ผบ.ทบ.ใหม่ บอกให้ลบคำว่า ‘ปฏิวัติซ้อน’ ไปได้เลย อย่ามากังวล

ผบ.ทบ.ใหม่ บอกให้ลบคำว่า ‘ปฏิวัติซ้อน’ ไปได้เลย อย่ามากังวล

Posted: 04 Oct 2016 05:24 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แถลงภายหลังประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) โดยเฉพาะผู้บังคับหน่วยระดับนายพล ว่า เป็นการประชุมเพื่อแบ่งสายงานรับผิดชอบตามปกติในแต่ละด้าน ซึ่งตนได้เน้นย้ำทุกด้าน โดยเฉพาะงานด้านกำลังพลที่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนสายงานอื่น เช่น สายงานข่าว สายงานส่งกำลังบำรุง สายงานยุทธการไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากแผนงานเดิม ส่วนงานด้านการพลเรือนจะเน้นการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สำหรับนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนกำลังและลดกำลังดูแลพื้นที่ลง โดยใช้กำลังทหารและประชาชนในพื้นที่ ตนจะเน้นการพัฒนาขีดความสามารถ รวมทั้งการดำเนินการด้านการข่าวเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้กำลัง

กังวลอาวุธที่หายไปปี 53 อาจมีผู้มาใช้ก่อความรุนแรง

ต่อกรณีคำถามถึงการสนับสนุนงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะวางบทบาทอย่างไร นั้น พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันทุกอย่างเดินไปตามโรดแมป และอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ภาพรวมของ คสช. ใช้กำลังทหารลดน้อยลง โดยเน้นงานช่วยเหลือประชาชน ส่วนงานด้านกฎหมายเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยประชาชนเห็นความตั้งใจของรัฐบาล ตนอยากให้ทุกคนช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ให้เดินไปข้างหน้าอย่างราบรื่น และเรียบร้อย ทั้งนี้ มีส่วนที่ตนเป็นห่วงใยคือการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่อาจใช้ความรุนแรง เพราะเมื่อปี 53 มีอาวุธจำนวนหนึ่งของเจ้าหน้าที่สูญหายไประหว่างปฏิบัติการ ซึ่งได้กลับคืนมาเพียงส่วนน้อย และส่วนใหญ่ยังไม่สามารถตามกลับคืนมาได้ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าไปวนเวียนอยู่ที่ไหน ตนจะพยายามตามกลับคืนมาให้ได้ เนื่องจากงานด้านการข่าวพบว่ายังมีกลุ่มที่เห็นต่างและมีแนวความคิดใช้ความรุนแรง ดังนั้น ในความรู้สึกของความเป็นทหารก็ต้องระมัดระวังทั้งหมด ความรุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่ตนไม่ทราบแต่ต้องเตรียมพร้อมมาตรการป้องกันที่ดีที่สุด และคาดหวังว่า ความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น ตนอยากให้คนไทยรักประเทศ และอยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เชื่อว่า ทุกคนที่เป็นคนไทยมีวุฒิภาวะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้

ต่อกรณีคำถามว่า ปีหน้าจะเกิดการเลือกตั้ง กองทัพและกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) จะสนับสนุนรัฐบาลอย่างไรนั้น พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า บทบาทการใช้กำลังของ กกล.รส. ปีหน้าจะใช้กำลังตามอำนาจลดน้อยลง ซึ่งจะใช้กฎหมายเป็นหลัก ยกเว้นกรณีที่สำคัญ หรือจำเป็น เพราะ กกล.รส. มีภารกิจอยู่ 7 ภารกิจ ตนเชื่อว่า เหตุความรุนแรงน่าจะลดน้อยลง เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าคนจับตามองเพราะด้วยความเป็นทหารรบพิเศษ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ไม่กังวลใจ เพราะมีประสบการณ์การทำงานมาพอสมควร และทุกวันนี้คนที่เป็นผู้บังคับหน่วยก็มีความคุ้นเคยกันสามารถทำงานได้ตามบทบาทหน้าที่ ทุกคนเป็นทหารรู้ว่าตนเองต้องทำอะไร สิ่งสำคัญคือ ทำงานเป็นทีม ตนใช้งานทีมฝ่ายเสนาธิการเป็นหลัก หากมีอะไรก็พูดคุยกัน ไม่กังวลเรื่องการถูกจับตามอง

ลบคำว่า ‘ปฏิวัติซ้อน’ ไปได้เลย อย่ามากังวล

เมื่อถามว่า จะให้คำยืนยันกับประชาชนอย่างไรว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือการปฏิวัติ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ถ้าพูดถึงเรื่องการปฏิวัติต้องถามว่ามีเหตุผลอะไร เพราะสถานการณ์ปัจจุบันนั้นทำการปฏิวัติไม่ได้ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ก็ระบุแล้วว่าเรื่องการปฏิวัติครั้งที่ผ่านมา คือ ครั้งสุดท้าย ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบด้วย เราสังเกตได้ว่าการปฏิวัติ 2 ครั้งที่ผ่านมา ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองและการควบคุมสถานการณ์ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างท่วมท้น ตนเป็นทหารอาชีพ ผู้บังคับบัญชาว่าอย่างไรก็ดำเนินการตามนั้น ซึ่งไม่ได้มีปัญหาและทุกคนไม่ต้องกังวลเรื่องการปฏิวัติ เพราะตนยืนยันว่าไม่มี

“การปฏิวัติซ้อนเป็นไปไม่ได้ และไม่มีทาง ผมอยากให้ลบคำนี้ไป อย่ามากังวล อะไรจะเกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้ารัฐบาลปกครองโดยมีคุณธรรมอะไรก็เกิดขึ้นไม่ได้ เรื่องการปฏิวัติ ผมอยากให้ลืมไปเลย และไม่ต้องถามผมอีกแล้ว เพราะจะไม่ตอบอีก การดำเนินงาน 2 ปีของผมจะเน้นหนักเรื่องการช่วยเหลือประชาชน เพราะทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนทุกโอกาส กองทัพอยู่อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่เอาด้วย ทุกวันนี้ในทุกเรื่องกองทัพยื่นมือเข้าไปทำหมด โดยเฉพาะพร้อมช่วยเหลือทุกเรื่องที่รัฐบาลสั่งการ ทุกคนเป็นคนไทยรักชาติเหมือนกัน แต่วิธีคิดอาจแตกต่างกัน หากหันมาพูดคุยกันแล้วสภาพโดยรวมดีขึ้น ผมคิดว่าเราเดินต่อไปได้” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว

โฆษก ทบ.เผยยังคงติดตามอาวุธที่ถูกยึ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบกยังคงติดตามกรณีอาวุธ อุปกรณ์ และยานพาหนะของกองทัพบกที่ถูกยึด และถูกทำลายให้เสียหายจากเหตุชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2553 ที่พบมีการใช้ความรุนแรงของมวลชนและแนวร่วมบางส่วนอย่างกว้างขวาง และส่วนใหญ่จะกระทำกับสถานที่ราชการ องค์กรอิสระ สถานที่สำคัญต่าง ๆ
พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ส่วนความเสียหายในส่วนของอาวุธและยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก พบว่ามีเฉพาะเมื่อปี 2553 ที่มีทั้งถูกทำลายและถูกกลุ่มผู้เห็นต่างยึดไป โดยในภาพรวมมีอาวุธปืนของทางราชการหายไป 86 กระบอก และได้คืน 29 กระบอก เช่น เหตุการณ์ที่เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า มีอาวุธปืนเล็กยาวแบบทราโวร์หายไป 12 กระบอก นำคืนมาได้ 10 กระบอก เหตุการณ์ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีปืนเล็กยาวแบบทราโวร์หายไป 13 กระบอก ได้คืน 3 กระบอก ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ในระหว่างติดตามและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ทางราชการ แม้ว่าบางคดีพนักงานอัยการได้สั่งงดการสอบสวน
พ.อ.วินธัย กล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองปี 2556-2557  โดยเฉพาะเป้าหมายการใช้ความรุนแรง มักเกิดเฉพาะกับประชาชนที่มาร่วมชุมนุม กับกลุ่ม กปปส.เป็นหลักเท่านั้น สถานการณ์ความรุนแรงอื่น ๆ จะไม่ค่อยปรากฏ ซึ่งถือว่ามีบริบทที่แตกต่างกับสถานการณ์เมื่อปี 2553 ดังนั้นภาพรวมการบริหารจัดการเพื่อรักษาความสงบและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ย่อมมีความแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ แต่หลักการขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง โดยไม่ได้แยกปฏิบัติว่าเป็น นปช.หรือ กปปส.

 

ที่มา สำนักข่าวไทย ผู้จัดการออนไลน์ และคมชัดลึกออนไลน์


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เพจCSI LA ข้องใจไปแค่ 38 คน ทำไมเช่าเครื่องลำใหญ่ จุคนได้ 416 คน

เพจCSI LAข้องใจไปแค่ 38 คน ทำไมเช่าเครื่องลำใหญ่ จุคนได้ 416 คน

เพจดังอย่าง CSI LA มีผู้ติดตามกว่า 7 แสนคน ตั้งคำถามว่า เครื่องบินสายการบินไทยเที่ยวบินTG8886 เป็นเครื่องบินรุ่น Boeing747-400 ขนาดจัมโบเจ็ตลำใหญ่สามารถจุผู้โดยสารนั่งได้ถึง 416 คน เหตุใดจึงต้องเหมาไปทั้งเครื่องเพื่อคนแค่ 38 คน
“พอเพียง? เครื่องบินสายการบินไทยเที่ยวบิน TG8886 เป็นเครื่องบินรุ่น Boeing747-400 ขนาดจัมโบเจ็ตลำใหญ่สามารถจุผู้โดยสารนั่งได้ถึง 416 คน อยากทราบว่าพวกท่านผู้มีอำนาจมีความจำเป็นอะไรที่ต้องเหมาไปทั้งเครื่องเพื่อคนแค่ 38 คน? มันพอเพียงแล้วหรือ” เพจ CSI LA โพสต์

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘โฆษกกลาโหม’ แจงเที่ยวบินประวิตร ทำตามระเบียบตรวจสอบได้ ยกความมั่นคงปัดเผยชื่อผู้ร่วมทริป

‘โฆษกกลาโหม’ แจงเที่ยวบินประวิตร ทำตามระเบียบตรวจสอบได้ ยกความมั่นคงปัดเผยชื่อผู้ร่วมทริป

Posted: 02 Oct 2016 11:08 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

โฆษกกระทรวงกลาโหม แจงเที่ยวบินพล.อ.ประวิตร ไปประชุม รมว.กลาโหม ที่ฮาวาย เหตุเช่าเหมาลำ เพราะเส้นทางใหม่ ยันค่าอาหารแพง ปฏิบัติไปตามระเบียบป.ป.ช. ยันโปร่งใส ตรวจสอบได้ ยกเรื่องของความมั่นคงไม่สามารถเปิดเผยผู้ร่วมทริป ขณะที่ เพจCSI LAข้องใจไปแค่ 38 คน ทำไมเช่าเครื่องลำใหญ่ จุคนได้ 416 คน

3 ต.ค. 2559 จากที่มีการเผยแพร่ราคากลางจัดซื้อ-จัดจ้าง ประจำปี พ.ศ.2559 ในการจ้างการรับขนคนโดยสารทางอากาศโดยเครื่องบินพาณิชย์ ณ เมืองฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. 2559 โดยมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายรวม 20,953,800 บาท ซึ่งเป็นการเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน –รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา อย่างไม่เป็นทางการ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุม จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่า (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) นั้น

ล่าสุดวันนี้ (3 มี.ค.59) มติชนออนไลน์ รายงานด้วยว่า พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กรณีดังกล่าวว่า การเดินทางไปร่วมประชุมดังกล่าว มีความจำเป็นต้องเช่าเครื่องบินเหมาลำ เนื่องจากเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะ ที่มีกำหนดการแน่นอนไปยังจุดหมาย ที่ไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งการบริการจากสายการบินพาณิชย์ทั่วไป ต้องต่อเครื่องบินหลายครั้งและไม่ได้ทำการบินทุกวัน จึงไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันเครื่องบินของกองทัพอากาศเอง ก็ยังไม่พร้อมและไม่มีขีดความสามารถพอในเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากต้องใช้เวลาบินถึง 19 ชั่วโมง และต้องบินลงเติมน้ำมันระหว่างเส้นทางถึง 2 ครั้ง เพราะฉะนั้นการเช่าเครื่องบินเหมาลำจากการบินไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐด้วยกัน ที่มีความชำนาญและมีบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำอยู่แล้ว จึงมีความเหมาะสมกว่า

พล.ต.คงชีพ กล่าวต่อว่า สำหรับการคำนวณราคากลางที่เผยแพร่กันอยู่นั้นเป็นเรื่องปกติ ที่หน่วยงานรัฐจะต้องปฏิบัติ ตามระเบียบของทางราชการ รวมทั้งข้อบังคับของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ที่ต้องเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อความโปร่งใส เนื่องจากเป็นงบประมาณแผ่นดิน โดยการเช่าเหมาลำเส้นทางดังกล่าว ยังไม่เคยกำหนดราคากลาง จึงต้องให้บริษัทการบินไทย ประมาณการค่าใช้จ่าย และเสนอหน่วยงานรัฐจัดทำเป็นราคากลางประกาศให้ทราบ ตามที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซด์ของหน่วยงานและกรมบัญชีกลาง ซึ่งทราบว่า บริษัทการบินไทยได้คิดค่าใช้จ่ายระหว่างองค์กรของรัฐ ตามราคาต้นทุน ซึ่งตรวจสอบได้ และจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ
“ส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องดีที่สังคมปัจจุบัน มีความตื่นตัว เรียนรู้และมีส่วนร่วมในการทำงานของภาครัฐมากขึ้น ซึ่งรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ได้มีนโยบายที่ชัดเจน ให้ทุกส่วนราชการ ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการให้ถูกต้องและให้เป็นไปตามข้อบังคับขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันสร้างบรรทัดฐานการทำงานของภาครัฐ ที่เน้น เปิดเผย โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้” พล.ต.คงชีพ กล่าว และว่า เรื่องดังกล่าว ทั้งภาครัฐและประชาชน จำเป็นต้องมีส่วนร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจ ไปด้วยกัน
มติชนออนไลน์ ยังรายงานต่อด้วยว่า ต่อกรณีคำถามว่าสามารถเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ร่วมเดินทางด้วยได้หรือไม่ พล.ต.คงชีพกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องของความมั่นคงจึงไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น
“สำหรับเรื่องค่าอาหารบริการบนเครื่องบินที่มีราคาสูงถึง 600,000 บาท ว่าโดยปกติจะมีการคำนวณเป็นรายหัว ซึ่งจำเป็นต้องประมาณการไว้สูง แต่หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจก็จะเบิกตามความเป็นจริง รวมถึงค่าน้ำมันเครื่องบินด้วยที่ราคาอาจจะสูงกว่าปกติ เพราะฉะนั้นจึงต้องทำราคากลางเอาไว้ ซึ่งอาหารบนเครื่องบินก็เป็นอาหารไทยปกติธรรมดาไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ” โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ศาลนัดฟังคำวินิจฉัย ถอนประกันคดีก่อการร้าย 5 แกนนำ นปช. 11 ต.ค.นี้

ศาลนัดฟังคำวินิจฉัย ถอนประกันคดีก่อการร้าย 5 แกนนำ นปช. 11 ต.ค.นี้

Posted: 02 Oct 2016 11:41 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ศาลนัดฟังคำวินิจฉัยกรณีถอนประกันคดีก่อการร้าย 5 แกนนำ นปช. 11 ต.ค.นี้ จตุพรเชื่อว่าพวกตนไม่ผิดเงื่อนไขการประกันตัว มั่นใจกระบวนการยุติธรรม และเชื่อในดุลยพินิจของศาลฯ

ที่มาภาพ เพจ Banrasdr Photo
3 ต.ค.2559 จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. พร้อมคณะ แกนนำ นปช. ได้เดินทางมาที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรณีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอให้พิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว จตุพร พรหมพันธุ์ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เหวง โตจิราการ และนิสิต สินธุไพร แกนนำ นปช. ซึ่งเป็นจำเลยคดีร่วมกันก่อการร้าย
โดย จตุพร กล่าวยืนยันก่อนเข้าไปในศาลฯว่า พวกตนไม่ได้มีการทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวแต่อย่างใด และที่ผ่านมาคอยเตือนประชาชนให้อดทนมาตลอด ส่วนข้อกล่าวหาที่นำมาใช้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่มีการขอถอนประกัน ทั้งเรื่องการปลุกปั่นซึ่งหากมีจริงก็สามารถยื่นให้ดำเนินคดีในมาตรา116 ในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นได้ หรือหากเป็นการหมิ่นประมาท ผู้ถูกหมิ่นประมาทสามารถยื่นฟ้องตนเองได้ ซึ่งที่ผ่านมามั่นใจไม่เคยมีคดีดังกล่าว แต่ทางอัยการสูงสุดกลับฟังคำร้องของพุทธอิสระ ใช้ช่องทางยื่นเพิกถอนการประกันตัวพวกตน อย่างไรก็ตามยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พวกตนจะถูกถอนประกันหรือไม่นั้น ขอเป็นดุลยพินิจของศาลในการตัดสิน ส่วนที่มีการเลื่อนวันที่ไต่สวนเดิมวันที่ 18 ม.ค. 2560 เป็นวันนี้ (3 ต.ค.59) นั้น ตนก็ไม่ทราบเหตุผลเช่นกัน ขอให้ติดตามผลของการไต่สวนในวันนี้
ต่อมาเวลาประมาณ 11.00 น. จตุพร และคณะ ได้ออกมาจากศาลฯ พร้อมกล่าวว่า หลังเข้ารับการไต่สวน ทั้งโจทก์และจำเลย ไม่มีการขอเบิกความ ศาลก็ไม่ติดใจในเอกสารพยานหลักฐาน จึงนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 11 ต.ค.นี้ เวลา 9.00 น.
ทั้งนี้ จตุพร ยังติดใจในเรื่องที่เหตุใดอัยการสูงสุด จึงยังไม่มีการสั่งฟ้องแกนนำ กปปส. อีก 54 คนในคดีกบฏและก่อการร้าย ทั้งที่เวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้วอีกด้วย
ขณะที่ ณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า พวกตนขอยืนยันที่จะแสดงความคิดเห็น และจัดรายการต่อไป เนื่องจากบรรยากาศที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้ ถ้าไม่มีใครกล้าแสดงความเห็นต่าง จะสร้างความเสียหาย ให้กับประเทศมากกว่านี้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าบรรยากาศที่หน้าศาลอาญา มีประชาชนจำนวนหนึ่งมารอให้กำลังใจ แกนนำ นปช.ทั้ง 5 คน รวมถึงมีสื่อมวลชน และ เจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ มารอติดตามสถานการณ์จำนวนมากด้วย

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘เนติวิทย์-พริษฐ์-วริษา-นลธวัช’ ร่วมถกต้องการกิจกรรมแบบไหน ในสถาบันการศึกษา?

‘เนติวิทย์-พริษฐ์-วริษา-นลธวัช’ ร่วมถกต้องการกิจกรรมแบบไหน ในสถาบันการศึกษา?

Posted: 29 Sep 2016 09:32 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

รายงานเสวนากะลาแลนด์ “ต้องการกิจกรรมแบบไหน ในสถาบันการศึกษา?” พร้อมประเมินกิจกรรมในสถาบันการศึกษากับการมีส่วนร่วมของนักเรียน/นักศึกษา

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา กลุ่มลานยิ้ม ร่วมกับ กลุ่มพลเรียน กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทและศูนย์ประสานงานเครือข่ายการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองประชาธิปไตย จัดงานเสวนาหัวข้อ “เราต้องการกิจกรรมแบบไหนใน สถาบันการศึกษา?” ในงานศิลปกับสังคม ครั้งที่ 21 เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์ ครั้งที่ 9 (รำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519) ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ (ทองหล่อ) ชวนคุยเสนอความคิดเห็นโดย นลธวัช มะชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักกิจกรรมเคลื่อนไหวประเด็นการศึกษา วริษา สุขกำเนิด เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท โดยมี ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ

กิจกรรมในสถาบันการศึกษากับการมีส่วนร่วมของนักเรียน/นักศึกษา

ประเด็นแรกที่พูดคุยกัน อ.อรรถพล ให้ทั้ง 4 คน ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการทำกิจกรรม คำถามแรกเวลาที่เราพูดถึงสถาบันการศึกษากับกิจกรรมที่ให้นักเรียนหรือให้นักศึกษามีส่วนร่วมได้นั้น กิจกรรมที่มีอยู่เป็นอย่างไร และมีประสบการณ์ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยผ่านกิจกรรมแบบไหนกันมาบ้าง แล้วก็เราตั้งคำถามหรือมุมมองต่อกิจกรรมอย่างไร

วริษา กล่าวว่า กิจกรรมในโรงเรียนทั้งประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย ก็จะมีกิจกรรมที่เห็นได้ชัด 2 อย่าง คือ กิจกรรมบังคับ และกิจกรรมไม่บังคับ กิจกรรมบังคับ หรือบางทีอาจจะใช้คำว่าขอ “ความร่วมมือ” ทำเพื่อกลุ่ม ทำเพื่อห้อง ซึ่งทำให้ทุกคนต้องเข้าร่วม แต่ถามว่าเราเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมนั้นไหม ก็ไม่ กิจกรรมที่โรงเรียนยังขาดก็คือกิจกรรมที่นักเรียนเป็นคนสร้างเอง หรือกิจกรรมที่เด็กอยากสร้างเอง แต่กิจกรรมก็จะไม่สามารถจัดได้ ถ้าผู้ใหญ่ไม่สนับสนุน ส่วนในเรื่องของการเสวนาในโรงเรียน นักเรียนไม่ค่อยสนใจ ดังนั้น หัวข้อในการจัดก็คงจะต้องคำนึงถึงผู้ฟัง ต้องเป็นหัวข้อปลายเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าฟังได้ ถ้าจะจัดหัวข้อเสวนาในโรงเรียนก็ต้องคิดก่อนว่าผู้ฟังอยากฟังเรื่องอะไร

พริษฐ์ ชี้ให้เห็นถึงบทบาทการใช้อำนาจของครูในโรงเรียน ส่วนมากกิจกรรมจะไม่ได้ออกมาในแนวครูใช้เด็กเป็นแรงงาน แต่ส่วนมากจะเป็นในลักษณะของครูที่อยู่หลังม่านอีกที อุปสรรคของการทำงานในโรงเรียนมีอยู่ 2 แง่ คือ hard power และ soft power จากการทำกิจกรรมกับองค์กรมาพบว่าองค์กรที่เรื่องมากเรื่องเอกสารมากที่สุดคือโรงเรียน ปัญหาที่คาดว่าน่าจะมีทุกที่รวมถึงกิจกรรมนอกโรงเรียนด้วย ก็คือกิจรรมนี้ไม่ได้ in great ผู้เข้าร่วม ผู้ร่วมไม่ได้เป็น factor ที่สำคัญ เช่น กิจกรรมบรรยาย ผู้เข้าร่วมอยากให้กิจกรรมมันออกมาลักษณะไหนไม่ได้มีผล เพราะมันถูกกำหนดไว้แล้ว ซึ่งพออำนาจในการจัดกิจกรรมมันอยู่กับองค์กรไม่กี่องค์กรมันกลายเป็นว่าวัฒนธรรมบางมันเกิดขึ้นเอง อันนี้เลยทำให้การเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนมันยาก ทีนี้ถามว่าการจัดกิจกรรมในสถานศึกษามันแย่จนไม่มีข้อดีเลยไหม อย่าลืมว่าสถานศึกษาเป็นแหล่งผู้ฟังที่ดีที่สุด ที่มีเยอะที่สุด การจัดกิจกรรมที่เราหันหลังให้โรงเรียนหรือระบบเลย ก็คงจะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร พริษฐ์เปรียบตัวเองเหมือนกบที่ยันกะลาอยู่ ถ้าเราเลือกจะทิ้งมันไปแต่คนอื่นก็ยังอยู่ในกรอบเดิม ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ และการไปทำงานนอกโรงเรียน หรือนอกสถาบันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคเพียงแต่โจทย์มันคนละแบบกั

เนติวิทย์ กล่าวว่า ตนอยู่ในโรงเรียน ตนไม่ได้หันหลังให้ระบบของโรงเรียน ตนเลือกที่จะต่อสู้ตั้งแต่ ม.3 ถ้าไม่สู้ในโรงเรียน อุดมการณ์ของเราเรื่องการเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่เราคิดไว้ มันก็เป็นเหมือนการที่ “ตัวเองดูดี แต่ในเชิงความจริงมันไม่เปลี่ยนแปลง” ตนได้รับแรงบันดาลใจมากว่าทำไมถึงเลือกที่จะสู้ในโรงเรียน มันมาจากสิ่งที่ตนค้นพบก็คือ ครูในโรงเรียนหลายๆ คน เมื่อเขาเขียนบทความมาให้ในวารสารที่ตนทำ พบว่าข้อเขียนเหล่านั้นมันดีมากเลย มันสวยมาก มันเลยเกิดความคิดว่า ทำไมครูก็ไม่เห็นเขียนหนังสือเลย เห็นแต่สอนอย่างเดียว แต่มีความสามารถมากขนาดนี้ อย่างการแนะนำหนังสือให้ตนอ่านซึ่งมันเป็นการศึกษาทางเลือกทางหนึ่งมันทำให้รู้ว่าโรงเรียนเรามีคนที่มีความสามารถเยอะมีคนที่มีความสนใจในเรื่องต่างๆมากมายแต่เขาเหล่านั้นไม่วามารถที่จะนำศักยภาพของเขาออกมาใช้ได้ ตนรู้สึกว่ามันน่าเสียดาย แล้วโรงเรียน ก็ทำตามนโยบายบางอย่างโดยไม่ฟังเสียงคนในโรงเรียน ทั้งๆ ที่มันมีคนมีความสามารถแบบนี้เยอะแยะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตนทำก็คือการพยายามนำคนเหล่านี้มาสนทนากันก็คือการจัดเสวนา เช่นจัดเสวนาภาพยนตร์ โดยมีนักเรียนเป็นผู้ดำเนินรายการก็ผ่านมาได้ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แน่นอนว่ามันก็มีปัญหาอยู่หลายๆเรื่อง เช่น ฝ่ายบริหารไม่เข้าใจเราและก็มีระบบครูที่ปรึกษาอีก ซึ่งครูที่ปรึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีความคาดหวังเท่าไหร่ เลือกที่จะอยู่เงียบๆ ดีกว่ามาคลุกคลีกับพวกเรา เพราะมันอาจจะทำให้ภาพลักษณ์เสีย หรือครูบางคนเห็นใจเรา เขาก็จะสนับสนุน แต่เขาก็จะไม่เข้ากับฝ่ายบริหารสักเท่าไหร่เพราะฝ่ายบริหารก็จะไม่ชอบเขา ตนรู้สึกดีใจที่ได้เจอครูที่หลากหลายมากนอกจากนี้ตนยังเขียนจดหมายถึงผู้อำนายการโรงเรียน มากกว่า 20 ฉบับ เราต้องลองคุยกับเขา ตนเชื่อว่าการเสวนาในโรงเรียนมันเป็นไปได้ แต่มันต้องมีความพยายามเกิดขึ้นก่อน มันต้องมีการประสานกัน เราอย่าไปแยกตัวอิสระเสียทีเดียว ข้างนอกทำก็ดี แต่ข้างในมันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ที่ถูกมองข้ามไปในรอบหลายปีที่ผ่านมา

นลธวัช กล่าวว่า หนังตะลุงเป็นตัวแทนของประชาชนในการวิพากษ์การเมืองและอำนาจ เราก็เลยใช้วัฒนธรรมชุมชนบางอย่างในการศึกษาหาข้อมูลในชุมชนแล้วมันสะท้อนออกมา เรานิยามตัวเองว่าเป็นนักกิจกรรมไม่ใช่เด็กกิจกรรมเพราะเราจัดกิจกรรมเอง ตอนนั้นเรามีไฟมากแล้วหวังว่าเข้าไปในมหาวิทยาลัยแล้วเราจะได้ต่อยอดมัน แต่พอเข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัย  เราไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้ใช้ศักยภาพของเราเลย  พอเข้ามหา’ลัยแล้วเราต้องเริ่มนับ 0 ใหม่ ซึ่งมันทำให้ความฝันเราดับไปเลยนะ เรามาเจอบรรยากาศที่เราต้องเดินไปด้วยกัน เป็นระบบที่เกิดจากความหวังดี เอาความหวังดีมาเป็นข้ออ้างในการในการให้คนมาเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งมันเกิดความกดทับ มีคำถามว่าถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะทำยังไง เป็นคำถามที่ถามส่งๆ ไป คือปัดความรับผิดชอบ ไม่มีการตั้งคำถามว่าถ้าเราจะออกจากตรงนี้เราต้องทำตัวยังไง มันกลายเป็นกรอบบางอย่างที่ทำให้เราไม่เติบโต หลายคนถูกแช่แข็งความคิดตอนอยู่ปี 2 พอมีอำนาจ เราคิดว่าเราเติบโตเต็มที่แล้ว และก็จะหยุดอยู่แค่นั้นไปจนจบปี 4 คือความรู้พอเพียง “รุ่นพี่ที่ถามว่าไม่ทำแบบนี้แล้วจะทำอย่างไร ยังไม่น่ากลัวเท่ารุ่นน้องถามว่าไม่ทำแบบนี้แล้วจะทำอย่างไร” รุ่นน้องเองก็วิ่งหาระบบอุปถัมภ์เหมือนกันเพราะคิดว่าฉันจะมีโอกาสเติบโตทางมหาวิทยาลัยมากขึ้น เปาโล แฟร์ บอกว่าเรากลัวอิสรภาพ ซึ่งมันจริงมาก กิจกรรมส่วนใหญ่ในโรงเรียนจะออกแบบมาเพื่อผู้รับ ครูจะออกแบบกิจกรรมไว้สวยหรูตอบโจทย์ตัวชี้วัดได้อย่างดี และนักเรียนเป็นผู้รับ เพราะความหวังดี พอเราขึ้นมหาวิทยาลัย ความหวังดีหรือสายตาของความสงสาร ของการให้ มันติดไปมหาวิทยาลัย พอเด็กมหา’ลัยไปลงชุมชน เด็กมหา’ลัยมองพวกเขาน่าสงสาร ต้องเข้าไปช่วย ฉันคือผู้ประเสริฐที่จะเข้าไปช่วยคุณ ไม่ได้มองในสายตาที่ว่าเราจะเข้าไปแลกเปลี่ยนอะไรกับชุมชนบ้าง เราไปศึกษาชุมชน แต่จริงๆ แล้วมันใช่รึเปล่า? เรากลัวการวิพากษ์และนักศึกษากลัวความวุ่นวายมากในมหาวิทยาลัย ซึ่งมันทำให้เราไม่เติบโต ในบางวิชาที่เพื่อนคนหนึ่งตอบคำถามอาจารย์ได้หมดแล้ว แต่เขาแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ไม่ได้ เพราะมันยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงความคิด อุปสรรค คือ ความหวังดีที่เกิดจากการอธิบาย และการอธิบายก็มักมาจากผู้บริหารเสมอๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในคณะ กิจกรรมก็จะถูกสั่งให้หยุดเพราะต้องไปเคลียร์ปัญหาเหล่านั้นก่อน มันกลายเป็นว่าคุณรอมีอำนาจเหนือกว่า คุณถึงจะเข้าถึงองค์ความรู้ได้ ถ้าเราไม่สามารถก้าวข้ามข้อนี้ได้ กิจกรรมจะไม่สามารถเกิดแบบใหม่ได้ ผู้บริหารต้องการนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม แต่เขาไม่ชอบนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม อันนี้น่าคิด

ต้องการกิจกรรมแบบไหนในสถาบันการศึกษา

อรรถพล ตั้งคำถามต่อว่าอยากเห็นกิจกรรมแบบไหนในสถาบันการศึกษา แล้วคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เราได้ใช้งานหรือตอบโจทย์สิ่งที่เราเชื่อหรืออยากทำแล้วหรือยัง

วริษา กล่าวว่า อยากเห็นกิจกรรมที่นักเรียนเป็นคนคิด เป็นคนเริ่มต้นเอง เป็นกิจกรรมที่นักเรียนตั้งใจทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่ครูสั่งมาหรือใครสั่งมาและอยากให้มีความสร้างสรรค์

พริษฐ์ กล่าวว่า ตนรู้สึกว่าถ้าบอกว่ากิจกรรมอะไรก็ที่นักเรียนเป็นคนจัดเองมันจะมีปัญหานิดหนึ่ง เพราะว่าการว้ากน้องนี่ก็นักเรียนจัด คือรู้สึกว่ามันต้องไม่ไปหนักหัวคนจัด แล้วก็ต้องไม่หนักหัวคนร่วมด้วย ต้องไม่ใช่ลักษณะไปเกณฑ์เขามาหรือไปกดทับอะไรบางอย่างเขา อีกอย่างคือต้องให้ความยุติธรรม สุดท้ายคืออยากให้เป็นกิจกรรมที่ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วม สึกว่าทรัพยากรเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าอยู่กับโรงเรียนแล้วมันลำบากก็อย่าไปพึ่งโรงเรียนมาก

เนติวิทย์ กล่าวว่า จริงๆ เรียนปีเดียวก็ได้ ยัดๆ ไปให้จบ ไม่ต้องเสียเวลาขนาดนี้ ดังนั้นโรงเรียนจึงต้องมีเป้าหมายสำหรับเด็ก โรงเรียนไม่สามารถตอบโจทย์ได้จึงต้องมาคิดว่าแล้วโรงเรียนมีภารกิจอะไร มีหน้าที่อะไรตอนนี้ โรงเรียนน่าจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ และทดลองอะไรใหม่ๆ อีกส่วนที่สำคัญมากและขาดหายไป คือ นักเรียนกลัวการมีส่วนร่วม คนในโรงเรียนไม่ค่อย active หรือตรวจสอบกัน อย่าละเลยการสนทนาในโรงเรียน และอย่าประมาทกับความคิดของคนที่อยู่ในสารระบบว่าเขาคิดอะไรอยู่ ที่เขายอม เขามองกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนอย่างไร สองคือโรงเรียนกำลังทำให้ตัวเองหมดความสำคัญลงด้วยการไม่ทำหน้าที่ของตัวเองที่จะทำให้การสร้างสรรค์มันเกิดขึ้นได้ โรงเรียนควรมีพื้นที่ที่จะทำให้ครูและนักเรียนพัฒนาตัวเองได้ หากโรงเรียนทำหน้าที่เป็นโรงสอนมากกว่าโรงเรียน คำว่าโรงเรียนก็จะหมดความหมายลง

นลธวัช กล่าวว่า จากการลงชุมชน เราพบว่าเด็กมีประกายเยอะมากในการที่อยากรู้ เพราะเด็กไม่รู้ แต่แว่นที่เขามองอยู่มันถูกระบายสี ถึงสีมันจะสวยงาม แต่มันคือสีจากผู้ใหญ่ที่ทับถมกันจนมืดดำไปแล้ว ตอนนี้เด็กหลายคนต้องการแว่นใหม่ที่ใส แต่เราไม่ให้แว่นใหม่เขาสักที เราควรให้แว่นที่อิสระและเปิดกว้าง อนุญาตหรือไม่นั่นอีกเรื่อง แต่ควรให้เด็กลองวางกระบวนการและมีพื้นที่ในการเสนอก่อน เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ไขระบบได้เด็กพวกนี้ก็จะเติบโตได้ มหาวิทยาลัยพยายามทำให้เราเหมือนกัน ทั้งระบบวิธีการคิดที่เขาลดความเป็นปัจเจกเราทุกๆ อย่าง พยายามสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ความกลมเกลียวกัน สิ่งเหล่านี้คือข้ออ้างที่ทำให้ความเป็นปัจเจกของนักศึกษามันลดลง เพราะฉะนั้นสำหรับตนมันต้องมีกิจกรรมที่ไม่ลดความเป็นปัจเจก ปัจเจกต้องคงอยู่ การวิพากษ์วิจารณ์จะเกิดขึ้นต่อไปเมื่อปัจเจกคงอยู่เพราะแต่ละคนมีปัจเจกและศักยภาพที่แตกต่างกัน กิจกรรมควรเป็นกิจกรรมที่วางไว้หลวมๆ วางเพียงเป้าหมายร่วมไว้ก็พอ อย่าลืมว่าเป้าหมายของกิจกรรมมันมีพลวัต ส่วนกระบวนการก็ค่อยเป็นไป เป็นกิจกรรมที่คิดเดือนต่อเดือนเลยก็ได้ นักศึกษานิ่งเฉยกับประเด็นทางสังคม เพราะมันถูกทำให้คิดเป็นปี คิดไกลมาก ความไกลบางอย่างมันทำให้เราไม่สามารถพูดคุยประเด็นทางสังคมในขณะนั้นๆได้ อันที่สองคือพื้นที่ เราต้องการพื้นที่  ครูต้องพังทลายกรอบความเป็นครูให้ได้ อย่ามองครูเป็นผู้ให้ เป็นผู้ประสาทสอนวิชา เป็นผู้ให้เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นกิจกรรมควรเป็นการให้นักเรียนกลับไปหาข้อมูลเอง เด็กสมัยนี้ไม่อยากทำอะไรมากกว่าที่เขาให้ เพราะไม่อยากให้วุ่นวาย บางทีการศึกษาไม่ได้กดทับเรานะ แต่เป็นเราที่กดทับตัวเองเอาไว้

ผู้ใหญ่ไม่ยอมให้แว่นตาใหม่เราสักที

อรรถพล กล่าวว่า ผู้ใหญ่ไม่ยอมให้แว่นตาใหม่เราสักที ตนมีคำถามต่อว่าเขาไม่ให้หรือเขาไม่มี ดังนั้นแล้วกิจกรรมควรมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้มันสามารถตอบโจทย์หรือโยงให้คนทำงานกับสังคมได้ แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่ยังมองตัวเองในบทบาทฐานะของผู้ให้อยู่

ในช่วงท้ายของการเสวนา ก็ได้ให้ผู้เข้าร่วมการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น “ต้องการกิจกรรมแบบไหนในสถาบันศึกษา” ซึ่งมีหลากหลายมุมมองต่างกันไป อาทิ เราต้องการกิจกรรมแบบไหนเหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาไทยต้องกระตุ้นให้เด็กคิดก่อน ควรมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับสังคม หรือให้ประโยชน์กับสังคมได้บ้าง ไม่ใช่เรียนรู้อยู่แต่ภายในมหาวิทยาลัย ให้ใช้สังคมเป็นสนามทดลองที่ใหญ่ขึ้น แล้วสังคมจะสะท้อนกลับมาเองว่า มหาวิทยาลัยควรมีกิจกรรมแบบไหน ที่มันจะสอดคล้องกับสังคมได้ ควรปลูกฝังวัฒนธรรมทางการคิดก่อน แล้วกิจกรรมจะเกิดหลังความคิดเอง และการห่วงภาพลักษณ์มากไปจนทำให้ไม่เกิดสิ่งใหม่เป็นข้อผูกมัดที่ทำให้เราคิดไม่ได้ ที่สำคัญคือเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้แสดงออก กระตุ้นให้เด็กคิดแล้วรู้วิธีนำเสนอต่อสังคม และครูเป็นเพียงอาจารย์ที่ปรึกษาเท่านั้น หรือระบบการศึกษาไม่ได้เอื้อให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ ควรให้เด็กได้ถูกอบรมสั่งสอนให้มีความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ชั้นประถมเป็นต้นมา

เนติวิทย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปลดปล่อยปัจเจกชน ต้องมีพื้นที่เสรีชนให้ปัจเจกชนในสถาบันการศึกษา เป็นที่ที่ให้เขาคิดได้ แต่อย่าลืมว่าประชาธิปไตย ส่วนสำคัญคือทุกคนต้องมีส่วนร่วม ส่วนนี้ถูกละเลยไปมาก การมารวมตัวกันได้ถือเป็นเรื่องดีที่จะไปต่อยอดดังนั้นภราดรภาพต้องมี อีกอย่างคือเราต้องรู้ว่าเราไม่ได้กำลังต่อสู้กับเป้าหมายอะไรที่มันกำลังอยู่นิ่ง แต่เป็นเป้าหมายที่มีพลวัต มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราต้องไม่ทำตัวให้นักเรียนเป็นเด็กไร้เดียงสา เราต้องมองเขาด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และสุดท้ายคือจัดกิจกรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรม


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ศาลฎีกาฯ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งยึดบ้าน สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

ศาลฎีกาฯ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งยึดบ้าน สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

Posted: 29 Sep 2016 09:47 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

29 ก.ย. 2559 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่ำรวยผิดปกติจากการสร้างบ้านมูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท โดยศาลได้ไต่สวนพยานกว่า 10 ปาก ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. – 14 ก.ย. 2559 โดย สมศักดิ์ ได้ต่อสู้คดีใน 3 ประเด็นใหญ่ คือ คำร้องคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการที่คดีมีอายุเกินกว่า 10 ปี ถือว่าขาดอายุความหรือไม่ รวมทั้งการชี้แจงที่มาของเงิน ซึ่ง สมศักดิ์ ไม่สามารถต่อสู้ได้ทั้ง 3 ประเด็น โดยเฉพาะไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินที่ใช้ในการก่อสร้างบ้าน เลขที่ 5/5 หมู่ 5 ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เนื้อที่ 3 ไร่ 24.1 ตารางวา ปลูกอยู่บนโฉนดเลขที่ 14360 ได้แม้จะอ้างว่าเป็นเงินที่เหลือจากการสนับสนุนการเลือกตั้งของพรรคชาติไทยและเงินกงสี รวมถึงกรณีการพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว แต่การมีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้บ้านดังกล่าวมาในระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและไม่อาจนำสืบไต่สวนให้เห็นได้ว่าได้บ้านดังกล่าวมาโดยไม่ได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ เป็นผลให้การได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นผลต่อกฎหมายที่บัญญัติให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

สมศักดิ์ ที่เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับครอบครัว ให้สัมภาษณ์หลังฟังคำพิพากษา ว่า พร้อมยอมรับคำวินิจฉัย ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ก็ต้องทำใจ แม้ว่าจะมีผลต่อเส้นทางทางการเมืองที่ต้องถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต ก็ไม่มีปัญหา

 

ที่มา สำนักข่าวไทย

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เตรียมเสนอให้ ‘บ.ประกัน’ บริหารจัดการค่ารักษาพยาบาล ‘ข้าราชการ’ 6 หมื่นล้านบาท

ที่มาภาพประกอบ: โครงการข้าราชการอยู่ดีมีสุข

เตรียมเสนอให้ ‘บ.ประกัน’ บริหารจัดการค่ารักษาพยาบาล ‘ข้าราชการ’ 6 หมื่นล้านบาท

Posted: 24 Sep 2016 11:03 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อธิบดีกรมบัญชีกลางระบุภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการศึกษาแนวทางที่ให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการวงเงิน 60,000 ล้านบาท หารือร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยแล้ว เบื้องต้นรูปแบบการให้สิทธิ์ยังยึดภายใต้สิทธิ์การรักษาแบบเดิม คาดว่าหากได้ข้อสรุปตามกำหนดและตกลงไว้จะสามารถเริ่มมีผลใช้ในปี 2560
25 ก.ย. 2559 สำนักข่าวไทย รายงานว่านายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการศึกษาแนวทางที่ให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ วงเงิน 60,000 ล้านบาท โดยกรมบัญชีกลางได้หารือร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยแล้ว เบื้องต้นรูปแบบการให้สิทธิ์รักษาพยาบาลของข้าราชการยังยึดภายใต้สิทธิ์การรักษาแบบเดิม ซึ่งคาดว่าหากได้ข้อสรุปตามกำหนดและตกลงไว้ จะสามารถเริ่มมีผลใช้ในปี 2560
ทั้งนี้ การให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารค่ารักษาพยาบาลข้าราชการแทนกรมบัญชีกลาง เพื่อให้การใช้งบประมาณในส่วนนี้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทประกันสามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลได้จริง โดยยืนยันว่า ผู้มีสิทธิ์ทั้งข้าราชการและบุคคลในครอบครัวกว่า 6 ล้านราย จะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากยังได้สิทธิ์ตามเดิม เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นเพียงให้บริษัทประกันเป็นผู้บริหารจัดการวงเงินต่อปีที่ 60,000 ล้านบาทเท่านั้น
ในช่วงปีงบประมาณ 2556-2559 ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและบุคคลในครอบครัวมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น และการเข้าสู่สังคมสูงอายุเพิ่มขึ้น รวมถึงที่ผ่านมากรมบัญชีกลางได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์แต่ละรายการให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น โดยผลการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลจนถึงเดือนสิงหาคม 2559 เบิกจ่ายเงินแล้ว จำนวน 64,665 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีจะเบิกจ่ายประมาณ 68,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 59 กรมบัญชีกลางได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การเบิกค่ายากลับบ้านนอกเหนือจากระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม หรือ DRGs (Diagnosis Related Groups) การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีแพทย์แผนไทย การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต และการเบิกค่ารักษาทันตกรรม รวมถึงกรมบัญชีกลางยังได้ตรวจสอบการเบิกค่ารักษาพยาบาล โดยพบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลทุจริตยา จำนวน 11 ราย ขณะนี้ดำเนินคดีไปแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐาน 9 ราย
นายมนัส ยังกล่าวถึงผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ประจำปี 2559 (1 ต.ค. 2558 – 16 ก.ย. 2559 ) ว่า การเบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมวงเงิน 2.72 ล้านล้านบาท สามารถเบิกจ่ายไปแล้ว 2.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 90.16 โดยแบ่งเป็น รายจ่ายประจำ เบิกจ่ายแล้ว 2.11 ล้านล้านบาท จากวงเงินงบประมาณ 2.175 ล้านล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 97.38 ขณะที่รายจ่ายลงทุน ซึ่งไม่รวมงบกลาง เบิกจ่ายไปแล้ว 3.29 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 4.57 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 72.15
ขณะที่ ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเพิ่มเติม ตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 จนถึงวันที่ 16 ก.ย.2559 ภาพรวมเบิกจ่ายแล้ว 12,537 ล้านบาท ของวงเงินประมาณ 56,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 22.39 แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ เบิกจ่ายแล้ว 12,205 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 29.77 และรายจ่ายลงทุน เบิกจ่ายแล้ว 332 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.21 ส่วนผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี ของปีงบประมาณ 2549-2558 เบิกจ่ายได้แล้ว 221,657 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 308,205 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 71.92

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ก.คลังสรุปแล้ว ‘ยิ่งลักษณ์’ ต้องจ่าย 3.5 หมื่นล้านบาท ค่าเสียหายจำนำข้าว

ก.คลังสรุปแล้ว ‘ยิ่งลักษณ์’ ต้องจ่าย 3.5 หมื่นล้านบาท ค่าเสียหายจำนำข้าว

Posted: 24 Sep 2016 01:54 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อธิบดีกรมบัญชีกลางเผยผลพิจารณาคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งกรณีเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าว ระบุ ‘ยิ่งลักษณ์’ ต้องชดเชย 3.5 หมื่นล้านบาท คิดจากค่าเสียหาย 2 โครงการจำนำข้าว ฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และ 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท ใแต่นฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน
24 ก.ย. 2559 เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่านายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เปิดเผยว่า ส่งข้อสรุปเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไปยัง น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมบัญชีกลางแล้ว กระบวนการหลังจากนี้จะส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เสียหายจำนำข้าว คือ สำนักนายรัฐมนตรี ในฐานะต้นสังกัดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และส่งไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้ลงนามคำสั่งทางปกครองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบค่าเสียหาย
นายมนัสกล่าวว่า ในส่วนค่าเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดเชยให้รัฐอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นการคิดจากค่าเสียหายใน 2 โครงการจำนำข้าวคือโครงการรับจำนำในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2555/2556 และฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2556/2557 วงเงินความเสียหายรวม 1.78 แสนล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน
นายมนัสกล่าวว่า ข้อสรุปครั้งนี้เรียกร้องค่าเสียหายจากน.ส.ยิ่งลักษณ์เพียงคนเดียว เนื่องจากคณะกรรมการฯ ชุดนี้พิจารณาความผิดตามข้อสรุปของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นประธานส่งเรื่องมา และเป็นไปตามที่ป.ป.ช.ชี้มูลน.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไรก็ตามคณะรรมการชุดนายจิรชัยสรุปความเสียหายจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท โดยเป็นการคิดความเสียหายใน 4 ฤดูกาลตั้งแต่ปี 2554-2557 ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งได้นำสำนวนดังกล่าวมาพิจารณา ประชุมถึงเรื่องนี้ถึง 13 ครั้ง สรุปว่าควรคิดค่าเสียหายเพียง 2 ฤดูการผลิตหลัง
“แม้ว่าจะเกิดความเสียหายในฤดูกาลผลิตข้าวนาปี 2554/2555 และข้าวนาปรัง 2555 วงเงิน 1.15 แสนล้านบาท แต่พบว่าข้อมูลที่หน่วยงานตรวจสอบต่างๆส่งมาให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ให้ระวังเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรับจำนำว่ามีความเสี่ยงขาดทุน และให้มีการตรวจสอบป้องกันและแก้ไข ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้มีการส่งข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ป.ป.ช. สตง. ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจำนำข้าวแล้ว ซึ่งเท่าที่ดูในข้อเท็จจริงพบว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะรับฟังได้ว่าได้ทราบอย่างแน่ชัดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงถือว่าไม่ได้จงใจละเมิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการทำโครงการรับจำนำใน 2 ฤดูกาลแรก”นายมนัสกล่าว
นายมนัสกล่าวต่อว่า มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายกับการดำเนินการในฐานะผู้บังคับบัญชา ถ้าพูดกันในเชิงนโยบายนั้นไม่ถือว่าเป็นการละเมิด นโยบายไม่ใช่การกระทำจึงไม่ใช่การละเมิด แต่สิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งพิจารณาคือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนั้น จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว หลังจากที่ทราบอย่างชัดเจนว่าเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้สั่งชลอหรือทบทวนโครงการ
นายมนัส กล่าวว่า ส่วนความเสียหาย 80% ที่เหลือ คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเสนอแนะไปว่า หน่วยงานที่เกิดความเสียหายต้องมีการสืบสวนและต้องเรียกความเสียหายดังกล่าว โดยมีระยะเวลาเรียกค่าเสียหายภายใน 10 ปีนับจากเกิดความเสียหาย ส่วนกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น หากไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องค่าเสียหายตรงนี้ สามารถฟ้องศาลปกครอง เพื่อเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง หลังจากที่ได้รับคำสั่งทางปกครองแล้วได้ แต่ถ้าไม่คัดค้านจะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหาย เชื่อว่าน.ส.ยิงลักษณ์ต้องฟ้องคัดค้านแน่ ไม่ได้กังวล เพราะถือเป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร และยืนยันว่าการเมืองไม่ได้แทรกแซงการพิจารณาครั้งนี้

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

พบที่อยู่บริษัทลูก ‘พล.อ.ปรีชา’ อยู่ในค่ายทหาร-ฝายแม่ผ่องฯ พังแล้ว

พบที่อยู่บริษัทลูก ‘พล.อ.ปรีชา’ อยู่ในค่ายทหาร-ฝายแม่ผ่องฯ พังแล้ว

Posted: 24 Sep 2016 02:22 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

24 ก.ย. 2559 สำนักข่าวอิศราและ ทีมข่าวล่าความจริง now26.tv รายงานตรงกันว่า ห้างหุ้นส่วนจัด (หจก.) คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งมีปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นั้น ตั้งเลขที่ 128/31/007 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

โดย สำนักข่าวอิศรารายงานจาก จ.พิษณุโลกว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบที่ตั้ง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ตามที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เลขที่ 128/31007 หมู่ที่ 2 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พบว่า อยู่ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ (สนามบิน) ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 โดยมีลักษณะแบ่งเป็นบ้านพักของนายทหาร อยู่ติดกับพื้นที่สนามกอล์ฟ (สนามกอล์ฟดงภูเกิด)
สำนักข่าวอิศรา ระบุอีกว่าจากการตรวจสอบพบว่า เลขที่ 128/31/007 หมู่ที่ 2 ดังกล่าวตรงกับที่อยู่ของ ปฐม ตามที่แจ้งในหนังสือบริคณห์สนธิในการจดทะเบียนจัดตั้ง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น และเป็นที่อยู่ของ ปฐมพล ตามที่ระบุในบัตรประชาชนอีกด้วย
สำหรับหจก. คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น นั้นเป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น 11 โครงการ (สัญญา) รวมวงเงิน 155,603,000 บาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการของกองทัพบก (กองทัพภาคที่ 3) จำนวน 7 โครงการ 97,651,000 บาท (ธ.ค.57-เม.ย.59) สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 กรมทรัพยากรน้ำ 1 โครงการ 44,887,000 บาท (5 มี.ค. 58) และ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิษณุโลก 3 โครงการ 13,065,000 บาท (ส.ค.-ต.ค.58)

ฝายแม่ผ่องฯ พังแล้ว

ขณะที่ในโลกโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กมีการเผลแพร่ภาพฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนาใน จ.เชียงใหม่ โดยมี ผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยาของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เดินทางไปเป็นประธานเปิดฝาย เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมป้ายชื่อ ฝายกั้นน้ำ “แม่ผ่องพรรณพัฒนา” ต่อมามีการเผยแพร่ภาพว่าฝายดังกล่าวหลังฝนตกหนักได้พังแล้วนั้
ล่าสุดวานนี้ (23 ก.ย.59) มติชนออนไลน์ รายงานว่า ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ลงไปดูกรณีฝายพัง พบว่าสภาพฝายแม่ผ่องพรรณ ที่ ผ่องพรรณ จันทร์โอชา นายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะสร้าง พังเสียหาย หลังเกิดน้ำไหลหลาก กัดเซาะบริเวรด้านข้าง บริเวณบ้านปางปอย หมู่ 9 ต.แม่คะ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
สภาพฝายแม่ผ่องฯ ในวันเปิด
สภาพฝายหลังเกิดฝนตกหนัก ซึ่งมีการเผยแพร่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กจำนวนมาก

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

4 นศ.ประชาธิปไตยใหม่ ปฏิเสธเข้าร่วมกระบวนการสมานฉันท์

4 นักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ และนักข่าวหนังสือพิมพ์ประชาไท ปฏิเสธการเข้าร่วมกระบวนการสมานฉันท์ รวมถึงไม่รับกระบวนการไกล่เกลี่ย เหตุทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ หลังเคยมาให้กำลังใจแกนนำกลุ่มนปช.ที่สภ.บ้านโป่ง

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.59 นายอานนท์ นำภา ทนายความได้นำ 4 นักศึกษาได้แก่ นายปกรณ์ อารีกุล นายอนันต์ โลเกตุ นายอนุชา รุ่งมรกต นายภาณุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย นักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ และนายทวีศักดิ์ เกิดโภคา นักข่าวหนังสือพิมพ์ประชาไท เดินทางมาที่ศาลจังหวัดราชบุรี หลังศาลได้นัดให้มาทำการสมานฉันท์ ในกรณีที่พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้ง 5 คน หลังทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรค 2 หลังบุคคลทั้งหมดนั้นได้มาให้กำลังใจแกนนำกลุ่ม นปช.ที่สภ.บ้านโป่ง

นายปกรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงเช้าได้ไปยื่นคำร้องไปยังอัยการสูงสุด เพื่อขอให้อัยการได้ถอนฟ้องในคดีนี้ เนื่องจากการทำประชามติก็ผ่านไปแล้ว และทางกกต.คือ สมชัย ศรีสุทธิยากร ก็ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า การแจกสติกเกอร์ไม่ผิด ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยได้ลงนามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และการเมืองที่จะให้ประชาชนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระซึ่งเป็นเรื่องของสากล

ทั้งนี้ได้นำเลขที่มีการลงรับที่สำนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี มายื่นต่อศาล และในขั้นตอนนี้ที่ศาลจะพิจารณา เราต้องรับสารภาพก่อน ซึ่งเราทั้ง 5 คน ก็ยืนยันว่าเราจะไม่รับสารภาพ ไม่เข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ โดยในวันที่ 17 ต.ค. 59 ก็จะมาเพื่อให้ศาลได้ไต่สวนเพื่อจะได้สู้คดีกันต่อไป

 

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน