บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (The National Oil Company)

บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (The National Oil Company)

เส้นทางสู่ความวิบัติ ไร้ประสิทธิภาพ ตรวจสอบไม่ได้

ผมได้ยินมาว่า “กลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อประชาชน (คปพ.)” จะเสนอให้ตั้ง “บริษัทน้ำมันแห่งชาติ” The National Oil Company ขึ้นมา เพื่อดูแล การขุดเจาะ สำรวจและขาย น้ำมันทั้งหมดในประเทศไทย ผมได้ยินแล้ว นี่เรากำลังจะย้อนยุค “ไปเป็นยุคคอมมิวนิสต์” กันแล้วใช้ไหมนี่ ในขณะทั่วโลก แม้แต่เจ้าตำรับ “คอมมิวนิสต์” แบบรัสเซีย หรือจีนเอง ก็เลิกเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว ประเทศไทยเราจะไปทางนั้นกันใช่หรือเปล่า

อะไรจะล้าหลังย้อนยุคกันถึงป่านนั้น

บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ก็คือ กิจการที่ผูกขาดโดยรัฐ มีรัฐเป็นเจ้าของ บริหารแบบระบบราชการ ตรวจสอบไม่ได้ ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ ควบคุมอะไรก็ไม่ได้ หากไปแนวทางนี้ หายนะก็มาถึงภาคปิโตรเลียมครับ แล้วอย่าหวังว่าจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกครับ เพราะไม่มีธุรกิจใดขายต่ำกว่าต้นทุนโดยไม่ต้องเอาเงินของสังคมไปอุดหนุนแล้วจะอยู่ได้ และเมื่อกิจการไม่มีการแข่งขัน การควบคุมต้นทุนก็ไม่จำเป็น “เงินเดือนคนขับรถอาจ 50,000 บาท” แบบที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่งเป็นอยู่เวลานี้ แล้วพวกนี้ก็เอาไปรวมกันเป็นต้นทุนทั้งสิ้น

เท่าที่ผมได้ยินข้อเสนอของ คปพ. นั้น เขาให้ตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมา ทำหน้าที แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในการอนุญาติ และควบคุมระบบสัมปทานปิโตรเลียม และทำหน้าที่แทนบริษัท ปตท. สผ.ทั้งหมดในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในประเทศไทย ดังนั้น เขาจะรวมทุกอย่างทั้งหมดไว้ในบริษัทนี้ ตั้งแต่การออกสัปทานบัตร การสำรวจขุดเจาะ และการขายปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศไทย จะดำเนินการโดยบริษัทนี้ เรียกว่าดูแลขั้นตอน Upstream ทั้งหมด เป็นทั้ง Regulator และ ผู้ผลิต และผู้ค้าน้ำมันเบ็ดเสร็จในตัว โดยบริษัทแห่งนี้ มีกรรมการมาจากภาครัฐ และภาคประชาชน (โดยต้องมีตัวแทนส่วนหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนของ คปพ.) เข้ามาดูแล ทำหน้าที่ทั้งหมด เรียกว่า ทรัพยากรปิโตรเลียมของทั้งชาติ กลายเป็นของ “กรรมการบริษัทนี้” ดูแลหมด (เรียก ว่า คปพ. ตีกินเนียนๆ อยู่ๆ ขอเข้าไปมีอำนาจอนุมัติ เกี่ยวข้องกับเงินหลายแสนล้านบาท ตรวจสอบไม่ได้ด้วย ฉลาดกันจริง”

ปัญหาของบริษัทน้ำมันแห่งชาตินี้ มีทั้งปัญหาในทางทฤษฎี และปัญหาในทางปฎิบัติเลยทีเดียว

1. ปัญหาทางทฤษฎี

– ปิโตรเลียมไม่ได้เป็นกิจการผูกขาดโดยธรรมชาติ

การสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมนั้น โดยปกติแล้วไม่ได้เป็น “กิจการที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ” หรือ Natural Monopoly (ต้นทุนหน่วยสุดท้ายสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ย MC>AC) ดังนั้น การแข่งขันย่อมนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร การผูกขาดนำมาซึ่งความไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีคู่แข่ง แรงจูงใจที่จะลดต้นทุนของผู้ผูกขาดย่อมไม่มี ดังนั้นต้นทุนของบริษัทที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่ต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และบริษัทผูกขาดย่อมไม่มีแรงจูงใจที่จะลดต้นทุน และอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นบริษัทผูกขาดและไม่มี Regulator คอยกำกับ (เพราะบริษัทน้ำมันแห่งชาติรวมหน้าที่ Regulator ไปไว้ด้วยแล้ว) การตั้งราคาขายเท่าไหร่ก็ย่อมทำได้

นอกจากนี้ น้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ ย่อมบังคับขายในประเทศ โรงกลั่นในไทยทั้งหมด ก็ย่อมถูกบังคับให้ซื้อน้ำมันดิบจากบริษัทนี้ไปกลั่น ทั้งๆ ที่โรงกลั่นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกลั่นน้ำมันดิบชนิดนั้น (เพราะมีกำมะถันสูง เสียค่าบำบัดกำมะถันเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน EURO 4 ในการขายน้ำในประเทศ) ดังนั้นก็ต้องลงทุนอีกมาก เพื่อกลั่นน้ำมันชนิดนี้ ซึ่งปัจจุบันเขานำเข้าน้ำมันกำมะถันต่ำมากลั่นต้นทุนจะต่ำกว่า ส่วนน้ำมันดิบของไทยก็ขายออกไป เพราะมีบางประเทศไม่ได้ตั้งคุณภาพน้ำมันไว้สูง โรงกลั่นอื่นๆ อาจรับซื้อไปกลั่นขายในตลาดอื่นได้ คือระบบตลาดได้จัดการอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว

ดังนั้น ในทางทฤษฎี บริษัทน้ำมันแห่งชาติ จึงไร้ประสิทธิภาพ สูญเสียทรัพยากรของชาติโดยไม่จำเป็น และเป็นการสูญเปล่า ที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อชาติได้ดีกว่าระบบที่ใช้กลไกตลาดจัดสรรทรัพยากร

สรุปคือ ปัญหาไม่ได้เป็นสินค้าแบบ Natural Monopoly ส่วนหนึ่ง กับปัญหา Monopoly Firm (คือรัฐวิสาหกิจอีกส่วนหนึ่ง) ทำให้แนวคิดนี้มีปัญหาทางทฤษฏีมากมาย ทั่วโลกไม่มีใครเขาทำกันแล้ว

2. ปัญหาในทางปฎิบัติ

ปัญหาเบื้องต้นคือ “ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ” หากเป็นคณะบุคคล หรือกรรมการที่เป็นกรรมการของบริษัทนี้ เราจะเชื่อได้อย่างไรว่ากรรมการชุดนี้จะดูแลผลประโยชน์ของชาติได้ดีกว่ากรรมการอื่นๆ เนื่องจากมีอำนาจเด็ดขาดทั้งในด้านการอนุมัติ และอำนาจในการดำเนินธุรกิจ อยู่ในตัวเอง ซึ่ง
เป็นอำนาจที่ขัดแย้งกันอยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็น Regulator มี “คณะกรรมการปิโตรเลียม” ทำหน้าที่เป็นองค์กรตัดสินใจ ดังนั้น การดำเนินการจริงๆ ก็ดำเนินการในรูปแบบกรรมการอยู่แล้ว ไม่ใช่อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทำได้โดยพละการ ส่วนเรื่องการทำธุรกิจนั้น ปตท.สผ. ซึ่งต้องบริหารแบบธุรกิจเป็นผู้ดำเนินการ แยกกันชัดเจนอยู่แล้ว

ข้อเสนอของ คปพ. ส่วนใหญ่นั้น จินตนาการเอาเอง ไม่ได้มีความรู้ทางวิชาการใดๆ อยู่เลย เมื่อถูกคนส่วนใหญ่วิจารณ์ คปพ. ก็จะเปลี่ยนประเด็นไปเรื่อยๆ เหมือนไม่ได้มีจุดยืนอะไรในทางวิชาการอยู่เลย แต่เพียงแค่ต้องการหาประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น

ก่อนหน้านี้คนกลุ่มนี้ ต่อสู้มากมายเกี่ยวกับ ทวงคืน ปตท. หรือ เรื่องราคาน้ำมัน ต่อมามีคนโต้แย้งมากมาย ทำท่าจะปลุกกระแสไม่ขึ้น กลุ่มนี้ก็เปลี่ยนประเด็นมาเป็นเรื่อง สัมปทาน แล้วก็ยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าต้อง ใช้วิธีการแบ่งปันผลผลิตเท่านั้น ซึ่งทั่วโลกเขาก็ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องใช้วิธีการแบ่งปันผลผลิตหรือวิธีการสัมปทาน (รายละเอียดในบทความผมก่อนหน้านี้) ขึ้นกับความเสี่ยงในการสำรวจและขุดเจาะ กับความอุดมสมบูรณ์ของปิโตรเลียมในพื้นที่สำรวจเป็นสำคัญ มันไม่ได้มีวิธีใด เหนือกว่าวิธีใดเลย

ตอนนี้ ที่ผมทราบ เริ่มเปลี่ยนประเด็นมาเป็นตั้ง บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ถอยหลังเขาคลองหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก

จริงๆ ก็ยอมรับเสียเถอะว่าต้องการเป็นพรรคการเมือง เคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ยังหาประเด็นชูบทบาทตัวเองไม่ได้ ก็เลยเล่นเรื่อง “ชาตินิยม” Nationalism เริ่มมาตั้งแต่ ทวงคืนเขาพระวิหาร ทวงคืน ปตท. แล้วก็มายุ่งเรื่องสัมปทาน ตอนนี้เริ่มมาเป็น บริษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปอีก

ผมยิ่งเป็นปรปักษ์กับแนวคิดชาตินิยมสุดกู่ทางเศรษฐกิจอยู่ด้วย ยังไงผมก็ต้องค้านเต็มที่แหละครับ เพราะผมเห็นว่าแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจนี้แบบนี้ทำลายชาติยิ่งกว่าการกระทำใดๆ อีก ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วทั่วโลก

ไม่ต้องอ้างว่าใครรักชาติมากกว่ากันนะครับ สำหรับผม “ผลประโยชน์ของชาติต้องถกกันให้ชัดเจน” ครับ ต้องนิยามได้ เอาให้ชัด

ยิ่งผูกขาดนี่ ผมยิ่งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยทีเดียว