ลึกแต่ไม่ลับ

ลึกแต่ไม่ลับ
จรัญ พงษ์จีน  (มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 มกราคม 2558)
เปิดพุทธศักราช 2558 คอการเมืองได้ลุ้นระทึกกับกระบวนการถอดถอน 1. “นายนิคม ไวยรัชพานิช” อดีตประธานวุฒิสภา 2. “นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่ง ในข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมรัฐสภาบกพร่อง ระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยหมวดที่มาของวุฒิสภาชิก โดยเสนอให้ ส.ว. มาจากระบบการเลือกตั้งทั้งระบบ
 
3. “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีถูกกล่าวหาว่าไม่ยอมยับยั้งนโยบายรับจำนำข้าว ทำให้เกิดความเสียหายและการทุจริตขึ้น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” มีมติชี้มูลความผิดไปแล้ว และ ป.ป.ช. เสนอเรื่องให้ “สนช.” ทำการถอดถอน
 
ทั้ง 3 ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งต่างกรรมต่างวาระ มีการแถลงเปิดคดีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558 ระหว่างนี้ อยู่ในขั้นตอนให้สมาชิก “สนช.” ยื่นคำถามที่ตัวเองคิดว่า มีประเด็นใดที่ยังไม่ชัดเจน หรือประเด็นไหนที่สงสัยอยากถาม เพื่อความชัดเจนและจะสามารถนำมาเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจลงมติได้อย่างถูกต้อง
 
โดยในส่วนของโครงการจำนำข้าวมี “สนช.” ตั้งโจทย์เพื่อสอบถาม “น.ส.ยิ่งลักษณ์” เป็นการเฉพาะตัว มีปริมาณสูงถึง 60 คำถาม
 
ตามกรอบเวลาที่วางไว้คือ วันที่ 15 มกราคม เป็นคิวซักฟอก “นิคม+สมศักดิ์” และ 16 มกราคม กำหนดดวลไมโครโฟน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แบบศิลปินเดี่ยว
 
หลังสิ้นสุดกระบวนการซักถาม ข้อสงสัย จะเหลืออีก 1 นัดคือ การลงมติปิดคดี นัดชี้เป็นชี้ตาย โดย “สมศักดิ์-นิคม” กันในวันที่ 21-22 มกราคม และ 23 มกราคม เป็นคิวทองเชือด “ยิ่งลักษณ์”
 
ประเด็นใหญ่ ใจจดใจจ่ออยู่ว่า 3 คนที่ถูกจับขึ้นเขียง จะโดน “สนช.” สอย ตายเรียบกันด้วยความเสมอภาค เพื่อต้องโทษแบนทางการเมืองคนละ 5 ปี หรือใครคนหนึ่งคนใดรอด
 
ดูองคาพยพจากมติเสียงส่วนใหญ่ของ “สนช.” ที่รับเรื่องถอดถอนบุคคลทั้ง 3 ด้วยเสียงข้างมาก เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตลอดถึงการขับเคลื่อนในหลากหลายอิริยาบถของกลุ่ม 40 ส.ว. และ “สายทหาร” โอกาสที่ “ยิ่งลักษณ์-นิคม-สมศักดิ์” จะรอดสันดอน เป็นไปได้ยาก
 
หมากกระดาน จึงดูราวกับว่า “คสช.” หัวหน้าป้อมค่าย พี่ใหญ่ของ “สนช.” จะมีใบสั่งเพื่อฝัง “ยิ่งลักษณ์” เครือข่ายทักษิณ กันแบบถอนรากถอนโคน
 
ไม่ฟังเสียงคัดค้านจากฝั่งต่อต้าน ที่เห็นว่า “ผู้ถอดถอนคือ สนช. ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย” เพราะรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้งไปแล้ว สนช. มาจากการแต่งตั้งของอำนาจรัฐประหาร จึงไม่มีความชอบธรรมที่จะไปทำหน้าที่แทนวุฒิสมาชิกที่มาจากรัฐธรรมนูญ การไปลงโทษคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีอำนาจ ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรม
 
อย่างไรก็ตาม หมากการเมือง ว่าด้วยการถอดถอน มองอีกมุม “คสช.” ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีแต่ได้กับได้ กินกำไรหลายต่อ เข้าฮอสเลยก็ว่าได้
 
กล่าวคือ สามารถปัดภาระ สลัดข้อกล่าวหา ถึงสายสัมพันธ์กับ “กลุ่มอำนาจเก่า” ที่มี “คนบางฝ่าย” พยายามลากเอาประเด็นรับจำนำข้าว มาเป็นเงื่อนไข ว่ายังมีเยื่อใยต่อกันอยู่
 
การเปิดไฟเขียวให้ “สนช.” ใช้ดุลพินิจลงมติอย่างอิสระ ไม่มีใบสั่ง ผลแพ้หรือชนะ จะมากล่าวใส่สีตีไข่ให้ “คสช.” อีกต่อไปไม่ได้ เกมนี้ถือว่า “ลุงตู่” เซียนเหยียบเมฆ
 
เหนือสิ่งอื่นใด ตามกฎกติกา การลงมติในการถอดถอน ต้องใช้เสียงข้างมาก 3 ใน 5
 
“สนช.” มีอยู่เต็มคณะ 220 คน เท่ากับว่า มติในการถอดถอน “ยิ่งลักษณ์-นิคม-สมศักดิ์” ต้องมีสัดส่วนเกิน 132 เสียง
 
ดังที่ทราบกันอยู่ว่า “สนช.” ชุดนี้ แก่นกระพี้ร้อยละ 70 คือเครือข่ายทหาร ถูกมองว่าเป็นสภา “กรีน โพลิติกส์”
 
แม้โดยภาพรวม “กลุ่ม 40 ส.ว.” จะโชว์เพาฯ มีบทบาทค่อนข้างโดดเด่น เสมือนกับ “ชิงการนำ” แต่น่าจะเป็นแค่ “ภาพลวงตา” สายทหารยังคงแน่นปึ้กปั้ก
 
มีข่าวคลุกวงในระบุว่า หลังรับลงมติถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” และก้าวถัดมาคือ จะดำเนินการแบบ “ลับ” หรือ “เปิดเผย” เกิดเสียงแตก ออกเป็น 2 แนวทาง “สายพลเรือน” ประสงค์จะใช้วิธี “เปิดเผย” ขณะที่ “สายทหาร” ยึดแนวทาง “ลับ” ผลปรากฏว่า สนช.สายทหาร แพ้ป่าราบ
 
นั่นคือ กับดักของ “บิ๊ก คสช.” ซึ่งระยะหลังเริ่มหวาดระแวงลูกน้อง ที่ส่งเข้าไปเป็น “สนช.” อยู่หลายนาย
 
การลงมติ “เปิดเผย” หรือ “ลับ” ไม่ได้มีมรรคผลให้เกิดอาการสั่นคลอนใดๆ กับ “คสช.” แต่มี “คนใกล้ชิด” สี่ซ้าห้าคนแหกโผไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม
 
“2 พี่ใหญ่” รู้ตัวตน ทราบนามบุคคล ยัวะสุดขีด ระดับ “ลมออกหู” อ้างว่า เรื่องเล็กๆ ขี้ปะติ๋ว ยังหักหลังได้ แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องใหญ่ในลำดับถัดไป
 
“บางคน” ถึงกับลงโทษแบน ห้ามเข้าบ้าน “บางคน” สั่งปลดชื่อออกจากมูลนิธิที่ช่วยเหลือสังคม …ใครเป็นใครไปเช็กกันเอาเอง