภิวัตน์

Posted: 04 Jan 2017 04:45 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ถึงทุกวันนี้ เชื่อว่าคนไทยจำนวนมากมองเห็นจนเกิดความเข้าใจแล้วว่าวัฒนธรรมชาติมีความสำคัญอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมด้านใดก็ตาม  จนถึงยุคนี้ซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ที่วัฒนธรรมข้ามชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เห็นในชีวิตประจำวันของเราทุกๆ วัน

ในเมืองไทยนั้น ผมเชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมข้ามชาติอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมอเมริกัน ญี่ปุ่น และยิ่งในตอนหลังสุด คือ วัฒนธรรมเกาหลี ผ่านซีรีส์ หรือผ่านอุปกรณ์โสตทัศน์ต่างๆ  เช่น หนัง(ภาพยนตร์)  ทีวี เป็นต้น รวมถึงระบบอินเตอร์เน็ตที่กลายเป็นเครื่องมือประจำวันไปแล้ว

จากยุคก่อนหน้านี้ที่คนไทยบางกลุ่มเคยหวาดระแวงภัยจากการครอบงำทางวัฒนธรรม เช่น ในยุค “อเมริกันอันตราย” จนเดี๋ยวนี้ เมื่อการส่งผ่านวัฒนธรรมเป็นไปตามธรรมชาติของการสื่อสารมวลชนที่พัฒนาจนก้าวหน้าไปไกลในยุคโลกาภิวัตน์ การตระหนักถึงภัยจากครอบงำทางด้านวัฒนธรรมข้ามชาติก็พลอยลดน้อยลงไปด้วย

สังเกตได้จาก หลังจากยุคอเมริกันอันตรายแล้ว แม้มีญี่ปุ่น มีเกาหลีเข้ามาบุกรุกไทยก็ไม่ถือว่าอันตรายแล้ว โลกาภิวัตน์ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการสื่อสารแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมข้ามชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดา

โดยที่ต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกานั้น หน่วยงานของรัฐในประเทศเหล่านี้หรือคือรัฐบาลของพวกเขา ต่างยังมีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติของพวกเขาอย่างมีนัยสำคัญตลอดมา โดยผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ต รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรรมข้ามชาติ

น่าที่นักประวัติศาสตร์ นักวัฒนธรรมวิทยาหรือนักมานุษยวิทยา ควรค้นหาคำตอบหรือหาเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ แม้ในยุคโลกาภิวัตน์ที่อาจกล่าวได้ว่า คนทั่วไปทั้งหลายทั่วโลกกำลังมีทิศทางหรือแนวโน้มค่อนไปทางการสลายความเป็นอัตลักษณ์แห่งตัวในเชิงวัฒนธรรมลง อันเนื่องมาจากแรงดึงดูดของกระแสโลกาภิวัตน์

พิจารณาได้จากบรรษัทสื่อข้ามชาติ ของหลายชาติที่รัฐชาติของประเทศนั้นๆ ให้การสนับ ทั้งการสนับสนุนที่เห็นได้ชัดอย่างเป็นทางการและการสนับสนุนแบบทางอ้อม เห็นได้ไม่ชัดแบบไม่เป็นทางการ

การสนับสนับสนุนแบบเป็นทางการ หมายถึง การให้การสนับสนุน ผ่านงบประมาณของรัฐ เพราะเหตุที่รัฐเห็นความสำคัญของการเผยแพร่วัฒนธรรมชาติ ให้โลกรู้จัก เช่นที่ โทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซามูไร  BBC ได้รับสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษ หรือแม้แต่ VOA เสียงอเมริกาหรือโทรทัศน์ PBS ต่างได้รับการสนับจากวอชิงตันดีซี ทั้งในส่วนของรัฐบาลกลางและส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติหรือคองเกรส แม้ผ่านยุคสงครามเย็นมานานหลายปี

ถามว่าทำไมรัฐบาลหรือกลไกทางการเมืองของประเทศเหล่านี้จึงยังให้การสนับสนุนการผลิตสื่อข้ามชาติอยู่ แบบไม่เสื่อมคลายลงไปจากเดิมเลย ทั้งบางรัฐบาลยังกลับให้การสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

คำถามดังกล่าว นำมาซึ่งการชี้ให้เห็นว่า แม้ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าการรุกล้ำข้ามแดนเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจะลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด

ผมไม่ทราบว่าการเผยแพร่วัฒนธรรมข้ามชาติด้วยความจงใจจะเรียกว่า เป็น “การพยายามครอบงำทางวัฒนธรรม” ได้หรือไม่? หรือเป็นการพยายามช่วงชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรมได้หรือไม่

