วิษณุยันเดินโรดแมป นับหนึ่งเมื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมาและประกาศใช้

วิษณุยันเดินโรดแมป นับหนึ่งเมื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมาและประกาศใช้

Posted: 06 Jan 2017 01:50 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วิษณุหวัง สนช.ไม่พูดเลื่อนเลือกตั้งอีก เหตุสร้างความเข้าใจผิด ยันเดินโรดแมป ระบุบัดนี้เกิดกรณีที่ในหลวงรัฐกาลที่ 9 สวรรคต ทุกอย่างเลื่อนไป เราจึงนับไม่ถูก ตอบไม่ถูก ชี้นับ 1 เมื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมาและประกาศใช้

6 ม.ค. 2560 จากกรณี สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาระบุว่า อาจจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 นั้น วันนี้  สำนักข่าวไทยและผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโรดแมปของรัฐบาลว่า หาก สนช. เป็นคนพูดก็คงต้องไปถาม สนช. เพราะตนจะตอบอะไรในส่วนนี้ไม่ได้ แต่คิดว่า สนช. คงไม่พูดอีกแล้ว เพราะเมื่อพูดก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

วิษณุ กล่าวว่า สำหรับรัฐบาล ทุกคนเห็นตรงกันว่า ต้องเดินไปตามโรดแมปที่มีความชัดเจน ทั้งลำดับขั้นตอน การทำงาน และช่วงเวลาของแต่ละขั้นตอน

“โรดแมปคืออย่างนี้ และก็ยังเป็นเช่นนี้ เพียงแต่เมื่อหลายเดือนก่อนรัฐบาล บอกว่า การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2560 เพราะมองด้วยสมมติฐานที่ว่าได้ทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 คิดว่าน่าจะได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯลงมาในเดือน พ.ย. 2559 แล้วประกาศใช้ต่อไป ถ้าเป็นอย่างนั้นการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นได้ในปี 2560 แต่บัดนี้เกิดกรณีที่ในหลวงรัฐกาลที่ 9 สวรรคต ทุกอย่างเลื่อนไป และจนถึงวันนี้ยังไม่มีพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมา เราจึงนับไม่ถูก ตอบไม่ถูก” วิษณุ กล่าว
วิษณุ กล่าวว่า หากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เมื่อใด ตามขั้นตอนต่อไป จะเป็นการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ซึ่งจะใช้เวลา 240 วัน จากนั้น จะเข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาของ สนช. ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 2 เดือน  หากมีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็จะมีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อีกประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลฯ ฉบับที่มีการจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนนี้จะมีระยะเวลา 90 วัน
“เมื่อมีการประกาศใช้ กระบวนการเลือกตั้งจึงเริ่มต้นกันได้ ภายใน 1 – 5 เดือน ดังนั้น ยังไม่สามารถนับ 1 ได้เพราะ ยังไม่ได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมา” วิษณุ กล่าว
ต่อกรณีคำถามที่ว่าที่ สนช. ระบุว่า ต้องเลื่อนเลือกตั้งไปปี 61 นั้น เพราะมีกฎหมายต้องพิจารณาอยู่อีกมากกว่า 100 ฉบับ  วิษณุ กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศจะพิจารณากฎหมายให้มากขึ้น และกฎหมายในเชิงปฏิรูปก็ถึงเวลาที่จะนำมาพิจารณาในช่วงนี้ แต่การพิจารณากฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่ สนช. จะต้องไปพิจารณาเวลาเอาเอง เพราะรัฐบาลได้เพิ่มจำนวน สนช. ให้แล้วจากมีลาออกไปบ้าง แต่ในโอกาสต่อไปก็คงจะแต่งตั้งเพิ่มเติม

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘จตุพร’ อาลัยผ่านลูกกรงถึง ‘ธีรวัฒน์ บุญอยู่’ ผู้ปราศรัยคนแรกหน้าราม พฤษภา35

‘จตุพร’ อาลัยผ่านลูกกรงถึง ‘ธีรวัฒน์ บุญอยู่’ ผู้ปราศรัยคนแรกหน้าราม พฤษภา35

Posted: 06 Jan 2017 03:35 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

จตุพร ปล่อยคำไว้อาลัยผ่านลูกกรง ถึง ‘ธีรวัฒน์ บุญอยู่’ พิธีกรพีซทีวีที่เพิ่งเสียชีวิตด้วยอาการป่วย ระบุเขาเป็นผู้ปราศรัยในวันที่ 19 พ.ค.35 ที่หน้าม.รามเป็นคนแรก เข้ามาร่วมรับผิดชอบหลักศูนย์ปราบโกงฯ มีจุดยืนเคียงข้างประชาชนผู้ทุกข์ยาก

6 ม.ค. 2560 จากกรณีที่ ธิดา โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เปิดเผยสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ธีรวัฒน์ บุญอยู่ พิธีกรรายการ “ฟังความรอบด้าน” ทางสถานีโทรทัศน์พีซทีวี ได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ด้วยอาการป่วยเรื้อรังเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมีแผลในช่องท้อง โดยอาการเริ่มแสดงออกชัดเจน เมื่อ 2 – 3 วันที่ผ่านมา มีเลือดไหลออกตามร่างกาย และมีอาการหนักมาตลอด จนต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสิรินธร ย่านอ่อนนุช 90 และเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

วันนี้ (6 ม.ค.60) จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. จำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ซึ่งถูกถอนประกันตัวและถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งระบุว่าพูดและบันทึกผ่านลูกกรง เผยแพร่ “คำไว้อาลัย จากพี่ตู่ ถึง ธีรวัฒน์ บุญอยู่” ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์‘ โดย มีรายละเอียดดังนี้
คำไว้อาลัย จากพี่ตู่ ถึง ธีรวัฒน์ บุญอยู่

กว่า 25 ปีที่วัฒน์มาเป็นน้องร่วมอุดมการณ์ที่รามคำแหง ซึ่งขณะนั้นพี่ทุกคนต่างเห็นแววความสามารถวัฒน์ ว่าเป็นคนครบเครื่องคนหนึ่ง ที่คิดเป็น ทำเป็นแก้ปัญหาเป็น เป็นนักปราศรัยที่ดีมากคนหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีความสามารถทางกีฬา ดนตรี ที่สำคัญมีจุดยืนเคียงข้างประชาชนผู้ทุกข์ยาก

ในเหตุการพฤษภาทมิฬ วัฒน์เป็นผู้ปราศรัยในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 ที่หน้ารามเป็นคนแรก ผมเป็นคนที่สองหลังจากที่ตัดสินใจกับเพื่อนๆใช้รามคำแหงเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายฝ่ายประชาชน จึงมอบหมายให้วัฒน์ไปทำหน้าที่ และได้ทำเป็นอย่างดีจนจบในสมรภูมินั้น นอกจากนี้ยังมีการต่อสู้ในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก หลายปีที่ผ่านมาวัฒน์กลับบ้านที่โคราชไปทำงานตามวิถีชีวิตและยึดมั่นในแนวทางที่ถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง

หลายเดือนที่ผ่านมาวัฒน์โทรมาหาบอกว่าจะขอมาทำงานด้วย ผมบอกว่าพร้อมวันไหนให้มาได้ทันที ซึ่งเขาเข้ามาจัดรายการข่าว ฟังความรอบด้าน รับผิดชอบหลักศูนย์ปราบโกงฯเป็นต้น

ผมดีใจที่วัฒน์เริ่มต้นกับผมที่รามฯและวาระสุดท้ายได้มาทำงานกับผมที่ PEACE TV

ก่อนตาย..วัฒน์ได้มาเยี่ยมที่เรือนจำและจัดรายการพูดเกี่ยวกับผมหลายครั้ง

ผมเป็นพี่ที่ไม่มีโอกาส ไปงานศพน้องทำได้เพียงสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ทุกคืนวัน

48 ปีเหนื่อยมากพอแล้ว หลับให้สบายเถิดวัฒน์ ล่วงหน้าไปก่อน อีกไม่นานพี่และทุกคนจะตามไปเพราะไม่มีใครหลีกพ้น

พี่รักเอ็งนะ

พี่ตู่

หมายเหตุ :: พูดและบันทึกผ่านลูกกรง


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ผู้ไม่ประสงค์ออกนามแฮกเว็บศูนย์ข้อมูลเทศบาลขอนแก่นเรียกร้องปล่อย ‘ไผ่ ดาวดิน’

ผู้ไม่ประสงค์ออกนามแฮกเว็บศูนย์ข้อมูลเทศบาลขอนแก่นเรียกร้องปล่อย ‘ไผ่ ดาวดิน’

เว็บไซต์ของ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเทศบาลนครขอนแก่น ถูกแฮกเกอร์ Anonymous แฮ็กหน้าหลักของเว็บและขึ้นข้อความว่า “ปล่อยจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา | AntiSec”

หน้าหลักของเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเทศบาลนครขอนแก่น ถูกแฮ็กและขึ้นภาพและข้อความเรียกร้องให้ปล่อยตัวจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

2 ม.ค. 2560 ช่วงเช้ามืดวันนี้ (2 ม.ค.) เว็บไซต์ของ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเทศบาลนครขอนแก่น (http://center.kkmuni.go.th/index.php) ถูกแฮกเกอร์ไม่ทราบฝ่าย แฮ็กหน้าหลักของเว็บ ขึ้นภาพของจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน และขึ้นข้อความว่า “> Free Jatuphat Boonpattaraksa | AntiSec <” หรือ “ปล่อยจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา | AntiSec” ทั้งนี้ในหน้าจอของเว็บที่ถูกแฮกไม่มีการะบุว่าชื่อกลุ่มของแฮกเกอร์ แต่มีข้อความขึ้นที่ด้านบนของจอว่า “Defaced by Anonymous”

สำหรับ จตุภัทร์ หรือ ไผ่ ดาวดิน ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม หลังจากแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์บีบีซีภาคภาษาไทย โดยผู้แจ้งความคือ พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี  รองหัวหน้ากองยุทธการ มณฑลทหารบกที่ 23 ขอนแก่น

ต่อมาในวันที่ 4 ธันวาคม ศาลจังหวัดขอนแก่นอนุญาตให้ประกันตัว หลังบิดาของจตุภัทร์ยื่นหลักทรัพย์ 4 แสนบาท โดยให้เหตุผลประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวว่า ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีการเมืองอยู่ 4 คดี ที่ผ่านมาไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี อีกทั้งในวันที่ 8 ธ.ค. ผู้ต้องหามีสอบเป็นวิชาสุดท้าย หากไม่ได้เข้าสอบวิชาดังกล่าวจะส่งผลให้เขาเรียนไม่จบตามหลักสูตร ศาลจึงพิจารณาให้ประกันตัว

ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เป็นผู้ร้องขอต่อศาลให้ถอนประกัน โดยให้เหตุผลว่าหลังได้รับการประกันตัว ผู้ต้องหาโพสต์เยาะเย้ยเจ้าพนักงานว่า “เศรษฐกิจมันแย่แม่งเอาแต่เงินประกัน” นอกจากนี้ยังยกเหตุผลว่าผู้ต้องหามีประวัติทำผิดคดีความมั่นคง คดีปัจจุบันเป็นคดีร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา และผู้ต้องหาแสดงความเห็นในสื่อออนไลน์เรื่อยมาและอาจยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หากรอถึง 23 มกราคม 2560 อาจก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น

ในวันที่ 22 ธันวาคม ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ได้ลบข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นคดี และยังโพสต์เย้ยหยันอำนาจรัฐ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ผู้ต้องหาเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มีอายุ 25 ปี ย่อมรู้ดีว่าการกระทำของผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล ทั้งยังเห็นว่า วิบูลย์ บุญภัทรรักษา นายประกันซึ่งเป็นบิดา ไม่ได้ทำการห้ามปราม ทำผิดเงื่อนไขการประกันตัว จึงสั่งให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราว

ต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งพิจารณาคำร้องอุทธรณ์กรณีศาลขอนแก่นสั่งเพิกถอนประกัน โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาโดยชอบแล้ว

ในวันที่ 28 ธันวาคม ทีมทนายความของจตุภัทร์ ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนการพิจารณาคำร้องขอฝากขังที่ผิดระเบียบและขอให้ศาลเบิกตัวผู้ต้องหามาสอบถาม เนื่องจากพบว่ามีการสั่งฝากขังเป็นผัดที่ 3 อีก 12 วันเป็นที่เรียบร้อย โดยในเอกสารระบุว่าผู้ต้องหาไม่ค้านการฝากขัง คำร้องฝากขังดังกล่าวลงชื่อเจ้าพนักงานสอบสวนได้ยื่นต่อศาลในวันที่ 26 ธันวาคม 2559 และศาลมีคำสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม

ต่อมาศาลได้ให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารกระบวนพิจารณาคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบมาให้ทนายความได้อ่านโดยในเอกสารได้ระบุคำพิเคราะห์ว่า การยื่นคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพียงแต่ศาลไม่ได้สอบถามผู้ต้องหาเสียก่อนว่าจะคัดค้านคำร้องฝากขังนั้นหรือไม่เท่านั้น หาทำให้การสั่งอนุญาตให้ฝากขังดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดกฎหมายไม่ ให้ยกคำร้อง โดยให้เบิกตัวผู้ต้องหามาสอบถามในลักษณะการประชุมผ่านจอภาพ เวลา 16.30 น.

หลังศาลสอบถามผู้ต้องหา ซึ่งผู้ต้องหาคัดค้านการฝากขัง อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์ว่าคำคัดค้านของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น เมื่อผู้ร้องมีเหตุจำเป็นที่ต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 4 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงและมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่มีการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีจึงมีเหตุจำเป็นที่จะควบคุมผู้ต้องหาต่อไป ในชั้นนี้จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2559 ถึง 8 มกราคม 2560

โดยวิบูลย์ซึ่งเป็นทนายและบิดา ระบุว่าจะทำหนังสือร้องเรียนต่อสำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่ากระบวนพิจารณาฝากขังอันมิชอบด้วยกฎหมาย

 

สนช.ผ่าน 3 วาระรวด ถวายคืนพระราชอำนาจกษัตริย์สถาปนาสังฆราช – ตัดมหาเถรสมาคมชงชื่อ

สนช.ผ่าน 3 วาระรวด ถวายคืนพระราชอำนาจกษัตริย์สถาปนาสังฆราช – ตัดมหาเถรสมาคมชงชื่อ

Posted: 28 Dec 2016 11:38 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สนช. พิจารณา 3 วาระ ก่อนมีมติเอกฉันท์เห็นชอบการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  ตัดมหาเถรสมาคมชงชื่อ

ที่มาภาพ เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

29 ธ.ค. 2559 จากกรณี เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการวิสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิปสนช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการเข้าชื่อของสมาชิกสนช. จำนวน 84 คน เพี่อเสนอแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับปี พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ในมาตรา 7 เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งคณะกรรมาธิการศาสนา และศิลปวัฒนธรรม นำโดย พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นผู้รับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและได้พิจารณาเสร็จแล้ว คือ “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” โดยให้กลับไปใช้ตามข้อความตามลักษณะเดิมตามมาตรา 7 ของพ.ร.บ.คณะสงฆ์ปี พ.ศ.2505 โดยยกเลิกข้อความในมาตรา 7 ของพ.ร.บ.สงฆ์ ปี พ.ศ.2505 แก้ไข เพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถานปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปกิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” นั้น (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

ล่าสุดวันนี้ (29 ธ.ค. 59) เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า  สนช.พิจารณา 3 วาระ ก่อนมีมติเอกฉันท์เห็นชอบการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)  ที่มี พรเพชร ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม พิจารณาแบบสามวาระรวด ก่อนมีมติในวาระ 3 เห็นชอบ 182 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง  จากผู้เข้าร่วมประชุม 188 คน ให้มีการประกาศใช้ ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการแก้ไขจากกฎหมายฉบับเดิมคือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ในมาตรา 7 ที่กำหนดให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมก่อน โดยให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์และนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ร่างที่ สนช.เสนอแก้ไขนี้ เสนอมาตรา 3 ให้เป็นการแก้ไขมาตรา 7 ดังกล่าว บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
สำหรับการแก้ไขร่างกฎหมายคณะสงฆ์นี้เกิดขึ้นจากกรณีที่ พล.ต.อ.พิชิต ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กับคณะสมาชิก สนช. รวม 81 คน เป็นผู้เข้าชื่อเสนอขอแก้ไข โดยระบุเหตุผลว่า ตามโบราณราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมานั้นเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และได้มีการบัญญัติใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พระพุทธศักราช 2484 เป็นต้นมา จึงควรคงไว้ซึ่งการสืบทอดและรักษาโบราญราชประเพณีดังกล่าวไว้
ขณะที่ ออมสิน ชีวพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ตัวแทนรัฐบาล กล่าวต่อที่ประชุมสภาฯ ว่ารัฐบาลไม่ขัดข้องในการที่สภาจะดำเนินการพิจารณาต่อไป  ทำให้ที่ประชุม สนช. พิจารณาต่อในวาระรับหลักการและต่างแสดงความเห็นด้วยให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ อาทิ สมพร เทพสิทธา ที่ระบุ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พระพุทธศักราช 2484 และ พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 บัญญัติไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสังฆราช และมีการใช้ติดต่อมาถึง 51 ปี ถือเป็นราชประเพณี แต่ต่อมามีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2535 เพิ่มเงื่อนไขให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ดังนั้น เมื่อกฎหมายมีปัญหาจึงต้องแก้ไขที่กฎหมาย เช่นเดียวกับ สมชาย แสวงการ ที่เห็นว่าการยึดความอาวุโสเพียงอย่างเดียวในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช อาจทำให้เกิดปัญหา ซึ่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ถูกแก้ไขเมื่อปี พ.ศ. 2535 ขณะที่ สมเด็จพระสังฆราชองค์ล่าสุด ได้รับการสถาปนาเมื่อปี พ.ศ. 2532 กฎหมายฉบับดังกล่าว จึงไม่เคยถูกใช้มาก่อน จึงไม่เคยเกิดปัญหา รวมถึง ตวง อัณฑะไชย เจริญศักดิ์ สาระกิจ มณเฑียร บุญตัน และ เจตน์ ศิรธรานนท์ ที่เห็นควรให้มีการแก้ไขเพราะมองว่าจะทำให้กฎหมายกลับไปสู่ฉบับเดิมที่ไม่เคยมีปัญหา เป็นการการถวายคืนพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และการแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้ยุ่งยาก และไม่กระทบหรือเกี่ยวพันกับมาตราอื่น ที่ประชุมจึงเห็นควรรับหลักการให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ด้วยเสียง 184 เสียง โดยไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย ก่อนเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 ด้วยกรรมาธิการเต็มสภาแบบเรียงลำดับรายมาตราจนครบทั้งร่าง และพิจารณาทั้งร่าง ท้ายที่สุดมีจึงมติเห็นชอบในวาระ 3 นำไปสู่การประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

Free Internet Society of Thailand เตรียมล่ารายชื่อให้ สนช. ยกเลิก พ.ร.บ.คอม

‘พลเมืองโต้กลับ’ จัดกิจกรรม ‘กินข้าวหลาม’ เรียกร้องปล่อยตัว ‘ไผ่ ดาวดิน’

Posted: 24 Dec 2016 08:35 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

‘กลุ่มพลเมืองโต้กลับ’ จัดกิจกรรม ‘ กินข้าวหลามเฉย ๆ’Ž แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เรียกร้องให้ปล่อยตัว ‘ไผ่ ดาวดิน’
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมาที่ลานหน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรม กินข้าวหลามเฉยๆŽ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน
อานนท์ นำภา ได้นำทำกิจกรรม ‘กินข้าวหลามเฉย ๆ’ โดยระบุวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้ไผ่ ดาวดิน กระทั่งเวลา 17.05 น. อานนท์แจ้งว่ากำลังรอข้าวหลามจากแม่ค้าซึ่งกำลังเดินทางมา ต่อมาเวลา 17.15 น. ณัฏฐา มหัทธนา หรือ ‘โบว์’ ระบุว่า กิจกรรมนี้มีขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยไผ่ ดาวดิน ซึ่งยังไม่ถูกศาลพิพากษาแต่อย่างใด ครั้งนี้ใช้สัญลักษณ์ของข้าวหลาม เพราะทำด้วยไม้ไผ่ ต้องการสื่อว่า ‘ไผ่’ ไม่โดดเดี่ยว ยังมีผู้คนอีกมากที่ให้กำลังใจและจะร่วมต่อสู้ นอกจากนี้กลุ่มพลเมืองโต้กลับได้อ่านจดหมายของแม่ไผ่ ดาวดินที่เขียนขึ้น ซึ่งมีใจความว่า อยากให้สังคมได้ทบทวนและมองคนให้เป็นคนเหมือนท่านบ้าง จากคนเป็นแม่ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งด้านดี ด้านลบ ถูกยกย่อง ถูกประณาม ฉันก็เป็นแม่เหมือนคนทั่วไป ทุกๆ ท่าานคงทราบดีว่าไม่ว่าเขาเป็นคนหัวรุนแรงด้านความคิด แต่ทุกคนย่อมเคารพกฎหมาย จึงขอความเป็นธรรม

สมาคมนักเขียน-สื่อเทศแถลงหลังไทยผ่าน พ.ร.บ.คอมฯ ห่วงนักเขียน-สื่อถูกละเมิดหนักข้อ

สมาคมนักเขียน-สื่อเทศแถลงหลังไทยผ่าน พ.ร.บ.คอมฯ ห่วงนักเขียน-สื่อถูกละเมิดหนักข้อ

Posted: 18 Dec 2016 05:47 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สมาคมนักเขียนอเมริกา (PEN America) และคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) ออกแถลงการณ์กรณีไทยผ่าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หวั่นสิทธินักเขียน-สื่อถูกละเมิดเพิ่มขึ้น

18 ธ.ค. 2559 ความเคลื่อนไหวหลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา วันเดียวกัน สมาคมนักเขียนอเมริกา (PEN America) ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับแก้ไขนี้จะยังคงทำให้เกิดการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องและเลวร้ายยิ่งขึ้น

สมาคมนักเขียนอเมริกา ระบุว่า สนช. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลทหารได้ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดย พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับเดิม ถูกวิจารณ์อย่างมากจากกลุ่มที่ทำงานเรื่องสิทธิในความเป็นส่วนตัว ข้อมูลจากองค์กรฟอร์ติฟายไรท์ ระบุว่า เฉพาะปีนี้ มีข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล 399 ข้อกล่าวหา และระหว่างที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ ก็มีประชาชนกว่า 300,000 คนร่วมลงชื่อคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว

สมาคมนักเขียน อเมริกา ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในร่างใหม่นี้ ประกอบด้วย 1.การกำหนดโทษจำคุกไม่เกินห้าปี สำหรับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

2.การให้อำนาจคณะกรรมการของรัฐ (คณะกรรมการกลั่นกรอง) ในการร้องขอต่อศาลให้สั่งนำเนื้อหาออนไลน์ซึ่งเข้าข่ายขัดศีลธรรมอันดีของประชาชนออก แม้ว่าเนื้อหาดังกล่าวจะไม่ได้ละเมิดกฎหมายใดเลยก็ตาม

3.ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการขอข้อมูลของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องมีหมายค้น

คาริน ดอยช์ คาเลคาร์ ผู้อำนวยการ โครงการเสรีภาพที่ตกอยู่ในความเสี่ยง ของสมาคมนักเขียนอเมริกา (PEN America’s Free Expression At-Risk Programs) แสดงความเห็นว่า กฎหมายใดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ควรต้องยึดหลักการสำคัญเรื่องการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการแสดงออกของปัจเจก ซึ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับ พ.ศ. 2550 นั้นล้มเหลวในจุดนี้และแทนที่ร่างแก้ไขฉบับที่ผ่าน สนช. จะแก้ปัญหาดังกล่าวก็กลับเต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างเห็นได้ชัด

“เราเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้ทางการไทยให้สัญญากับสาธารณะว่าจะไม่มีการใช้กฎหมายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล”

ที่ผ่านมา สมาคมนักเขียน อเมริกา เคยออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อเสรีภาพในการแสดงออกที่ถดถอยของประเทศไทยตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา ทั้งนี้ สมาคมนักเขียน อเมริกา พบว่า ในจำนวนเคสที่เก็บข้อมูลมาได้จากทั่วโลกนั้น เกือบ 50% ของนักเขียนที่ถูกลงโทษจำคุก มาจากการเขียนหรือแสดงความเห็นทางออนไลน์

ด้านคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านเสรีภาพสื่อที่มีสำนักงานในสหรัฐฯ ก็ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะให้อำนาจรัฐให้การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตโดยใช้เกณฑ์ที่คลุมเครือและกว้างขวางเกินไป

