คดี ‘ชายชุดดำ ปี 53’ ศาลสั่งจำคุก 10 ปี 2 จำเลย อีก 3 ยกฟ้องแต่สั่งขังระหว่างอุทธรณ์

คดี ‘ชายชุดดำ ปี 53’ ศาลสั่งจำคุก 10 ปี 2 จำเลย อีก 3 ยกฟ้องแต่สั่งขังระหว่างอุทธรณ์

Posted: 31 Jan 2017 03:05 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

คดีประวัติศาสตร์ “ชายชุดดำ” ถูกฟ้องข้อหาครอบครองและพกพาอาวุธสงคราม จำคุก 10 ปี 2 คน อีก 3 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยแต่ให้ขังระหว่างอุทธรณ์ 1 ในนั้นเป็นแม่ค้าขายไข่เจียว จำเลยทั้ง 5 ถูกจับหลัง รปห.57-เคยร้องเรียนถูกซ้อม ติดคุกมาแล้ว 2 ปีกว่า ด้าน ‘ศรีวราห์’ ดีใจศาลลงโทษ แสดงว่ามีชายชุดดำจริง ‘วิญญัติ’ โต้คดีนี้สร้างความชอบธรรมให้ ศอฉ. พร้อมตั้งคำถามความน่าเชื่อถือของพยาน


แฟ้มภาพ

31 ม.ค.2560 ที่ห้อง 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดี “ชายชุดดำ” ซึ่งมีจำเลย 5 คนหนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิง ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตและพกพาอาวุธไปในที่ชุมชน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ระหว่างปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่” ของ ศอฉ. หรือที่เรียกกันว่า การสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ซึ่งในวันดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตเป็นประชาชน 21 ราย เป็นทหารที่ปฏิบัติการ 5 นาย หนึ่งในนั้นคือ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ยศขณะนั้น) ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง จำคุกคนละ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 3,4,5 นั้นยังมีเหตุแห่งความสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังระหว่างอุทธรณ์ ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาญาติผู้ต้องขังทั้ง 5 พากันร่ำไห้ ขณะที่ทนายจำเลยเตรียมยื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1-2 และเตรียมทางช่องทางยื่นประกันตัวจำเลยที่ 3-5 ซึ่งทนายระบุน่าจะต้องใช้หลักทรัพย์ค่อนข้างสูงแต่ครอบครัวจำเลยล้วนมีฐานะยากจน

ทั้งนี้ จำเลยทั้งห้าได้แก่

จำเลยที่ 1 นายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หรืออ้วน อายุ 47 ปี อาชีพ รับจ้าง (ขับรถตู้วิน)

จำเลยที่ 2 นายปรีชา อยู่เย็น หรือไก่เตี้ย อายุ  27 ปี อาชีพ รับจ้าง

จำเลยที่ 3 นายรณฤทธิ์ สุวิชา หรือนะ อายุ 35 ปี อาชีพ รับจ้าง

จำเลยที่ 4   นายชำนาญ ภาคีฉาย หรือเล็ก อายุ 47 ปี อาชีพ รับจ้าง

จำเลยที่ 5 นายปุณิกา ชูศรี หรืออร อายุ 41 ปี อาชีพรับจ้าง (แม่ค้าขายข้าวแกง)

ผู้ต้องหาระบุถูกซ้อมให้รับสารภาพ

จำเลย 5 ถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.2557 โดยถูกทยอยจับกุมไล่เลี่ยกันแล้วนำไปควบคุมตัวในค่ายทหารหลายวัน ก่อนที่ทหารจะนำตัวส่งตำรวจเพื่อให้แจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นถูกคุมขังในเรือนจำเรื่อยมาจนปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 2 ปี 4 เดือน ระหว่างพิจารณาคดีเคยยื่นประกันตัววางหลักทรัพย์คนละ 5 แสนบาท 3 ครั้งแต่ศาลปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี ก่อนหน้าจะมีการสืบพยาน ทนายจำเลยได้เคยร้องขอความเป็นธรรมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานอัยการโดยระบุว่า จำเลยถูกซ้อมทรมานภายในค่ายทหารเพื่อให้รับสารภาพ (อ่านที่นี่)

‘ศรีวราห์’ ยินดีศาลลงโทษ เครื่องยืนยัน “ชายชุดดำมีจริง”

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า รู้สึกดีใจที่ศาลพิพากษาจำคุกจำเลย 1-2 เพราะทำให้สังคมเห็นว่าชายชุดดำมีจริง พนักงานสอบสวนทำงานเหนื่อย มีผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ได้ทำตามใบสั่งใคร คดีนี้จะทำให้คดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีน้ำหนักในการพิพากษาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เท่าที่ตรวจสอบได้พบว่าคดีนี้เป็นเดียวที่มีการจับกุมและดำเนินคดีผู้ต้องหาจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษา เรียกกันว่า “คดีชายชุดดำ” (ไม่นับคดีที่เกี่ยวเนื่องอีก 1 คดีซึ่งศาลยกฟ้อง) โดยอัยการฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 จำเลยทั้งห้ากับพวกที่ยังหลบหนี และพวกที่ถึงแก่ความตายไปแล้ว ได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยร่วมกันพาอาวุธ เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด ที่สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินให้เกิดความเสียหายได้ คือ เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 , ปืนเอ็ม 16 ,ปืนเอชเค 33 หรือปืนอาก้า ซึ่งนายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ไปตามบริเวณแยกคอกวัว ถนนตะนาว, ถนนประชาธิปไตย แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็น เร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งในเวลาเกิดเหตุมีการชุมนุมกันของประชาชนจำนวนมาก

ทนายโต้รองผบ.ตร. มี “ชายชุดดำ” จะได้รองรับความชอบธรรมปฏิบัติการของ ศอฉ.?

วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจำเลย จากสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องการได้มาซึ่งพยานหลักฐานในคดีนี้ โดยเฉพาะการสอบสวนซึ่งไม่ได้เริ่มจากการสอบสวนที่เป็นการทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งผู้จับตัวและนำมาสอบสวนเป็นทหาร ที่ใช้อำนาจพิเศษจาก คสช.ซึ่งข้อเท็จจริงยุติว่า ทหารใช้อำนาจคุมตัวจำเลยทั้ง 5 สอบปากคำที่ค่ายทหาร แม้การสอบสวนจะมีตำรวจบางนายร่วมด้วยก็ตาม ผู้ต้องหาทั้ง 5 ในขณะนั้นให้ข้อมูลที่สำคัญว่าพวกเขาถูกบังคับ ขู่เข็ญ ในระหว่างสอบสวนในค่ายทหาร และต่อมาได้มีการขอความเป็นธรรมต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการด้วย จึงเป็นประเด็นของความชอบด้วยคำรับสารภาพที่เป็นปฐมเหตุของการตั้งรูปคดีนี้ นอกจากนี้การสอบสวนที่มีการบันทึกภาพและเสียงไว้นั้นก็เป็นการสอบสวนภายหลังจากที่มีการสอบสวนจากทหารแล้ว โดยการบันทึกไว้นั้นมีพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วม มิใช่ดีเอสไอ ทั้งที่คดีเช่นนี้เป็นคดีพิเศษตั้งแต่ปี 2553 แต่กลายเป็นตำรวจชุดที่ตั้งขึ้นพิเศษโดย ผบ.ตร.หลังจากการยึดอำนาจปี 2557

“การที่บางคนบอกว่าต้องมีชายชุดดำในทางคดีและมีการปฏิบัติการจริงในการชุมนุม ทำให้เชื่อว่าน่าจะนำไปเป็นเหตุผลที่ทำให้การใช้กำลังทหารของ ศอฉ.เข้าสลายการชุมนุมเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะมีความพยายามอธิบายเรื่องชายชุดดำให้เป็นกองกำลังติดอาวุธของผู้ชุมนุม และทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจำนวนมาก” วิญญัติกล่าว

เปิดคำพิพากษาบางส่วน

ในการอ่านคำพิพากษาศาลบรรยายถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานที่รับฟังได้ว่า มีชายสวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้าเข้าไปในที่เกิดเหตุ และตำรวจได้ยึดปืนจากชายคนหนึ่งที่หลบหนีไปไว้ได้ ระหว่างนั้นมีการยิงปืนและระเบิดทำให้ทหารประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมามีผู้แจ้งว่าพบรถฮอนด้าซีวิคจอดทิ้งไว้ที่อพาร์ตเมนต์บ้านริมน้ำ ตรวจพบวัตถุระเบิดและอาวุธปืน นอกจากนี้ยังพบรถตู้สีขาวจอดทิ้งไว้หน้าบริษัทเทเวศประกันภัย ถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งมีชื่อของบุคคลหนึ่งเป็นเจ้าของซึ่งบุคคลดังกล่าวได้ให้ นายธนเดช หรือนายไก่ ผู้ต้องหาอีกคนที่ไม่ได้ตัวมาฟ้องในคดีนี้เช่าไปขับรถรับจ้าง ต่อมา พ.อ.วิจารณ์ จดแตง ได้อาศัยกฎอัยการศึกและคำสั่งหัวหน้า คสช.นำตัวจำเลยทั้ง 5 คนมาสอบปากคำและจำเลยทั้ง 5 คนได้ให้ถ้อยคำไว้ เมื่อส่งมอบตัวให้ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยทั้ง 5 ให้การรับสารภาพ

ส่วนการวินิจฉัยว่าจำเลยผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าในส่วนจำเลยที่ 1 นั้นมีพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารม้าและเป็นพลขับรถฮัมวีนำกำลังพลมาในวันเกิดเหตุ ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังพลในเวลา 21.00 น.ขณะจอดรถบริเวณจุดเกิดเหตุ พบรถตู้สีขาววิ่งสวนมาและชะลอ จำเลยที่ 1 ได้ลดกระจกชะโงกหน้ามาด่าพยาน และพยานเห็นปืนอาก้า ปืนเอ็ม 16 วางอยู่ที่พื้นรถและเบาะหลัง แม้รถจะวิ่งสวนกันใช้เวลาไม่นานยากที่จะจดจำรายละเอียด และพยานก็ไม่ได้รู้จักกับจำเลย แต่เมื่อพิจารณาว่ารถฮัมวีมีพวงมาลัยอยู่ทางซ้าย รถตู้ขณะวิ่งสวนก็ชะลอความเร็ว เป็นไปได้ที่จะทำให้เห็นหน้าชัดเจน นอกจากนี้พยานที่เป็นทหารอาจจะมีความสามารถจดจำเหตุการณ์ เป็นคนช่างสังเกต ประกอบกับพยานโจทก์อีกคนหนึ่งคือ พี่สาวของนายธนเดช ที่มาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 อยู่วินรถตู้เดียวกันกับน้องชาย วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และพวกมีการขนกระเป๋าสีดำยาวขึ้นรถ คืนก่อนเกิดเหตุก็เห็นอาวุธปืนโผล่ออกจากกระเป๋าดังกล่าวด้วย พี่สาวนายธนเดชรู้จักกันดีกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนได้เสีย ไม่มีเหตุโกรธเคืองให้ต้องปรักปรำจำเลยที่ 1 หากจะปรักปรำหรือถูกข่มขู่ให้กลัวตามที่จำเลยต่อสู้ พี่สาวนายธนเดชย่อมต้องให้การรวมไปถึงจำเลยคนอื่นๆ ด้วยแต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เชื่อว่าเป็นการเบิกความตามจริง ตรงไปตรงมา สอดคล้องกับที่พ.อ.วิจารณ์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 รับว่าได้ติดต่อวางแผนระดมคนกับนายธนเดชเพื่อไปต่อต้านทหาร และจำเลยที่ 1 ยิงปืนใส่ทหาร ที่จำเลยอ้างว่าทหารข่มขู่จึงรับสารภาพเพราะกลัวจะเกิดอันตราย เมื่อฟังบันทึกเทปคำให้การปกติและพยานทุกคนก็เบิกความสอดคล้องต้องกันจึงไม่น่าเชื่อว่าจะถูกซ้อม นอกจากนี้ข้อต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 เดินทางกลับลำปางในเวลา 20.00 น.ก็ไม่มีพยานยืนยัน

ส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลอ้างถึงพยานโจทก์ซึ่งเป็นตำรวจ 2 คนที่แฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุม ซึ่งเบิกความไว้ว่า การ์ดของผู้ชุมนุมได้จับชายสวมหมวกไหมพรม 2 คน เมื่อเปิดหมวกออกพบเป็นจำเลยที่ 2 จึงถ่ายรูปไว้ ขณะที่อีกคนหนึ่งนั้นหลบหนีไปได้และตำรวจได้ยึดอาวุธของคนนั้นไว้ได้ ศาลเชื่อว่าตำรวจแฝงตัวไปในวันเกิดเหตุจริง จำเลยที่ 2 ก็รับว่าเป็นการ์ดและต่อสู้ว่าวันเกิดเหตุไปรับจ้างเดินสายไฟที่ศูนย์ราชการ แต่ไม่มีพยานบุคคลหรือสัญญาจ้างมายืนยันทั้งที่เป็นเรื่องที่ไม่ยาก จึงเป็นคำเบิกความที่ไม่น่าเชื่อถือ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 รับสารภาพข้อกล่าวหาเรื่องอาวุธ แต่ปฏิเสธข้อหาสะสมกำลังพลเพื่อก่อการร้าย เห็นชัดเจนว่าเป็นการรับสารภาพโดยสมัครใจ ไม่เช่นนั้นก็ต้องปฏิเสธข้อหานี้ด้วย ส่วนที่สู้ว่าภาพชายชุดดำที่ถูกถอดหมวกไหมพรมออกเป็นภาพตัดต่อนั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อพิรุธหรือข้อบ่งชี้ดังกล่าว จึงเชื่อว่าเป็นภาพจริง

ส่วนจำเลยที่ 3, 4, 5 นั้นมีเพียงบันทึกซักถามและการรับสารภาพในชั้นสอบสวน แม้โจทก์จะมีทหารและพนักงานสอบสวนมาเบิกความแต่บันทึกซักถามดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าและเป็นพยานซัดทอด ซึ่งต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง ต้องมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือพยานแวดล้อม แต่ไม่ปรากฏพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยที่ 3-5 เป็นคนร้าย แม้โจทก์จะนำสืบว่าจำเลยที่ 3-4 มีความเกี่ยวพันเป็นการ์ด จำเลยที่ 5 เข้าไปขายข้าวไข่เจียวในที่ชุมนุม แต่ไม่ได้หมายความว่า จำเลยที่ 3-5 จะครอบครองอาวุธปืน มีเหตุให้สงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 3-5

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษในคดีครอบครองอาวุธคนละ 8 ปี คดีพกพาอาวุธคนละ 2 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 ยกฟ้อง แต่ให้ขังระหว่างอุทธรณ์

ทนายเปิดประเด็นโต้แย้งความน่าเชื่อถือพยาน

วิญญัติ หนึ่งทีมทนายจำเลยให้สัมภาษณ์ในภายหลังอีกว่า จำเลยทั้ง 5 คนถูกดีเอสไอแจ้งข้อหาเพิ่มเติม คือ ข้อหาก่อการร้าย แต่อัยการไม่สั่งฟ้อง ขณะนี้กำลังรอคำชี้ขาดจากอธิบดีดีเอสไอ

นอกจากนี้ พยานที่ศาลอ้างเพื่อลงโทษจำเลยที่ 1-2 นั้น ปากหนึ่งคือ พี่สาวนายธนเดชหรือไก่ พยานปากนี้เคยให้การในคดีที่เกี่ยวพันกันคือเรื่องอาวุธในรถฮอนด้า ซีวิค ซึ่งศาลยกฟ้องไปแล้ว โดยศาลเห็นว่าพยานปากนี้รับฟังไม่ได้ ให้การในชั้นตำรวจอย่างหนึ่ง ในชั้นศาลอีกอย่างหนึ่ง ขัดแย้งกันในสาระสำคัญ ส่วนพยานที่เป็นทหารม้าที่เป็นพลขับรถฮัมวีที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ลดกระจกลงตะโกนด่าเขานั้นก็เคยเบิกความในการไต่สวนการตายคดีนายฮิโรยูกิ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ในครั้งนั้นเขาเบิกความถึงรถตู้ที่วิ่งสวนมาด้วยเช่นเดียวกัน แต่ยืนยันไม่ได้ว่าเป็นใคร เนื่องจากคนในรถตู้สวมหมวกไหมพรม เห็นแต่ลูกตา และไม่ได้เบิกความว่าเห็นอาวุธบนเบาะรถแต่อย่างใด

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

คนส.ยื่น จม.เปิดผนึกพร้อม 351 รายชื่อนักวิชาการ ถึงปธ.ศาลฎีกา ปมละเมิดสิทธิ ไผ่ ดาวดิน

คนส.ยื่น จม.เปิดผนึกพร้อม 351 รายชื่อนักวิชาการ ถึงปธ.ศาลฎีกา ปมละเมิดสิทธิ ไผ่ ดาวดิน

30 มกราคม 2560 (เมื่อวานนี้ ) เวลา 11.00 น. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) นำโดยอนุสรณ์ อุณโณ พวงทอง ภวัครพันธุ์ ยุกติ มุกดาวิจิตร พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ชลิตา บัณฑุวงศ์ สามชาย ศรีสันต์ ภาสกร อินทุวงศ์ ธนะศักดิ์ สายจำปา และนาตยา อยู่คง ได้เดินทางมายังศาลฎีกา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษาทั่วประเทศ เรื่อง ความเสื่อมถอยของระบบนิติรัฐและการละเมิดสิทธิ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดินโดย อนุสรณ์ อุณโณ ได้อ่านจดหมายเปิดผนึกและรายชื่อแนบท้าย 351 รายชื่อบริเวณหน้าอาคารศาลฎีกา  ภายหลังอ่านจบ ปิยะนุช มนูรังสรรค์ เลขาธิการประธานศาลฎีกาได้เดินออกมารับจดหมายเปิดผนึกจาก คนส.

คนส. ได้ชี้แจงว่าจะได้ทำการส่งจดหมายเปิดผนึกทั้ง 169 ฉบับไปยังประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ทุกภาค หัวหน้าผู้พิพากษาศาลแขวง ศาลจังหวัด อธิบดีผู้พิพากษาทุกภาค เนื้อหาโดยย่อในจดหมายเปิดผนึกคือการเรียกร้องปล่อยตัวชั่วคราว ไผ่ ดาวดิน  ไม่ควรทำตัวเป็นผู้พิทักษ์อำนาจรัฐอันไม่ชอบธรรม และบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ

อนุสรณ์กล่าวว่า เป้าหมายของการยื่นจดหมายครั้งนี้เพราะเชื่อว่ายังมีนักกฎหมายและผู้พิพากษาที่มีใจเที่ยงธรรมอยู่ และหลังจากนี้หากยังไม่มีความเคลื่อนไหวในทางบวกก็จะหาแนวทางเคลื่อนไหวต่อไป

รายชื่อของนักวิชาการทั้งหมดที่แจ้งนอกจากจะมีจากสถาบันอุดมศึกษาในส่วนกลางแล้วยังมีรายชื่อนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาในภูมิภาคเช่น สมชาย ปรีชาศิลปกุล, ยศ สันตสมบัติ , อานันท์ กาญจนพันธุ์,ขวัญชีวัน บัวแดง ม.เชียงใหม่ วัชรพล พุทธรักษา ม.นเรศวร สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ,พิเชฐ แสงทอง,ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ ม.สงขลานครินทร์ ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ ม.ทักษิณ อัมพร หมาดเด็น ,อุเชนทร์ เชียงเสน ม.วลัยลักษณ์ กนกวรรณ มะโนรมย์ ม.อุบลราชธานี ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ  ม.มหาสารคาม ฯลฯ

อ่านจดหมายเปิดผนึก ‘ความเสื่อมถอยของระบบนิติรัฐและการละเมิดสิทธิ ไผ่ ดาวดิน จม.ถึงผู้พิพากษา’ ได้ตามลิงค์นี้ http://prachatai.org/journal/2017/01/69844

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ครม.ไฟเขียว 7 กฎหมายสำคัญ

ครม.ไฟเขียว 7 กฎหมายสำคัญ

Posted: 25 Jan 2017 12:42 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีมติมติต่อกฎหมายสำคัญจำนวน 7 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ. …. ร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว พ.ศ. …. ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ร่าง พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ร่างกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดประเภทงานและการยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำงานของคนต่างด้าว สำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือเป็นพยานในคดีค้ามนุษย์ ร่างกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดแบบเอกสารตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและวิธีการขอหลักฐานการแจ้งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อกลับเข้ามาอีกและการขอกลับเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามเดิม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และ ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ….
โดยมีรายละเอียดดังนี้

ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ. ….

ครม. มีมติมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ. 2560 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงาน กพ. และสำนักงานอัยการสูงสุดไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนเรื่องการกำหนดแนวทาง วิธีการ กลไก หรือระบบการสร้างเสริม ติดตาม ตรวจสอบ หรือกำกับการดำเนินงานภายใต้อำนาจหน้าที่ของร่างพ.ร.บ. ให้ พม. รับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาดำเนินการ แล้วแจ้งผลการพิจารณาดำเนินการดังกล่าวเพื่อประกอบการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. เป็นการกำหนดให้ยกเลิกพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวพ.ศ. 2550 ทั้งฉบับ และยกร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ. …. ขึ้นแทน เพื่อ แก้ไขปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ กำหนดแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาสถาบันครอบครัว การให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว การบำบัดฟื้นฟู และวิธีปฏิบัติต่อบุคคลในครอบครัว รวมทั้งกำหนดมาตรการทางสังคมเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว ตลอดจนมาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพ

ร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว พ.ศ. ….

ครม.มีมติเห็นชอบให้มีกฎหมายในการจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปพิจารณาแก้ไขในกฎหมายที่เกี่ยวข้องแทนการตราเป็นกฎหมายเฉพาะ โดยให้รับความเห็นของกระทรวงยุติธรรม ธนาคารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ร่าง พ.ร.บ.ที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมีหลักการสำคัญที่จะให้ผู้ประกอบธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าสู่ระบบด้วยการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ในอันที่จะสร้างผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพ เพื่อให้ภาครัฐใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามทิศทางที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในปัจจุบันที่พยายามส่งเสริมมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็ก และมาตรการการเงินการคลังเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าสู่ระบบเพื่อจะได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ภาครัฐจัดให้ และยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชนที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจเพียงคนเดียวโดยไม่ประสงค์จะร่วมลงทุนกับบุคคลอื่นหรือไม่สามารถหาผู้ร่วมลงทุนรายอื่นได้ ซึ่งจะเป็นการลดปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วยกันเอง รวมทั้งยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ง่ายต่อการเริ่มต้นธุรกิจ (Ease of Doing Business) และเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม ความโปร่งใสเพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบการดำเนินธุรกิจ

ร่างพ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

ครม. มีมติอนุมัติและรับทราบดังนี้ 1. อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป และ 2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรองและกรอบระยะเวลาตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สาระสำคัญของ พ.ร.บ. เป็นการแก้ไขพ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2536 โดยแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจในการกระทำกิจการของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) และแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันที่ได้มีการยกเลิกทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแล้ว

ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ

ครม.มีมติอนุมัติดังนี้ 1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อขยายระยะเวลาของมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2560 โดยปรับปรุงจำนวนการหักรายจ่ายจาก 2 เท่าเหลือ 1.5 เท่าเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังมากเกินไป และร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 604) พ.ศ. 2559 ในส่วนของการกำหนดนิยามของเครื่องจักรให้มีความสอดคล้องกัน  รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ 2. ให้กระทรวงการคลังถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2559 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาที่มีเงื่อนเวลาการใช้บังคับ) โดยเคร่งครัดด้วย

โดย สาระสำคัญของร่างกฎหมาย 1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร(ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อขยายระยะเวลาของมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักรายจ่ายเพื่อการลงทุนหรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับกิจการ แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน 1.5 เท่าในลักษณะการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวสำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นจำนวนร้อยละ 50 หรือ 0.5 เท่าของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง ส่วนอีก 1 เท่าให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ ทั้งนี้ ต้องจ่ายไปตั้งแต่  วันที่ 1 ม.ค. 2560 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2560 และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด

2. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 604) พ.ศ. 2559 เนื่องจากร่างพระราชกฤษฎีกาตามข้อ 1. มีการกำหนดนิยามของเครื่องจักรและมีการให้สิทธิประโยชน์แก่การลงทุนต่อเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 604) ฯ ด้วย จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 604) ฯ เพื่อกำหนดนิยามของเครื่องจักรให้สอดคล้องกันกับร่างพระราชกฤษฎีกา ตามข้อ 1.

ร่างกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดประเภทงานและการยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำงานของคนต่างด้าว สำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือเป็นพยานในคดีค้ามนุษย์

ครม.มีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ดังนี้  1. อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำงานของคนต่างด้าวสำหรับคนต่างด้าวซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์หรือเป็นพยานในคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. ….และ 2. เห็นชอบร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดประเภทงานให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 แห่งพ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์หรือเป็นพยานในคดีค้ามนุษย์ทำได้

สาระสำคัญของร่างกฎหมายและประกาศ มีดังนี้ 1. ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำงานของคนต่างด้าวสำหรับคนต่างด้าว ซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์หรือเป็นพยานในคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. …. เป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมตามบัญชีท้ายพ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 สำหรับคนต่างด้าวดังต่อไปนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีได้อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ (1) คนต่างด้าวซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 (2) คนต่างด้าวซึ่งเป็นพยานในคดีค้ามนุษย์ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 (3) ผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของคนต่างด้าวตาม (1) หรือ (2) ที่มีอายุไม่น้อยกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี และ (4) บุตรของคนต่างด้าวตาม (1) หรือ (2) ที่มีอายุเกินสิบแปดปีซึ่งได้ดำเนินการขอรับใบอนุญาตทำงานและปรับปรุงแก้ไขทะเบียนประวัติให้เป็นปัจจุบันภายในสามสิบวันก่อนมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์

2. ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดประเภทงานให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 แห่งพ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์หรือเป็นพยานในคดีค้ามนุษย์ ทำได้ มีสาระสำคัญดังนี้  (1) กำหนดคนต่างด้าวที่อยู่ในบังคับของร่างประกาศฉบับนี้ จะต้องเป็นคนต่างด้าวซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีได้อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 13 ธ.ค. 2559 ดังนี้ 1) คนต่างด้าวซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ 2) คนต่างด้าวซึ่งเป็นพยานที่สืบพยานก่อนการฟ้องคดีหรือระหว่างการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551  3) ผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของคนต่างด้าวตาม 1) หรือ 2) ที่มีอายุไม่น้อยกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี 4) บุตรของคนต่างด้าวตาม 1) หรือ 2) ที่มีอายุเกินสิบแปดปี ซึ่งได้ดำเนินการขอรับใบอนุญาตทำงานและปรับปรุงแก้ไขทะเบียนประวัติให้เป็นปัจุบันภายในสามสิบวันก่อนมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ และมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรเช่นเดียวกับสิทธิของบิดาและมารดา และ (2) กำหนดงานให้คนต่างด้าวที่อยู่ในบังคับของร่างประกาศฉบับนี้ ทำงานได้ทุกประเภทงานตามที่นายจ้างได้ตกลงว่าจ้าง ยกเว้นกรณีที่คนต่างด้าวดังกล่าวมีอายุไม่น้อยกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี ให้ทำงานกับนายจ้างได้ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย

ร่างกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดแบบเอกสารตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและวิธีการขอหลักฐานการแจ้งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อกลับเข้ามาอีกและการขอกลับเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามเดิม  (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

ครม.มีมติรับทราบร่างกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดแบบเอกสารตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและวิธีการขอหลักฐานการแจ้งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อกลับเข้ามาอีกและการขอกลับเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามเดิม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง เป็นการยกเลิกแบบ ตม.6 ท้ายกฎกระทรวงกำหนดแบบเอกสารตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองฯ และให้ใช้แบบท้ายกฎกระทรวงนี้แทน คือ แบบ ตม.6 ท้ายกฎกระทรวง ฉบับ 4 (พ.ศ. 2523) ฯ รวมทั้งกำหนดให้กฎกระทรวงนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดวันใช้บังคับไว้ ทั้งนี้ เพื่อความยืดหยุ่นในการบังคับใช้กฎหมายยิ่งขึ้น

ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ….

ครม.มีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง 1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ศธ. พ.ศ. 2548 และปรับปรุงการจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ศธ. เสียใหม่ โดยแก้ไขชื่อ “คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เป็น “คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและการดำเนินงานในปัจจุบัน 2. จัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ศธ. รวม 11 ส่วนราชการ ดังนี้ (1) สำนักงานอธิการบดี (2) คณะครุศาสตร์ (3) คณะเทคโนโลยีการเกษตร (4) คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ (5) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (6) คณะวิทยาการจัดการ (7) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (8) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (9) สถาบันวิจัยและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม (10) สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ และ (11) สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 แล้ว เริ่มใช้ พ.ค.นี้

ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 แล้ว เริ่มใช้ พ.ค.นี้

Posted: 25 Jan 2017 12:49 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

24 ม.ค. 2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 โดยจะมีผลบังคับใช้หลังพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเห็นสมควรประกาศใช้ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมฯ นี้เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนน 168 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 ท่ามกลางเสียงคัดค้านของประชาชนกว่า 300,000 รายที่เข้าชื่อใน change.org เรียกร้องให้ สนช. ทบทวนและแก้ไขร่างกฎหมายในมาตราที่จะกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขณะที่ประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นที่พูดถึงและจับตาอย่างมากในโลกออนไลน์

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 2 (2560) 

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้ กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560”

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้”

มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท

ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดลักษณะและวิธีการส่ง รวมทั้งลักษณะและปริมาณของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่เป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับและลักษณะอันเป็นการบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย”

มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 12 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 หรือมาตรา 11 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามโดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”

มาตรา 6 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 12/1 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“มาตรา 12/1 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 โดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”

มาตรา 7 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้าของมาตรา 13แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา 12 วรรคสอง หรือวรรคสี่ หรือมาตรา 12/1 ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งดังกล่าวจะต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นด้วย ก็เฉพาะเมื่อตนได้รู้หรืออาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นที่เกิดขึ้นนั้น

ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา 12 วรรคสอง หรือวรรคสี่ หรือมาตรา 12/1 ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งดังกล่าวต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นนั้นด้วย

ในกรณีที่ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งผู้ใดต้องรับผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และตามวรรคสามหรือวรรคสี่ด้วย ให้ผู้นั้นต้องรับโทษที่มีอัตราโทษสูงที่สุดแต่กระทงเดียว”

มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา

(4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้

มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14

ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ”

มาตรา 10 ให้ยกเลิกความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 16 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดามารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอายผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยสุจริตอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ผู้กระทำไม่มีความผิดความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้

ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย”

มาตรา 11 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 16/1 และมาตรา 16/2 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“มาตรา 16/1 ในคดีความผิดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 16 ซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง

(1) ให้ทำลายข้อมูลตามมาตราดังกล่าว

(2) ให้โฆษณาหรือเผยแพร่คำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ตามที่ศาลเห็นสมควร โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาหรือเผยแพร่

(3) ให้ดำเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดนั้น

มาตรา 16/2 ผู้ใดรู้ว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ในความครอบครองของตนเป็นข้อมูลที่ศาลสั่งให้ทำลายตามมาตรา 16/1 ผู้นั้นต้องทำลายข้อมูลดังกล่าว หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 หรือมาตรา 16 แล้วแต่กรณี”

มาตรา 12 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 17/1 ในหมวด 1 ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550“มาตรา 17/1 ความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 11 มาตรา 13 วรรคหนึ่งมาตรา 16/2 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 27 ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้

คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งให้มีจำนวนสามคนซึ่งคนหนึ่งต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใดและผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีนั้นเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ชำระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้เริ่มนับอายุความในการฟ้องคดีใหม่นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว”

มาตรา 13 ให้ยกเลิกความในมาตรา 18 และมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 18 ภายใต้บังคับมาตรา 19 เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือในกรณีที่มีการร้องขอตามวรรคสองให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด

(1) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาเพื่อให้ถ้อยคำส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้

(2) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

(3) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา 26 หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือให้เก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ก่อน

(4) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่

(5) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่

(6) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้

(7) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว

(8) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิด

เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในบรรดาความผิดอาญาต่อกฎหมายอื่นซึ่งได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหรือเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดหรือมีข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งดำเนินการตามวรรคหนึ่งก็ได้ หรือหากปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รีบรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานแล้วแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

ให้ผู้ได้รับการร้องขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง (1) (2) และ (3) ดำเนินการตามคำร้องขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ หรือภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวันและไม่เกินสิบห้าวัน เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสมควร ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดระยะเวลาที่ต้องดำเนินการที่เหมาะสมกับประเภทของผู้ให้บริการก็ได้

มาตรา 19 การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8)ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิด เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วย ในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็ว

เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ เพื่อเป็นหลักฐาน

การทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 18 (4) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น

การยึดหรืออายัดตามมาตรา 18 (8) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียว หรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน

หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 14 ให้ยกเลิกความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 20 ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้

(1) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

(2) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

(3) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือกฎหมายอื่นซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นหรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ร้องขอ

ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์จะมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยอนุโลม

ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคสองขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ แต่ละคณะให้มีกรรมการจำนวนเก้าคนซึ่งสามในเก้าคนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง และให้กรรมการได้รับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

การดำเนินการของศาลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง พนักงานเจ้าหน้าที่จะทำการระงับการทำให้แพร่หลาย หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเอง หรือจะสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ ระยะเวลา และวิธีการปฏิบัติสำหรับการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยคำนึงถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พนักงานเจ้าหน้าที่จะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งไปก่อนที่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หรือพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์จะยื่นคำร้องตามวรรคสองไปก่อนที่รัฐมนตรีจะมอบหมายก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องรายงานให้รัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”

มาตรา 15 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้องหรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่ง หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ที่อาจนำมาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดรายชื่อ ลักษณะ หรือรายละเอียดของชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจนำมาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ก็ได้”

มาตรา 16 ให้ยกเลิกความในมาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 25แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 22 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสองเปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่ได้มาตามมาตรา 18 ให้แก่บุคคลใด

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่นในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสองหรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือกับพนักงานสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 18 วรรคสอง โดยมิชอบหรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาล

พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 23 พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสองผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา 18 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 24 ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา 18 และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 25 ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้หรือที่พนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น”

มาตรา 17 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 26 ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินสองปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้

มาตรา 18 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อาจได้รับค่าตอบแทนพิเศษตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

ในการกำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่ ความรู้ความเชี่ยวชาญความขาดแคลนในการหาผู้มาปฏิบัติหน้าที่หรือมีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานออกจากระบบราชการเป็นจำนวนมากคุณภาพของงาน และการดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมโดยเปรียบเทียบค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมด้วย”

มาตรา 19 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“มาตรา 31 ค่าใช้จ่ายในเรื่องดังต่อไปนี้ รวมทั้งวิธีการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

(1) การสืบสวน การแสวงหาข้อมูล และรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

(2) การดำเนินการตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) (5) (6) (7) และ (8) และมาตรา 20

(3) การดำเนินการอื่นใดอันจำเป็นแก่การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้”

มาตรา 20 บรรดาระเบียบหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีระเบียบหรือประกาศที่ต้องออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ

การดำเนินการออกระเบียบหรือประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

มาตรา 21 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ปมประชามติไม่โปร่งใสฉุดไทยร่วงอันดับที่ 101 ดัชนีคอร์รัปชันโลก 2016

ปมประชามติไม่โปร่งใสฉุดไทยร่วงอันดับที่ 101 ดัชนีคอร์รัปชันโลก 2016

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติเปิดรายงานดัชนีคอร์รัปชัน 2016 ไทยได้ 35 เต็ม 100 อยู่อันดับ 101 ร่วง 25 อันดับจากปีก่อน ระบุถดถอยเพราะปัญหาการเมือง การปราบปรามของรัฐบาล รัฐธรรมนูญใหม่อ้างว่ามุ่ง ‘ปราบโกง’ แต่เนื้อหาปกป้องอำนาจกองทัพ-รัฐบาล บ่อนเซาะการคืนอำนาจไปสู่พลเรือน ประชามติไม่โปร่งใส ห้ามสังเกตการณ์ การดีเบต-รณรงค์ทำไม่ได้ มีคนหลายสิบถูกดำเนินคดี

25 ม.ค. 2017 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้เปิดเผย ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลกปี 2016 จัดอันดับ 176 ประเทศทั่วโลก

ปีนี้เดนมาร์กได้อันดับ 1 ด้วยคะแนน 90 คะแนน คะแนนลดลงจากปีที่แล้ว 1 คะแนน ขณะที่นิวซีแลนด์ได้อันดับ 1 ร่วมเช่นกัน ด้วยคะแนน 90 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2 คะแนน

สำหรับประเทศไทยได้อันดับ 101 ด้วยคะแนน 35 คะแนน คะแนนลดลง 3 คะแนนเมื่อเทียบกับปีก่อน และเมื่อเทียบ 5 ปีย้อนหลัง ประเทศไทยได้อันดับและคะแนนดังนี้

ปี 2016 ได้ 35 คะแนน อันดับ 101
ปี 2015 ได้ 38 คะแนน อันดับ 76
ปี 2014 ได้ 38 คะแนน อันดับ 85
ปี 2013 ได้ 35 คะแนน อันดับ 102
ปี 2012 ได้ 37 คะแนน อันดับ 88

ทั้งนี้ในรายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ  ระบุว่า ปีนี้ไม่มีประเทศไหนที่เข้าใกล้คะแนนเต็มของดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2016 และ 2 ใน 3 ของ 176 ประเทศและดินแดนที่ถูกจัดอันดับ ได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง คะแนนเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 43 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ชี้ให้เห็นถึงคอร์รัปชันเรื้อรังในภาคสาธารณะ ประเทศที่ได้คะแนนสูง (สีเหลืองในแผนที่) มีจำนวนน้อยกว่าประเทศกลุ่มสีส้มและสีแดงที่ได้คะแนนน้อย ที่ซึ่งพลเมืองของประเทศและดินแดนเหล่านั้น ในชีวิตประจำวันต้องเผชิญกับผลกระทบที่จับต้องได้จากการคอร์รัปชัน

โดยในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมี 30 ประเทศที่ถูกจัดอันดับ มีจำนวน 19 ประเทศที่ได้คะแนนน้อยกว่า 40 คะแนน โดยคะแนนที่น้อยเกิดขึ้นจาก รัฐบาลทีไม่มีความรับผิดชอบ ขาดการตรวจสอบ ความไม่ปลอดภัยและพื้นที่หดแคบลงของประชาสังคม การผลักมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันเข้าสู่ชายขอบของประเทศเหล่านั้น เหตุคอร์รัปชันอื้อฉาว ยังคงมีเหตุการณ์บ่อนเซาะความเชื่อมั่นรัฐบาล ประชาธิปไตย และหลักนิติธรรม

สำหรับประเทศที่มีการปรับปรุงนั้น ในรายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ระบุว่า อัฟกานิสถานซึ่งปีนี้ อยู่อันดับที่ 169 ได้ 15 คะแนน แม้จะยังอยู่ใน 10 อันดับรั้งท้าย แต่คะแนนก็เพิ่มขึ้นเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2013 ที่ได้ 8 คะแนน

ทั้งนี้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของอัฟกานิสถานได้ให้คำมั่นว่าจะขจัดคอร์รัปชัน ให้สัญญาว่าเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาชน และมีความก้าวหน้าหลายเรื่อง โดยศูนย์ยุติธรรมเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันกำลังพิจารณาคดีแรกที่เป็นการคอร์รัปชันขนานใหญ่ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็เพิ่งบังคับใช้ โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใส่นานาชาติหวังว่าอัฟกานิสถานจะยึดมั่นในแผนนี้

ส่วนติมอร์ตะวันออก ลาว และพม่า มีคะแนนที่ดีขึ้นในปี 2016 นี้ โดยติมอร์ตะวันออกได้ 35 คะแนน เมื่อปี 2015 ได้ 28 คะแนน ลาวได้ 30 คะแนน จากเมื่อปี 2015 ได้ 25 คะแนน พม่าได้ 28 คะแนน จากเมื่อปี 2015 ได้ 22 คะแนน

โดยกรณีของพม่านับตั้งแต่พรรคเอ็นแอลดีเป็นรัฐบาลในเดือนมีนาคมปี 2016 ได้สร้างความหวังแห่งการเปลี่ยนแปลงว่าจะนำประเทศไปสู่การปกครองแบบพลเรือน พรรคเอ็นแอลดีนำเสนอแผนปฏิบัติการเพื่อลดการคอร์รัปชัน อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ก็ยังมีข้อถดถอย เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ โดยสิ่งที่ถูกเน้นย้ำก็คือ ยังขาดการตรวจสอบกองทัพพม่า ซึ่งมักลอยนวลพ้นผิดจากการกระทำละเมิด

สำหรับประเทศเอเชียแปซิฟิกที่คะแนนถดถอยนั้น กัมพูชาได้ 21 คะแนน และอยู่อันดับที่ 156 โดยคะแนนเท่ากับปี 2015 และกลายเป็นประเทศที่ได้คะแนนน้อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่พื้นที่ของภาคประชาสังคมกำลังถูกจำกัดอย่างยิ่งยวด

สำหรับประเทศไทย ซึ่งคะแนนลดลงเหลือ 35 คะแนน ปัจจัยเสริมมาจากผลสืบเนื่องจากความยุ่งเหยิงทางการเมือง การปราบปรามของรัฐบาล การขาดการกำกับดูแลจากองค์กรที่เป็นอิสระ และสิทธิที่ถดถอย ซึ่งกัดกร่อนความมั่นใจของสาธารณชนในประเทศ

สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย ซึ่งมุ่งโฟกัสในเรื่องปราบคอร์รัปชัน แต่ก็ปกป้องอำนาจของกองทัพและรัฐบาลที่ไม่อาจตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังกร่อนเซาะกระบวนการคืนอำนาจไปสู่รัฐบาลพลเรือนประชาธิปไตย

รายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ระบุถึงช่วงก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคม ปีที่แล้วด้วยว่า การถกเถียงอย่างเสรีในเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปไม่ได้ การณรงค์เพื่อต่อต้านนั้นถูกห้าม และมีคนหลายสิบถูกจับกุม รัฐบาลทหารก็ห้ามไม่ให้มีการสังเกตการณ์ลงประชามติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการขาดแคลนอิสระ การตรวจสอบ และการดีเบตถกเถียงอย่างจริงจัง


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เปิดร่างกฎหมายจดทะเบียนสื่อ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง

เปิดร่างกฎหมายจดทะเบียนสื่อ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ชี้หัวใจสำคัญของร่าง คือการกำหนดให้อาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ต้องขึ้นทะเบียน และตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสื่อไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อออฟไลน์ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา เว็บไซต์โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้เปิดเผย ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…. รวมทั้งวิเคราะห์ร่างกฎหมายนี้ โดยระบุว่าสื่อมวลชนในยุคข้อมูลข่าวสารเป็นจำเลยของปัญหาสังคมต่างๆ มากมาย ข้อเสนอจาก สปท. รอบนี้ขอให้จัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ สื่อทุกแห่งต้องจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานกลางเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนใช้กับสื่อทุกแห่ง และให้มีกลไกร้องเรียนลงโทษ

ยิ่งโลกข้อมูลข่าวสารวิ่งหมุนไปอย่างรวดเร็วเท่าใด รัฐก็ยิ่งวิ่งไล่กวดเพื่อหาวิธีกำกับควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและการทำงานของสื่อ ดังเช่นที่รัฐบาลไทยภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังพุ่งเป้าไปที่ปัญหามาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน โดยหวังจะหาวิธีกำกับดูแลสื่อทั้ง “ในระบบ” และ “นอกระบบ”
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการยกร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…. ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 และสั่งให้คณะกรรมการสามฝ่าย คือ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้สอดคล้องเหมาะสมกับการปฏิรูปประเทศ
หัวใจสำคัญของร่าง คือการกำหนดให้อาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ต้องขึ้นทะเบียน และตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสื่อไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อออฟไลน์ สาระสำคัญ มีดังนี้
1. ให้งานสื่อสารมวลชนเป็นกิจการที่ต้องจดทะเบียนและมีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ร่างกฎหมายนี้วางระบบให้สื่อหนึ่งๆ ต้องขึ้นทะเบียนกับ “องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน” ซึ่งคือกลุ่มองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนจะออกใบรับรองสำหรับประกอบกิจการให้ จากนั้น องค์กรสื่อก็จะสามารถออกบัตรประจำตัวให้แก่นักข่าวหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ ตัวอย่างเช่น
สื่อมวลชน องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน
หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ แนวหน้า
ข่าวสด เดอะเนชั่น บางกอกโพสต์ ฯลฯ
ขึ้นทะเบียนกับ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือ
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ช่องเจ็ด ช่องสาม เวิร์คพอยท์ทีวี
ช่อง ONEช่อง PPTVฯลฯ
ขึ้นทะเบียนกับ สมาพันธุ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือ
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
ประชาไท ไทยพับลิกา TCIJ
เดอะแมทเทอร์ โมเมนตัม ไอลอว์
ขึ้นทะเบียนกับ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
เมื่อมีองค์การวิชาชีพสื่อรับรองและให้ใบอนุญาตประกอบกิจการแล้ว สำนักข่าวเหล่านั้นก็สามารถออกบัตรประจำตัวให้นักข่าวได้
ตาม ร่างฉบับที่เผยแพร่เมื่อ 13 มกราคม 2560 ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังไม่ชัดเจนว่าสื่อกลุ่มไหนบ้างที่เข้าข่ายตามกฎหมายนี้? แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายเขียนไว้เพื่อหวังกำกับดูแลสื่อออนไลน์ โดยกำหนดนิยามคำว่าสื่อมวลชนให้ครอบคลุมถึงสื่อทุกประเภท รวมไปถึง “สื่อมวลชนที่อยู่นอกระบบ”
นอกจากนี้ ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัล บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นต่อสนช.ว่า ควรมีระบบการกำกับดูแลร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยให้อำนาจลงโทษสื่อมวลชนเป็นอำนาจของรัฐ และสร้างแรงจูงใจให้สื่อมวลชนเข้าระบบหรือสังกัดองค์กร เช่น ให้ทุนสนับสนุน ทุนวิจัย และศึกษาดูงาน
2. ให้ตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” มาคุมสื่อ
กฎหมายนี้จะตั้งองค์กรใหม่ที่ชื่อว่า “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” มีอำนาจเหนือการกำกับดูแลกันเองตามที่องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนพยายามดำเนินการอยู่
สภาวิชาชีพฯ ทำหน้าที่รับจดทะเบียนสมาชิก เพิกถอนใบรับรองสมาชิก ตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำอันไม่เหมาะสมของสื่อมวลชน และจัดทำ “มาตรฐานทางจริยธรรม” ของคนทำงานสื่อ รับเรื่องร้องเรียนเมื่อองค์กรสื่อฝ่าฝืนจริยธรรม และเมื่อสื่อถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ คณะกรรมการฯ มาจากองค์ประกอบดังนี้
• คนทำงานสื่อ จำแนกประเภทตามช่องทางสื่อและตามหมวดของเนื้อหา ได้แก่ ด้านวิทยุกระจายเสียง ด้านวิทยุโทรทัศน์ ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ด้านสื่อออนไลน์ ด้านโฆษณา ด้านข่าว ด้านบันเทิง ด้านอื่นๆ และตัวแทนภูมิภาค รวมแปดคน
• ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์  สื่อสารมวลชน สองคน ด้านกฎหมายมหาชนหนึ่งคน ด้านสังคมสองคน และด้านอื่นๆ หนึ่งคน
• ผู้แทนผู้บริโภค หนึ่งคน
กรรมการจะมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาซึ่งมาจากองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ นายกสมาคมสมาพันธ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
3. กำหนดมาตรฐานกลางว่าด้วยจริยธรรมสื่อมวลชน (มาตรา 37)
องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนต้องกำกับให้องค์กรสื่อในสังกัดตัวเองปฏิบัติตาม “มาตรฐานกลาง” ของเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมี 6 ข้อ คือ
1) ต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
2) ต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่น คำนึงถึงสิทธิบุคคล ไม่ซ้ำเติมผู้ประสบเคราะห์กรรม หลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชังหรือใช้ความรุนแรง
3) ต้องเป็นไปโดยอิสระ ไม่อยู่ใต้อาณัติของบุคคลหรือองค์กรใดในทางที่มิชอบ
4) ต้องไม่รับผลประโยชน์ใดๆ อย่างมิชอบ
5) ต้องมีผู้รับผิดชอบและประกาศแก้ไขข้อบกพร่องในกรณีที่การนำเสนอผิดพลาดหรือสร้างผลกระทบ
6) ต้องเป็นไปตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ขัดต่อศีลธรรมของสังคม ไม่ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
4. การรับเรื่องร้องเรียน
สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะรับเรื่องราวร้องเรียนทั้งในกรณีที่สื่อมวลชนถูกละเมิดเสรีภาพ และกรณีที่ประชาชนถูกสื่อมวลชนละเมิดสิทธิ โดยมีลำดับขั้นของการร้องเรียนไว้ว่า
ขั้นที่หนึ่ง เมื่อคนทำสื่อถูกร้องเรียน องค์กรต้นสังกัดพิจารณาเรื่องเสียก่อน
ขั้นที่สอง เมื่อองค์กรสื่อเป็นผู้ถูกร้องเรียน ให้องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นผู้พิจารณา
ขั้นที่สาม หากสื่อที่ถูกร้องเรียนไม่ได้เป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ให้คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นผู้สอบสวนเรื่องนั้น (มาตรา 67)
นอกจากนี้ หากองค์กรสื่อหรือองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเพิกเฉย ก็ให้คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นผู้สอบสวนเรื่องนั้น
สำหรับเรื่องบทลงโทษนั้น ตามร่างของสปท. กำหนดโทษทางปกครอง เป็นโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ส่วนในกรณีที่สื่อถูกวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จะถูกลงโทษโดยการเพิกถอนบัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือเพิกถอนใบรับรองสมาชิกขององค์กรนั้นๆ ขณะที่ในที่ประชุมของสนช.เห็นว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติควรทำหน้าที่เพียงวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน โดยปล่อยให้การลงโทษเป็นหน้าที่หน่วยงานอื่นของรัฐ
5. งบประมาณของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ 
สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีรายได้สองทาง คือ มาจากเงินร้อยละ 5 ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน และอีกส่วนหนึ่ง เจียดมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

นพวรรณยันไม่เกี่ยวโพสต์แอนดรูว์ หลังตร.มาพบแม่ฝากเตือนหยุดโพสต์กระทบกษัตริย์

นพวรรณยันไม่เกี่ยวโพสต์แอนดรูว์ หลังตร.มาพบแม่ฝากเตือนหยุดโพสต์กระทบกษัตริย์

Posted: 18 Jan 2017 11:42 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

อดีตแม่ยาย  ‘แอนดรูว์ มาร์แชล’ เผย ตร.มาพบที่บ้าน พร้อมฝากเตือนแอนดรูว์เลิกโพสต์กระทบสถาบันกษัตริย์ หลังโพสต์เนื้อหาในเอกสารลับของซีไอเอ ที่ถูกเปิดเผยออกมาหลังพ้นช่วงเวลาปกปิดเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ ขณะที่นพวรรณโพสต์ยันไม่รู้เรื่องและไม่สามารถไปสั่งให้แอนดรูว์ทำอะไรได้

ภาพ นพวรรณ พร้อมลูกชายวัย 3 ขวบ ขณะถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 โดยคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในบ้านถูกยึดตามหมายค้น (ที่มา แฟ้มภาพประชาไท)

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา นพวรรณ บรรลือศิลป์ อดีตภรรยาแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล (อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ประจำประเทศไทย) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงตำรวจไทย และต่อมา แอนดรูว์ นำมาเผยแพร่ต่อผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะสาธารณะ

โดย นพวรรณ ระบุว่า ขอชี้แจงให้ทุกท่านทราบว่า ตนไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว และยืนยันอีกครั้งว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานของแอนดรูว์ ไม่เข้าใจว่าวันนี้เจ้าหน้าที่สันติบาลจะไปพบแม่ของตนที่บ้านที่ไทยเพื่ออะไร และบอกอีกด้วยว่าจะกลับมาอีกอาทิตย์หรือสองอาทิตย์

