สดศรี แนะ กกต.แจงให้ชัดประชามติทำแบบใดผิด-ถูก อย่ารอให้ผิดแล้วค่อยมาพูด

สดศรี”การันตี พรรคการเมือง วิจารณ์รธน.ไม่ผิดพ.ร.บ.ประชามติ ชี้ทางกกต.รุ่นน้อง แจงให้ชัดพูด-ทำ แบบใดผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 1 เมษายน นางสดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองออกมาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องปกติของการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพราะขนาดในบัตรออกเสียงประชามติก็ยังมีช่องให้กากบาททั้งช่องเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ซึ่งการวิจารณ์กันว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ดีอย่างไรนั้นก็คงจะไม่ผิดพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การออกเสียงประชามติ เพราะเมื่อเทียบเคียงกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 พรรคการเมืองและนักการเมืองก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยไม่ได้มีความผิดตามกฎหมายการออกเสียงประชามติ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน กกต.ในฐานะเจ้าภาพต้องชี้แจงและอธิบายก่อนที่ร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติจะมีผลใช้บังคับว่าการกระทำแค่ไหนเพียงใดหรือแบบใดเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมาย แต่หากกกต.รอให้เกิดเหตุการณ์ก่อนแล้วค่อยมาบอกว่าแบบใดผิดหรือไม่ผิดกฎหมายก็อาจจะไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ไม่ทราบว่าสิ่งที่ทำไปนั้นผิดกฎหมายหรือไม่

“ในฐานะกกต.รุ่นพี่ อยากจะให้กกต.ปัจจุบันซึ่งมีอำนาจเต็มที่ต้องชี้แจงว่าการพูดหรือทำแบบใดไม่ผิดกฎหมาย ถ้าเป็นการชี้ขาดของกกต.ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจว่าสิ่งที่เขาพูดไปนั้นชอบด้วยกฎหมาย กกต.นอกจากจะชี้แจงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแล้วกกต.ต้องชี้แจงเรื่องการออกเสียงประชามติโดยเฉพาะความผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการทำประชามติด้วย” อดีตกกต.กล่าว

 

source :- http://www.matichon.co.th/news/91628

 

โพล ชี้ กปปส.ควรเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหาย จากการเลือกตั้งมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน้าเว็บเพจของ PeoPlePoll Thailand หรือพีเพิลโพล ไทยแลนด์ รายงานผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 2,350 คน ระหว่างวันที่ 4-5 มี.ค. ในประเด็น “ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายกรณีการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 มากที่สุด” พบว่า ร้อยละ 58.6 เห็นว่า แกนนำ กปปส. ควรเป็นผู้รับผิดชอบมากที่สุด รองลงมา ร้อยละ 30.5 เห็นว่ากกต. และร้อยละ 5.5 เห็นว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนร้อยละ 4.4 ไม่แน่ใจ/ไม่แสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ร้อยละ 0.7 เห็นว่า บุคคลหรือองค์กรอื่นควรเป็นผู้รับผิดชอบ และร้อยละ 0.3 เห็นว่า ไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบเพราะไม่มีความเสียหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โพลดังกล่าวเป็นโครงการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ โดยความร่วมมือในลักษณะภาคีของ 5 หน่วยงาน คือ 1.คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2.วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ 3.สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล 4.วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 5.ทีมงาน PeoplePoll (กลุ่มอิสระ)

วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจเรื่อง “คสช.วางแผนจะสืบทอดอำนาจหรือไม่” วันที่ 1-2 มี.ค. จากประชาชน 1,250 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 32.88 ระบุไม่เชื่อว่า คสช.วางแผนจะอยู่ในอำนาจต่อหลังเลือกตั้งกลางปี 2560 ร้อยละ 17.76 ระบุไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 17.20 ค่อนข้างเชื่อ และร้อยละ 14.72 ระบุมีความเชื่อมาก ซึ่งผู้ที่ระบุว่าเชื่อมากและค่อนข้างเชื่อ ให้เหตุผลว่าดูจากการวางระบบการทำงาน การร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีคนเห็นต่างทางการเมือง ขณะที่ผู้ที่ระบุ ไม่ค่อยเชื่อและไม่เชื่อเลยนั้น ให้เหตุผลว่า มีโรดแม็ปของ คสช. กำหนดไว้อยู่แล้ว เหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้ผ่อนคลายความตึงเครียด

ร้อยละ 57.60 ไม่กังวลต่อกระแสข่าว คสช. วางแผนจะอยู่ในอำนาจต่อหลังเลือกตั้ง มีเพียงร้อยละ 12.48 ค่อนข้างกังวล และร้อยละ 8.56 มีความกังวลมาก เพราะเกรงจะกระทบภาพลักษณ์ประเทศ ความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติ การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 26.24 ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งกลางปี 2560 ตามโรดแม็ปของ คสช. ร้อยละ 24.40 มีความเชื่อมั่นมาก ขณะที่ร้อยละ 20.56 ระบุไม่ค่อยมีความเชื่อมั่น และร้อยละ 13.36 ไม่มีความเชื่อมั่นเลย โดยผู้ที่เชื่อมั่นให้เหตุผลว่า มั่นใจว่า คสช.จะทำตาม คำสัญญาที่เคยพูดไว้ และประชาชนต้องการเห็นการเลือกตั้งและประชาธิปไตย

 

source :- http://www.matichon.co.th/news/61090

 

ตามสันดาน! กกต.เร่งยุบเพื่อไทย สลายขั้ว ปชต. ลุอำนาจ จ่อสั่งตัดสิทธิ์ 10 ปี

ตามสันดาน! กกต.เร่งยุบเพื่อไทย สลายขั้ว ปชต. ลุอำนาจ จ่อสั่งตัดสิทธิ์ 10 ปี

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี 5 กกต. ที่มาจากการสรรหา หรือที่สังคมไทยรับรู้กันเป็นอย่างดีว่าเป็นการลากตั้ง โดยคนกลุ่มหนึ่งเพียงไม่กี่คนที่เป็นคณะกรรมการสรรหาและไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิเจ้าของเสียงในประเทศอย่างแท้จริง อยู่ในระหว่างการเร่งดำเนินการอย่างหนักจัดทำสำนวนการสอบสวนและส่งเรื่องดำเนินการยุบพรรคเพื่อไทย (พท.) ภายหลังเกิดการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดย คสช.

แหล่งข่าวระดับสูงจาก กกต.เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนได้มติแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีก  9 คน ประกอบด้วย นายปลอดประสพ สุรัสวดี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชย์ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ และรวมไปถึง พล ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการเดินทางหาเสียง ด้วยการลงพื้นที่พบปะและรับฟังความเดือดร้อนของประชาชน ในพื้นที่ เชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกศ กาฬสินธุ์ เลย ยโสธร กรุงเทพมหานคร และระยองในระหว่างที่มีการยุบสภาและอยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมีผลทำให้ต้องเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งและมีผลให้ยุบพรรคเพื่อไทย ตามที่ทุกฝ่ายคาดหมายว่าเมื่อเกิดการรัฐประหารจะต้องมีการดำเนินการทุกอย่างเพื่อยุบพรรคเพื่อไทย เหมือนครั้งรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะอนุฯ กกต. ได้พิจารณาที่จะแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น โดยมีโทษหนัก คือ มีความผิดฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 181(4) มีโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง จำคุก 1 – 10 ปี ปรับ 20,000 – 200,000 บาท เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี และหากเป็นกรรมการอาจมีผลให้ยุบพรรค

สำหรับ กกต.ชุดนี้นั้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนเป็นจำนวนมากกว่าปฏิบัติตัวเหมาะสมกับการได้ชื่อว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญและเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริงหรือไม่ เนื่องจากในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่ง กกต. จะต้องมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งตามกฎหมาย กลับมีท่าทีอิดออดไม่ยอมจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศหลายครั้ง นอกจากนี้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อ กกต.อีก  4 คนที่เหลือยังปรากฎภายถ่ายภาพร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่ชุมนุมเรียกร้องให้กองทัพออกมาโค่นล้มประชาธิปไตยและในช่วงสถานการณ์การเมืองตรึงเครียดยังเขียนกลอนยอมรับว่าจำเป็นต้องเอียงข้าง เนื่องจากทำงานใหญ่อยู่

 

source :: https://www.hereandthere.today/?p=199