สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แนวทางแห่งการปรองดอง

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: แนวทางแห่งการปรองดอง

Posted: 31 Jan 2017 08:06 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

วันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว จัดตั้งคณะกรรมการที่มีชื่อเป็นทางการว่า “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ “ป.ย.ป” โดยมีกรรมการย่อย 4 ชุด คือ 1. คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 2. คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3. คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และ 4. คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ โดยอ้างเป้าหมายที่จะดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ และสร้างการปรองดองแห่งชาติให้เสร็จภายใน 1 ปี

รายงานข่าวอ้างแจ้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญและคาดหวังกับการทำงานของคณะกรรมการระดับชาตินี้มากเป็นพิเศษ โดยเปรียบเทียบการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ว่าเสมือนกล่องควบคุมทำงานของเครื่องยนต์ และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ประเทศในทุกด้าน แต่ที่เป็นที่สนใจมากที่สุด คือ ยุทธศาสตร์ด้านการปรองดอง โดย ในวันที่ 12 มกราคม พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ ผู้รับผิดชอบด้านงานปรองดอง ได้ชี้แจงรายละเอียดในขั้นต้นว่า จะต้องเชิญผู้แทนหรือหัวหน้าพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุย เพื่อจะทำให้ได้ข้อยุติให้มากที่สุดว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติต้องทำอย่างไร และเรื่องราวในอดีตต้องว่าอย่างไร แนวทางเรื่องการนิรโทษกรรมยังไม่ได้มีการพิจารณา เพราะเรื่องที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็ว่าไปตามกฎหมาย แต่ก็จะเชิญทั้งกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มาหารือด้วย พล.อ.ประวิตรได้เสนอกกรอบเวลาว่า “เรื่องปรองดองต้องทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง”

ปรากฏว่า ยุทธศาสตร์ด้านการปรองดองนี้ ได้รับการตอบรับจากฝ่ายพรรคเพื่อไทย และ นปช.ในลักษณะที่เห็นด้วย แต่ยังไม่ได้มีการแสดงท่าทีที่จะเข้าร่วมในกระบวนนี้อย่างชัดเจน หากแต่เป็นฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ และ กปปส. ที่แสดงท่าทีในทางไม่แน่ใจ แต่คณะกรรมการก็เริ่มเดินหน้า จากการแถลงของ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานอนุกรรมการด้านการปรองดอง ได้นำเสนอว่า การปรองดองจะใช้นโยบายและมาตรการสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คือ นโยบาย 66/23 เป็นแนวทาง เพราะเห็นว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่ความการขัดแย้งแต่จะเป็นคนกลาง และปัญหาเกิดจากความขัดแย้งของประชาชนด้วยกันเอง ซึ่งแนวคิดนี้ ก็ตรงกับคำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กล่าวถึงการปรองดองแห่งชาติว่า “คสช. รัฐบาล รวมทั้งตัวผมไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งของใคร อย่าไปเข้าใจผิด รัฐบาลต้องเป็นกลาง ผมรับฟังความเห็นของทุกภาคส่วน รัฐบาลชุดนี้เข้ามาไม่ได้ทำให้เกิดความขัดแย้ง แต่เข้ามาเพื่อยุติความขัดแย้ง”

ความจริงแล้ว ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ความพยายามในการสร้างความปรองดองไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เป็นความพยายามตลอดมาตั้งแต่สมัย รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อ พ.ศ.2550 ซึ่งใช้แนวทางว่า การจัดการให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งใหม่ ก็จะเป็นแนวทางสร้างความปรองดองตามระบอบประชาธิปไตย ต่อมา สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังจากการปราบปรามครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.2553 ก็ได้พยายามสร้างความปรองดอง โดยการตั้งคณะกรรมการหลายชุดมาดำเนินงานเช่นกัน และแม้แต่ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมทั้งหมด(เหมาเข่ง) ก็ด้วยข้ออ้างที่จะสร้างความปรองดองขึ้นภายในชาติด้วยการเริ่มต้นใหม่ แต่ก็จะเห็นได้ว่า ความพยายามหลายครั้งนั้น ไม่ประสบความสำเร็จ และในบางกรณีก็กลับยิ่งเป็นการขยายความขัดแย้งให้เป็นปฏิปักษ์กันมากขึ้น ต่อมา การรัฐประหารโดยคณะ คสช. ก็อ้างเหตุผลว่า จะเข้ามาจัดการความขัดแย้งให้เกิดการปรองดอง และการใข้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จในระยะ 2 ปีที่ผ่านมานี้ ส่วนหนึ่งก็คือความพยายามในการอำนาจทหารมาควบคุมความขัดแย้งทางการเมืองนั่นเอง

ดังนั้น การเสนอยุทธศาสตร์การปรองดองของฝ่ายรัฐบาลทหารในครั้งนี้ จึงไม่ได้รับการคาดหมายว่าจะประสบความสำเร็จยิ่งไปกว่าครั้งที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแสดงท่าทีที่เห็นได้ว่า ฝ่าย คสช.นั้นไม่ได้มีความเข้าใจรากฐานความขัดแย้งในสังคมไทยอย่างแท้จริง และยังไม่เข้าใจในทางวิธีการที่จะนำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้ง และคงจะต้องย้ำว่า การรัฐประหารของฝ่ายทหารนั่นเองเป็นตัวการสำคัญในการทำลายกระบวนการปรองดองที่ผ่านมา และทำให้กองทัพกลายเป็นส่วนสำคัญในความขัดแย้งที่ผ่านมาด้วย

ความเข้าใจที่ว่า ปัญหาทางการเมืองไทยในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาเป็นปัญหาที่เกิดจากเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือเป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเสื้อเหลืองเสื้อแดง หรือ กปปส.กับ นปช. แม้ว่าจะมีส่วนถูกแต่ก็ยังมีลักษณะผิวเผิน เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเชิงซ้อน และมีรากฐานมาจากปัจจัยอันไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย โดยเฉพาะมาจากการที่ชนชั้นนำไทยไม่เคยรู้จักการเคารพกติกา และใช้วิธีการนอกกติกามาแก้วปัญหาทางการเมือง

ความจริงแล้ว ความขัดแย้งทางการเมืองในทุกสังคม ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีสังคมใดที่ปราศจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่ในประเทศที่มีระบบการเมืองอันก้าวหน้า เขาใช้วิธีการประชาธิปไตยในการแก้ไขความขัดแย้ง โดยการให้ประชาชนตัดสินด้วยเสียงข้างมากในกรอบเวลาที่ชัดเจน ในประเทศเหล่านั้น เขาจึงคงไว้ซึ่งลักษณะของกลุ่มประชาชนที่แตกต่างกัน และจะไม่มีการเรียกร้องให้ทุกคนมาคิดเหมือนกัน หรือรักกันโดยข้ามความแตกต่าง

แต่ในสังคมไทย เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง แทนที่จะแก้ด้วยกระบวนการประชาธิปไตยหรือระบบรัฐสภา ชนชั้นนำไทยก็ผลักดันให้กองทัพทำรัฐประหาร ล้มกระบวนการทั้งหมด ใช้อำนาจกวาดล้างจับกุมกวาดล้างประชาชนที่มีความคิดต่าง แล้วกลับจะมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปรองดองและยอมรับกระบวนการที่ฝ่ายทหารกำหนด ให้นักการเมืองรักกัน สามัคคีกัน ให้ประชาชนหลายฝ่ายไม่ขัดแย้งกัน ปรองดองกัน กระบวนเหล่านี้จึงกลายเป็นเรื่องตลก และไม่อาจเป็นจริงไปได้เลย

อันที่จริงแล้ว กระบวนการปรองดองที่ดีที่สุดที่สรุปบทเรียนมาแล้วทั่วโลก ก็คือ การฟื้นคืนประชาธิปไตย คืนอำนาจให้ประชาชนในการตัดสินอนาคตของตัวเอง กองทัพกลับกรมกองไปทำหน้าที่ป้องกันประเทศ และเลิกแทรกแซงทางการเมือง จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการปรองดองที่ดีที่สุด และยังเป็นการใช้วิธีการอันเป็นอารยะ โน้มไปทางสันติวิธีที่สุด

และการฟื้นฟูประชาธิปไตยจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูปทางการเมืองที่แท้จริง ไม่ใช่การปฏิรูปแบบลวงที่ปราศจากความหมาย และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สังคมไทยแก้ปัญหาของตนเองตามระบบ ไม่ต้องใช้อำนาจนอกระบบกันต่อไปอีก นี่คือกระบวนการปรองดองที่เป็นจริง

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 601 วันที่ 29 มกราคม 2560


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ประจักษ์ ก้องกีรติ : ปรองดองแบบไทยๆ ปรองดองแบบไม่เห็นหัวประชาชน

ประจักษ์ ก้องกีรติ : ปรองดองแบบไทยๆ ปรองดองแบบไม่เห็นหัวประชาชน

Posted: 31 Jan 2017 07:48 AM PST (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ตลอดช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และรุนแรงของสังคมไทยในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา หากนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อปี 2548 จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้ยินคำว่า “ปรองดอง”

หากยังคงจำกันได้ ภายหลังเหตุการณ์สลายการณ์ชุมนุมปี 2553 ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสีย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก จนมาถึงปัจจุบันภายใต้การเข้ายึดอำนาจทางการเมืองของ คสช. ซึ่งกินเวลามาเกือบ 3 ปี เราได้เห็นคณะทำงานในเรื่องการสร้างความปรองดองมากมายหลายชุด โดยแต่ละชุดต่างเกิดขึ้นในบริบทที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งมีรายละเอียดและข้อเสนอที่แตกต่างกันไป แต่พูดกันอย่างถึงที่สุดแล้วไม่มีรายงานเรื่องการสร้างความปรองดองชุดไหนที่ถูกนำมาใช้ในทางปฎิบัติและประสบความสำเร็จแม้แต่เพียงชุดเดียว และมากไปกว่านั้นสิ่งที่เราเรียกว่าการปรองดอง(+นิรโทษกรรม) กลับกลายเป็นหนึ่งในชนวนที่นำไปสู่การรัฐประหารเมื่อปี 2557

แน่นอนว่าการมีชนวนเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะเป็นปัญหาลุกลามจนบานปลายมาสู่การยึดอำนาจรัฐประหาร หากว่าเมื่อ 3 ปีก่อนสังคมไทยเลือกเพียงแค่การตัดชนวนออก และปล่อยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ภายใต้กติกาที่เราเรียกมันว่า “ระบอบประชาธิปไตย” แทนที่จะโหมไฟใส่ชนวน ร่วมกันสร้างทางตัน จนนำไปสู่การรัฐประหารที่ในที่สุด

อย่างไรก็ตามภายหลังการรัฐประหารได้มีความพยายามสร้างการปรองดองขึ้นมาอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งใดที่ประสบความสำเร็จ เพราะส่วนหนึ่งคณะกรรมการที่ได้มีการตั้งขึ้นมาต่างก็ไม่ได้รับการยอมรับจากคู่ขัดแย้ง และไม่ได้มีผลงานที่ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน

แต่ล่าสุดหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2560 เพื่อจัดตั้ง “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.)” เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2560 เพื่อเดินหน้าทั้งเรื่องการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ และการปรองดอง ท่ามกลางความสงสัยว่า การปรองดองครั้งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และเหตุใดที่ คสช. จึงคิดว่าควรสร้างกระบวนการปรองดอง นัยทางการเมืองของการปรองดองครั้งนี้มีความหมายว่าอย่างไร ไปจนถึงคำถามที่ว่า กระบวนการที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะเรียกว่า การสร้างความปรองดองได้จริงหรือไม่

ประชาไทสัมภาษณ์ ประจักษ์ ก้องกีรติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงกระบวนการปรองดอง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกของสิ่งที่เรียกว่า ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน สุดท้ายเราพบว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดนี้ แท้ที่จริงอาจจะเรียกมันไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเป็น “การปรองดอง”

ประชาไท: หลายๆ ครั้งที่เราได้ยินเรื่องการปรองดอง รวมทั้งครั้งนี้ด้วย ช่วงเวลาที่ถูกหยิบยกมาว่าเป็นช่วงเวลาของขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้มักจะไปเริ่มต้นที่ปี 2548 เป็นต้นมา การที่ย้อนกลับไปเริ่มต้นที่ปี 2548 กำลังบอกอะไรเราบ้าง

ประจักษ์: แสดงว่าเขาเริ่มนับตั้งช่วงที่เริ่มมีความขัดแย้งที่ลามไปสู่ระดับมวลชน ปี 2548 เองก็เป็นจุดเริ่มต้นของกรณีม็อบพันธมิตร ขบวนการแอนตี้ทักษิณ ซึ่งที่สุดแล้วนำไปสู่การรัฐประหารปี 2549 และจากม็อบพันธมิตรก็นำไปสู่การเกิดขึ้นของม็อบ นปช. นั่นคือความขัดแย้งสีเสื้อที่เรารู้จักกัน เขาก็เริ่มนับจากตรงนี้

จริงๆ ก็น่าสนใจ ถ้าเรามองในกรอบที่มันกว้างออกไป เวลาทั่วโลกเขาพูดถึงความปรองดองเขาหมายถึงอะไรกันแน่ และถ้าเรามองเห็นเรื่องนี้ แล้วกลับมามองประเทศก็อาจจะเห็นว่าการปรองดองที่มีการพูดถึงกันอยู่ในขณะนี้ เป็นการปรองดองแบบไทยๆ ซึ่งมันไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกับที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Reconciliation มันมีศัพท์คำหนึ่งที่ถูกเอามาพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลังคือ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน หรือ Transitional Justice การปรองดองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ มันเป็นโจทย์ของสังคมจำนวนหนึ่งว่า สังคมที่มันขัดแย้งกันรุนแรงจะสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร เวลาเราพูดถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เรากำลังพูดถึงสิ่งนี้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่เกิดขึ้นในหลายสังคม

ในสังคมที่ขัดแย้งแตกแยกกันอย่างหนัก พูดง่ายๆ คือ รอยร้าวมันเยอะมาก ความบาดหมาง ความเกลียดชังมันเยอะมาก ซึมลึกมาก แต่ถึงวันหนึ่งคนในสังคมไม่ได้อยากอยู่ในสภาวะแบบนั้นแล้ว และรู้สึกว่าต้นทุนที่ต้องจ่ายมันเยอะเกินไป สังคมถึงทางตันและไปต่อไม่ได้ เช่นประเทศเป็นอัมพาต หรือเกิดสงครามกลางเมืองฆ่ากันจนถึงจุดที่เสียหายทั้งสองฝ่ายแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะชนะ นี่แหละจะเขาถึงเริ่มหันมาพูดเรื่องการปรองดอง มันต้องมีกระแสความต้องการของคนในสังคมด้วย ไม่ใช่แค่เป็นความต้องการของชนชั้นนำ

พอมาดูสังคมไทยตอนนี้ เลยรู้สึกแปลกเหมือนที่หลายคนตั้งคำถาม จริงๆ ถ้าเราพูดในทางการเมืองเหมือน คสช.เองก็อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบทุกอย่าง เป็นผู้ชนะยึดกุมอำนาจหมดแล้วเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ประชามติก็ผ่าน รัฐธรรมนูญที่ออกแบบกติกาตามที่ตัวเองต้องการ โครงสร้างทางการเมืองใหม่ก็ได้ทั้งหมด กลุ่มต้านเองก็แทบไม่เหลือ พอมีใครออกมาคัดค้าน เขาก็จับกุมคุมขังดำเนินคดี พรรคการเมืองก็ดูจะสยบยอม แทบจะไม่เหลือพลังฝ่ายค้านอะไร สื่อเองก็ไม่ได้กล้าตรวจสอบ คสช. มากนัก ฉะนั้นในสภาวะแบบนี้จริงๆ ไม่มีผู้นำคนไหนในโลกที่จะมาริเริ่มกระบวนการปรองดองเอง เพราะการปรองดองมันจะเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายประเมินแล้วรู้ว่า มันยืดเยื้อเกินไป และดูแล้วไม่มีใครแพ้ใครชนะ บาดเจ็บ สูญเสียทั้งสองฝ่าย เราไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้ และอีกฝ่ายก็ไม่สามารเอาชนะเราได้ เขาเลยกลับมาสู่จุดที่มีความต้องการที่จะพูดคุยกันดีกว่า ถอยกันคนละก้าว ไม่มีใครได้หมดเสียหมด ต่างคนต่างกลืนเลือด เพื่อที่จะทำให้ประเทศไปต่อได้ เลิกรบลาฆ่าฟันกัน แต่ถ้าคุณอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบทุกอย่าง ในโลกนี้มันไม่มีใครริเริ่มปรองดองหรอก คำถามที่ยังคงเป็นปริศนา การปรองดองที่อยู่ดีๆ โผ่ลขึ้นมาในช่วงนี้โดย คสช. เป็นเจ้าภาพ มันมาจากไหน อย่างไร มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงหรือเปล่

นั้นเป็นคำถามประการที่หนึ่ง ซึ่งคำตอบเองก็ยังไม่ชัดเจน เพราะมันเป็นการปรองดองที่ยังพูดกันในเรื่องนามธรรมมาก เรายังไม่เห็นแผนการว่าการปรองดองที่เขาพูดถึงคืออะไร แต่เท่าที่ฟังกลายเป็นว่าเขาเน้นไปที่การปรองดองแบบ Top-Down  ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะของชนชั้นนำ ซึ่งประหลาด และอาจจะเรียกว่าเป็นการปรองดองแบบไทยๆ เพราะหนึ่งเป็นการริเริ่มโดยผู้ชนะ ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ สองคือ ที่เราพูดว่าในแง่ทามไลน์เขาย้อนกลับไปที่ปี 2548 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง การที่ย้อนกลับไปตรงนั้นก็สะท้อนว่า วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้ เป็นวิกฤตที่ประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ความขัดแย้งไม่ได้อยู่เพียงแค่ ทักษิณ และกลุ่มชนชั้นนำที่ไม่ชอบทักษิณ แต่มันกลายเป็นขบวนการมวลชนที่ต่อสู้กัน แต่พอเขามาพูดเรื่องปรองดองรอบนี้ กลายเป็นว่าไม่ค่อยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเท่าไหร่ ยังไม่เห็นว่าจะรวมประชาชนเข้ามาอยู่ในกระบวนการปรองดองอย่างไร เรายังไม่เห็นการปรองดองระหว่างประชาชนด้วยกัน ที่ขัดแย้งกัน ต่อสู้กัน มีอุดมการณ์ต่างกัน ว่าจะมีการปรองดองในส่วนนี้อย่างไร มีแต่เพียงการพูดถึงพรรคการเมือง แกนนำมวลชน ให้มาลงสัตยาบัน เซ็น MOU มันดูเป็นพิธีกรรมเท่านั้น

ทั้งหมดนี้มันก็ทำให้พิธีกรรมปรองดองของ คสช. หนึ่งเป็นการปรองดองที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลก สองคือมันเป็นการปรองดองของชนชั้นนำที่ไม่เห็นวี่แววว่าจะนำไปอยู่ความสงบได้อย่างไร ในเมื่อคุณไม่ได้รวมประชาชนเข้าไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้

ตัวอย่างการปรองดองที่ประสบความสำเร็จในประเทศอื่นๆ พวกเขามีปัจจัยอะไรที่ทำให้การปรองดองประสบความสำเร็จ และประเทศไปต่อได้

อันนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะมันยิ่งทำให้เห็นว่าการปรองดองของไทยมันดูไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จ หรือเกิดมรรคผล เพราะถ้าเราดูประเทศอื่นๆ การปรองดองมันเกิดขึ้นเมื่อสังคมพร้อมจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย คือประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขขั้นพื้นฐาน เวลาเราพูดถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เราหมายถึง การเปลี่ยนผ่านที่เปลี่ยนจากสังคมเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตย

ในทุกสังคมการปรองดองเกิดขึ้นในบริบทนั้น ตัวอย่างที่คนพูดถึงบ่อยครั้งคือ โมเดลของแอฟริกาใต้ ก็เป็นโมเดลหลักๆ ของการปรองดองที่ทุกคนจะต้องพูดถึง คนผิวขาว คนผิวดำ กลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร มันก็เกิดขึ้นเมื่อชนชั้นนำผิวขาวยอมที่จะสละอำนาจ และเปิดให้กระบวนการประชาธิปไตยมันเกิดขึ้น ปล่อยเนลสัน แมนเดลา ออกจากคุก ยอมให้มีการเลือกตั้งให้สิทธิกับคนผิวดำ คนมีอำนาจมากกว่ายอมที่จะถอย อันนี้แหละที่เรียกว่าปรองดอง

แอฟริกาใต้การปรองดองเกิดขึ้นในบริบทแบบนั้น หรือในชิลี อาร์เจนติน่า หรือที่อื่นๆ ก็ล้วนเกิดขึ้นในบริบทของการที่ประเทศกำลังจะเริ่มมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะถ้าเป็นบริบทที่อยู่ภายใต้เผด็จการโดยที่ยังไม่มีการปรับตัว หรือมีแนวโน้มที่จะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง มันจะปรองดองกันได้อย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่มีสิทธิอะไรทั้งสิ้น กระทั้งสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็น คุณนึกง่ายๆ เหมือนประเทศพม่าตอนที่ทหารคุมอำนาจอยู่ มันไม่มีสิ่งที่เราเรียกว่าปรองดองหรอก ไม่มีเหตุผลที่เขาจะปรองดอง หรือถ้ามันมีการปรองดอง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย มันก็จะเป็นการปรองดองที่ไม่มีความหมายอะไร เราอาจจะเรียกมันว่า ปรองดองก็ได้ ใส่เครื่องหมายคำพูดไป แต่ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นการปรองดองแบบไทยๆ หรือเป็นพียงพิธีกรรมที่ไม่มีความหมาย เพราะว่าการปรองดองที่มีความหมายมันต้องผูกกับสองสิ่งคือ ความจริง กับความยุติธรรม

ก่อนที่จะกลับมาพูดถึงประเทศไทย ประเทศต่างๆ ที่อาจารย์ยกมาเป็นตัวอย่างเหล่านั้น ใครคือคนกลางในกระบวนการปรองดอง หรือกระบวนการจัดการความขัดแย้ง

ก็ต่างกันไปในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะมีกรรมการอิสระขึ้นมา มีกรรมชุดหนึ่ง แอฟริกาใต้ก็มีแบบนั้น แล้วก็นำโดยคนที่เป็นที่ยอมรับจากทั้งสองฝ่าย ตอนนั้นก็คือ เดสมอนด์ ตูตู บางประเทศในละตินอเมริกาก็นำโดยคนที่ได้รับการยอมรับจากสังคม และไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงมากนัก ซึ่งในสังคมเหล่านั้นก็พอจะมีกวี นักเขียน นักวิชาการอาวุโส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในประเทศเหล่านั้น

คำถามสำคัญของสังคมไทยก็คือ เรามีคนประเภทนี้หลงเหลืออยู่หรือไม่ คนที่เสนอชื่อออกมาแล้วคนทุกฝ่ายในสังคมจะยอมรับ ว่าอย่างน้อยๆ เขาไม่ได้เลือกข้างอย่างสุดโต่ง หรือเห็นว่าจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างซื่อสัตย์จริงใจ เป็นคำถามที่โยนทิ้งเอาไว้ แต่แน่นอนที่สุดทหารไม่ใช่คนที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ถ้าเราดูจากโมเดลของประเทศอื่น เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะมาทำเอง ผู้ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะเข้ามาทำเองไม่ได้ แอฟริกาใต้ตอนนั้น เนลสัน แมนเดลา ก็ไม่ได้เป็นประธานเอง เพราะหากเป็นอย่างนั้นอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีทางยอมรับ และก็ไม่ใช่ว่าอดีตผู้นำผิวขาวมาเป็นประธานเอง ฝ่ายคนผิวดำก็จะไม่ยอมรับอีกเหมือนกัน ฉะนั้นมันต้องเป็นคนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ

ทีนี้ในสังคมไทย เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ทหารไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเป็นคนกลางได้ เพราะทหารเองก็อยู่ในความขัดแย้ง และถ้าเราดูจากบทเรียนของต่างประเทศทหารจะมาทำหน้าที่เป็นคนกลางตรงนี้ไม่ได้

ตามประวัติการเมืองไทยที่ผ่านมาเราเคยมีช่วงเวลาที่จะเรียกว่า เกิดการปรองดองจริงๆ ไหม เช่นตามโมเดลที่ สปท. เสนอเรื่องกระบวนการปรองดอง โดยยกนโยบาย 66/23 ในสมัยพลเอกเปรม 66/23 เรียกว่าการปรองดองได้หรือไม่ หรือว่าช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภา ปี 2535 ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ขึ้นมา ทั้งสองเหตุการณ์เล่านี้ เราสามารถมองว่าเป็นการปรองดองได้หรือไม่

มันไม่ใช่นะ จริงๆ ไม่เข้าข่ายเลย หลังจากเหตุการณ์ปี 2535 มันไม่ได้มีการปรองดองอะไร เหตุการณ์มันคือทหารออกมาปราบประชาชนจนมีผู้เสียชีวิต แต่ที่สุดแล้วเหตุการณ์ครั้งนั้นทหารแพ้ สุดท้ายก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ไต่สวนหาความจริง ซึ่งมีนักวิชาการ NGOs นายแพทย์เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ความจริงเหล่านั้นเมื่อทำเสร็จออกมาเป็นรายงานก็ถูกเซ็นเซอร์ด้วยไม่ได้เผยแพร่สู่สาธารณะ จากนั้นก็ไม่ได้มีกระบวนการอย่างอื่นที่จะสมานแผล เยียวยา หรือทำให้คู่ขัดแย้งต้องมาตกลงกันในการสร้างฉันทามติใหม่

สาเหตุที่ไม่มีกระบวนการอื่นๆ ตามมาส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่า เหตุการณ์นั้นจบลงที่ความพ่ายแพ้ของทหาร และก็ต้องกลับเข้ากรมกองไป กระบวนการแบบประชาธิปไตยก็เกิดขึ้นมาหลังจากนั้น และโจทย์ตอนนั้นเขามุ่งไปที่การปฏิรูปการเมือง โจทย์ไม่ได้มุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งปี 2535 ที่ผ่านมาอย่างไร เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเองก็อ่อนแอ ไม่ได้เข้มแข็ง เลยไม่กล้าที่จะไปแตะประเด็นอ่อนไหวอย่างเรื่องความขัดแย้ง คุณก็ต้องไปพูดเรื่องว่า ใครจะต้องรับผิดชอบในความสูญเสียตรงนั้น จะเยียวยาผู้เสียหายอย่างไร กองทัพต้องรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน ถ้าแตะประเด็นเหล่านี้รัฐบาลก็อาจจะโดนรัฐประหารไปแล้ว ฉะนั้นประเด็นนี้มันก็ถูกละเลยไป ไปมุ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สร้างกติกาใหม่และมองไปในอนาคต

ส่วน 66/23 ที่คนพูดถึงกับเยอะในช่วงนี้จริงๆ แล้วถ้าใครรู้ประวัติศาสตร์ก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่การปรองดอง ถ้าเราใช้ในความหมายแบบที่สากลโลกเขาใช้กัน และตอนนั้นคนที่มีบทบาทจริงก็ไม่ใช่พลเอกเปรม แต่เป็นบิ๊กจิ๋ว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งตอนนั้นเป็นเสธ เป็นระดับมันสมองของกองทัพ

66/23 จริงๆ แล้วมันเป็นนโยบายทางการเมือง มันเป็นกลยุทธที่ใช้เอาชนะคอมมิวนิสต์ และเป็นกลยุทธที่ประสบความสำเร็จ เป็นกลยุทธที่ฉลาดเพราะมันดึงมวลชนนักศึกษาออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ เป้าประสงค์มันไม่ใช่การปรองดองตั้งแต่แรก ไม่ใช่การคืนดีกับฝ่ายตรงข้าม หรือไปโอบอุ้มนักศึกษา ไปโอบกอด และยอมรับว่าเราเองเป็นคนในสังคมเดียวกัน นักศึกษาควรจะมีสิทธิเสรีภาพ ควรจะมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แบบที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้ เพราะการปรองดองมันต้องมีการยอมรับด้วยว่าทั้งสองฝ่ายมีส่วนผิดพลาด ไม่มีใครถูกหมดผิดหมด เรามาจดจำอดีตร่วมกันบางอย่าง พูดความจริง สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ให้อภัยกันได้ในบางจุด ส่วนจะไปถึงขั้นเอาใครมาลงโทษหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน บางประเทศก็ทำได้ เช่นประเทศเกาหลีใต้ ชิลี เอาผู้นำที่มีส่วนในการละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนมาลงโทษได้

การจะปรองดองอย่างน้อยมันยอมให้ความจริงได้เปิดเผย เพื่อที่คนจะได้รู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม ได้รับการเยียวยา เฉพาะในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีประชาชนสูญเสียเยอะ บาดเจ็บ ล้มตาย กระทั้งสูญหาย ครอบครัวเขาอยากรู้ว่าทั้งหมดใครเป็นคนทำ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ นี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดอง และเยียวยา 66/23 ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องพวกนี้เลย คือมันเป็นโนบายทางการเมืองอันหนึ่งที่มาจากฐานคิดของรัฐไทยว่า จะสู้หรือเอาชนะคอมมิวนิสต์ให้ได้อย่างไร มันก็เป็นเพียงการตระหนักว่าจะชนะคอมมิวนิสต์ จะใช้วิธีการทางการทหารอย่างเดียวไม่ได้ รบกันไปก็ยืดเยื้อก็เลยต้องใช้นโยบายอย่างอื่น ใช้นโยบายทางการเมือง นโยบายในการเปลี่ยนความคิดอุดมการณ์ของคน

และยิ่งช่วงที่ผ่านมาที่มีหยิบเรื่อง 66/23 ขึ้นมาพูดอีกครั้งมันก็สะท้อนได้ว่าในเครือข่ายผู้กุมอำนาจไม่ได้ต้องการที่จะปรองดองจริงๆ

ใช่ เพราะมันเป็นการเอาชนะทางการเมือง โดยแยกสลายมวลชนของฝ่ายตรงกันข้าม และบริบทของความขัดแย้งก็ต่างกันเยอะ ช่วงนั้นเกิดสงครามกลางเมืองที่รัฐไทยสู้กับคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นองค์กรติดอาวุธทั้งคู่ หรือในแง่หนึ่งมันเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน แต่ในความขัดแย้งตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบันมันไม่ใช่แค่รัฐกับประชาชน ประชาชนก็ขัดแย้งกันเอง และมีหลายฝักหลายฝ่าย ส่วนรัฐเองก็แตกกระจายไม่มีความเป็นเอกภาพ มันก็มีชนชั้นนำหลายกลุ่มที่ขัดแย้งกัน ถ้าเทียบกันแล้วปมความขัดแย้งในปัจจุบันมันยากกว่า เพราะความขัดแย้งมันซึมลึกลงไปในระดับครอบครัว ระดับความสัมพันธ์ในชุมชน คนในหมู่บ้านเดียวกัน คนในครอบครัวเดียวกัน หรือคนในวงการเดียวกันก็ขัดแย้งกันเอง แตกแยก บาดหมางกันหมด

ถ้านับในช่วงตั้งแต่ปี 2548 มาจนถึงปัจจุบัน หากเขายังยืนยันว่าจะดำเนินการปรองดอง ในแบบของเขาจริงๆ อาจารย์คิดว่าเหตุการณ์ทางการเมือง หรือความสูญเสียทางการเมืองใดบ้างที่ห้ามลืม

การปรองดองที่มีความหมายมันต้องมีสองอย่าง คือความจริงกับความยุติธรรม ถ้าไม่อย่างนั้นจะปรองดองไปเพื่ออะไร คือถ้าเราอยู่ในจุดที่สูญเสีย หรือเราเป็นพ่อแม่ของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทางการเมือง หรือถูกตัดสินจำคุก เราก็คงจะถามว่าจะปรองดองเพื่ออะไร หรือปรองดองในความหมายไหน และสิ่งที่ได้รับกลับมามันแทบไม่มีคำตอบ หรือไม่มีประโยชน์สำหรับเขาเลย

การปรองดองที่บอกว่า ต่อไปนี้เรามาตกลงกันมาเซ็นสัญญากันว่า ต่อไปนี้เราจะไม่ทะเลาะกันอีก แต่ความสูญเสียในอดีตที่ผ่านมาล่ะ มันไม่ต้องมีใครรับผิดชอบเลยเหรอ มันคล้ายๆ กับว่า ผมเป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง และผมมีกำลังมาก ตอนนี้ผมต่อยทุกคนจนสลบเหมือดกองอยู่กับพื้น และผมบอกว่าทุกคนลุกขึ้นมาและบอกกับทุกคนว่า ตอนไปนี้ผมจะไม่ทะเลาะกับพวกคุณแล้วนะ พวกคุณก็อย่าทะเลาะกันเองอีก และอย่ามาทะเลาะกับผมด้วย เดินหน้าต่อไปดีกว่า แต่เดินหน้าไปตามกฎกติกาที่ผมสร้างไว้ และผมเรียกการกระทำแบบนี้ว่าการปรองดอง

ในแง่หนึ่งนี่คือการมัดมือชก ในสถานการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งคุมอำนาจทุกอย่าง ขณะที่คนสลบเหมือดก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะพูดได้ว่าไม่อยากปรองดอง เพราะอาจจะเหยียบซ้ำ มันก็เป็นการปรองดองไฟท์บังคับของผู้ชนะที่มีเหนือผู้แพ้ เพื่อให้ผู้แพ้สยบยอม

การปรองดองมันเกิดขึ้นเอง หรือปล่อยให้ระยะเวลาเยียวยาความขัดแย้งไม่ได้ มันไม่เหมือนกับแฟนเลิกกัน ช่วงแรกไม่พูดไม่คุยกัน แต่เวลาผ่านไปสักพักก็กลับมาคุยกันได้ แต่นี่คือสังคมที่แตกแยกกันอย่างรุนแรง ซึ่งมีทั้งการบาดเจ็บและความสูญเสีย มันไม่ง่ายที่จะกลับมาสมานรอยร้าว หรือกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าทะเลาะกันโดยไม่สูญเสียอาจจะง่ายกว่า ถ้าผมแค่ด่าคุณเฉยๆ ต่อให้หยาบคายแค่ไหนความบาดหมางมันอยู่แค่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าขั้นยิงกัน ฆ่ากัน หรือผมไปฆ่าลูกหลานคุณ ความบางหมาดมันลึกกว่านั้นเยอะ และโอกาสที่คุณอยากจะกับมาคุยกับผมมันยากกว่านั้นเยอะ

สังคมไทยช่วง 10-12 ปีที่ผ่านมามันเกิดความสูญเสียเยอะ และเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. เจ้าหน้าที่รัฐเองก็เสียชีวิต เพราะฉะนั้นถ้าจะปรองดอง เยียวยากันจริงๆ ทุกฝ่ายต้องมีโอกาสได้พูดถึงบาดแผลของตัวเอง ฉะนั้นที่คุณถามว่าเหตุการณ์อะไรที่ห้ามลืม คำตอบมันคือทุกเหตุการณ์ แม้จะมีบางฝ่ายที่เป็นผู้ถูกกระทำซ้ำๆ มากกว่า แต่มันต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้พูด

แม้แต่เนลสัน แมนเดลา เองก็ยอมรับฝ่ายของตัวเองมีการใช้อาวุธในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ เพราะมีบางการกระทำที่เป็นเป็นการละเมิดสิทธิของฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน มันก็ต้องพูดทั้งหมด โลกนี้ไม่ใช่สีขาวดำ ไม่ได้มีแค่เทพกับมาร ถ้ายังมองว่าเป็นเทพกับมารก็ไม่จำเป็นต้องปรองดอง เพราะอย่าลืมว่าจะปรองดองได้ต้องมีความจริง กับความยุติธรรม และเมื่อเรารู้ความจริงแล้ว แน่นอนสังคมต้องทวงถามถึงความยุติธรรม ไม่เช่นนั้นการรู้ความจริงเพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่มองหาความยุติธรรมจากอดีตอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องเห็นความยุติธรรมในเวลาปัจจุบันด้วย เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนถูกละเมิดสิทธิ มีคนถูกจับติดคุกอยู่ ณ วินาทีที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ ยังมีการปิดกั้น ไม่ให้คนได้พูด ไม่ให้คนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ความจริงก็ไม่มีวันปรากฎ ในสภาพแบบนี้คนที่ได้รับความอยุติธรรมเขาจะอยากปรองดองได้อย่างไร

สิ่งที่เราเห็นอยู่มันเลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การปรองดองครั้งนี้ มันคือการจัดระเบียบทางการเมืองใหม่แค่นั้นเอง และเป็นการทำให้ชนชั้นนำกลุ่มอื่นๆ และภาคประชาชนไม่ว่ากลุ่มใดก็ตามต้องยอมศิโรราบ และเงียบเสียง ความหมายมันอาจจะมีแค่นี้ เพราะจริงๆ แล้วเขาก็อาจจะยังกลัวว่าระเบียบทางการเมืองใหม่ที่เขาจัดไว้ เมื่อถึงเวลาหนึ่งมันอาจจะมีคนลุกขึ้นมาต่อต้าน คัดค้านอีก การปรองดองของเขาก็เป็นการกำราบล่วงหน้า ว่าต่อไปนี้อย่าก่อปัญหาอีก และให้ทุกคนมาอยู่ภายใต้กติการที่ข้าพเจ้ากำหนด เล่นไปตามบทที่ข้าพเจ้าวางไว้ให้

ถ้าเรามองว่านี่คือการปรองดอง ซึ่งเป็นการปรองดองที่ไม่รวมประชาชนเข้าไปอยู่ในกระบวนการใดๆ ทั้งสิ้นมันก็เป็นได้เพียงแค่การหลอกตัวเองชั่วคราวเท่านั้นเอง


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ทางออกประเทศไทย: สังคมนิยมประชาธิปไตย

ทางออกประเทศไทย: สังคมนิยมประชาธิปไตย   จอห์น เดรเปอร์

Posted: 31 Jan 2017 03:57 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

เมื่อเรามองดูประเทศไทยในปัจจุบันแล้วเรามองเห็นปัญหาอะไรบ้าง? ภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน ประเทศที่ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ความขัดเคืองใจต่อระบอบประชาธิปไตยเนื่องมาจากนโยบายประชานิยมที่ดึงเอาอำนาจและผลประโยชน์ในสังคมแทบทั้งหมดไปไว้กับผู้มีรายได้น้อย รัฐสวัสดิการซึ่งผู้ที่พอมีอันจะกินไม่เคยต้องการจะข้องแวะด้วย การละเมิดสิทธิมนุษยชน สังคมที่แตกแยก ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่สูงขึ้น และการตัดตัวเองออกจากความสัมพันธ์อันดีในเวทีโลก จะมีหนทางใดที่เป็นทางออกให้ปัญหาเหล่านี้ได้?

มีแนวคิดทางเศรษฐกิจและการเมืองอยู่แนวคิดหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นทางออกให้สถานการณ์นี้ได้ แนวคิดนี้เรียกว่า สังคมประชาธิปไตย (social democracy) ซึ่งเป็นแนวคิดทางเศรษฐกิจและการเมืองเชิงสังคมนิยมที่ได้รับการยอมรับและถูกนำไปใช้ในหลายประเทศในทวีปยุโรป โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในประเทศเยอรมนีและสวีเดน แต่แนวคิดนี้นั้นในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทยนัก นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่แนวคิดนี้จะได้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และนี่คือบทวิเคราะห์คำประกาศของโครงการสังคมประชาธิปไตย

แม้ว่าแนวคิดสังคมประชาธิปไตยจะเป็นแนวคิดเชิงสังคมนิยม แต่ก็มีความแตกต่างกับระบอบสังคมนิยมที่สำคัญอย่างมาก อันดับหนึ่งคือสังคมประชาธิปไตยนั้นเน้นสนับสนุนระบบตลาด นั่นคือรัฐจะทำงานร่วมกับระบอบทุนนิยม และไม่ได้มีความคาดหวังจะล้มล้างระบอบทุนนิยมแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้สังคมประชาธิปไตยจึงมุ่งหวังให้ชนชั้นกลางและประชาชนผู้เสียภาษีรับบทบาทเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและผลักดันประเทศ เป้าหมายสำคัญของแนวคิดสังคมประชาธิปไตยจึงเป็นการสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ และพาประเทศให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

เมื่อเป็นแนวคิดเชิงสังคมนิยมแล้วก็ย่อมมาพร้อมกับรัฐสวัสดิการ เช่นการศึกษาและระบบสุขภาพ โดยใช้ภาษีจากแหล่งต่างๆมาสนับสนุน ทว่าในขณะที่ระบอบสังคมนิยมโดยทั่วไปเน้นการเก็บภาษีมาเจือจานรัฐสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อย สังคมประชาธิปไตยจะมีความมุ่งหวังในการสร้างรัฐสวัสดิการที่มีคุณภาพในระดับที่แม้แต่ชนชั้นกลางขึ้นไปก็ยังจะรู้สึกพอใจและภาคภูมิใจกับการใช้บริการระบบต่างๆเหล่านั้น ดังที่เห็นได้ในตัวอย่างของประเทศเยอรมนีและสวีเดนที่มีคุณภาพของรัฐสวัสดิการอยู่ในระดับสูง และประชาชนทั่วไปยินดีที่จะใช้บริการทางสุขภาพของรัฐและให้บุตรหลานเข้าศึกษาในสถาบันของรัฐบาล

นี่เป็นภาพที่ต่างกับลักษณะของนโยบายของหลายๆรัฐบาลของประเทศไทยในช่วงประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมีนโยบายในเชิงประชานิยม โดยเริ่มต้นด้วยการสร้างรัฐสวัสดิการแก่คนระดับรากหญ้าโดยใช้เงินสนับสนุนจากภาษีที่เรียกเก็บจากชนชั้นกลางขึ้นไป แต่ไม่ได้ทำการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กันไปด้วย จึงทำให้ผู้เสียภาษีมีความรู้สึกเหมือนกับถูกขูดรีด และยังไม่ได้มีความพยายามที่จะพัฒนารัฐสวัสดิการเหล่านั้นให้มีคุณภาพพอถึงระดับที่ผู้ซึ่งต้องเสียภาษีสนับสนุนจะพึงพอใจในการใช้บริการ จึงกลายเป็นสถานการณ์แบบ “ผู้จ่ายไม่ได้ใช้ ผู้ใช้ไม่ได้จ่าย” ซึ่งเป็นที่มาของความขัดเคืองใจในหมู่ผู้เสียภาษีจำนวนมากในประเทศ

จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์สำคัญสองข้อของแนวคิดสังคมประชาธิปไตยนั้นดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน การมุ่งสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจะทำให้ประเทศและประชาชนมีรายได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึงการเก็บภาษีได้มากยิ่งขึ้น และนั่นย่อมหมายถึงงบประมาณที่สูงขึ้นและความสามารถในการพัฒนารัฐสวัสดิการให้มีคุณภาพสูง เพื่อที่รัฐสวัสดิการเหล่านั้นจะเป็นตัวเลือกที่แท้จริงสำคัญทุกคนในสังคมและไม่ใช่การทำนาบนหลังกลุ่มผู้เสียภาษีเหมือนในอดีต และเมื่อรัฐสวัสดิการเช่นการศึกษาและบริการสุขภาพมีความทั่วถึง ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศด้วยการสร้างพลเมืองที่มีความรู้ความสามารถและมีสุขภาพที่ดีต่อไป กลายเป็นวัฏจักรที่ส่งเสริมกันและกัน

สองสิ่งนี้คือเป้าหมายสำคัญของแนวคิดสังคมประชาธิปไตย ซึ่งโครงการสังคมประชาธิปไตยต้องการจะนำเสนอสู่สาธารณะ และแน่นอนว่าการมีเพียงเป้าหมายนั้นไม่ได้เพียงพอต่อการประสบผลสำเร็จ แต่จะต้องมียุทธวิธีในการที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จด้วย ซึ่งยุทธิวิธีต่างๆที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายในกรอบของสังคมประชาธิปไตยนั้นมีดังต่อไปนี้

การเพิ่มอำนาจต่อรองผ่านการรวมกลุ่ม

· นับตั้งแต่ระดับสังคม ระบอบสังคมประชาธิปไตยจะให้การสนับสนุนการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ให้โอกาสแรงงานได้มีอำนาจในการต่อรองเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐานสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานและค่าแรงที่เหมาะสม อันจะนำไปสู่สุขภาวะที่ดีขึ้น อัตราการเปลี่ยนงานที่ต่ำลง และรายรับที่สูงขึ้น ซึ่งจะมีผลในการผลักดันให้ชนชั้นล่างระดับบนขยับขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางระดับล่างได้มากขึ้น ส่งผลให้มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ และยังเป็นการเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บภาษี อันจะพาไปสู่การพัฒนารัฐสวัสดิการต่อไป

· ในระดับประเทศนั้นการรวมกลุ่มก็จะเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีพรรคการเมืองเป็นตัวแทนผู้คนในภาคส่วนต่างๆ ด้วยเหตุนี้แนวโน้มของรัฐบาลในระบอบสังคมประชาธิปไตยจึงมักเป็นรัฐบาลผสมที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียหลากหลายกลุ่มในสังคม และมีผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

· ในระดับนานาชาตินั้นรัฐบาลในระบอบสังคมประชาธิปไตยจะเน้นการทำงานร่วมกับองค์กรในระดับนานาชาติต่างๆ เช่น สหประชาชาติ องค์กรการค้าโลก ทั้งนี้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศและเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ อีกทั้งยังเป็นการดึงเอาองค์ความรู้มาจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่นยูเนสโก

 

ผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เป็นตัวนำประเทศ

· รัฐบาลในระบอบสังคมประชาธิปไตยนั้นจะปฏิเสธ “การแข่งขันไปสู่จุดต่ำสุด” (Race to the bottom – การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดด้วยการใช้แรงงานคุณภาพต่ำค่าจ้างถูกเพื่อผลิตสินค้าด้อยคุณภาพในราคาถูก) เนื่องจากแนวทางดังกล่าวนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะพาประเทศให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางและดำเนินไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ในทางกลับกันหนทางที่จะใช้คือการพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในระยะยาว

· ในการนี้นั้นรัฐบาลในระบอบสังคมประชาธิปไตยจะทำการเปิดตลาดอย่างเสรี เช่นเปิดตลาดพลังงานในไทย ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาในปัจจุบันที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตไม่สามารถกระจายการเข้าถึงไฟฟ้าได้เพียงพอ และนำไปสู่การใช้พลังงานทดแทนพร้อมๆกับการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำลายสิ่งแวดล้อม การเปิดตลาดอย่างเสรีจะนำไปสู่การแข่งขัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค และยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากฝั่งผู้ผลิตอีกด้วย

· ดังนั้นแนวทางในการวางแผนเศรษฐกิจของรัฐบาลในระบอบสังคมประชาธิปไตยจึงไม่มีความต้องการที่จะดำเนเศรษฐกิจแบบวางแผนเบ็ดเสร็จ และจะไม่พึ่งพิงการวางแผนระยะยาวดังเช่นแผนพัฒนาประเทศ 20 ปี เนื่องจากแผนในทำนองดังกล่าวนั้นจะไม่มีความยืดหยุ่นที่จะปรับตัวเข้ากับเงื่อนไขของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ และยังเป็นความเสี่ยงที่จะนำประเทศไปสู่ระบอบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จอีกด้วย

ความเป็นปึกแผ่นและความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติ

มุ่งเน้นความเป็นปึกแผ่นของมนุษยชาติ และผลักดันความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนอาศัยอยู่บนโลกนี้ร่วมกัน ในการนี้นั้นสังคมประชาธิปไตยจะมุ่งเน้นการหาทางออกร่วมกันโดยการเจรจากับองค์กรการค้าโกและสนธิสัญญาการค้าอื่นๆในโลก ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับตลาดโลก และเพื่อสร้างความเป็นสากลให้ประเทศไทยเอง และยังจะให้ความเคารพต่อสิ่งแวดล้อม โดยทำงานอย่างเข้มแข็งร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวสีเขียวและตั้งเป้าหมายระยะยาวที่ทำได้จริง เช่นการพยายามลดภาวะเรือนกระจกเพื่อที่จะช่วยรักษาเมืองชายฝั่งทะเล เช่นกรุงเทพมหานคร ไม่ให้จมหายไปในอนาคต

ในระดับประเทศนั้นความเป็นปึกแผ่นจะมาจากกาคให้ความเคารพต่อบุคคลในทุกๆระดับของสังคม ทั้งผ่านรัฐสวัสดิการที่มีคุณภาพและทั่วถึง และผ่านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สิทธิทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการชุมนุม และสิทธิมนุษยชนทางสังคม ตัวอย่างเช่นการรับรองการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ส่งเสริมสิทธิสตรีในระบบศาสนา ยกเลิกโทษประหารชีวิต รับรองสถานะของชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆในประเทศ และการสนับสนุนการเรียนทวิภาษาโดยใช้ภาษาแม่ในการเรียนการสอน

ในปัจจุบันนั้นประเทศไทยอยู่ในอาการป่วยไข้ สังคมและการเมืองอยู่ในความเจ็บปวดรวดร้าว สิทธิมนุษยชนถูกละเมิด และยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนที่จะนำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า แต่แม้ว่าวิกฤติทางการเมืองจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราก็ยังมีความเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถหาทางออกทางสังคมและการเมืองที่ถาวรได้ และดังที่ได้กล่าวมา แนวคิดทางสังคมประชาธิปไตยจะเป็นคำตอบที่สำคัญคำตอบหนึ่งในการคลายปมปัญหาในสังคมไทย และนำพาประเทศให้เดินหน้าไปได้

ถ้าพรรคสังคมประชาธิปไตยได้รับการเลือกแม้จะในสัดส่วนเล็กน้อยเพียง 8-10% ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นก็เท่ากับว่าเราได้มีส่วนในการสร้างทางออกให้ประเทศแล้

ประเทศไทยควรมีอนาคตที่ดีกว่านี้

(ดูข้อความอธิบายข้างล่าง)

ข้อความแสดงจุดมุ่งหมายของโครงการสังคมนิยมประชาธิปไตย

1) โครงการสำหรับสังคมนิยมประชาธิปไตยประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีจุดประสงค์เดียวกัน ซึ่งจะสนับสนุนปรัชญา หลักการ รวมถึงนโยบาย ทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมในประเทศไทย โครงการแรกนั้นจะเป็นร่างสรุปการประกาศหลักการคร่าวๆ เกี่ยวกับปรัชญาและรูปแบบการก่อตั้งระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย โดยที่จะดำเนินการด้านการพัฒนากลยุทธ์และนโยบาย

2) สังคมนิยมประชาธิปไตยสนับสนุนการควบคุมความยุติธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ภายใต้เงื่อนไขของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโดยมาจากประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ตัวอย่างของนโยบายสังคมนิยมประชาธิปไตยรวมถึงการรวมตัวกันง่ายยิ่งขึ้นเพื่อเจรจาต่อรองในการเพิ่มอำนาจให้ผู้ใช้แรงงานและมีการกระจายความมั่งคั่งโดยมีการจัดสรรมาตราฐานสวัสดิการสู่ประชาชนทุกคน ยกตัวอย่างจากประเทศสวีเดน โดยมีการจัดเก็บภาษีสูงจากผู้มีรายได้สูงซึ่งทำให้ประชาชนในประเทศทุกคนมีมาตราฐานการครองชีพที่สูงเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ภายในประเทศ รวมถึงธุรกิจและประชาสังคม

3) พรรคการเมืองระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตยมีอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรป ทางองค์กรสังคมนิยมประชาธิปไตยจะเข้าทำการสนับสนุนทุกพรรคการเมืองไทยที่เป็นกลุ่มสังคมประชาธิปไตยและจะทำการโปรโมทสังคมนิยมประชาธิปไตย เมื่อใดก็ตามที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลทหารของประเทศไทย ถ้าจำเป็นจริงๆทางองค์กรอาจจะหาทางสร้างพรรคการเมืองสังคมนิยมประชาธิปไตยหรือเข้าไปทำการสนับสนุนพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยที่มีอยู่

4) ทางเรามีความเชื่อว่า รัฐบาล การพาณิชย์และประชาสังคมนั้น ล้วนมีบทบาทในประเทศไทยในแบบใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันก็ยังไม่มีความเท่าเทียมกันทางอำนาจทั้งในด้านรัฐบาล ด้านเศรษฐกิจ และประชาสังคม

5) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่รัฐบาลมีอำนาจมากเกินไปแต่ประชาสังคมกลับไม่มีอำนาจ และทางเราเชื่อว่าธุรกิจสามารถถูกเกื้อหนุนได้โดยการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทำงานจากสหภาพแรงงานและได้รับการปกป้องจากกฎหมายแรงงาน นั่นถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ธุรกิจการค้ามุ่งความสนใจไปที่มูลค่าที่เพิ่มจากสินค้าจากการใช้เทคโนโลยีต่างๆ แต่ละขั้นตอนจะมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทำงานแทนที่จะพึ่งระบบหนี้ดอกเบี้ยสูงและเงินเดือนขั้นต่ำ อีกผลกระทบที่ทำให้ไม่เกิดสมดุลย์กันคือผลกระทบทางด้านการค้าที่จะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสิ่งสนับสนุนจากรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน ทางเรายังเชื่อมั่นถึงการสร้างศักยภาพ การแก้ไขและปรับปรุงประชาสังคม โดยการให้การศึกษาที่มากขึ้นและดีขึ้นกับคนไทยทุกคนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

6) ทางเราเชื่อมั่นถึงการสนทนาอย่างเสรีและเปิดกว้างโดยไม่มีการเซ็นเซอร์หรือกลัวสิ่งที่จะสะท้อนกลับมา ซึ่งทั้งสองอย่างจำเป็นในประชาสังคม การสร้างความเข้าใจ ความกังวลใจ รวมถึงเป้าหมายที่มีต่อกลุ่มหลากหลายเชื้อชาติและกลุ่มสังคมต่างๆในประเทศไทย เพื่อที่จะส่งเสริมแนวคิดการมีส่วนร่วมของคนไทย ดังนั้นทางเราจึงสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่และลดบทบาทของกฎหมายการหมิ่นประมาทให้น้อยลง

7) ระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตยนั้นมาจากสิทธิมนุษยชนสากล เช่น เดอะยูเอ็นส์ 1948  ประกาศอย่างเป็นสากลถึง  สิทธิมนุษยชนและข้อตกลงหว่างประเทศ อย่างแรกว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างที่สองสิทธิทางสังคมและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามในสัญญาแต่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติตาม ทางเราเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนเป็นรูปแบบพื้นฐานสำหรับความยุติธรรมในประเทศไทย ซึ่งการอภิปรายและการที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างเสรีนั้นมาจากแนวความคิดของความเท่าเทียมกันในสังคม แต่ยังคงอนุรักษ์เอกลักษณ์ของความเป็นไทย

8) สังคมนิยมประชาธิปไตยรวบรวมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจากความรู้ความเข้าใจของประชาชนและความโปร่งใสของรัฐบาล ทางเราไม่ได้เจาะจงไปเฉพาะแค่คนไทยเท่านั้นและยังรวมไปถึงชาวต่างชาติที่เป็นเสมือนเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ปกครองของคนไทย คู่สมรสของคนไทย นักลงทุนในประเทศไทย นักศึกษาและนักวิชาการที่ห่วงใยในอนาคตของประเทศไทย ทางเรายินดีต้อนรับสมาชิกจากทุกองค์กรและทุกท่านที่สนใจ

เราตระหนักแล้วว่าถ้าประเทศไทยสามารถยอมรับในหลักการได้ เราจะสามารถเป็นผู้นำของโลกและเป็นตัวอย่างไปสู่ผู้อื่นได้

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

คดี ‘ชายชุดดำ ปี 53’ ศาลสั่งจำคุก 10 ปี 2 จำเลย อีก 3 ยกฟ้องแต่สั่งขังระหว่างอุทธรณ์

คดี ‘ชายชุดดำ ปี 53’ ศาลสั่งจำคุก 10 ปี 2 จำเลย อีก 3 ยกฟ้องแต่สั่งขังระหว่างอุทธรณ์

Posted: 31 Jan 2017 03:05 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

คดีประวัติศาสตร์ “ชายชุดดำ” ถูกฟ้องข้อหาครอบครองและพกพาอาวุธสงคราม จำคุก 10 ปี 2 คน อีก 3 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยแต่ให้ขังระหว่างอุทธรณ์ 1 ในนั้นเป็นแม่ค้าขายไข่เจียว จำเลยทั้ง 5 ถูกจับหลัง รปห.57-เคยร้องเรียนถูกซ้อม ติดคุกมาแล้ว 2 ปีกว่า ด้าน ‘ศรีวราห์’ ดีใจศาลลงโทษ แสดงว่ามีชายชุดดำจริง ‘วิญญัติ’ โต้คดีนี้สร้างความชอบธรรมให้ ศอฉ. พร้อมตั้งคำถามความน่าเชื่อถือของพยาน


แฟ้มภาพ

31 ม.ค.2560 ที่ห้อง 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดี “ชายชุดดำ” ซึ่งมีจำเลย 5 คนหนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิง ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตและพกพาอาวุธไปในที่ชุมชน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ระหว่างปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่” ของ ศอฉ. หรือที่เรียกกันว่า การสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ซึ่งในวันดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตเป็นประชาชน 21 ราย เป็นทหารที่ปฏิบัติการ 5 นาย หนึ่งในนั้นคือ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ยศขณะนั้น) ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง จำคุกคนละ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 3,4,5 นั้นยังมีเหตุแห่งความสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังระหว่างอุทธรณ์ ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาญาติผู้ต้องขังทั้ง 5 พากันร่ำไห้ ขณะที่ทนายจำเลยเตรียมยื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1-2 และเตรียมทางช่องทางยื่นประกันตัวจำเลยที่ 3-5 ซึ่งทนายระบุน่าจะต้องใช้หลักทรัพย์ค่อนข้างสูงแต่ครอบครัวจำเลยล้วนมีฐานะยากจน

ทั้งนี้ จำเลยทั้งห้าได้แก่

จำเลยที่ 1 นายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หรืออ้วน อายุ 47 ปี อาชีพ รับจ้าง (ขับรถตู้วิน)

จำเลยที่ 2 นายปรีชา อยู่เย็น หรือไก่เตี้ย อายุ  27 ปี อาชีพ รับจ้าง

จำเลยที่ 3 นายรณฤทธิ์ สุวิชา หรือนะ อายุ 35 ปี อาชีพ รับจ้าง

จำเลยที่ 4   นายชำนาญ ภาคีฉาย หรือเล็ก อายุ 47 ปี อาชีพ รับจ้าง

จำเลยที่ 5 นายปุณิกา ชูศรี หรืออร อายุ 41 ปี อาชีพรับจ้าง (แม่ค้าขายข้าวแกง)

ผู้ต้องหาระบุถูกซ้อมให้รับสารภาพ

จำเลย 5 ถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.2557 โดยถูกทยอยจับกุมไล่เลี่ยกันแล้วนำไปควบคุมตัวในค่ายทหารหลายวัน ก่อนที่ทหารจะนำตัวส่งตำรวจเพื่อให้แจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นถูกคุมขังในเรือนจำเรื่อยมาจนปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 2 ปี 4 เดือน ระหว่างพิจารณาคดีเคยยื่นประกันตัววางหลักทรัพย์คนละ 5 แสนบาท 3 ครั้งแต่ศาลปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี ก่อนหน้าจะมีการสืบพยาน ทนายจำเลยได้เคยร้องขอความเป็นธรรมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานอัยการโดยระบุว่า จำเลยถูกซ้อมทรมานภายในค่ายทหารเพื่อให้รับสารภาพ (อ่านที่นี่)

‘ศรีวราห์’ ยินดีศาลลงโทษ เครื่องยืนยัน “ชายชุดดำมีจริง”

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า รู้สึกดีใจที่ศาลพิพากษาจำคุกจำเลย 1-2 เพราะทำให้สังคมเห็นว่าชายชุดดำมีจริง พนักงานสอบสวนทำงานเหนื่อย มีผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ได้ทำตามใบสั่งใคร คดีนี้จะทำให้คดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีน้ำหนักในการพิพากษาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เท่าที่ตรวจสอบได้พบว่าคดีนี้เป็นเดียวที่มีการจับกุมและดำเนินคดีผู้ต้องหาจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษา เรียกกันว่า “คดีชายชุดดำ” (ไม่นับคดีที่เกี่ยวเนื่องอีก 1 คดีซึ่งศาลยกฟ้อง) โดยอัยการฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 จำเลยทั้งห้ากับพวกที่ยังหลบหนี และพวกที่ถึงแก่ความตายไปแล้ว ได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยร่วมกันพาอาวุธ เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด ที่สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินให้เกิดความเสียหายได้ คือ เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 , ปืนเอ็ม 16 ,ปืนเอชเค 33 หรือปืนอาก้า ซึ่งนายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ไปตามบริเวณแยกคอกวัว ถนนตะนาว, ถนนประชาธิปไตย แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็น เร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งในเวลาเกิดเหตุมีการชุมนุมกันของประชาชนจำนวนมาก

ทนายโต้รองผบ.ตร. มี “ชายชุดดำ” จะได้รองรับความชอบธรรมปฏิบัติการของ ศอฉ.?

วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจำเลย จากสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องการได้มาซึ่งพยานหลักฐานในคดีนี้ โดยเฉพาะการสอบสวนซึ่งไม่ได้เริ่มจากการสอบสวนที่เป็นการทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งผู้จับตัวและนำมาสอบสวนเป็นทหาร ที่ใช้อำนาจพิเศษจาก คสช.ซึ่งข้อเท็จจริงยุติว่า ทหารใช้อำนาจคุมตัวจำเลยทั้ง 5 สอบปากคำที่ค่ายทหาร แม้การสอบสวนจะมีตำรวจบางนายร่วมด้วยก็ตาม ผู้ต้องหาทั้ง 5 ในขณะนั้นให้ข้อมูลที่สำคัญว่าพวกเขาถูกบังคับ ขู่เข็ญ ในระหว่างสอบสวนในค่ายทหาร และต่อมาได้มีการขอความเป็นธรรมต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการด้วย จึงเป็นประเด็นของความชอบด้วยคำรับสารภาพที่เป็นปฐมเหตุของการตั้งรูปคดีนี้ นอกจากนี้การสอบสวนที่มีการบันทึกภาพและเสียงไว้นั้นก็เป็นการสอบสวนภายหลังจากที่มีการสอบสวนจากทหารแล้ว โดยการบันทึกไว้นั้นมีพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วม มิใช่ดีเอสไอ ทั้งที่คดีเช่นนี้เป็นคดีพิเศษตั้งแต่ปี 2553 แต่กลายเป็นตำรวจชุดที่ตั้งขึ้นพิเศษโดย ผบ.ตร.หลังจากการยึดอำนาจปี 2557

“การที่บางคนบอกว่าต้องมีชายชุดดำในทางคดีและมีการปฏิบัติการจริงในการชุมนุม ทำให้เชื่อว่าน่าจะนำไปเป็นเหตุผลที่ทำให้การใช้กำลังทหารของ ศอฉ.เข้าสลายการชุมนุมเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะมีความพยายามอธิบายเรื่องชายชุดดำให้เป็นกองกำลังติดอาวุธของผู้ชุมนุม และทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจำนวนมาก” วิญญัติกล่าว

เปิดคำพิพากษาบางส่วน

ในการอ่านคำพิพากษาศาลบรรยายถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานที่รับฟังได้ว่า มีชายสวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้าเข้าไปในที่เกิดเหตุ และตำรวจได้ยึดปืนจากชายคนหนึ่งที่หลบหนีไปไว้ได้ ระหว่างนั้นมีการยิงปืนและระเบิดทำให้ทหารประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมามีผู้แจ้งว่าพบรถฮอนด้าซีวิคจอดทิ้งไว้ที่อพาร์ตเมนต์บ้านริมน้ำ ตรวจพบวัตถุระเบิดและอาวุธปืน นอกจากนี้ยังพบรถตู้สีขาวจอดทิ้งไว้หน้าบริษัทเทเวศประกันภัย ถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งมีชื่อของบุคคลหนึ่งเป็นเจ้าของซึ่งบุคคลดังกล่าวได้ให้ นายธนเดช หรือนายไก่ ผู้ต้องหาอีกคนที่ไม่ได้ตัวมาฟ้องในคดีนี้เช่าไปขับรถรับจ้าง ต่อมา พ.อ.วิจารณ์ จดแตง ได้อาศัยกฎอัยการศึกและคำสั่งหัวหน้า คสช.นำตัวจำเลยทั้ง 5 คนมาสอบปากคำและจำเลยทั้ง 5 คนได้ให้ถ้อยคำไว้ เมื่อส่งมอบตัวให้ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยทั้ง 5 ให้การรับสารภาพ

ส่วนการวินิจฉัยว่าจำเลยผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าในส่วนจำเลยที่ 1 นั้นมีพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารม้าและเป็นพลขับรถฮัมวีนำกำลังพลมาในวันเกิดเหตุ ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังพลในเวลา 21.00 น.ขณะจอดรถบริเวณจุดเกิดเหตุ พบรถตู้สีขาววิ่งสวนมาและชะลอ จำเลยที่ 1 ได้ลดกระจกชะโงกหน้ามาด่าพยาน และพยานเห็นปืนอาก้า ปืนเอ็ม 16 วางอยู่ที่พื้นรถและเบาะหลัง แม้รถจะวิ่งสวนกันใช้เวลาไม่นานยากที่จะจดจำรายละเอียด และพยานก็ไม่ได้รู้จักกับจำเลย แต่เมื่อพิจารณาว่ารถฮัมวีมีพวงมาลัยอยู่ทางซ้าย รถตู้ขณะวิ่งสวนก็ชะลอความเร็ว เป็นไปได้ที่จะทำให้เห็นหน้าชัดเจน นอกจากนี้พยานที่เป็นทหารอาจจะมีความสามารถจดจำเหตุการณ์ เป็นคนช่างสังเกต ประกอบกับพยานโจทก์อีกคนหนึ่งคือ พี่สาวของนายธนเดช ที่มาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 อยู่วินรถตู้เดียวกันกับน้องชาย วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และพวกมีการขนกระเป๋าสีดำยาวขึ้นรถ คืนก่อนเกิดเหตุก็เห็นอาวุธปืนโผล่ออกจากกระเป๋าดังกล่าวด้วย พี่สาวนายธนเดชรู้จักกันดีกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนได้เสีย ไม่มีเหตุโกรธเคืองให้ต้องปรักปรำจำเลยที่ 1 หากจะปรักปรำหรือถูกข่มขู่ให้กลัวตามที่จำเลยต่อสู้ พี่สาวนายธนเดชย่อมต้องให้การรวมไปถึงจำเลยคนอื่นๆ ด้วยแต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เชื่อว่าเป็นการเบิกความตามจริง ตรงไปตรงมา สอดคล้องกับที่พ.อ.วิจารณ์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 รับว่าได้ติดต่อวางแผนระดมคนกับนายธนเดชเพื่อไปต่อต้านทหาร และจำเลยที่ 1 ยิงปืนใส่ทหาร ที่จำเลยอ้างว่าทหารข่มขู่จึงรับสารภาพเพราะกลัวจะเกิดอันตราย เมื่อฟังบันทึกเทปคำให้การปกติและพยานทุกคนก็เบิกความสอดคล้องต้องกันจึงไม่น่าเชื่อว่าจะถูกซ้อม นอกจากนี้ข้อต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 เดินทางกลับลำปางในเวลา 20.00 น.ก็ไม่มีพยานยืนยัน

ส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลอ้างถึงพยานโจทก์ซึ่งเป็นตำรวจ 2 คนที่แฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุม ซึ่งเบิกความไว้ว่า การ์ดของผู้ชุมนุมได้จับชายสวมหมวกไหมพรม 2 คน เมื่อเปิดหมวกออกพบเป็นจำเลยที่ 2 จึงถ่ายรูปไว้ ขณะที่อีกคนหนึ่งนั้นหลบหนีไปได้และตำรวจได้ยึดอาวุธของคนนั้นไว้ได้ ศาลเชื่อว่าตำรวจแฝงตัวไปในวันเกิดเหตุจริง จำเลยที่ 2 ก็รับว่าเป็นการ์ดและต่อสู้ว่าวันเกิดเหตุไปรับจ้างเดินสายไฟที่ศูนย์ราชการ แต่ไม่มีพยานบุคคลหรือสัญญาจ้างมายืนยันทั้งที่เป็นเรื่องที่ไม่ยาก จึงเป็นคำเบิกความที่ไม่น่าเชื่อถือ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 รับสารภาพข้อกล่าวหาเรื่องอาวุธ แต่ปฏิเสธข้อหาสะสมกำลังพลเพื่อก่อการร้าย เห็นชัดเจนว่าเป็นการรับสารภาพโดยสมัครใจ ไม่เช่นนั้นก็ต้องปฏิเสธข้อหานี้ด้วย ส่วนที่สู้ว่าภาพชายชุดดำที่ถูกถอดหมวกไหมพรมออกเป็นภาพตัดต่อนั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อพิรุธหรือข้อบ่งชี้ดังกล่าว จึงเชื่อว่าเป็นภาพจริง

ส่วนจำเลยที่ 3, 4, 5 นั้นมีเพียงบันทึกซักถามและการรับสารภาพในชั้นสอบสวน แม้โจทก์จะมีทหารและพนักงานสอบสวนมาเบิกความแต่บันทึกซักถามดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าและเป็นพยานซัดทอด ซึ่งต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง ต้องมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือพยานแวดล้อม แต่ไม่ปรากฏพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยที่ 3-5 เป็นคนร้าย แม้โจทก์จะนำสืบว่าจำเลยที่ 3-4 มีความเกี่ยวพันเป็นการ์ด จำเลยที่ 5 เข้าไปขายข้าวไข่เจียวในที่ชุมนุม แต่ไม่ได้หมายความว่า จำเลยที่ 3-5 จะครอบครองอาวุธปืน มีเหตุให้สงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 3-5

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษในคดีครอบครองอาวุธคนละ 8 ปี คดีพกพาอาวุธคนละ 2 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 ยกฟ้อง แต่ให้ขังระหว่างอุทธรณ์

ทนายเปิดประเด็นโต้แย้งความน่าเชื่อถือพยาน

วิญญัติ หนึ่งทีมทนายจำเลยให้สัมภาษณ์ในภายหลังอีกว่า จำเลยทั้ง 5 คนถูกดีเอสไอแจ้งข้อหาเพิ่มเติม คือ ข้อหาก่อการร้าย แต่อัยการไม่สั่งฟ้อง ขณะนี้กำลังรอคำชี้ขาดจากอธิบดีดีเอสไอ

นอกจากนี้ พยานที่ศาลอ้างเพื่อลงโทษจำเลยที่ 1-2 นั้น ปากหนึ่งคือ พี่สาวนายธนเดชหรือไก่ พยานปากนี้เคยให้การในคดีที่เกี่ยวพันกันคือเรื่องอาวุธในรถฮอนด้า ซีวิค ซึ่งศาลยกฟ้องไปแล้ว โดยศาลเห็นว่าพยานปากนี้รับฟังไม่ได้ ให้การในชั้นตำรวจอย่างหนึ่ง ในชั้นศาลอีกอย่างหนึ่ง ขัดแย้งกันในสาระสำคัญ ส่วนพยานที่เป็นทหารม้าที่เป็นพลขับรถฮัมวีที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ลดกระจกลงตะโกนด่าเขานั้นก็เคยเบิกความในการไต่สวนการตายคดีนายฮิโรยูกิ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ในครั้งนั้นเขาเบิกความถึงรถตู้ที่วิ่งสวนมาด้วยเช่นเดียวกัน แต่ยืนยันไม่ได้ว่าเป็นใคร เนื่องจากคนในรถตู้สวมหมวกไหมพรม เห็นแต่ลูกตา และไม่ได้เบิกความว่าเห็นอาวุธบนเบาะรถแต่อย่างใด

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

คนส.ยื่น จม.เปิดผนึกพร้อม 351 รายชื่อนักวิชาการ ถึงปธ.ศาลฎีกา ปมละเมิดสิทธิ ไผ่ ดาวดิน

คนส.ยื่น จม.เปิดผนึกพร้อม 351 รายชื่อนักวิชาการ ถึงปธ.ศาลฎีกา ปมละเมิดสิทธิ ไผ่ ดาวดิน

30 มกราคม 2560 (เมื่อวานนี้ ) เวลา 11.00 น. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) นำโดยอนุสรณ์ อุณโณ พวงทอง ภวัครพันธุ์ ยุกติ มุกดาวิจิตร พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ชลิตา บัณฑุวงศ์ สามชาย ศรีสันต์ ภาสกร อินทุวงศ์ ธนะศักดิ์ สายจำปา และนาตยา อยู่คง ได้เดินทางมายังศาลฎีกา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษาทั่วประเทศ เรื่อง ความเสื่อมถอยของระบบนิติรัฐและการละเมิดสิทธิ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดินโดย อนุสรณ์ อุณโณ ได้อ่านจดหมายเปิดผนึกและรายชื่อแนบท้าย 351 รายชื่อบริเวณหน้าอาคารศาลฎีกา  ภายหลังอ่านจบ ปิยะนุช มนูรังสรรค์ เลขาธิการประธานศาลฎีกาได้เดินออกมารับจดหมายเปิดผนึกจาก คนส.

คนส. ได้ชี้แจงว่าจะได้ทำการส่งจดหมายเปิดผนึกทั้ง 169 ฉบับไปยังประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ทุกภาค หัวหน้าผู้พิพากษาศาลแขวง ศาลจังหวัด อธิบดีผู้พิพากษาทุกภาค เนื้อหาโดยย่อในจดหมายเปิดผนึกคือการเรียกร้องปล่อยตัวชั่วคราว ไผ่ ดาวดิน  ไม่ควรทำตัวเป็นผู้พิทักษ์อำนาจรัฐอันไม่ชอบธรรม และบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ

อนุสรณ์กล่าวว่า เป้าหมายของการยื่นจดหมายครั้งนี้เพราะเชื่อว่ายังมีนักกฎหมายและผู้พิพากษาที่มีใจเที่ยงธรรมอยู่ และหลังจากนี้หากยังไม่มีความเคลื่อนไหวในทางบวกก็จะหาแนวทางเคลื่อนไหวต่อไป

รายชื่อของนักวิชาการทั้งหมดที่แจ้งนอกจากจะมีจากสถาบันอุดมศึกษาในส่วนกลางแล้วยังมีรายชื่อนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาในภูมิภาคเช่น สมชาย ปรีชาศิลปกุล, ยศ สันตสมบัติ , อานันท์ กาญจนพันธุ์,ขวัญชีวัน บัวแดง ม.เชียงใหม่ วัชรพล พุทธรักษา ม.นเรศวร สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ,พิเชฐ แสงทอง,ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ ม.สงขลานครินทร์ ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ ม.ทักษิณ อัมพร หมาดเด็น ,อุเชนทร์ เชียงเสน ม.วลัยลักษณ์ กนกวรรณ มะโนรมย์ ม.อุบลราชธานี ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ  ม.มหาสารคาม ฯลฯ

อ่านจดหมายเปิดผนึก ‘ความเสื่อมถอยของระบบนิติรัฐและการละเมิดสิทธิ ไผ่ ดาวดิน จม.ถึงผู้พิพากษา’ ได้ตามลิงค์นี้ http://prachatai.org/journal/2017/01/69844

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน