‘อำนวย’ค้าน พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ชี้มีอำนาจเหนือรบ.-ถามทำไมไม่ให้ปชช.คิดเอง

‘อำนวย’ค้าน พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ชี้มีอำนาจเหนือ รบ. หวั่นทำงานซับซัอน

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เห็นชอบ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่า ไม่ขัดแต่ไม่เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 25 คน ที่มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี และต้องการให้คณะกรรมการชุดนี้ทำงานแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเท่านั้น ส่วนกรอบการทำงานทั้ง 12 ด้านของคณะกรรมการ ถ้ายังคงอยู่ไปถึง 20 ปี การทำงานจะซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะที่มีอยู่ในรัฐสภา และมองได้ว่าต้องการสืบทอดอำนาจ

นายอำนวยกล่าวอีกว่า ส่วนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนกลไกการใช้งบประมาณ 20 ปี ต้องแก้ไขปรับปรุงได้ หากไปผูกไว้กับรัฐธรรมนูญจะทำอะไรไม่ได้ ทั้งนี้ หากคณะกรรมการดังกล่าวยังคงอยู่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำงานไม่ได้เพราะถูกครอบเอาไว้เสมือนเป็นฝ่ายค้านของรัฐบาลในอนาคต ไม่เกิดผลดีในระบอบประชาธิปไตย ทางที่ดีควรให้ประชาชนได้วางกรอบกติกากันเอง อย่างไรก็ตามเหลือเวลาอีก 1 ปีเศษ หากรัฐบาลต้องการทำเรื่องดังกล่าวขอให้ทำทันทีเพื่อที่ประชาชนจะได้สรรเสริญว่าคณะกรรมการ 25 คนนี้มีความรู้ความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศ และเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ขอให้หมดวาระทันที

 

source :- http://www.matichon.co.th/news/45841

 

“ทักษิณ”พร้อมลุย! ประกาศทวงคืนประชาธิปไตย-บอกเงียบมานานแล้ว

วันที่ 21 ก.พ. ไฟแนนซ์เชี่ยล ไทมส์ เผยแพร่บทสัมภาษณ์ นายทักษิณ ชินวัตรใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“รัฐบาลทหารไม่สามารถสร้างความเชื่อใจและความเชื่อมั่น ที่ผ่านมาผมเงียบมานานเกินไป และขอเสนอให้มีการพูดคุยกัน ผมพร้อมแล้ว ผมออกมาพูดครั้งนี้เพื่อต้องการชี้แจงข่าวลือด้านลบเกี่ยวกับตัวผม ผมไม่ได้ขอเงื่อนไขใดๆให้กับตัวเอง ผมเพียงแค่ต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าเพื่อคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน”

นายทักษิณกล่าวว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นเพื่อลดทอนอำนาจของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมไม่ได้พยายามจะท้าทาย หรือท้าสู้กับทหาร แต่ในทศวรรษที่ 21 ไม่มีใครให้ความเคารพประเทศที่ปกครองโดยรัฐทหาร”

2016-02-22_193526

และว่า

 “ผมไม่ได้พูดว่ารัฐบาลทหารจะอยู่ได้ไม่นาน แต่รัฐใดที่ไม่เคารพประชาชน จะไม่สามารถอยู่ได้ ผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหาต่อตัวผม และยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นเกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง ผมไม่เคยเจรจาเพื่อยุติคดีต่อตัวผมและครอบครัวกับทหารไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม”

 

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1456064389

 

 

“ยรรยง” ชี้รัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบสต๊อกข้าวผิดพลาดบิดเบือนข้อเท็จจริง

y_288x175
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งข้อสังเกตกรณีรัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบสต๊อกข้าว ว่า  ข้อสรุปที่ระบุว่าข้าวในสต็อกที่ตรวจสอบได้มาตรฐานเพียง ร้อยละ 10 เป็นข้าวคุณภาพต่ำไม่ได้มาตรฐานและเป็นสีเหลือง เกินร้อยละ 70 โดยมีข้าวเสื่อม ร้อยละ 4-5 เป็นข้อสรุปที่ไม่ชัดเจนและผิดพลาด คลาดเคลื่อน อย่างมากด้วยเหตุผล คือ
 
1. ข้าวที่รับจำนำเป็นข้าวส่วนใหญ่ที่ผลิตได้โดยชาวนากว่า 40ล้านตันข้าวเปลือก โดยเฉพาะในระยะแรกซึ่งมีการรับจำนำข้าวเกือบทั้งหมด (จำนำทุกเม็ด) การปลอมปนข้าวจึงเป็นไปได้ยากที่จะหาข้าวราคาถูกที่ไม่มีการจำนำมาสวมสิทธิ์ 
 
2. ขั้นตอนการรับจำนำข้าว ที่จุดรับจำนำแต่ละจุดมีคณะทำงานฝ่ายต่างๆ 7-9 คน ที่คอยดูแล การปลอมปนข้าวจึงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเจ้าของโรงสี ซึ่งจะต้องรับผิดชอบคุณภาพข้าวที่จะส่งให้โกดัง ถ้าหากโกดังไม่รับมอบข้าว 
 
3. เจ้าของโกดังและผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวสาร (Surveyor) จะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่หากรับข้าวคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน เข้าโกดัง 
 
4. ในช่วงโครงการรับจำนำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแล และตรวจสอบหลายคณะ คณะอนุกรรมการเหล่านี้รวมทั้งหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น กรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ ก็ได้ตรวจสอบสต๊อกข้าว ทั้งในเชิงปริมาณคุณภาพเป็นประจำ คณะทำงานเหล่านี้ได้รายงานผลการตรวจสอบให้ กขช. ทราบเป็นระยะๆ โดยระบุว่า มีข้าวที่คุณภาพไม่ดีและข้าวเสื่อมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
                
“เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เคยเปิดเผยเมื่อ 1 สิงหาคม 2557 ในช่วงที่ได้ตรวจสอบสต๊อกข้าวไปกว่า ร้อยละ 72 ว่ามีข้าวดีและถูกต้องประมาณร้อยละ 80  ซึ่งพออนุมานได้ว่า ผลสรุปสุดท้ายที่ระบุว่า มีข้าวไม่ได้มาตรฐานถึง ร้อยละ 70 จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง หลังจากที่ได้ตรวจสอบพบว่า มีข้าวขาดหายจากบัญชีน้อยมาก (ประมาณ 100,000 ตัน) สวนทางกับข้อเท็จจริงที่พรรคประชาธิปัตย์  ป.ป.ช. และนักวิชาการที่โจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่ามีข้าวขาดหายไปถึง 2-3 ล้านตัน” นายยรรยง กล่าว 
                
5. วงการค้าข้าวยังคงมีความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวที่รับจำนำมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ระบาย (ขาย) ข้าวในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบเปิดประมูลทั่วไป แบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และผ่านตลาดล่วงหน้า (AFET) โดยได้ส่งมอบไปกว่า 15 ล้านตันและยังไม่ได้ส่งมอบประมาณ 3 ล้านตัน และการซื้อขายเกือบทั้งหมด ผู้ซื้อไม่เคยโต้แย้งว่าข้าวรัฐบาลไม่ได้มาตรฐานแต่อย่างใดหลัง คสช.ยึดอำนาจก็มีการเปิดประมูลขายข้าวแล้ว 3 ครั้ง ก็ปรากฏว่ามีผู้มาร่วมประมูลจำนวนมากทุกครั้ง แสดงถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวที่รับจำนำ 
 
6. นอกจากนี้ในตลาดค้าข้าวโลกก็ยังมีความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้ว่าราคาข้าวสารเจ้า 5 เปอร์เซ็นต์ของไทยสูงกว่าราคาข้าวชนิดเดียวกันของอินเดีย ประมาณตันละ 20 เหรียญสหรัฐ เช่น ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ข้าวไทยราคาตันละ 420 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ข้าวอินเดียตันละ 400 เหรียญสหรัฐเท่านั้น  
 
(7) การแถลงในภาพรวมแบบคลุมเครือว่าข้าวในสต๊อกรัฐบาลเป็นข้าวคุณภาพต่ำไม่ได้มาตรฐานและเป็นสีเหลืองมากกว่าร้อยละ 70 น่าจะเป็นการทำเพื่อชี้นำทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลชุดที่แล้วมีการทุจริต ซึ่งทำให้ข้าวคุณภาพต่ำ มีการปลอมปนข้าวจำนวนมหาศาล แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดต่อประชาชนอย่างชัดเจน เช่น  เป็นข้าวที่ไม่ได้มาตรฐาน ในลักษณะใด เช่น มีการปลอมปนหรือมีสิ่งเจือปน มีสีหรือกลิ่น หรือลักษณะทางกายภาพอย่างไร  มีสาเหตุจากการทุจริต หรือ เป็นตามธรรมชาติหรือสุดวิสัย เช่นน้ำท่วม เปียกฝน ไฟไหม้ กองล้มหรือรมยา เป็นต้น
“ข้อสรุปที่มีการแถลงว่าข้าวขาดหายไปจากคลังประมาณ 1 แสนตัน ก็เนื่องจากว่าคณะอนุกรรมการตรวจสอบของ คสช. ไม่สามารถบิดเบือนข้อเท็จจริง เรื่องปริมาณข้าวได้ เพราะสามารถตรวจนับจำนวนและน้ำหนักข้าวได้ในแต่ละโกดัง สำหรับข้าวที่ขาดหายไป จำนวนประมาณ 1 แสนตัน นั้นส่วนใหญ่ก็ได้มีการตรวจสอบพบและดำเนินมาตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว” นายยรรยง กล่าว
source :: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414762526