รองโฆษกอัยการแจงคดีหลานพลทหารวิเชียร อัยการนราฯสั่งสอบเพิ่ม หลังเจ้าของสำนวนสั่งฟ้อง

 

นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ (ที่มาภาพ profile ใน LINE)

รองโฆษกอัยการแจงคดีหลานพลทหารวิเชียร อัยการนราฯสั่งสอบเพิ่ม หลังเจ้าของสำนวนสั่งฟ้อง

Posted: 23 Sep 2016 11:31 PM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

24 ก.ย. 2559 หลังจากเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ หลานพลทหารวิเชียร เผือกสม เดินทางไปยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด ณ สำนักงานอัยการ ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ และเดินทางไปยื่นหนังสือต่อหัวหน้าอัยการ กรมพระธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียรในฐานความผิดตาม มาตรา 289 (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากเป็นกรณีที่พลทหารวิเชียรถูกกระทำโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ส่วนกรณีคดของ นริศราวัลถ์ จากการโพสต์บอกเล่าเรื่องราวและร้องขอความเป็นธรรมกรณีพลทหารวิเชียรบนอินเตอร์เน็ตนั้น นริศราวัลถ์ เปิดเผยว่า พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนด้แจ้งต่อตนด้วยวาจาว่าได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องต่อศาล โดยระบุว่าความเห็นพนักงานสอบสวนที่สรุปมาในสองข้อหาคือ 1) ข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร  2) ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ  ขณะนี้สำนวนอยู่ที่อัยการจังหวัดนราธิวาส พิจารณาและมีคำสั่งต่อไป (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

วันเดียวกัน (23 ก.ย.59) มติชนออนไลน์ รายงานว้า ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีมีข่าวว่า อัยการมีคำสั่งฟ้อง นริศราวัลถ์ ดังกล่าวว่า คดีนี้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนมาให้สำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส โดยตนทราบข้อมูลจาก อารยะ กระโหมวงศ์ อัยการจังหวัดนราธิวาส ว่าคดีนี้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนมาแบบไม่มีตัวผู้ต้องหา ในสำนวนมีเอกสารหลักฐานในส่วนของผู้เสียหายที่กล่าวหา แต่ยังไม่มีข้อมูลการแจ้งข้อกล่าวหาและคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนมาให้อัยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 ระบุว่า ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ แต่เมื่อได้ความตามทางสอบสวนอย่างใด ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนให้พนักงานอัยการ ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ยุติการสอบสวนโดยสั่งไม่ฟ้อง และให้แจ้งคำสั่งนี้ให้พนักงานสอบสวนทราบ แต่ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสอบสวนต่อไป ให้สั่งพนักงานสอบสวนปฏิบัติเช่นนั้น ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้อง ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา ถ้าผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศ ให้พนักงานอัยการจัดการเพื่อขอให้ส่งตัวข้ามแดนมา

ประยุทธ กล่าวต่อว่า โดยเบื้องต้น รติ ช่อลำไย อัยการเจ้าของสำนวน ได้พิจารณาสำนวนเท่าที่มีอยู่ของพนักงานสอบสวน แล้ว รติ จึงเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ให้อัยการจังหวัดนราธิวาส พิจารณา โดย อารยะ อัยการจังหวัดนราธิวาส พิจารณาแล้วมีความเห็นสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมในหลายประเด็น อาทิ ฝ่ายผู้เสียหายมีการร้องทุกข์หลายท้องที่หรือไม่ รวมถึงเรื่องการเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการพิจารณาความเห็นของอัยการจึงยังไม่สิ้นสุด ไม่ใช่ความเห็นเด็ดขาดเพราะอัยการจังหวัดนราธิวาส สั่งสอบสวนเพิ่มเติม จึงต้องรอผลการสอบสวนเพิ่มเติม รวมทั้งล่าสุดที่ผู้ต้องหาได้ร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดเข้ามา

ประยุทธ กล่าวอีกว่า ที่มีข่าวออกมาว่าผู้ต้องหาให้การปฎิเสธ โดยมีการส่งตัวผู้ต้องหาไปยังอัยการนราธิวาสแล้วนั้น จริงๆแล้วยังไม่มีการส่งตัวผู้ต้องหาให้อัยการจังหวัดนราธิวาสแต่อย่างใด ดังนั้นการมีความเห็นเสนอสั่งคดีเบื้องต้นจึงเป็นการสั่งแบบไม่มีตัวตามขั้นตอนกฎหมาย ภายหลังหากได้ตัวผู้ต้องหาต้องรวบรวมคำให้การและพยานของผู้ต้องหาส่งมาให้อัยการพิจารณาต่อไป

ต่อกรณีคำถามว่าเมื่อผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร ประยุทธ กล่าวว่า จะรวบรวมเอกสารทั้งหมดส่งไปยังอัยการเจ้าของสำนวนเพื่อให้พิจารณาไปในคราวเดียวกันกับการพิจารณาสำนวนคดี หากเจ้าของสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องจะต้องรายงานให้อัยการสูงสุดรับทราบ แต่กรณีสั่งไม่ฟ้องจะต้องส่งสำนวนไปที่อธิบดีอัยการภาค 9 ก่อนเสนอให้อัยการสูงสุด ตามขั้นตอนที่เป็นระเบียบปฏิบัติ

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ศาลปกครอง สั่งสำนักนายกฯ จ่ายกว่า 8 แสน ให้พ่อแม่ ฟุรกอน ลูกชายวัย 18 ที่ถูกวิสามัญ

ศาลปกครอง สั่งสำนักนายกฯ จ่ายกว่า 8 แสน ให้พ่อแม่ ฟุรกอน ลูกชายวัย 18 ที่ถูกวิสามัญ

Posted: 01 Sep 2016 11:04 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

1 ก.ย. 2559 รายงานขาวจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมแจ้งว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา  เวลา 14.30 น. ศาลปกครองสงขลา (ศาลปกครองชั้นต้น) ได้อ่านคำพิพากษา คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ในคดีหมายเลขดำที่ 54/2556  ระหว่าง มะวาเห็ง มามะ ที่ 1 รูฆาย๊ะ มามะ ที่ 2 ผู้ฟ้องคดี กับ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3

ศาลปกครองสงขลา ได้พิพากษาให้ สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ชดใช้เยียวยาค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างอื่นในการปลงศพเป็นเงิน  105,500  บาท และค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายเป็นเงิน 720,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 825,500 บาท ( แปดแสนสองหมื่นห้าพันห้าร้อยบาท ) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้   คืนค่าธรรมเนียมศาลแต่บางส่วนตามส่วนของการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ในระหว่างการอ่านคำพิพากษาของศาลปกครอง รูฆาย๊ะ มามะ มารดาของ ฟุรกอน มามะ ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ร่ำไห้กลางห้องพิจารณาคดี ขณะที่ศาลได้อ่านในส่วนการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและสภาพศพของผู้ตาย

โดยศาลระบุว่า ว่าเมื่อตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุได้พบศพผู้ตาย ทราบชื่อในภายหลังว่า ฟุรกอน มามะ อายุ 18 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดคอกลมสีดำ กางเกงวอร์มสีฟ้า ไม่สวมรองเท้า พบบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนเข้าที่บริเวณกลางหลังค่อนไปทางขวา มีเลือดออกหูซ้าย พบบาดแผลฉีกขาดที่เข่าขวา ใกล้ศพพบปืนเล็กกล AK 47 จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนเสียบอยู่ มีกระสุนอยู่ในรังเพลิง 1 นัด ในซองกระสุน 20 นัด และลูกระเบิดขว้างชนิดเอ็ม 26 จำนวน 1 ลูก อยู่ในกางเกงวอร์มข้างขวา ซึ่งสภาพศพตรงกันกับรายงานการชันสูตรพลิกศพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเมื่อได้พิจารณาจากรายงานการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) ของกลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรากฏผลการตรวจสอบว่า ไม่พบสารพันธุกรรม (DNA) ของ ฟุรกอน ที่ลูกกระสุนปืน ด้ามปืน และไกปืน ที่เก็บตัวอย่างจากอาวุธปืนและลูกกระสุนปืนของกลางที่อยู่ใกล้ศพ ฟุรกอน ประกอบกับชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ รายงานการพิสูจน์ว่า ลูกระเบิดของกลางอยู่ในสภาพเสื่อมใช้การไม่ได้ ถึงแม้จะดึงสลักพร้อมห่วงนิรภัยออกจากตัวลูกระเบิดแล้วขว้างปาไปก็ไม่สามารถทำการระเบิดได้ เนื่องจากชนวนของลูกระเบิดเสื่อมสภาพ และรายงานผลการตรวจพิสูจน์สารประกอบวัตถุระเบิดและสารเสพติดเบื้องต้นด้วยเครื่องตรวจจับร่องรอยสสาร สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ตรวจไม่พบสารประกอบวัตถุระเบิดและสารเสพติดจากเสื้อผ้าของ ฟุรกอน  ประกอบกับคำให้การของพยานบุคคลซึ่งอยู่ในเหตุการณ์หลายปากทั้งเจ้าหน้าที่และเพื่อนๆ ของ ฟุรกอน ที่ให้การกับพนักงานสอบสวน

เมื่อได้ประมวลถ้อยคำพยานบุคคลประกอบกับพยานเอกสารหลักฐานทางราชการแล้ว จึงรับฟังได้ว่าฟุรกอนผู้ตายมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้าย  อีกทั้งในสำนวนคดีก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องระหว่าง ฟุรกอน กับ อาบีดีน บุคคลตามหมายจับ ข้อมูลของทางราชการก็ไม่ปรากฏว่า ฟุรกอน มีมีประวัติอาชญากรใด ๆ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้แต่อย่างใด และแม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า พบอาวุธปืนเล็กกล AK 47 อยู่ใกล้ศพ และลูกระเบิด เอ็ม 26 อยู่ในกระเป๋ากางเกง ของ ฟุรกอนผู้ตาย แต่ก็ไม่อาจยืนยันหรือชี้ชัดได้ว่าอาวุธปืนและวัตถุระเบิดดังกล่าวเป็นของ ฟุรกอน ผู้ตาย เนื่องจากการตรวจสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่พบสารพันธุกรรม (DNA) ของ ฟุรกอน ที่ลูกกระสุนปืน ด้ามปืน และไกปืน ประกอบกับ ฟุรกอน ผู้ตาย เป็นเพียงเยาวชน ซึ่งในขณะเกิดเหตุถูกยิงเสียชีวิตมีอายุเพียง 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และมีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนเข้าที่กลางหลังค่อนไปทางขวา มีเลือดออกหูซ้าย พบบาดแผลฉีกขาดที่เข่าขวา กระสุนปืนทำลายอวัยวะช่องอก คอ และศีรษะ จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า ฟุรกนอน ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นดังกล่าว

รูฆาย๊ะ มามะ ได้กล่าวว่า ตนยังจำชุดที่ลูกชายสวมใส่ก่อนออกจากบ้านไป และสภาพศพของลูกชายที่ถูกยิงกลางหลังติดตาอยู่จนถึงปัจจุบัน  แม้จะเสียใจอย่างยิ่งที่เสียลูกชายไป แต่ก็พอทำให้เกิดความรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าลูกชายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ และ พ้นข้อกล่าวหาในเรื่องอาวุธปืนและระเบิด แม้ว่าเขาจะจากม๊ะไปนานแล้วก็ตา

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ก่อนฟ้องคดีปกครอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 500,000 บาท จากศอ.บต


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ ลักษณะการก่อเหตุระเบิด 7 จังหวัดใต้ เป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็น

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ ลักษณะการก่อเหตุระเบิด 7 จังหวัดใต้ เป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็น

แอนโทนี เดวิส นักวิเคราะห์ประจำประเทศไทยของกลุ่มไอเอชเอส – เจนส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลข่าวความมั่นคงและการทหาร ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยและให้ความเห็นถึงการก่อเหตุวางระเบิดในหลายจังหวัดในช่วงสองวันที่ผ่านมาว่า ถ้าดูจากลักษณะของการปฏิบัติการและอาวุธที่ใช้แล้วจะเห็นได้ชัดว่า กลุ่มที่มีศักยภาพในการลงมือก่อเหตุหนนี้มีอยู่กลุ่มเดียวคือกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งก่อเหตุแสดงการต่อต้านรัฐบาลตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาในสามจังหวัดภาคใต้

เดวิสชี้ว่า ปฏิบัติการในระดับนี้ที่สามารถลงมือพร้อมกันได้ใน 7 จังหวัด ต้องใช้คนจำนวนมาก และต้องวางแผนมาอย่างดี ต้องใช้เวลาในการประสานงาน ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถลงมือทำได้ภายในไม่กี่วันและต้องอาศัยเครือข่ายคนในประเทศสนับสนุน ส่วนอาวุธที่ใช้เป็นวัตถุระเบิดขนาดเล็กพกพาได้ง่าย ความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์แต่ละจุดไม่ได้มากนักแต่สร้างผลกระทบสูง นี่เป็นลักษณะการลงมือของกลุ่มบีอาร์เอ็นทั้งสิ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ใช้โซเซียลมีเดียจำนวนมากคาดการณ์กันว่า เรื่องนี้เป็นฝีมือของกลุ่มคนบางส่วนในกองทัพที่มีความไม่พอใจในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่จะมีการโยกย้ายกำลังทหารบางส่วนออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เดวิสชี้ว่า จริงอยู่ในทางศักยภาพ พวกเขาอาจจะสามารถลงมือได้ แต่เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้และไม่สมเหตุสมผลอย่างสิ้นเชิง

“ถ้าเราดูลักษณะของการลงมือ การใช้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก การทำให้เกิดเพลิงไหม้ การใช้ระเบิดแสวงเครื่องแบบทำให้เกิดเพลิงไหม้ รวมทั้งปฏิบัติการที่สามารถประสานงานกันได้อย่างดี แต่ละแห่งเป็นปฏิบัติการที่ไม่ใหญ่มาก แต่ว่าจะต้องใช้คนอาจจะไม่ต่ำกว่า 30 คน ขณะที่ตัวปฏิบัติการไม่ได้ต้องการจะสร้างความเสียหายแบบทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณการลงมือของกลุ่มบีอาร์เอ็นทั้งสิ้น”

“ผมว่ามันไม่ใช่กลุ่มไอเอส คนลงมือพยายามจะบอกว่า พวกเขาไม่ใช่นักฆ่าที่มุ่งหมายสังหารคนจำนวนมาก แม้ว่าจะทำได้แต่เลือกที่จะไม่ทำ”

เดวิสชี้ว่า บีอาร์เอ็นเคยพยายามก่อเหตุระเบิดรถยนต์ในภูเก็ตแต่ไม่เกิดระเบิดขึ้น ส่วนเหตุที่สมุยระเบิดทำงาน แต่สำหรับหนนี้ ทางกลุ่มเลือกใช้วัตถุระเบิดขนาดเล็กที่ทำงานง่ายกว่าระเบิดรถยนต์ และก่อเหตุในจุดที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ไม่ได้สร้างความเสียหายสูงมาก แต่ก็กระทบต่อความเชื่อมั่นและตกเป็นข่าวไปทั่วโลก “เป็นปฏิบัติการที่ลงแรงน้อย แต่ได้ผลสูง” ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้เขาเชื่อว่าเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็นอย่างแน่นอน

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ว่า เหตุระเบิดครั้งนี้อาจจะเป็นฝีมือของคนในกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ เดวิสชี้ว่า เขาสงสัยอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นคนลงมือ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อผลการลงประชามติและต้องการลดความน่าเชื่อถือของคสช. นั้น เมื่อคำนึงถึงเหตุผลและเวลาของการลงมือนับว่าไม่สอดคล้องกัน ตลอดจนศักยภาพก็ไม่น่าจะทำได้

“เมืองไทยลงประชามติวันที่ 7 ส.ค. เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 11-12 ส.ค. พวกเขาจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้โดยมีเวลาเตรียมการแค่สามวัน มันจะเป็นไปได้อย่างไร การลงมือในระดับนี้ต้องการการเตรียมตัวที่ยาวนาน” นอกจากนี้ เดวิสชี้ว่า ทหารติดตามความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมาช้านาน แกนนำเสื้อแดงทุกคนล้วนถูกจับตา เจ้าหน้าที่มีข้อมูลของพวกเขาไม่ว่าที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ การจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ระแคะระคายเลยนั้น นับเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้

ยังมีผู้เสนอว่า เหตุระเบิดหนนี้อาจจะเป็นฝีมือของกลุ่มจากต่างประเทศ เช่นอุยกูร์ที่ต้องการปรามทางการไทย ไม่ให้ส่งตัวผู้หนีภัยอุยกูร์ให้จีนดังเช่นที่เคยกระทำเมื่อปีที่แล้วอีกหรือไม่ เดวิสชี้ว่า ปฏิบัติการในระดับนี้ครอบคลุมหลายพื้นที่ ต้องการคนที่มีความรู้ในพื้นที่แต่ละจุดเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อประสานงานเตรียมการ เขาไม่เชื่อว่าอุยกูร์มีคนอยู่ในเมืองไทยที่มีศักยภาพมากพอที่จะทำได้

เมื่อถามถึงมูลเหตุจูงใจ ว่าเหตุใดบีอาร์เอ็นจึงต้องการลงมือในขณะที่กำลังพูดคุยอยู่กับรัฐบาล แม้ว่าขณะนี้การพูดคุยจะยังไม่มีเค้าเดินหน้า แต่ก็ถือได้ว่ายังไม่ได้หยุดไปเสียทีเดียว แอนโทนี เดวิสกล่าวว่า แม้จะมีการพูดคุย แต่เป็นที่รู้กันว่าปีกการทหารของบีอาร์เอ็นไม่พอใจกับการพูดคุยนั้น เขาเชื่อว่านี่อาจจะเป็นการส่งสัญญาณให้ทางการไทยเอาจริงเอาจังเสียที โดยบอกเป็นนัยว่า ทางกลุ่มสามารถจะสร้างความเสียหายได้มากกว่านี้ถ้าต้องการ และแม้เจ้าหน้าที่อาจจะมีกำลังคนร่วม 7 หมื่นคนในสามจังหวัดภาคใต้ แต่ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ไม่มีกำลังดูแลมากขนาดนั้น

เดวิสระบุว่า เขาเชื่อว่าบีอาร์เอ็นต้องการบอกอะไรสักอย่างกับรัฐบาลทหารของไทยผ่านการลงมือหนนี้ และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงจะอ่านออก แต่สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือสังคมไทยอาจจะไม่มีวันได้รู้อย่างชัดเจนเลยว่า ใช่บีอาร์เอ็นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรอการแถลงยืนยันความรับผิดชอบ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มบีอาร์เอ็นไม่เคยแสดงตัวรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ใด ๆ

บีบีซีไทยส่งคำถามไปยังอาบูฮาฟิส อัลฮากิม แห่งกลุ่มมารา ปาตานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่บีอาร์เอ็นและขบวนการกลุ่มอื่นในภาคใต้เข้าร่วมเพื่อพูดคุยกับรัฐบาล ได้รับคำตอบว่า มารา ปาตานี เป็นกลุ่มที่ทำงานทางการเมือง ย่อมไม่ลงมือก่อเหตุ แต่ในเรื่องของสมาชิกมารา ปาตานีนั้น ต้องไปถามแต่ละกลุ่มเอาเองว่า พวกเขามีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด

ที่ผ่านมา บีอาร์เอ็นยังไม่เคยมีถ้อยแถลงแสดงความรับผิดชอบในการก่อเหตุครั้งใดทั้งสิ้น และไม่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเช่นเดียวกัน

 

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

กสม.-เพื่อไทย ประณามเหตุรุนแรงภาคใต้ แอมเนสตี้ฯ-อียู-ทูตสหรัฐฯ แสดงความเสียใจ

กสม.-เพื่อไทย ประณามเหตุรุนแรงภาคใต้ แอมเนสตี้ฯ-อียู-ทูตสหรัฐฯ แสดงความเสียใจ

Posted: 12 Aug 2016 09:33 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

12 ส.ค. 2559 จากเหตุการณ์ความรุนแรงในย่านเศรษฐกิจและสถานที่ท่องเที่ยวหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 11 ต่อเนื่องวันที่12 ส.ค. นั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์ ประณามผู้ก่อเหตุดังกล่าว โดยระบุว่าการที่ผู้ก่อความไม่สงบใช้วัตถุระเบิด รวมถึงลอบวางเพลิงในยามวิกาล เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงสูงสุด และโหดร้ายทารุณไร้มนุษยธรรม เป็นการสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน ทำลายความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย หากเหตุการณ์เหล่านี้ยังดำเนินต่อไป คาดว่าจะขยายพื้นที่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น กสม.เรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุยุติการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทันที ไม่ว่าจะมีแรงจูงใจในการก่อเหตุใด ๆ ก็ตาม ขณะที่สื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ รวมถึงประชาชนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ จะต้องยุติการเผยแพร่ภาพศพผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บในลักษณะต่าง ๆ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แอมเนสตี้ฯ ชี้เป็นความเลวร้าย-ไม่เคารพสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่

เช่นเดียวกับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ชี้เหตุระเบิดที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งโจมตีแหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทยตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ถือเป็นการใช้ความรุนแรงที่เลวร้าย ควรต้องมีการสอบสวนอย่างเต็มที่ และนำตัวผู้รับผิดชอบเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

จากเหตุระเบิดสี่ครั้งในเขตเทศบาลหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และหลายจุดในจ.ภูเก็ต แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมทั้งในจังหวัดตรังทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสี่คนและได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน
แชมพา พาเทล (Champa Patel) ที่ปรึกษาอาวุโสงานวิจัย สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่าไม่มีความชอบธรรมใดๆ ในการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายและกระทำด้วยความจงใจเช่นนี้ถือเป็นการไม่คำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะมีชีวิต การใช้ความรุนแรงเช่นนี้แสดงถึงการไม่เคารพต่อสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง
“ต้องมีการนำตัวผู้รับผิดชอบเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องทางการไทยให้มีแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม สอดคล้องกับพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” แชมพา พาเทล กล่าว พร้อมระบุว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีเหล่านี้

เพื่อไทยแถลงประณาม พร้อมแสดงความเสียใจ

พรรคเพื่อไทยยังได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีเหตุระเบิดครั้งนี้ เพื่อแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ได้รับความเสียหายทางด้านทรัพย์สิน ทั้งยังได้ประณามผู้ที่ใช้ความรุนแรง และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย พรรคเพื่อไทยยังระบุว่าจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมฝ่าฟันปัญหาอย่างมีสติ รอบคอบ ให้ผ่านพ้นปัญหาไปด้วยดี

อียู-ทูตสหรัฐฯ แสดงความเสียใจ

สหภาพยุโรป หรือ อียู ได้ออกแถลงการณ์โดยโฆษกของ เฟเดริกา โมเกรินี ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปและรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เรื่องการโจมตีด้วยระเบิดในประเทศไทย ระบุว่า เมืองหลายแห่งในประเทศไทยตกเป็นเป้าหมายในการวางระเบิดหลายจุด ทำให้มีประชาชนไทยและนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและบาดเจ็บ
สหภาพยุโรปขอแสดงความเห็นใจต่อประชาชนคนไทย และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งแก่ครอบครัวของผู้ประสบภัย และขอให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว คณะผู้แทนสหภาพยุโรปในกรุงเทพ พร้อมที่จะช่วยเหลือพลเมืองอียูที่ได้รับผล กระทบจากการโจมตี และคงประสานงานกับสถานทูตของประเทศสมาชิกในกลุ่มอียูในประเทศไทย
ขณะที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘U.S. Embassy Bangkok’ ของสถานเอกอัครราชทูต สหรัฐอเมริกา ประจําประเทศไทย ได้โพสต์ด้วยว่า เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดในประเทศไทย ขอส่งความห่วงใยและเห็นใจยิ่งมายังผู้ประสบภัยและครอบครัว

สถานทูตต่างประเทศหลายแห่งเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปภาคใต้

เว็บไซต์สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเตือนให้พลเมืองระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ที่มีฝูงชน โดยระบุว่านอกจากจะเกิดระเบิดที่หัวหินและสุราษฎร์ธานีแล้ว กระทรวงต่างประเทศอังกฤษอยู่ระหว่างตรวจสอบรายงานเหตุการณ์ที่ภูเก็ต

เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศอังกฤษยังคงข้อมูลที่ชี้ว่ามีโอกาสที่จะเกิดภัยก่อการร้ายสูง เนื่องจากเกิดเหตุการณ์หลายครั้งในกรุงเทพฯ รวมทั้งเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 17ส.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย รวมทั้งชาวอังกฤษ

ด้านเฟซบุ๊กของสถานทูตแคนาดาให้ข้อมูลเตือนพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปจังหวัดภาคใต้ รวมทั้งหัวหินและภูเก็ต และให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีฝูงชนเช่นกัน ขณะที่เฟซบุ๊กของสถานทูตออสเตรเลียเตือนให้ระมัดระวังความปลอดภัยและติดตามข่าวสาร ฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงพื้นที่หัวหิน สุราษฎร์ธานี ป่าตอง ภูเก็ต


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เวลา 18.00 น. ตำรวจเข้มรักษาความปลอดภัยถนนข้าวสาร

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 12 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ การดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณถนนข้าวสาร แขวงตลาดยอด เขตพระนคร กรุงเทพฯ ภายหลังเกิดเหตุระเบิดซ้ำหลายจุดใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของสน.ชนะสงคราม ตำรวจท่องเที่ยว ตั้งจุดตรวจทางเข้าออกถนนข้าวสาร และซอยรามบุตรี เพื่อตรวจค้นของบุคคลและสิ่งของต้องสงสัยต่างๆ ซึ่งบรรยากาศภายในถนนข้าวสารมีการจัดงานถวายพระพร และยังคงมีนักท่องเที่ยว เดินจับจ่ายซื้อของกันตามปกติ

ด้าน พ.ต.อ.พิทักษ์ สุทธิกุล ผกก.สน.ชนะสงคราม กล่าวว่า ในส่วนพื้นที่รับผิดชอบของสน.ชนะสงคราม ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นที่พักอาศัยของนักท่องเที่ยวอยู่ 2 จุดใหญ่ คือภายในถนนข้าวสาร และถนนรามบุตรี โดยก่อนหน้านี่เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมาทาง พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร. ได้มีการปล่อยแถวระดมกวาดล้าง อาชญากรรม ตามมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ไปแล้วนั้น ซึ่งมีการเน้นย้ำเฝ้าระวังการก่อวินาศกรรมต่างๆเป็นพิเศษ และภายหลังเกิดเหตุระเบิดที่หัวหิน ทางสน.ชนะสงครามได้มีการวางมาตรการในการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นโดยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เทศกิจ อาสาฯโฮมการ์ด และผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหาร ในถนนข้าวสาร ให้ช่วยกันเฝ้าระวังบุคคลต้องสงสัย รวมไปถึงสิ่งแปลกปลอมในพื้นที่

2016-08-12_201837

นอกจากนี้ยังมีการขอกำลังตำรวจบก.อคฝ. อีก 1 หมู่ 10 นาย มาช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน ซึ่งจะมีการตั้งจุดตรวจทางเข้าออกถนนข้าวสารทั้งทางด้านถนนจักพงษ์ และถนนตะนาว และซอยรามบุตรี ด้านถนนพระอาทิตย์ และถนนจักรพงษ์ เพื่อเป็นการป้องปรามผู้ที่จะมาก่อเหตุไม่ให้เข้ามากระทำการได้ง่าย

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เกิดเหตุไม่สงบในภาคใต้หลายจุด ช่วงก่อนลงประชามติ

เกิดเหตุไม่สงบในภาคใต้หลายจุด ช่วงก่อนลงประชามติ

มีรายงานว่าเกิดเหตุการณ์เสียงดังคล้ายระเบิดขึ้นหลายจุดในจังหวัดนราธิวาส เช่นในพื้นที่อำเภอสุไหงโกลก ระแงะ รือเสาะ แว้ง ยี่งอ ตากใบ เจาะไอร้อง จะแนะ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบตามสถานที่เกิดเหตุต่าง ๆ

รายงานของเจ้าหน้าที่ระบุว่า เกิดเหตุระเบิดในช่วงเวลา 19.30-20.00 น. ที่สุไหงโกลก บริเวณหน้าโรงเรียนแสงธรรม บนถนนสายสุไหงโกลก – สุไหงปาดี ที่อำเภอบาเจาะ บนถนนสายบาเจาะ – บ้านทอน ในเขตเมืองที่บ้านทำเนียบ ตำบลลำภู อ.รามันที่ตำบลบารอ แห่งละหนึ่งลูก ที่ยี่งอ 2 ที่ตำบลมะรือโบ ที่อำเภอเจาะไอร้อง 3 ที่บ้านยานิง ตำบลจวบ ตากใบ 2 ที่ตำบลศาลาใหม่ อำเภอจะแนะ 4 ลูกที่ตำบลดุซงญอ ในเขตอำเภอแว้ง แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่มีรายงานความสูญเสีย

ส่วนที่อำเภอแว้งมีชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าเกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่กล้าออกนอกบ้าน นอกจากนี้ยังมีไฟฟ้าดับอีกหลายแห่ง เช่นที่บาเจาะ ศรีสาคร บูเกะตา ฯลฯ อย่างไรก็ตามรายงานเจ้าหน้าที่ระบุว่าต่อมาไฟฟ้าได้กลับมาใช้ได้ตามปกติในหลายแห่ง และประชาชนจำนวนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ที่รือเสาะในเขตเมืองยังมีผู้ออกไปสังสรรค์นอกบ้านกันตามปกติ

ส่วนเมื่อวานนี้มีรายงานการก่อเหตุหลายจุดในอำเภอบันนังสตาและธารโต ยะลา รายงานของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบภาคสี่ส่วนหน้าบอกว่าเหตุดังกล่าวเป็นการก่อกวนหรือก่อเหตุในเชิงสัญญลักษณ์ก่อนที่จะมีการลงประชามติเพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และมีการลงมือเรื่อยมาตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.จนถึงขณะนี้ โดยในอำเภอบันนังสตาเป็นการวางระเบิดแสวงเครื่องขนาดเล็กไม่มีสะเก็ดระเบิด รวมทั้งปะทัดยักษ์พร้อมกันหลายจุดทำให้มีผู้บาดเจ็บสองราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กวัยสี่ขวบ

ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้รายงานด้วยว่า หลายวันที่ผ่านมามีการก่อเหตุทั้งพยายามวางระเบิดและก่อกวนด้วยการพ่นสีเสปรย์บนป้ายต่าง ๆ โดยในช่วงวันที่ 1 ส.ค.มีผู้พ่นสีสเปรย์ตามป้ายบอกทางในสามจังหวัดรวมแล้ว 18 จุด โดนพ่นคำว่าประชามติแล้วมีกากบาทสีแดงทับ ในวันที่ 2 ส.ค.ยังมีการพ่นสีอีก 5 จุด ลอบวางระเบิดที่สะบ้าย้อยอีก 3 จุด ที่โคกโพธิ์ ปัตตานีอีก 1 จุด วันที่ 3 ส.ค.ลอบวางระเบิดที่อำเภอศรีสาคร นราธิวาส ทำให้คณะของนายอำเภอได้รับบาดเจ็บรวม 8 คน และยังมีผู้พยายามวางระเบิดที่ปั๊มน้ำมันริมถนนสายรามัน ตะโล๊ะหะลอ ตำบลกายูบาเกาะ อำเภอรามันทย ยะลา คืนวันที่ 4 ส.ค.มีผู้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในมัสยิดบ้านไทรม้า โคกโพธิ์ ปัตตานี มีเยาวชนอายุ 17 ปีถูกกระสุนได้รับบาดเจ็บ คืนเดียวกันมีผู้ใช้อาวุธปืนยิงราษฏรชายไม่ทราบชื่อได้รับบาดเจ็บที่อำเภอมายอ ปัตตานี

ศูนย์ประชาสัมพันธ์กอ.รมน.ภาคสี่ส่วนหน้าระบุว่า การเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฯที่มีการชี้นำและบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องเนื้อหารัฐธรรมนูญโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการศึกษาและศาสนาที่ไม่เป็นธรรมกับมุสลิม กลายเป็นปัจจัยหนุนเสริมให้มีกลุ่มฉวยโอกาสสร้างความรุนแรง อย่างไรก็ตามยืนยันว่าทางการจะติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษต่อไป

(ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ)


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

รายงานพิเศษ: ‘Hate Crime’ ทอม-เหยื่อแห่งความเกลียดชัง ในสังคมนิยมความเป็นชาย

รายงานพิเศษ: ‘Hate Crime’ ทอม-เหยื่อแห่งความเกลียดชัง ในสังคมนิยมความเป็นชาย

Posted: 30 Jul 2016 01:07 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ทอมเป้าอาชญากรรมจากความเกลียดชัง 10 ปีเกิดการฆาตกรรมทอมอย่างรุนแรง 11 ราย เชื่อยังมีการทำร้ายอีกมากที่ถูกปกปิด นักวิชาการชี้อคติและความเกลียดชังเป็นผลจากการนิยมความเป็นชายในสังคม มองทอมเป็นการคุกคามความเป็นชาย

ภาพจาก http://doublethink.us.com/paala/2012/11/27/hate-crime-in-alabama-stand-up-for-love/

คดีข่มขืนอุกฉกรรจ์อย่างคดี ‘น้องแก้ม’ จนถึงกรณี ‘ครูอิ๋ว’ สร้างความสะเทือนใจและความโกรธแค้นต่อสังคมโดยรวม เกิดกระแส ‘ข่มขืน=ประหาร’ ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ภายใต้เงามืดของความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิงนั้น จำนวนมากถูกซ่อนเร้นจากการรับรู้ การข่มขืนที่ปรากฏเป็นข่าวก็แค่ยอดภูเขาน้ำแข็งยอดเล็กๆ ที่ตัวภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาถูกปกปิดด้วยผิวน้ำจากความพิกลพิการในสังคมไทยที่มีต่อผู้หญิง

และเมื่อยิ่งเป็นผู้ที่มีเพศภาวะเป็นหญิง แต่มีอัตลักษณ์และเพศวิถีเป็น ‘ทอม’ ด้วยแล้ว ความรุนแรง การล่วงละเมิดทางเพศ และการข่มขืน ก็ดูเหมือนถูกปิดทับและไร้เสียงหนักข้อขึ้นไปอีก ไม่เพียงเท่านั้น ความรุนแรงหรือการล่วงละเมิดทางเพศต่อทอมกลับได้รับเสียงเชียร์หรือเห็นด้วยจากผู้ชาย

ในมุมมองของกฤตยา อาชวนิจกุล จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับ ‘ทอม’ ก็คืออาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง (Hate Crime) รูปแบบหนึ่ง

จาก http://hatecrime.osce.org/what-hate-crime ให้ความหมายของ Hate Crime หรืออาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังว่า เป็นอาชญากรรมที่มีแรงจูงใจจากอคติ ที่ส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยต่อปัจเจกบุคคล รวมถึงชุมชนและสังคม มี 2 เงื่อนไขที่จะเข้าข่ายการเป็นอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังคือ การกระทำนั้นต้องเป็นการกระทำที่ผิดกฎอาญา และสอง-ต้องเป็นการกระทำที่มีแรงจูงใจจากอคติ แรงจูงใจที่เกิดจากอคติมาจากการตีตรา การขาดขันติธรรม หรือจากความเกลียดชังโดยตรงที่มีต่อกลุ่มเฉพาะกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะร่วมกัน เช่น เชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา เพศวิถี หรือแม้แต่คนพิการก็อาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมจากความเกลียดชังได้

“พวกทอมนี่แอคชั่นมันสูงจริงๆ”

สถิติคดีอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2556-2557 เฉพาะที่ผู้หญิงถูกทำร้าย พบว่า มีการรับแจ้งเหตุผู้หญิงถูกทำร้าย 28,714 ราย ในจำนวนนี้มีการแจ้งความดำเนินคดีเพียง 12,245 ราย หรือไม่ถึงครึ่งของจำนวนที่รับแจ้งทั้งหมด และมีการจับกุมได้เพียง 3,673.5 ราย ส่วนที่หลบหนีและเคลียร์คดีมีอยู่ 2,081.65 ราย ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงที่มีต่อผู้หญิงมีการจับกุมได้ร้อยละ 13 เท่านั้น

กฤตยา อธิบายว่า ข้อเท็จจริงทั้งในไทยและต่างประเทศ ผู้หญิง ซึ่งรวมถึงทอมถูกล่วงละเมิดทางเพศ จำนวนมากจะไม่แจ้งความ อย่างไรก็ตาม ในไทยยังไม่มีการเก็บสถิติที่เกิดกับทอม แต่เมื่อผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศจะทำและรู้สึกคือเงียบ รู้สึกละอาย และรู้สึกว่าเป็นบาปกรรมของตน

“เพศภาวะทอมเป็นเพศภาวะที่คุกคามความเป็นชาย ทั้งที่โดยตัวทอมแต่ละคน ไม่ได้ไปคุกคามใคร แต่ความเป็นทอม ไม่มากก็น้อย มันไปคุกคามความเป็นชายที่อยู่ในวิธีคิดของผู้ชายที่ถูกสร้างขึ้นมา แล้วผู้หญิงก็เชื่อแบบนั้นด้วย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีพ่อแม่ที่จ้างคนมาข่มขืนลูกหรอก”

จากการรวบรวมของกฤตยา ยังพบว่า มีข่าวอาชญากรรมรุนแรงที่เกิดกับทอม 11 ราย ตั้งแต่สิงหาคม 2549-เมษายน 2559 ซึ่งสภาพการก่อคดีมีความรุนแรง เช่น การข่มขืนและรัดคอจนเสียชีวิต การเผาทั้งเป็น การใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะและฟันด้วยมีด เป็นต้น

อคติและความเกลียดชังยังเผยให้เห็นได้ตามโลกโซเชียล มิเดีย อย่างกรณีข่าวเสก โลโซ ทำร้ายทอม ในเฟซบุ๊กของข่าวสด จะพบว่าความคิดเห็นท้ายข่าวจำนวนหนึ่งแสดงออกชัดเจนถึงอคติและความเกลียดชัง เช่น “ทอมมักแสดงออกว่าตนเองเป็นผู้ชาย แต่พอสู้ไม่ได้ก็อ้างว่าตนเองเป็นผู้หญิงใช้ปะ” “กูเคยคบกับทอมคนหนึ่งมันชอบโชว์เก๋า ใช้คำพูดห้าวๆ แบบไม่สนใจใคร ทำอะไรเหมือนผู้ชาย วันนั้นมันชวนผมกินเหล้าที่บ้าน พอมันเมาหลับ ผมเลยจัดไปสองดอก เช้ามาเรียกผัวจ๋าซื้อข้าวให้เมียหน่อย ยุติความเป็นทอมตั้งแต่วันนั้น” หรือ “จากที่อ่านดู พวกทอมนี่แอคชั่นมันสูงจริงๆ น่ะ ถ้าเทียบกับผู้ชายแท้ๆ ผมเป็นเสกผมก็จัดเหมือนกัน” เป็นต้น

ความเป็นชายที่ถูกคุกคาม

เหตุใดความเป็น ‘ทอม’ จึงถูก ‘หมั่นไส้’ ถูก ‘เกลียดชัง’ ได้รุนแรงเพียงนี้ คำอธิบายหนึ่งที่ถูกพูดถึงก็คือ ทอมเป็นการคุกคามความเป็นชายของผู้ชาย

“เพศภาวะทอมเป็นเพศภาวะที่คุกคามความเป็นชาย ทั้งที่โดยตัวทอมแต่ละคน ไม่ได้ไปคุกคามใคร แต่ความเป็นทอม ไม่มากก็น้อย มันไปคุกคามความเป็นชายที่อยู่ในวิธีคิดของผู้ชายที่ถูกสร้างขึ้นมา แล้วผู้หญิงก็เชื่อแบบนั้นด้วย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีพ่อแม่ที่จ้างคนมาข่มขืนลูกหรอก” กฤตยา กล่าว

ในบทความ ‘“ทอมไทยและเทศ” บนจอและแผ่นกระดาษ: การวิพากษ์แนวคิดอัตลักษณ์ความเป็นชายขอบ (Marginality) ของ “ทอม” ในงานวรรณกรรมและภาพยนตร์ยอดนิยมของไทยและตะวันตก’ โดยวริตตา ศรีรัตนา อักษรศาสตร์บัณฑิต (ภาษาอังกฤษ) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายไว้ว่า

‘…จะเห็นได้ว่าคำนิยามที่ยกมานั้นเต็มไปด้วยทัศนคติตายตัวทั่วไป (stereotypes) ต่างๆ เช่น ทอม เป็นผู้ที่หยาบโลน สำส่อน อันส่อนัยยะว่าการเป็นทอมเป็นเรื่องที่ผิดบาปดังกล่าว เป็นการคิดตามแบบแผนของ “เพศเดียว” (one-sex model) อันค้ำจุนปิตาธิปไตยอย่างชัดเจน เพราะการตีตราทอมว่าเป็นเรื่องเลวร้ายนั้นแสดงให้เห็นว่าความเป็นชายในตัวของผู้หญิงได้ถูกมองว่าเป็นเศษเดนของความเป็นชายกระแสหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ความเป็นชายของผู้ชายนั้นเป็นสิ่งแท้แน่นอน

‘“ทอม” ถูกหยามว่าเป็นการลอกเลียนแบบ (imitation) บทบาทและเพศสภาวะความเป็นชาย (masculinity) อันไร้ค่าและไร้รสนิยม และถูกกำราบด้วยความเชื่อที่ว่า “ทอม” จะหายเป็น “ทอม” ก็ต่อเมื่อได้ “ลองของจริง” กับผู้ชาย’

ความรู้สึกไม่มั่นคง ถูกคุกคาม ความเชื่ออันบิดเบี้ยว เป็นบ่อเกิดความรุนแรงที่กระทำต่อทอม ผ่านถ้อยคำจำพวกแก้ทอมหรือเปลี่ยนทอมให้เป็นเธอ เป็นต้น

แก้ทอม ซ่อมดี้ ความรุนแรงจากถ้อยคำสู่กายภาพ

เกิดเป็นวาทกรรมประเภทแก้ทอม ซ่อมดี้, เปลี่ยนทอมให้เป็นเธอ, โครงการคืนสตรีแก่สังคม หรือนิ้วเย็นๆ หรือจะสู้เอ็นอุ่นๆ ซึ่งล้วนแต่แฝงเร้นความรุนแรงไว้ในถ้อยคำและวิธีคิดที่สะท้อนออกมาทั้งสิ้น

เอกสารของสมาคมเพศวิถีศึกษาจากงานเสวนาสาธารณะ ‘แก้ทอม ซ่อมดี้ เป็นความรุนแรง #เลิกเหอะ’ ระบุว่า ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากนักกิจกรรมที่ทำงานด้านสุขภาวะทางเพศในชุมชนและจากนักกิจกรรมที่ทำงานด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ พบว่า ในชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่หรือในพื้นที่ที่เข้าไปทำงาน มักพบปรากฏการณ์ทอมถูกข่มขืนในหลายพื้นที่ แต่ที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อ เนื่องจากส่วนใหญ่มักจะยอมความ หรือบางครั้งอาจไม่สามารถจะระบุตัวผู้กระทำได้ เพราะถูกล่วงละเมิดในขณะที่มึนเมา บางรายตั้งครรภ์จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผลที่ตามมานอกจากพวกเธอจะต้องเผชิญกับความอับอาย การถูกประทับตราจากสังคมว่าเป็นผู้ที่มีมลทินทางเพศเช่นเดียวกับผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศแล้ว พวกเธอยังต้องเผชิญกับความรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าในศักดิ์ศรีและความเป็นบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างของตัวเอง เนื่องจากความไม่เข้าใจ อคติ และความเกลียดชังบุคคลรักเพศเดียวกันทั้งจากบุคคลในครอบครัวและบุคคลรอบข้าง

อาทิตยา อาษา นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องวาทกรรมแก้ทอม ซ่อมดี้ ในสื่อออนไลน์ อธิบายว่า วาทกรรมแก้ทอม ซ่อมดี้ เป็นวาทกรรมที่ใช้ควบคุม กำกับ บุคคลที่มีเพศสรีระเป็นผู้หญิงไม่มีให้มีพฤติกรรมที่เกินกว่าผู้หญิง หรือไม่เหมาะสมกับความเป็นหญิง เช่น ทอมหรือดี้ที่มีพฤติกรรมออกนอกลู่นองทางจากความเป็นหญิง โดยวิธีการควบคุมคือการสร้างความหวาดกลัวในเรื่องเพศด้วยการใช้อวัยวะเพศชายเป็นแกนหลักในการควบคุม เช่น เจอของจริงแล้วจะหาย แก้ทอม ซ่อมดี หมายถึงว่าทอมกับดี้เป็นของเสียที่สามารถซ่อมและแก้ไขให้เป็นปกติได้ โดยการแก้ไขนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องชี้ให้เห็นรสชาติของความเป็นชาย

“คนที่ซ่อมก็คิดว่าตนเองเป็นผู้ผดุงความถูกต้องในเรื่องเพศ ทำให้ทอมหรือดี้กลับไปเป็นผู้หญิงได้ เป็นข้อความที่พบได้ในอินเตอร์เน็ต”

ทอม เหยื่อความรุนแรงจากความเกลียดชัง

วาทกรรมข้างต้นแปรรูปเป็นความรุนแรงเชิงกายภาพกับทอมจริงๆ ทิพย์อัปสร ศศิตระกูล จากสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย เล่าว่า กรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งเกิดเหตุกับทอมสามราย หนึ่งในสามถูกฆาตกรรม แต่ก่อนถูกฆาตกรรมถูกข่มขืนก่อนโดยเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ เพียงเพราะไม่ชอบพฤติกรรมของทอมที่มาตามจีบผู้หญิงที่ตนชอบ ส่วนอีกสองรายถูกรุมโทรม ซึ่งก็ไม่มีการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแต่อย่างใด

วี ทอมคนหนึ่งในภาคใต้ เล่าให้ฟังว่า รู้ตัวว่าชอบผู้หญิงตอน ม.4 หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนการแสดงออกของตนเป็นผู้ชาย ตอนนั้นเป็นเรื่องยากที่พ่อแม่ขอวีจะยอมรับ แต่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยทางครอบครัวก็ให้ความยอมรับกับตัวตนของวีมากขึ้น ในแง่การใช้ชีวิตประจำวัน วีบอกว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จะมีก็การถูกเลือกปฏิบัติในการสมัครงานครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้ว่าหมายความว่าวีจะรอดพ้นจากการถูกคุกคามทางวาจาและร่างกาย

“คนที่ซ่อมก็คิดว่าตนเองเป็นผู้ผดุงความถูกต้องในเรื่องเพศ ทำให้ทอมหรือดี้กลับไปเป็นผู้หญิงได้ เป็นข้อความที่พบได้ในอินเตอร์เน็ต”

“ก็มีบ้างจากผู้ชาย เวลาไปเที่ยว โดนตีตรา บอกว่าทอมยังไงก็เป็นผู้หญิง ข่มขู่ คือไม่รู้จักกัน ก็มาพูดว่ามีดีตรงไหน มีแค่นิ้ว จะเจอแบบนี้บ่อยมาก เราไม่ได้ตอบโต้ เพราะเราไม่ได้รู้จักเขาก็เฉยๆ ไว้ แต่สามสี่เดือนที่ผ่านมา โดนทหารกระทืบ ก็ไม่เข้าใจว่าเขาหมั่นไส้เราหรือเห็นเราเป็นผู้ชายหรือเปล่า เราไปเที่ยวกับเพื่อน เป็นทอมหมดเลย ผับปิด กำลังจะกลับ เขาเมา เขาตีกันอยู่กับผู้ชายอีกกลุ่มหนึ่งอยู่แล้ว สักพักก็ลากพี่คนหนึ่งที่เป็นทอมเหมือนกันเข้าไปต่อย ไปกระทืบ เราเข้าไปช่วยก็เลยโดนลูกหลงไปด้วย ส่วนพี่คนนั้นก็หูฉีกไป มีการแจ้งความที่โรงพัก ผลปรากฏว่าก็เงียบไป เขาไม่ยอมมาแสดงตัวรับผิดชอบ เพราะเขาก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ”

ด้าน ศรัทธารา หัตถีรัตน์ ผู้ประสานงาน ILGA Asia และนักกิจกรรม LGBT กล่าวถึงงานศึกษาเรื่องความรุนแรงต่อ LBT ในเอเชีย 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ปากีสถาน ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ ของ OutRight ที่ได้ข้อสรุปเหมือนกันว่าความรุนแรงต่อ LBT พบได้ทั่วไป และลักษณะที่เห็นได้ชัดคือความรุนแรงทางจิตใจ โดยผู้ที่กระทำหลักคือครอบครัวและแวดวงคนรู้จักของ LBT เอง ขณะที่ในไทยนั้นยังไม่มีงานศึกษาที่ชี้ชัดในประเด็นนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ตรงกันข้าม มันอาจเป็นความรุนแรงที่หลบซ่อนจากสายตาของสังคม

“แต่สิ่งที่นักกิจกรรมมาคุยกัน เรามีความรู้สึกว่าความรุนแรงต่อทอม ดี้ เลสเบี้ยน ไบเซ็กช่วล บนฐานของความเป็นผู้หญิง มันจะมีความจำเพาะ คือมันอาจจะถูกปิดซ่อน มองไม่เห็น เพราะว่าผู้หญิงจะไม่เอ่ยออกมาเวลาถูกกระทำความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงทางเพศ อีกอย่างก็คืออาจจะมีรูปแบบที่แตกต่างจากความรุนแรงต่อผู้ชายหรือคนที่สังคมมองว่าเป็นเพศชาย เช่น กะเทย ความรุนแรงรูปแบบอื่นที่เราระดมสมองกัน เช่น ไม่ให้เลี้ยงลูก ไม่เป็นแม่ที่ดี มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ถูกตัดออกจากลูก

“ถ้าถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือท้องโดยไม่พร้อมก็จะมีการกดทับอีกชั้นหนึ่งว่า เธอไม่ควรทำแท้งเพราะเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ และเธอเป็นทอม เธอควรจะเป็นคนดี เธอไม่ควรทำนี่นั่น ระดับการกดทับในสังคมก็จะมาก เป็นความรุนแรงทางจิตใจ”

อคติและการเลือกปฏิบัติ

จากการแสดงออกที่ดูล้นเกินจากความเป็นชาย ก่อให้เกิดความ ‘หมั่นไส้’ หรืออคติต่อทอม เกิดเป็นมุมมองที่ชวนคิดเช่นกันว่า ทอมเองก็ติดกับดักของความเป็นเพศชาย และเมื่อตนเองไม่ได้มีเพศกำเนิดเป็นชายจึงจำเป็นต้องแสดงความเป็นชายออกมาให้มากเข้าไว้ เพื่อให้อัตลักษณ์ความเป็นชายของตนในที่สาธารณะมีความชัดเจน จนสร้างความไม่พอใจให้กับทุกเพศ ไม่เว้นแม้แต่ในกลุ่มทอมด้วยกันเอง ศรัทธารา แสดงทัศนะต่อประเด็นนี้ว่า

“วัฒนธรรมของนิยมชาย ไม่ได้หมายถึงว่าผู้ชายทุกคนจะมีวัฒนธรรมนี้ แต่หมายถึงว่าวัฒนธรรมนี้เป็นวัฒนธรรมหลักที่สถาปนาอยู่ในตัวตนของเราทุกคน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ เด็ก คิดคล้ายกัน ก็คือคิดว่าเรื่องบางอย่างผู้หญิงต้องทำอย่างนี้ ผู้ชายต้องทำอย่างนี้ ผู้หญิงซึ่งเกิดมาเป็นทอมก็ควรจะต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าซ่าเกินไปก็ต้องโดน”

“ถ้าเป็นมุมมองเรา เชื่อว่ามันเป็นความผิดของระบบการศึกษาในสังคมที่ตัดสินกันผ่านการแสดงออกทางเพศ พอถูกตัดสินในทุกๆ ชั้น ตั้งแต่ที่บ้าน โรงเรียน และทุกๆ ที่ สมมติว่าเกิดมามีจิ๋ม แต่เขาไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงหรืออยากจะเป็นเพศที่ตนเองกำหนดเอง หรืออยากจะเป็นผู้ชาย ถ้าเขาพูดแตกต่างจากความเป็นผู้หญิง แล้วไม่มีใครฟังเขาเลย แน่นอนว่าเขาก็ต้องพยายามแสดงออกให้คนยอมรับ เพราะเขาต้องเอาตัวรอดในวันนี้และวันนี้ผู้คนตัดสินเขา ซึ่งมันรุนแรงต่อจิตใจ เขาจึงต้องแสดงออกให้มากที่สุดกับสิ่งที่เขาคิดว่าเชื่อมโยงกับความเป็นเพศในใจเขา”

อย่างไรก็ตาม ศรัทธาราตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ไม่ว่าทอมจะทำท่าทีที่เรียกว่ากร่างมากแค่ไหน แต่ให้ลองคิดเปรียบเทียบว่า ถ้าผู้ชายทำท่ากร่าง ผู้คนก็จะหมั่นไส้เหมือนกัน แต่โอกาสที่จะหมั่นไส้จนพูดว่าน่าจะถูกจับไปข่มขืน ถูกทำร้าย หรือฆ่า จะน้อยกว่าสิ่งที่พูดกับทอมหรือเข้าไปทำร้ายน้อยกว่า เหมือนกับว่าสังคมยอมรับได้มากกว่าที่ผู้ชายจะ ‘กร่าง’ แต่รับไม่ได้หากทอมจะ ‘กร่าง’ บ้าง นี่จึงเป็นอคติและการเลือกปฏิบัติที่มีต่อทอม

“แต่ไม่ว่าเขาจะทำท่ากร่างแค่ไหน ก็ไม่ควรเป็นเหตุผลที่นำมาตัดสินความเป็นเพศและต้องถูกกระทำรุนแรง”

ความรุนแรงต่อผู้หญิง ในวัฒนธรรมนิยมความเป็นชาย

กฤตยา อาชวนิจกุล จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายให้เห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดกับทอมนั้น ลึกๆ แล้วก็คือความรุนแรงต่อผู้หญิงที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมนิยมความเป็นชาย

“วัฒนธรรมแก้ทอมซ่อมดี้ จริงๆ แล้วมันเป็นความรุนแรงต่อผู้หญิง เส้นทางความรุนแรงต่อผู้หญิง มันลึก ผู้ชายที่เป็นเกย์จะไม่มีลักษณะที่ถูกกระทำรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคดีทางเพศอย่างที่ผู้หญิงที่เป็นทอมโดน ความรุนแรงจะมีอยู่สามชุด ชุดที่ลึกที่สุดคือความรุนแรงทางวัฒนธรรม น่ากลัวที่สุด เพราะมันส่งผ่านความเชื่อของเราเองและไม่มากก็น้อยเราทำความรุนแรงนี้ทุกวัน ความรุนแรงที่สองคือเชิงโครงสร้าง ซึ่งเพศสภาพเกือบทุกเพศสภาพก็ต้องเผชิญคล้ายๆ กัน สุดท้ายคือความรุนแรงทางตรง อันนี้ชัดเจน ทำกับเรา เห็นกับตา โจ่งแจ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากจะพูดก่อนว่า มันอยู่บนวัฒนธรรมของการนิยมชาย

“วัฒนธรรมของนิยมชาย ไม่ได้หมายถึงว่าผู้ชายทุกคนจะมีวัฒนธรรมนี้ แต่หมายถึงว่าวัฒนธรรมนี้เป็นวัฒนธรรมหลักที่สถาปนาอยู่ในตัวตนของเราทุกคน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ เด็ก คิดคล้ายกัน ก็คือคิดว่าเรื่องบางอย่างผู้หญิงต้องทำอย่างนี้ ผู้ชายต้องทำอย่างนี้ ผู้หญิงซึ่งเกิดมาเป็นทอมก็ควรจะต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าซ่าเกินไปก็ต้องโดน เอกสารในต่างประเทศพูดเหมือนกับบ้านเราว่า การที่เขาจะข่มขืนหรือพยายามจะมีเพศสัมพันธ์กับทอม เพราะเขาคิดว่าทอมต้องเจอของจริง ซึ่งของจริงแปลว่าอวัยวะเพศผู้ชาย แล้วผู้หญิงที่เป็นทอมจะหาย การที่คิดว่าอวัยวะเพศผู้ชายจะแก้ตรงนี้ได้มาจากไหน มันมาจากความเชื่อเชิงวัฒนธรรมว่ามันเป็นความศักดิ์สิทธิ์อะไรบางอย่าง เพราะฉะนั้นตัวนี้คือตัวที่ใหญ่ที่สุด

“ทีนี้พอคนที่เป็นทอม ไม่มากก็น้อยก็ไปสมาทานศีลความเป็นชายเข้ามา คนเป็นทอมจำนวนหนึ่งก็จะกินเหล้าสูบบุหรี่ ผู้ชายที่ไปนั่งกินเหล้าสูบบุหรี่กับผู้หญิงซึ่งอยู่ในเพศสภาวะทอม เขาก็มีความรู้สึกว่า บางที เขาจะทำอะไรกับคนคนนี้ก็ได้ สิ่งที่ดิฉันเจอในการทำงาน ดิฉันเจอผู้หญิงซึ่งอยู่เพศสภาวะทอมถูกข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ แล้วท้อง มีทั้งท้องจนต้องไปทำแท้ง ท้องคลอดลูกออกมา ดิฉันเจอกรณีหนึ่ง ทอมที่ต่างจังหวัด ซึ่งเขาถูกผู้ชายละเมิดสองครั้ง ในสถานการณ์เดียวกันคือไปกินเหล้ากับเพื่อนผู้ชาย คนกระทำก็มีความรู้สึกว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ในขณะที่คนที่ถูกกระทำ ไม่มากก็น้อย ก็เหมือนผู้หญิงทั่วไปคือโทษตัวเอง คือมันมีลักษณะแบบนี้ แล้วมันมีลักษณะที่เห็นว่าเป็นทอมแล้วหมั่นไส้ แล้วก็ละเมิดทางเพศก็มี

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศจะมีอยู่ 3 อย่างคือ เงียบ รู้สึกละอาย และรู้สึกว่าเป็นบาปกรรมของตัวเอง จะเห็นได้ว่าสามตัวนี้ มันทำร้ายผู้หญิง กดผู้หญิงให้ไม่พูด จริงๆ มันเหมือนกับเราถูกละเมิดจากวัฒนธรรมแบบแผนที่ผู้หญิงดี เพราะฉะนั้นเราจึงลงโทษตัวเราเองก่อน โดยที่เราไม่พูดอะไร”


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

หมอชันสูตรระบุเหตุตายอับดุลลายิบแน่ชัดไม่ได้ ชี้ญาติไม่ให้ผ่าศพ-เคารพความเชื่อทางศาสนา

หมอชันสูตรระบุเหตุตายอับดุลลายิบแน่ชัดไม่ได้ ชี้ญาติไม่ให้ผ่าศพ-เคารพความเชื่อทางศาสนา

Posted: 29 Jul 2016 01:56 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

29 ก.ค.2559 รายงานข่าวจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปัตตานีได้ไต่สวนพยาน  ปากฝ่ายพนักงานอัยการ ผู้ร้อง ในคดีหมายเลขดำที่ ช.6 /2559  ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ผู้ร้อง และ อับดุลลายิบ ดอเลาะ ผู้ตาย กูรอสเมาะ ตูแวบือซา ภรรยาผู้ตาย ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ร้องซักถาม โดยศาลได้นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องหนึ่งปาก คือ นพ.กิตติศักดิ์ ศรีพงษ์ หัวหน้าคณะกรรมการชันสูตรศพ และเป็นอาจารย์แพทย์จากนิติเวชศาสตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (มอ.หาดใหญ่) ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตายที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เนื่องจากญาติมีความประสงค์ให้ส่งศพไปชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้งหลังจากมีชันสูตรในพื้นที่เกิดเหตุไปแล้ว

การไต่สวนแพทย์ดังกล่าวใช้ระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ โดยเชื่อมโยงสัญญาณระหว่างศาลจังหวัดสงขลากับศาลจังหวัดปัตตานี  นพ.กิตติศักดิ์ ให้การความว่า การชันสูตรพลิกศพอับดุลลายิบที่ขนย้ายจากจังหวัดปัตตานีไป เห็นว่าศพน่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอน สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต จึงได้ประชุมแพทย์หลายคนตั้งเป็นคณะแพทย์จำนวน 3 คนร่วมกันชันสูตรศพ อับดุลลายิบ ซึ่งปกติการชันสูตรจะใช้แพทย์คนเดียวเท่านั้นในการชันสูตรศพหนึ่งศพ โดยตนเองถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ในการชันสูตรพลิกศพของผู้ตาย  ซึ่งศพผู้ตายมาถึงโรงพยาบาล เวลา 14.30 น. ของวันที่ 4 ธ.ค. 2558  เนื่องจากสภาพภายนอกของศพไม่ปรากฏร่องรอยบาดแผลที่ชัดเจนใด ๆ ทีมแพทย์จึงแจ้งต่อภรรยาผู้ตายว่าหากจะทราบสาเหตุการตายได้อย่างชัดเจนแพทย์จะต้องทำการผ่าศพ แต่ภรรยาผู้ตายไม่ประสงค์ให้มีการผ่าศพ (เพราะภรรยาของผู้ตายยังมีความเชื่อของตนที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ว่าไม่สมควรผ่าศพ)  แพทย์จึงไม่ได้ทำการผ่าศพ แต่ได้ขออนุญาตภรรยาผู้ตาย ทำการเจาะเอาเลือดและน้ำเหลืองของผู้ตายไปตรวจด้วย ภรรยาของผู้ตายไม่ขัดข้อง
ในการชันสูตรพลิกศพ แพทย์ไม่อาจระบุสาเหตุการตายของอับดุลลายิบที่แน่นอนได้ เพราะเมื่อไม่ได้ทำการผ่าศพ จึงไม่ทราบว่ามีบาดแผลหรือร่องรอยความผิดปกติที่อวัยวะภายในอื่นใดอีกบ้างหรือไม่ที่จะใช้ประกอบการวินิจฉัยสาเหตุการตายได้อย่างชัดเจน  สิ่งที่แพทย์ มอ.หาดใหญ่ให้ความเห็นต่างจากแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพในพื้นที่ คือ จุดเลือดที่เกิดขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของผู้ตาย แพทย์ในพื้นที่บอกว่าจุดเลือดในดวงตาดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นหลังจากอับดุลลายิบถึงแก่ความตายแล้วก็ได้ แต่แพทย์ มอ.หาดใหญ่ยืนยันว่าจุดเลือดในดวงตาดังกล่าวเป็นภาวะเยื่อบุตาคั่งเลือดนั้นต้องเกิดขึ้นตอนผู้ตายมีชีวิตอยู่ หรือ หัวใจยังเต้นอยู่  และจะไม่เกิดหลังเสียชีวิต เพราะคนที่ตายแล้ว หัวใจหยุดสูบฉีดเลือด เลือดหยุดไหลเวียนในร่างกาย จึงไม่อาจเกิดภาวะเลือดออกมาคั่งที่เยื่อบุตาได้ ฉะนั้นจุดเลือดในตาที่พบดังกล่าวจึงต้องเกิดขึ้นก่อนที่อับดุลลายิบจะถึงแก่ความตาย และจุดเลือดคั่งในตาทั้งสองข้างดังกล่าวก็เป็นผลอย่างหนึ่งที่เกิดจากการขาดอากาศหายใจก่อนเสียชีวิต  สำหรับการขาดอากาศหายใจนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ กรณีอับดุลลายิบเมื่อไม่ได้ผ่าศพพิสูจน์เพื่อดูร่องรอยบาดแผลหรือความผิดปกติของอวัยวะภายใน แพทย์จึงวินิจฉัยสาเหตุไม่ได้ว่าการขาดอากาศหายใจเกิดจากอะไร อีกอาการที่ตรวจพบคือ ริมฝีปากผู้ตายมีสีเขียวคล้ำ แต่เนื่องจากญาติไม่อนุญาตให้มีการผ่าศพ  ทางทีมแพทย์ก็เคารพในความเชื่อทางศาสนาของญาติ  ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุสาเหตุการตายที่ชัดเจนได้  เพราะไม่ได้ผ่าพิสูจน์หาร่องรอยบาดแผลใต้ชั้นผิวหนัง กล้ามเนื้อ ภายในหลอดลม กระเพาะ ลำไส้ และหัวใจ ด้วยว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่  การตายของนายอับดุลลายิบจะเกิดจากการถูกทำร้ายด้วยวิธีการที่ทำให้ไม่พบบาดแผลภายนอกแต่มีปรากฏบาดแผลที่อวัยวะภายในหรือไม่นั้น จึงไม่อาจระบุได้ ดังนั้นแพทย์จึงทำความเห็นได้แต่เพียงว่าไม่อาจระบุสาเหตุการตายที่แน่ชัดได้
หลังจากทีมแพทย์ที่ มอ.หาดใหญ่ ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ อับดุลลายิบ เสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. ภรรยาอับดุลลายิบและญาติ ๆ จึงได้นำศพของผู้ตายกลับไปภูมิลำเนาเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามทันทีในเวลากลางคืนวันดังกล่าว
ศาลจังหวัดปัตตานีกำหนดนัดไต่สวนพยานที่พนักงานอัยการ ผู้ร้อง แถลงว่าเหลืออีกเพียง 2 ปาก ได้แก่ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพนักงานสอบสวน ในวันที่ 10 ส.ค. 2559 เวลา 09.00 – 16.30 น.
สำหรับการเสียชีวิตของอับดุลลายิบ นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2558 โดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมจังหวัดปัตตานี และ หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 เข้าติดตามจับกุม บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อับดุลลายิบ ดอเลาะ หรือ เปาะซู โดยระบุว่าเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ระดับหัวหน้า kompi และผลการซักถามขั้นต้น อับดุลลายิบ ได้ให้การยอมรับว่า เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง เคยผ่านการซูมเปาะ ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำไปลงบันทึกประจำวัน ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองจิก และทำการส่งตัว อับดุลลายิบฯ ดำเนินกรรมวิธีซักถาม ณ หน่วยข่าวกรองทางทหาร ส่วนหน้า จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนกระทั่งเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2558

เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

คำสั่งชันสูตร ‘สิบโทกิตติกร’ ศีรษะ-กระเพาะอาหารแตก ชี้ 4 ทหารร่วมกันทำร้าย

คำสั่งชันสูตร ‘สิบโทกิตติกร’ ศีรษะ-กระเพาะอาหารแตก ชี้ 4 ทหารร่วมกันทำร้าย

Posted: 26 Jul 2016 09:01 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ศาลจังหวัดสุรินทร์อ่านผลคดีชันสูตรพลิกศพสิบโทกิตติกร เสียชีวิตระหว่างถูกคุมตัวในค่ายทหาร จ.สุรินทร์ เผยบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง-กระเพาะอาหารแตก หลักฐานชี้1พลอาสา 3 พลทหารร่วมกันทำร้ายจนถึงแก่ความตาย

26 ก.พ. 2559 ศาลอาญาจังหวัดสุรินทร์ได้อ่านคำสั่งศาลในคดีชันสูตรพลิกศพสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 จ.สุรินทร์เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2559 ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ยื่นคำร้อง โดยบุญเรือง สุธีรพันธ์ มารดาของผู้ตายได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นผู้ร้องในคดี  ศาลอ่านคำสั่งว่า เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือมีการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลอาสาสมัครชูเกียรติ นันทะพันธ์ พลทหารนลทวัช ใจมนต์ พลทหารยุทธพิชัย เสนพาท พลทหารจีระศักดิ์ สิทธิษร ร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

การไต่สวนคดีดังกล่าวพนักงานอัยการได้ระบุพยาน 5 ปาก ได้แก่ นายแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พนักงานสอบสวน มารดาของผู้ตาย ผู้ต้องขังที่อยู่ภายในค่ายวรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 และประจักษ์พยานผู้อยู่ในเหตุการ ส่วนทนายของมารดาผู้ตายได้นำพยานเข้าไต่สวน 2 ปาก ได้แก่ นายทหารผู้เป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของสิบโทกิตติกร และรักษาราชการแทนผู้บังคับเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 ซึ่งในการสอบพยานครั้งนี้ทนายมารดาผู้ตายได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏภาพผู้ตายกำลังถูกทำร้ายร่างกายในเรือนจำเข้าประกอบการซักพยานด้วย

ก่อนหน้านี้มารดาของผู้ตายเคยเล่าเหตุการณ์ไว้ว่า ลูกชายของตนทำหน้าที่รับราชการอยู่ในมณฑลทหารบก 25 จ.สุรินทร์ หน่วยงานทหารราบ ร.23 เขาถูกจับกุมในวันที่ 1 ก.พ. ด้วยข้อหาให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา หลังจากนั้นตนได้พยายามยื่นประกันตัว แต่ถูกศาลทหารปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ากลัวผู้ต้องหาหลบหนี

มารดาผู้ตายกล่าวด้วยว่า จากนั้นได้พยายามที่จะเข้าเยี่ยมลูกชายตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. แต่ถูกปฏิเสธ ทางผู้คุมกล่าวว่ายังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนไม่สามารถให้เข้าเยี่ยมได้ ต่อมาตนได้ขอเข้าเยี่ยมในทุกวันเสาร์ แต่ยังถูกปฏิเสธการให้เยี่ยมด้วยเหตุผลเดิม โดยครั้งสุดท้ายที่ขอเข้าเยี่ยมคือ 20 ก.พ.ซึ่งก็ถูกปฏิเสธเช่นเดิม หลังจากนั้นเพียง 1 วันก็ได้รับโทรศัพท์ว่าลูกชายตนเองเสียชีวิต

“เขาไม่เคยบอกอะไรแม่เลย ไม่เคยบอกว่าลูกเจ็บหรือป่วย บอกแค่เยี่ยมไม่ได้เพราะอยู่ในชั้นสืบสวน ขนาดแม่ไปก่อนวันที่เขาโทรมาแค่วันเดียวเขายังไม่เคยบอก” นางบุญเรืองกล่าว


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

หลานสาวพลทหารที่ตายระหว่างฝึกซ้อม ยืนยันสู้เพื่อความยุติธรรรม

หลานสาวพลทหารที่ตายระหว่างฝึกซ้อม ยืนยันสู้เพื่อความยุติธรรรม ขณะนี้ถูกนำตัวจาก กรุงเทพฯ ไปสอบปากคำที่ นราธิวาส

น.ส. พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยว่า น.ส. นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ หลานสาวพลทหารวิเชียร เผือกสม ซึ่งเสียชีวิตระหว่างฝึกซ้อมทหารใหม่ในค่ายทหาร ที่จ.นราธิวาส กำลังถูกนำตัวจากสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันไปยังสถานีตำรวจภูธร เมืองนราธิวาส เนื่องจากมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษที่นั่น โดยแจ้งข้อหาว่ากระทำผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และกระทำผิดพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ทั้งนี้ น.ส. นริศราวัลถ์ พำนักและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ แต่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษและมีการออกหมายจับที่นราธิวาส เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา เบื้องต้นยังไม่ทราบผู้ร้องทุกข์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นราธิวาสได้ประสานให้ สน. มักกะสันดำเนินการจับกุม คาดว่า น.ส. นริศราวัลถ์ จะถูกนำตัวถึง สภ.นราธิวาสในคืนนี้

ด้านน.ส. นิรศราวัลถ์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสั้นๆ ยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและพร้อมสู้คดีในชั้นศาล และยืนยันว่าไม่ได้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท บิดเบือน หรือโกหกแต่โพสต์ข้อเท็จจริงที่เกิดในขั้นตอนการเรียกร้องความยุติธรรมในกรณีของน้าชาย

พลทหารวิเชียร เผือกสม ซึ่งเป็นน้าชายของ น.ส. นริศราวัลถ์ ชีวิตเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2554 โดยแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากไตวายเฉียบพลันจากกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง โดยพลทหารวิเชียรเสียชีวิตระหว่างประจำการและฝึกซ้อมทหารใหม่ที่ เสียชีวิตระหว่างฝึกซ้อมทหารใหม่ในค่ายทหาร ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ตามสำนวนที่ครอบครัวของพลทหารวิเชียรฟ้องแพ่งต่อกระทรวงกลาโหม เป็นจำเลยที่ 1 กองทัพบกเป็นจำเลย ที่ 2 และสำนักนายกรัฐมนตรี (ต้นสังกัดกอ.รมน.) เป็นจำเลยที่ 3 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ในสังกัดของกองทัพบกได้ทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียรในระหว่างการฝึกทหารใหม่อย่างทารุณโหดร้ายจนเป็นเหตุให้ผลทหารวิเชียรถึงแก่ความตาย ซึ่งจำเลยประสงค์ไกล่เกลี่ย และศาลแพ่งพิพากษาให้กองทัพบกจ่ายค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2557 ตามที่ได้ไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันเป็นจำนวนเงิน 6.5 ล้านบาท

สำหรับคดีอาญานั้น มารดาของพลทหารวิเชียรได้แจ้งแจ้งความดำเนินคดีกับครูฝึกทหารใหม่และทหารที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียรจนถึงแก่ความตายต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุแล้ว และเนื่องจากผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารทั้งหมด ดังนั้นคดีจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร ซึ่งผู้เสียหายไม่สามารถฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้เอง ตามพรบ. พระธรรมนูญ ศาลทหาร 2498 มาตรา 49 ให้พนักงานอัยการทหารเท่านั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลทหาร ปัจจุบัน คดีอยู่ในระหว่างการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ปปท.)


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน