′บีบีซีไทย′ตีข่าวพี่สาว′ฮันนาห์′เหยื่อเกาะเต่าแฉ ถูกเสนอเงินให้ยุติคดี-โดนขู่ฆ่า

วันนี้ (12 มกราคม) ทางเฟซบุ๊ก “บีบีซีไทย” รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเพรส แอสโซซิเอชั่น” ระบุว่า ลอรา วิทเธอร์ริดจ์ พี่สาวของฮันนาห์ วิทเธอร์ริจด์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 1 ใน 2 คนซึ่งเสียชีวิตเพราะถูกฆาตกรรมที่เกาะเต่า ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัวตำหนิทางการไทยว่าไม่ใส่ใจความโศกเศร้าของครอบครัว เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ถ้อยคำทำร้ายความรู้สึก ส่วนตัวเธอนั้นถูกข่มขู่เอาชีวิตและมีผู้พยายามเสนอเงินชดเชยเพื่อให้เรื่องเงียบ

ฮันนาห์วัย23ปีและเดวิดมิลเลอร์วัย24ปี เสียชีวิตที่เกาะเต่า ในเดือนกันยายน ปี 2557 ขณะที่ศาลชั้นต้นของไทยมีคำพิพากษาเมื่อปลายปีที่แล้วให้ประหารชีวิตนายซอ ลิน และไว เพียว จำเลยชาวเมียนมาฐานฆาตกรรมนักท่องเที่ยวทั้งสองคน

ลอรา วิทเธอร์ริดจ์ พี่สาวของฮันนาห์ เขียนข้อความยาวทางหน้าเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 10 ม.ค. หลังทราบข่าวการเสียชีวิตของลุค มิลเลอร์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษคนล่าสุดซึ่งเสียชีวิตในสระว่ายน้ำของโรงแรมแห่งหนึ่งที่เกาะเต่า เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า มีความจำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวให้ผู้คนรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในไทย ประเทศที่ได้ชื่อว่า“สวยงามที่สุดในโลก” ทั้งที่จริงคนไทยบางส่วนเกลียดชาวตะวันตกและเห็นความสำคัญในชีวิตมนุษย์น้อยมาก

“นับตั้งแต่ฮันนาห์เสียชีวิตก็มีคนเสียชีวิตอย่างน่าสงสัยที่เกาะเต่าอีกหลายรายบางทีคุณอาจไม่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพวกเขาเพราะพวกเขาไม่ใช่คนอังกฤษทั้งหมดการเสียชีวิตของคนเหล่านี้อาจถูกปกปิดด้วยการทำให้เป็นเหตุฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุสิ่งนี้อาจเกิดกับฮันนาห์หากเธอไม่ได้ถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายทารุณเสียก่อน”

ลอราระบุว่า ระหว่างที่ครอบครัวพยายามติดตามคดีของน้องสาว ตนเองได้รับคำขู่เอาชีวิตจากคนไทยหลายครั้ง โดยมีผู้ส่งรูปของเธอที่โดนฉีกใบหน้าออกมาให้ พร้อมข้อความว่า “ฆาตกรทำงานเสร็จไปแค่ครึ่งเดียว” ทั้งยังมีการส่งภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุที่น่าสยดสยองมาให้ ซึ่งทำให้เธอหวาดกลัวและฝันร้าย เธอยังเปิดเผยว่ามีคนไทยบางกลุ่มพยายามเสนอเงินชดเชยเพื่อให้ครอบครัวของเธอเลิกติดตามคดี แต่เธอรู้สึก “สะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง” และบอกให้พวกเขาเอาเงินไปทิ้งเสีย

ลอราบอกด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยส่วนใหญ่ทุจริต ทั้งยังหลอกให้ครอบครัวของเธอเข้าร่วมการแถลงข่าวโดยไม่เต็มใจ ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าเป็นการเชิญไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของ น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ เปิดเผยหลังรับทราบคำพิพากษาประหารชีวิตจำเลยชาวเมียนมาว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาครอบครัววิทเธอริดจ์ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ โดยการติดตามกระบวนการพิจารณาคดีในไทยเป็นความยากลำบากอย่างยิ่ง ครอบครัวต้องอดทนกับทั้งความเจ็บปวดและกับการได้รับข่าวสารที่สับสน ขณะนี้จึงขอเวลาไตร่ตรองผลการพิพากษาในครั้งนี้อย่างรอบคอบ และใคร่ครวญดูว่าทางครอบครัวจะมีแถลงการณ์ที่เหมาะสมอย่างไรต่อไป

ขณะที่ครอบครัวของนายเดวิด มิลเลอร์ เหยื่อผู้เสียชีวิตในคดีเดียวกับน.ส. ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ ออกแถลงการณ์ระบุว่าศาลได้ตัดสินอย่างยุติธรรม และตำรวจไทยได้สอบสวนเรื่องนี้อย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน โดยมีหลักฐานท่วมท้นที่ใช้เอาผิดกับจำเลย ส่วนโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าการสอบสวนคดีดังกล่าว “ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล”

อย่างไรก็ดี ชาวเมียนมาในนครย่างกุ้งได้ออกมาประท้วง จนเป็นเหตุให้แผนกกงสุลของสถานทูตไทยที่ย่างกุ้ง ต้องปิดทำการเป็นเวลาหลายวัน”

 

source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1452566753

 

ชาวเน็ตด่ายับ! คลิปดีเจหนุ่มถอยกระบะอัดเก๋งยับแต่โวยถูกชนท้าย

ดราม่าสนั่นโลกออนไลน์! คลิปดีเจหนุ่ม เก่ง 89.5 ถอยกระบะอัดเก๋งยับแต่อ้างถูกชนท้าย

แชร์กันสนั่นโลกออนไลน์สำหรับคลิปวิดีโอเหตุการณ์รถกระบะสีดำคันหนึ่งถอยหลังชนรถเก๋งสีแดงอย่างแรง จนท้ายรถไปเกยอยู่บนกระโปรงหน้าของรถเก๋ง ก่อนที่ชายคนขับรถกระบะซึ่งเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดีเสื้อสีน้ำเงินได้ลงจากรถเพื่อเคลียร์และโทรศัพท์แจ้งตำรวจ

งานนี้ผู้เห็นเหตุการณ์ถ่ายคลิปถาม ชายเสื้อน้ำเงินคนดังกล่าวก็ตอบว่า “รถเก๋งคันดังกล่าวได้เลี้ยวเข้ามาในเลนของผม และจะปาดหน้า แต่ผมไม่ให้เข้า จากนั้นคนขับรถเก๋งก็วิ่งเข้ามาจะชก และขับรถชนท้ายตัวเอง หลังจากนั้นก็ลงจากรถมาจะทำร้ายผมอีก แต่โชคดีที่มีวินมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้ามาห้ามผมก็เลยรอด ขอความเห็นใจด้วยครับผม เจอคนแบบนี้ ในสังคมแบบนี้ แย่มากครับ”

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อช่วงท้ายของคลิปกลับไม่เป็นไปตามที่ที่ชายเสื้อน้ำเงินพูดเลยสักนิด ทั้งนี้ยังมีการเปิดเผยว่าหนุ่มหล่อคนดังกล่าวชื่อว่า ดีเจเก่ง ภัทรศักดิ์ เทียมประเสริฐ 89.5 Sweet F.m.

ขอบคุณคลิปวิดีโอจาก https://www.youtube.com/watch?v=5QqOAdd8iFY

ค้นบ้าน-ยึดรีสอร์ท “อดีตผู้สมัคร สส.” ค้ายาบ้ามูลค่านับสิบล้าน

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 29 ธ.ค.58 ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนภู ภาค 4 พร้อมกับ ปปส.ภาค 4 นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 222 และบ้านเลขที่ 9 หมู่ 2 บ้านดอนอุดม ตำบลโนนสมบูรณ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นบ้านของ น.ส.พลอยเพ็ญ พิมพ์เกษ ผู้ต้องหาคดียาบ้า 5,750 เม็ด เพื่อขยายผล และตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ

โดยบ้านหลังดังกล่าวเป็นมีชื่อนายโพธิ์ พิมพ์เกษ บิดาของนางสาวพลอยเพ็ญ ซึ่งได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว จากการตรวจ ได้พบเอกสารสำคัญทางการเงินคือบัญชีรายชื่อผู้ที่ น.ส.พลอยเพ็ญ โอนเงินไปให้

ซึ่งจะต้องนำตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร และพบโฉนดที่ดินจำนวนหนึ่ง และรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้าแจ๊ส สีบรอนซ์ ทะเบียน กพ.5369 อุดรธานี เป็นชื่อของ น.ส.พลอยเพ็ญจอดอยู่ในบ้าน จึงต้องยึดอายัดเพื่อตรวจสอบต่อไปซึ่งในการตรวจค้นผู้ที่ดูแลและอาศัยซึ่งเป็นญาติให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และได้ให้ข้อมูลว่า น.ส. พลอยเพ็ญ นั้นเรียนจบ ปริญญาโท รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของมหาลัยแห่งหนึ่ง หลังเรียนจบ มหาบัณฑิตก็ได้สมัครศึกษาต่อ ระดับปริญญาเอก ส่วนเรื่องการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.นั้นเคยลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ 2 ครั้ง แต่ละครั้งจะได้คะแนนประมาณ 1 ถึง 2 พันคะแนนเท่านั้นเอง หลังจากเลือกตั้งครั้งล่าสุด ก็ได้ออกจากบ้าน ตั้งแต่ปี 2554 แต่จะกลับบ้านนานๆ ครั้งโดยกลับมาแต่ละครั้งจะเข้าบ้าน เวลาประมาณ 3 ถึง 4 ทุ่มและกลับออกไปประมาณเวลาตี 3 ตี 4 ทุกครั้ง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อีกชุดได้ร่วมกันเข้าตรวจที่รีสอร์ทของนางสาวพลอยเพ็ญ ที่ตำบลอีเซ อำเภอโพธิ์สุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งรีสอร์ทแห่งนี้อยู่ค่อนข้างลึก แต่อยู่ติดกับลำห้วย บนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ มีห้องพักที่เป็นห้องเดี่ยว 5 ห้อง และห้องแถวอีก 5 ห้อง มีห้องประชุม ลานอาหาร เรือยาง และแพ ที่ไว้บริการกรุ๊ปทัวร์ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นทัวร์หรือลูกค้าที่นางสาวพลอยเพ็ญหามาเอง โดยชาวบ้านแถวนั้นไม่ค่อยจะเข้ามาพักหรือมาใช้บริการ

ซึ่งนางสาวพลอยเพ็ญมักจะเดินทางมาอาศัยหรือพักที่รีสอร์ทแห่งนี้เป็นประจำ ตั้งแต่ปี 2557 โดยแต่งงานกับสามีที่มีภูมิลำเนาที่ตำบลอีเซ แต่ได้หย่าร้างกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะเดียวกันระหว่างที่อาศัยอยู่ที่นี่ นางสาวพลอยเพ็ญ เป็นคนที่ชอบเข้าสังคม มีบุคลิกดี มักจะร่วมงานกิจกรรมและบริจาคเงินให้แก่หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะภาพนักการเมืองที่เคยสมัคร สส.ที่บึงกาฬ รวมทั้งที่กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกทำให้เกิดน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบบัญชีธนาคาร อีกจำนวนมากกว่า 10 บัญชี ซึ่ง ปปส.ได้ตรวจยึดไปพร้อมยึดทรัพย์สินอื่นรวมทั้งรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ และรีสอร์ท รวมกว่า 50 รายการ มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท เพื่อไปตรวจสอบและขยายผลถึงเครือข่ายที่ร่วมกับนางสาวพลอยเพ็ญต่อไป”

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประณามเรื่องคดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร คนผิดยังลอยนวล

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประณามเรื่องคดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร คนผิดยังลอยนวล
องค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ประณามกรณีผู้กระทำผิดในคดีอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน ยังคงลอยนวล พร้อมเรียกร้องให้ทางการไทยแก้ไขอุปสรรคทางกฎหมาย และแนวปฏิบัติที่ขัดขวางการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของเหยื่อการบังคับบุคคคลสูญหาย
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐทำให้เกิดความมั่นใจว่า มีการสอบสวนคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตรและคนอื่นๆ อย่างเป็นอิสระ และปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาต่อผู้ตกเป็นเหยื่อ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดมาตรการทางกฎหมาย ป้องกันไม่ให้เกิดการบังคับบุคคลให้สูญหายในอนาคต รวมถึงให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย ซึ่งไทยได้ลงนามแล้วตั้งแต่ปี 2555 และให้นำเอาข้อบัญญัติในอนุสัญญามาเป็นกฎหมายในประเทศ เพื่อให้ทางการต้องบัญญัติให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา และให้มีมาตรการป้องกัน ซึ่งตามอนุสัญญาดังกล่าวยังระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้เป็นเหยื่อไม่ได้หมายถึงเพียงผู้สูญหาย แต่รวมถึงบุคคลใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการบังคับบุคคลให้สูญหายด้วย
นายสมชาย นีละไพจิตร เป็นอดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม หายตัวไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 โดยขณะที่มีชีวิตอยู่ เขาทำหน้าที่เป็นทนายความให้กับผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายราย รวมถึงผู้ต้องหาในคดีปล้นอาวุธปืน ซึ่งบางรายระบุว่าถูกซ้อมทรมาน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นายถูกอัยการฟ้องว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไป โดยอาจมีความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และข่มขืนใจผู้อื่น ซึ่งศาลชั้นต้นยกฟ้อง จำเลยที่ 2-5 ส่วนจำเลยที่ 1 นั้นศาลเห็นว่ากระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นและข่มขืนใจผู้อื่น ต่อมาในชั้นอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งห้าด้วยเหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งทางอัยการมีความเห็นจะไม่ยื่นฎีกาต่อ ทางครอบครัวจึงยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เพื่อยื่นฎีกาในคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง และวานนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด และยกคำร้องของครอบครัวที่ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม

กลาโหมเผยผลสอบอุทยานราชภักดิ์ ใช้งบก่อสร้างถูกระเบียบ

กลาโหมเผยผลสอบอุทยานราชภักดิ์ ใช้งบก่อสร้างถูกระเบียบ
คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ของกระทรวงกลาโหม เผยผลการสอบสวน ระบุใช้งบประมาณก่อสร้างถูกระเบียบ พร้อมอธิบายข่าวราคาปาล์มต้นละสามแสน เป็นเรื่องของการบริจาคเงินโดยเอกชน แจงคณะกรรมการไม่มีอำนาจตามกฎหมายเพียงทำหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริง ส่วนการดำเนินการตามกฎหมายเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ เป็นผู้แถลงข่าวในบ่ายวันนี้ โดยเผยผลการตรวจสอบว่าที่ผ่านมานั้นได้ตรวจสอบจากหลักฐานเอกสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญชีการเงินที่มีหลักฐานรับ-จ่ายถึงวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา และมีผู้มาชี้แจงข้อมูลทั้งสิ้น 23 คน
ทั้งนี้ การก่อสร้างโครงการดังกล่าวมีรายรับเป็นงบกลางและงบบริจาค 866 ล้านบาท โดยรายรับจากการบริจาคนั้นได้บริจาคเข้ามูลนิธิราชภักดิ์ทั้งสิ้น 106 ล้านบาทเศษ ส่วนรายจ่ายคือ 816 ล้านบาท
พล.อ.ชัยชาญ แจงว่าปัจจุบันยังไม่มีการนำเงินบริจาคไปใช้ และยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอุทยานได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และระเบียบคำสั่งของกองทัพบกที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งอธิบายถึงต้นไม้ในโครงการดังกล่าวว่าเป็นกรณีที่เอกชนสนับสนุนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเอกชนบริจาคสำหรับกิจกรรมปลูกต้นไม้ต้นละ 3 แสนบาท โดยจะนำชื่อผู้บริจาคมาติดที่ต้นไม้เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บริจาคต่อไป ซึ่งยอดเงินบริจาคสำหรับต้นปาล์มทั้งสิ้น 77 ล้านบาทนั้นได้นำเข้ามูลนิธิราชภักดิ์ และขณะนี้มียอดเหลืออยู่ราว 76 ล้านบาทเศษ
สำหรับการดำเนินการสอบสวนต่อจากนี้ พล.อ.ชาญชัยระบุว่าเป็นเรื่องของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งทางคณะกรรมการยินดีให้ข้อมูลต่อไป
ทั้งนี้ บรรยากาศในการแถลงข่าวมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายทอดสดการแถลงข่าว

เอกอัครราชทูตเมียนมาพบ-ขอบคุณนายกสภาทนายความ ช่วยเหลือคดีเกาะเต่า

เอกอัครราชทูตเมียนมาพบ-ขอบคุณนายกสภาทนายความ ช่วยเหลือคดีเกาะเต่า
บ่ายวันนี้ อู วิน หม่อง เอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบ นายเดชอุดม ไกลฤทธิ์ นายกสภาทนายความ โดยนายอู วิน หม่องได้กล่าวขอบคุณสภาทนายความที่ช่วยเหลือ พร้อมยืนยันว่านายซอ ลิน และนาย เว พิว จำเลยในคดีเกาะเต่าทั้งสองดำเนินการยื่นอุทธรณ์ อีกทั้งกล่าวว่าหากผู้ใดมีหลักฐานที่จะช่วยเหลือจำเลยทั้งสองได้ ขอความร่วมมือให้ส่งมายังสภาทนายความ
เอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย ระบุว่า หากการดำเนินการอุทธรณ์ไม่ทันระยะเวลาที่กำหนดไว้ 30 วันหลังมีคำพิพากษาของศศาลชั้นต้นก็จะขอขยายเวลาอุทธรณ์ต่อไป
สำหรับบรรยากาศความไม่พอใจต่อคำตัดสินคดีดังกล่าว ในประเทศเมียนมายังมีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องในเมืองย่างกุ้ง โดยสำนักข่าวอิระวดีได้รายงานว่า วานนี้เครือข่ายมะบ๊ะต๊ะ ซึ่งเป็นเครือข่ายพุทธ-ชาตินิยมสายสุดโต่งราว 500 คนได้ออกมาเรียกร้องให้ทางการไทยทบทวนคำตัดสินคดีเกาะเต่า
ก่อนหน้านี้ สภาทนายความแห่งประเทศไทยได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เพื่อให้ส่งต่อข้อมูลไปยังประชาชนชาวเมียนมาให้ทำความเข้าใจกระบวนการที่เกิดขื้น รวมถึงขอให้มั่นใจว่าทางทนายความอาสาของสภาทนายความจะทำหน้าที่ช่วยเหลือในการต่อสู้คดีดังกล่าว

ศาลฎีกาตัดสินจำคุกสมาชิกกลุ่ม “เบอร์ซาตู” 5 ราย หลังศาลชั้นต้น-อุทธรณ์ยกฟ้อง

ศาลฎีกาตัดสินจำคุกสมาชิกกลุ่ม “เบอร์ซาตู” 5 ราย หลังศาลชั้นต้น-อุทธรณ์ยกฟ้อง
ศาลอาญา รัชดา อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวานนี้ โดยตัดสินกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ที่ยกฟ้องสมาชิกกลุ่ม “เบอร์ซาตู” ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันก่อการร้าย โดยศาลฎีกาชี้ว่าจำเลยทั้ง 5 มีความผิด
จำเลย 5 รายประกอบด้วย นายมุสตอปา เจ๊ะยะ, นายอิลยาส หรืออิสยาส มันหวัง, นายอุสมาน ปะชี, นายยูไล โสะปนแอ และนายมะอาซี บุญพล เป็นจำเลยที่ 1-5 ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกขบวนการ “เบอร์ซาตู” ซึ่งตามข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงระบุว่าเป็นเครือข่ายของขบวนการบีอาร์เอ็น ทั้งหมดถูกอัยการฟ้องโดยระบุว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ในเขตพื้นที่ จ.ปัตตานี ในระหว่างเดือน พ.ย. – 29 ธ.ค. 2547 โดยมีเป้าหมายเพื่อแบ่งแยกดินแดน พร้อมทั้งระบุว่าจำเลยใช้ปืนฆ่าตำรวจเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน มุ่งหมายเพื่อบังคับขู่เข็ญรัฐบาลไทยให้ยินยอมแบ่งแยกดินแดนใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของ จ.สงขลา ออกจากราชอาณาจักร เพื่อสถาปนาเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง เรียกว่ารัฐปัตตานีหรือรัฐปัตตานีดารุสซาลาม และในวันที่เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2547 จำเลยทั้งห้าร่วมกันวางแผนและยิง ด.ต.โมหามัด เบญญากาจ ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เหตุเกิดที่ ต.บานา สะบารัง ตะลุโบ๊ะ อ.เมืองปัตตานี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดที่ใช้ติดต่อสื่อสารไว้เป็นของกลางได้ จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง แต่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย โดยพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1, 4 และ 5 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฆ่าผู้อื่นและก่อการร้าย โดยลดโทษให้จำเลยที่ 1 และ 4 เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อศาล คงเหลือโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 จากความผิดฐานสนับสนุนการก่อการร้าย ให้จำคุก 20 และลดโทษเหลือ 12 ปี 16 เดือน เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อศาล
โดยศาลฎีกาชี้ว่า จากวัตถุพยาน ประกอบด้วยพยานบุคคล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย และคำให้การของจำเลยที่ให้การโดยสมัครใจและมีทนายความอยู่ด้วยนั้น จำเลยที่ 1-4 ได้ยอมรับว่าทำหน้าที่เฝ้าดู ด.ต.โมหามัด ผู้ตายซึ่งทำงานอยู่ศาลากลาง จ.ปัตตานี เพื่อแจ้งให้ผู้กระทำความผิดรายอื่นๆ ทราบ โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้ชักชวนให้มาร่วมกระทำผิด และต่อมาหลังเหตุการณ์ ด.ต.โมหามัดถูกยิงเสียชีวิต จำเลยที่ 5 ได้โทรศัพท์มาแจ้งว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานที่เชื่อได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง

แจ้งจับ “พ.อ.คชาชาต บุญดี” โยง “หมอหยอง” อ้างเบื้องสูง! ตบทรัพย์ 2 บริษัทดัง ทั้ง ซีพี – คิงเพาเวอร์


แจ้งจับ “พ.อ.คชาชาต บุญดี” โยง “หมอหยอง” อ้างเบื้องสูง! ตบทรัพย์ 2 บริษัทดัง ทั้ง ซีพี – คิงเพาเวอร์
—————
(มาดูกันว่า พวกเขาทำอะไรกันไว้บ้าง)
—————
แจ้งจับแล้ว “ผู้การโจ้” พ.อ.คชาชาต บุญดี นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 หลังพบการกระทำผิด ม.112 ร่วมกับ“หมอหยอง” และ “อาท ชัตเตอร์มหาเทพ” ขณะดำเนินการจัดกิจกรรมสำคัญที่ผ่านไปแล้วและกิจกรรมที่อยู่ระหว่างเตรียมการ เหตุเกิดในค่ายทหารและบริษัทยักษ์ใหญ่อีก 2 แห่ง พบ “ผู้การโจ้” ยังพัวพันกับความผิดปกติการจัดซื้อจัดจ้างทำรูปหล่อในอุทยานราชภักดิ์ เร่งตามตัวเซียนพระชื่อดังงาบหัวคิวมาสอบขยายผล เผยโครงการนี้ยังอยู่ในความดูแลของมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ไม่ได้ส่งมอบให้กองทัพบก เนื่องจากการจัดสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์
.
กรณีตำรวจจับกุมผู้ร่วมขบวนการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงไปกระทำการอันมิบังควร มีความผิด ตามประมวลกฎหมาย อาญา ม.112 ประกอบด้วย นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หรือสารวัตรเอี๊ยด และนาย จิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรืออาท ชัตเตอร์มหาเทพ ภายหลัง พ.ต.ต.ปรากรมผูกคอตายขณะถูกคุมขัง ที่เรือนจำชั่วคราว แขวงถนนนครไชยศรี (พัน.ร.มทบ.11)
.
ต่อมาทหารคุมตัวนายศุกร์โข ตามเสรี หรือเค บาร์โฮสต์ คนสนิท พ.ต.ต.ปรากรม ส่งให้ตำรวจ บก.ป.ดำเนินคดีข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ท่ามกลางกระแสข่าวมีนายทหารยศ พล.ต.และ พ.อ.เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดย พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.สั่งการให้ชุดสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทั่งพบทั้งคู่ร่วมกับเซียนพระชื่อดังเข้าไปมีส่วนทุจริตจัดซื้อจัดจ้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล
.
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากแหล่งข่าวในชุดคลี่คลายคดีนี้ว่า เมื่อบ่ายวันที่ 7 พ.ย. พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วน ปฏิบัติการ คณะทำงานกฎหมายส่วนรักษาความสงบ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป.เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษกับนายสุริยันหรือหมอหยองกับพวก เพิ่มอีก 2 คดี ประกอบไปด้วย เลขคดีที่ 113/2558 กรณีนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ หมอหยอง นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ และพ.อ.คชาชาต บุญดี หรือผู้การโจ้ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 (ฝสธ.ทภ.3) กระทำความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อว่า มีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งๆ ที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือในความผิดฐานอื่นที่พบภายหลัง ทั้งหมดมีพฤติการณ์แอบอ้างเบื้องสูง ดำเนินการในกิจกรรมสำคัญที่ได้จัดขึ้นไปแล้ว
.
เหตุเกิดที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.กับที่ บ.ซีพีออล์ จก. (มหาชน) แขวงสีลม เขตบางรัก เมื่อปลายเดือน พ.ค.-6 ส.ค.58 และเลขคดีที่ 114/2558 กรณีผู้ต้องหากลุ่มเดิมแอบอ้างเบื้องสูง เพื่อดำเนินการกิจกรรมสำคัญที่อยู่ระหว่างการเตรียมการ เหตุเกิดที่ บ.คิง เพาเวอร์ จก. ซอยรางน้ำ แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม.เมื่อวันที่ 20 ก.ย.58
.
มีรายงานว่า ก่อนช่วงจัดกิจกรรมสำคัญในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้สนับสนุนนำเสื้อยืดกิจกรรมมาส่งที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง มีนายทหารยศ พล.ต.และ พ.อ.เกณฑ์ทหารมาแพ็กเสื้อยืดจำนวนหลายหมื่นตัวภายในค่ายทหาร เหตุที่ใช้สถานที่ดังกล่าวเพราะ พล.ต.ผู้เกี่ยวข้องมีตำแหน่งสูงสุดในค่ายทหารแห่งนี้
.
แนวทางการสืบสวนยังพบอีกว่าเสื้อที่ใช้ในกิจกรรมสำคัญครั้งนั้นมีต้นทุนการผลิตเพียงตัวละ 140 บาท แต่กลับมีการแจ้งราคาต้นทุนการผลิตเป็นตัวละ 280 บาท ให้กับภาคเอกชนผู้สนับสนุนรับทราบ ทั้งหมดอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ด้านการตรวจสอบความคืบหน้ากรณีการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์นั้น พบว่า
.
นอกจากพบความผิดปกติการก่อสร้างรูปปั้นทั้ง 7 พระองค์แล้ว ยังพบพฤติกรรมส่อในเจตนาทุจริตนำต้นปาล์มในราคาที่สูงเกินจริงมาปลูก แต่ละต้นมีราคาสูงถึง 1 แสนบาท รวมทั้งวันเปิดตัวอุทยานฯในงาน “ราชภักดิ์ ไบค์ แอนด์ คอนเสิร์ต” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.ย. มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนในราคา 5 แสนบาทต่อหัว หากเป็นโต๊ะวีไอพี จะมีราคาสูงถึง 1 ล้านบาทต่อหัวด้วย
.
นอกจากนี้ชุดสืบสวนสอบสวนในคดี ยังพบความผิดปกติในการสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มเติมในประเด็นการจัดสร้างรูปหล่อ อาทิ พระรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 มี บ.พุทธปฏิมาพรหมรังสี ตั้งอยู่เลขที่ 52/25 ถนนพุทธมณฑลสาย3 เขตทวีวัฒนา กทม.ดำเนินการ สอบปากคำนางรุ่งทิพย์ ทองศรี เจ้าของบริษัททราบว่า มีเซียนพระชื่อดังตัวย่อ อ. เป็นผู้ติดต่อ ตกลงราคาที่ 43 ล้านบาท กรมกิจการพลเรือน ทบ.แบ่งจ่ายค่าจ้างรวม 5 งวด เซียนพระรายนี้ได้ค่านายหน้าประมาณ 4.7 ล้านบาท
.
พระรูปหล่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พบผู้จัดสร้างรูปหล่อคือ บ.ช.ประติมากรรม อินดัสตรี เลขที่ 30/3 หมู่ 6 ต.วังเย็น อ.เมืองนครปฐม มีนายชำนาญ ประติมากรรม เป็นเจ้าของ ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า เซียนพระรายเดิมเป็นคนติดต่อให้รับงาน ในราคา 43 ล้านบาท กรมกิจการพลเรือน ทบ. แบ่งจ่ายค่าจ้างรวม 5 งวด รวมทั้งพานพุ่ม 10.8 ล้านบาท เซียนพระรายนี้ได้ค่าติดต่อประมาณร้อยละ 10 ครั้งนี้ พ.อ.คชาชาต ขอเงินช่วยเหลือ 3 แสนบาท
.
พระรูปหล่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มี บ.ร็อคลา ฟายน์ อาร์ท จก.เลขที่ 143 หมู่ 12 ต.ท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี มี น.ส.กมลนันท์ สังเกต เป็นผู้รับจัดสร้าง ในราคา 45.5 ล้านบาท เซียนพระได้ค่าติดต่อร้อยละ 10 กรมกิจการพลเรือน ทบ.ผู้ว่าจ้างแบ่งจ่าย 5 งวด
.
พระรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มี หจก.ประติมา ฟายน์ อาร์ท เลขที่ 89 หมู่ 12 ถนนกาญจนาภิเษก กม.58 ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี มีนายเอนก หงษมณี เป็นผู้จัดสร้างในราคา 44 ล้านบาท เซียนพระหักค่าติดต่อร้อยละ 10 ส่วนพระรูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นของ บ.เอเซีย ฟายน์อาร์ท เลขที่ 59/1 ต.บ้านม้า อ.บางประหัน จ.พระนครศรีอยุธยา
.
การสร้างรูปหล่อทั้ง 2 องค์นี้ ไม่พบเซียนพระคนดังกล่าวเข้าไปยุ่งเกี่ยว อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะเรียกตัวเซียนพระคนดังกล่าวมาสอบสวนขยายผลว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องกับการหักเงินค่านายหน้า
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงของกองทัพบก เปิดเผยถึงท่าทีความเคลื่อนไหวของกองทัพบก หลัง จากชุดสืบสวนสอบสวนคดีนี้พบมูลความผิดที่มีนายทหารยศ พล.ต.และ พ.อ.เข้าไปเกี่ยวข้องกรณีการสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ย. 57 ว่า
.
“พล.อ.ธีรชัย นาควานิช” ผบ.ทบ.ยังไม่สั่งการกำชับเรื่องใดเป็นพิเศษ อีกทั้งตำรวจชุดคลี่คลายคดียังไม่ได้ประสานขอข้อมูลมาแต่อย่างใด ทั้งนี้โครงการดังกล่าวอยู่ในความดูแลของมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ที่มี “พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร” รมช.กลาโหม และอดีต ผบ.ทบ.เป็นประธานมูลนิธิฯ ยังไม่ได้ส่งมอบให้กองทัพบกเป็นผู้ดูแล เนื่องจากการจัดสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ยังไม่แล้วเสร็จตามเกณฑ์
.
อีกด้าน นายวิทยา สุริยะวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยถึงความเป็นอยู่ของนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง และนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรืออาท ชัตเตอร์มหาเทพ 2 ผู้ต้องหาในคดี ม. 112 ที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำชั่วคราว แขวงถนนนครไชยศรี (พัน.ร.มทบ.11) ว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความผิดปกติใดๆทั้งสิ้น เช่นเดียวกับนายศุกร์โข ตามเสรี ผู้ต้องหาในความผิดข้อหาครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง คนสนิท พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หรือสารวัตรเอี๊ยด ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
.
เย็นวันเดียวกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า คดีนี้เป็นเรื่องเพิ่งดำเนินการสืบสวนของ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.หัวหน้าชุดสืบสวน ยังไม่ได้รับรายงานคืบหน้า เชื่อว่าคงมี ความชัดเจนในการทำงานเป็นรูปคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนที่มี พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.รอง ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน
.
การสืบสวนสอบสวนต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน ผิดว่าไปตามผิด ไม่มีซ้ายหรือขวา เดินไปตรงๆ ส่วนที่มีข่าวนายทหารยศ พล.ต. และ พ.อ.มาเกี่ยวข้องนั้น ยังไม่มีรายงานเพิ่งสืบสวนต่อจากคดีปั่นเพื่อแม่ เป็นเรื่องของพยานหลักฐานขึ้นอยู่กับพนักงานสืบสวนสอบสวน หากหลักฐานไปถึงใครต้องถูกดำเนินคดี ถือเป็นเรื่องดีจะได้ไม่มีใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

กระชากหน้ากากวงการสีเขียวทำชาติเสื่อม

กระชากหน้ากากวงการสีเขียวทำชาติเสื่อม

รายงานจากชุดคลี่คลายคดี แจ้งเพิ่มเติมว่า ภายหลังพบความผิดปกติเกี่ยวกับโครงการอุทยานราชภักดิ์พนักงานสอบสวนได้เริ่มตรวจสอบที่มาที่ไป และทำการสอบปากคำเจ้าของโรงหล่อแห่งหนึ่ง ซึ่งเข้าร่วมจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ทำให้ทราบว่าราวเดือน ต.ค.57 ได้รับการติดต่อจากเซียนพระชื่อดังคนหนึ่งในฐานะคณะกรรมการจัดสร้าง ให้ไปพูดคุยเรื่องการดำเนินการจัดสร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ 7 พระองค์ ที่กรมกิจการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน กระทั่งมีการเซ็นสัญญาจ้างตกลงค่าจ้างที่ราคา 44 ล้านบาท ให้หล่อพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง ซึ่งในส่วนขั้นตอนรายละเอียดต่าง ๆ ต้องประสานนายทหารยศ พล.ต. ที่มีการระบุก่อนหน้านี้ว่าเข้ามามีส่วนดำเนินการจัดสร้าง อย่างไรก็ตามในการดำเนินการครั้งนี้ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับเซียนพระดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่ให้ได้จัดสร้างครั้งนี้เป็นเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาค่าว่าจ้างด้วย เช่นเดียวกับเจ้าของโรงหล่ออีกแห่งหนึ่งก็ระบุเช่นกันว่า เมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากเซียนพระคนเดียวกันให้เข้าร่วมจัดสร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ 7 พระองค์เช่นกัน รวมทั้งยังแนะนำผู้ที่จะเข้ามารับงานอีก 4 แห่ง และเซียนพระคนดังกล่าวจะหักค่านายหน้าในการจัดจ้างเช่นเดียวกัน สำหรับการจ่ายค่านายหน้าจะมีการดำเนินการจ่ายเป็นงวด ๆ งวดแรก เดือน ก.พ. นัดหมายจ่ายเงินที่พุทธมหาอุทยานหลวงปู่ทวด จ.พระนครศรีอยุธยา งวดที่ 2 เดือนพ.ค. สั่งจ่ายเงินเป็นเช็คเงินสด งวดที่สามสั่งจ่ายเป็นเช็คเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้กลับไม่สามารถขึ้นเงินได้ จึงใช้วิธีโอนเงินเข้าบัญชีของเซียนพระ หลังจากนั้นพยายามติดต่อเพื่อจะโอนเงินให้ แต่ไม่สามารถติดต่อได้จึงได้ยกเลิกไป.“

 

สหรัฐฯ และอังกฤษ สันนิษฐานว่าเครื่องบินโดยสารรัสเซียอาจถูกวางระเบิด

 

สหรัฐฯ และอังกฤษ สันนิษฐานว่าเครื่องบินโดยสารรัสเซียอาจถูกวางระเบิดก่อนตกที่คาบสมุทรไซนาย

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอังกฤษ เผยข้อสันนิษฐานของหน่วยข่าวกรองว่า เครื่องบินโดยสารของรัสเซียที่ตกแถบคาบสมุทรไซนายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมานั้นอาจตกเพราะถูกวางระเบิด แต่ทั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ

เครื่องบินแอร์บัส เอ-321 ของสายการบินโคกาลีมาเวีย ที่เดินทางออกจากเมืองตากอากาศชาร์ม เอล-เชค แถบทะเลแดง เพื่อมุ่งหน้าสู่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซีย หายไปจากจอเรดาร์หลังจากเริ่มออกเดินทางเพียง 23 นาทีขณะบินอยู่ที่ระดับความสูง 9,500 เมตร (31,000 ฟุต) และต่อมาพบซากเครื่องบินลำนี้บริเวณเขตฮาสซานา แถบคาบสมุทรไซนายแล้ว โดยเครื่องบินมีสภาพขาด 2 ท่อน ส่วนหนึ่งมีไฟลุกไหม้ และอีกส่วนชนเข้ากับก้อนหิน

เครื่องบินลำดังกล่าวมีผู้โดยสารและลูกเรือจำนวน 224 คน โดยผู้โดยสารทั้งหมดเป็นชาวรัสเซีย สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าขณะนี้พบร่างผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 100 ศพ

นายฟิลิป แฮมมอนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธหลังการประชุมคณะกรรมการจัดการวิกฤตการณ์ของรัฐบาล ว่า มีความเป็นไปได้ยิ่งที่สาเหตุการตกของเครื่องบินนี้มาจากระเบิดที่อยู่บนเครื่อง

นายแฮมมอนด์กล่าวด้วยว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือพลเมืองอังกฤษที่อยู่ที่นั่นในการอพยพออกมาหากมีสถานการณ์ที่ต้องใช้มาตรการความปลอดภัยพิเศษ และอังกฤษได้สั่งระงับเที่ยวบินทุกเที่ยวที่จะเดินทางไปและกลับจากเมืองตากอากาศชาร์ม เอล-เชค ซึ่งเป็นต้นทางของเครื่องบินลำที่ประสบอุบัติเหตุอย่างไม่มีกำหนด

ก่อนหน้านี้ นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เปิดเผยว่าอังกฤษได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการบินไปประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยที่ชาร์ม เอล-เชค

แต่นายซาเมห์ ชุกรี รัฐมนตรีต่างประเทศอียิปต์ บอกว่าการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญของอังกฤษเป็นเรื่องเร็วเกินไป เขาบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า อียิปต์ได้ใช้ “มาตรการพิเศษ” ในการเพิ่มความปลอดภัยที่สนามบิน ชาร์ม เอล-เชคแล้ว และอียิปต์ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของกลุ่มนักรบจิฮัดซึ่งใกล้ชิดกับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่ว่าเป็นปฏิบัติการของพวกเขา

ส่วนทางด้านผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น
ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ผู้ไม่ประสงค์จะไม่เปิดเผยนาม บอกกับสำนักข่าวเอพีว่า หลังสกัดข้อมูลจากการสื่อสารการบินออกมาได้พวกเขาได้ “ข้อสรุปเบื้องต้น” ว่ากลุ่มที่สัมพันธ์กับไอเอสที่อยู่ในคาบสมุทรไซนายได้วางระเบิดไว้บนเครื่องบินลำดังกล่าว และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อีกคนหนึ่ง กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเป็นการวางระเบิด”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทั้งสองย้ำว่าขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์หลักฐานทางนิติเวช รวมถึงบันทึกการสื่อสารการบิน

สำนักข่าวอเมริกันรายงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ดาวเทียมของกองทัพได้ตรวจจับ “ประกายแสงวาบจากความร้อน” เหนือคาบสมุทรไซนายขณะที่เครื่องบินตกและกำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ว่า ประกายแสงจากความร้อนที่ตรวจพบนี้อาจเกิดจากระเบิด ถังเชื้อเพลิงหรือเครื่องยนต์ระเบิดก็เป็นได้