ไม่รวมถึงการให้การสนับสนุนทางอ้อมโดยรัฐบาล เช่น ผ่านระบบภาษีหรือการให้สิทธิพิเศษกับเอกชนของชาตินั้นๆ ผู้ผลิตงานด้านวัฒนธรรมเพื่อการส่งออก เช่น ภาพยนตร์ สารคดีทางโทรทัศน์ เป็นต้น ซึ่งดูเหมือนในอเมริกามีฮอลลีวูดเป็นแบบอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนในส่วนของการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยภาครัฐซึ่งกระทำกันมาหลายปีอย่างต่อเนื่อง  ผมไม่ทราบว่าโลกตะวันออกอย่างเกาหลีหรือญี่ปุ่น เป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากดูจากพฤติกรรมเลียนแบบก็พออนุมานได้ว่า ไม่น่าจะมีอะไรแตกต่างระหว่างโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก

โดยที่ในช่วงที่ผ่านมาหลายปี รัฐบาลซามูไรได้ประกาศความสำเร็จในการเผยแพร่วัฒนธรรมแดนปลาดิบลงบนประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศในโลก ทั้งดูเหมือนในช่วง10 ปีมานี้ แดนกิมจิเองก็มีวัตรปฏิบัติที่ไม่แตกต่างจากแดนปลาดิบมากนัก นั่นเป็นช่วงก่อนที่ซีรีส์ เกาหลีจะบูมในเมืองไทยจนแทบกลายเป็นลมหายใจของคนไทยจำนวนมากในเวลาต่อมา

ไม่รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมทุกช่องทางของโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่น เช่น ล่าสุดพวกเขาบุกเมืองโฮจิมินห์ของเวียดนาม ร่วมกิจกรรมที่น่าจะเรียกได้ว่า “งานญี่ปุ่นแฟร์” (Japanese Fair) ที่มีสีสันน่าสนใจ เป็นงานหนึ่งที่คนเวียดนามทุกวัยเข้าร่วมจำนวนมาก แน่นอนว่า NHK ไปถ่ายทำกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมอย่างเต็มอิ่ม งานที่มีสีสันความสนใจส่วนหนึ่งอยู่ที่ตัวการ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก ความเป็นมิตร ความอบอุ่นของคนญี่ปุ่นถูกถ่ายทอดลงไปอย่างถึงแก่นในงานดังกล่าว และผ่านสื่อกลางอย่าง NHK ออกไปทั่วโลก ทั้งๆ สถานที่ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ไม่ได้ดีเด่แบบจัดในห้องประชุมติดแอร์อย่างใดเลย หากจัดกันแบบ Outdoor คือจัดกลางแจ้งเสียด้วยซ้ำ

ดูเหมือนทางสถานีโทรทัศน์ของญี่ปุ่นช่องเดียวกันนี้ตั้งเป้ารุกคืบทางวัฒนธรรมไม่เฉพาะแต่เพียงคนเวียดนามเท่านั้น หากยังมีเป้าหมายไปยังประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจกลุ่มอาเซียนอื่นๆ อีกด้วย รวมถึง ลาว พม่า หรือแม้แต่กัมพูชาอีกด้วย ควบคู่ไปกับการรุกเข้าไปทำธุรกิจหรือการเป็นพาร์ทเนอร์ชิพในทางธุรกิจกับประเทศดังกล่าวนี้อีกส่วนหนึ่ง เรียกว่า เป็นการดำเนินการแบบคู่ขนานกันไปสองทาง คือทางวัฒนธรรมและทางธุรกิจ

พูดแบบหยาบๆ ก็คือการกินรวบทั้งสองด้าน

ต้องไม่ลืมว่างานด้านวัฒนธรรมเหมือนซอฟท์แวร์ ขณะที่งานด้านธุรกิจหรืองานค้าขายนั้นเหมือนฮาร์ดแวร์ ทั้งสองฝ่ายต่างสามารถเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี งานทางด้านวัฒนธรรมนั้น ส่วนหนึ่งคือการส่งเสริมหรือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศหรือคนของประเทศนั้นๆ เป็นน้ำจิ้มขนานเอกให้กับงานด้านธุรกิจ

เมื่อกลับมาดูในส่วนของประเทศไทยก็จะพบว่า เราขาดสำนึกและด้อยประสิทธิภาพในเรื่องการสนับสนุนส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรมมากขนาดไหน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน ทั้งที่คุยกันมาตลอดว่า เรามีของดีทางวัฒนธรรมอย่างประมาณค่าไม่ได้

คำถามคือ เราได้นำวัฒนธรรมที่มีคุณค่าแบบประมาณค่ามิได้นี้ไปนำเสนอต่อผู้คนในต่างวัฒนธรรมอย่างดีที่สุดแบบเป็นระบบหรือยัง มีการจัดกระบวนทัพแล้วหรือยัง กระบวนทัพก็ต้องเป็นกระบวนทัพที่ดีมีประสิทธิภาพด้วย

เพราะถ้าหน่วยงานของรัฐ อย่างเช่น กระทรวงวัฒนธรรมฯ ทำได้ก็คงทำไปนานแล้ว

 

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ประวัติศาสตร์คริสต์มาส

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ประวัติศาสตร์คริสต์มาส

วันคริสต์มาส หรือวันที่ 25 ธันวาคม นั้น ได้รับการเฉลิมฉลองในฐานะวันสำคัญ และเป็นที่เข้าใจกันว่า การเฉลิมฉลองนี้ สืบเนื่องจากวันสมภพของพระเยซู ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกของชาวคริสต์ เป็นวันศักดิ์สิทธิ์และเป็นวันหยุดการทำงาน ในปัจจุบัน แม้แต่ในประเทศที่ประชากรส่วนมากไม่ได้เป็นคริสต์ ก็รับรู้และมีส่วนร่วมในความสำคัญของคริสต์มาสด้วย โดยเฉพาะประเพณีหลายเรื่องที่สืบมาจากคริสต์มาส เช่น เรื่องการอวยพร การให้ของขวัญ การประดับตกแต่งต้นคริสต์มาส ทำให้ประเพณีคริสต์มาสกลายเป็นเรื่องของการฉลองทั่วโลก

ความจริงแล้ว มีความเข้าใจความหมายอันคลาดเคลื่อนอยู่บ้าน เช่น คำว่า “คริสต์มาส” คำในภาษาอังกฤษเก่าคือ Crīstesmæsse หมายถึงการ “มิสซา”หรือ”มหาสนิท”ของชาวคริสต์ แต่คำในภาษาลาติน คือ “festum Natale” มีความหมายเป็นคริสต์สมภพมากกว่า แต่ที่มากกว่านั้น คือ วันที่ 25 ธันวาคม ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับคริสต์สมภพที่เป็นจริงเลย

ในสมัยจักรวรรดิโรมัน เทศกาลปลายเดือนธันวาคม เรียกว่า “แซตเทอร์นาเลีย” คืองานเฉลิมฉลองบูชาพระเสาร์ ซึ่งเป็นเทพแห่งการเกษตร เทศกาลเริ่มจากช่วงวันที่ 17-23 ธันวาคม ต่อมาตั้งแต่ราวสมัยต้นคริสต์กาล วันที่ 25 ธันวาคม กลายเป็นวันศักดิ์สิทธิ๋เพื่อฉลองวันประสูติของเทพมิธรา ซึ่งเป็นยุวเทพที่เกิดจากหิน เทพมิธราองค์นี้ไม่ได้มาจากตำนานกรีก แต่เป็นอิทธิพลของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ที่รับเข้ามาในอาณาจักรโรมันก่อนหน้าศาสนาคริสต์

หลังจากนั้น เมื่อศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่และกลายเป็นศาสนาหลักของจักรวรรดิโรมัน ชาวคริสต์ในระยะแรกก็ยังไม่มีการฉลองคริสต์มาส มีเพียงเทศกาลฉลองอีสเตอร์ คือถือว่าการกลับคืนชีพของพระเยซูเท่านั้นที่มีความสำคัญ จนกระทั่ง คริสต์ศตวรรษที่ 4 ฝ่ายคริสตจักรจึงเห็นว่า เมื่อกำเนิดของพระบุตร คือ พระเยซู มีความสำคัญ จึงควรจะต้องมีการฉลองคริสต์สมภพให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ ปัญหามีอยู่ว่า ในพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุไว้เลยว่า พระเยซูสมภพในวันที่เท่าไร เพราะไม่เคยมีการให้ความสำคัญแก่วันเกิดของพระเยซู ตามหลักฐานพระเยซูน่าจะประสูติในฤดูที่ไม่ใช่ฤดูหนาวเสียด้วยซ้ำ เพราะมีการกล่าวถึงต้อนแกะในทุ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นในฤดูหนาวไม่ได้ แม้กระทั่งปีเกิดของพระเยซูก็ไม่ได้เป็นที่ระบุชัดเจน การหาปีเกิดพระเยซู ทำโดยบาทหลวงดิโอนีซีอุส อีชิกูอัส ใน ค.ศ.533 และเป็นที่ใช้กันต่อมา ในตามหลักฐานที่วิเคราะห์ปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ว่า ศักราชมีความคลาดเคลื่อน พระเยซูไม่น่าจะสมภพในจุดเริ่มของ ค.ศ.1 ตามที่เข้าใจกันในสมัยกลาง

ในกรณีของวันคริสต์สมภพ พระสันตะปาปาจูเลียสที่ 1 (อยู่ในตำแหน่ง ค.ศ.337-352) เป็นผู้เลือกให้ฉลองคริสต์สมภพในวันที่ 25 ธันวาคม ตามวันฉลองใหญ่ของอาณาจักรโรมัน และยังมีการกำหนดวันอีพิฟานี(Epiphany) หรือวันพระคริสต์แสดงองค์ ซึ่งกำหนดเป็นวันที่ 7 มกราคม หลังจากนั้น ประเพณีฉลองคริสต์มาสจึงเผยแพร่ไปทั่วโลกตะวันตก

แต่การฉลองคริสต์มาส เผชิญการท้าทายครั้งสำคัญจากพวกพิวริตัน (Puritans-สำนักบริสุทธิ์) ซึ่งเป็นสำนักโปรเตสแตนต์อังกฤษที่ศรัทธาในความจริงแท้ของพระคัมภีร์ และปฏิเสธสถาบันคาทอลิกทั้งหมด ดังนั้น เมื่อโอลิเวอร์ ครอมเวลส์ยึดอำนาจใน ค.ศ.1645 จึงยกเลิกเทศกาลคริสต์มาสในอังกฤษ ด้วยเหตุผลว่า คริสต์มาสไม่เคยมีในพระคัมภีร์ และในสมัยพระเยซูทรงพระชนม์ ก็ไม่มีการฉลองคริสต์มาส แต่หลังจากที่มีการรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์กลับมาในอังกฤษเมื่อ ค.ศ.1660 พระเจ้าชาร์ลที่ 2 ก็รื้อฟื้นเทศกาลคริสต์มาสกลับคืนมา

ดังนั้น เมื่อพวกพิวริตันไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือตั้งแต่ ค.ศ.1620 จึงไม่มีการฉลองคริสต์มาสในอเมริกาเลย และในบางเมือง เช่น บอสตัน ถือว่าการฉลองคริสต์มาสเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องถูกปรับ และยิ่งต่อมาเมื่อสหรัฐอเมริกาเป็นเอกราชจากอังกฤษเมื่อ ค.ศ.1776 ประเพณีจากอังกฤษก็ไม่เป็นที่นิยม ประเทศใหม่นี้ก็ไม่มีการฉลองเทศกาลคริสต์มาสอย่างเป็นทางการ เทศกาลที่มีความสำคัญ คือ งานฉลองอิสรภาพ 4 กรกฎาคม และวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) ซึ่งกำหนดเป็น 26 พฤศจิกายน

จนกระทั่ง ค.ศ.1819 วอชิงตัน เออร์วิน นักเขียนอเมริกาคนสำคัญ ได้เขียนชุดรวมเรื่องสั้นเรื่อง The Sketchbook of Geoffrey Crayon, Gent. และกลายเป็นหนังสือขายดีอย่างมาก ในหนังสือชุดนี้ เออร์วินได้เล่าถึง “ตำนานโบราณ” ซึ่งรวมถึงเรื่องการฉลองคริสต์มาสในอังกฤษ ความจริงเออร์วินไม่เคยไปอังกฤษ และไม่เคยเห็นการฉลองคริสต์มาสจริง แต่ได้สร้างจินตภาพคริสต์มาสขึ้นมาใหม่ ให้เป็นวันแห่งครอบครัวและการรวมญาติ เป็นวันเฉลิมฉลองความสุข ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตามแนวคิดนี้ คริสต์มาสไม่มีอะไรเกี่ยวกับศาสนาและคริสต์สมภพเลย แต่ผลกระทบจากเรื่องนี้คือ ทำให้เทศกาลคริสต์มาสเป็นที่สนใจมากขึ้นในสหรัฐฯ

นวนิยายของชาร์ล ดิกเกนส์เรื่อง “ภูติคืนคริสต์มาส (A Christmas Carol)” ที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ.1843 และกลายเป็นที่นิยมสูงสุด และทำให้เรื่องวันคริสต์มาสกลายเป็นที่นิยมอย่างสูงในอังกฤษและอเมริกา ในที่สุด รัฐบาลกลางอเมริกาได้ประกาศให้คริสต์มาสเป็นวันหยุดทางการใน ค.ศ.1870

ประเพณีการนำต้นคริสต์มาสมาประดับ ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับคริสต์สมภพ แต่น่าจะเป็นประเพณีดั้งเดิมก่อนคริสต์ศาสนา ที่ชาวโรมันนำต้นไม้มาบูชา ส่วนซานตาคลอสเป็นเรื่องของนักบุญนิโคลัสแห่งมีรา ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.270-325 และมีสาวกผู้ศรัทธา ที่จัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลในเดือนธันวาคม โดยการให้ของขวัญกัน ในที่สุด นักบุญนิโคลัสถูกตัดแปลงโดยชาวเยอรมันรวมกับเทพเจ้าโอดิน กลายเป็นชายมีหนวดเครา ขี่ม้าบินมาในวันที่ 6 ธันวาคม จึงสวมชุดหนาเพื่อป้องกันความหนาว คาทอลิกรับเอานักบุญนี้เข้าสู่ประเพณีของตน และย้ายวันเดินทางมาของนักบุญนิโคลัสเป็นวันคริสต์มาส จากนั้น วอชิงตัน เออร์วิน  เป็นผู้ขนานนามนักบุญนิโคลัสเป็น “นักบุญกางเขน” หรือ “ซานตาครอส” (ใช้คำตามภาษาดัชท์) ต่อมา ใน ค.ศ.1822 คลีเมนต์ มัวร์ เขียนบทกวีบรรยายให้นักบุญนิโคลัสมาโดยเลื่อนที่มีกวางเรนเดียร์ 8 ตัว และนำของขวัญมาใส่ในถุงเท้ายาวที่แขวนไว้กับปล่องไฟ ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มของจินตภาพซานตาครอสที่ใช้กันต่อมา

เรื่องภาพของการฉลองคริสต์มาส ต้นคริสต์มาส การให้ของขวัญ และซานตาคลอส ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกนี้ ได้ถูกต่อต้านคัดค้านจากฝ่ายเคร่งศาสนา เพราะเห็นว่าประเพณีเหล่านี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคริสต์สมภพเลย กลุ่มนี้จึงต้องการรื้อฟื้นความหมายเดิมของคริสต์มาส คือ การทำเฉพาะเข้าโบสถ์และพิธีทางศาสนาเท่านั้น

แต่ความพยายามนี้ คงไม่ประสบผล เพราะงานฉลองคริสต์มาสทั่วโลกได้กลายเป็นธุรกิจการค้าขนาดมหาศาลในแต่ละปี และนี่จึงเป็นโฉมหน้าอันแท้จริงของตลาดคริสต์มาส

 

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 597 วันที่ 31 ธันวาคม 2559

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: ศาสนาในพื้นที่สาธารณะใหม่

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: ศาสนาในพื้นที่สาธารณะใหม่

ผมได้รับโอกาสที่ดีมากในการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านพระมหาบุญช่วย สิรินุธโธ และคุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร ในโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนบนฐานศาสนธรรม” สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.​) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น การเข้าร่วมนี้ทำให้เกิดความคิดหลากหลายและมองเห็นสังคมในอีกมิติหนึ่ง จึงขอนำบางประเด็นมาเล่าสู่กันฟังครับ

ท่านพระมหาบุญช่วย สิรินุธโธ ผู้ประสานงานโครงการวิจัยได้เลือกชุนชนที่เป็นพื้นที่การวิจัยที่มีความหลากหลาย อันประกอบด้วยชุมชนที่นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการนั้นเกิดขึ้นจากพี่น้องในชุมชนเห็นปัญหาของตนเองและปรารถนาจะแก้ไขด้วยการใช้ฐานศาสนธรรมให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาของตนเอง

คุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร ได้กล่าวเน้นว่าโครงการนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ที่จะทำให้เราเริ่มมองเห็นและมองหาแนวทางการปรับตัวของ “เทวศาสตร์ในพื้นที่สาธารณะใหม่” ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาสนาคริสต์ในโลกตะวันตกได้พยายามปรับตัวมานับเนื่องทศวรรษ

ท่านพระมหาบุญช่วย ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายของการประชุมทำนองว่าหากโครงการทั้งหมดสามารถที่จะปรับศาสนธรรมมาใช้แก้ปัญหาของชุมชนได้ ก็จะเป็นฐานคิดต่อไปว่าหากสังคมไทยจะเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยศาสนธรรมจะทำอย่างไรกันได้บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของสังคมไทยในปัจจุบัน

กรอบคิดในการแสวงหา “ความรู้” เพื่อสังคมของท่านทั้งสองควรจะเป็นหลักการที่สังคมไทยควรจะต้องหยิบมาใคร่ครวญกันนะครับ เพราะในวันนี้ เราเกือบจะมองไม่เห็นหลักการของศาสนาหรือศาสนธรรมปรากฏอยู่ในชีวิตของผู้คนเลย

หากเรานิยาม “ศาสนา” ในเชิงวัฒนธรรมเพื่อทําความเข้าใจให้ชัดเจนขึ้น กล่าวได้ว่า “ศาสนา” คือ ระบบของสัญญลักษณ์ซึ่งมีพลังในการอธิบายกระบวนการของชีวิตทั้งหมด ตั้งแต่อดีต เรื่อยมาถึงปัจจุบัน และมองไปสู่อนาคต พลังของการอธิบายเกิดขึ้นได้เพราะการอธิบายครอบคลุมมิติต่างๆของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และยึดโยงแนบแน่นกับความหมายที่ดีงาม (ระบบศีลธรรม) ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทั้งหมด

พลังของศาสนาที่สามารถอธิบายทุกสรรพสิ่งได้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันไปนี้จึงเป็นรากฐานแรงจูงใจของมนุษย์ในการจรรโลงสรรพสิ่งตามเป้าหมายของกระบวนชีวิตในศาสนานั้นๆ

พลังในการอธิบายกระบวนการของชีวิตทั้งหมดในอดีตกาลมีสูงมากเพราะสังคมมนุษย์ไม่ได้มีความแตกต่างมากนักในสถานะทางเศรษฐกิจและระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด “มนุษย์จึงเป็นมนุษย์”ที่ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในกรอบการอธิบายของศาสนา อดีต (ชาติ) ปัจจุบัน (กาล) และอนาคต (ชาติ) อยุ่ในชุดเดียวกัน อาจจะมีความแตกต่างอยู่ในเรื่องชนชั้นแต่ไม่ได้มีทางมองโลก มองชีวิตที่ฉีกขาดจากกัน

แต่สังคมไทยปัจจุบัน (รวมทั้งสังคมโลกด้วย) กลับมีความแปลกแยกแตกต่างกันมากมายและเกิดขึ้นในทุกมิติของชีวิต ผมคิดว่าวันนี้สังคมไทยเหมือน “ สังคมขนมชั้น” แบบโมเสคแยกย่อย (ชิ้นเล็กๆที่ประกอบกันเป็นชิ้นใหญ่แต่ไม่เป็นโมเสครูปเดียวกัน ) สังคมลักษณะนี้จะเห็นได้ว่าแม้ว่าแต่ละชั้นจะอยู่รวมกันแต่ก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแท้จริง พร้อมกันนั้นในแต่ละกลุ่มชนชั้นก็มีรอยแยกระหว่างกันอีกด้วย

ตัวอย่างของกฎทั่วไปที่อธิบายภาวะของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง ซึ่งซ้อนทับบนการอธิบายกระบวนการของชีวิตทั้งหมด (ที่ครอบคลุม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของมนุษย์) เช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น) กฎทั่วไปนี้เคยอธิบายการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งเช่นนี้กลับไมมีเสน่ห์ต่อคนอีกหลายกลุ่มในสังคม เช่น “อนัตตา” คือ ความไม่มีตัวตนนั้น ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีพลังกับกลุ่มคนชนชั้นกลางกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยที่มีสํานึกเชิงปัจเจกชนนิยมที่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตนเอง จนทําให้เกิดการตีความบิดเบี้ยวและสร้างกฎทั่วไปใหมที่เน้นถึง ภาวะที่เป็นอัตตาที่มีอยู่/และดํารงอยู่ของสภาวะนิพพาน (ซึ่งเดิมเป็นอนัตตา) หรือการเกิดลัทธิพิธีใหม่ๆมากมายในสังคม

“สังคมขนมชั้น” แยกย่อยแบบโมเสคกลายเป็นพื้นที่สาธารณะใหม่ขนาดใหญ่ที่คนอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ไม่มีใครเข้าใจและเห็นใจกันอีกแล้ว ขณะเดียวกันในแต่ละชิ้นของโมเสคสังคมก็สร้างความหมายของชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ศาสนาที่ครั้งหนึ่งเคยประสานหรือสร้างความรู้สึกร่วมกันในความหมายของชีวิตก็ลดความหมายลงไปจนเกือบหมดสิ้น

ความรู้ที่นักวิจัยในโครงการวิจัยชุดนี้กำลังแสวงหาอยู่จึงไม่ใช่แค่การตอบเพียงแค่ปัญหาในชุมชนแต่ละพื้นที่เท่านั้น แต่หากกำลังเสาะแสวงหาทางออกให้แก่สังคมโดยรวมอีกโสดหนึ่งด้วย เพราะท่านทั้งหลายกำลังดึงเอาแก่นแกนของศาสนธรรมให้กลับเข้ามาอยู่อย่าง “เป็นธรรมดา” ของชีวิตประจำวันของคนทั่วไปในชุมชน เพื่อที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาหลายอย่างในชุมชนตนเอง

หากศาสนธรรมแยกออกจากชีวิตธรรมดาของผู้คน และเป็นเพียง“สมบัติ”ของคนกลุ่มน้อยที่ใฝ่ฝันบรรลุบรมธรรมของศาสนา เราก็คงต้องเผชิญปัญหาสังคมหนักหน่วงมากขึ้นๆไปเรื่อยๆ ดังนั้น พวกเราเองก็คงจำเป็นที่จะต้องคิดถึงการสร้าง “ศาสนาธรรมที่เป็นธรรมดา” เพื่อที่จะทำให้เป็นพลังในการประสานหรือสร้างความรู้สึกร่วมในสังคมให้แจ่มชัดเพื่อชีวิตของเราและลูกหลานในอนาคต

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: กรุงเทพธุรกิจ

ผู้ไม่ประสงค์ออกนามแฮกเว็บศูนย์ข้อมูลเทศบาลขอนแก่นเรียกร้องปล่อย ‘ไผ่ ดาวดิน’

ผู้ไม่ประสงค์ออกนามแฮกเว็บศูนย์ข้อมูลเทศบาลขอนแก่นเรียกร้องปล่อย ‘ไผ่ ดาวดิน’

เว็บไซต์ของ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเทศบาลนครขอนแก่น ถูกแฮกเกอร์ Anonymous แฮ็กหน้าหลักของเว็บและขึ้นข้อความว่า “ปล่อยจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา | AntiSec”

หน้าหลักของเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเทศบาลนครขอนแก่น ถูกแฮ็กและขึ้นภาพและข้อความเรียกร้องให้ปล่อยตัวจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

2 ม.ค. 2560 ช่วงเช้ามืดวันนี้ (2 ม.ค.) เว็บไซต์ของ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเทศบาลนครขอนแก่น (http://center.kkmuni.go.th/index.php) ถูกแฮกเกอร์ไม่ทราบฝ่าย แฮ็กหน้าหลักของเว็บ ขึ้นภาพของจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน และขึ้นข้อความว่า “> Free Jatuphat Boonpattaraksa | AntiSec <” หรือ “ปล่อยจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา | AntiSec” ทั้งนี้ในหน้าจอของเว็บที่ถูกแฮกไม่มีการะบุว่าชื่อกลุ่มของแฮกเกอร์ แต่มีข้อความขึ้นที่ด้านบนของจอว่า “Defaced by Anonymous”

สำหรับ จตุภัทร์ หรือ ไผ่ ดาวดิน ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม หลังจากแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์บีบีซีภาคภาษาไทย โดยผู้แจ้งความคือ พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี  รองหัวหน้ากองยุทธการ มณฑลทหารบกที่ 23 ขอนแก่น

ต่อมาในวันที่ 4 ธันวาคม ศาลจังหวัดขอนแก่นอนุญาตให้ประกันตัว หลังบิดาของจตุภัทร์ยื่นหลักทรัพย์ 4 แสนบาท โดยให้เหตุผลประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวว่า ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีการเมืองอยู่ 4 คดี ที่ผ่านมาไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี อีกทั้งในวันที่ 8 ธ.ค. ผู้ต้องหามีสอบเป็นวิชาสุดท้าย หากไม่ได้เข้าสอบวิชาดังกล่าวจะส่งผลให้เขาเรียนไม่จบตามหลักสูตร ศาลจึงพิจารณาให้ประกันตัว

ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เป็นผู้ร้องขอต่อศาลให้ถอนประกัน โดยให้เหตุผลว่าหลังได้รับการประกันตัว ผู้ต้องหาโพสต์เยาะเย้ยเจ้าพนักงานว่า “เศรษฐกิจมันแย่แม่งเอาแต่เงินประกัน” นอกจากนี้ยังยกเหตุผลว่าผู้ต้องหามีประวัติทำผิดคดีความมั่นคง คดีปัจจุบันเป็นคดีร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา และผู้ต้องหาแสดงความเห็นในสื่อออนไลน์เรื่อยมาและอาจยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หากรอถึง 23 มกราคม 2560 อาจก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น

ในวันที่ 22 ธันวาคม ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ได้ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นคดี และยังโพสต์เย้ยหยันอำนาจรัฐ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ผู้ต้องหาเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มีอายุ 25 ปี ย่อมรู้ดีว่าการกระทำของผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล ทั้งยังเห็นว่า วิบูลย์ บุญภัทรรักษา นายประกันซึ่งเป็นบิดา ไม่ได้ทำการห้ามปราม ทำผิดเงื่อนไขการประกันตัว จึงสั่งให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราว

ต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งพิจารณาคำร้องอุทธรณ์กรณีศาลขอนแก่นสั่งเพิกถอนประกัน โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาโดยชอบแล้ว

ในวันที่ 28 ธันวาคม ทีมทนายความของจตุภัทร์ ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนการพิจารณาคำร้องขอฝากขังที่ผิดระเบียบและขอให้ศาลเบิกตัวผู้ต้องหามาสอบถาม เนื่องจากพบว่ามีการสั่งฝากขังเป็นผัดที่ 3 อีก 12 วันเป็นที่เรียบร้อย โดยในเอกสารระบุว่าผู้ต้องหาไม่ค้านการฝากขัง คำร้องฝากขังดังกล่าวลงชื่อเจ้าพนักงานสอบสวนได้ยื่นต่อศาลในวันที่ 26 ธันวาคม 2559 และศาลมีคำสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม

ต่อมาศาลได้ให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารกระบวนพิจารณาคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบมาให้ทนายความได้อ่านโดยในเอกสารได้ระบุคำพิเคราะห์ว่า การยื่นคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพียงแต่ศาลไม่ได้สอบถามผู้ต้องหาเสียก่อนว่าจะคัดค้านคำร้องฝากขังนั้นหรือไม่เท่านั้น หาทำให้การสั่งอนุญาตให้ฝากขังดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดกฎหมายไม่ ให้ยกคำร้อง โดยให้เบิกตัวผู้ต้องหามาสอบถามในลักษณะการประชุมผ่านจอภาพ เวลา 16.30 น.

หลังศาลสอบถามผู้ต้องหา ซึ่งผู้ต้องหาคัดค้านการฝากขัง อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์ว่าคำคัดค้านของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น เมื่อผู้ร้องมีเหตุจำเป็นที่ต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 4 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงและมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่มีการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีจึงมีเหตุจำเป็นที่จะควบคุมผู้ต้องหาต่อไป ในชั้นนี้จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 ถึง 8 มกราคม 2560

โดยวิบูลย์ซึ่งเป็นทนายและบิดา ระบุว่าจะทำหนังสือร้องเรียนต่อสำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่ากระบวนพิจารณาฝากขังอันมิชอบด้วยกฎหมาย

 

ป้ายฮอลลีวูดถูกเปลี่ยนเป็นฮอลลีวีด-หลังแคลิฟอร์เนียประชามติผ่าน กม.กัญชา

ป้ายฮอลลีวูดถูกเปลี่ยนเป็นฮอลลีวีด-หลังแคลิฟอร์เนียประชามติผ่าน กม.กัญชา

ป้ายฮอลลีวูด (HOLLYWOOD) ถูกมือดีแอบเปลี่ยนเป็นฮอลลีวีด (HOLLYWeeD) ในคืนต้อนรับปีใหม่ สอดคล้องกับที่รัฐแคลิฟอเนียลงประชามติผ่านกฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ด้านสันทนาการ ด้านตำรวจตั้งทีมสืบสวนว่าเป็นฝีมือใคร

ที่มาของภาพ: Twitter/tommychong

2 ม.ค. 2559 – ชาวเมืองลอส แองเจลิส ตื่นขึ้นมาในเช้าวันปีใหม่ แล้วต้องพบกับฝีมือของพวกมือดีที่เปลี่ยนป้ายฮอลลีวูด (HOLLYWOOD) เป็นฮอลลีวีด (HOLLYWeeD) โดย KABC-TV ระบุว่าตำรวจได้ตั้งทีมขึ้นมาสืบว่าเป็นฝีมือของใคร

ต่อมาโฆษกตำรวจของลอส แองเจลิส ระบุว่ามือดีเหล่านี้ใช้เพียงผ้าใบขนาดใหญ่หมุนอักษรตัวโอ 2 ตัวในป้ายให้กลายเป็นตัวอีแบบตัวพิมพ์เล็ก โดยใช้เวลาในช่วงกลางคืน โดยผู้ก่อเหตุซึ่งสวมชุดดำ ถูกจับภาพได้จากกล้องวงจรปิดและจะถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุก โดยเป็นคดีลหุโทษ

เหตุที่มือดีเปลี่ยนป้ายดังกล่าว ดูเหมือนจะเป็นการปักหมุดถึงความสำเร็จในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพราะถึงแม้ว่าผลคะแนนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ฮิลลารี คลินตันจะชนะ แต่ทั่วประเทศก็แพ้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งที่เลือกโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ในการลงประชามติกฎหมายซึ่งจัดขึ้นพร้อมกัน ก็สามารถผ่านญัตติที่ 64 ซึ่งจะอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ด้านสันทนาการ โดยการซื้อขายและเก็บภาษีกัญชาจะเริ่มขึ้นในปี 2018

ทั้งนี้ในปี 1923 (พ.ศ. 2466) มีการติดตั้งป้ายขึ้นเป็นครั้งแรกว่าฮอลลีวูดแลนด์ (Hollywoodland) เพื่อโฆษณาโครงการที่พักอาศัยบนเนินเขาเหนือลอส แองเจลิส ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นฮอลลีวูด (Hollywood) ในปี 1949 (พ.ศ. 2492) ตามข้อเสนอของหอการค้าฮอลลีวูด

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงข้อความที่ป้ายฮอลลีวูดเป็นฮอลลีวีด ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยในเดือนมกราคมปี 1976 (พ.ศ. 2519) เคยมีคนแก้เป็น “ฮอลลีวีด” หลังจากที่รัฐแคลิฟอเนียแก้ไขกฎหมายเพื่อลดโทษให้กับคดีที่เกี่ยวกับกัญชา

ป้ายฮอลลีวูดยังถูกเปลี่ยนเพื่อสะท้อนประเด็นต่างๆ บ่อยครั้ง เช่น เปลี่ยนเป็น “OLLYWOOD” ในเดือนกรกฎาคมปี 1987 (พ.ศ. 2530) ในช่วงที่เริ่มไต่สวนข้อกล่าวหา Iran-Contra ที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแอบขายอาวุธให้อิหร่านเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกัน และเพื่อนำเงินที่ได้ไปช่วยกบฏคอนทราในนิคารากัวเป็นการลับ หรือมีการเปลี่ยนป้ายเป็น “HOLYWOOD” เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น พอล ที่ 2 มาเยือนเมื่อกันยายนปี 1987 (พ.ศ. 2530) หรือเปลี่ยนเป็น “OIL WAR” เมื่อปี 1991 (พ.ศ. 2534) ช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 1 ฯลฯ

 

แปลและเรียบเรียงจาก

‘Hollyweed’: California’s Hollywood sign changed in post-election prank, The Guardian, 1 January 2017

Hollywood Sign, Wikipedia (เข้าถึงเมื่อ 2 มกราคม 2017)