‘ไทยพับลิก้า’ ยื่นศาลปกครอง ฟ้องกองทัพบก เปิดเผยราคากลางจัดสร้าง 7 กษัตริย์ ในราชภักดิ์

‘ไทยพับลิก้า’ ยื่นศาลปกครอง ฟ้องกองทัพบก เปิดเผยราคากลางจัดสร้าง 7 กษัตริย์ ในราชภักดิ์

Posted: 18 Sep 2016 08:23 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

18 ก.ย. 2559 สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ได้ยื่นคำฟ้องกองทัพบกต่อศาลปกครอง ขอให้สั่งให้เปิดเผยราคากลางการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์แห่งสยามจำนวน 7 พระองค์  ในพื้นที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยระบุว่าหากไม่สามารถเปิดเผยได้ ก็ขอให้ชี้แจงว่าเหตุใดจึงไม่สามารถกำหนดราคากลางได้ และใช้วิธีใดในการพิจารณาการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ดังกล่าว เพื่อให้การใช้งบประมาณที่มาจากทั้งเงินบริจาคและงบกลางเป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และไม่มีส่วนต่างของราคามากจนอาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องการทุจริต ซึ่งศาลปกครองก็รับคำฟ้องดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2559 เวลา 10.36 น. และออกหมายเลขคดีเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1421/2559

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าได้ยื่น “อุทธรณ์” ต่อประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) กรณีที่ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์จากกระทรวงกลาโหม จำนวน 2 รายการ ประกอบด้วย 1. ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ชุดที่มี พล.อ. ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นประธาน และ 2. รายชื่อโครงการและคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ทั้งหมด โดยยื่นขอไปตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2558 แล้วต่อมา ในวันที่ 26 สิงหาคม 2559 ทางกระทรวงกลาโหมโดย พล.ต. ยุทธนินทร์ บุนนาค กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ส่งหนังสือแจ้ง “ปฏิเสธการให้ข้อมูล” ดังกล่าว
และจากการที่ ป.ป.ช. มีระเบียบว่าด้วยการจัดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าตรวจดูเหตุผลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่มีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป วันที่ 13 ก.ย. 2559 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าจึงใช้สิทธิตามระเบียบดังกล่าว ยื่นคำขอข้อมูลต่อหัวหน้าศูนย์ประมวลข้อมูล สำนักงาน ป.ป.ช. โดยขอคัดสำเนา รายงานการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. วันที่ 6 ก.ย. 2559 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติ 9 ต่อ 0 เสียง ยุติการไต่สวนโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ พร้อมเอกสารประกอบการพิจารณา
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้ารายงานด้วยว่า มติดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ให้ยุติการไต่สวนโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ในพื้นที่โรงเรียนนายสิบทหารบก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังไม่พบสิ่งผิดปกติ เช่นเดี่ยวกับที่กองทัพบก (ทบ.), กระทรวงกลาโหม (กห.)และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยตรวจสอบก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทั้งกระทรวงกลาโหมและกองทัพบก ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลางและวิธีคิดราคากลางการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์แห่งสยามจำนวน 7 พระองค์ต่อสาธารณะ หลังมีคำถามเกี่ยวกับการเรียกรับ “ค่าหัวคิว” เป็นเงินรวมกันกว่า 20 ล้านบาท ตั้งแต่ปลายปี 2558 ซึ่งต่อมาพล.อ. อุดมเดช สีตบุตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ชี้แจงว่าได้ขอให้เซียนพระ อ. บริจาคเงินทั้งหมดคืนเข้าสู่มูลนิธิราชภักดิ์แล้ว ขณะที่ผลการตรวจสอบของสตง. ยืนยันว่าเงินดังกล่าวไม่ใช่ค่าหัวคิว แต่เป็น “ค่าที่ปรึกษา”
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาได้ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ยื่นคำร้อง ขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์จากกองทัพบก ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 จำนวน 2 รายการ หนึ่งในนั้นได้แก่ เอกสารราคากลางการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ 6 เดือนต่อมากองทัพบก โดย พล.ต. ปัณณทัต กาญจนะวสิต เลขานุการกองทัพบก ได้ส่งหนังสือแจ้งปฏิเสธการให้ข้อมูลดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ยื่นอุทธรณ์การไม่เปิดเผยข้อมูลในวันที่ 11 พฤษภาคม 2559
ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย คณะที่ 1 ที่มีนายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ เป็นประธาน ได้วินิจฉัย ให้กองทัพบกเปิดข้อมูลดังกล่าวกับผู้สื่อข่าว เพราะข้อมูลเรื่อง “ราคากลางและวิธีคำนวณราคากลาง” การจัดซื้อจัดจ้าง เป็นสิ่งที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบอยู่แล้ว ขณะที่กองทัพบกระบุว่า “การจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ไม่สามารถกำหนดราคากลางได้”

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

คำสั่งหัวหน้า คสช. 55/2559 ยกเลิกดำเนินคดีพลเรือนที่ศาลทหาร เหตุบ้านเมืองสงบ

คำสั่งหัวหน้า คสช. 55/2559 ยกเลิกดำเนินคดีพลเรือนที่ศาลทหาร เหตุบ้านเมืองสงบ

Posted: 12 Sep 2016 02:26 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

คำสั่งหัวหน้า คสช. 55/2559 ระบุ สถานการณ์บ้านเมือง 2 ปีมานี้ สงบเรียบร้อยเป็นลำดับ ประชาชนให้ความร่วมมือ ประชามติผ่าน สมควรผ่อนคลายมาตรการ จึงให้คดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์-ความมั่นคง ม.107 – 118 คดีขัดคำสั่ง คสช. รวมทั้งคดีอาวุธปืน ระเบิด ให้เลิกขึ้นศาลทหาร กลับไปขึ้นศาลยุติธรรม แต่ยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตามคำสั่ง หัวหน้า คสช. 3/2558 และ 13/2559 ต่อไป

แฟ้มภาพเจ้าหน้าที่ทหารและสารวัตรทหารปฏิบัติหน้าที่บริเวณ หน้าประตูทางเข้ากองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2.รอ.) สนามเป้า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557

12 ก.ย. 2559 – วันนี้ใน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา มีการเผยแพร่ “คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 55/2559 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร” โดยตั้งแต่วันนี้ไป ให้ยกเลิกการพิจารณาคดีศาลทหารในคดีตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติต่อไปนี้

1.”ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร” ประกาศวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 ซึ่งมีผลให้คดีต่อไปนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร 1. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ได้แก่ (1) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 (2) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113 ถึงมาตรา 118 (ยกเว้นความผิดซึ่งการกระทําผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 หรือพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548)

2.”ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 38/2557 เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทําหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอํานาจของศาลทหาร” ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2557

3.”ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557” เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม

อย่างไรก็ตามเจ้าพนักงานตาม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าวต่อไป

000

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 55/2559
เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

ตามที่มีประกาศกองทัพบกและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 และต่อมามีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดให้การกระทำความผิดบางประเภทที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรและในระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึกดังกล่าว อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร นั้น เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวมาแล้วระยะหนึ่ง ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืออย่างดีในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการควบคุมสถานการณ์และรักษาความสงบแห่งชาติตามกฎอัยการศึกจึงควรผ่อนคลายลง ประกอบกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติพิจารณาเห็นว่าในช่วงเวลานั้น อยู่ระหว่างการจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งควรส่งเสริมให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพให้กว้างขวาง จึงได้มีประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2558 ให้เลิกใช้ กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร แต่ไม่กระทบต่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 ส่วนการกระทำความผิดบางประเภทตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารต่อไป

โดยที่บัดนี้ปรากฏว่าสถานการณ์บ้านเมืองในรอบสองปีที่ผ่านมามีความสงบเรียบร้อยเป็นลำดับ ประชาชนต่างมีเจตนารมณ์และให้ความร่วมมือที่ดีในการนำประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การปฏิรูปประเทศตามขั้นตอน และการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ถูกต้องเป็นธรรม ดังเห็นได้จากกระบวนการลงประชามติที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับความเห็นชอบจากประชาชนด้วยมติท่วมท้น จึงสมควรผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ลงอีก เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ใช้สิทธิ ปฏิบัติหน้าที่ของตนและได้รับความคุ้มครองตามกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกำลังจะประกาศใช้ในเร็ววัน ตลอดจนตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 บรรดาการกระทำความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 38/2557 เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม  ซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ ให้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

บรรดาการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง ไม่หมายความรวมถึงการกระทำความผิดที่กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารบัญญัติให้เป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร โดยให้การกระทำความผิดดังกล่าวยังคงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลทหารต่อไป

ข้อ 2 ให้เจ้าพนักงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าวต่อไป

ข้อ 3 ในกรณีเห็นสมควร ให้นายกรัฐมนตรีเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

ข้อ 4 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 12 กันยายน พุทธศักราช 2559

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

1 เดือนประชามติ “ประชาธิปไตยใหม่” ยังจับตา คสช. หวั่นขยายอำนาจเกินเลย

1 เดือนประชามติ “ประชาธิปไตยใหม่” ยังจับตา คสช. หวั่นขยายอำนาจเกินเลย

Posted: 07 Sep 2016 09:34 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่แถลงข่าวครบรอบ 1 เดือนการลงประชามติ ระบุจับตา คสช. ได้คืบเอาศอก อาศัยผลประชามติเพิ่มขยายอำนาจ ทั้งการแปรผลเรื่องคำถามพ่วงไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญเรื่อง ส.ว. สรรหาเสนอชื่อ/เลือกนายกรัฐมนตรี รวมทั้งแก้ รธน.ชั่วคราว เพิ่มจำนวน สนช. เผยจบประชามติมีผู้ถูกดำเนินคดี 163 ราย

การแถลงข่าวในโอกาสครบรอบ 1 เดือน การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และแนวทางการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (ที่มา: เพจ Banrasdr Photo)

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  ขบวนการประชาธิปไตยใหม่แถลงข่าวเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 เดือน การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และแนวทางการเคลื่อนไหวต่อไปของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ โดยมีการเผยแพร่คำแถลงในเพจขบวนประชาธิปไตยใหม่มีรายละเอียดดังนี้

“ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้จัดแถลงหลังจากที่ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างไม่เป็นทางการปรากฏออกมาว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธ์ ได้รับการเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้ลงประชามตินั้น NDM ได้ประกาศยอมรับการตัดสินใจดังกล่าวของประชาชน อย่างไรก็ตาม เรายังคงยืนยันว่าการรณรงค์ของเราเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และการที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการเห็นชอบจากประชาชนไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเห็นชอบให้ คสช. ใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจของตนเอง

ในวันนี้ เป็นเวลา 1 เดือนนับตั้งแต่วันออกเสียงประชามติ ได้ปรากฏเหตุการณ์ต่างๆ อันเป็นผลพวงตามมาที่สะท้อนถึงการดำเนินการของ คสช. และปฏิกิริยาจากประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่

1. ความพยายามเสนอช่องทางให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ดำรงตำแหน่งต่อไป เช่น การประกาศตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี หรือข้อเสนอให้พลเอกประยุทธ์อยู่ในอำนาจต่อโดยไม่ต้องจัดการเลือกตั้ง

2. เหตุระเบิดและเพลิงไหม้ใน 7 จังหวัดภาคใต้เมื่อวันที่ 10-12 สิงหาคม 2559 ซึ่งนักวิชาการที่ติดตามสถานการณ์ชี้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาจมีมูลเหตุจูงใจมาจากผลประชามติที่ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อหาที่เลือกปฏิบัติในทางศาสนาและเพิ่มบทบาทฝ่ายทหารจนอาจเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาสันติภาพ

3. การตีความคำถามพ่วงประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดย สนช. โดยตีความให้สมาชิกวุฒิสภาในวาระแรกสามารถเสนอชื่อบุคคลภายนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หากรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาได้

4. การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพิ่มจำนวนสมาชิก สนช. จากไม่เกิน 220 คน เป็นไม่เกิน 250 คน

5. ข้อเสนอยุทธศาสตร์ชาติ-ทหาร ระยะเวลา 20 ปี โดยนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) โดยเสนอให้จัดตั้งหน่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเป็นส่วนประสานงานกับทุกกระทรวง รวมทั้งจัดตั้งคณะติดตามการทำงาน ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี

6. ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 2,375 คน ในคำถาม “เห็นด้วยกับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ จำนวน 3 ลำ มูลค่า 36,000 ล้านบาทหรือไม่?” ปรากฏว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนร้อยละ 90.4

7. ข้อเสนอจาก สปท. ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ยกเลิก กกต. ประจำจังหวัด และให้ กกต. กลางสั่งการผ่านเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองแทน รวมถึงให้ คสช. เป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งครั้งแรกที่จะมีขึ้นด้วย

เหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า

1. แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว แต่ก็ไม่อาจเป็นที่ยอมรับของสังคมในทุกภาคส่วนได้ เพราะกระบวนการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นไปอย่างไม่เสรีและไม่ยุติธรรม มีเพียงฝ่าย กรธ. เท่านั้นที่มีอภิสิทธิ์ในทางกฎหมายและมีทรัพยากรในการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างกว้างขวาง ในขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านกลับถูกขัดขวางการรณรงค์ ข่มขู่คุกคาม จับกุมคุมขัง และแจ้งข้อหา ซึ่งจนถึงวันนี้มีผู้ถูกตั้งข้อหาจากการรณรงค์ประชามติแล้วอย่างน้อย 163 คน เหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการออกเสียงประชามติที่ไม่เป็นธรรมย่อมไม่อาจสร้างความสมานฉันท์ได้

2. ความพยายามตีความอำนาจที่เกินเลยไปกว่าผลการออกเสียงประชามติของ คสช. ในขณะที่ NDM ได้ยอมรับการตัดสินใจของประชาชนในการออกเสียงครั้งนี้ คสช. เองกลับเป็นฝ่ายที่ “ได้คืบจะเอาศอก” พยายามอาศัยผลการออกเสียงประชามติในการเพิ่มพูนอำนาจของตนเองและพวกพ้อง เช่น ความพยายามตีความคำถามพ่วงเพื่อเพิ่มอำนาจของ ส.ว. หรือข้อเสนอให้ คสช. ดูแลความเรียบร้อยในการเลือกตั้งครั้งแรก เป็นต้น

3. สัญญาณแห่งการขยายฐานอำนาจและสืบทอดอำนาจของ คสช. ทั้งจากข้อเสนอต่างๆ ที่จะให้พลเอกประยุทธ์ดำรงตำแหน่งต่อ การเพิ่มจำนวนสมาชิก สนช. ความพยายามเพิ่มอำนาจแก่องค์กรที่ไม่มีความยึดโยงกับประชาชน การมอบบทบาทให้หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงกำหนดยุทธศาสตร์โดยรวมของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ NDM และผู้รณรงค์กลุ่มอื่นเคยชี้แจงถึงอย่างสม่ำเสมอในการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งที่ผู้รณรงค์ได้พยายามชี้ให้เห็นจนต้องถูกคุกคามมาโดยตลอดกำลังจะกลายเป็นเรื่องจริง

NDM ขอกล่าวไปยัง คสช. ว่า เรายังจับตาดูการกระทำของพวกท่านอยู่เสมอ และจะคอยต่อสู้คัดค้านการกระทำเหล่านี้ของ คสช. ทุกครั้งไป ซึ่งเราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหาก คสช. และพวกพ้อง ยังคงกระทำการที่เป็นการสืบทอดอำนาจของตนเอง การนำองค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนไปเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ การใช้กฎหมายโดยเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม การละเมิดสิทธิลิดรอนเสรีภาพของประชาชนต่อไปแล้ว สังคมไทยจะดำเนินไปสู่ปัญหา เฉกเช่นเดียวกับที่เคยประสบในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา”


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ทำความรู้จัก 6 ผู้ต้องหาคดีคัดคำสั่งหัวหน้า คสช. กรณีจัดเวที พูดเพื่อเสรีภาพ มข.

ทำความรู้จัก 6 ผู้ต้องหาคดีคัดคำสั่งหัวหน้า คสช. กรณีจัดเวที #พูดเพื่อเสรีภาพ มข.

Posted: 02 Sep 2016 07:57 AM PDT (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เปิดใจ 6 ผู้ต้องหาขัดคำสั่ง คสช. เวทีพูดเพื่อเสรีภาพ ขอนแก่น ทุกคนยืนยัน การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐไม่มีสิทธิปิดกั้น

2 กันยายน2559-เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา เวลา 10.30 น. ที่ สภ.เมืองขอนแก่น เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกให้ผู้ต้องหา 6 คนมารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำ ฐานขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 (ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน) จากการจัดกิจกรรม พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน ที่มหาวิทาลัยขอนแก่น (มข.) เมื่อ 31 กรกฎาคม 2559 ซึ่งผู้ถูกออกหมายเรียก ได้แก่ นักศึกษาและนักกิจกรรมที่จัดงานดังกล่าว 3 คน,เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 2 คน และผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ้านนามูล-ดูนสาด 1 คน

ภาพ ผู้ต้องหา 6 คน

การถูกเจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกตามข้อหาดังกล่าวทำให้ผู้ต้องหาทั้ง 6 คนตั้งคำถามว่าทำไมการพูดเพื่อเสรีภาพของคนอีสานจึงไม่สามารถทำได้ ทั้งๆ ที่มีการจัดเวทีกิจกรรมเช่นเดียวกันในหลายพื้นที่ และการใช้สิทธิในการพูดและการแสดงความคิดเห็นเป็นความผิดอย่างไรในสังคมประชาธิปไตย ในโอกาสนี้ผู้สื่อข่าวประชาไทได้พูดคุยกับผู้ต้องหาทั้ง 6 เพื่อทำความรู้จักและรับรู้ความรู้สึกของพวกเขา

ภาพ จตุภัทร์ หรือ ไผ่ นักศึกษา มข. และ นักกิจกรรมสมาชิกกลุ่มดาวดิน

1.จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ อายุ 25 ปี กำลังศึกษาอยู่คณะนิติศาสตร์ มข. และนักกิจกรรมสมาชิกกลุ่มดาวดิน ผู้ต้องหาคนที่1, คดีจัดเสวนาที่ มข. นี้นับเป็นคดีที่ 4 ของจตุภัทร์ เพราะก่อนหน้านี้จตุภัทร์ถูกคุมขังจากเหตุเรื่องการแจกเอกสารวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา และเขายังมีคดีเก่าอีก 2 คดี ได้แก่ คดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. กรณีร่วมกับพวกทำกิจกรรมต้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขอนแก่น เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ซึ่งตำรวจขอนแก่นได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลทหารขอนแก่น

นอกจากนี้ ยังมีคดีซึ่งทำให้จตุภัทร์และเพื่อนในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ รวม 14 คนต้องถูกจำคุกมาแล้วหนึ่งผัดคือ คดีทำกิจกรรมหน้า สน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 จากนั้นวันรุ่งขึ้น 25 มิถุนายน 2558 มีการเดินสายและปราศรัยกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงถูกแจ้ง 2 ข้อหาคือ ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 ห้ามชุมนุมเกินห้าคน และ มาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญาในการปลุกระดมประชาชน โทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี

“ผมออกมาจากเรือนจำวันที่ 23 สิงหาคม ถึงได้รู้ว่ามีคดีนี้ รู้จากที่บ้านแต่ไม่รู้ว่าพ่อหรือแม่ที่เป็นคนรับหมายนี้ พอรู้ว่าตกเป็นผู้ต้องหาคดีก็รู้สึกว่าอีกแล้วเหรอ” จตุภัทร์ กล่าว

จตุภัทร  กล่าวว่า เหตุการณ์วันที่ 30-31 กรกฎาคม 2559 ตนได้จัดเวทีพูดเพื่อสิทธิเสรีภาพของคนอีสาน และจัดรูปแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ใครที่อยากพูดอะไรก็ได้เรื่องรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 การจัดเวทีกิจกรรมนี้เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนอีสานและประชาชนทุกคน ตนจึงอยากอธิบายว่ารัฐธรรมนูญเกี่ยวกับชีวิตเราอย่างไร มีข้อน่ากังวลในส่วนใดบ้าง และมีใครคิดเห็นอย่างไรต่อร่างฯดังกล่าว

“วันนั้นก็มีทั้งชาวบ้าน นักวิชาการ นักศึกษา อาจารย์ ก็เป็นงานสบายๆ อยากให้บรรยากาศมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องรัฐธรรมนูญก่อนลงประชามติ เพราะว่ามีคนที่ยังไม่เข้าใจเยอะมากก็เลยจัดงาน

“ตอนจัดงานมันก็มีปัญหาเยอะแยะมาก เริ่มตั้งแต่เราขออนุญาตจัดงานที่ มข. ตอนแรกเราได้รับอนุญาตให้จัดและอยู่ดีๆ ก็ไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรม ทั้งที่ให้แล้วก่อนหน้านี้ เมื่อทางคณะเกษตรศาสตร์ มข. ไม่อนุญาตให้จัดพวกเราก็เลยตัดสินใจว่า มันเป็นงานวิชาการ เราควรจัดงานในมหาวิทยาลัย เราก็ดำเนินการต่อไป ซึ่งก็กังวลว่าจะโดนคดีบุกรุก คดี ผิด พ.ร.บ.ประชามติ แต่หลังจากกิจกรรมวันนั้น ผมก็ถูกขังในเรือนจำคดีก่อนหน้านี้ แต่ก็พอรู้มาบ้างว่าจะมีอีกคดีเรื่องงานจัดงานเวทีพูดเพื่อเสรีภาพ ที่ มข. แต่ไม่คิดว่าจะโดนข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.

“วันนั้นผมทำหน้าที่จัดเวที เป็นพิธีกรในการดำเนินงาน เราก็พูดเรื่องสถานการณ์รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับชีวิตเราอย่างไร หน้าที่ประชาชนและพวกเราเกี่ยวข้องอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ และพอเราโดนข้อหานี้ เราก็รู้สึกว่าเจ้าหน้าที่เขาอยากจะทำอะไรเขาก็ทำ เขาไม่มีเหตุผล วันนี้ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำเพราะเหตุผลอะไรถึงโดนคำสั่งที่ 3/2558 เราก็จะไปรู้ตอนรับทราบข้อกล่าวหา เราคิดว่ามันไม่ชอบธรรม มันเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ แต่เขาห้ามเราจัด แล้วก็มีคดีให้เราด้วย เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งมันทำให้สังคมนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับคนที่เห็นต่างเห็นแย้ง ต้องเห็นด้วยเท่านั้น แต่ถ้าเห็นแย้งก็โดนจับอย่างนี้ตลอด ต่อจากนี้เราก็ต้องต่อสู้เพื่อยืนยันความยุติธรรม ทำเพื่อความถูกต้องแหละครับ”

ภาพ ณรงค์ฤทธิ์ นักศึกษา มข. และนักกิจกรรมกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่

2.ณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์ อายุ 20 ปี กำลังศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ มข. และเป็นนักกิจกรรมกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ ผู้ต้องหาคดีคนที่ 3 กล่าวว่า หลังจากวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ตนได้ทราบว่าตกเป็นผู้ต้องหาคดีคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 เนื่องจากมีรายชื่อในจดหมายที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทำหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ให้ผู้ต้องหาทั้ง 6 คน เลื่อนวันรับทราบข้อกล่าวหาเป็นัวนที่ 31 กันยายน 2559 แต่หมายแจ้งข้อหาไม่ได้ส่งมาที่ตนเอง แต่ก็เคยคาดไว้ว่าตนเองอาจจะโดนแจ้งข้อหาจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยทำกิจกรรมปล่อยลูกโป่งรณรงค์ไม่ผิดที่ มข. แต่ก่อนหน้านี้ตนก็ไม่เคยมีตำรวจเข้ามาคุกคามหรือมาแจ้งข้อหาเรื่องกิจกรรมทางการเมืองที่ตนเองร่วม แต่ถ้าอีกกลุ่มที่เข้าไปทำงานทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ เช่น ปัญหาเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาจับตามองกลุ่มเราตลอด

“ถ้าพูดเรื่องข้อหาที่เจ้าหน้าที่แจ้งความเรานั้น จริงๆ คิดว่าเราน่าจะโดนข้อหา พ.ร.บ.ประชามติ เรื่องชุมนุมสาธารณะมากกว่าขัดคำสั่ง คสช. 3/2558 แต่ผมคิดว่าที่เขาไม่เล่น พ.ร.บ.ประชามติ ก็เพราะว่าการลงประชามติมันผ่านไปแล้ว และช่วงวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2559 เขาก็ไม่แจ้งข้อกล่าวหาก่อนวันลงประชามติ อาจเพราะกลัวกระแสด้านลบ เลยมาเล่นข้อหานี้แทน”

ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า บทบาทของเราในกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพฯ 31 กรกฎาคม 2559 กลุ่มของเราคือกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยใหม่อีสาน (NDM) วันนั้นเราขึ้นไปพูดบนเวทีเรื่องสิทธิเสรีภาพกับการจัดงาน เสรีภาพในการพูด เราพูดเชิงความรู้สึกถึงเรื่องที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่ให้พวกเราจัดงาน เราแค่ตั้งคำถามว่าทำไมต้องไม่ให้เราจัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพฯ เราพูดบอกบนเวทีว่าให้พวกเขาคำนึงไว้ว่าพวกเขาพยายามจะฝังเรา พวกเขาไม่รู้ว่าเราคือเมล็ดพันธุ์ ยิ่งกดเรา เราก็ยิ่งเติบโตขึ้น พอวันที่ทราบว่าเราโดนแจ้งข้อหานี้ ถ้าจะบอกว่าไม่เครียดเลยก็คงไม่ใช่ แต่เราก็ยังมีเพื่อนๆ พี่ๆ ชาวบ้านที่เขามาให้กำลังใจ มันเหมือนกับว่าพวกเราก็ไม่ได้ทิ้งกัน

“สำหรับผมการเมืองในประเทศตอนนี้ มันไม่ค่อยดี ทุกคนตอนนี้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาและบางคนเข้าไปอยู่ในเรือนจำ แม้มีไม่กี่คนที่โดน แต่สภาพคนทุกคนในประเทศก็อยู่เหมือนติดคุก เราถูกปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ แค่เราจะพูดเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในประเทศไทยเรายังพูดไม่ได้ เราก็เหมือนอยู่ในกรงขังเพียงแต่อาจไม่รู้ตัวกัน

“ก่อนหน้านี้ เราก็ทำกิจกรรมกับชาวบ้านเรื่องต้านเหมืองโปแตช ที่อุดรธานี เราทำกิจกรรมทำบุญคุ้มข้าวกับชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ จังหวัดอุดรฯ นักศึกษาคอยไปช่วยให้กำลังใจ ช่วยทำงาน ช่วยชาวบ้านหาทุนทำกิจกรรม และช่วยทำสื่อ นักศึกษาเคยร่วมงานเวทีประชาคมว่าจะรับหรือไม่รับเหมืองโปแตช ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารมาเยอะมาก พวกเราก็เข้าไปช่วยกัน ไปสังเกตว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับชาวบ้านหรือเปล่า ชาวบ้านที่เข้าไปร่วมเ ขาคือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับพื้นที่นั้น เขาต้องมีสิทธิแสดงความเห็น เพราะว่าเขาจะไปตั้งเหมืองในบ้านเขา เราก็เข้าไปสังเกตการณ์ไปให้กำลังใจ

“ถ้าพูดถึงนักกิจกรรมตอนนี้เหมือนมี 2 สาย คือการเมืองกับสายชาวบ้าน แต่ว่าผมชอบสายชาวบ้านมากกว่าเพราะว่าเราสามารถช่วยชาวบ้าน ได้ให้กำลังใจเขา อีสานเป็นพื้นที่ที่โครงการพัฒนาเข้ามาจำนวนมากและสร้างผลกระทบให้กับคนในพื้นที่ เช่น เหมืองแร่โปแตช เหมืองทอง เขื่อน โครงการพัฒนาของรัฐและเอกชนเยอะมาก ถ้าเราไม่ไปหาชาวบ้านร่วมช่วยเขา แล้วเขาจะสู้ได้อย่างไร ถ้ารัฐบาลมีสภาพเป็นแบบนี้ อย่างน้อยเราอาจช่วยได้ไม่มาก เราเป็นนักศึกษา เราก็เข้าไปช่วยให้กำลังใจอยู่กันเหมือนแม่ๆ ลูกๆ และไปช่วยสื่อสารต่อสังคมให้เขาใจปัญหาของเขา อย่างผมก็เคยทำสื่อให้นักข่าวพลเมืองของช่องไทยพีบีเอส”

ภาพ ฉัตรมงคล นักศึกษา มข. และนักกิจกรรมสมาชิกกลุ่มดาวดิน

3.ฉัตรมงคล เจนเชี่ยวชาญ อายุ 20 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มข. และเป็นนักกิจกรรมสมาชิกกลุ่มดาวดิน ผู้ต้องหาคนที่ 2 กล่าวว่า รู้ว่ามีหมายมาถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ส่งมาถึงจตุภัทร์และเจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่กรุงเทพฯ ตนก็ตรวจสอบรายชื่อก็พบว่ามีชื่ออยู่ด้วย ตอนที่รู้ว่ามีชื่อก็ไม่รู้สึกผิดปกติหรือแปลกใจเพราะเคยทำกิจกรรมทางการเมืองก่อนหน้านี้และคิดว่าสักวันหนึ่งคงต้องโดนเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ข้อกล่าวหาระบุว่าตนและพวกร่วมกันขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 การกล่าวหาในสถานการณ์ประเทศในปัจจุบันก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คิดว่าส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารตั้งแต่แรก ในภาวะแบบนี้การออกมาเคลื่อนไหวก็เข้าใจและเตรียมใจไว้ว่าต้องโดนเข้าสักวัน แต่ก็สงสัยว่าทำไมตนถึงตกเป็นผู้ต้องหา

ฉัตรมงคล กล่าวต่อว่า ในวันนั้นกลุ่มกิจกรรมแค่ตั้งใจจะพูดเพื่อเสรีภาพของคนอีสานก่อนลงประชามติ เพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยกันและเราก็มาช่วยเพื่อนที่ทำกิจกรรม ทั้งๆ คือกลุ่มจัดงานคือ NDM และกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ แต่ตนเองที่เป็นสมาชิกกลุ่มดาวดินเข้ามาช่วยเนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่ค่อยดีเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ซึ่งมีการกดดันให้ผู้จัดกิจกรรมให้เอาโต๊ะเก้าอี้ที่เตรียมไว้จัดงานไปเก็บที่เดิมไม่ให้จัดงานต่อทั้งๆ ที่อนุญาตก่อนหน้านั้น ตนและเพื่อนๆ จึงเข้าไปขอเจรจากับคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. ซึ่งไปกันเป็นกลุ่มและส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา กลุ่มนักศึกษาที่ทำกิจกรรมก็เลยอยู่เฝ้าพื้นที่ตั้งแต่คืนที่ 30 กรกฎาคม จนถึงช่วงเช้าวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ช่วงประมาณ 10 เกือบ 11 โมง ตนก็ออกจากงานกลับไปพักผ่อนและตนไม่ได้อยู่จนงานจบ

“ผมคิดว่าที่ออกหมาย มันเหมือนกับการออกหมายตามคนที่เจ้าหน้าที่เล็งไว้แล้ว อย่างพี่บี พี่น้อง พี่ไผ่ อาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดในงานที่เขาออกหมายเรียก เพราะว่างานนั้นมันเป็นแค่ข้ออ้างเฉยๆ แต่มันก็มีกิจกรรมอื่นที่เราเคยไปทำมาด้วย จริงๆ มันก็ไม่ชัดตามข้อหาว่าอะไรคือการขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. เราก็รอดูว่าเขาจะแจ้งข้อกล่าวหาอะไรเพิ่มอีก เพราะหมายเรียกเขียนว่าร่วมกันขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. คนในงานก็เยอะมากไม่รู้ว่าขอบเขตการขัดคำสั่งคืออะไร”

“แม้เราจะถูกตั้งข้อหา แต่เราก็จะยืนยันต่อสู้เพราะการพูดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานมากๆ ของประชาชนคนไทย และรัฐไม่ควรมีคำสั่ง ประกาศ หรือกฎหมายที่มาควบคุมสิทธิของประชาชน ไม่ควรมาจำกัดความคิดเห็นของประชาชน มันขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากล”

เมื่อถามถึงการกิจกรรมที่ผ่านมาของฉัตรมงคล เขาเล่าว่า เขาเริ่มทำกิจกรรมทางการเมืองตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยและศึกษาอยู่ปี 1 เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มดาวดิน ไปกับพี่น้องชาวบ้านที่บ้านามูล กิจกรรมแรกที่ไปคือเดินทางไปกับชาวบ้านขอให้ศาลปกครองขอนแก่นขอให้มีการหยุดทดสอบก๊าซปิโตรเลียมในพื้นที่และเดินทางไปยื่นหนังสือให้บริษัทหยุดเผาชั่วคราว หลังจากนั้นก็ทำกิจกรรมกับชาวบ้านมาเรื่อยอย่างล่าสุดก็กิจกรรม Walk for Right การที่เคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะตนเองมีความเชื่อว่าคนเราทุกคนมีความสามารถในการเลือกสิ่งที่ตนเองต้องการได้ ไม่ใช่ให้ใครต้องมาบอกให้ทำและเดินแบบที่เขาวางไว้ หมายถึงว่าเรามีสิทธิและเสรีที่จะกำหนดชีวิตตนเองและกำหนดทิศทางการใช้ภาษีในประเทศของเรา

“ก็เคยถามตัวเองอยู่ว่าทำไมไม่เลือกที่จะเรียนหนังสืออย่างเดียว มันเหมือนพอเราไปสัมผัส ไปเห็นปัญหามา พอเราจะเลิกทำกิจกรรมมันก็เลิกไม่ได้ เหมือนการเรียนอยู่เฉยๆ รู้สึกเปล่าๆ เคว้งคว้าง อย่างเวลาเราลงพื้นที่ เราไปเมืองเลย ชาวบ้านต่อสู้เรื่องเหมืองแร่ กระบวนการขอสัมปทานเหมืองรอบใหม่ชาวบ้านก็ถูกตัดออกจากการมีส่วนร่วม สมาชิก อบต. ก็เอาวาระเข้าประชุมไม่บอกชาวบ้าน ทางกลุ่มดาวดินก็มีเครือข่ายกับกลุ่มที่ทำเรื่องกฎหมายด้วยก็มาช่วยกัน อย่างแรกเราก็ให้กำลังใจชาวบ้าน ผลักดันการเคลื่อนไหวของขบวนการชาวบ้าน

“เวลาคนบางกลุ่มมองว่า เราสร้างความวุ่นวายให้สังคม จริงๆ ผมคิดว่ามันเป็นมายาคติ คำว่า ความสงบ คือแบบว่าการไม่มีกลุ่มเคลื่อนไหว การไม่มีใครออกมาเรียกร้อง แต่แอบซุกปัญหาไว้ใต้พรม การเคลื่อนไหวเรียกร้องเป็นเรื่องปกติของสังคมเสรีประชาธิปไตยที่ว่า มีคนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของตัวเอง”

ภาพ ณัฐพร ผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ้านนามูล-ดูนสาด และ เครือข่ายกลุ่มอีสานใหม่

4.ณัฐพร อาจหาญ อายุ 35 ปี ผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ้านนามูล-ดูนสาดและทำงานกับเครือข่ายกลุ่มอีสานใหม่ ผู้ต้องหาคนที่ 4 กล่าวว่า รู้ว่าตัวเองถูกแจ้งข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2559 แม่โทรมาจากาฬสินธุ์บอกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไปส่งหมายที่บ้าน แต่พ่อแม่ไม่อยู่บ้านเจ้าหน้าที่ก็เลยไปถามคนข้างบ้าน วันนั้นเขาจึงยังไม่ส่งหมายให้กับมือแม่ แต่แม่ก็โทรมาถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน จึงเล่าให้แม่ฟังว่าอาจเป็นกรณีที่เรามาร่วมงานวันพูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสานที่ มข.

“การเข้าร่วมงานวันนั้นหลักๆ เราไปร่วมพูดคุยแต่ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่อะไรกับการจัดงาน เราเป็นเพียงผู้ร่วมงาน เป็นประชาชนคนหนึ่ง แต่เราก็พกกล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะเราได้ทราบข่าวว่าเมื่อคืนวันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ก่อนวันจัดงาน มันมีกระบวนการคุกคามการจัดงาน เราจึงคิดว่าในฐานะประชาชนคนธรรมดาสิ่งที่พอจะทำได้คือการบันทึกเหตุการณ์เพื่อป้องการการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ไม่หวังดี เราก็ถ่ายรูปถ่ายภาพคนที่มาร่วมงานทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารและคนอื่นๆ ทั้งนักวิชาการ ประชาชนทั่วไป”

ณัฐพร กล่าวต่อว่า หลังจากได้ทราบข่าวการแจ้งข้อหาก็รู้สึกคาดไม่ถึงเพราะไม่คาดคิดว่าจะมีหมายมาถึงตน ไม่คิดตนจะโดนข้อหาขัดคำสั่ง คสช. 3/2558 เพียงเพราะประชาชนคนธรรมดาทั่วไปจัดกิจกรรมพูดเรื่องประชามติ เพราะตนคิดว่าเป็นสิทธิโดยชอบธรรม ทุกคนไม่ว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นคนจัดหรือประชาชนคนไหนก็ตามควรมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะแสวงหาความรู้ ที่จะรับรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะถูกบังคับใช้กับชีวิตของพวกเราอย่างรอบด้าน การแสวงหาความรู้ หาข้อมูลเหล่านี้เป็นสิทธิอย่างชอบธรรม รัฐไม่ควรออกกฎหมายหรือจำกัดและมากำหนดไม่ให้มารวมตัวกันด้วยเหตุผลที่ว่าชุมนุมเกิน 5 คน หรือชุมนุมทางการเมืองเพียงเท่านั้น

“มันค่อนข้างประหลาดใจตรงที่รัฐบาลบอกว่าประเทศไทยจะเดินหน้า จะมี ROAD MAP จะมีเส้นทางไปสู่ประชาธิปไตยหรือข้อเสนอหลายส่วนที่ไทยเสนอในเวที UPR ต่อนานาชาติเมื่อ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าจะเปิดให้มีข้อเสนอมีการถกแถลงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญหรือเปิดให้มีการรับฟังความเห็นเรื่องประชามติ ไทยรับข้อเสนอ แต่ก็กลายเป็นว่าระหว่างนั้นเมื่อมีการรณรงค์ คนแสงหาความรู้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ รับฟังความเห็น กลับมีการนำ พ.ร.บ.ประชามติมาคุมขังคน นำคำสั่ง คสช. มาห้ามไม่ให้คนมีความคิดเห็นกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ”

ณัฐพร เล่าถึงการทำกิจกรรมของตนที่ผ่านมาว่า ก่อนหน้านี้เราเดินงาน Walk for Right ในภาคอีสานเพื่อพูดถึงสิทธิของคนอีสานและการถูกละเมิดสิทธิของคนอีสาน พูดถึงโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ทำให้วิถีชีวิตคนอีสานได้รับผลกระทบ สื่อสารต่อคนในสังคม ภาวะตอนนี้ชาวบ้านก็ถูกจำกัดด้วยคำสั่งของ คสช. ทำให้เขาไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการได้ จึงเดินไปในพื้นที่ประสบปัญหาในจังหวัดต่างๆทางภาคอีสาน ซึ่งเดินร่วมกับชาวบ้านเป็นเวลา 30 กว่าวัน

“แม้เราจะถูกตั้งข้อหา แต่เราก็จะยืนยันต่อสู้เพราะการพูดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานมากๆ ของประชาชนคนไทย และรัฐไม่ควรมีคำสั่ง ประกาศ หรือกฎหมายที่มาควบคุมสิทธิของประชาชน ไม่ควรมาจำกัดความคิดเห็นของประชาชน มันขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากล รัฐควรหยุดทำสิ่งนี้ ไม่ใช่แค่เรา 6 คนที่โดน แต่มีอีกหลายคนที่โดนคดีที่พวกเขาถูกละเมิดสิทธิ จริงๆ มีหลายคนในประเทศนี้ที่ถูกเครื่องมือของรัฐปิดปากไม่ให้แสดงความคิดเห็น จำกัดสิทธิ สุดท้าย วิธีการกลไกนี้ไม่ได้สร้างบรรยากาศให้ประเทศไทยเดินต่อไปข้างหน้าได้”

ภาพ ดวงทิพย์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

5.ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้ต้องหาคนที่ 5 กล่าวว่า การตกเป็นผู้ต้องหาคดีนี้เพิ่งทราบข่าวว่า มีการแจ้งความและรู้ว่าตัวเองมีหมายหลังจากที่หมายของจตุภัทร์ออก แม่เป็นคนได้รับหมายเพราะมีหมายมาที่บ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่เราไม่ได้รับหมายกับมือ ตอนนั้นพอทราบว่าโดนข้อหาขัดขืนคำสั่ง คสช. แต่ยังไม่รู้ว่าจะขัดคำสั่งที่เท่าไหร่ ก็รู้สึกว่าตนไปทำอะไร ขัดขืนคำสั่งตรงไหน เพราะว่ากิจกรรมที่จัดเป็นงานเสวนาวิชาการเป็นงานที่ประชาชนสามารถเข้าร่วมได้ เป็นการพูดเพื่อเสรีภาพรัฐธรรมนูญกับคนอีสาน

ดวงทิพย์ กล่าต่อว่า ตนคิดว่ารัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประชาชนอยู่แล้ว แต่ว่าโดยส่วนตัวเราในวันนั้นเรามีบทบาทหน้าที่สังเกตการณ์กรณีถ้าระหว่างกิจกรรมมีการละเมิดสิทธิก็ต้องบันทึกทำรายงาน ไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยปกตเราก็ไปทำงานแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งตนไม่ใช่คนจัดงานหรือเกี่ยวข้องกับการจัดงานครั้งนี้เลย

“ชีวิตของเราก่อนหน้านี้เราก็เป็นนักกิจกรรมทางสังคมทั่วไป ก็มีเล่นละครเสียดสีการเมืองบ้างในกลุ่มการละครในช่วงนักศึกษา และเริ่มมาทำงานกับศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม ปี 2553 และเราก็มาเปิดร้านกาแฟ แต่พอขายไม่ดีก็เลิกขายและไปทำงานขายเสื้อผ้าแบรนด์ ZARA จนได้มาทำงานที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

“เราทำงานกับกลุ่มที่ขับเคลื่อนสังคมมาเกือบตลอดและรู้สึกว่าคนเหล่านี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่แค่เรา แต่อีกหลายคนที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาเพราะการพูด การคิด มันเป็นสิทธิเสรีภาพ การแสดงออกทางความคิดการพูดคุยที่เป็นงานวิชาการในเรื่องรัฐธรรมนูญ เราควรจะดีใจด้วยซ้ำว่าประชาชนตื่นตัวทางการเมืองและมีความสนใจ ไม่ใช่ว่าต้องเอากฎหมายมาจับประชาชนที่คิดต่าง เรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมเลย”

ดวงทิพย์ กล่าวต่อว่า ช่วงสถานการณ์ในวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2559 ไม่ได้มีเหตุอะไรรุนแรง แต่มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้ามาในงานจำนวนมาก มากกว่าผู้จัดงานด้วยซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงใครจะกล้าก่อความวุ่นวาย และวันนั้นก็ไม่มีอะไร นอกจากมีนักกิจกรรม ประชาชน นักวิชาการขึ้นมาพูดบนเวที มีการแสดงดนตรี ชาวบ้านและประชาชนอื่นๆ ที่มาร่วมงานก็นั่งฟังตามปกติและงานก็จัดด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีความรุนแรงใดๆ

“จริงๆ เราก็ต้องสู้ตามกระบวนการเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ผิด คนที่โดนคดีนี้และคนที่มาร่วมงานก็ไม่ได้ผิดอะไร สิ่งที่ เราเชื่อว่าการสู้ของเราจะทำให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้ผิด เราอยากให้คนในสังคมได้รับรู้ว่าเราไม่ได้ผิดอะไร

“ทำไมเราถึงโดน เราคิดว่ามันไม่ใช่แค่เรา ทุกคนสามารถโดนอย่างนี้ได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่เรา 6 คนในวันนี้ แต่เราจะแสดงจุดยืนว่าสิ่งที่พวกเราโดนมันไม่สมควรโดนและเราไม่ได้ผิด นักโทษทางความคิดไม่ผิด เพราะถ้าวันนี้เราไม่ออกมา เราไม่ตระหนักว่ากฎหมายต่างๆ พ.ร.บ.ชุมนุม คำสั่ง 3/58 ของ คสช. ที่ออกมาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร คุกคามอย่างไร ต่อไปคนหลายๆ คนอาจจะโดนแบบนี้ สมมติว่าคนที่เขาจับไม่ใช่คนที่ถูกจับตาในสังคมและเรื่องเงียบไป คนที่ถูกตั้งข้อหาเขาอาจะติดคุกทั้งที่ไม่ควรติดก็ได้”

ภาพ นีรนุช เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

6.นีรนุช เนียมทรัพย์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้ต้องหาคนที่ 6 กล่าวว่า บทบาทในวันนั้นคือเข้าไปทำหน้าที่สังเกตการณ์ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ซึ่งเราไปตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม คือวันเตรียมงาน เพราะได้ยินข่าวว่าทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่ให้ใช้สถานที่ในการจัดงาน ตอนนั้นเป็นเวลาค่ำ ซึ่งก็กลัวว่ากลุ่มคนที่มาจัดงานจะถูกคุกคามหรือมีการจับกุมตัว ช่วงที่ตนอยู่ในพื้นที่การจัดงานก็เห็นว่ารองอธิการบดีฯ มข. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาในพื้นที่เพื่อไม่ให้มีการจัดงาน และบอกให้กลุ่มผู้จัดเลิกจัด

“คนเจรจาคือกลุ่มผู้จัดงาน แต่เราก็อยู่ด้วยในเวลานั้น ขณะนั้นเราก็แขวนบัตรประจำตัวด้วยว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เราแค่อยากแสดงตัวว่าในพื้นที่นี้มีคนส่วนอื่นเข้ามาดูเหตุการณ์เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิ เราคอยทำหน้าที่สังเกตการณ์และถ่ายรูป ซึ่งเราก็ยืนคุยกับทุกฝ่าย ไม่ว่าผู้จัดกิจกรรม อาจารย์ รองอธิการบดีฯ ที่ไม่ให้ใช้สถานที่ ก็มีการคุยแลกเปลี่ยนเหตุผลที่ไม่ให้จัดกิจกรรมคืออะไร เมื่อดูแล้วเห็นว่าสถานการณ์มันมีแนวโน้มน่ากังวล ตัวคนจัดก็กลัวว่าจะถูกยุติไม่ให้มีการจัดกิจกรรม คนจัดเขาก็นอนเฝ้าเวทีเพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์ เราก็เลยต้องอยู่เฝ้าดูสังเกตการณ์ด้วย

“หลังจากโดนข้อกล่าวหาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เราคิดอยู่มาตลอดอยู่แล้วว่า เราอาจจะต้องเจอสถานการณ์แบบนี้สักวันหนึ่ง มันไม่มีหลักประกันอะไรเลย เจ้าหน้าที่หรือใครอาจมองว่าเราเป็นคนร่วมกิจกรรมได้ตลอดหรือเพราะเราเข้าไปอยู่ตรงนั้นทำหน้าที่สังเกตการณ์ เพราะบางทีเราก็เข้าไปช่วยเหลือเขาบ้าง เช่น ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ จัดเก้าอี้ เก็บโต๊ะ เพราะเราก็รู้จักกับผู้จัด มันก็อาจทำให้ถูกเหมารวมว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน

นีรนุช กล่าวต่อว่า ในวันที่จัดงานพูดเพื่อเสรีภาพฯ ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่มีใครทราบว่าจะกลายเป็นผู้ต้องหาคดีขัดคำสั่ง คสช. 3/2558 สถานการณ์มีแค่การยุติไม่ให้คนจัดสามารถจัดงานได้และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเฝ้า เจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่าวันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ทาง มข. โทรไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะมีนักศึกษาทะเลาะวิวาทกัน ตีกัน เขาก็เลยมาเฝ้าในงาน แต่เจ้าหน้าที่เข้ามาเขาก็ถ่ายภาพเอกสารต่างๆ ที่ติดอยู่ทั้งหมด วันนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารคุม จะมีแค่ตอนกลางวันมาถามคนจัดงานว่าจะจัดกิจกรรมต่อหรือไม่ ได้ข่าวว่าคณะฯ ไม่ให้จัดแล้ว แต่ก็ได้ยินมาว่าทหารบอกว่างานนี้ทหารไม่ได้เกี่ยวกับการไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรม

“หน้าที่ของเราเป็นคนเก็บข้อมูลการละเมิดสิทธิ ก็จะมีข้อมูลของคนที่ถูกเจ้าหน้าที่เรียกรายงานตัวและไม่ถูกเรียกรายงานตัว แต่ถูกคุกคาม พอเรารู้ว่าใครถูกคุกคามเราก็พยายามจะไปสัมภาษณ์เขา บันทึกข้อมูล ช่วยไปรับทราบข้อหาเป็นเพื่อน หรืองานกิจกรรมที่เป็นกิจกรรมทางการเมืองที่มีความน่าจะเป็นว่าจะถูกคุกคาม ถูกห้าม เราก็จะไปเฝ้าสังเกตการณ์ เก็บข้อมูล และถ้ามีโอกาสจะพยายามยับยั้งการละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็พยายามเจรจาให้เขาปฏิบัติตามกฎหมาย”

นีรนุช กล่าวต่อว่า จริงๆ แล้วมันไม่มีใครควรถูกตั้งข้อหานี้ เพราะการพูดเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งขณะนี้มีคนจำนวนมากที่ถูกดำเนินคดีเป็นนักโทษทางความคิด ในช่วงหลังจากรัฐประหาร 2557 เกือบ 300 คน

“เท่าที่ฟังจากตำรวจ เขาว่าทหารเป็นคนให้ข้อมูล และทหารคนที่เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการเขาก็รู้ว่าเราเข้าไปในฐานะอะไร เราไปในหน้าที่อะไร จากองค์กรอะไร วันนั้นเขาก็ยังพูดกับเราว่า เขารู้ว่าเรามาจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เขาไม่ทำอะไรหรอก การแจ้งข้อกล่าวแบบนี้คือเขาคงตั้งใจจะเล่นงานองค์กรสิทธิฯ ที่เข้าไปดูการละเมิดสิทธิ เพราะหน้าที่เราคือไปสังเกตและกลับมาเขียนรายงาน ว่ามีการละเมิดอะไรบ้างในการจัดกิจกรรม การออกข้อหาอย่างนี้ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการอยากให้เรายุติบทบาทหรือไม่


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

จตุพร แนะประยุทธ์ตั้ง ‘พรรคคืนความสุข’ เดินหน้าไปได้บนเส้นทางความสง่างาม

จตุพร แนะประยุทธ์ตั้ง ‘พรรคคืนความสุข’ เดินหน้าไปได้บนเส้นทางความสง่างาม

Posted: 29 Aug 2016 09:51 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

29 ส.ค. 2559 จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ควรไปลอกเลียนแบบที่มาอำนาจภายหลังการเลือกตั้งตามเปรมโมเดล เพราะชีวิตคนเกิดมาไม่เหมือนกัน วิถีชีวิตมีความแตกต่างกัน จึงลอกเลียนแบบกันได้ยาก

โดย จตุพร กล่าวว่า การกล่าวอ้างถึง “เปรมโมเดล” ซึ่งเป็นที่มาอำนาจของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองให้เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้ง ดังนั้น กองเชียร์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องการนำมาเป็นแบบอย่างตั้ง “ประยุทธ์โมเดล” โดยหวังจะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนนอกที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งอย่างเร็วปลายปี 2560 ส่วนฝ่ายเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ ท้าให้พรรคการเมืองประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกในช่วงหาเสียงเลือกตั้งจะไม่ได้รับเลือกตั้ง อีกทั้งมีสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนหนึ่งเห็นว่า พรรคการเมืองอย่าท้าให้มาก เดี๋ยวจะสู้ไม่ได้ เพราะเพื่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มาหารือเกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองแล้ว

จตุพร กล่าวว่า ข้อเสนอตั้งพรรคการเมืองนั้น ช่วงเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เคลื่อนไหวติดต่อกับอดีต ส.ส. เป็นกลุ่มๆ เป็นระยะอยู่แล้ว เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ออกมาในรูปแบบตั้งเป็นพรรคการเมืองขึ้นมาให้ชัดเจน ดังนั้น เมื่อมีการโหนกระแสประชามติจำนวน 16 ล้านเสียง จึงควรให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมืองจะให้ชื่อพรรคคืนความสุข ก็ได้ และ สปท. ที่หาเสียงให้ พล.อ. ประยุทธ์ ถ้าแน่จริงให้ตั้งพรรคเลย บ้านเมืองจะได้เดินหน้าไปได้บนเส้นทางความสง่างาม

“ไปลอกเลียนแบบ พล.อ.เปรม ได้อย่างไง โตกันขนาดนี้แล้วควรเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว อย่าเห็นช้างขี้ แล้วขี้ตามช้าง เพราะ พล.อ.เปรมไม่ได้เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร หลังจาก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แกนนำคณะปฏิวัติ 20 ตุลาคม 2520 ลาออกจากนายกรัฐมนตรีคนนอกกลางสภา พล.อ.เปรม ก็ไปพบหัวหน้าพรรคการเมืองให้การสนับสนุน แล้วบ้านเมืองก็เดินไปได้ต่อเนื่องถึง 8 ปี ถึงมีการยุบสภา 2 รอบก็ตาม” จตุพร กล่าว

จตุพร กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ แล้วมีวิถีชีวิตส่วนตัวและทางการเมืองที่แตกต่างจากพล.อ.เปรม สิ้นเชิง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อต้องการอยู่ในอำนาจต่อได้อ้างกลไกประชาธิปไตยที่มีความสง่างาม แต่คงเป็นความสง่างามตามกฎกติกาที่เขียนกันขึ้นมา ต้องการให้วุฒิสภา (ส.ว.) โหวตให้ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก

สิ่งที่พรรคการเมืองกลัวนอกจากปืนแล้ว ก็เป็นองค์อิสระ พรรคการเมืองมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีภูมิต้านทานอะไรเลย จึงไม่มีความสุขเท่าพวกไปปล้นคนอื่น แล้วมาให้ทหารคุ้มครองการปล้น ดังนั้น รัฐบาลภายใต้ทหารหรืการคุ้มครองของทหาร พล.อ.ประยุทธ์จะมีภาระหนัก เพราะต้องแบกพวกทุจริตที่ได้รับการคุ้มครองเอาไว้ด้วย

จตุพร กล่าว;jk ตนไม่มีปัญหาส่วนตัวกับพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยคิดแย่งอำนาจ แต่ต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ แล้วไม่คิดหรือว่า ต่างประเทศจะไม่รู้ถึงที่มาของอำนาจ เมื่อนานาชาติมาจากการเลือกตั้งหมด หากได้ร่วมประชุมกัน จะไม่รู้ถึงความแตกต่างหรือ ถ้าตั้งพรรคการเมืองแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะได้กี่เสียงก็ตาม เมื่อไปรวบรวม ส.ส.ให้ได้จำนวนหนึ่ง ที่เหลือจะมาเอง สิ่งนี้คือ ความสง่างาม ไปที่ไหนก็สง่างาม และเป็นประโยชน์กับประเทศ

“พล.อ.เปรม อยู่ไนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนนอกนานถึง 8 ปี เพราะไม่มีกองเชียร์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีอยู่ สิ่งสำคัญ พล.อ.เปรม ไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร แล้วขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไปอวยพรวันเกิดพล.อ.เปรม ฝ่ายเชียร์จึงเห็นเข้าตาทันที แต่ลืมนึกว่า ชีวิตใครก็ของใคร ไม่อาจลอกเลียนแบบกันได้ และถ้าอ้างประชาชนนิยมถึง 16 ล้านเสียงแล้ว เมื่อลงเลือกตั้งจะเป็นผู้ชนะแน่ๆ เพราะเสียง 16 ล้านเสียง เท่ากับได้จำนวน ส.ส.ไม่น้อยกว่า 200 คนแล้ว ไปทีไหนก็มีคนยอมรับ ถ้าต้องการอำนาจ แต่ไม่ลงเลือกตั้งแล้ว คงเป็นได้เพียงความสง่างามเทียม และแบบปลอมๆ เท่านั้น แต่ความสง่างามจริงๆต้องมาจากประชาชน” จตุพร กล่าว

จตุพร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยบอกช่วงที่ยึดอำนาจว่า เข้ามาไม่นาน แต่ถึงขณะนี้ก็นานแล้ว และยังติดใจการมีอำนาจอีก ซึงไม่มีปัญญาเลย ถ้าลงเลือกตั้งจะไม่มีใครมาต่อต้าน เมื่อแต่งตั้ง ส.ว. ถึง 250 คน เอาไว้ในมือแล้ว หาจาก ส.ส. อีกพียง 126 คน ก็เกินครึ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกแล้ว ที่เหลือก็ง่ายขึ้นที่จะหา ส.ส.มาตั้งเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่พรรคการเมืองต้องหาถึง 376 คน เพื่อผ่านเกณฑ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งยากมาก

จตุพร กล่าวว่า ไม่ได้กลัวว่า พรรคการเมืองใดจะไม่ได้รับเลือกตั้ง ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมือง ขอให้เอาจริง อย่าช้า ประกาศตัวตั้งพรรคการเมืองให้เป็นทางเลือกของประชาชนเสียเลย พรรคการเมืองไม่กลัว พล.อ.ประยุทธ์ ลงเลือกตั้ง ดังนั้น กองเชียร์ควรให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวของตัวเอง อย่าลอกเลียนแบบเปรมโมเดล แต่ควรให้ตั้งพรรคลงหาเสียงจากประชาชนจะสง่างามกว่า

 

ที่มาเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์‘ 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เผยมติ กสท.สั่งพักรายการวอยซ์ทีวี ‘เวคอัพนิวส์’ 7 วัน

เผยมติ กสท.สั่งพักรายการวอยซ์ทีวี ‘เวคอัพนิวส์’ 7 วัน

Posted: 29 Aug 2016 07:44 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

สุภิญญาเผยมติที่ประชุม กสท. 3:1 สั่งพักรายการ “เวคอัพนิวส์” ของวอยซ์ทีวี 7 วัน ตามเงื่อนไข MoU ด้านวอยซ์ทีวีแถลงรับมติ กสท. ผู้ดำเนินรายการแจงรายการไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ตั้งข้อสังเกตมีทหารที่ประชุมอนุเนื้อหา ขณะใน change.org มีผู้ล่าชื่อเรียกร้องให้ กสท.หยุดแทรกแซงการนำเสนอเนื้อหาของวอยซ์ทีวี

29 ส.ค. 2559 ความคืบหน้ากรณีคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ กสทช. เสนอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีคำสั่งให้ระงับการออกอากาศ Wake Up News เป็นเวลา 7 วัน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) โดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ หนึ่งในผู้ดำเนินรายการ Wake Up News เล่าผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สาเหตุของวาระพิจารณาดังกล่าวมาจากการอ่านข่าวสี่ชิ้น ชิ้นแรกคือโพสต์เฟซบุ๊กของวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล กรณี ไผ่ ดาวดิน, ชิ้นที่สองคือคำสัมภาษณ์เรื่องระเบิดใต้ของ ผศ.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี, ชิ้นที่สามคืออ่านพาดหัว Bangkok Post/ Nation 15-17 สิงหาคม และชิ้นที่สี่คือรายงานเรื่องวันชัยและไพบูลย์พูดเรื่องนายกฯ คนนอกอย่างไร โดยศิโรตม์เองมองว่า Wake Up News ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และรายการได้นำเสนอความเห็นของรัฐบาลและรัฐมนตรีประกอบทุกข่าวโดยให้สัดส่วนมากกว่าอย่างเคร่งครัด และไม่ได้นำเสนอเนื้อหาด้านเดียวอย่างที่ กสท.บางรายเข้าใจ พร้อมเล่าด้วยว่า ในการไปชี้แจงกับกับคณะอนุกรรมการครั้งล่าสุด เป็นครั้งแรกที่มีทหารนั่งหัวโต๊ะ โดยประธานที่ประชุมแจ้งว่าเป็นรองหัวหน้าคณะทำงานสื่อของ คสช.

ล่าสุด สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในกรรมการ กสท. และ กรรมการ กสทช. เล่าถึงมติที่ประชุม กสท. ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า มติ กสท.วันนี้ 3:1 ฝ่ายข้างมากเห็นชอบตามความเห็นอนุกรรมการด้านเนื้อหาที่สั่งให้พักรายการ Wake Up News 7 วัน ส่วนตนเองนั้นเห็นต่าง

“บทลงโทษแบบนี้ ไม่เคยมีมาก่อนกับช่องไหน เป็นครั้งแรกที่ กสท.สั่งพักรายการ 7 วัน ตามเงื่อนไข MoU กับ @Voice_TV แต่ก็ต่างจากคราว PeaceTV” สุภิญญา ระบุ

โดยสุภิญญาระบุว่า สาเหตุที่ตนเองเห็นต่างเพราะ 1.สำนักงาน กสทช.ไม่ได้เสนอคำชี้แจงฉบับเต็มของช่องให้ กสท.พิจารณาด้วย 2. ความสับสนเรื่องฐานกฎหมายกับบทลงโทษ 3.เนื้อหาไม่แรงขนาดนั้น

“จุดอ่อนรายการ WakeUpNews คือการเล่าข่าวที่ใส่ความเห็นส่วนตัวในข่าว จนดูเลือกข้างชัด แต่ยังไม่ขัดความมั่นคงของรัฐหรือศีลธรรมอันดี” สุภิญญากล่าวและว่า ในขณะที่ กสท.เสียงข้างมากอาจมองว่าการเล่าข่าวดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของรัฐหรือศีลธรรมอันดีตาม MoU จุดนี้ที่เราเห็นต่างกัน

“ความคิดเห็นที่รัฐอาจไม่ชอบ ไม่ได้หมายความต้องเป็นความคิดเห็นที่ผิดกฎหมายเสมอไป กสทช.ต้องใช้ดุลยพินิจว่าเนื้อหาใดขัดต่อกฎหมาย เป็นบรรทัดฐาน” สุภิญญากล่าว พร้อมชี้ว่า จากนี้ก็อยู่ที่ท่าทีของช่องว่าจะอย่างไรต่อไป จะยอมพักรายการหรือใช้สิทธิฟ้องศาลปกครอง ทั้งนี้ แม้คำสั่ง มาตรา 44 จะป้องกันไม่ให้ กสท.เสียงข้างมากถูกฟ้องอาญาและแพ่ง แต่ช่องที่ได้รับผลกระทบยังสามารถฟ้องคำสั่ง กสท.ไปที่ศาลปกครองได้ตามสิทธิ

ด้าน วอยซ์ ทีวี ออกแถลงการณ์ ยอมรับมติ กสท. ปรับปรุงรายการ Wake Up News เป็นเวลา 7 วัน

“ตามที่ กสทช.มีการพิจารณาให้ปรับปรุงรายการ Wake Up News เป็นเวลา 7 วันดังที่ทราบเป็นข่าวไปแล้วนั้น บริษัทฯขอเรียนว่า บริษัทฯให้ความสำคัญเรื่องการกำกับดูแลกิจการสื่อโดย กสทช. รวมทั้งการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่างๆ เพื่อปรับปรุงรายการให้สอดคล้องกับสถานการณ์เสมอมา

“อย่างไรก็ตาม การให้ปรับผังและปรับปรุงรายการ Wake Up News 7 วัน ล่าสุดในครั้งนี้ ได้เกิดขึ้นในบรรยากาศของการหารือเพื่อเป็นตามคำแนะนำและดุลพินิจของ กสทช. บนพื้นฐานการใช้อำนาจที่ กสทช.เชื่อว่ามีอำนาจกระทำได้ ทั้งนี้แม้บริษัทฯอาจมีความเห็นหลายประเด็นที่ต่างกันกับ กสทช. แต่ยังมีจุดร่วมคือยืนยันบนหลักการที่ว่า บริษัทฯมีสิทธิและเสรีภาพที่จะนำเสนอข่าวสารและการวิเคราะห์ข่าวอย่างมืออาชีพและเป็นกลาง สร้างสรรค์ต่อไป

“บริษัทฯ ยินดีรับฟังความเห็นที่แตกต่าง น้อมรับคำติชมที่เป็นธรรมจากทุกภาคสังคม และยืนยันที่จะยึดมั่นในหลักการของการเป็นสื่อสารมวลชนที่ดี รักษาจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด พร้อมกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนอย่างมืออาชีพต่อไป” วอยซ์ทีวี ระบุ

วันเดียวกัน มีการล่ารายชื่อผ่าน change.org เรียกร้องให้ กสท.หยุดแทรกแซงการนำเสนอเนื้อหาของวอยซ์ทีวี โดยณรรธราวุธ เมืองสุข

แคมเปญระบุว่า “การกระทำของ กสท. เข้าข่ายการแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างรุนแรง เพราะเนื้อหาที่นำเสนอ เป็นไปตามข้อเท็จจริงและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ กับความมั่นคง เป็นเพียงความเห็นของคนๆ หนึ่งเท่านั้น ซึ่งหาก กสท.ยังกระทำเช่นนี้ ย่อมเป็นมาตรฐานว่า ต่อไปสื่อมวลชนไทยจะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมชี้นำของ กสท.ทั้งหมด การนำเสนอข้อเท็จจริง และความเห็น ย่อมไม่อาจเป็นไปอย่างอิสระ เที่ยงตรง และมุ่งต่อประโยชน์ของประชาชน แต่ต้องเกิดจากการอนุญาตโดย กสท.เท่านั้น

“จึงขอเรียกร้องให้ กสท.ยุติการแทรกแซง Voice TV อย่างไม่เป็นธรรมและไร้เหตุผล การมุ่งแทรกแซงการนำเสนอเนื้อหารายการของ Voice TV ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ใดๆ และไม่สร้างสรรค์อย่างยิ่ง และอาจทำให้องค์กรอย่าง กสท.หรือ กสทช.ขาดความเชื่อถือจากประชาชนในระยะยาว”

Wake Up News ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และการรายงานข่าวจากทุกฝ่ายไม่ควรถูกกล่าวหาว่าผิดจริยธรรม
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ทวิตเตอร์ของ กสท.สุภิญญา เปิดเผยว่าวันนี้มีวาระพักรายการ Wake Up News 7 วัน โดยอ้างว่าขัดคำสั่งหัวหน้าคสช.และกฎหมาย กสทช. ข้อหานี้หมายความว่ารายการนี้จะถูกลงโทษเพราะมีเนื้อหาทำลายศีลธรรมของสังคม ต่อต้านเจ้าหน้าที่ หมิ่นประมาท ทำให้ประชาชนหวาดกลัว ฯลฯ จึงขอให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงว่าเราไม่ได้นำเสนอเนิอหาที่ี่ขัดศีลธรรม ให้ข้อมูลด้านเดียว หรือผิดจริยธรรมสื่ออย่างแน่นอน

คณะอนุกรรมการเนื้อหาเชิญรายการไปชี้แจงในวันจันทร์ที่ 22 หัวข้อที่คณะอนุกรรมการให้ชี้แจงมีสามเรื่อง เรื่องแรกคือข่าว “ไผ่ ดาวดิน” เรื่องที่สองคือข่าวระเบิดเจ็ดจังหวัดภาคใต้ และเรื่องที่สามคือข่าว สนช.ผลักดันให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ

แม้เราจะถูก “เชิญ” ไปชี้แจงในคณะอนุกรรมการระดับทุกสองสัปดาห์ แต่การประชุมวันนั้นเป็นครั้งแรกที่มีทหารนั่งหัวโต๊ะ ประธานที่ประชุมแจ้งว่าเป็นรองหัวหน้าคณะทำงานสื่อของ คสช.

สำหรับท่านที่ไม่มีเวลา สรุปสั้นๆ ว่ารายการ Wake Up News ข้อหารุนแรงถึงขั้นเตรียมพักรายการเจ็ดวันจากการอ่านข่าวสี่ชิ้นครับ ชิ้นแรกคือโพสต์เฟซบุ๊กของวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล กรณี ไผ่ ดาวดิน, ชิ้นที่สองคือคำสัมภาษณ์เรื่องระเบิดใต้ของ ผ.ศ.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี, ชิ้นที่สามคืออ่านพาดหัว Bangkok Post/ Nation 15-17 สิงหาคม และชิ้นที่สี่คือรายงานเรื่องคุณวันชัยและไพบูลย์พูดเรื่องนายกคนนอกอย่างไร

เนื้อหาในรายการส่วนที่ กสท.กำลังพิจารณาล้วนเป็นเนื้อหาที่ปรากฏในสื่ออื่นมาแล้ว เมื่อการเผยแพร่เนื้อหาเดียวกันเกิดไปแล้วในสื่ออื่น และไม่มีเจ้าหน้าที่บอกว่าเนื้อหาดังกล่าวกระทบความมั่นคง การที่ Wake Up News โดนกล่าวหาว่าก่อความไม่สงบ ทำลายศีลธรรม ขัดขวางฝ่ายบ้านเมือง ฯลฯ เข้าข่ายเป็นเรื่องผิดปกติพอสมควร

อนึ่ง เนื่องจากการประชุมมักดำเนินไปในรูปแบบที่คณะอนุเสนอเนื้อหาส่วนที่มองว่ามีปัญหาเข้าที่ประชุม แต่คณะกรรมการชุดใหญ่พึงตรวจสอบเนื้อหารายการทั้งหมดที่ออกอากาศในแต่ละวันด้วย ไม่อย่างนั้นก็อาจถูกชี้นำโดยหลักฐานที่นำเสนอเฉพาะส่วนจนเห็นตามว่ารายการให้ข้อมูลด้านเดียวครับ เพราะรายการนำเสนอความเห็นของรัฐบาลและรัฐมนตรีประกอบทุกข่าวโดยให้สัดส่วนมากกว่าอย่างเคร่งครัด และไม่ได้นำเสนอเนื้อหาด้านเดียวอย่างที่ กสท.บางท่านเข้าใจแน่นอน

กรณีข่าวไผ่ดาวดิน

สถานการณ์ขณะนั้นคือมีการอดอาหารในเรือนจำ สื่อรายงานเรืองนี้อย่างกว้างขวาง เนื้อหาในรายการเรื่องนี้มีสามส่วน ส่วนแรกคือเสียงของพลเอกประวิตรในฐานะรองนายกที่บอกว่าไผ่ถูกจับเพราะทำผิดกฎหมาย ส่วนที่สองคือเสียงของพลเอกไพบูลย์ที่บอกว่าไผ่ไม่ได้อดอาหารจริงเพราะกินขนม และส่วนที่สามคือโพสท์เฟซบุ๊คของวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ว่าไม่ควรมีใครติดคุกเพราะความเห็นต่าง

ส่วนที่คณะอนุซักถามรายการคือส่วนของข้อความวรรณสิงห์ คณะอนุบอกว่าข้อความวรรณสิงห์ทำให้คนเห็นใจนักศึกษามากเกินไป ทำให้คนมองว่า คสช.ใจดำ รวมทั้งระบุว่ารายการไม่ให้ความเป็นธรรมเพราะไม่ยอมบอกว่าไผ่ดาวดินทำอะไรผิด รวมทั้งไม่ได้อดอาหารจริงๆ

รูปแบบในการประชุมคือนำเสนอคลิปช่วงอ่านข้อความวรรณสิงห์เข้าที่ประชุม แต่ไม่ได้เสนอช่วงที่รายการปล่อยเสียงรองนายกรัฐมนตรีและพลเอกไพบูลย์ประกบ ทำให้ข้อมูลที่เข้าที่ประชุมมีแต่การอ่านโพสท์วรรณสิงห์ และนำไปสู่การสรุปต่อว่ารายการให้ข้อมูลด้านเดียว ทั้งที่เนื้อหาที่พลเอกประวิตรและพลเอกไพบูลย์นั้นได้นำเสนอไปในช่วงก่อนแล้ว

คำถามคือตรงไหนในโพสท์วรรณสิงห์ที่ทำลายศีลธรรมและขัดขวางบ้านเมือง?

กรณีข่าวระเบิดเจ็ดจังหวัดภาคใต้

ประเด็นที่สังคมสนใจคือใครเป็นมือระเบิด รัฐบาลให้ข่าววันเสาร์-จันทร์ ว่าเป็นกลุ่มการเมือง แต่สื่อและนักวิชาการเริ่มบอกว่าน่าจะเป็นกลุ่ม BRN รวมทั้งหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ก็เชื่อมโยงกับกลุ่มชายแดนใต้มากขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางข่าวในสื่อแทบทุกที่จึงเป็นเรื่องใครวางระเบิดเหมือนกัน

ส่วนที่คณะอนุซักถามคือคำสัมภาษณ์ ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ อาจารย์ด้านอาชญวิทยา ม.รังสิต ซึ่งตอนหนึ่งระบุว่าผู้ก่อเหตุน่าจะเป็น BRN และระบุว่ารัฐบาลให้ข่าวว่าระเบิดเกิดจากกลุ่มการเมืองเร็วเกินไป , คำสัมภาษณ์ของ ผ.ศ.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี ซึ่งระบุว่าดูจากหลักฐานและพฤติกรรมแวดล้อมแล้วระเบิดไม่น่าจะเกิดจากกลุ่มเสื้อแดง และข่าวจากหน้า ๑ Bangkok Post และ Nation วันที่ 15-18 สิงหาคม ที่บอกว่าระเบิดเกิดจากกลุ่มก่อความไม่สงบชายแดน

คำวิจารณ์ที่คณะอนุมีต่อรายการคือการแสดงความเห็นเรื่องระเบิดเชื่อมโยงกับชายแดนใต้ แต่รายการได้แจ้งคณะอนุว่าเราอ่านข่าวตามที่สื่อรายงาน โดยได้นำหนังสือพิมพ์ในช่วงดังกล่าวแสดงต่อที่ประชุม ส่วนความเห็นของ ผ.ศ.ศรีสมภพ ก็ถูกนำเสนอเพราะเป็นนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องภาคใต้ต่อเนื่องที่สุดในประเทศไทย

ขอย้ำว่าการเรียกรายการเข้าชี้แจงคือวันที่ ๒๒ ซึ่งพล.อ.ประวิตร รองนายกและรัฐมนตรีกลาโหมยอมรับว่าระเบิดไม่เกี่ยวกับกลุ่มเสื้อแดงไปแล้ว, เจ้าหน้าที่เริ่มออกหมายจับนายอาหะมะจากตากใบ , หน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ยอมรับหมดว่าระเบิดเกิดจากกลุ่มชายแดน และตอนนี้ไม่มีใครพูดว่าเหตุระเบิดมาจากกลุ่มการเมืองอีกเลย

คำถามคือทำไมการอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่อย่างเปิดเผยถึงถูกกล่าวหาว่าผิดศีลธรรมและขัดขวางเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ในเมื่อ ณ ตอนนี้ รัฐมนตรีก็ระบุว่าข่าวที่สื่อรายงานมีมูลความจริง?

กรณีส.ว.เสนอชื่อนายกคนนอก

สถานการณ์ขณะนั้นคือสนช.ผลักดันให้กรรมการร่างแก้รัฐธรรมนูญให้วุฒิสมาชิกเสนอชื่อนายก (Nominate) ได้ รวมทั้งคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ประกาศตั้งพรรคชูพลเอกประยุทธ์เป็นนายก ส่วนคณะอนุวิจารณ์ว่าช่องรายงานข่าวความเห็นของคุณวันชัย สอนศิริ/ คุณไพบูลย์ และคนอื่นๆ เรื่องวุฒิสภาเสนอชื่อนายกจนทำให้เกิดความสับสน บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย

อย่างไรก็ดี ข่าวเรื่องวุฒิสมาชิกเสนอชื่อนายกได้หรือไม่ปรากฏในสื่อทุกแหล่ง และยังคงเป็นประเด็นจนปัจจุบัน คำถามคือทำไมการเสนอข่าวที่คุณวันชัยและคุณไพบูลย์เป็นคนพูดเองวาจะเสนอ ให้วุฒิสภาเลือกนายกได้ถึงกลายเป็นเรื่องทำลายศีลธรรมและขัดขวางบ้านเมือง?

ทุกคนทราบว่าการทำงานสื่อภายใต้สถานการณ์นี้ไม่ปกติ แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย และการกล่าวหาว่าใครผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินไปโดยหลักฐานและกระบวนการที่ปกติ ข้อกล่าวหาและกระบวนการพิจารณาความผิด Wake Up News มีแนวโน้มจะทำโดยไม่เป็นตามนี้ อย่างน้อยที่สุดก็คืออาจไม่มีการนำเสนอเนื้อหารายการทั้งหมดให้คณะกรรมการ กสท.พิจารณาอย่างสมบูรณ์ ผลก็คือคณะกรรมการอาจเข้าใจว่ารายการนำเสนอข้อมูลของภาครัฐอย่างไม่ครบถ้วนและเข้าข่ายให้ข้อมูลด้านเดียว ท้ั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘เปรมโมเดล’ จตุพร ชี้ที่มาอำนาจต่างกัน ระวังจบสิ้นอำนาจแบบเผด็จการทรราชย์

‘เปรมโมเดล’ จตุพร ชี้ที่มาอำนาจต่างกัน ระวังจบสิ้นอำนาจแบบเผด็จการทรราชย์

Posted: 28 Aug 2016 03:02 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

28 ส.ค. 2559 จากกรณีวานนี้  (27 ส.ค.59) วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  กล่าวว่า อย่าไปกังวลตกอกตกใจกับคำเสี้ยมเหน็บแนมตามสันดานนักการเมือง อย่าไปหลงลมคำพูดนักการเมือง ไม่เคยจริงใจกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯอยู่แล้ว ถามว่าวันนี้จำเป็นหรือไม่ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะมาตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้งเองนั้น ตนคิดว่า ถ้ารัฐสภา ส.ส. ส.ว.สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ท่านก็ควรจะรับ อย่าปฏิเสธ เป็นความสง่างาม ในรัฐสภา ส.ส. หรือ ส.ว.มีทั้งตัวเเทนประชาชน จากสาขาอาชีพ ต้องใช้เสียงข้างมากของคนเหล่านี้ ไม่ใช่เลือกกันส่งเดช พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องตั้งพรรค หากท่านตั้งก็เท่ากับว่ากำลังจะเดินไปหลุมพลางทางการเมือง อาจไปไม่ถึงดวงดาวได้ อาจจะถูกโจมตีกล่าวหาต่างๆ นานา โดยสะดุดขาตัวเองเปล่าๆ นอกจากนี้ยังมีอดีตให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า คนที่ทำปฏิวัติแล้วตั้งพรรคลงเล่นการเมือง ไม่เคยไปรอด ล้มกลางคันเเทบทุกราย

“หรือ พล.อ.ประยุทธ์จะดูตัวอย่างสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้ง แต่ก็อยู่เป็นนายกฯถึง 8 ปี ขอให้บริหารจัดการประนีประนอมอำนาจทั้งในและนอกสภาให้ได้ทุกฝ่ายก็น่าจะเดินได้ เห็นได้จากผลประชามติที่ประชาชนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์กลายๆ อยู่แล้ว หากนับจากวันนี้ยิ่งสร้างผลงานไปเรื่อยๆ ถึงเวลาเลือกตั้งจะมีเสียงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯสานต่อภารกิจต่อไปอีก 4 ปีแน่ๆ” วันชัย กล่าว

จตุพร เตือนประยุทธ์อย่าฟังแต่กองเชียร์ ชี้ที่มาต่างจากเปรม

ล่าสุดวันนี้ (28 ส.ค.59) จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ต่อข้อเสนอ “เปรมโมเดล” ว่า ที่มาอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ แตกต่างจาก “เปรมโมเดล” อย่างชัดเจน และถ้าคล้อยตามเสียงเชียร์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกแล้ว มีโอกาสจบสิ้นอำนาจแบบเผด็จการทรราชย์ได้

จตุพร กล่าวว่า เปรมโมเดลเป็นรูปแบบที่มาอำนาจของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรี และรัฐบุรุษ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกตั้งแต่ปี 2523 แล้วอยู่ยาวนานต่อเนื่องถึง 8 ปี จนประกาศวางมือทางการเมือง โดยเปล่งคำพูดว่า “ผมพอแล้ว” ดังนั้น จึงมีความแตกต่างจากประยุทธ์โมเดลตามเสียงเชียร์ของที่ วันชัย สอนศิริ ที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจ

จตุพร ตนเห็นว่า ที่มาอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ มีความแตกต่างที่เด่นชัดจากเปรมโมเดล เพราะพล.อ.เปรม ไม่ได้ก้าวขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก โดยมาจากการยึดอำนาจ ไม่ได้แต่งตั้ง ส.ว. เพื่อปูทางไปสู่อำนาจ แต่พล.อ.เปรม ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองด้วยเสียงข้างมากในสภา หลังจาก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออกจากนายกรัฐมนตรีคนนอกแล้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการยึดอำนาจจากรัฐบาล ธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อ 20 ตุลาคม 2520 แล้วร่างรัฐธรรมนูญ 2521 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดการปกครองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ ด้วยการแต่งตั้ง ส.ว. มาปูทางให้นายกรัฐมนตรียึดอำนาจได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกภายหลังการเลือกตั้งเมื่อ 22 เมษายน 2522 กระทั่งถูกพรรคการเมืองเสียงข้างมากอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงลาออกจากนายกรัฐมนตรีก่อนถูกอภิปรายฯ เมื่อกุมภาพันธ์ 2523

จากนั้น พล.อ.เปรม ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกติดต่อกันนานถึง 8 ปี สะสมบารมีมากมายจนมีความน่าเชื่อถือ ได้รับความเคารพทั้งจากฝ่ายทหารและพรรคการเมือง สิ่งสำคัญรู้จักพอทางการเมือง แม้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย ชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2531 ไปเชิญให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกอีกครั้ง แต่ปฏิเสธ ด้วยการเปล่งวาจาว่า “ผมพอแล้ว”

จตุพร กล่าวต่อว่า ในช่วงปลายอำนาจการเมืองของพล.อ.เปรมนั้น กระแสประชาธิปไตยสูงมาก นักวิชาการ 99 คน ลงชื่อให้ พล.อ.เปรม วางมือทางการเมือง เพราะต้องการให้นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. และไม่ต้องการให้ทหารแทรกแซงทางการเมือง เมื่อพรรคชาติไทยชนะเลือกตั้งปี 2531 มาเป็นอันดับหนึ่ง ไปเชิญ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก พล.อ.เปรม จึงปฏิเสธ แล้ววางมือทางการเมือง

จตุพร กล่าวว่า การวางมือทางการเมืองนั้น พล.อ.เปรม ถูกวิจารณ์จากนักวิชาการ 99 คน เรียกร้องไม่ให้ทหารเข้ามายุ่งการเมือง และกระแสนายกรัฐมนตรีจาก ส.ส. มาแรงอีกครั้งในช่วงปี 2535 สมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่ยึดอำนาจจาก พล.อ.ชาติชาย แล้วต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกภายหลังการเลือกตั้งปี 2535 แต่ถูกชุมนุมต่อต้านในเหตุการณ์พฤษภา 2535 ดังนั้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก คงเป็นประยุทธ์โมเดล ไม่ใช่เปรมโมเดล เพราะภาพลักษณ์ สถานการณ์บ้านเมืองคนละเรื่องกับสมัยพล.อ.เปรม อีกทั้งพล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ได้เปล่งวาจา ผมพอแล้ว แต่จะเปล่งวาจาว่า ผมพังแล้ว

“พล.อ.ประยุทธ์ จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ผมขอพยากรณ์ท่านว่า ท่านจบไม่สวย แต่จะจบลงด้วยเผด็จการทรราชย์ ท่านต้องคิดให้มากกับเสียงเชียร์ของพวกแวดล้อมอำนาจ เมื่อถึงวันนั้นพวกเชียร์ท่านจะหนีไปหมด เมื่อท่านไม่ได้มาจากประชาชน ย่อมไม่มีความสง่างาม เพราะท่านมาจากกระบอกปืน หากเดินตามวิถีกองเชียร์แล้วสุดท้ายท่านจะได้เปล่งวาจาว่า ผมพังแล้ว” จตุพร กล่าว

ที่มา มติชนออนไลน์ และเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

Error: View 8a151f4800 may not exist

‘วัส ติงสมิตร’ แจงกรณีเครือข่ายประชาชนภาคใต้ขอให้เปลี่ยนตัวประธาน กสม.

‘วัส ติงสมิตร’ แจงกรณีเครือข่ายประชาชนภาคใต้ขอให้เปลี่ยนตัวประธาน กสม.

Posted: 28 Aug 2016 03:39 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

‘วัส ติงสมิตร’ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แจงกรณีเครือข่ายประชาชนภาคใต้ขอให้เปลี่ยนตัวประธาน กสม.
28 ส.ค. 2559 28 สิงหาคม 2559 นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้แจงกรณีเครือข่ายประชาชนภาคใต้ขอให้เปลี่ยนตัวประธาน กสม. โดยมีรายละเอียดดังนี้
เรื่อง กรณีเครือข่ายประชาชนภาคใต้ขอให้เปลี่ยนตัวประธาน กสม.
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2559 มีกลุ่มบุคคลซึ่งใช้ชื่อว่าเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้ ได้ร่วมกันแถลงการณ์ ตำหนิและขอให้เปลี่ยนตัวประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นายวัส ติงสมิตร) โดยให้เหตุผลว่าจะขออ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐหยุดการดำเนินนโยบาย โครงการ หรือกิจการที่ละเมิดสิทธิชุมชนในภาคใต้ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต สังคม วิถีวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิชุมชนตามมา
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า เครือข่ายฯหวังจะให้คณะกรรมการสิทธิฯได้รับเนื้อหาสาระของข้อเสนอ โดยได้ประสานงานกับกรรมการสิทธิฯบางท่านไว้ล่วงหน้าเพื่อขอช่วงเวลาก่อนปิดเวทีการประชุม
ในการจัดแถลงข่าวนี้ แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากประธานกรรมการฯ  ขอเรียนชี้แจงว่าในวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน เวลาประมาณ 11 นาฬิกา หลังได้รับแจ้งจากประธานกรรมการสิทธิฯ สำนักงาน กสม.ได้จัดเตรียมไมโครโฟนให้ภาคีเครือข่ายใช้อ่านคำแถลงการณ์ในเวทีหลังปิดงาน โดยประธานกรรมการฯ จะอยู่รับฟังด้วย ตามที่กรรมการสิทธิฯซึ่งได้รับการประสานกับภาคีเครือข่ายได้ตกลงกับประธานกรรมการสิทธิฯ ซึ่งแตกต่างจากเวที กสม. พบประชาชนเวทีอื่น ๆ อีก 3 แห่งก่อนหน้านี้ เมื่อเกิดเหตุไม่ทำตามข้อตกลง ประธานกรรมการฯไม่ทราบว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ไม่มีการบอกกล่าวให้ประธานกรรมการฟังทั้งในเวลาและขณะเกิดเหตุ แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุต่อไปว่า เครือข่ายฯ ทราบมาว่า ในเวที กสม. พบประชาชนที่จัดไปก่อนหน้านี้ในภาคอื่น ๆ ก็เกิดในลักษณะเดียวกัน
ขอเรียนชี้แจงว่า ในเวที กสม. พบประชาชนก่อนหน้านี้ 3 แห่ง คือที่จังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ และชลบุรี ไม่ได้เกิดปัญหาทำนองเดียวกับที่เกิดในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การอ่านคำแถลงการณ์ของขบวนการหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นก็อ่านในเวทีหลังปิดงานไปแล้ว และประธานกรรมการฯ ไม่ได้อยู่ฟังคำแถลงการณ์ เพราะมีกำหนดการที่จะไปพบคณบดีคณะนิติศาสตร์และอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อจัดตั้งศูนย์ศึกษาและประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือในมหาวิทยาลัย
อนึ่งประธานกรรมการฯ ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมดังนี้
1) บุคคลที่ร่วมประท้วงครั้งนี้คือ ผู้ดำเนินรายการสัมมนากลุ่มย่อยในประเด็นสถานการณ์โครงการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ในวันที่ 24 สิงหาคม 2559 และเป็นตัวแทนกลุ่มย่อยที่อภิปรายและนำเสนอข้อสรุปผลการประชุมกลุ่มและแนวทางแก้ไขปัญหารวมทั้งตอบข้อซักถามในวันที่ 25 สิงหาคม 2559
2) บุคคลที่จะดำเนินการให้มีการอ่านคำแถลงการณ์ในเวทีก่อนประธานกรรมการฯจะสรุปผลการสัมมนาและกล่าวปิดงาน ก็เป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการของกรรมการสิทธิฯคนที่มาขออนุญาต
3) หากประธานกรรมการฯ ได้ตรวจดูคำแถลงการณ์ที่เครือข่ายฯจะขออ่านในเวทีงานก่อน และทราบเหตุแห่งการทำตามข้อตกลงไม่ได้ประธานกรรมการฯ ก็อาจจะแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
นายวัส ติงสมิตร
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
28 สิงหาคม 2559

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

จี้ ปธ.กสม. ลาออก หลังเบรคผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้แถลงข่าว

จี้ ปธ.กสม. ลาออก หลังเบรคผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้แถลงข่าว

Posted: 25 Aug 2016 11:20 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้ และองค์กรภาคี จำนวน 28 องค์กร ออกแถลงการณ์จี้ให้เปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการสิทธิฯ หลังปฏิเสธการแถลงข้อเสนอของเครือข่ายฯ ผ่านสื่อมวลชนไปยังรัฐบาล

เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้ ได้ “วอล์กเอาต์” เดินออกจากห้องประชุมสิทธิมนุษยชนที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดขึ้นในโรงแรมบุรีศรีภู บูติค อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อประท้วงการทำหน้าที่ของ วัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านอ่านแถลงการณ์เรียกร้องรัฐหยุดดำเนินนโยบาย โครงการ หรือกิจการที่ละเมิดสิทธิชุมชนในภาคใต้ ในห้องประชุม ทำให้ชาวบ้านต้องมาอ่านแถลงการณ์ด้านนอก หลังจากอ่านแถลงการณ์เสร็จแล้ว ได้มีการเรียกร้องให้ปลดประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คนนี้ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่

วัส ติงสมิตร ประธาน กสม. (แฟ้มภาพ)

จากนั้น เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้ และองค์กรภาคี จำนวน 28 องค์กร ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง วัส ติงสมิตร ไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

โดยแถลงกรณ์ระบุว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้จัด เวที กสม.พบประชาชนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ณ โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีประชาชนจากเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้ รวมถึงข้าราชการ นักวิชาการ และตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ ทั่วทุกจังหวัดในภาคใต้ เข้าร่วมกว่า 300 คน

การประชุมดังกล่าวมีการวิเคราะห์สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ และการระดมข้อเสนอเพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดใหม่ได้นำไปปฏิบัติเพื่อปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต โอกาสนี้ทางเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้ได้จัดทำข้อเสนอเตรียมออกเป็นแถลงการณ์เพื่อนำผ่านสื่อมวลชนไปยังรัฐบาล ให้หยุดการดำเนินนโยบาย โครงการ หรือกิจการที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิชุมชนในภาคใต้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต และด้วยหวังจะให้คณะกรรมการสิทธิฯ ได้รับทราบเนื้อหาสาระของข้อเสนอในแถลงการณ์ดังกล่าวด้วย โดยได้ประสานงานกับคณะกรรมการสิทธิฯ บางท่านไว้ล่วงหน้าเพื่อขอช่วงเวลาก่อนการปิดเวทีการประชุมในการจัดแถลงข่าวนี้ แต่กลับได้รับการปฏิเสธจาก วัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้วยท่าทีที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาสาระในคำแถลงการณ์ดังกล่าวนั้น มิได้กระทบกับคณะกรรมการสิทธิฯชุดนี้แต่อย่างใด หากเป็นการสื่อสารไปยังรัฐบาลเท่านั้น

เป็นเหตุให้ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดรู้สึกไม่พอใจต่อท่าทีดังกล่าว จึงได้ประท้วงนายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิฯ ด้วยการเดินออกจากห้องประชุมก่อนที่จะกล่าวปิดการประชุมแล้วเสร็จ จากนั้นเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้ทั้งหมดได้ใช้พื้นที่หน้าห้องประชุมอ่านแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมกันนี้ได้มีการกล่าวตำหนิท่าทีที่ไม่เหมาะสมของประธานคณะกรรมการสิทธิฯ ซึ่งทราบมาว่าในเวที กสม.พบประชาชนที่ได้จัดไปก่อนหน้านี้ในภาคอื่น ๆ ก็เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดกั้นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน อันเป็นการกระทำที่ขัดแย้งอย่างยิ่งกับคุณสมบัติที่เหมาะสมของผู้ที่จะทำหน้าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้จึงมีฉันทามติร่วมกันว่าไม่สามารถยอมรับการปฏิบัติหน้าที่ของ วัส ติงสมิตร ในฐานะประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้อีกต่อไป เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นที่พึ่งของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศนั้นเกิดความมัวหมอง ไร้ความสง่างาม จึงขอตำหนิการปฎิบัติหน้าที่ของนายวิส ติงสมิตร ในฐานะประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งหมดแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการเปลี่ยนตัวบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิฯต่อไป เพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ และเรียกความศรัทธา ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมาอีกครั้ง

สำหรับองค์กรประชาชนที่ร่วมแถลงการณ์เรื่อง ขอตำหนิ และขอให้เปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นี้ประกอบด้วย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ เครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคใต้ เครือข่ายชนเผ่าภาคใต้ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ เครือข่ายสิทธิชุมชนเขาคูหา เครือข่ายชาวเลภาคใต้ เครือข่ายชาติพันธุ์ชนเผ่ามอแกน-มอแกลน สภาชนเผ่าพื้นเมือง เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดพังงา เครือผู้ประสบภัยสีนามิ เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เครือข่ายประชาชนปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสงขลา-สตูล สมาคมรักษ์ทะเลจะนะ สมาคมรักษ์ทะเลไทย มูลนิธิอันดามัน เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย มูลนิธิป่าทะเลเพื่อชีวิต โครงการพลังพลเมืองร่วมสร้างภาคใต้น่าอยู่ เครือข่ายปกป้องแหล่งผลิตอาหารภาคใต้ โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศภาคใต้ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ศูนย์เรียนรู้วิถีธรรมชาติเพื่อชุมชน สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคสงขลา สมาคมรักษ์ทะเลกระบี่ เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต เครือข่ายพลเมือง และเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานสงขลา

แถลงการณ์หยุดละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้

สำหรับเนื้อหาในแถลงการณ์ซึ่งผู้จัดการออนไลน์ได้นำมาเผยแพร่ด้วยนั้น  ระบุว่า ชาวบ้านเรียกร้องให้หยุดการดำเนินนโยบาย โครงการ หรือกิจการที่ละเมิดสิทธิชุมชนในภาคใต้ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน ได้มีการดำเนินนโยบาย โครงการ หรือกิจการที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต สังคม วิถีวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันนำไปสู่การละเมิดสิทธิชุมชนตามมา เช่น
1. นโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ที่รัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งสองฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ ที่จะต้องสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล และท่าเรือน้ำลึกบ้านสวนกง จังหวัดสงขลา รวมถึงการเกิดขึ้นของโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันอีกมากมาย เช่น การก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างท่าเรือสองฝั่ง การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม การสร้างเขื่อน และการเปิดพื้นที่การลงทุนแบบใหม่ที่เรียกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดสงขลา
2.โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพา ที่มีการเร่งรัดดำเนินโครงการอย่างมีนัยในช่วงปีที่ผ่านมา
3.โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ และโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายทั่วทุกจังหวัดในภาคใต้ ซึ่งพยายามหลบเลี่ยงข้อระเบียบ หรือขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จนนำไปสู่ความขัดแย้งในหลายพื้นที่
4.นโยบายการทวงคืนผืนป่าที่ได้มีการตรวจยึดพื้นที่ทำกินดั้งเดิมของชุมชนอย่างไม่แยกแยะ อันส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงในการดำรงชีวิตของเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวนยาง ในหลายพื้นที่
5.การละเลยไม่คุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้ ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล กลุ่มมันนิ (ซาไก) จนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆเช่น การถูกรุกจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การสูญเสียที่ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวเล หรือการรับรองสิทธิพลเมืองของกลุ่มมันนิ
6. สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังไม่มีแนวทาง หรือทางออกในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ และยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นรายวัน ทั้งที่โดยหลักการแล้วการดำเนินนโยบาย โครงการ หรือกิจการต่างๆ เหล่านี้จะต้องอาศัยความละเอียดอ่อนที่รัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องพึงระวังถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้น และระยะยาว อีกทั้งต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมาย หรือข้อระเบียบต่างๆ ในการกลั่นกรองก่อนการดำเนินโครงการอย่างรอบด้าน มิเช่นนั้นแล้ว ก็จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิของประชาชน และสิทธิชุมชนเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต
เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจาการละเมิดสิทธิชุมชนภาคใต้ มีความเห็นว่า นโยบาย และหลายโครงการที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นไม่เหมาะสมที่จะได้รับการตัดสินใจผลักดันเดินหน้าในรัฐบาลเฉพาะกิจ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการออกแบบ หรือสร้างกติกาทางสังคมแบบใหม่ ภายใต้เจตนารมณ์ของรัฐบาลเองที่ต้องการปฏิรูปประเทศนี้ให้ดีกว่าเดิม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดบรรยากาศของความขัดแย้งทางการเมือง และสังคมในภาคใต้ อันเกิดขึ้นจากความคิดเห็นที่แตกต่างระหว่างผู้ดำเนินนโยบายกับชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ ก็ซึ่งกำลังนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านในชุมชนด้วยกันเอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังขยายวงเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่
ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันการละเมิดสิทธิที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเสนอให้รัฐบาลยุติ หรือทบทวนการดำเนินนโยบาย โครงการ หรือกิจการดังที่ได้กล่าวแล้วเบื้องต้น และให้หันมาสร้างบรรยากาศของประเทศไปสู่ความสมานฉันท์ปรองดอง และสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

เลขาธิการ กป.อพช.ใต้ เขียนผิดหวังปธ.กสม.คนนี้จริงๆ

ผมรู้สึกผิดหวังกับบทบาทของประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคนนี้…จริงๆครับ
การเกิดขึ้นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา ถือเป็นพัฒนาการของวงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของสังคมไทย ผลงานของคณะกรรมการฯชุดแรกที่มี อ.เสน่ห์ จามริก เป็นประธาน ได้สร้างต้นแบบของการติดตาม ตรวจสอบการละเมิดสิทธิของประชาชนคนฐานรากในสังคมไทยได้อย่างสวยงาม รวมถึงการแสดงบทบาทของคณะกรรมการแต่ละท่าน ไม่ว่าคุณสุนีย์ ไชยรส ,คุณวสันต์ พานิชย์ ก็สร้างความโดดเด่นในการทำหน้าที่จนสร้างผลสะเทือนต่อองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำการละเมิดสิทธิอย่างประจักษ์ โดยเฉพาะด้านสิทธิชุมชนที่ได้ถูกกระทำและละเมิดมากขึ้นตามยุคสมัย จนมาถึงยุคของ อาจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ก็ได้ได้มีการสืบทอดเจตนารมณ์ตามบทบาท แม้อาจจะถูกตั้งคำถามเปรียบเทียบกับการทำหน้าที่ในชุดของ อ.เสน่ห์ ที่ได้สร้างบรรทัดฐานไว้ค่อนข้างสูงก็ตาม แต่ความหวังของคณะกรรมการฯชุดนี้ ก็ตกมาอยู่ที่กรรมการอย่าง นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ซึ่งได้ช่วยกอบกู้สถานะของคณะกรรมการฯชุดนี้ได้ และโดยส่วนตัวแล้ว ผมมีความศรัทธา และเชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของคุณหมอท่านนี้อย่างไม่มีข้อระแวงสงสัย ซึ่งรวมถึงทีมงานที่เป็นอนุกรรมการสิทธิชุมชนอีกหลายท่านก็มีบทบาทส่งเสริมกันอย่างน่าศึกษายิ่ง จากการทำงานของคณะอนุกรรมการฯชุดนี้ ยิ่งสร้างรูปแบบและกระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และมีลูกเล่นลูกชนที่มีศิลปะเป็นอย่างยิ่ง จนผมต้องเฝ้าสังเกตุกลยุทธ์การตรวจสอบของคุณหมอท่านนี้ละเอียดในท่วงทำนอง
แต่เมื่อมาถึงวาระของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดที่ 3 ที่มี วัส ติงสมิตร เป็นประธาน ซึ่งเป็นบุคคลที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่จะต้องเฝ้าติดตามการปฏิบัติงานของกลไกนี้อย่างหนีไม่พ้น ผมก็แอบหวังไว้ในใจว่าจะเป็นที่พึ่งพาของประชาชนผู้ถูกละเมิดสิทธิได้ต่อไป
ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติ ซึ่งนั่นหมายถึงการต้องอาศัยความกล้าหาญของผู้นำองค์กรเป็นที่ตั้ง เพื่อนำพาขบวนของการตรวจสอบการละเมิดสิทธิชุมชนของประชาชน และสิทธิด้านอื่นๆ ไปให้ได้ ทั้งที่ในความจริงผมแทบไม่มีความหวังกับคณะกรรมการฯทั้ง 7 ท่านนี้เท่าใดนัก ยกเว้นคุณเตือนใจ ดีเทศน์ และคุณอังคณา นีละไพจิตร ในฐานะที่ชีวิตและการงานของทั้งสองท่านที่ยึดโยงกับผู้ไร้สิทธิ์มาอย่างยาวนาน (ทั้งที่ผมทราบเป็นการภายในว่าสองท่านนี้ก็ไม่ได้ทำงานอย่างราบรื่นนัก)
วันนี้ผมมีโอกาสได้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และก่อนนี้ก็ได้เตรียมการจัดเวทีกรรมการสิทธิพบประชาชน ในพื้นที่ภาคใต้ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ในฐานะของเลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ด้วยหวังว่าจะนำไปสู่การทำงานร่วมกันในอนาคต ทั้งที่ทราบว่าในเวทีดังกล่าวก่อนหน้าที่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ได้เกิดปัญหาการจัดเวทีที่ไม่ราบรื่นนัก โดยเฉพาะการแสดงท่าทีของประธานคณะกรรมการฯ คือ วัส ติงสมิตร แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นท่าทีที่ไม่พึงปราถนาเช่นนี้ในเวทีภาคใต้ด้วยเช่นกัน การปิดกั้นการแสดงออกของประชาชนที่ท่านได้เชิญมาในครั้งนี้ได้ขัดกับบทบาทหน้าที่ของการเป็นประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีเกียรติภูมิระดับชาติ
ผมจึงรู้สึกผิดหวังกับบทบาทของ วัส ติงสมิตร เป็นอย่างยิ่ง และอาจจะนำไปสู่การเสื่อมศรัทธาต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรนี้ในอนาคตอีกด้วย ต่อเรื่องนี้จึงเป็นหน้าที่ของบุคคลากรที่อยู่ในกลไกของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้งหมดว่าจะร่วมกันปกป้อง และรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรให้สง่างาม เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนผู้ถูกละเมิดสิทธิ และรวมถึงตัวกระผมเองได้อย่างไร…คิดกันเถอะครับ
สมบูรณ์ คำแหง
เลขาธิการ กป.อพช.ใต้
25 สิงหาคม 2559

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สนช. ผ่าน 3 วาระรวดแก้ รธน.ฉ.ชั่วคราว 57 เพิ่มจำนวน สนช.เป็น 250 คน

สนช. ผ่าน 3 วาระรวดแก้ รธน.ฉ.ชั่วคราว 57 เพิ่มจำนวน สนช.เป็น 250 คน

Posted: 26 Aug 2016 01:28 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

 26 ส.ค. 2559 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  พิจารณา 3 วาระรวด ก่อนมีมติในวาระ 3 ด้วยคะแนนเสียง 189 เสียง ไม่เห็นด้วย  ไม่มี ขณะที่ งดออกเสียง 3 เสียง เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557  แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ที่คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นผู้เสนอ โดยมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ  1. แก้ไขเพิ่มจำนวน สมาชิก สนช. จาก 220 คน เป็นจำนวนไม่เกิน 250 คนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทย โดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสีสิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ และ 2. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งเพื่อความสมบูรณ์ โดยให้สมาชิก สนช. ที่แต่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีรัฐสภาชุดใหม่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง เหตุผลที่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 ว่าเป็นไปเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของ สนช. และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกฎหมายที่จะต้องตราขึ้นตามร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบในการประชามติ  เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อที่ประชุม โดยยืนยันว่า การแก้ไขโดยบัญญัติวาระการดำรงตำแหน่ง และปรับเพิ่มจำนวนสมาชิก สนช. จากจำนวน 220 คน เป็นจำนวนไม่เกิน 250 คน นั้น ถือว่าเหมาะสมกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น  และช่วยให้ สนช. พิจารณากฎหมายที่กำลังจะเข้าสู่สภาอีกว่า 100 ฉบับ กฎหมายที่ยังค้างพิจารณา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญกว่า 80 ฉบับ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก 10 ฉบับ ได้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ วาระการดำรงตำแหน่ง และจำนวนที่ปรับเพิ่มดังกล่าว ยังสอดรับกับบทเฉพาะกาลและบทหลักในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามมติ ที่กำหนดให้ สนช. ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ยังคงทำหน้าที่เป็น รัฐสภา ส.ส. และ ส.ว. ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐสภาชุดใหม่ และมีจำนวน 250 คน เช่นกัน ซึ่งทำให้การทำงานในอนาคตราบรื่น ชัดเจน และไม่ต้องตีความอะไรเพิ่ม

ที่มา เว็บไซต์วิทยุรัฐสภา


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน