ประชามติถอดศาลไหม โดย ใบตองแห้ง

zz_1404x584
ข่าวสดออนไลน์
 
ระหว่างลุ้นผล “ถอดถอน” อดีตนายกฯ อดีตประธาน รัฐสภา และอดีตประธานวุฒิสภา คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญก็ปิ๊งไอเดียว่า ต่อไปจะให้วุฒิสภาและสภาผู้แทนฯ ถอดถอนร่วมกัน โดยใช้คะแนนเสียงเพียงกึ่งหนึ่ง ถ้ายังดื้อด้านถอดไม่สำเร็จ ก็ให้ประชาชนลงประชามติ ซึ่งมีผลตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต
 
ท่ามกลางเสียงหนุนและค้าน ผู้ทักท้วงอย่างน่าฟังที่สุดคือ อ.วีระ เลิศสมพร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งชี้ว่าการถอดถอนตามมาตรา 270 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ใช้กับนักการเมืองเท่านั้น หากยังใช้ถอดถอนประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด องค์กรอิสระ ลงไปถึงผู้พิพากษา ตุลาการ และอัยการด้วย ถ้าท่านจะให้อำนาจ ส.ส.นักการเมืองชั่วถอดถอนศาล หรือให้ชาวบ้านลงประชามติถอด กกต.สมชัย มันมิยุ่งเข้าไปใหญ่หรือ
 
ถ้าจะทำ กรรมาธิการก็คงต้อง “เลือกปฏิบัติ” เฉพาะนักการเมืองจากเลือกตั้ง แต่ถ้ายังใช้ร่วมกับศาล องค์กรอิสระ ก็สนุกละครับ คงมีคนอยากลงประชามติถอด กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ อยู่ไม่น้อย
 
เรื่องวุ่นๆ ว่าด้วยการถอดถอนตัดสิทธิ เป็นผลจากการสถาปนาอำนาจผิดๆ ในรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วต่อยอดให้เพี้ยนไปเรื่อย จนสังคมไทยลืมแล้วว่าการถอดถอนหรือ Impeachment ที่ใช้ในประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก กับการลงโทษตัดสิทธิทางการเมือง เป็นคนละเรื่องกัน ไม่มีประเทศไหนในโลก Thailand Only ที่ให้วุฒิสภามีอำนาจนี้
 
แล้วถ้าดูให้ดี Impeachment ใช้กับระบอบประธานาธิบดี เช่น สหรัฐ ฟิลิปปินส์ ขณะที่ระบบรัฐสภามีการลงมติไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว ไม่มีที่ไหนใช้ทั้ง 2 อย่าง Thailand Only แล้วตอนนี้จะให้ 2 สภาถอดถอนร่วมกันอีก
 
Thailand Only แล้วไง คนไทยทำอะไรใหม่ๆ เหนือชาวโลกไม่ได้หรือ ได้ครับถ้าไม่ทำให้หลักการเลอะ กระทั่งจะ “ถอดถอน” คนพ้นตำแหน่งไปแล้ว ซึ่งจริงๆ ต้องการ “ลงโทษตัดสิทธิ” ไม่ใช่ถอดถอน
 
ในระบอบประชาธิปไตยซึ่งใช้หลักนิติรัฐ การลงโทษคนต้องใช้อำนาจตุลาการผ่านกระบวนการยุติธรรม เช่น ศาลตัดสินจำคุกนาย ก. 3 ปี ฐานทุจริตเลือกตั้ง ก็อาจพ่วงตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งต่างจาก Impeachment หรือไม่ไว้วางใจ ที่เป็น กระบวนการทางการเมืองเพื่อไล่คนออกจากตำแหน่ง การลงมติมีความ “ชอบธรรม” เพราะผู้ลงมติมาจากเลือกตั้งเช่นกัน หรือถ้าทำประชามติยิ่งชอบธรรม แต่ยังไงก็ไม่ใช่ “กระบวนการยุติธรรม” ไม่สามารถนำมาลงโทษคนได้
 
การลงมติทางการเมืองหรือการเลือกตั้งไม่ใช่ความยุติธรรมนะครับ เพราะคุณสามารถโหวตตามความรักเกลียดชอบชังหรือผลประโยชน์ทางการเมือง เราใช้เป็นที่มาของการได้อำนาจหรือถอดจากอำนาจ แต่ใช้ลงโทษหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพใครไม่ได้
 
รัฐธรรมนูญ 2540 ร่างขึ้นในกระแสสังคมเกลียดกลัวนักการเมือง พวกมากลากไป หน้าด้าน มีเรื่องอื้อฉาวไม่ยอมลาออกอย่างฝรั่ง จึงต้องการใช้ยาแรง เอาอำนาจตัดสิทธิที่เป็นอำนาจตุลาการมาพ่วงให้อำนาจถอดถอนของฝ่ายนิติบัญญัติ กลายเป็น “อำนาจพิเศษ” Thailand Only ของวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนชอบธรรม ซ้ำยังกำหนดให้ใช้เสียง 3 ใน 5 ซึ่งไม่เคยถอดถอนใครได้ เราจึงไม่รู้สึกถึงความผิดเพี้ยน
 
แต่จากนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 วุฒิสภามาจากสรรหากึ่งหนึ่ง ก็ยังมีอำนาจนี้อยู่ รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 สนช.มาจากแต่งตั้งทั้งหมด และมาตรา 270 ซึ่งให้ “อำนาจพิเศษ” ยกเลิกไปแล้ว คนจำนวนมากก็ยังเห็นว่าลงโทษ “ตัดสิทธิ” ได้อยู่
 
ทั้งที่เมื่อไม่มีมาตรา 270 ก็ต้องกลับสู่หลักกฎหมายทั่วไปคือ อำนาจตัดสิทธิเป็นอำนาจตุลาการต้องใช้ผ่านกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ สนช.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน คือนายกฯ รัฐมนตรี โดยอนุโลมถึงองค์กรอิสระที่มีอยู่
 
ที่พูดนี่ไม่ได้กังวลแทนยิ่งลักษณ์ สมศักดิ์ นิคม ฯลฯ เพราะเรื่องมันเลยไปแล้ว ตัดสิทธิสำเร็จก็เป็นเรื่อง ไม่สำเร็จก็เป็นเรื่อง ทั้งขึ้นทั้งล่อง ฮิฮิ แต่ควรเป็นบทเรียน ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญออกมหาสมุทรใหญ่
 
อำนาจถอดถอนกับอำนาจตัดสิทธิต้องแยกกัน อำนาจตัดสิทธิต้องเป็นของศาล ไม่ใช่อย่าง กกต.ให้ใบแดง ที่เพียง “เชื่อได้ว่าทุจริต” ก็ลงโทษโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม แล้วรัฐธรรมนูญ 2550 ยังต่อเติมไปถึงยุบพรรค ทำให้แตกแยกวุ่นวายอย่างหนัก
 
อำนาจถอดถอนต้องมีความชอบธรรมจากเลือกตั้ง ไม่ใช่ ส.ว.สรรหา 200 คน ร่วมมือฝ่ายค้าน 125 คน ล้มรัฐบาลได้ ทั้งที่ฝ่ายค้านมีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว ทำไมให้อำนาจถอดถอนร่วมกับวุฒิสภาอีก
 
ส่วนการลงประชามติถ้าแยกอำนาจตัดสิทธิออกไป ถอดถอนได้ไม่มีปัญหาครับ ข้อนี้ผมเห็นด้วย อยากลงประชามติจนจะรอไม่ไหวแล้ว ฮิฮิ 
Source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1421417291