เช่นเดียวกับสมาคมนักเขียน อเมริกา คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวได้แสดงความกังวลต่อการกำหนดโทษจำคุกห้าปี สำหรับการนำเข้าข้อมูลเท็จที่อาจกระทบต่อความมั่นคง การมีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาปิดเว็บที่ไม่ผิดกฎหมายแต่ขัดศีลธรรมและการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐขอข้อมูลผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล

ชอว์น คริสปิน ตัวแทนอาวุโสจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ที่ผ่านมา กฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ของไทยเป็นภัยคุกคามต่อผู้สื่อข่าวที่ทำงานออนไลน์ การแก้ไขที่คลุมเครือและกว้างเกินไปมีแต่จะอันตรายยิ่งขึ้น

“รัฐบาลทหารไทยมักเอาเรื่องการแสดงความเห็นกับการก่ออาชญากรรมมาปนกัน การแก้ไขกฎหมายนี้จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่กว้างขวางกว่าเดิมในการจัดการกับผู้เห็นต่าง การแก้กฎหมายนี้ควรต้องถูกยกเลิกและหากจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้อีกในอนาคต ควรจะต้องให้ความสำคัญกับการประกันเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นอันดับแรก” ชอว์น คริสปิน ระบุ

 

แปลและเรียบเรียงจาก

https://pen.org/press-release/2016/12/16/thailand-amended-computer-crime-act-step-backward-free-expression

https://cpj.org/2016/12/thai-legislation-threatens-online-freedoms.php

หมายเหตุ : 2.35 น. 19 ธ.ค. 2559 ทางประชาไทได้มีการปรับแก้เนื้อหาเพิ่มเติม

ส่อแววไปไม่รอด!!! สภาอุตสาหกรรมฯชี้เอกชนเมินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล!!!

ส่อแววไปไม่รอด!!! สภาอุตสาหกรรมฯชี้เอกชนเมินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล!!!

sara Bad
ispacethailand.org
ดูเหมือนว่าปีแห่งการลงทุนที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจคาดหวังไว้จะไม่เป็นไปตามคาดแล้วจริงๆ เพราะยิ่งใกล้สิ้นปีก็ยิ่งชัดเจนว่าเอกชนยังคงไม่สนใจที่จะลงทุนตามกรอบการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลวางแผนไว้ ล่าสุดประธานสภาอุตสาหกรรมฯก็ออกมาระบุถึงโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ นั้นไม่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชน จากปัญหาในหลายด้าน

2016-11-28_053353

“คลัสเตอร์” คือ การรวมกลุ่มของธุรกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินกิจกรรมอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยมีความร่วมมือ เกื้อหนุน เชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร ทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) เสริมสร้างศักยภาพด้าน การลงทุนของประเทศไทย และช่วยกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น

2016-11-28_053409

2016-11-28_053430

สิทธิประโยชน์ที่สำคัญสำหรับการลงทุนในคลัสเตอร์
2016-11-28_053449

            ซึ่งรัฐบาลคสช. ได้กำหนดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ หรือเรียกสั้นๆว่า “นโยบายคลัสเตอร์” ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2558 โดยมีการแบ่งรูปแบบคลัสเตอร์ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ซูปเปอร์คลัสเตอร์ และคลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆ รายละเอียดและสิทธิประโยชน์ดังนี้
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ในฐานะคณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ ให้สัมภาษณ์กับ “น.ส.พ.ฐานเศรษฐกิจ” ว่าแนวนโยบายที่รัฐบาลพยายามเร่งรัดให้เกิดการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ ใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรมคลัสเตอร์

2016-11-28_053509

โดยจะได้รับสิทธิพิเศษจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI แต่จะต้องยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนกับ BOI ภายในสิ้น2559 และเปิดดำเนินการภายในปี 2560 ซึ่งคณะกรรมการฯได้มีการกำหนดเป้าหมายการลงทุนไว้จะมีไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท โดยเป็นในส่วนของคลัสเตอร์ปิโตรเคมีฯถึง 2.41 แสนล้านบาท

2016-11-28_053528

แต่จากการดำเนินงานตลอด 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดการให้สิทธิพิเศษจาก BOI ในสิ้นปีนี้ยังไม่สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยข้อมูลจาก BOI พบว่าในระยะเวลา 9 เดือนของปี 2559 มีนักลงทุนมายื่นขอส่งเสริมการลงทุนเพียง 27 โครงการ เงินลงทุน 2.53 หมื่นล้านบาทและเกือบทั้งหมดเป็นโครงการขนาดเล็กที่มีความพร้อมอยู่แล้ว(ไม่รวมการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย)
ในขณะที่โครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวและก่อสร้างนาน แม้มีความสนใจก็ไม่สามารถขอการสนับสนุนจาก BOI ได้ทันตามกำหนด อีกทั้งภาคเอกชนยังมีความกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ตลาดยังอยู่ในภาวะถดถอย ประกอบกับภาครัฐยังไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องการแก้ไขปัญหา อุปสรรคในการลงทุนในระบบคลัสเตอร์ รวมทั้งเงื่อนไขที่ต้องให้มีสถาบันการศึกษาในพื้นที่เข้ามาร่วมมือ ซึ่งยากต่อการปฏิบัติของภาคเอกชน
นอกเหนือจากโครงการที่มีการอนุมัติจาก BOI 27 โครงการ ยังมีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนไปกว่า 84 โครงการ เงินลงทุนกว่า 5.21 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก BOI จึงมองว่านโยบายเร่งรัดลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์นี้ เป็นเพียงแนวคิด นำมาปฏิบัติจริงได้ค่อนข้างน้อย โดยจะมีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานหลังสิ้นปีนี้ว่าจะมีการต่อมาตรการ BOI หรือไม่
แปลกความกันง่ายๆว่าจากเป้าหมายการลงทุนแบบคลัสเตอร์ 3 แสนล้านบาท กลับมีการลงทุนจริงเพียงแค่ 2.53 ล้านบาทในระยะเวลาดำเนินการ 9 เดือน แม้ทางสภาอุตสาหกรรมฯจะมีการชี้แจงเหตุผลที่เอกชนไม่สนใจเบื้องต้นไปแล้ว แต่คำถามที่รัฐบาลคสช.ต้องนำไปคิดก็คือ ทำไมเอกชนจึงไม่สนใจลงทุนในโครงการเศรษฐกิจของภาครัฐตามแนวทางปีแห่งการลงทุน ทั้งที่มีการเสนอผลประโยชน์มากกมายเช่นนี้???
จริงอยู่ปัจจัยด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศมีผลในระดับหนึ่ง แต่ในภูมิภาคอาเซียน หลายประเทศกลับมีอัตราการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจของโลก เช่น พม่า เวียดนาม กัมพูชา หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ หรือว่าความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงความน่าดึงดูดใจในการลงทุนของไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว???
Reference

source :- https://goo.gl/OPPYIs

 

ทักษิณชี้ประเทศเผลอเอาหัวหน้ายามมาเป็น CEO ก็ลำบาก แถมมาวางยุทธศาสตร์ 20 ปีอีก

ที่มาภาพและดูคลิกได้ที่ยูทูบ ‘jom voice

ทักษิณชี้ประเทศเผลอเอาหัวหน้ายามมาเป็น CEO ก็ลำบาก แถมมาวางยุทธศาสตร์ 20 ปีอีก

Posted: 07 Oct 2016 02:24 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จอม เพชรประดับ ได้เผยแพร่วิดีโอคลิป ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึงลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศ เดินทางพบปะคนไทยที่อาศัยอยู่ในลอสแองเจอลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผ่านทางยูทูบ ‘jom voice‘ โดย ทักษิณ กล่าวว่าตนเปรียบเสมือนผีที่ถูกปลุกให้เฮี้ยน เพื่อที่หมอผีที่สร้างผีขึ้นมาจะได้ประโยชน์ พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลที่ถ่ายภาพกับป้าย Wait(รอ) หลังปฏิวัติ เนื่องจากคณะรัฐประหารใช้ช่วงแรกบอกว่าจะทำการปรองดอง ซึ่งตนก็เห็นด้วย แต่ภายหลังกับปราบแต่ฝ่ายตนข้างเดียว เลยคิดว่าผิดทางแล้ว จึงรอที่ 2 คือ ปล่อยให้เขาทำร้ายตัวเอง นอกจากนี้ทักษิณยังกล่าวถึงอนาคตเศรษฐกิจของประเทศที่หลายภาคธุรกิจมีความน่าเป็นห่วง เช่น อุตสาหกรรมที่กำลังเข้าสู่ยุคตะวันตกดิน ไม่มีการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ มาเสริม หรือภาคท่องเที่ยวที่ซบเซา นักท่องเที่ยวชั้นดีหาย ขณะที่ภาพเกษตรถูกทำลาย เป็นต้น

ผีกับหมอผี

“ยิ่งคนกลัวผี หมอผีก็มีราคา แล้วคิดว่าอะไรเป็นผีก็พยายามทำให้ผีมันเฮี้ยนมาก หมอผียิ่งมีตังค์ใช้ สังคมไทยเราสร้างผี แล้วก็คนกลัวผีก็นึกว่าผีมีจริง ถามจริงๆ ใครเคยเห็นผีบ้าง ผมไม่เคยเห็นผีและผมไม่เคยกลัวผี เพราะฉะนั้นคนมีสติก็จะไม่กลัวผีเพราะรู้ว่าผีไม่มีจริง หรือถ้าผีมีจริงให้ขอหวยดีกว่า แทนที่จะไปกลัวมัน ถึงวันนี้เราสร้างจนบ้านเมืองเละ” ทักษิณ กล่าว และกล่าวว่า ที่เราทะเราะกัน ใครได้ดีบ้าง มีคนได้ดีไม่กี่คน ผลัดกันมารวยแล้วก็กลับไป แต่เป็นการแลกกับโอกาสของคนไทยทั้งประเทศ ตนนั่งอยู่ข้างนอกมองไปแล้วสงสารคนไทยและประเทศไทย ที่สงสารนั้นสงสารทั้งเหลืองและแดงที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำให้หมอผีมีราคา พระพุทธเจ้าบอกว่าความโลภความโกรธความหลงทำให้โง่ ทำให้ไร้สติปัญญา เราจะยิ่งตัดสินใจพลาดง่ายๆ แต่ถ้าตัดสินใจบนการปล่อยวางเราก็จะไม่ผิดพลาด เพราะเราใช้ข้อมูล หลักวิชาหรือคำตอบทางวิทยาศาสตร์แท้ๆ ก็ไม่ผิดพลาด แต่วันนี้เราถูกสร้างให้โลภให้โกรธให้หลง จึงทำให้บ้านเมืองติดสภาพอยู่ทุกวันนี้

“จริงๆ ผมคือผีที่เขาสร้าง แล้วเขาพยายามสร้างให้ผมเฮี้ยนไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้รู้เรื่อง ผมก็เดินของผมได้เรื่อยๆ ผมก็ไปประเทศนั้นประเทศนี้ ไปหาเพื่อนเก่าบ้างเพื่อนใหม่บ้าง ไปดูความรู้ใหม่ๆ บ้าง แต่ขณะเดียวกันคนไทยก็บอกว่าผีมันดุมาก” ทักษิณ กล่าว

เหตุผลที่รอ

สำหรับกรณีที่เขาภายภาพบนถนนที่ลอนดอน แล้วชี้ป้ายให้ดูว่า Wait(รอ) หลังรัฐประหารนั้น ทักษิณ กล่าวว่า ตนมี 2 เหตุผล เหตุผลแรกปฏิวัติเสร็จเขาประกาศวันแรกเลยประกาศว่าจะมาปรองดอง ก็คิดว่าพวกเราอย่าไปประท้วงเขาเลยก็ลองดูสิ บ้านเมืองจะได้สงบสักที แต่มาถึงปรองดองเขาไม่รู้พจนานุกรมฉบับไหน แปลว่าปราบพวกเราข้างเดียว ไล่ล่ามันทุกอย่าง ตนก็เลยบอกว่าอย่างนี้ต้อง Wait อีกทีหนึ่ง เพราะอะไรรู้ไหม เพราะตนคิดว่าเขาเดินผิดทาง ยิ่งทำไปยิ่งผิดทาง ถ้าเรารอเราไม่ทำอะไรนะ เพราะเขาจะทำตัวเอง “ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง” แต่ที่สำคัญเสียดายเวลา

ภาพ Wait(รอ) หลังรัฐประหาร ที่ทักษิณกล่าวถึง

“สำหรับผมนี่ผมเฉยๆ แล้ววันนี้ ไม่ใช่ไม่สู้ แต่ต้องสู้อย่างมีสติ การอยู่เฉยๆ คือการสู้ที่ดีในขณะที่ฝั่งตรงข้ามกำลังทำร้ายตัวเอง” ทักษิณ กล่าว พร้อมกล่าวว่า จริงๆ ตนไม่อยากให้กวน อยากให้เขาทำให้สุด ไปเต็มที่เลย จะเอาอะไรทำไปเลย แต่ปัญหาก็คือมันไม่จบสักทีบ้านเมืองก็แย่

“จริงๆ ผมคือหนูตัวเดียว เขาไล่ตี วิ่งออกจากบ้านมานึกว่ายังอยู่บ้านก็เผาอยู่นั่นล่ะ กระทั่งหนูอยู่ข้างนอกก็เผาบ้านจนบ้านจะวอดทั้งหลังเลย ทำทำไม ทำทำไม หนูตัวเดียว ผมไม่มีอะไรเลย ผมอยู่ข้างนอกก็ไม่ได้อดตาย ก็ยังพอมีปัญญาบ้าง” ทักษิณ กล่าว

ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ

ทักษิณ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ติดตามเทคโนโลยี่ใหม่ๆ โลกข้างหน้าเราจะเห็นอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรบอท หุ่นยนต์ เรื่องของสงครามไซเบอร์ ความปลอดภัยไซเบอร์ ไลฟ์สไตล์ เรื่องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มันไปไกลแล้ว ขณะที่เรามีเหลืองมีแดงหลับกันอยู่แถวนี้ มีนักวิทยาศาสตร์เป็นแสนกำลังคิดว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นในโลกข้างหน้า วันนี้ประเทศไทยน่าห่วงเพราะอุตสาหกรรมของเราส่วนใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมตอนบ่าย กำลังจะเป็นอุตสาหกรรมตกดิน อุตสาหกรรมเช้าๆ ไม่ค่อยเห็น เรามีรายได้อยู่ 3 ภาคใหญ่ๆ ภาคแรกคือการส่งออก 10 ปีที่ผ่าามาเราไม่ได้เตรียมตัวเลย อุตสาหกรรมที่เป็นแชมป์ของเราคืออิเล็คทรอนิคกับรถยนต์ รถยนต์วันนี้เตรียมไปสู่รถไฟฟ้าแล้ว ใครไม่ปรับตัวก็พัง ส่วนอิเล็กทรอนิควันนี้ก็ย้ายฐานงาน เรามัวแต่ปฏิวัติเปลี่ยนกฏนั่นนี่ สุดท้ายเขาก็ย้ายขยับไป

ทักษิณ กล่าวต่อว่า วันนี้สหรัฐอเมริกาเป็นหุ้นส่วนกับเวียดนามทางเศรษฐกิจ ขณะที่เราที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกามายาวนาน แต่เรามัวแต่ทะเราะกันจนไม่รู้ว่าเขาไม่อยากจะมาทำธุรกิจกัน ในส่วนรายได้จากภาคเกษตรเราก็ทำลายระบบเกษตรทำลายชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านที่ทำเกษตร มันเป็นวิถีชีวิตและอาชีพ เชื่อว่าหลายคนที่มาอยู่ข้างนอกนั้นโชคดี แต่ที่มาบ้างคนนั้นไม่ได้เต็มใจมาแต่อยากจะมาทำมาหากินเพื่อช่วยเหลือพี่น้องทางบ้านเพราะไม่รุ้จะทำมาหากินอะไร หลายคนครอบครัวเป็นเกษตรกร แต่วันนี้ด้วยความที่เห็นเกษตรเป็นฐานเสียงของตนก็เลยเหมือนกับทำลายเกษตรก่อน เพราะฉะนั้นเกษตรโดยการส่งออกของเราก็จะลดประมาณและราคาลง ส่วนรายได้ที่ 3 คือรายได้ท่องเที่ยว สิ่งที่ประเทศไทยเรามีคือมีความเป็นประเทศไทย คนอยากมา แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักท่องเที่ยวชั้นดีหาย นักท่องเที่ยวถูกๆ ใช้เงินน้อยและทำลายสิ่งแวดล้อมเยอะๆ มา ดูเหมือนปริมาณบริมาณนักท่องเที่ยวจะเพิ่มแต่รายได้ต่อปริมาณนักท่องเที่ยวมันลดเยอะ

เตือนระวังถูกโจมตีค่าเงิน

ทักษิณ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ดีวันนี้คือดุลการค้าที่เป็นบวก เนื่องจากแม้ส่งออกจะตก แต่นำเข้าเราก็ตกลงด้วยเนื่องจากราคาน้ำมันลง จึงทำให้บาทแข็ง ที่เป็นทั้งดีและไม่ดี แต่ที่ไม่ดีเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเรามันอ่อนแอกว่าความแข็งค่าของเงินเพราะฉะนั้นอย่าเผลอ อาจจะถูกโจมตีได้ เนื่องจากวันนี้กองทุนต่าประเทศเงินเยอะ แม้เงินทุนสำรองเราจะเยอะขึ้น แต่กองทุนต่างประเทศใหญ่ ต้องระวังและเป็นห่วง

4 ทางเลือกในมหาสมุทรทุนนิยม

ทักษิณ กล่าวด้วยว่า คนทุกคนบริษัททุกบริษัท ประเทศทุกประเทศเปรียบเสมือว่ากำลังว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทร ที่เรียกว่ามหาสมุทรทุนนิยม เพราะเราชอบหรือไม่ชอบเรา แต่ว่าเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมนั่นเอง เมื่อเราถูกโยนลงไปในมหาสมุทรทุนนิยมนี้ เรามีทางเลือกให้เลือกอยู่ 4 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1 ขี้เกียจวายโดดเกาะเรือชาวบ้าน ในที่นี้ก็คือไปทำงานหรือไปอะไรก็แล้วแต่ เราไม่รู้ว่าเราขึ้นไปในเรือนั้นนำมันจะไปถึงฝังหรือเปล่า สอง กัปตันจะดีไหม สาม สภาพเรือจะเป็นอย่างไร เราโดดเกาะแล้ว รอดตายชั่วคราวแน่นอน แต่ไม่รู้จะนานแค่ไหน แล้วแต่ว่าเรือลำนั้นจะเป็นอย่างไร ทางเลือกที่ 2 เก่งมาก แข็งแรง วิสัยทัศน์ดี วายน้ำอยู่ข้างหน้าคลื่น เพราะฉะนั้นสบายมากพวกนี้ อีกพวกหนึ่งก็คือ เก่งเหมือนกัน ไปตามคลื่น ไม่จม คลื่นก็ไปเราก็ไปด้วย พวกนี้ก็รวยได้ แต่พวกที่จมอยู่ใต้คลื่นนี้น่ากลัว จะมีกำลังซื้อในโลกต่ำลงทุกวัน ประชาชนก็ทำงานในระดับที่แย่ลงทุกวัน

เอาหัวหน้ายามมาเป็น CEO ก็ลำบาก

“บริษัทก็ต้องมีซีอีโอเก่งๆ เพื่อจะได้มีวิสัยทัศน์ แล้วคิดแล้วบริหารจัดการนำองค์กร แต่ถ้าบริษัทไหนเผลอไปกับหัวหน้ายามเป็น CEO ก็ลำบาก วันนี้ประเทศไทยน่าห่วงตรงกำลังจะมียุทธศาสตร์ 20 ปี ผมไม่รู้ว่าถ้าเรามองไม่พ้นหัวแม่ตีนตัวเองก็ลำบาก การจะทำยุทธศาสตร์มันจะต้องเข้าใจโลก และเข้าใจเรา” ทักษิณ กล่าว

พร้อมคุยกับเหลือง

“เจาะดีเอ็นเอผมมาคือคนไทย หัวใจไทย ผูกพันประเทศไทย และรักคนไทยเหมือนกับพวกท่านทั้งหลาย ถึงแม้จะอยู่ที่นี่มานาน แต่ใจมันยังเป็นไทย เพราะเราไม่ลืมกำพืด ไม่ลืมที่กำเนิด ไม่ลืมแผ่นดินของเรา ไม่ต้องมาผลักว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนี้ คนผลักทั้งหลายคือคนเห็นแก่ตัวทั้งนั้น เพื่อตัวเอง จริงๆ วันนี้ผมไม่มายด์เลยนะ ผมจะเจอใครเหลืองไม่เหลือง พูดกันมาคุยกันเลย คุยกันได้หมด ถ้าคุยภาษาคนโดยเฉพาะภาษาไทยคุยกันง่ายมากเลย ก็ห่วงครับ ห่วงลูกหลาน” ทักษิณกล่าว

มั่นใจเลือกตั้งครั้งหน้าแลนด์สไลด์อีกตามเคย

ทักษิณ กล่าวด้วยว่า เลือกตั้งคราวหน้าเดียวแลนด์สไลด์อีกตามเคย แต่เขาบอกว่าต้องยกมือให้นายกคนนอก ตนไม่ใช่นายกคนนอก ตนเป็นนายกเมืองนอก

“เพราะฉะนั้นบรรดาคนเสื้อแดงทั้งหลายสงข่าวได้เลยว่าผมเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง รักคนไทยและบ้านเหมือนเหมือนเดิมทุกอย่าง ถามว่าสู้ไม่สู้ ก็ผมไม่รู้ว่าสู้กับใคร และก็ไม่อยากสู้กับใคร แต่อยากให้ประเทศไทยกลับไปสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกที อยากเจอคนไทยแล้วอยากยิ้มสยาม อันนี้มันยิ้มแสยะ เพราะต้องยิ้มแสยะไว้ก่อนไม่รู้มันเหลือหรือแดง อย่างนี้มันไม่ไหว อยากยิ้มสยาม” ทักษิณ กล่าว พร้อมกล่าวด้วยว่า แล้วเรารวมพลังกันช่วยกันคิดให้บ้านเมืองดีกว่า อย่าให้หมอผีได้ดิบได้ดี จะชูไม้กางแขนลากแด๊คคูล่าไป ไม่เห็นมีจริงสักตัว นางนาคพระโขนงก็มีในหนังเท่านั้นไม่มีจริง จะเอาผีเอาวิญญาณที่ไหนลงหม้อ ไม่มีจริงหรอก และตนก็ยังไม่ได้เป็นผี เป็นคนแน่นอน คุยกันรู้เรื่อง


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘บินไทย’ แจ้ง ปอท.เอาผิด ‘หยุดดัดจริตประเทศไทย’ ปมปล่อยชือทริปฮาวาย ระบุเป็นข้อมูลลูกค้า

‘บินไทย’ แจ้ง ปอท.เอาผิด ‘หยุดดัดจริตประเทศไทย’ ปมปล่อยชือทริปฮาวาย ระบุเป็นข้อมูลลูกค้า

Posted: 06 Oct 2016 05:15 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

6 ต.ค.2559 ความคืบหน้าจากกรณีการเดินทางโดยเครืองบินของการบินไทย ไปร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา อย่างไม่เป็นทางการ ที่เมืองฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. 2559  โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุม จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่า เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายรวม 20,953,800 บาท โดยมีค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเที่ยวบิน 600,000 บาท (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) นั้น

