Footnote จาก America: การเมืองบนท้องถนนอเมริกา

Footnote จาก America: การเมืองบนท้องถนนอเมริกา

Posted: 28 Jan 2017 05:12 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ประวัติศาสต์การเมืองอเมริกันนับตั้งแต่การปฎิวัติอเมริกา ปัญหาหลักทางการเมืองของอเมริกันชนไม่ใช่เรื่องที่ว่า ใครจะมาเป็นผู้ปกครอง หรือวิธีการที่ได้มาซึ่งรัฐบาล หลักปกครองด้วยเสียงข้างมากได้รับการยอมรับมาตลอดว่าเป็นรากฐานสำคัญของระบอบสาธารณรัฐที่ตั้งขึ้น ปัญหาสำคัญทางการเมืองที่นำไปสู่ความขัดแย้ง แม้กระทั้งสงครามกลางเมือง คือ ใครเล่าที่ประกอบกันเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ว่า

ปัญหานี้ขยายความได้ว่า ใครบ้างที่เป็นอเมริกันชน ใครบ้างที่เป็นผู้มีสิทธิออกเสียง จนกระทั่งใครบ้างที่เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ การถกเถียงในประเด็นสิทธิเสรีภาพทางการเมือง จึงเป็นเรื่องเดียวกับการเมืองอัตลักษณ์ ที่เกี่ยวข้องกับ สีผิว เพศ เชื้อชาติ ศาสนา และความเชื่อทางการเมือง เพราะเงื่อนไขทางอัตลักษณ์เหล่านี้ ล้วนเป็นส่วนประกอบว่า ใครจึงเป็นอเมริกัน และใครบ้างที่เป็นพลเมืองที่มีสิทธิ์ในการก่อตั้งเสียงข้างมากที่นำมาสู่การก่อตั้งรัฐบาล

การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของเสรีชนคนอเมริกัน นับตั้งแต่สงครามการประกาศอิสรภาพ สงครามกลางเมืองที่นำไปสู่การเลิกทาส การเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งของผู้หญิงและคนผิวดำ การต่อต้านการกดขี่คนสีผิว การต่อสู้เพื่อสิทธิคนรักร่วมเพศ แม้ความสำเร็จจะปรากฎเป็น ตัวบทกฎหมายที่ออกมาจากรัฐสภา แต่การเริ่มต้น และการต่อสู้ที่แท้จริงล้วนอยู่บนท้องถนน บทสนทนาในห้องตามบ้านเรือน หน้าหนังสือพิมพ์ จอโทรทัศน์ ห้องเรียน โบสถ์ ที่ทำงาน ที่ประชุมสหภาพแรงงาน และ สภาชุมชน

ความเห็นสาธารณะ (public opinion) เป็น ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองอเมริกัน ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงใดๆในสหรัฐอเมริกา จึงมักจะเริ่มต้นขึ้น โดยการพยายามเปลี่ยนแปลงความเห็นสาธารณะก่อน สื่อสารมวลชนจึงเป็นสถาบันสำคัญในเปิดพื้นที่ ที่นำไปสู่การก่อตัวและการเปลี่ยนของความเห็นสาธารณะของสังคมอเมริกัน ไปสู่การผ่านร่างกฎหมาย มาตราฐานการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ และคำพิพากษาของศาล

ชัยชนะของฮิลลารี่ คลินตัน อาจจะไม่ใช่ชัยชนะของนักปฎิวัติ หรือฝ่ายซ้ายผู้ต่อต้านแนวคิดเสรีนิยมใหม่ แต่ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ คือความพ่ายแพ้ของชนชั้นแรงงาน ชนกลุ่มน้อย คนรักร่วมเพศ นักต่อสู้เพื่อความเสมอภาคทางเพศ และผู้อพยพ

ทรัมป์ใช้นโยบายหาเสียงต่อต้านมุสลิม และชนกลุ่มน้อย เขาสัญญาว่าจะสร้างกำแพงกั้นเขตแดนภาคใต้ของประเทศ โดยบังคับให้รัฐบาลเมกซิโกเป็นผู้ออกค่าก่อสร้าง เพื่อป้องกันการเข้าเมืองผิดกฎหมายของชาวเม็กซิโก เขาเสนอลงโทษผู้หญิงที่ทำแท้ง ต่อต้านสิทธิคนรักร่วมเพศ ทรัมป์ได้รับเสียงเชียร์จากกลุ่มเชิดชูคนขาว กลุ่มเหยียดผิวคลั่งชาติ และนีโอนาซี แต่เขาแตกต่างไปจากนักการเมืองอเมริกันสมัยใหม่ เขาแสดงท่าทีเพิกเฉยเมื่อมีเสียงวิจารณ์ให้เค้าปฎิเสธการสนับสนุนจากอดีตผู้นำ Ku Klux Klax ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายเหยียดผิว ต่อต้านชนกลุ่มน้อย และชาวต่างชาติ

ในการหาเสียงหลายครั้ง เค้าแสดงออกถึงการดูถูกผู้หญิง รวมทั้งคู่แข่งจากพรรคเดโมเครต ฮิลลารี่ คลินตัน เค้าขู่ว่าจะดำเนินคดีโดยวิธีพิเศษกับคลินตันหลังเค้าชนะเลือกตั้ง มีเทปบันทึกเสียงและภาพเบื้องหลังรายงานบันเทิงที่เขาเป็นแขกรับเชิญ โดยเขาพูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศที่เขาทำกับผู้หญิงอย่างสนุกปากกับพิธีกรในรายการ มีผู้หญิงออกมากล่าวหาว่าถูกเขาล่วงละเมิดทางเพศมากมาย โดยเขาขู่ว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้หญิงเหล่านั้นหลังเลือกตั้ง เขาล้อเลียนคนพิการ บอกให้ผู้สนับสนุนของเขาทำร้ายผู้ที่เข้ามาต่อต้านเขาในบริเวณที่เขาหาเสียง โดยเขาจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายหากโดนดำเนินคดี ยุแหย่ให้ผู้สนับสนุนเค้าเกลียดชังนักข่าว และสำนักข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์เขา เขาปฎิเสธที่จะยอมรับผลเลือกตั้งหากเขาพ่ายแพ้ แสดงความชื่นชมนายวิลาดิเมีย ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียในฐานะที่เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และกล่าวว่าความแปรปรวนของสภาวะอากาศโลกเป็นเรื่องโกหกที่สร้างขึ้นมาโดยรัฐบาลจีนเพื่อชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกา

ทรัมป์แต่งตั้งผู้ดำรงทางการเมืองในรัฐบาลโดยที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม  ยกตัวอย่าง เช่น

นายสตีฟ แบนนอล อดีตCEO คณะกรรมการหาเสียงเลือกตั้งของเขา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสประจำทำเนียบขาว เป็นอดีตผู้บริหารเว็บไซต์ Breitbart News ที่สนับสนุนแนวคิด ขวาจัด ชาตินิยมสุดโต่ง เหยียดผิว และนีโอนาซี

นายเจฟ เซสชั่น วุฒิสมาชิกจากรัฐอลาบาม่าที่มีประวัติศาสตร์การเหยียดผิวและกดขี่ชนกลุ่มน้อยผิวดำอย่างยาวนาน เขาถูกแต่งตั้งเป็นอัยการสูงสุดของรัฐบาลกลาง เขามีความขัดแย้งกับองค์กรปกป้องสิทธิพลเมืองผิวดำในภาคใต้ และมีประวัติแสดงท่าทีเหยียดผิว บทบาทในรัฐสภาของเขามีท่าทีต่อต้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยรัฐบาลกลาง ต่อต้านการให้สิทธิผู้อพยพ ต่อต้านการให้ความรู้เรื่องศาสนาอิสลามในโรงเรียนรัฐบาล ต่อต้านการทำแท้งและสิทธิความหลากหลายทางเพศ

นาย แอนดรูว์ พูซเดอร์ ผู้ถูกเสนอชื่อเข้าเป็นรัฐมนตรีแรงงาน เป็นเจ้าของแฟรนไชซ์ฟาสฟูดส์ คาร์ล จูเนียร์แอนด์ฮาร์ดี้ เขาใช้นโยบายกดค่าแรงพนักงานในบริษัทของตัวเอง มีการกระทำผิดกฎหมายแรงงานในหลายกรณี เป็นผู้ต่อต้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และต่อต้านสหภาพแรงงาน

ภาคหลังการนับคะแนนผลการเลือกตั้งเสร็จสิ้นทั่วประเทศ แม้ฮิลลารี่ คลินตัน จะแพ้ในระบบอีเลคโทรอลคอลเล็ค แต่ชนะผลคะแนนรวมกว่า 2.8 ล้านเสียง แต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาว่า เขาชนะได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ แต่ผลคะแนนดังกล่าวเป็นการฉ้อโกงผลคะแนนของเขา (ในขณะที่ สามรัฐที่ทำให้เขาสามารถพลิกเอาชัยชนะการเลือกตั้งคือ เพลซิลวาเนีย มิชิแกน และวิสคอนซิน นั้น เขาชนะคลินตันรวมกันเพียงประมาณหนึ่งแสนเสียงเท่านั้น)

ในวัฒนธรรมการเมืองอเมริกัน ผู้ชนะได้เสียงข้างมากทั้งในระบบผู้แทนเลือกตั้ง และคะแนนเสียงส่วนใหญ่ จึงจะถือว่าได้รับฉันทามติทางการเมืองจากประชาชน ทรัมป์กลับปฎิเสธข้อเท็จจริงที่เขาแพ้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ แล้วอ้างว่าเขาได้ฉันทามติทางการเมืองที่สมบูรณ์ ปัจจุบันพรรครีพับบลิกันของเขาถือเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร์และวุฒิสภา พรรคเดโมเครตเองก็ยังอยู่ในภาวะตกตะลึงกับผลการเลือกตั้ง และอยู่ในช่วงการสรรหาประธานพรรคเพื่อจัดขบวนทางการเมืองที่ต้องเผชิญหน้ากับทรัปม์และพรรคอนุรักษ์นิยมของเขา

การวิพากษ์วิจารณ์ที่โต้ตอบระหว่างกลุ่มเสรีนิยมสายกลางกับฝ่ายซ้ายยังคงดำเนินมาตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เพื่อรักษาฐานที่มั่นทางอุดมการณ์ในการเป็นผู้นำหรือผู้ได้เปรียบในการจัดตั้งวาระทางการเมืองของฝ่ายเสรีนิยม ที่ตอนนี้ก็ถือว่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นเสียอีก (การหาผู้ดำรงตำแหน่งประธานพรรคเดโมเครตที่กำลังจะมาถึง เป็นการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มเสรีนิยมสายกลางของคลินตัน กับกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจาก เบอร์นี่ แซนเดอร์) ช่วงเวลานี้ ถึงกับมีคนโหยหาถึงวันเวลาในสมัยรัฐบาลบุช ที่บุคลิกดูเป็นคนไม่เลวร้ายอะไร เมื่อสิบปีที่แล้ว ที่เดโมเครตยังพอมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร์ และวุฒิสภาในบางสมัยสภา เพื่อคานอำนาจกับฝ่ายบริหาร

ภายหลังการเลือกตั้ง การเหยียดผิว และพฤติกรรมต่อต้านชนกลุ่มน้อยเพิ่มสูงขั้นทั่วอเมริกาอย่างน่าตกใจ มีรายงานข่าวถึงกลุ่มนีโอนาซีในคราบกลุ่มการเมืองชาตินิยมจัดงานสัมมนาเฉลิมฉลองความสำเร็จในโรงแรมกลางกรุงวอชิงตันดีซี ความกลัวแพร่ไปทั่วกลุ่มชาวมุสลิม ผู้อพยพ ชนกลุ่มน้อย และแรงงานที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ความไม่แน่นอนในชีวิตและเสรีภาพกลับกลายเป็นประเด็นที่แผ่ไปทั่วท้องถนนในอเมริกา

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงถึงความพ่ายแพ้ทางการเมืองของฝ่ายเสรีนิยม และความวิตกร่วมกันของฝ่ายซ้าย ที่พยายามมองหาทางออกและการเตรียมการโต้ตอบทางการเมือง ไม่เคยเลยเถิดไปถึงการต่อต้านที่ผิดกฎหมาย หรือการล้มล้างสถาบันทางการเมือง

Women March เป็นแสดงออกทางการเมืองของหลายฝ่ายหลายกลุ่มที่มองเห็นร่วมกันถึงอันตรายของพฤติกรรมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้สนับสนุนรอบๆ ตัวเขาที่เต็มไปด้วยคนเหยียดผิว นายทุนที่เอารัดเอาเปรียบ คนคลั่งศาสนา ที่ปรึกษาที่มีอคติต่อศาสนาอิสลาม และผู้ต่อต้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปัญญาชนไทยและคนเสื้อแดงหลายคนที่แสดงท่าทีรังเกียจหรือไม่เห็นด้วยกับการประท้วงทรัมป์ ทั้งที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้ง คงเพราะยังมีความหลังที่เจ็บปวดต่อกรณีที่ กปปส.ออกมาล้มรัฐบาลโดยการสนับสนุนการรัฐประหาร ควรต้องพิจารณาให้ดีว่า การประท้วงเป็นเรื่องธรรมดาตามระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายขวาในอเมริกาก็ประท้วงเหมือนกัน ซึ่งก็มีสิทธิทำได้ แต่ก็ไม่ได้ชวนทหารให้ล้มรัฐบาลที่ตัวเองไม่ชอบ

การประท้วงที่มีขึ้นในวันปฎิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี และ Women March ที่จัดขึ้นหลังจากนั้นหนึ่งวัน เป็นการต่อต้านนโยบายขวาจัดของทรัมป์  กับ เรียกร้องถึงการปกป้องสิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียมกันของมนุษย์ โดยเฉพาะต่อต้านการเหยีดผิว เหยียดเพศ พิทักษ์สิทธิคนต่างด้าว และผู้อพยพ ยังไม่มีการเรียกร้องให้ทรัมป์ออกจากตำแหน่ง แม้จะมีการถือป้ายด่าว่า เล่นดนตรี ปราศัย เหมือนกัน แต่เป็นการแสดงออกเพื่อปกป้องระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย เน้นย้ำถึงหลักสิทธิทางการเมืองที่วางอยู่บนความหลากหลายทางอัตลักษณ์ และขับไล่ความกลัวไปจากหัวใจของผู้คนที่ตกเป็นเป้าของความเกลียด

การขึ้นมามีอำนาจของทรัมป์อาจจะเกิดจากอาการที่สังคมการเมืองอเมริกันตกอยู่ภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ที่ทำลายชุมชนและรากฐานทางสังคมอเมริกัน สร้างความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ทำให้ระบบการเมืองไม่สัมพันธ์กับผลประโยชน์ของประชาชน ทอดทิ้งผู้แพ้ทางเศรษฐกิจที่ร่วงหล่นจากชนชั้นกลางสู่ความยากจน ทำลายความหวังและแรงศรัทธาที่เคยมีต่อระบอบการเมืองและความเป็นพลเมือง จนเขาต้องมองหาผู้นำที่เข้มแข็งที่ให้คำสัญญาอันไม่มีข้อแม้ ที่จะพาเขากลับไปสู่วันเก่าที่เคยรุ่งเรื่อง หรือทำให้ระบบที่เพิกเฉยต่อเขากลับมามองเขาอีกครั้ง

เราควรต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องยอมรับนโยบายที่ไม่เข้าท่า ความล้าหลังทางอุดมการณ์ และการละเมิดสิทธิเสรีภาพของมนุษย์คนอื่นในสังคม ถึงคนจำนวนมากมายจะเลือกทรัมป์ แต่มันเป็นสิทธิและความจำเป็นที่ต้องออกมาเดินบนท้องถนนเพื่อร้องเพลงเสรีภาพ และความเท่าเทียมกันของมนุษย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เสรีชนคนอเมริกันนั้นยังสู้อยู่ แล้วเราก็ต้องผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน รวมทั้งผู้ลงคะแนนให้ทรัมป์ด้วย

หมายเหตุ: ภาพจาก  Facebook : NARAL Pro-Choice America


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน