ใบตองแห้ง อำนาจใหม่ : คนดี

z_21011

การเมืองไทยหลัง คสช.จะเป็นอย่างไร สมมตินะ สมมติร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ ประกาศใช้ มีเลือกตั้งต้นปีหน้า

ขอบอก ว่าการเมืองใหม่ภายใต้ “วิสัยทัศน์ 5 ปี” จะไม่กลับไป “เสียของ” เหมือนปี 2550 ที่พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยฝันหวานไปเถอะ รับรองฝันค้าง เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะอกหักเช่นกัน

เพราะ ถ้าอ่านทางสภาปฏิรูปฯ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “การเมืองใหม่” จะสถาปนาอำนาจใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ศาลและองค์กรอิสระ แต่ยังมีวุฒิสภาจากสาขาอาชีพ 200 คน มีองค์กรใหม่ๆ เช่น สมัชชาคุณธรรม ใช้อำนาจยับยั้งนักการเมืองตั้งแต่ต้น วุฒิสภาสามารถตรวจสอบรัฐมนตรีก่อนทูลเกล้าฯ อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ขณะที่การหาเสียงก็ห้ามโฆษณานโยบาย ผู้สมัครถูกตรวจภาษีย้อนหลัง เลวตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่ พลาดพลั้งอะไรคุกหัวโต

ภาย ใต้กติกานี้ใครสมัคร ส.ส.คงต้องแจกเหรียญกล้าหาญให้ ก่อนโจนลงสนามที่ “คนดี” ฝูงใหญ่ลับเขี้ยว รอ แล้วใครยังอยากเป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี ในเมื่อวันดีคืนดี ฝ่ายค้านแค่ 125 คนร่วมกับวุฒิสภาก็ถอดถอนตัดสิทธิได้ วันดีคืนดีศาลตีความมาตรา 7 มาตรา 68 ตามที่ประชาชนคนไหนก็ได้ใน 70 ล้านคนไปร้องว่า “เกิดวิกฤตแล้วนะครับ ตั้งนายกฯ คนกลางเถอะ”

ถ้าผมเป็นนักการเมืองก็ถอดใจตั้งแต่ต้น ขอเปลี่ยนเป็น “นักพัฒนาประชาธิปไตย” เข้าไปยกมือหนุนนายกฯ คนนอกดีกว่า

เมื่อ สัปดาห์ที่แล้ว เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปฯ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. และเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปรองดอง ได้ประกาศแนวทาง “ปรองดองพร้อมปฏิรูป” ซึ่งจะใช้เวลา 4 ปี โดยบวรศักดิ์บอกว่าจะมีรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล มีองค์กรหรือคณะบุคคลดำเนินกระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน การปฏิรูปคงไม่สามารถจบแค่ปีเดียว คงต้องใช้เวลาอีก 4 ปี ขณะที่ประธานซินตึ๊งก็กล่าวถึง “รัฐบาลแห่งชาติ”

นี่ คือวิสัยทัศน์ 2015-2020 ซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 39 เปิดช่องให้ สปช.และ กมธ.อยู่กินเงินเดือนเบี้ยประชุมได้ต่อไป ตามแต่รัฐธรรมนูญใหม่จะกำหนด

ถ้า มองตื้นๆ อาจมองว่านี่คือการปูทางให้ทหารสืบทอดอำนาจย้อนยุคป๋าเปรมประชาธิปไตยครึ่ง ใบ แต่ไม่เหมือนกันครับ แม้ตัวนายกฯ อาจไม่มาจากเลือกตั้ง แต่โครงสร้างอำนาจเปลี่ยนไป ที่ชัดเจนคือจะกระจายอำนาจให้ขบวนการ “คนดี” ที่ไม่มีที่มาที่ไป แต่สถาปนาตนเป็นตัวแทนคนชั้นกลางในเมือง มาใช้อำนาจร่วมกับรัฐราชการและชนชั้นนำ

นี่ คือฝันที่ใกล้เป็นจริงของขบวนการ “คนดี” ที่ช่วงชิงอำนาจมาตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ตัวแทนคนชั้นกลางเก่าที่สถาปนาอำนาจขึ้นจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองสังคม ผ่านสถาบันวิชาการ องค์กรวิชาชีพ และองค์กรทางสังคมต่างๆ โดยมีสถาบันสื่อเกื้อหนุนสร้างภาพ

รัฐ ประหาร 2549 “เสียของ” เพราะไม่จัดสรรอำนาจให้ขบวนการคนดีอย่างเพียงพอ เมื่อพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบจึงเกิดแนวคิด “การเมืองใหม่” 70-30 และ กปปส.ก็เสนอ “สภาประชาชน” จากสาขาอาชีพ เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 คสช.เปิดทางให้ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ขบวนการคนดี อธิการบดี หมอ ครูบาอาจารย์ ผู้มีชื่อเสียงต่างๆ จึงถีบ “นั่งร้าน” พันธมิตรฯ กปปส. มานั่งใน สนช. ในสภาปฏิรูปฯ และต่อไปก็จะเป็นวุฒิสภา สมัชชาคุณธรรม องค์กรอิสระ ที่ยังจะตั้งเพิ่มเป็นดอกเห็ด

พูดอย่างนี้มีปัญหาหรือเปล่าที่ต่อต้าน “คนดี” จะเอาแต่หลักประชาธิปไตยเลือกตั้งครั้งไรก็ได้นักการเมืองชั่วหรือผม เชื่อนะว่า “คนดี” จะทำอะไรดีๆ หลายอย่าง เช่นลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะคนชั้นกลางในเมืองเป็น ผู้มีใจเมตตาผู้ตกทุกข์ได้ยาก หน้าหนาวก็แจกผ้าห่ม หน้าแล้งก็บริจาคข้าวสาร ขออย่างเดียวอย่าบอกว่าคนเท่ากัน อย่าบอกว่าต้องยอมรับสิทธิเลือกตั้งของเสียงข้างมาก

ผม เชื่อนะว่า “คนดี” มีศีลธรรม แต่พวกเขาเชื่อว่าศีลธรรมความเป็นไทยจะรักษาไว้ได้ด้วยการจำกัดสิทธิเสรีภาพ นั่นทั้งๆ ที่คนชั้นกลางในเมืองสร้างพลังอำนาจขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย จาก 14 ตุลา พฤษภา 35 จากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และหลักสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อความตื่นตัวแผ่ขยายออกไป คนชั้นกลางกลับกลัวประชาธิปไตยจนกลายเป็นพลังอนุรักษนิยม แล้วก็ทำลายหลักการที่เคยทำให้ตัวเองมีอำนาจ ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองชนะโดยอ้างความดีมีศีลธรรม

พลัง อำนาจของคนชั้นกลางในเมืองกำลังสับสน แกว่ง เป๋ไปเป๋มา ดราม่าตามกระแส และสุดโต่งหลังข่าว “คนดี” ที่โหนกระแสมาเป็นตัวแทนก็เช่นกัน จะเผชิญวิกฤตอำนาจ การจัดการผลประโยชน์ ในขณะที่ “หลักลอย” ไม่มีทั้งความชอบธรรมและหลักการเหตุผล

ครั้งนี้แหละ สังคมไทยจะได้บทเรียนว่าคนดีมีอำนาจโดยไม่มาจากประชาธิปไตยแล้วเป็นไง