“พระพยอม” ชำแหละวงการสงฆ์ ใครทำลายผ้าเหลือง?

zz_1404x911

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาวงการพระสงฆ์ไทยมีเรื่องอื้อฉาวหลายกรณี ลบความศรัทธาในสายตาของชาวพุทธลงอย่างน่าใจหาย  ไม่ว่าจะเป็นกาย วาจา และพฤติกรรมของผู้ห่มผ้าเหลือง ถูกทำลายจนหมดสิ้นจากพระบางกลุ่มเพียงเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ใช่การสืบทอดพระพุทธศาสนา

เพียงสัปดาห์เดียว ปรากฎข่าวคาวใหญ่ๆ ในวงการสงฆ์ ถึง 2 เหตุการณ์ คือ พระเกษม อาจิณณสีโล หัวหน้าสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์ เสพเมถุน และ การปลด พระพรหมสุธี ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เนื่องจากมีข้อเคลือบแคลงเรื่องการใช้เงิน จัดงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จเกี่ยวฯ 67 ล้านบาท

ยังไม่นับการลุกฮือของชาวบ้าน 500 คน ขับไล่เจ้าอาวาส ณ วัดแห่งหนึ่ง ที่ จ.อุบลราชธานี

พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์เมื่อไม่นานมานี้   เสนอแนวทางการปฏิรูปศาสนาให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงใน 3 ด้าน 1.การคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาบวช โดยที่ไม่คำนึงว่าพระที่มาบวชจะเข้ามาทำนุบำรุงหรือเข้ามาทำลายศาสนา “บวชง่ายสึกยาก แต่เขาก็ทำลายเราง่าย” ซึ่งทำให้ศาสนาแย่ลงไปทุกวัน  สู้มีนักบวชน้อย แต่มีคุณภาพมีคุณธรรม ดีกว่ามีนักบวชจำนวนมาก แต่ไร้คุณธรรม ไร้ประโยชน์ ต้องคำนึงจุดนี้ให้ดี

2.อยากให้ช่วยกันจัดการพวกพระนอกรีตให้จริงจัง อย่างพระทำผิดรุนแรงไปแอบเสพเมถุนกับสีกา แล้วจับสึกอย่างเดียวคงไม่พอ  สุดท้ายคนพวกนี้กลับมาบวชได้อีกเหมือนเดิม  ควรมีการลงโทษกับกลุ่มพระเหล่านี้  หรือจับติดคุกปรับให้เข็ดหลาบสมกับความผิด

3.การทำนุบำรุงศาสนา งบประมาณที่ให้แต่ละวัดต้องดูว่าวัดใดทำประโยชน์อะไรบ้าง  ถ้าไม่เกิดคุณประโยชน์ก็เสมือนไปส่งเสริมกิเลส  เพียงแค่เขียนรายงานเก่ง ทำแบบฟอร์มมาดี  แต่วัดที่เข้าทำงานกันจริงเขาเขียนแบบฟอร์มกันไม่เป็นไม่มีคนส่งเรื่องกลับไม่ได้อะไรเลย และตอนนี้ควรมีเงินอุปถัมภ์ด้านงานศีลธรรม โดยเฉพาะการจัดค่ายศีลธรรมส่งเสริมเด็กๆเข้าวัดมากขึ้น

พระพยอม ย้อนปัญหาความเสื่อมถอยในวงการพระสงฆ์ ว่า สังคมเรามันเปลี่ยนไปมาก วัดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว ทำให้การเข้าถึงของกลุ่มคนชั่วแพร่กระจายไปตามวัด  เพราะสังคมเป็นยังไงวัดก็เป็นแบบนั้น  ภาพปัญหาที่ผ่านมาความประพฤติของพระสงฆ์คือจุดเริ่มต้นของปัญหา อย่างพระที่บิณฑบาตทำไมชอบแต่จะรับบาตรบริเวณตลาดอย่างเดียว ทั้งที่จริงพระควรเดินโปรดสัตว์ไปทั่วทุกที่ไม่ใช่นั่งรออยู่เพียงจุดเดียวเท่านั้น

“อย่างพระตุ๊ดก็ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสนา  การแก้ไขหากสำนักพระพุทธศาสนาส่งคนเข้าไปฝังตัวตามวัดจะเห็นเลยว่ามีพระพวกนี้อยู่จำนวนมากจนถึงระดับเจ้าอาวาส  ร่วมถึงพวก พระเสพเมถุนก็สึกไป ทำไมต้องอยู่ในผ้าเหลือง มันดูน่าเกลียด ปรับโทษให้แรงกว่านี้ อย่าปล่อยให้พวกนี้ลอยนวลออกไปทำผิดทางศาสนาอีก ต้องเพิ่มโทษ กำหนดโทษชัดเจน ถึงจะเป็นการคุ้มครองศาสนาได้จริง ไม่งั้นศาสนาจะถูกย่ำยีเช่นนี้”เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ระบุ

พระพยอม กล่าวอีกว่า ปัญหาทางพระพุทธศาสนามันฝังลึกมานาน ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาไม่มีความจริงจังแม้แต่น้อย กฎหมายดีกับพวกคนชั่วเกินไป อย่างพวก “สมีชั่ว” หากเป็นการลงโทษในอดีตพระรูปไหนทำผิดจะถูกสักหน้าว่า “สมี” ตีตราบาปติดตัวไปตลอด  เพราะขนาดอยู่ในผ้าเหลืองยังทำผิด  เดี๋ยวนี้คนสึกไปแล้วก็กลับมาทำลายศาสนาเช่นเดิม  เพราะไม่มีคนติดตามพฤติกรรมคนเหล่านี้  ทั้งยังมีการตั้งแก๊งหลอกพระ จ่ายเงินเลื่อนสมณศักดิ์  “ซึ่งจริงแล้วกฎหมายมันไม่ได้แย่หรอก แต่คนใช้กฎหมายมันระยำเสียเอง”

อย่างไรก็ตาม พระพยอม  มองด้วยว่า คนไทยเป็นสไตล์แบบ “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” ชอบถือภาษิต ดูดายไม่เปลืองตัว ซึ่งมันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ที่มากกว่าสิ่งอื่นคือผู้ครองตนเป็นพระ กลับถือครองทรัพย์สินเงินทองมากมาย นับว่าไม่ควรอย่างยิ่ง  บางวัดได้งบประมาณเป็นพันล้านแต่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ กลับเก็บเข้าบัญชีไว้

“อย่างวัดสวนแก้วจะไม่ให้พระเก็บเงิน   แต่รับเงินได้ห้ามเก็บและส่งกองกลาง  หากพระรูปไหนป่วยหรือต้องการใช้อะไรก็สามารถมาเบิกได้  แต่ห้ามกำเงินเก็บ ถ้าวัดทราบว่าพระรูปใดเก็บเงินจะเชิญให้ไปอยู่ที่อื่น ซึ่งมันเป็นข้อตกลงของวัดนี้ ในอนาคตหากสามารถกำหนดได้ว่าพระควรมีเงินเท่าไหร่ได้ หรือเหมือนรัฐมนตรีที่สามารถให้ตรวจสอบได้  พระต้องแสดงทรัพย์สินความโปร่งใส  โดยแจงทรัพย์สินอย่างตอนเป็นเจ้าอาวาสมีทรัพย์สินเท่าไหร่  ถ้าเป็นไป 10 ปี จะมีเงินเท่าเดิมไหม ถ้าเท่าเดิมถือว่าพระรูปนี้ใช้ได้ไม่สะสม  แต่ถ้ารวยผิดปกติก็ต้องมีมาตรการจัดการ  เพราะเมื่อมาบวชแล้วจะรวยไปเพื่ออะไร  ส่วนวัดไหนที่มีรายได้มาก ควรแบ่งปันให้กับวัดที่ทำงานแต่ไม่มีรายได้”พระพยอม กล่าว

พระพยอม กล่าวต่อไปอีกว่า วัดสวนแก้วทำหนังสือการ์ตูนแจกเด็กที่มาวัดต่อปีหมดค่าใช้จ่ายกว่า 4 ล้านบาท แต่ไม่มีรัฐบาลไหนส่งงบประมาณสนับสนุน หรือวัดไหนมีแนวทางการฟื้นฟูศีลธรรมอย่างจริงจังควรสนับสนุน  รวมถึงให้พระแต่ละวัดแสดงวิสัยทัศน์เลยว่ามีอะไรบ้าง   ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดหมู่บ้านศีล 5 และให้งบอุปถัมภ์บำรุง ไม่ใช่ให้แต่ละวัดเท่าๆกัน   ซึ่งบางวัดไม่ได้ทำคุณประโยชน์อะไรไม่คุ้มค่างบประมาณ บางวัดนำงบประมาณไปร้องเล่นเต้นรำ ซึ่งไม่ใช่เนื้อหนังของศาสนาอย่างแท้จริง  ถ้าเป็นอาตมาเงินน้อยช่างมัน แต่ขอให้มีบารมี  แต่ถ้ามีเงินมากแล้วรีบสร้างบารมีไม่ใช่เอาไปเก็บไว้ในบัญชี  เหมือนอย่างที่เป็นข่าวพระมีเงินเป็นพันล้าน  ตรงนี้คือการปฏิรูปที่ลึกซึ้งที่สุด

“อยู่ดีๆมีเงินไหลเข้ามาทุกวัน แต่เงินไหลเข้ามาทำพระโง่หรือเปล่า พระนอนกอดกากเงิน ซึ่งเงินที่เขาเอามาบริจาคเป็นทิพย์ เขาเปลี่ยนเงินกากมาเป็นทิพย์  แล้วพระมานอนกอดกาก เขาเปลี่ยนมาเป็นบุญแล้ว  แต่ถ้าหากพระส่งต่อผ่านเป็นสะพาน เช่น ส่งเงินให้คนจน สร้างรายได้ให้คนขาดรายได้  ฯลฯ ไม่ใช่พระมานั่งเก็บเงินทอง”

พระพยอม  กล่าวด้วยว่า อาตมายึดคำสอน ของหลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว ที่บอกว่า “ตายแล้วจะไม่มีเงินติดย่ามแม้แต่บาทเดียว”  แต่เดี๋ยวนี้พระกลับมีบัญชีส่วนตัวซึ่งไม่ควร  มันเป็นเรื่องสวนทางกับศาสนาจริงแล้วพระต้องจนคนต้องรวย กลับกันพระดันรวยแต่คนกลับจนแล้วศาสนาจะอยู่ได้อย่างไร

“ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่มีใครสู้ประชาชนได้  เพราะถ้าประชาชนเห็นพระประพฤติไม่ดีผิดหลักศาสนา ควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาไม่สนับสนุน ล้อเลียน ห้ามปราบ  อยากให้ญาติโยมฝ่ายคฤหัสถ์พยายามเรียนรู้ธรรมะให้มากกว่าการทำบุญ ทำความเข้าใจในด้านวิธีการให้มากกว่าพิธีการ  อย่ามัวทำพุทธพิธีพุทธอ้อนวอนมากกว่าวิธีปฏิบัติที่ทำให้ทุกข์ดับลง เพราะคนไทยตอนนี้เป็นพุทธพิธีและพุทธอ้อนวอนมากเกินไป”พระพยอม กล่าว

 

Source : posttoday