นพวรรณ ระบุด้วยว่า ทางตำรวจได้สอบสวนตนเมื่อ ก.ค.ปีที่แล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าตนบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับงานของแอนดรูว์ แต่มาวันนี้ยังมีการเคลื่อนไหวและไปขอพบตนที่บ้าน ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนไม่ได้อยู่ไทย ตนขอให้พวกท่านยุติการเคลื่อนไหวที่ทำให้ครอบครัวตนกังวลและเดือดร้อน และการที่แอนดรูว์เป็นพ่อของชาลี(ลูกของนพวรรณ)มันก็ไม่ได้หมายความว่าตนต้องมีส่วนรู้เห็นกับสิ่งที่เค้าทำ หรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เค้าทำ ซึ่งยืนยันไปแล้ว
“ดิฉันอยากฝากเอาไว้ว่าเราไม่รู้เรื่องและไม่สามารถไปสั่งให้แอนดรูว์ทำอะไรได้ พ่อแม่เค้ายังสั่งเค้าไม่ได้เลย เหนื่อยนะค่ะ ถ้าคุณมีปัญหากับแอนดรูว์ กรุณาไปสถานทูตของสหราชอาณาจักร และไปทำการเรียกร้องส่งตัวแอนดรูว์ไปไทย อย่าไปทำให้ครอบครัวของดิฉันที่ไทยต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่เค้าไม่ได้ทำเถอะค่ะ” นพวรรณ โพสต์

แม่นพวรรณ เผย ตร.ฝากเตือนแอนดรูว์เลิกโพสต์กระทบสถาบันเบื้องสูง

บีบีซีไทย รายงานด้วยว่า ฤดีวรรณ ล่าทิพย์ มารดาของ นพวรรณ เปิดเผย “บีบีซีไทย” ว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 18 ม.ค. มีผู้หญิง 2 คน มายืนอยู่หน้าประตูบ้าน จะขอเข้าไปในบ้าน ท่ามกลางเสียงเห่าของสุนัข โดยอ้างว่าเป็น ตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบ แล้วได้แสดงบัตรตำรวจให้ดู ทราบว่ามียศ ดาบตำรวจ โดยบอกว่า มาหา นพวรรณ แต่เธอบอกให้พูดคุยหน้าบ้าน และบอกว่าลูกสาวอยู่ต่างประเทศ หญิงสองคนจึงบอกว่า นายสั่งให้มาขอความร่วมมือให้ไป “เตือน” แอนดรูว์ มาร์แชล ให้เลิกโพสต์ข้อความที่เป็นที่ระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง พร้อมทั้งขอเบอร์โทรศัพท์มือถือไป เพื่อการติดต่อมาเป็นระยะๆในอนาคต
“เขามาแบบสุภาพ พูดดี เขาบอกว่า ฝากคุณแม่ไปเตือนแอนดรูด้วย ชอบไม่ชอบ ให้เก็บไว้ในใจ อย่างมาลงรูปอะไรอีก…อีกหน่อยลูกหลานจะได้กลับมาเมืองไทยได้สบายๆ ไม่ต้องเป็นห่วง” ฤดีวรรณ กล่าวทางโทรศัพท์ พร้อมกล่าวด้วยว่า “แม่ตอบเขาไปว่า แทบไม่เคยคุณกับแอนดรู ส่วนใหญ่เวลาคุยโทรศัพท์กัน ก็มักคุยกับลูกสาวหรือหลาน”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ได้โพสต์เนื้อหาในเอกสารลับของสำนักข่าวกรองกลาง ของรัฐบาลสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ที่ถูกเปิดเผยออกมาหลังพ้นช่วงเวลาปกปิด ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองตั้งแต่สมัยจอมพล ป.  พิบูลย์สงคราม ถูกรัฐประหาร ฯลฯ
ทั้งนี้ นพวรรณ พร้อมลูกชายวัย 3 ขวบ เคยถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 โดยคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในบ้านถูกยึดตามหมายค้น มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนั้นนพวรรณระบุว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับงานของสามี และยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ เย็นวันเดียวกัน เธอได้รับการปล่อยตัว มีรายงานด้วยว่า ต่อมานพวรรณและลูกชายได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปยังสกอตแลนด์

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว 1 เดือน (22 ส.ค. 59) แอนดรูว์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เขาและภรรยา ได้แยกกันอยู่และตัดสินใจจะหย่ากันแล้ว

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิแถลง ขอคืนสิทธิประกันตัว ‘ไผ่ ดาวดิน’

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิแถลง ขอคืนสิทธิประกันตัว ‘ไผ่ ดาวดิน’

Posted: 15 Jan 2017 10:52 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

16 ม.ค. 2560 กลุ่มนักกฎหมาย ทนายความ และนักสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ เรียกร้องคืนสิทธิปล่อยตัวระหว่างดำเนินคดีแก่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาโดยทันที เนื่องจากการควบคุมตัวไว้ไม่ชอบด้วยเหตุผลตามหลักการทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ชี้หัวใจของกฎหมายอาญายึดอยู่บนหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะกรณีดังกล่าวกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และก่อผลกระทบด้านการศึกษาและการประกอบวิชาชีพ แก่ผู้ถูกควบคุมตัวอย่างร้ายแรงและส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนยุติธรรมของสังคมโดยรวม โดยการเยียวยาภายหลังจากการพิจารณาคดีของศาลไม่อาจจะคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริง หากพิสูจน์ได้ว่าจตุภัทร์ไม่ใช่ผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

 

เผยแพร่ 16 มกราคม 2560
แถลงการณ์
คืนสิทธิปล่อยตัวระหว่างดำเนินคดีแก่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาโดยทันที
เนื่องจากการควบคุมตัวไว้ไม่ชอบด้วยเหตุผลตามหลักการทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

สืบเนื่องจากตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันตัว นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จากการแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเฟซบุ๊กของสำนักข่าวบีบีซีไทย ในเฟซบุ๊กของตนเอง โดยศาลให้เหตุผลในการเพิกถอนการประกันตัวว่า ยังไม่ยอมลบข้อความที่ถูกกล่าวหา และมีการโพสรูปภาพแสดงท่าทางในเชิงสัญลักษณ์ที่ศาลเห็นว่าเป็นการเย้ยหยันอำนาจรัฐ ซึ่งนับตั้งแต่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งเพิกถอนการประกันตัว ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์ และฎีกาตามลำดับ แต่ศาลสูงได้ยืนตามคำสั่งของศาลจังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ ทนายความยังได้มีการยื่นขอประกันตัวใหม่ไปแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ศาลก็ยังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์ โดยอ้างว่า ยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ประกอบกับพนักงานสอบสวนได้ยื่นขอฝากขัง ครั้งที่ 4 โดยอ้างว่า การสอบสวนพยานบุคคลยังไม่เสร็จสิ้น และศาลขอนแก่นได้อนุมัติฝากขัง เป็นผลให้จตุภัทร์ต้องถูกคุมขังต่อไปอีกจนถึงวันที่ 20 มกราคม 2560 ซึ่งจะทำให้เขาไม่ได้ออกมาสอบวิชาสุดท้าย ที่จะมีการสอบในวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่กำลังจะถึงนี้

องค์กรและผู้มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ มีความเห็นต่อการเพิกถอนการประกันตัว และการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์ ดังนี้

1.       การเพิกถอนสัญญาประกันตัวและการยกคำร้องของปล่อยตัวชั่วคราวของจตุภัทร์ ขัดต่อหลักสิทธิที่จะได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรม โดยเฉพาะหลักการที่ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวระหว่างดำเนินคดี และสิทธิที่จะสามารถต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ได้รับรองไว้ โดยประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีย่อมมีพันธกรณีที่ต้องเคารพและปฏิบัติตาม[1] และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 4 และฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติไป ก็ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ด้วยเช่นกัน[2]

2.       การควบคุมตัวไว้ระหว่างดำเนินคดี เป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล เมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ การคุมขังบุคคลระหว่างสอบสวนหรือระหว่างการพิจารณาจึงเป็นวิธีสุดท้าย ซึ่งตามกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดแจ้งว่า จะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่ไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมกว่ามาใช้แล้ว และต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยเหตุผล โดยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ความน่าเชื่อถือของหลักประกัน พฤติกรรมหลบหนี หรือการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปจะก่อเหตุร้ายอีกหรือไม่เท่านั้น[3] ซึ่งการแสดงความเห็นทางสังคมการเมืองหรือพฤติกรรมเย้ยหยันอำนาจรัฐ ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายซึ่งจะใช้ในการควบคุมตัวได้ ด้วยเหตุนี้ ในการพิจารณาว่าจะควบคุมตัวไว้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเคร่งครัดถึงเหตุจำเป็นในการควบคุมตัวดังกล่าว

3.       บทบาทตุลาการจำเป็นต้องดำรงความเป็นอิสระและเป็นกลาง ไม่ว่าประเทศจะดำรงอยู่ในระบอบการปกครองใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในภาวะที่บ้านเมืองไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย การใช้ดุลพินิจบนฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายย่อมทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่ายังมีองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลเจ้าหน้าที่รัฐ

ดังนั้น องค์กรและผู้มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ จึงขอให้ศาลทบทวนการใช้ดุลพินิจในการปล่อยตัวชั่วคราว นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา อีกครั้งหนึ่ง โดยพิจารณาบนฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถึงความจำเป็นในการควบคุมตัวนายจตุภัทร์ไว้ในระหว่างการดำเนินคดีอย่างรอบคอบ เพราะหัวใจของกฎหมายอาญายึดอยู่บนหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะกรณีดังกล่าวกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และก่อผลกระทบด้านการศึกษาและการประกอบวิชาชีพ แก่ผู้ถูกควบคุมตัวอย่างร้ายแรงและส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนยุติธรรมของสังคมโดยรวม โดยการเยียวยาภายหลังจากการพิจารณาคดีของศาลไม่อาจจะคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริง หากพิสูจน์ได้ว่าจตุภัทร์ไม่ใช่ผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

ด้วยความเคารพในสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
โครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
สมชาย หอมลออ ทนายความ
ไพโรจน์ พลเพชร นักกฎหมาย
ผศ.สุรัสวดี หุ่นพยนต์
สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ
สุรชัย ตรงงาม  ทนายความ
ส.รัตนมณี  พลกล้า ทนายความ
เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นักสิทธิมนุษยชน
วัฒนา นาคประดิฐษ์
จุลศักดิ์ แก้วกาญจน์ นักกฎหมาย
คอรีเยาะ  มานุแช   ทนายความ
ณัฐาศิริ  เบิร์กแมน   ทนายความ
ผรัณดา  ปานแก้ว   ทนายความ
อนุชา วินทะไชย นักสิทธิมนุษยชน
ปรีดา ทองชุมนุม ทนายความ
วรวุธ ตามี่ นักพัฒนา
จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ
จิรารัตน์ มูลศิริ ทนายความ
อัมรินทร์ สายจันทร์  นักกฎหมาย
สัญญา เอียดจงดี ทนายความ
สนธยา โคตรปัญญา  นักกฎหมาย
พนม บุตะเขียว ทนายความ
วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความ
กฤษดา ขุนณรงค์  ทนายความ
พิชญุตา ธนพิทชัย นักกฎหมาย
อิศสิยาภรณ์ อินทพันธุ์ นักกฎหมาย
ธัญญารัตน์ เพ็งลาภ นักกฎหมาย
ทิตศาสตร์ สุดแสน นักกฎหมาย
เฉลิมศรี ประเสริฐศรี นักกฎหมาย
มนทนา ดวงประภา ทนายความ
อำพร สังข์ทอง ทนายความ
พิฆเนศ ประวัง นักกฎหมาย
ธีรพล คุ้มทรัพย์ ทนายความ
นรเศรษฐ์ นาหนองตูม นักกฎหมาย
ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร
ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ นักสิทธิมนุษยชน
วราภรณ์  อุทัยรังษี   ทนายความ
คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความ
สุภาภรณ์ มาลัยลอย นักสิทธิมนุษยชน
พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความ
ภาวิณี ชุมศรี ทนายความ
เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ทนายความ
นภาพร สงปรางค์ ทนายความ
กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย
ชัชลาวัณย์ เมืองจันทร์ นักกฎหมาย
บัณฑิต หอมเกษ นักกฎหมาย
สุนิดา ปิยกุลพานิชย์ นักกฎหมาย
อานนท์ นำภา ทนายความ
ศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมาย
[1]กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 (3)

[2]ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับผ่านประชามติ มาตรา 29

[3] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 มาตรา 108/1

‘เพนกวิ้นและเพื่อน’ เปิดมุมหนังสือ ‘จิตร’ ที่ เตรียมอุดมฯ หวังเป็นแรงบันดาลตั้งคำถามสังคม

‘เพนกวิ้นและเพื่อน’ เปิดมุมหนังสือ ‘จิตร’ ที่ เตรียมอุดมฯ หวังเป็นแรงบันดาลตั้งคำถามสังคม

Posted: 13 Jan 2017 10:33 PM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

พริษฐ์ และเพื่อนนักเรียน รร.เตรียมอุดมศึกษา เปิดมุมหนังสือ ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ หวังเพื่อนนักเรียนได้อ่านผลงานศิษย์เก่าคนสำคัญที่ใคร ๆ ในสังคมเหมือนจะไม่พูดถึง พร้อมเป็นแรงบันดาลใจตั้งคำถาม-สร้างความเปลี่ยนแปลง ขณะที่สมาคมศิษย์เก่าระงับเนติวิทย์ร่วมงาน

14 ม.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (13 ม.ค.60) พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิ้น นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และอดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท พร้อมด้วยเพื่อนโรงเรียนดังกล่าว จัดกิจกรรมเปิดมุมหนังสือจิตร ภูมิศักดิ์  ที่ ห้องสมุดม.ล.ปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เนื่องในงาน  TU Open House

พริษฐ์ กล่าวว่ามุมหนังสือดังกล่าวจัดโดยตนร่วมกับกลุ่มเพื่อนๆ โดยมีสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันกับอ่านช่วยสนับสนุนหนังสือ

สำหรับเหตุผลที่จัดทำมุมหนังสือจิตร นั้น พริษฐ์ กล่าวว่า มุมหนังสือนี้ตั้งชื่อตามจิตร ภูมิศักดิ์ ศิษย์เก่าคนสำคัญที่โรงเรียนและใคร ๆ ในสังคมเหมือนพยายามจะไม่พูดถึง มุมหนังสือของเราประกอบด้วยหนังสือด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รวมถึงผลงานของจิตรและคนอื่น ๆ การจัดตั้งมุมหนังสือนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์สำหรับการเรียนรู้แล้ว ยังเป็นจุดรำลึกถึงจิตร และเป็นหมุดหมายว่าอย่างน้อยเตรียมอุดมก็ยังพอมีพื้นที่สำหรับจิตร และแนวคิดที่มาก่อนกาลสำหรับสังคมไทยบ้าง

พริษฐ์ กล่าวอีกว่า สมัยนี้การจะทำให้คนได้นึกถึงแค่ทำมุมคงไม่พอแล้ว คงจะต้องให้มีการจัดกิจกรรมโดยใช้ชื่อของมุมหนังสือในการทำให้คนรู้จักจิตรมากขึ้น ตอนนี้ เพื่อนเริ่มได้ยินชื่อจิตรมากขึ้
“ถ้าเพื่อนสนใจอ่านงานจิตรก็คงดี งานของจิตรเป็นงานที่น่าอ่านในฐานะงานวิชาการและงานศิลปะการเขียน แต่ยิ่งกว่านั้น ถ้าจิตรเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนลุกขึ้นตั้งคำถามและสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบจิตรก็คงจะดีไม่น้อยเชื่อว่าจิตรเองก็ต้องการอย่างนั้น” พริษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กิจกรรมนี้ตามกำหนดการจะมีการเชิญ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตเลขาธิการกลุ่มศึกษาเพื่อความเป็นไท มาเป็นวิทยากรพูดในงานด้วย แต่ถูกสมาคมศิษย์เก่าระงับไปนั้น ซึ่ง พริษฐ์ กล่าวถึงประเด็นนี้ด้วยว่า เพื่อนๆ ไม่เข้าใจว่าเหตุใด โรงเรียน จึงไม่ยอมให้ เนติวิทย์ มา
เนติวิทย์ ได้โพสต์่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Netiwit Chotiphatphaisal‘ ในลักษณะสาธารณะถึงกรณีถูกห้ามไม่ให้มางานนี้ด้วยว่า การไม่ให้ตนเข้าไปพูดเปิดงานสั้นๆ เพียงไม่กี่นาที ของมุมจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ห้องสมุด เนื่องจากเหตุผลว่า ตนไม่ใช่ศิษย์เก่า แล้ว ยังช่วยเน้นย้ำอีกครั้งว่า ตนเป็น “นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี” อีกด้วย “ระบบการศึกษาแสนดี” เป็นอย่างไร ก็ดูได้จากการที่เขา ปฏิบัติต่อเด็กและความคิดเชิงวิพากษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมฯได้ชื่อว่าอันดับหนึ่งนี่ ส่วนนักเรียนที่กล้าท้าทายก็กลายเป็น “นักเรียนเลว” ซึ่งเตรียมอุดมช่วยยืนยันว่ามันจริงแค่ไหน
ล่าสุดเมื่อเวลา 12.47 น.ที่ผ่านมา พริษฐ์ ได้โพสต์ข้อเขียนในหัวข้อ ’10 เรื่องที่อยากเล่าเกี่ยวกับการตั้งมุมหนังสือจิตร ภูมิศักดิ์’ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Parit Chiwarak’ ในลักษณะสาธารณะด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉ.ใหม่ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉ.ใหม่ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

Posted: 07 Jan 2017 01:48 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 หมายเหตุแนบท้าย เพื่อให้สอดคล้องเพื่อเป็นการสืบทอดและธํารงรักษาไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี

7 ม.ค. 2560 จากเมื่อวันที่  29 ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้พิจารณา 3 วาระ ก่อนมีมติเอกฉันท์เห็นชอบการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

ล่าสุดวานนี้ (6 ม.ค.60) ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของสภานิตบิัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรี
ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ
นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษา ยังได้หมายเหตุ ระบุถึงเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ด้วยว่า โดยที่ตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น เป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งต่อมาได้เริ่มมีบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484 เป็นต้นมา สมควรบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อเป็นการสืบทอดและธํารงรักษาไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี ดังกล่าวโดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน