เปิดศึก ชิงเก้าอี้ “อธิการบดีจุฬาฯ” ถามใจคนใน? ใครจะค้ำชู “เสาหลักแผ่นดิน”

 

เปิดศึก ชิงเก้าอี้ “อธิการบดีจุฬาฯ” ถามใจคนใน? ใครจะค้ำชู “เสาหลักแผ่นดิน”
————
(ขนาดเลือกอธิการบดี ยังอ้าง “ค้ำชูเสาเหลัก”เลยรึ? อย่าโหนเพื่อให้ดูเป็นคนดีนักเลย ทำหน้าที่ให้ดีต่อไปก็พอ และสอนให้คนเป็นคนดี รู้จักคิด รู้จักแยกแยะ นั่นแหละ สถาบันการศึกษา)
————
ได้เวลาเปิดศึก เก้าอี้ อธิการบดี รั้วจามจุรี สีมชมพู อีกครั้ง เนื่องจาก “นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล” อธิการบดีจุฬาฯคนปัจจุบันกำลังจะหมดวาระลง
.
บทบาท ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกจับตามองมาโดยตลอด และ ในฐานะ “เสาหลักของแผ่นดิน” ที่ได้กำหนดเป็น“วิสัยทัศน์” ที่ชาวจุฬาฯ จะร่วมกันใช้กำหนดทิศทางการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย ระหว่างปี 2555 – 2559 (ที่มา :http://www.chula.ac.th/about/pillar)
.
จึงทำให้การสรรหา อธิการบดี คนใหม่ ถูกจับตามองจากสังคม ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
.
ข้อบังคับจุฬาฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาอธิการบดี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ระบุให้มีคณะกรรมการสรรหา 7 คน โดยสภามหาวิทยาลัยจะคัดเลือกมาจากผู้แทนคณาจารย์ ผู้แทนผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ นายกสมาคมนิสิตเก่าโดยตำแหน่ง ประธานสภาคณาจารย์โดยตำแหน่ง และบุคคลภายนอก ส่วนผู้ที่เป็นประธานนั้นจะคัดเลือกจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภาจุฬาฯ
.
ล่าสุด วันที่ 11 พ.ย. ที่จะถึงนี้ มหาวิทยาลัย จะได้จัดให้มีการลงคะแนนในรอบแรก แล้ว โดยให้ข้าราชการตั้งแต่ซี 3 ขึ้นไป รวมถึงคณาจารย์ และ บุคลากรสายปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย ระดับไม่ต่ำกว่า P7 หรือเทียบเท่า ทำการเสนอชื่อผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ไม่เกิน 3 ชื่อ
.
โดยหลังจากที่มีการนับคะแนนแล้ว คณะกรรมการดำเนินการขอรับความคิดเห็นฯ สภาคณาจารย์ จะนำรายชื่อของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อสูงสุด6 อันดับแรก แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน6คน มาเรียงลำดับตัวอักษร และ เข้าสู่ขั้นตอน การแสดงวิสัยทัศน์ในสัปดาห์ถัดไป
.
โดยกำหนดให้การแสดงวิสัยทัศน์ เริ่มในวันที่ 19 พ.ย. จากนั้น จึงเป็นการลงคะแนนรอบสองในวันที่ 23 พ.ย. โดยเป็นบุคลากรกลุ่มเดิม (ในรอบแรก) มาตรวจผลงานซ้ำอีกทีว่า หลังแสดงวิสัยทัศน์แล้ว ให้เลือกรายชื่อบุคคลได้เพียง 1 ชื่อ เท่านั้น เพื่อเสนอเป็นอธิการบดี
.
จากนั้น คณะกรรมการดำเนินการขอรับความคิดเห็นฯ สภาคณาจารย์ นับคะแนนทั้งหมด รอบนี้เสนอชื่อผู้ที่ได้คะแนน3ลำดับแรก ซึ่งเป็นการเสนอในนามสภาคณาจารย์ ต่อคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีต่อไป
.
สำหรับ “นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล” ซึ่งกำลังจะหมดวาระอธิการบดีนั้น ปัจจุบันยังคงควบเก้าอี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายหลังมีการเข้าควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
.
ท่ามกลางกระแสความผันผวนของการเมือง และ พยายามโหยหาทางออก จากวังวนความขัดแย้ง ปฏิเสธไม่ได้ ว่า มหาวิทยาลัย เป็นพื้นที่ทางวิชาการ ที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ต่อการให้ความรู้ และก่อร่างสร้าง พื้นที่อิสระ เพื่อให้ประชาชน เข้าถึง ความรู้ ความจริง มากที่สุด
.
และแน่นอน “เสาหลักของแผ่นดิน” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงอยู่ในโฟกัสมากเป็นพิเศษ เพราะบทบาท ทั้งในแวดวงวิชาการ สังคม มีอิมแพคสูงมาก ต่อความท้าทาย และ การเปลี่ยนแปลง ในหลายสถานการณ์
.
อธิการบดี จึง มีบทบาทสูง และสำคัญ ต่อเสาหลักนี้มาก เพราะจะต้อง ประคอง ค้ำยัน และ ชู ให้บทบาทเหล่านั้น เห็นชัดเจน ต่อ ตำแหน่ง แห่งที่ ที่สั่งสมมา
.
จึงอาจพูดในเชิงตั้งคำถามได้ว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเป็นอย่างไรในขณะที่สังคมต้องการองค์ความรู้ สำหรับประเทศที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงปฏิรูป
.
ชาวจุฬาฯ ต้องการอธิการบดีที่ใส่ใจทั้งคุณภาพงานวิชาการและคุณภาพชีวิตประชาชนที่มีอยู่หลากหลายกลุ่มอย่างแท้จริง หรือต้องการอธิการบดีที่สามารถทำงานสนองนโยบายผู้นำประเทศได้ดีเท่านั้น
.
คำตอบ ของคำถามนี้ จึงวิสัชนา ได้เพียงอย่างเดียว ด้วยการถามใจ คนใน ที่มีสิทธิเลือก ว่า จะอยากเห็นทิศทางของมหาวิทยาลัย แบบไหน และ จะตัดสินใจ นำตนเอง “เลือก” ใครที่มีความเหมาะสม มานั่งเก้าอี้ อธิการบดี นั่นเอง.