ต่อมาเฟซบุ๊กแฟนเพจดังอย่าง ‘หยุดดัดจริตประเทศไทย‘ ได้รายชื่อที่ระบุว่าเป็นผู้ร่วมคณะเดินทางไปฮาวายดังกล่าวมาเผยแพร่
ล่าสุดวันนี้ (6 ต.ค.59) มติชนรายงานว่า ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) รายงานข่าวแจ้งว่า นักกฎหมายของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) รับอำนาจจาก จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับเพจชื่อ “หยุดดัดจริตประเทศไทย” ที่เผยแพร่รายชื่อผู้ร่วมไฟลต์เที่ยวบิน TG8885 จำนวน 43 คน ซึ่งเป็นเที่ยวเดียวกับคณะของ พล.อ.ประวิตร ที่เดินทางไปประชุมที่ฮาวาย เนื่องจากเป็นข้อมูลลูกค้า ซึ่งเป็นความลับ ขณะที่วันที่เดินทางนั้นมีการถอดรายชื่อออกบางส่วน เนื่องจากไม่ได้เดินทางไปในวันดังกล่าว จึงต้องการให้ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินคดี เนื่องจากทำให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เสื่อมเสียชื่อเสียง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่รับเรื่องเพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
โดย พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผกก.3 บก.ปอท. เปิดเผยว่า การบินไทยส่งตัวแทนเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง ทางเราเป็นเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบจะได้รวบรวมพยานหลักฐาน ข้อมูลต่างๆ ต่อไป หากพบว่าเป็นการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐาน ใครทุกคนที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดทั้งเว็บไซต์ หรือเพจเฟซบุ๊ก
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพบว่าคนในหรือใครก็ตามเป็นผู้กระทำความผิดเผยแพร่ข้อมูลออกมาจะต้องดำเนินคดีหรือไม่ พ.ต.อ.โอฬาร เปิดเผยว่า เป็นเรื่องภายในที่จะต้องตรวจสอบดำเนินการ ถ้าเกี่ยวพันว่ามีการกระทำความผิดต้องดำเนินการด้วย ส่วนข้อหาต้องรวบรวมพยานหลักฐานสอบสวนก่อนถึงจะดำเนินการพิจารณาตั้งข้อหาได้ ขณะนี้ทราบเพียงข้อเท็จจริงที่มีการชี้แจงให้ทาง ปอท.ช่วยรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบผู้ที่นำข้อมูลไปเผยแพร่ ขั้นแรกเจ้าหน้าที่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงก่อนว่ามีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นหรือไม่ แล้วข้อเท็จจริงดังกล่าวมีพยานหลักฐานยืนยันไหม หากมีพยานหลักฐานแล้วใครเป็นผู้กระทำ ก็ดำเนินขั้นตอนไปตามกฎหมาย
เมื่อถามว่า เว็บไซต์หรือเพจที่เผยแพร่ข้อมูลไปเปิดในต่างประเทศจะสามารถดำเนินการจับกุมได้หรือไม่ พ.ต.อ.โอฬารกล่าวว่า ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือความผิดตามกฎหมายไทยที่บัญญัติว่าต้องรับโทษในประเทศไทยสามารถดำเนินการได้หมด เพียงแต่ว่าจะได้ตัวผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดมาลงโทษแค่ไหน หรือจะได้พยานหลักฐานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการดำเนินการ เป็นรายละเอียดในแนวทางการสืบสวนสอบสวน อย่างไรก็ตาม ไม่มีแรงกดดันจากฝ่ายไหน ยืนยันว่าไม่มีใครกดดันหรือสั่งการให้ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ช่อง5 แจ้ง ปอท. เอาผิดด้วย เหตุหมิ่นดองข่าว กรณี ‘ชลรัศมี’

เนชั่นทีวี รายงานด้วยว่า เฟซบุ๊กเพจ “หยุดดัดจริตประเทศไทย” ได้เผยแพร่รายชื่อผู้โดยสารเที่ยวบินเช่าเหมาลำดังกล่าว ซึ่ง พบว่าลำดับที่ 20 มีชื่อของ MAJ CHONRATSAMEE NGATHAWEESUK ที่นั่ง 24F ต่อมา “Tippy leds” เฟซบุ๊กของ พ.ต.หญิงชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวสาว สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 โพสต์ข้อความชี้แจงผ่านรายการ เช้านี้ประเทศไทย ระหว่างเวลา 7.00-8.00 น. ซึ่งจัดร่วมกับ วิทย์ สิทธิเวคิน ว่า วันที่ 31 ก.ย. ตนจัดรายการสดอยู่กรุงเทพฯ อยู่หน้าจอช่อง 5 ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ไปต่างประเทศ และวันที่ 1 ต.ค. อยู่ที่ท้องนา ที่จ.นครนายก ซึ่งเป็นบ้านสวนของตนเองนั้น
โดยที่วานนี้ ที่ บก.ปอท. พ.อ.ดร.ธนาธิป สว่างแสง ผอ.ฝ่ายรายการสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก และพ.อ.จิรศักดิ์ เอี่ยมสมบุญ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สยาม บุญสม รอง ผบก.ปอท. เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าว โดยได้นำหลักฐานตารางการออกอากาศของทางสถานีโทรทัศน์วิทยุกองทัพบกทั้งหมดมามอบให้

ยันให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำข้ามทวีปตามมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้

วานนี้ เพจ Thai Airways ได้เผยแพร่คแถลงของ จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดย จรัมพร เปิดเผยว่า กรณีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีซื้อบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำของการบินไทยเดินทางไปฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยนั้น การบินไทยขอยืนยันข้อมูลดังนี้
– ในเที่ยวบินขาไปมีผู้โดยสารจำนวน 38 คน และในเที่ยวบินขากลับมีผู้โดยสารจำนวน 41 คน ซึ่งเป็นจำนวนตามที่โฆษกกระทรวงกลาโหมได้แถลงไปแล้ว
– เรื่องค่าใช้จ่ายนั้น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ขอตรวจสอบมาที่การบินไทยแล้ว และบริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือในการถูกตรวจสอบอย่างเต็มที่ การบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ทำทุกอย่างต้องโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และขอยืนยันว่าการคิดค่าใช้จ่ายการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่การบินไทยเสนอไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นราคาประมาณการ เป็นราคาที่เสนอระหว่างองค์กรของรัฐต่อรัฐตามราคาต้นทุนซึ่งสามารถตรวจสอบได้ และสามารถเปรียบเทียบราคากับสายการบินอื่นในระดับพรีเมี่ยมได้ และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว การบินไทยจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง
– เรื่องอาหารบนเครื่องบินทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับให้บริการอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งหมด 4 มื้อหลัก รวมทั้งอาหารว่างตลอดการเดินทาง และอาหารสำรองที่ต้องจัดเตรียมไว้ในกรณีที่การทำการบินไม่เป็นไปตามแผนการบิน ซึ่งการจัดเตรียมอาหารจะพิจารณาจากระยะเวลาที่ใช้ทำการบิน โดยเส้นทางกรุงเทพฯ – ฮาวาย ใช้เวลาทำการบิน 12.30 ชั่วโมง ส่วนเที่ยวกลับเส้นทางฮาวาย – กรุงเทพฯ ใช้เวลาทำการบิน 12.45 ชั่วโมง ทั้งนี้ การบินไทยได้นำเสนอเมนูหลากหลายให้ผู้ซื้อบริการเป็นผู้เลือกก่อนการเดินทาง เพื่อให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องบินตามมาตรฐานพรีเมี่ยมของการบินไทย
– การเลือกใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ทำการบิน เนื่องจากเป็นเครื่องบินที่สามารถทำการบินข้ามทวีปได้โดยไม่ต้องแวะพักเติมเชื้อเพลิงระหว่างทาง และเป็นแบบเครื่องบินที่บริษัทฯ มีให้บริการได้เพียงพอ สามารถนำมาให้บริการเช่าเหมาลำได้ โดยไม่กระทบกับตารางการบินปกติ

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปมเที่ยวบินฮาวาย ประวิตรชี้ใช้บินไทยก็เหมือนเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา

ปมเที่ยวบินฮาวาย ประวิตรชี้ใช้บินไทยก็เหมือนเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา

Posted: 03 Oct 2016 10:54 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

พล.อ.ประวิตรยันไม่ได้ไปเที่ยว กินอาหารธรรมดา และไปไม่เต็มลำ ด้าน‘บินไทย’แจง 20 ล.แค่ราคากลาง ใช้’โบอิ้ง’ รุ่นเก่า ปรับนอน 180 องศาไม่ได้ ประยุทธ์ย้ำประวิตรทำประโยชน์เพื่อชาติ ไม่ตั้งสอบ พร้อมย้อนรอย ประยุทธ์สั่งข้าราชการซี 10 นั่งเครื่องบินชั้นประหยัด

คณะพล.อ.ประวิตร ที่ฮาวาย ที่มาภาพ สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์

4 ต.ค. 2559 จากที่มีการเผยแพร่ราคากลางจัดซื้อ-จัดจ้าง ประจำปี พ.ศ.2559 ในการจ้างการรับขนคนโดยสารทางอากาศโดยเครื่องบินพาณิชย์ ณ เมืองฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. 2559 โดยมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายรวม 20,953,800 บาท โดยมีค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเที่ยวบิน 600,000 บาท ซึ่งเป็นการเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา อย่างไม่เป็นทางการ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุม จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่า (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) นั้น

3 ต.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การเดินทางไปฮาวายไม่มีสายการบินที่บินตรง และต้องต่อเครื่องทำให้เสียเวลา ตนเดินทางไปเพียง 3 วัน จึงติดต่อไปยังการบินไทย ซึ่งได้เสนอวิธีการเดินทางและราคาเข้ามา การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่ได้เก็บราคาเต็ม ตามวงเงิน ที่มีเอกสารเผยแพร่อยู่ เป็นแค่ราคากลาง และประเมินเท่านั้น โดยหลังจากนี้จะมีการแจ้งยอดใช้จ่ายจริงเข้ามา

“ผมว่าก็ถูกแล้วความโปร่งใสนะ ไม่เป็นไร เขาตั้งใจว่าการใช้เงิน อันนี้เป็นเงินของประชาชนนะ ใช้ก็ต้องมีหน้าที่แจงความชัดเจน แต่ว่าไม่ได้ใช้ทั้งหมด อย่างค่าอาหาร 6 แสน เขาใช้ไม่หมด เพราะว่ามันไม่ไม่เต็มลำ” พล.อ.ประวิตร กล่าว

“การใช้บริการการบินไทยก็เหมือนการช่วยการบินไทย เหมือนเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา เงินหน่วยงานราชการไปช่วยหน่วยงานของรัฐ ดีกว่าไปช่วยคนอื่น” พล.อ.ประวิตร กล่าว
“เราไม่ได้ไปเที่ยวแล้วกัน ลงเครื่องแล้วก็ทำงาน เสร็จแล้วก็ขึ้นเครื่องกลับ” พล.อ.ประวิตร กล่าว พร้อมย้ำด้วยว่า อาหารที่รับประทานนั้นเป็นอาหารไทยธรรมดา เกี๋ยวเตี๋ยว ข้าว ไม่ได้มีอาหาพิเศษมาจากไหน

‘บินไทย’แจง 20 ล.แค่ราคากลาง ใช้’โบอิ้ง’ รุ่นเก่า ปรับนอน 180 องศาไม่ได้

ด้าน อุษณีย์ แสงสิงแก้ว รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่หน่วยธุรกิจบริการการบิน (ดี1) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กรณี พล.อ.ประวิตร และคณะ เช่าเครื่องบินของการบินไทยประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อเดินทางไปมลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่การบินไทยกำหนดขึ้นมาเท่านั้น โดยเป็นราคาที่เทียบเคียงจากการให้บริการของสายการบินอื่นประกอบด้วย เนื่องจากเป็นเส้นทางที่การบินไทยไม่เคยให้บริการมาก่อน ส่วนราคาที่จ่ายจริงยังต้องพิจารณาจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมต่างๆที่เกิดขึ้นที่สนามบินปลายทาง เมื่อคำนวณออกมาแล้วก็อาจจะถูกกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ก็ได้
“ตามระเบียบของการให้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำของการบินไทยจะต้องกำหนดราคากลางในใบเสนอราคา โดยคำนวณต้นทุนการให้บริการต่างๆประกอบ แต่เส้นทางดังกล่าว การบินไทยไม่เคยให้บริการ จึงต้องคิดคำนวณเทียบเคียงกับสายการบินอื่นประกอบด้วย แต่ราคาดังกล่าวจะไม่ใช่ราคาที่จะต้องจ่ายจริง” อุษณีย์ กล่าว
อุษณีย์กล่าวว่า สำหรับการใช้เครื่องบินโอบิ้ง 747-400 ขนาดจัมโบเจ็ตลำใหญ่ เนื่องจากเป็นเครื่องที่ไม่ได้นำมาใช้งาน เป็นเครื่องว่างที่สามารถบินได้ระยะไกล จึงนำมาบินให้บริการได้ โดยยืนยันว่าการเช่าเหมาลำเครื่องบินของการบินไทย แม้จะมีที่นั่งมากหรือที่นั่งน้อย ราคาค่าเช่าเหมาลำจะไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
“ตอนนี้การบินไทยมีเครื่องบินในระดับเดียวกันที่สามารถบินได้ในระยะไกล คือ โบอิ้ง 777-300 อีอาร์ และโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นดังกล่าว เป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ สามารถปรับเอนนอนได้ 180 องศา เป็นการนำไปให้บริการกับผู้โดยสารในเที่ยวบินปกติ ไม่สามารถนำมาให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำได้ ดังนั้น จึงเหลือโบอิ้ง 747-400 ลำดังกล่าว ถึงแม้จะเป็นเครื่องบินลำใหญ่ มีที่นั่งมาก แต่เป็นเครื่องบินเก่า ปรับนอน 180 องศาไม่ได้ ไม่สามารถแข่งขันกับสายการบินอื่นได้ จึงนำมาให้บริการเช่าเหมาลำ” อุษณีย์ กล่าว

ประยุทธ์ย้ำประวิตรทำประโยชน์เพื่อชาติ ไม่ตั้งสอบ

ขณะที่ วานนี้ (3 ต.ค.59) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีค่าใช้จ่ายกว่า 20 ล้านบาท ของคณะพล.อ.ประวิตร ว่า ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการใช้งบประมาณค่าเดินทาง เพราะเรื่องนี้โฆษกกระทรวงกลาโหมได้ชี้แจงรายละเอียดและความจำเป็นไปแล้ว รวมถึงเป็นการไปทำประโยชน์ให้กับประเทศไม่ได้ไปเที่ยวส่วนตัว อย่างไรก็ตามหากต้องการตรวจสอบให้ไปฟ้องร้อง ขออย่าเอาปัญหามาถามตน เพราะเป็นเรื่องที่มีหน่วยงานดูแลอยู่แล้ว
“ผมถามว่า 1.การไปประชุมเครื่องบินมีบินตรงหรือไม่ ไม่มีใช่ไหม จริงๆ แล้วขี้เกียจตอบแทน ไปฟังเขาตอบก็แล้วกัน 2.เขาไปทำประโยชน์หรือเขาไปเที่ยว การไปประชุมก็ต้องดูว่ามีกี่การประชุม ไปคนเดียวพออย่างนั้นหรือ การไปประชุมที่ต่างประเทศจะต้องมีหลายคณะ ก่อนที่ระดับผู้ใหญ่จะประชุมก็จะมีระดับล่างเขาประชุมก่อน อย่ามาจับผิดจับถูกในเรื่องเหล่านี้ ใครอยากฟ้องร้องก็ไปฟ้องร้องเอา ผมไม่ได้อารมณ์เสียอะไรทั้งสิ้น แต่อย่าเอาปัญหาเหล่านี้มาถาม อยากฟ้องก็ให้ไปฟ้องมา ไม่ใช่อยู่ดีๆ นายกฯจะไปฟ้องเรื่องนี้ ตรวจสอบเรื่องนั้น มันมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่อยู่แล้ว ก็ทำหน้าที่กันมาในทุกๆ เรื่อง ผมเองก็กำลังทำหน้าที่อย่างอื่นอยู่ หน้าที่การตรวจสอบการทุจริตไม่ใช่ไม่ทำ เราทำอยู่ แต่ก็มีกลไกเขาต้องทำขึ้นมาตามขั้นตอน จากนั้นผมก็ทำให้ ยุ่งมา 3 วันแล้วไอ้เรื่องนี้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ย้อนรอย ประยุทธ์สั่งข้าราชการซี 10 นั่งเครื่องบินชั้นประหยัด

ขณะที่เมื่อย้อนไปเมื่อ 3 มี.ค. 2558 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งในที่ประชุม ครม.  ให้ทุกส่วนราชการพิจารณาความเหมาะสมของการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ หากกิจกรรมใดที่ไม่จำเป็นต้องเดินทาง ก็ให้ปรับลดลงให้เหมาะสม และอาจให้พิจารณาให้ผู้เชี่ยวชาญจากสาขานั้น เข้ามาบรรยายข้อมูลให้ผู้บริหารรับทราบแทนการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของหน่วยงานลง
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ผู้บริหารในระดับอธิบดีกรมที่เดินทางโดยเครื่องบินในเที่ยวบินภายในประเทศ ก็ให้พิจารณาปรับลดบัตรโดยสารจากชั้นธุรกิจ เป็นชั้นประหยัดแทน และหากเดินทางไปต่างประเทศก็ให้พิจารณาบัตรที่นั่งตามความเหมาะสม ส่วนระดับรองอธิบดี หากจะเดินทางทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ก็ให้เดินทางในชั้นประหยัดเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่า จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของหน่วยงานลงได้ และมีความเหมาะสม
โดยได้มอบหมายให้พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ ติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรมหาชนทุกองค์กร โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ว่ามัหลักเกณฑ์การดำเนินงาน มีงบประมาณ และขั้นตอนการอนุมัติต่างๆ เป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในขั้นตอนการดำเนินงาน ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นที่เชื่อมั่นให้กับประชาชนได้
ข้อโต้แย้ง กรณี “กระเป๋าซ้าย – กระเป๋าขวา” 
2016-10-04_235423

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน