ทางเลือก ‘ยิ่งลักษณ์’ ลี้ภัย-ต่อสู้คดี ?

zzz_2389

ทางเลือก ‘ยิ่งลักษณ์’ ลี้ภัย-ต่อสู้คดี ?

แม้ว่า..จะเป็นเพียงแค่ “ข่าวลือ” เท่านั้น กับกรณี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ขอลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกา…แต่ก็เรียกความสนใจแก่ผู้คนได้มากทีเดียว
ส่วนความจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ นอกจากตัว “ยิ่งลักษณ์” เองและคนใกล้ชิดว่า กำลังคิดอะไรอยู่
คำถามคือว่า มีเหตุอะไรหรือที่ทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ต้องขอลี้ภัย
เท่าที่มองตอนนี้ ก็เห็นแต่มีเรื่องที่ “ยิ่งลักษณ์” ถูกดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้
เพราะว่า หาก “ยิ่งลักษณ์” ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็อาจเป็นไปได้ที่จะขอ “ลี้ภัย” ไปอยู่ในต่างประเทศ
อย่างน้อย “ภาพลักษณ์” ก็ยังดีกว่าถูกตีตราว่าเป็น “คนหนีคดี”
ดังนั้นเมื่อพิจารณาดูเงื่อนไขในการ “ลี้ภัย” ว่ามีอะไรบ้าง
“ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” บัญญัติไว้ใน ข้อ 14 (1) ว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหาและที่จะได้อาศัยพำนักในประเทศอื่นเพื่อลี้ภัยจากการประหัตประหาร (2) สิทธินี้จะยกขึ้นกล่าวอ้างกับกรณีที่การดำเนินคดีที่เกิดขึ้นโดยแท้จากความผิดที่มิใช่ทางการเมืองหรือจากการกระทำอันขัดต่อวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติไม่ได้
และยังมี “อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494” กำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติ “ผู้ลี้ภัย” ไว้ว่า 1.อยู่นอกประเทศที่ตนมีสัญชาติ 2.กลัวว่าอาจจะถูก “ประหัตประหาร” เนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง และ 3.ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะได้รับความคุ้มครองจากประเทศที่ตนมีสัญชาติ
สรุปคือ การที่บุคคลใดจะขอ “ลี้ภัย” ได้ บุคคลนั้นจะต้องได้รับ “ภัยจากทางการเมือง” และกลัวว่าอาจจะถูก “ประหัตประหาร” หากยังอยู่ในประเทศของตนเองต่อไป
คำว่า “ประหัตประหาร” สามารถแปลได้หลายความหมาย ได้แก่ ประหาร เอาถึงเป็นถึงตาย พิฆาต เข่นฆ่า สังหาร กำจัด สำเร็จโทษ
คำถามต่อมาคือ การที่ “ยิ่งลักษณ์” ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบในโครงการรับจำนำข้าว เข้าเงื่อนไขว่าเป็น “ภัยการเมือง” หรือไม่
หากมองตามเนื้อผ้า ก็ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะเป็นเรื่องของ “คดีความ” ตามขั้นตอนปกติของกระบวนการยุติธรรม
แต่ก็อาจมีการมองต่างออกไปว่า เป็นเรื่อง “การเมือง” ได้ โดยพยายามโยงว่า เหตุที่ถูกดำเนินคดี เพราะถูก “การเมือง” กลั่นแกล้ง มี “การเมือง” บงการอยู่เบื้องหลัง และแม้ว่าจะ “ตีขลุม” เอาว่า เป็นเรื่อง “การเมือง” ทำให้ถูกดำเนินคดีก็ยังไม่เพียงพอ เพราะยังต้องเข้าเงื่อนไขอีกข้อหนึ่งด้วยว่า อาจจะถูก “ประหัตประหาร” ด้วยจึงจะขอ “ลี้ภัย” ได้
แล้ว…”ยิ่งลักษณ์” ตอนนี้มีใครจ้อง “ประหัตประหาร” หรือไม่ ?
คราวนี้ลองสมมุติกันว่า ถ้า “ยิ่งลักษณ์” ขอ “ลี้ภัย” หรือ “หนีคดี” น่าจะเกิดขึ้นในช่วงไหน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจวิธีพิจารณาคดีของ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” เสียก่อน กล่าวคือ วันที่อัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ ไม่ต้องได้ตัวจำเลยมาส่งศาลก็ได้ เพราะข้อกำหนดของศาลระบุว่า หากไม่ได้ตัวจำเลยมาก็ให้อัยการยื่นคำฟ้องพร้อมระบุที่อยู่จริงของจำเลยก็ได้
นั่นหมายความว่า ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเป็นวันกำหนดที่อัยการยื่นฟ้อง “ยิ่งลักษณ์” ต่อศาลฎีกาฯ “ยิ่งลักษณ์” ไม่ต้องมารายงานตัวต่อศาลก็ได้
ขั้นตอนต่อมา หลังจากมีการยื่นฟ้องแล้ว ภายใน 14 วันนับแต่วันยื่นฟ้อง ประธานศาลฎีกาฯ จะเรียกประชุมใหญ่เพื่อเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาฯ เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี จากนั้นองค์คณะก็จะดูว่า คำฟ้องมีมูลที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ หากเห็นว่ามีมูลก็จะรับฟ้อง และกำหนดวันพิจารณาคดีครั้งแรก พร้อมส่งหมายนัดวันพิจารณาคดีครั้งแรกไปให้จำเลยทราบ โดยส่งหมายไปตามที่อยู่ของจำเลยที่ระบุไว้ในคำฟ้องตอนที่ยื่นฟ้อง ซึ่งในวันพิจารณาคดีครั้งแรกนี่เอง ที่จำเลยจะต้องมารายงานตัวต่อศาลเป็นครั้งแรก
แต่หากจำเลยไม่มาในวันนัดพิจารณาครั้งแรก ศาลก็จะออกหมายจับและสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวไว้ก่อน คดีก็จะหยุดเดิน จนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาส่งศาลตามหมายจับ
นั่นหมายความว่า ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวจำเลยมาขึ้นศาล คดีก็จะหยุดอยู่อย่างนั้น เดินต่อไม่ได้
ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามนี้ จะเห็นได้ว่า หาก “ยิ่งลักษณ์” ต้องการ “ลี้ภัย” หรือ “หนีคดี” ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกช่วงนี้ที่กำลังจะมีการยื่นฟ้องคดี เพราะไม่จำเป็นต้องไปขึ้นศาลอยู่แล้ว แต่ช่วงที่น่าจับตามองมากกว่า คือ เมื่อศาลรับฟ้องและนัดหมายพิจารณาคดีครั้งแรก ซึ่งกว่าจะถึงวันพิจารณาคดีครั้งแรกยังอีกนาน คือ อีกประมาณ 1 เดือนนับจากวันฟ้อง เพราะถึงคราวที่จะต้องมารายงานตัวต่อศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บ่ายเบี่ยงต่อไปไม่ได้แล้ว
แต่ถ้า “ยิ่งลักษณ์” ไม่มาศาลในวันพิจารณาคดีครั้งแรก ก็จะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายผู้ถูกฟ้อง เพราะศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีและคดีจะต้องสะดุดหยุดลง เดินต่อไปไม่ได้ และจะต้องหยุดไปเรื่อยๆตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวมา หรืออาจจะเลือกมาขึ้นศาลในสักระยะถัดไป แล้วค่อย “ลี้ภัย” ตอนที่ใกล้พิพากษาคดีก็ได้
สำหรับที่ผ่านมา มีคนไทยคนไหนบ้างที่เคยขอ “ลี้ภัยการเมือง” ไปอยู่ต่างประเทศ
เท่าที่รวบรวมได้ มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สมัยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งภายหลังเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ทาง ร.ต.อ.เฉลิม ได้ขอลี้ภัยการเมืองไปต่างประเทศ โดยเดินทางไปพำนักอยู่ที่ประเทศสวีเดน และประเทศเดนมาร์ก
รายต่อมาคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่หลบหนีคดีที่ดินรัชดาฯ ไปก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี โดยมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขอลี้ภัยในสหราชอาณาจักร แต่ถูกปฏิเสธ
กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ หากข่าวการขอลี้ภัยและถูกปฏิเสธจากสหราชอาณาจักรเป็นเรื่องจริง ก็อาจวิเคราะห์ได้ว่า มาจากการที่หนีคดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติไป อีกทั้งตอนนั้น “พรรคพลังประชาชน” ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรัฐบาลอยู่ จึงไม่น่าจะมี “ภัยการเมือง” ต่อตัวเขา ซึ่งจะต่างกับ “ยิ่งลักษณ์” หากขอ “ลี้ภัย” เพราะอาจอ้างได้ว่าบ้านเมืองยังอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ เพราะเพิ่งผ่านการรัฐประหารและรัฐบาลตนเป็นผู้ถูกรัฐประหาร จึงมี “ภัยทางการเมือง”
อีกราย คือ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตแกนนำ นปช. ที่ลี้ภัยการเมืองถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเดือนพฤษภาคม 2553 หลังจากทางการสั่งสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง และครั้งที่สอง หลังการรัฐประหาร “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” เมื่อพฤษภาคม 2557 โดยได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากรัฐบาลฝรั่งเศส
และนายเอกภพ เหลือรา หรือ “ตั้ง อาชีวะ” ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยต่อรัฐบาลกัมพูชา หลังจากได้หลบหนีการจับกุมจากทางการไทยเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในประเทศกัมพูชาเป็นเวลาหลายเดือน ต่อมานายเอกภพได้เดินทางเข้าไปพำนักอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ในฐานะผู้ลี้ภัย (Refugee) ตั้งแต่ปีที่แล้ว เนื่องจากทางสำนักงานใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) สำนักงานกัมพูชา ในกรุงพนมเปญ ได้เป็นหน่วยงานที่ให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่นายเอกภพ
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า เรื่องขอ “ลี้ภัย” หรือหนีคดีของ “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” ในเวลานี้ ยังเป็นเรื่องที่ “มโน” กันขึ้นมา จะเป็นจริงหรือไม่ยังไม่มีใครรู้
แต่การเลือกสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของคนระดับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ควรกระทำ !
– See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/634877#sthash.IoeJrkbg.dpuf