ซ้อมทารุณ’พลทหาร’พ่นพิษ เด้ง’ผบ.ร.152พัน1’พ้นหน่วย

“บิ๊กหมู” สั่งย้ายผบ.ร.152 พัน 1 พร้อมร้อยเอก ออกนอกหน่วย รับผิดชอบเหตุซ้อม “พลทหารทรงธรรม” วอนอย่าเหมารวมทหารไม่ดี วันพฤหัสที่ 7 เมษายน 2559 เวลา 15:39 น. เมื่อวันที่ 7 เม.ย. เวลา 15.00 น. ที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ ซ.พหลโยธิน 54 เขตสายไหม พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่ 6 นายทหารร่วมกันลงโทษพลทหารทรงธรรม หมุดหมัด สังกัด ร.152 พัน 1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสะตา จ.ยะลา จนเสียชีวิตว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งให้ย้าย พ.ท.สมคิด คงแข็ง ผบ.ร.152 พัน 1 และนายทหารยศร้อยเอกออกนอกหน่วยแล้ว เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในส่วนของทหารนายสิบที่กระทำความผิดนั้น ยืนยันว่าจะไม่ปกป้อง และจะเอาผิดทางวินัยและอาญาขั้นสูงสุด อย่างไรก็ตามในกองทัพมีกำลังพลประมาณสองแสนนาย แต่มีทหารที่ไม่อยู่ในระเบียบวินัยแค่เพียงไม่กี่นาย ตนไม่ต้องการให้สังคมเหมารวมว่าทหารไม่ดี

 

 

มทภ.4 สั่ง 6 ทหาร ไปกราบขอขมาศพ พลทหารถูกซ้อมดับ

แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งทหาร 6 นายซ้อมลงโทษพลทหารเสียชีวิต ไปกราบขอขมาศพ หลังญาติประกาศกร้าวจะไม่เผาศพ จนกว่าจะมาขอโทษ

ความคืบหน้ากรณีพลทหารประจำการที่ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ถูกลงโทษอย่างทารุณ เป็นเหตุทำให้เสียชีวิต กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางแม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งทำการสอบสวน พร้อมกับให้ทหารทั้ง 6 นาย ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวไปกราบศพพลทหาร หลังญาติประกาศกร้าวจะไม่เผาศพ หากไม่ได้มาขอขมา

บรรยากาศที่วัดคงคาวดี (วัดเสาเภา) อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช สถานที่จัดตั้งพิธีบำเพ็ญกุศลศพ พลทหารทรงธรรม อายุ 25 ปี ที่ถูกทำโทษกระทั่งเสียชีวิตที่กรมทหารราบที่ 152 กองพันที่ 1 ค่ายพยัคฆ์ เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ญาติพี่น้องยังคงโศกเศร้ากับการสูญเสียครั้งนี้ พร้อมกับเรียกร้องให้ทหาร 6 นายที่เกี่ยวข้องกับเสียชีวิตของพลทหาร มากราบขอขมาศพ พร้อมกับเลื่อนวันฌาปนกิจศพเป็นวันที่ 10 เมษายนนี้แทน

ทางด้าน แม่ของพลทหารทรงธรรม เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจกับครอบครัวเป็นอย่างมาก ช่วงหลังเกิดเหตุได้สอบถามกับพลทหารอีกนาย ที่ถูกทำโทษพร้อมๆ กับลูกชาย บอกว่า สาเหตุเพราะลูกชายนำเงิน 5,000 บาท ไปซุกซ่อนไว้ใต้หมอน เงินดังกล่าวลูกเตรียมไว้จะส่งกลับมาให้ตนที่บ้านแต่ปรากฏว่าเงินได้หายไป ลูกชายสงสัยว่ารุ่นพี่นายสิบนายหนึ่งเป็นคนเอาไป จึงขออนุญาตค้นตัว แต่กลับมาเหตุทะเลาะวิวาทกันขึ้น

แม่ของพลทหาร ยังเล่าต่ออีกว่า หลังเกิดเหตุทะเลาะวิวาท นายทหารชั้นสูงกว่าได้ทราบเรื่องเข้า จึงได้มีคำสั่งลงโทษทหารทั้ง 2 นาย ก็คือ ลูกชายของคนกับทหารเกณฑ์ที่มาเล่าเหตุการณ์ให้ตนฟัง เรื่องคดีความก็ขอให้กฎหมายบ้านเมืองดำเนินการตามขั้นตอนไป ต้องมีผู้ได้รับโทษจากกรณีนี้ ซึ่งทางญาติๆ ก็จะเฝ้าติดตามดูต่อไป

ส่วนประเด็นที่เรียกร้องให้ทหาร 6 นาย มากราบขอขมาศพลูกชาย ก็เพียงเพราะอยากให้มาเห็นความรู้สึกของคนเป็นแม่ หากเกิดเหตุเช่นนี้กับคนในครอบครัวตัวเองจะเป็นเช่นไร ซึ่งขณะนี้ตนได้รับการติดต่อจาก พ.อ.อุทิศ อนันตนานนท์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 152 ในฐานะผู้บังคับบัญชา ได้รับปากว่าจะให้ความเป็นธรรมนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตาม กฎหมายให้ได้โดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่า พล.ท.วิวรรธ์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้นำทหาร 6 นายไปกราบขอขมาศพพลทหารที่เสียชีวิตในวันพรุ่งนี้ (8 เม.ย.) แต่ยังไม่ทราบเวลาที่แน่ชัด โดยมีจะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยสำหรับคืนวันนี้ พล.ต.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผบ.พล.ร.15 จะร่วมเป็นเจ้าภาพงานสวดอภิธรรมศพ

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก เรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3

ตร.ออกหมายเรียก ‘พะจุณณ์’ รับทราบข้อกล่าวหาแชตไลน์หลุด 10 มี.ค.

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนคดีที่มีข้อความแชตในแอพพลิเคชั่นไลน์แบบกลุ่ม กล่าวหาว่ามี พล.อ.รายหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งตำรวจ ได้สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งล่าสุดวันนี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯในวันที่ 10 มีนาคม เวลา 10.00 น. ณ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ศูนย์ราชการ ย่านแจ้งวัฒนะ แล้ว

 

source :- http://www.matichon.co.th/news/51380

 

โคตรโหด!!! พนักงานไฟแนนซ์ดวงกุด ไล่ขับตามยึดรถถึงในค่ายทหาร แต่กลับโดนยิงสวนดับ ด้วยเหตุผลที่ฟังแล้วใครก็ต้องอึ้ง!!!

กลายเป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนขวัญไปทั่ว เมื่อตำรวจได้รับแจ้งเหตุทหารยิงทีมยึดรถ เสียชีวิตในค่ายทหารที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน โดยได้นำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา 1 คน โดยผู้เสียชีวิตคือนายอมรศักดิ์ ชอบทำกิจ อายุ 33 ปี  และผู้บาดเจ็บคือนายพงศ์พัฒน์ หนูหนอง อายุ 21 ปี โดยทั้งสองคนโดนยิงที่ลำตัว คนละ 1 นัด โดย ส.ต.วิรัช ธนาวุฒิ

2016-02-18_204210

โดยจากการสอบสวน ส.ต.วิรัช ได้ให้การว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่เกิดเหตุได้ขับรถกลับจาก อ.คลองท่อม จ.กระบี่ จะกลับเข้าที่พักในค่ายทหาร แต่กลับสังเกตุเห็นรถของผู้ตาย ขับติดตามตลอดเวลา โดยที่ขับเร่งหนีก็ยังเร่งเครื่องตามจี้มา ถึงแม้ว่าจะเข้ามาในเขตค่ายทหารแล้วก็ตาม ซึ่งหลังจากนั้น ส.ต.วิรัชได้จอดรถ ซึ่งทั้งสองคนก็จอดรถตามหลังพร้อมเดินเข้ามาหา ทำให้ ส.ต.วิรัช ใช้อาวุธปืนยิงสวนเข้าไปคนละ 1 นัด จนล้มฟุบทั้งคู่ ก่อนที่จะมีคนมานำส่งโรงพยาบาล จนสิ้นใจตายไปหนึ่งคน

ซึ่งหลังจากนั้น ผู้ต้องหาได้เข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยให้การว่า สาเหตุที่ยิง สืบเนื่องมาจากเข้าใจว่าจะถูกปองร้าย เพราะเห็นขับรถตามมาตั้งแต่  จ.กระบี่ เข้ามาในค่ายกะปาง อ.ทุ่งสง อย่างไม่ลดละ จึงใช้อาวุธปืนยิง เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัวเป็นการชั่วคราว

2016-02-18_204222

โดยจากการสืบประวัติพบว่า นายอมรศักดิ์ ผู้ตายกับนายพงศ์พัฒน์ เป็นพนักงานยึดรถของไฟแนนซ์แห่งหนึ่ง ซึ่งได้มาติดตามยึดรถของ ส.ต.วิรัช ที่ขาดส่งค่างวดถึง 9 เดือนแล้ว บริษัทจึงส่งทั้งคู่มาเพื่อที่จะยึดรถ แต่กลับต้องมาพบกับเหตุการณ์สุดสลดซะก่อน

ประเภท : อาชญากรรม
ที่มา : เดลินิวส์

 

ศพ”พ.ต.ท.”ผูกคอตาย พบรอยถลอกหลายจุด ส่งนิติเวชสรุปสาเหตุ “ศานิตย์”แจงอย่าเพิ่งด่วนสรุปสาเหตุ

เมื่อเวลา 07.00 น วันที่12 กุมภาพันธ์ ร.ต.อ.พีรพัฒน์ ดวงใจทิพย์ ร้อยเวร สน.แสมดำ รับแจ้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ผูกคอเสียชีวิต ภายในบ้าน หมู่บ้านพระปิ่น 5 ซอย 2 แขวงและเขตบางบอน จึงเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุหลังบ้านดังกล่าว พบศพ พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พงส.ผนพ.สน.เทียนทะเล เลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติสวมเสื้อสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ผูกคอกับรั้วเหล็กสีเขียว ในท่ายืนเท้าติดพื้น และมีรองเท้าวางอยู่ใกล้กัน ในส่วนของลำตัวพบว่ามีรอยถลอกเห็นเนื้อสีชมพูบริเวณข้อมือซ้าย และหน้าแขนข้างขวา บริเวณหน้าอกข้างขวามีรอยคล้ายรอยถลอกยาว ที่ริมฝีปากบนมีรอยฟกช้ำ ม่วง มีเลือดออกทางปากเล็กน้อย ตาเหลือก โดยแพทย์นิติเวชและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.)ต้องนำศพไปชันสูตรอย่างละเอียด และตรวจเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนสรุปสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.จันทร์เคยไปยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรี ทบทวนคำสั่งหัวหน้า คสช.ยุบเลิกตำแหน่ง พนักงานสอบสวน ชี้สร้างเคราะห์กรรมให้กับผู้ทรงคุณวุฒิ ปลด 700 คน แบบไร้การปฏิรูปที่ถูกต้อง ขอให้ความเป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างส่งข้อความแสดงความเสียใจ พร้อมระบุว่าพ.ต.ท.จันทร์ทำเพื่อพวกเรา

serichon_head2xxxv serichon_head2xxxx

พ.ต.อ.ยศ วิทิตปภาธำรง ผกก.สน.เทียนทะเล ในฐานะผู้บังคับบัญชาเปิดเผยว่าพ.ต.ท.จันทร์ เป็นคนเฮฮา สนุกสนานและไม่เครียด และเมื่อวันที่ 10กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพิ่งคุยกันว่าจะเตรียมเลี้ยงส่งแสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่ของพ.ต.ท.จันทร์ จึงไม่ทราบว่าสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจแบบนี้เป็นเพราะอะไร

ด้าน พล.ต.ท ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น.กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กำชับให้ลงมาดูแลพร้อม ต้องตรวจสอบสาเหตุให้แน่ชัด จากการสอบถามครอบครัวไม่พบว่าพ.ต.ท.จันทร์มีปัญหาใด จากการตรวจสอบที่เกิดพบว่าเชือกที่ใช้ผูกคอมีลักษณะคล้ายเข็มขัด นอกจากนี้ยังไม่อยากให้ด่วนตัดสินใจว่าอะไรเป็นสาเหตุ เนื่องจากหากเป็นเรื่องการปรับโครงสร้างนั้น มองว่าพนักงานสอบสวนจะได้ดี เหมือนนกอยู่ในกรงจะย้ายสายยากมาก เมื่อมีการปรับโครงสร้างก็เปิดเส้นทางมากขึ้น โดยไม่ทราบว่าอาจจะมีคนที่เห็นต่างมายุแหย่หรือพูดกดดันให้พ.ต.ท.จันทร์เครียดหรือไม่ และไม่อยากให้คิดสาเหตุหรืออ้างสาเหตุการตัดสินใจของพ.ต.ท.จันทร์โดยไม่มีเหตุผล ทั้งนี้ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง อยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง ยืนยันว่าการยื่นหนังสือขอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)พิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างพนักงานสอบสวนนั้นรวมทั้งการออกให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าว ยืนยันว่าพ.ต.ท.จันทร์ยังไม่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว

source :- http://www.matichon.co.th/news/34452

โฆษกศาลรับหญิงอาละวาดกรมขนส่งเป็นผู้พิพากษาจริง – ป่วยทางจิต

 โฆษกศาลยุติธรรม ยอมรับหญิงอาละวาดกรมการขนส่งเป็นผู้พิพากษาจริง แต่มีอาการป่วยทางจิตมานานกว่า 2 ปี ไม่ได้รับยา – เตรียมตั้งกรรมการสอบสวน

จากกรณีโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวิดีโอ หญิงอ้างตัวเป็นผู้พิพากษา อาละวาดที่กรมขนส่งทางบก เขตจตุจักร โดยแสดงอาการไม่พอใจ หลังเข้าไปทำธุระที่กรมฯ แต่ปรากฏว่ารถยนต์ของตัวเองถูกใบสั่ง เนื่องจากจอดขวางทางหน้าอาคาร กลายเป็นคลิปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนาหูในสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งมีการเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบและปลดข้าราชการหญิงคนดังกล่าวออกเสีย

ล่าสุด นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานศาลยุติธรรม ได้ทำหนังสือไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อขอตัวนางสาวชิดชนก แผ่นสุวรรณ ผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรมฯ กลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่ศาลยุติธรรม พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน หลังก่อเหตุอาละวาดภายในกรมการขนส่งทางบก เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกเขียนใบสั่งกรณีจอดรถกีดขวางทางจราจร

โฆษกศาลยุติธรรม ยอมรับว่า นางสาวชิดชนก มีอาการป่วยทางจิต และเข้ารับการรักษามาต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว โดยสำนักงานศาลยุติธรรม โยกย้ายให้ไปให้ทำงานธุรการ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านคดีความ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่บกพร่องต่อหน้าที่ และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน

ส่วนสาเหตุที่เกิดอาละวาดในครั้งนี้ เบื้องต้นทราบว่า นางสาวชิดชนก ไม่ได้รับประทานยา และอาจเกิดความเครียด ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังถูกสวมป้ายทะเบียนรถยนต์

สำหรับความผิดที่คาดว่า นางสาวชิดชนก จะได้รับ ไม่เกี่ยวข้องกับโทษทางวินัย แต่เกี่ยวเป็นกรณีหย่อนความสามารถ ซึ่งมีโทษ คือออกจากราชการโดยยังได้รับบำเหน็จบำนาญ

ทั้งนี้ยังมีรายงานว่า ผู้พิพากษาหญิงคนนี้ เคยตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปี 2556 หลังก่อเหตุปาข้าวกล่องไข่เจียวใส่รถประจำตำแหน่งของ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือ บิ๊กแจ๊ด พร้อมทั้งขับรถชนแผงกั้นเหล็ก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 รวมทั้งยังมีกรณีจอดรถขวางถนนพหลโยธินขาออก ใกล้ตลาดยิ่งเจริญ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2555 จนเป็นเหตุให้การจราจรติดขัดอีกด้วย

source:- http://news.voicetv.co.th/thailand/315291.html

 

คสช.ยัน ไม่ทราบเรื่อง “จ่านิว”ถูกจับ ยัน หากเป็นทหารจริงจะทำตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่  นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว”นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ถูกบุคคลแต่งกายคล้ายทหาร จำนวน 8 นาย พร้อมรถกระบะ 2 คัน ปิดบังแผ่นป้ายทะเบียนและสังกัด เข้าคุมตัวนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ จากด้านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ฝั่งประตูเชียงราก) ไปเมื่อเวลา 22.30 น.  ผู้สื่อข่าวรายงาน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยืนยันยังไม่ทราบเรื่อง นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ถูกควบคุมตัว พร้อมระบุว่า กำลังเช็คข่าวเช่นกันว่าข่าวนี้มาจากไหนเพราะหากมีการควบคุมตัวจริงตามขั้นตอน คือจะต้องนำตัวส่งตำรวจเจ้าของสำนวนตามหมายจับ แต่ตอนนี้ตร.เจ้าของสำนวนก็ยังไม่ทราบเรื่องเช่นกัน

 

ด่วน! บุคคลแต่งกายคล้ายทหาร เข้าจับตัว”จ่านิว”หน้ามหาวิทยาลัย (คลิป)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.30 นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว”นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา และเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกหมายเรียกจากการจัดกิจกรรมนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง” ที่อุทยานราชภักดิ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกบุคคลแต่งกายคล้ายทหาร จำนวน 8 นาย พร้อมรถกระบะ 2 คัน ปิดบังแผ่นป้ายทะเบียนและสังกัด เข้าคุมตัวนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ จากด้านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ฝั่งประตูเชียงราก) ไปเมื่อเวลา 22.30 น. หลังจากไปรับประทานอาหารกับเพื่อนสนิท 2 คน โดยมีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้ยานพาหนะ สองคัน มีลักษณะ เป็นรถยนต์นั่งบุคคลธรรมดา กระบะทั้งสองคัน คันแรก ยี่ห้อ อีซูซุ สี่ประตู สีเงิน (ไม่ทราบทะเบียน) คันที่สอง โตโยต้า สี่ประตู
ขณะที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกม.คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยืนยันยังไม่ทราบเรื่อง นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ถูกควบคุมตัว พร้อมระบุว่า กำลังเช็คข่าวเช่นกันว่าข่าวนี้มาจากไหน เพราะหากมีการควบคุมตัวจริงตามขั้นตอนต้องนำตัวส่งตร.เจ้าของสำนวนตามหมายจับแต่ตอนนี้ตร.เจ้าของสำนวนก็ยังไม่ทราบเรื่องเช่นกัน
ทั้งนี้ นายสิรวิชญ์ ถือเป็นนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ศาลทหารกรุงเทพอนุมัติออกหมายจับนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยศึกษา (เอ็นดีเอ็ม) พร้อมพวกรวม 6 คน ประกอบด้วยนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว อายุ 23 ปี น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว อายุ 22 ปี น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ อายุ 22 ปี นายกรกช แสงเย็นพันธ์ อายุ 23 ปี นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธุ์ อายุ 29 ปี และนายธเนตร อนันตวงษ์ อายุ 25 ปี ข้อหามั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ข้อ 12
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า กรณีดังกล่าว หากตำรวจทุกหน่วยเจอกับผู้ต้องหาทั้งหมด ก็สามารถจับกุมได้ตามหมายศาลทหารได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามในประเทศไทย ขณะที่นักศึกษาคนอื่นตามหมายจับ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังไม่ได้ถูกเข้าจับกุมตัวแต่อย่างใด


ภาพจากกล้องวงจรปิด นาทีอุ้ม ‘จ่านิว’ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ จากหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อเวลาประมาณ 22.35 น. วันที่ 20 ม.ค. 2559 โดยมีบุคคลแต่งกายเหมือนเจ้าหน้าที่ทหาร ปิดบังใบหน้า ควบคุมตัวสิรวิชญ์ซึ่งเพิ่งรับประทานอาหาร­เสร็จ และกำลังเดินกลับหอพักในมหาวิทยาลัย โดยรถที่ใช้ปฏิบัติการเป็นรถปิคอัพ อิซูซุมิวเซเว่นสีบรอนซ์เงิน 1 คัน กับ โตโยต้าไทเกอร์สีน้ำเงินขับประกบอีก 1 คัน ทั้ง 2 คัน ปิดแผ่นป้ายทะเบียน

-ขอบคุณภาพจากPiyarat Chongthep


source :- http://www.matichon.co.th/news/7974

ภาพสยอง ระเบิดจะ ๆ ที่อินโดฯ

เอเอฟพีรายงานความคืบหน้าเหตุก่อการร้ายสั่นสะเทือนความมั่นคงของประเทศอินโดนีเซีย ในกรุงจาการ์ตา ลักษณะ”ปารีส สไตล์”Ž เลียนแบบเหตุวินาศกรรมกรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 ว่า ตำรวจพบความเชื่อมโยงของผู้ก่อการกับกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลาม หรือไอเอส

“เครือข่ายของผู้ก่อการเชื่อมโยงถึงไอเอส ในเมืองอัรร็อกเกาะฮ์ ฐานที่มั่นของไอเอสในประเทศซีเรีย” ติโต คาร์นาเวียน ผู้บัญชาการตำรวจจาการ์ตา กล่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อเวลา 10.35 น. ผู้ก่อการโจมตีด้วยระเบิดพลีชีพ ตามด้วยการกราดยิงและดวลปืนเจ้าหน้าที่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณร้านสตาร์บัคส์ ร้านกาแฟแฟรนไชส์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ใกล้กับศูนย์การค้า อาคารสำนักงานสหประชาชาติ และย่านที่ตั้งของสถานทูตประเทศต่างๆ ก่อนยุติลงเมื่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในชุดกันกระสุนและรถหุ้มเกราะระดมกำลังเข้าปราบปรามกลุ่มคนร้าย สังหารผู้ก่อการได้ 5 ราย ส่วนเหยื่อเสียชีวิต 2 รายเป็นชาวแคนาดา และชาวอินโดนีเซีย ทั้งมีผู้บาดเจ็บอีก 20 คน
นายอันตัน ชาร์ลิยัน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียกล่าวว่า ผู้ก่อเหตุมีทั้งหมด 5 คน ลักษณะการก่อเหตุคาดว่าเลียนแบบการโจมตีกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 13 พ.ย. 2558 ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 130 ราย

จากข้อความความเชื่อมโยงของผู้ก่อการถึงกลุ่มไอเอสดังกล่าวทำให้นานาประเทศอาเซียนเริ่มวิตกกังวล โดยนายกุมาร รามากฤษณา ผู้เชี่ยวชาญการศึกษากลุ่มนักรบในอาเซียน ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง ในสิงคโปร์กล่าวว่า เรารู้มาว่า ไอเอสต้องการประกาศตัวในภูมิภาคนี้ และมีกลุ่มต่างๆ อยู่ในภูมิภาคนี้แล้วที่ประกาศตัวภักดีกับไอเอส

“ภัยคุกคามก็คือ นักรบสุดโต่งของอาเซียนที่เคยไปรบในอิรักและซีเรีย กำลังหวนกลับมาบ้านอีกครั้ง นี่จึงเป็นปัจจัยที่น่าวิตก เมื่อรวมกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดกลุ่มสายสุดโต่งที่มุ่งก่อการตามลำพัง” นายกุมารกล่าว

ด้าน พันเอกเรสติทูโต พาดิลา โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ กล่าวแถลงการณ์ร่วมระหว่างกองทัพและสำนักงานตำรวจฟิลิปปินส์ ว่าทางการดำเนินปฏิบัติการป้องกันอาชญกรรมก่อการร้ายทั่วประเทศมาโดยตลอด และจะเฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจเป็นภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มก่อการร้ายภายใน และภายนอกประเทศ

รวมถึงกลุ่มอาบู ไซยาฟ (เอเอสจี) และกลุ่มนักรบเสรีภาพอิสลามบังซาโมโร (บีเอฟเอฟ) สองกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนสายสุดโต่งทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติที่อยู่หลบหนีจากคดีระเบิดสถานบันเทิงบนเกาะบาหลี ของอินโดนีเซีย จนมีผู้เสียชีวิต 202 ราย เมื่อปี 2545

 

Anonymous ถล่มเว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรม ประท้วงคดีเกาะเต่า

Anonymous ถล่มเว็บไซต์ในเครือศาลยุติธรรม ประท้วงคดีเกาะเต่า

Posted: 13 Jan 2016 03:17 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เฟซบุ๊ค “We Are Annonymous” ประกาศถล่มเว็บไซต์เครือศาลยุติธรรม ประท้วงคำพิพากษาคดีเกาะเต่า และรณรงค์นักท่องเที่ยวเลิกเยือนไทย จนกว่าตำรวจจะเปลี่ยนวิธีการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่าสุดเวลา 18.00 น. เว็บเกือบ 290 แห่งที่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม อาญา แพ่ง อุทธรณ์ เว็บระบบเงินเดือน ขรก. ล่ม เหลือแต่เว็บศาลยุติธรรมหลักที่เริ่มเข้าได้แล้ว ขณะที่เว็บศาลฎีการอด เพราะไม่ได้ใช้โดเมน coj.go.th

 

13 ม.ค. 2559 เมื่อเวลา 05.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ในเฟซบุ๊ค We Are Anonymous ซึ่งมีผู้ติดตาม 2.87 แสนคน ได้ประกาศว่า #Anonymous จะปิดเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรมของไทย เพื่อประท้วงคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีเกาะเต่า

“Annonymous สนับสนุนการณรงค์ให้นักท่องเที่ยวคว่ำบาตรการเยือนประเทศไทย จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับวิธีการทำงานของตำรวจไทยที่ทำคดีสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ”

ในภาพที่ Annonymous โพสต์ในเว็บไซต์ได้ใช้ภาพกราฟฟิคของ “Blink Hackers Group” ซึ่งเมื่อต้นเดือนนี้ได้แฮกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่อีกภาพเป็นรูปธงชาติไทยที่มีรูปมือชูนิ้วกลางอยู่กลางธงชาติ

ทั้งนี้กลุ่ม Anonymous ดังกล่าว ได้แสดงบัญชีเว็บไซต์เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม [http://pastebin.com/UpS1pgjR] รวมทั้งสิ้น 295 url เช่น ศาลยุติธรรม http://www.coj.go.th/ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศาลยุติธรรมhttp://news.coj.go.th/ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับระบบเงินเดือน สวัสดิการ ปืนสวัสดิการ ของศาลยุติธรรม http://system.coj.go.th/ 

ศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิและคดีนักท่องเที่ยวในศาลแขวงเชียงใหม่ http://touristrightsprotectionchiangmai.cmimc.coj.go.th/

สำนักงานระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม http://www.adro.coj.go.th/

ศาลอุทธรณ์ http://www.appealc.coj.go.th ศาลแพ่ง http://www.civil.coj.go.th ศาลอาญา http://www.crimc.coj.go.th ศาลอาญากรุงเทพใต้ http://www.crimsb.coj.go.th สำนักบริหารทรัพย์สิน ศาลยุติธรรมhttp://www.patsadu.coj.go.th

เว็บไซต์ของศาลยุติธรรมยังสามารถเข้าถึงได้เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 13 ม.ค. 2559 ในขณะที่เว็บอื่นๆ ในเครือศาลยุติธรรมยังไม่สามารถเข้าถึงได้

โดยในเวลาที่รายงานอยู่นี้ (18.00 น.) เว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่สามารถแสดงผลได้ ขณะที่เว็บไซต์ของศาลยุติธรรมสามารถแสดงผลได้ http://www.coj.go.th/index.html

ขณะที่เว็บไซต์ศาลฎีกา http://www.supremecourt.or.th/ ไม่ได้ใช้โดเมน coj.go.th จึงรอดจากเหตุถล่มเว็บดังกล่าว

ผบ.ตร. สั่งตรวจสอบข้อความพี่สาวฮันนาห์ว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่

ในวันเดียวกัน เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ รายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊คของ ลอว์รา วิทเธอร์ริดจ์ พี่สาวของ ฮันนาห์ วิทเธอร์ริจด์ นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรซึ่งเสียชีวิตในเหตุฆาตกรรมที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งส่วนหนึ่งพาดพิงการทำงานของตำรวจ และระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ศาลใช้ถ้อยคำทำร้ายความรู้สึกนั้น โดยในรายงานของประชาชาติธุรกิจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายและกองการต่างประเทศแปลและตรวจสอบข้อความของสื่อมวลชนต่างประเทศ และข้อความในเฟซบุ๊กของลอว์ราอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบดูว่าเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่นั้นต้องตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดก่อนว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่

โดยส่วนตัวไม่ทราบแนวคิดของลอว์รา ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้ แต่ยืนยันว่าตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ไปตามพยานหลักฐานทั้งหมด และขณะนี้ทางโฆษกกระทรวงยุติธรรมก็ได้แถลงขั้นตอนการปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมให้ทราบแล้ว และศาลชั้นต้นก็ได้มีความพิพากษาตัดสินประหารชีวิต 2 ผู้ต้องหาแล้ว ส่วนกรณีล่าสุดที่มีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเสียชีวิตที่เกาะเต่าอีกรายนั้น จากการตรวจสอบทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ส่งศพผู้เสียชีวิตไปตรวจพิสูจน์ที่โรงพยาบาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว อย่างไรก็ดี ในบางขั้นตอนอาจจะล่าช้าไปบ้าง แต่ยืนยันว่าคดีที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้เสียหายนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก


เรื่องในหมวดเดียวกัน

Error: View 8a151f4800 may not exist