“อย่างนี้ต้องโดน” แบบไหนที่คสช.ขอคุยด้วย

zzz_275

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลับมาอีกแล้วกับกระแสการเรียก “ปรับทัศนคติ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หลังการเมืองเริ่มไม่สงบ เริ่มตั้งแต่ที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติ(สนช.) ลงมติโหวตถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งผลถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี

ต่อด้วยการเดินสายของ แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเยือนไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยการปาฐกถาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเนื้อหาที่สอดรับการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุขณะนี้

ระหว่างนี้เองบรรดานักการเมือง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง ต่างเรียงหน้าออกมาพูดแสดงความเห็นทางการเมืองกันยกใหญ่ ทั้งในรูปแบบของให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก

แน่นอนว่าข้อความข่าวสารเหล่านี้ เปรียบเหมือนวัตถุไวไฟ ที่ทำให้ถูกสั่งเรียกรายงานตัวปรับทัศนคติเป็นรายบุคคล

…แสดงความเห็นแบบไหนถึงโดนเรียก…

สิงห์ทอง บัวชุม  คณะทำงานพรรคเพื่อไทยได้รับการประเดิมเป็นรายแรก หลังจากโพสต์ข้อความว่า “อยากจะบอกความลับ ให้รู้ในวันที่ทหาร-ตํารวจเข้าควบคุมพื้นที่รร.เอสซีฯมีนายทหารยศพันโท-ตํารวจยศพันตํารวจเอก ในนามคสช. มาพบคุยกับผมบอกว่า คสช.ห้ามแถลงข่าว เป็นคําสั่งเด็ดขาดของแม่ทัพภาพที่1 ถ้าไม่เชื่อฟัง!จะใช้กฏอัยการศึก และในวันรุ่งขึ้นจะให้อดีตนายกฯพร้อมทนายความเข้ารายงานตัวทันที! ทําให้ผมต้องออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนครับ”

ตามด้วย  สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 58

“สหรัฐอเมริกาเขารู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย นายกฯที่มาจากการเลือกตั้งต้องถูกปลดจากคนที่มาจากการแต่งตั้ง ก็เฝ้ามองด้วยความห่วงใย และหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมปที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. และพล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร รมว.ต่างประเทศ พูดไว้ในหลายเวทีทั่วโลกเป็นสัญญาประชาคมว่าจะมีการเลือกตั้งปลายปีนี้ หมดเวลาที่จะเฉไฉหลอกนั่นหลอกนี่ไปเรื่อย ถ้าจะเปลี่ยนแปลงหรือจะเอาอย่างไรก็ว่ามา แต่ถ้าหากว่าทำให้บ้านเมืองสงบสุข เศรษฐกิจดี คนชั้นกลางคนชั้นล่างมีความสุขได้ ก็อยู่ยาวไปเลย 10 ปีก็อยู่ไป ไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้ พวกผมพร้อมสนับสนุน และเลิกเล่นการเมืองไปเลย แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ควรรู้ตัวเองและคืนอำนาจให้ประชาชน เอาแบบลูกผู้ชายเล่นกันแบบแฟร์ๆ ทำดีก็อยู่ต่อ ทำไม่ได้ก็ออกไป จะดันทุรังอยู่ทำไม…”

การแสดงความเห็นของสุรพงษ์ เรียกได้ว่าจัดหนักอัดเต็มทางการเมืองกันเลยทีเดียว เพราะไม่ใช่แค่การแสดงความเห็นธรรมดาแต่ถึงขั้นกล่าวหาโจมตีการทำงานของรัฐบาลคสช. กำลังเล่นเกมแหกตาคนไทยและชาวโลก

จึงทำให้คสช.เชิญเข้าไปพูดคุยพร้อมกับมีคำสั่ง 2 ข้อตามมา  คือ จะขอตรวจสอบบัญชีทางการเงิน  และ 2. ห้ามเดินออกนอกประเทศ

กรณีของ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ  อาจมีคนตั้งคำถามโดนคสช.เรียกไปพบได้อย่างไร แต่สำหรับชาวโซเชียลมีเดียทราบกันดี เพราะเจ้าตัวมีการโพสต์ข้อความ แสดงความเห็นทางการเมืองตั้งแต่ช่วงก่อนที่ยิ่งลักษณ์จะถูกมติถอดถอน เมื่อยิ่งลักษณ์โดนถอดถอน จตุรนต์ก็ยังโพสต์ข้อความต่อไปไม่กลัวเกรง

เขาโพสต์ข้อความไว้ตอนหนึ่งว่า “ทั้งก่อนและหลังการถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีเสียงเรียกร้องจากแม่ทัพนายกองให้ยอมรับการถอดถอน แต่การถอดถอนนี้ขัดหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมอย่างสิ้นเชิงมาตั้งแต่ต้นใครที่รักความถูกต้องเป็นธรรมคงไม่อาจยอมรับได้วัตถุประสงค์สำคัญที่ชัดเจนของการถอดถอนครั้งนี้ คือ การกำจัดตระกูลชินวัตรให้พ้นไปจากการเมืองและทำลายศักยภาพของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็มีคนมองอีกมุมหนึ่งว่า กลับทำให้ฝ่ายที่ถูกทำลายล้างได้รับความเห็นใจและพรรคเพื่อไทยจะยิ่งชนะการเลือกตั้ง…”

จึงเป็นที่มาของคำชี้แจงของบิ๊กคสช.ว่า ไม่ได้ต้องการไล่ล้างตระกูลชินวัตร และประชาธิปไตยยังไม่ตาย  ถึงกระนั้น ข้อความของจาตุรนต์ ยังประหนึ่งเป็นการสื่อสารปลุกระดมเล็กๆ  จึงไม่แปลกที่นักการเมืองผู้ประกาศตนเป็นนักประชาธิปไตยเข้มข้นจะถูกเชิญไปปรับทัศนคติซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ส่วนในรายของ พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ข้อความที่ว่า ตามที่นายแดเนียลเตือนรัฐบาลให้ยกเลิกกฎอัยการศึก รวมถึงให้มีเสรีภาพในการแสดงออก แต่รัฐบาลปฏิเสธ ซึ่งน่าห่วงมาก เพราะการเรียกร้องของสหรัฐ เป็นเรื่องปกติที่ประชาคมโลกยอมรับ หากไทยเห็นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ จะทำให้ประเทศ ไทยมีภาพพจน์ที่แย่ในสายตาประชาคมโลก ไม่ต่างกับเกาหลีเหนือ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ หากสหรัฐ ออกมาตรการกีดกันการค้า จะทำให้เศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งแย่ไปกว่าเดิม…”

การแสดงความเห็นด้วยการโยงไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้พิชัยได้รับการนัดหมายจากคสช.ไปพบในวันที่ 30 ม.ค.  ซึ่งก็จะได้ใบเหลือง 2 ใบเหมือนกับสุรพงษ์   กล่าวคือ หากไม่หยุดเคลื่อนไหวจะขอตรวจสอบบัญชีทางการเงิน และห้ามออกนอกประเทศ

ณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ แกนนำนปช.  คือรายแรกของกลุ่มแกนนำมวลชนในรอบปี  2558 ที่ต่อคิวไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร เมื่อเขาโพสต์ข้อความเข้าตาคสช.ว่า   “การแสดงความกังวลต่อกฎอัยการศึกของนายแดเนียล รัสเซล แล้วถูกตั้งคำถามกลับจากทางการไทยว่าถ้าอเมริกาเป็นแบบเราบ้างจะทำอย่างไรเป็นข่าวใหญ่หลายฉบับ รัฐบาลแสดงออกคล้ายกับว่าเขาจนแต้มไม่มีคำตอบให้ แต่ผมเห็นว่าเขาเลือกที่จะเงียบตามมารยาททางการฑูตเพราะถ้าตอบเขาคงบอกว่า”ไม่มีทางที่ประเทศเขาจะเป็นแบบนี้”

“เหมือนเราป่วยมาหลายปีมีอาการชักกระตุก บางทีเป็นลมหมดสติ เพื่อนมิตรที่เขามีประสบการณ์เห็นตรงกันว่าเป็นโรคขาดประชาธิปไตยต้องรักษาด้วยวิธีสากลอาการจะทุเลา แต่เรายืนยันว่า”โดนเสน่ห์ยาแฝด”ต้องแช่น้ำมนต์แล้วหวดด้วยหวายลงอาคม เพื่อนเป็นห่วงมาถามว่าวิธีนี้จะดีหรือ?เราย้อนว่า ถ้าเพื่อนโดนเสน่ห์แล้วไม่ใช้หวายลงอาคมเกิดกุมารทองเข้ามาแทรกอีกจะทำยังไง? สิ่งที่เพื่อนทำได้ก็คงเดินจากไปเงียบๆแบบแดเนียล รัสเซลนี่แหละครับ”

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเรียกคนเห็นต่างกับคสช. เข้าปรับทัศนคติ ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมาย้ำแล้วว่าจะเรียกหมดถ้าหากยังมีการแสดงความเห็นแบบนี้

หากประมวลคนที่สุ่มเสี่ยงต่อจากนี้ หนีไม่พ้น   “โอ๊ค”  พานทองแท้ ชินวัตร ที่ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรม โดยมีข้อความสีขาวบนพื้นสีดำว่า “พร้อมไหมพร้อม? พร้อมไหมคนไทย” และมีภาพสัญลักษณ์มือชูกำปั้นล้อมด้วยวงกลมใต้ข้อความ ซึ่งก่อนนี้มีกระแสข่าวระบุว่าคสช.ได้ยกหูโทรศัพท์ประสานมาขอความร่วมมือแล้วว่าอย่าโพสต์ข้อความใดๆก่อกวน

แม้แต่  สมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด ที่ออกมารณรงค์ให้ทุกวันอาทิตย์ใส่เสื้อสีแดง ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ออกมากล่าวว่า “เป็นการกระทำที่ไม่ควร”

อีกรายเริ่มจะเห็นแววแล้ว นั่นก็คือ  วรชัย เหมะ ที่เพิ่งจะให้ข้อสัมภาษณ์สื่อสดๆร้อนๆในทำนองว่า  “รัฐบาลจะต้องรับฟังเหตุผลอย่างรอบด้าน ทั้งเสียงท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการปิดกั้นกันเกินไป”

แต่สำหรับ ยิ่งลักษณ์ เวลานี้อาจจะยังเป็นคนที่ยังรอดอยู่ แม้จะโพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ทันทีหลังถูกถอดถอนจากตำแหน่งทางการเมือง โดย พล.อ.ประยุทธ์ ให้เหตุผล “สำหรับคุณยิ่งลักษณ์ผมให้เกียรติตลอดมา ก็ต้องให้เกียรติกับเราบ้าง ผมให้เกียรติเขามาตลอดในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี”

แต่คนที่ยังคิดว่ารอดๆ หรือยังไม่โดนขานชื่อรายงานตัวก็อย่าชะล่าใจไป  เพราะหลังตรวจสอบอารมณ์พล.อ.ประยุทธ์ หลังถอดกำไลหินสีที่ลูกสาวมอบให้ดูท่าออกอาการหงุดหงิดมากเป็นพิเศษ

จึงไม่แปลกที่มีคำเตือน ถึงขั้นขอตรวจสอบเส้นทางการเงิน และห้ามออกนอกประเทศ มากกว่าเพียงคำว่า เรียกไปปรับทัศนคติธรรมดาๆ