อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อราคาน้ำมันโลกดิ่ง สัญญาณ”เตือนภัยอันตราย”ที่กำลังมาเยือน!

z_2096

 

สถานการณ์ในช่วงนี้ สิ่งที่น่าจับตามากที่สุดก็คือ สถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ซึ่งดิ่งตกอย่างน่าตกใจ พร้อมทั้งยังฉุดตลาดหุ้นต่าง ๆ ร่วงระนาว สถานการณ์นี้ถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่ถึงขนาดว่าอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลก จากภาวะการสิ้นสุดของสภาพคล่องตลาดทุน รวมถึงภาวะเสี่ยง”การล่มสลายของกลุ่มโอเปก”ด้วย

ผู้ที่วิเคราะห์ดังกล่าวคือ”แบงก์ ออฟ อเมริกา”สถาบันการเงินใหญ่ของสหรัฐ ที่กำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุด ราคาน้ำมันได้ตกลงมาอยู่ที่ระดับ 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยกลุ่มฯมองว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกดิ่งร่วง อาจแย่ถึงขนาดหล่นไปที่ระดับ”50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”เพียงไม่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มโอเปกที่เคยเป็นกลุ่มทรงอิทธิพลของโลก ที่เคยสามารถกำหนดทิศทางราคาน้ำมันได้ กลายเป็นแค่เสือกระดาษไร้เขี้ยวเล็บ และอาจถึงจุดอวสานได้ เมื่อกลไกการควบคุมราคาน้ำมันโลก”เปลี่ยนแปร”ไป

แบงก์ ออฟ อเมริกา บอกว่า สถานการณ์นี้กำลังมีขึ้นในห้วงที่โลกกำลังเข้าสู่ห้วงเปลี่ยนผ่านของการใช้พลังงาน โดยเฉพาะการปฎิวัติการผลิตพลังงานที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำให้ราคาแก๊สถูกลงสำหรับภูมิภาคยุโรป ขณะที่ล่าสุด โอเปกก็เพิ่งล้มเหลวในการ”กำหนดราคาน้ำมัน”ในการประชุมล่าสุด และคาดว่า สถานการณ์น้ำมันต่อจากนี้จะกลายเป็นภาวะราคาน้ำมันดิ่งร่วงระยะยาว

 

 

โดยขณะนี้ กลายเป็นว่า ตลาดเสรีได้กลายเป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันโลกไปแล้ว และนำไปสู่ภาวะราคาน้ำมันดิ่งตกอย่างควบคุมไม่ได้ โดยจะมีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่ยังคงมีกำไรจากการขายน้ำมัน คือ ยักษ์ใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบีย และว่า สหรัฐซึ่งกำลังหากินกับอุตสาหกรรม”สกัดน้ำมันจากหินดินดาน”ก็ยังได้ผลกระทบหนักเช่นกัน โดยประเมินว่า บริษัทสหรัฐผู้ผลิตน้ำมันดังกล่าว จะขาดทุนจากภาวะราคาน้ำมันตกลงอย่างน้อย 15 เปอร์เซนต์ และขาดทุนถึง 50 เปอร์เซนต์ หากราคาน้ำมันดิบร่วงมาที่ระดับ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และว่า ภาวะราคาน้ำมันตก ยังกระทบต่อโครงการสกัดน้ำมันจากหินดินดานในภูมิภาคลาตินและเม็กซิโก รวมทั้งกระทบยาวไปถึงแคนาดา และรัสเซีย และจะส่งผลให้บริษัทน้ำมันใหญ่ต้องตัดลดโครงการผลิตน้ำมันด้วย

ขณะทีแบงก์ ออฟ อเมริกา ประเมินว่า ราคาน้ำมันจะดิ่งตกเฉลี่ย 1 บาร์เรลต่อวัน ในอีก 6 เดือนข้างหน้าหรือเกินกว่านั้น จากภาวะน้ำมันล้นตลาด ขณะที่ตลาดน้ำมันดิบสหรัฐจะตกลงลงที่ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดแก๊สปิโตรเลียมเหลวจะเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในปี 2015 และเข้าสู่ภาวะซื้อขาย”ร้อนแรง”เมื่อปริมาณพลังงานแก๊สจากออสเตรเลีย ได้ส่งผลกระทบต่อโลก ซึ่งหากการคาดการณ์นี้เป็นจริง  ภาวะแก๊สปิโตรเลียมเหลวที่เพียงพอและท่วมท้นในตลาด อาจเป็นตัวแปรที่สร้างอิทธิพลอย่างสำคัญยิ่งต่อยุโรป โดยจะทำให้ยุโรปกลายเป็นแหล่งจัดส่งแก๊สปิโตรเลียมเหลว ที่สามารถตัดราคาแก๊สจากรัสเซียได้

ขณะที่สหภาพยุโรป ปัจจุบันก็มีสถานีแก๊สเพียงพอต่อความต้องการบริโภคอยู่แล้ว และไม่จำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานดังกล่าวไปต่อรองกับการซื้อแก๊สจากรัสเซียอีกต่อไป เพราะปัจจุบันการจัดส่งแก๊สปิโตรเลียมเหลวอยู่ในสภาพไม่ขาดแคลน โดยเฉพาะญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่ยุโรปเองก็อาจไม่จำเป้นต้องใช้ก๊าซจากรัสเซียไปอีกอย่างน้อย 2 ปี

อย่างไรก็ตาม แบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุด้วยว่า ภาวะราคาน้ำมันตก อาจมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่จะกระทบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกในปี 2015 หรือเทียบเท่ากับการลดภาษีลงถึง 7.3 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ถือเป็นเรื่องซับซ้อน ทั้งในแง่ผู้แพ้และผู้ชนะ โดยผลการศึกษาพบว่า ภาวะน้ำมันดิ่งตกอาจกลายเป็นปัจจัยเชิงลบหากมันทำให้เกิดวิกฤตทางการเงินที่กระทบลามอย่างเป็นลูกโซ่

 

 

โดยเฉพาะตลาดเงินโลก ที่อาจจะต้องเผชิญกับภาวะเข้าสู่ห้วงการทดสอบความเข้มแข็งของบริษัท เมื่อเฟดออกมาตรการเข้มหลังผ่อนคลายมาหลายปี และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ การสิ้นสุดของวงจรสภาพคล่อง โดยหากเฟดต้องเตรียมที่จะขึ้นดอกเบี้ย ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยเหมือนปี 2009 ก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง และว่า ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐเคยใช้มาตรการที่ผ่อนคลายอย่างมากในปี 2004 และอาจเพิ่มขึ้นอีกเพื่อนำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจเหมือนปี 1994 มาใช้ เมื่อสหรัฐได้ขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้ตลาดพันธบัตรโลกสั่นสะเทือน

แบงก์ ออฟ อเมริกา เผยด้วยว่า  การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในยุโรปและญี่ปุ่น จะครอบคลุมคิดเป็นจำนวน 35 เปอร์เซนต์ของการสูญเสียการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย และทำให้ตลาดโลกอยู่ในภาวะเสี่ยงไม่มั่นคงอย่างสูงมาก ซี่งขณะนี้โลกยังไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบอย่างเต็มที่ แต่นับจากนี้ต่อไป ตลาดโลกจะไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะฟื้นคืนมาได้ทุกครั้งหากเกิดสถานการณ์โกลาหล และมีโอกาสที่เฟดจะกลับไปสู่การใช้มาตรการฉุกเฉิน ด้วยการใช้มาตรการ QE หรือมาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน และนี่เป็นสถานการณ์ที่จะเข้าสู่ภาวะแย่ลงๆ เรื่อยๆ  และพร้อมจะเกิดภาวะล่อแหลมเพิ่มขึ้นต่อตลาดโลก

และขณะที่ทั่วโลกได้ใช้สูตรยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลาง ประเมินว่า มาตรการดอกเบี้ย 0 เปอร์เซนต์ของสหรัฐ ได้ทำให้จีพีดีโลกขยายตัวในระดับ 56 เปอร์เซนต์ และทำให้หุ้นในตลาดทั่วโลกขยายตัว 83 เปอร์เซนต์ ขณะที่พันธบัตรกว่าครึ่งของรัฐบาลทั่วโลกทำให้จีดีพีโลกขยายตัวเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์เท่านั้น

และประเมินว่า จะมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคนได้รับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยในทางใดทางหนึ่ง กรณีนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกยิ่ง โดยมีลักษณะเหมือนภาวะเศรษฐกิจถดถอยเหมือนช่วงปี 1930 โดยไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเฟดพยายามที่จะสลัดตัวจาก”กับดักของการกระตุ้นเศรษฐกิจ”แม้แต่ตัวเฟดเอง

 

source : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418353944