ปรากฎการณ์ทรัมป์ ประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ปรากฎการณ์ทรัมป์ ประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

 

ความกลัวผีหอนาฬิกา มช. และฝูงค้างคาวกับญาติมิตรที่สยายปีกครอบครองพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย ทำให้ผมหลบอยู่บ้านมาหลายวัน ได้โอกาสชมการถ่ายทอดสดพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์ และการชุมนุมประท้วงของผู้คัดค้านด้วยความสนุกสนานปนทอดถอนใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ผมสนใจการชุมนุมต่อต้านทรัมป์เป็นเพราะปรากฎการณ์นี้มิได้เป็นเพียงวาระแห่งชาติของสหรัฐฯอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของอารยธรรมโลกเลยทีเดียว

นักสื่อสารมวลชนและวิเคราะห์การเมืองมือฉมังอย่าง Nafeez Mosaddeq Ahmed เสนอว่า คงเป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์หากเราคิดว่า ทรัมป์ คือ ปัญหาของประชาธิปไตยที่ผู้คนหลากหลายกลุ่มต้องลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงแสดงการต่อต้าน ทรัมป์มิใช่ปัญหา หากแต่เป็นเพียงอาการหนึ่งของวิกฤตการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของระบบภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในระดับโลกและการเมืองสหรัฐฯที่กำลังจมดิ่งลงสู่อเวจี

ประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

เมื่อสองปีก่อนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยปรินซตันของอเมริกานำเสนอข้อค้นพบที่ชัดเจนว่า การเมืองสหรัฐฯ มาถึงจุดย่ำแย่เพียงใด งานวิจัยนี้ศึกษาประเด็นเชิงนโยบาย 1779 เรื่องด้วยกัน และพบว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับผู้นำทางเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ เสียงข้างมากมักพ่ายแพ้ เมื่อพลเมืองและชนชั้นเศรษฐีเห็นพ้องต้องการนโยบายประการใดจากรัฐบาล พวกเขาจะสมปรารถนา แต่เมื่อใดที่พลเมืองสามัญไม่เห็นพ้องกับผู้นำทางเศรษฐกิจ นายทุนมักมีชัยเสมอ แม้ว่านักวิจัยจาก ปรินซตันจะมิได้สรุปว่าประชาธิปไตยสหรัฐฯกำลังปรับรูปไปสู่ระบอบคณาธิปไตย แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็เสนอว่าประชาธิปไตยสหรัฐฯถูกครอบงำโดยสิ้นเชิงจากชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ (แฟนพันธุ์แท้ของ C. Wright Mills คงคิดในใจว่า Mills บอกมึงมานานหลายสิบปีแล้ว)

ทรัมป์มิได้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรกลทางการเมืองของวอชิงตัน และสถานะของการเป็น “คนนอก” นี้เองที่ทรัมป์ฉวยใช้ประโยชน์จนส่งผลให้ได้รับคะแนนนิยมแซงคู่แข่งคนอื่นๆจากพรรครีพับลิกัน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ทรัมป์ได้ชัยกลับเป็นเพราะผู้สมัครจากเดโมแครตไม่ได้รับความไว้วางใจจากสาธารณชนตามสมควร ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตจำนวนหนึ่งไม่ได้ออกจากบ้านเพื่อมาลงคะแนนให้ฮิลลารี คลินตัน แต่แม้ผู้ลงคะแนนกลุ่มนี้จะออกมาลงคะแนน คำถามยังคงมีอยู่ว่าพวกเขาจะเลือกไปเพื่ออะไร คลินตันเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากวอลล์ สตรีท และได้รับเงินอัดฉีดมากมายจากชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ชัยชนะของทรัมป์เป็นสัญญาณของระดับความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันการเมืองที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น รวมทั้งยังบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกท้อแท้ไม่แยแสต่อทางเลือกที่ทั้งสองพรรคนำเสนอ ผู้ใช้แรงงานและชนชั้นกลางผิวขาวเลือกทรัมป์เพราะมองว่าเขาเป็นคนนอกแวดวงการเมืองอย่างแท้จริง ในขณะที่ชนกลุ่มน้อยจำนวนมากไม่ได้ลงคะแนน ในบรรดาผู้มีสิทธิลงคะแนน 227 ล้านคน หนึ่งในสี่ลงคะแนนให้คลินตัน เกือบหนึ่งในสี่ลงคะแนนให้ทรัมป์ ส่วนน้อยมากลงคะแนนให้พรรคกรีน แต่ร้อยละ 42 ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อาการหมกมุ่นกับการกล่าวโทษรัสเซียว่าขโมยข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ให้ทรัมป์เป็นเพียงการเบี่ยงประเด็นจับแพะเพื่อเลี่ยงการยอมรับว่าประชาธิปไตยอเมริกันมีช่องโหว่เบ้อเริ่มเทิ่ม

ศาสตราจารย์โยฮัน กัลตุง ผู้เคยทำนายอย่างแม่นยำถึงการล่มสลายของโซเวียต ได้พูดถึงการถดถอยของอเมริกาในฐานะอำนาจนำของโลก กระบวนการถดถอยนี้จะทำให้สหรัฐฯอเมริกาหันเหไปสู่ระบอบอำนาจนิยม และประธานาธิบดีทรัมป์คือป้ายบอกทางและอาจเป็นตัวเร่งให้สหรัฐฯไปสู่การถดถอยเร็วขึ้น สภาวะโลกร้อน ความไม่มั่นคงทางพลังงาน การขาดแคลนอาหารและความลุ่มดอนผันผวนทางเศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยและเส้นทางสู่เงื่อนไขของความขัดแย้งและความรุนแรงภายในและระหว่างประเทศ และการถดถอยสู่อำนาจนิยมโดยรัฐและกองทัพ (เอ๊ะ กรูกำลังพุดถึงประเทศไหนหว่า)

ทรัมป์ คือ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราไม่อาจทำความเข้าใจกับปัญหาที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก แทนที่คนอเมริกันจะมองเห็นรากเหง้าของปัญหาที่แฝงฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบที่ล้มเหลว เขามองเห็นแต่อาการ เช่น ความรุนแรง การก่อการร้าย สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ความวุ่นวายอย่างไม่รู้จบสิ้น ฯลฯ ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงย่ำอยู่บนแนวทางเดิมๆเพื่อแก้ปัญหา มุ่งสู่นโยบายแข็งกร้าว ใช้กำลัง ใช้อำนาจมากขึ้น เหลียวมองกลับไปสู่วันวานแสนสุขที่อเมริกาเกรียงไกร แล้วฝันว่าเราจะสร้างให้อเมริกาเกรียงไกรอีกครั้ง โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นได้

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน