ชำนาญ จันทร์เรือง : ว่าด้วยเรื่องคำสั่ง คสช.ให้กสทช.-กสท.ปิดสื่อได้โดยไม่มีความผิด

ชำนาญ จันทร์เรือง  นักรัฐศาสตร์

ตาม พ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิด พ.ศ.2539 ระบุชัดอยู่แล้วว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหากเป็นไปอย่างสุจริตก็ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา แต่ยังมอบอำนาจ ให้กสทช.-กสท.ปิดสื่อได้โดยไม่มีความผิด

มองว่าเป็นการหวังผลให้คำสั่งปิดทีวีหรือวิทยุเกิดขึ้นได้ทันที เพราะหากใช้กระบวนการปกติมีขั้นตอนให้ต้องรอ ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวได้

ขณะเดียวกันคำสั่งดังกล่าวก็ยังไม่ปิดช่องให้ร้องต่อศาลปกครองได้ ผู้ได้รับความเสียหายอาจเรียกร้องความเสียหายได้ หมายความว่าหากมีการสู้คดีแล้วผู้เสียหายชนะ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่แต่เป็นรัฐที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

นั่นคือภาษีประชาชนที่ต้องถูกนำมาจ่ายสำหรับการใช้อำนาจรัฐ

แน่นอนว่าคำสั่งดังกล่าวย่อมนำบรรยากาศความหวาดหวั่น กริ่งเกรง ก่อนถึงการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. ตอกย้ำหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมนักศึกษา ประชาชน ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง การสั่งปิดพีซทีวีการพบจดหมายตราครุฑในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ที่สอดคล้องไปกับข้อเรียกร้องของตัวแทนทูตสหภาพยุโรป(อียู) ที่ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยจัดการออกเสียงประชามติให้เสรีและเป็นธรรม

ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลไปจนถึงหลังการออกเสียงประชามติ ในแง่ของความไม่ชอบธรรมและการไม่ยอมรับ ไม่ว่าผลที่ออกมารัฐบาลจะชนะอย่างถล่มทลายแบบที่เคยเกิดขึ้นในพม่า หรือชนะเพียงฉิวเฉียด

แต่หากผลออกมาว่า “ไม่รับ” ก็เชื่อว่าจะสะเทือนรัฐบาลจนเรียกว่าไปไม่เป็น ต้องเร่งหาทางลงด้วยการจัดทำร่างใหม่แบบไม่ยืดยาว โพลที่ออกมาล่าสุดก็พบว่าประชาชนกว่าร้อยละ 60 ยังไม่ตัดสินใจจะโหวตรับหรือไม่รับ

การใช้มาตรา 44 ครั้งนี้สะท้อนถึงภาพรวมทางการเมืองด้วยว่ารัฐบาลไม่มั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้รับความเห็นชอบจากประชาชน จึงต้องพยายามทำทุกวิถีทาง

เพราะถ้ามั่นใจคงปล่อยให้มีการรณรงค์ถกเถียงกันอย่างเสรีเหมือนตอนประชามติรัฐธรรมนูญ 2550

 


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

‘จตุพร’ประเมิน 2 ปี คสช.ไม่รักษาสัญญา-อาวุธมาก่อน-เดือดร้อนไว้ทีหลัง-ศก.พังยับ

 

ประธาน นปช.ประเมินผลงาน คสช. ที่บริหารประเทศภายใต้กระบอกปืน ย้ำผลงานโดดเด่นคือ ไม่รักษาสัญญา ไม่สร้างความปรองดอง มุ่งแต่จะซื้ออาวุธ ปูนบําเหน็จบํานาญ ตกรางวัลให้พวกพ้อง ตัดงบความเป็นอยู่ประชาชน เศรษฐกิจย่ำแย่

วันนี้ (22 พ.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล เมื่อ 22 พ.ค. โดยประเมินผลงานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่า ไม่รักษาสัญญา ไม่ทำงานตามคำพูด จึงไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมาอวดอ้าง แต่ออกคำสั่งและประกาศ คสช.นับร้อยฉบับมาใช้บังคับกับประชาชน

นายจตุพรย้ำว่า ผลงานนับตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจมาเมื่อ 22 พ.ค.2557 และครบเวลา 2 ปี ในวันนี้ สิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ไม่เคยทำเลย คือ ไม่จัดงบประมาณอุดหนุนการจัดงานวันวิสาขบูชาถึง 3 ปีติดต่อกัน สิ่งนี้เป็นอารมณ์ไม่พอใจสะสมให้กับคณะสงฆ์ และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรชี้แจงให้กระจ่างว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น จึงทำให้คณะสงฆ์ต้องหางบประมาณมาจัดงานวันวิสาขบูชากันตามลำพัง

“ถึงวันนี้ การจัดงานวันวิสาขบูชาที่ผ่านไป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทราบหรือไม่ และนายสุวพันธุ์ รมต.กำกับสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ช่วยอธิบายด้วยว่ามีปัญหาอะไรกันแน่ เพราะนับแต่ยึดอำนาจมา ไม่เคยให้งบอุดหนุนในการจัดงานวันวิสาขบูชาเลย ถามจริงว่าท่านมีปัญหาอะไร นายกรัฐมนตรีรู้หรือไม่รู้ ถ้าไม่รู้ ก็ควรรู้ไว้ สิ่งนี้เป็นความกังขาสะสมในคณะสงฆ์ ทั้งที่ปัญหาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชก็หนักแล้ว รัฐบาลชั่งใจดำมา 3 ปีแล้ว ท่านรู้หรือไม่ มีปัญหาอะไร หากไม่รู้ต้องเรียก รมต.มาชักถาม ว่าทำไมไม่อนุมัติงบประมาณจัดงานวันวิสาฆบูชา”

ส่วนการประเมินผลงานของรัฐบาลและ คสช.ในด้านอื่นๆ นั้น นายจตุพรกล่าวว่า ตลอดเวลา 2 ปีนั้น คสช.ทำงานภายใต้หลักคิดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเอาไว้ทีหลัง แล้วอ้างความจำเป็นในการจัดซื้ออาวุธมารักษาความมั่นคง ทั้งที่ประเทศไม่มีภัยสงคราม ไม่ได้ไปรบกับใคร จึงไม่จำเป็นต้องซื้ออาวุธในช่วงประชาชนประสบกับปัญหาความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจกันหนักหน่วง จึงทำให้ประชาชนไร้ผู้นำมาแก้ไขปัญหา เพราะสิ่งสำคัญแล้ว ประชาชนต้องการผู้นำที่อิ่มที่หลัง ต้องการคนเสียสละ ไม่ใช่เน้นแต่ซื้ออาวุธ ดังนั้น 2 ปีตั้งแต่ยึดอำนาจมา จึงประเมินผลว่า คสช.ไม่เคยทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

“การประเมินผลงาน 2 ปี คสช.คงทำได้ยากในการปกครองภายใต้กระบอกปืน แต่ผมขอประเมินว่าไม่รักษาสัญญา ไม่รักษาคำพูด ไม่มีผลงาน มีแต่คำสั่ง คสช.ร้อยกว่าฉบับ เพราะเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการอะไร ก็ออกคำสั่งได้ แม้ควบคุมอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ความสงบก็เกิดขึ้นแล้วตามความต้องการของฝ่ายยึดอำนาจ ส่วนด้านเศรษฐกิจก็สงบเงียบเช่นกัน จนเกิดภาวะแย่ไปตามๆ กัน ร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งคนของตัวเองมาร่าง แล้วก็ล้มคว่ำไปเอง จนมาถึงร่างรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ ก็เขียนกติกามากีดกันฝ่ายอื่นไว้มากมาย แต่กลับไม่หาทางออกไว้ว่าถ้าไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร”

นายจตุพรกล่าวว่า หลักคิดสำคัญของรัฐบาลในช่วง 2 ปีนั้น แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจที่มุ่งแต่โกหกกันไปจนตัวเองเชื่อในสิ่งที่โกหกกันเอง โกหกว่าทุกอย่างทำงานได้สำเร็จตามความตั้งใจ แต่ความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ กลไกของรัฐบาลยังสะท้อนถึงการทำงานกันแบบหลอกๆ กัน ไม่กล้ารายงานความจริงให้ทราบ เพราะกลัวถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่ง

กรณีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการรายงานที่หลอกๆ กัน เพื่อให้รัฐบาลพึงพอใจ โดยรายงานแต่ผลชนะให้ พล.อ.ประยุทธ์รับฟัง เพราะรายงานความจริงกันไม่ได้ ข้าราชการจึงเอาตัวรอดไว้ก่อน ดังนั้น การอยู่กันแบบหลอกกัน และกลัวคำว่าแพ้ จึงต้องทำงานแบบลนลาน แล้วให้อยู่ในตำแหน่งอย่างน้อยถึงวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งผลประชามติจะทำให้รู้ว่าเกิดความพ่ายแพ้ย่อยยับอย่างไรกัน และจะแพ้ชนิดที่หนักกว่ารัฐบาลทหารพม่าแพ้การเลือกตั้งของประชาชนเสียอีก

นายจตุพรกล่าวว่า ประชาชนรอวันที่ 7 ส.ค. และพวกตนรู้จักประชาชนจึงไม่วิตกอะไรเลย แม้ผู้มีอำนาจสร้างกติกาขึ้นมากีดกันคนอื่น แต่จะทำให้เกิดทุกข์กับตัวเอง เพราะกติกานั้นจะย้อนมาเล่นงานตัวเอง การสั่งให้รับร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดการแตกตื่น กลไกรัฐระดมเจ้าหน้าที่เป็นล้านคน ย่อมเน้นให้คนมาใช้สิทธิให้มาก ดังนั้น วันที่ 5 มิ.ย. นี้ นปช.จะเปิดศูนย์จับโกงการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ และจะเชิญชวนให้คนมาใช้สิทธิให้มาก
“การใช้กลไกรัฐระดมเจ้าหน้าที่เป็นล้านคน ชี้ให้เห็นว่ากลัวแพ้ จึงทำงานกันด้วยความลนลาน สิ่งที่พวกเราหวั่นคือจะมีการล้มประชามติเสียก่อน จึงขอให้ คสช.ช่วยประกาศเป็นทางการด้วยว่าจะไม่ล้มประชามติ และจะไม่เป็นเหมือนการล้มร่างรัฐธรรมนูญชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เขียนขึ้น เพื่อประชาชนจะได้ดีใจ แล้วไปวัดใจกันในวันที่ 7 ส.ค. ดังนั้น แนวทาง นปช.กับ คสช.ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน ต้องการให้มีประชามติ ไม่มีการโกงจึงต้องมาช่วยจับโกง ถ้าไม่คิดโกง และคิดล้มประชามติเสียเอง”

นายจตุพรกล่าวว่า สิ่งที่มักเกิดขึ้นกับรัฐบาลและ คสช.ในช่วง 21 ปี คือ การปูนบําเหน็จบํานาญ เป็นรางวัลให้กับพวกยึดอำนาจมาด้วยกัน แต่เกิดข่าวจะตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เมื่อถูกคัดค้านกลับแก้ตัวว่าเป็นเพียงแนวคิด รวมทั้งมีข่าวจะซื้ออาวุธ ดังนั้น งบประมาณทุกกระทรวงล้วนอยู่ในการดูแลของทหารทั้งสิ้น และได้ครอบครองงบประมาณทั้งประมาณไว้หมด ไม่ได้มีเพียงงบประมาณกลาโหมเท่านั้น

 

source :- http://www.matichon.co.th/news/144362

 

ทักษิณ โต้ ประยุทธ์ “ไม่มีล็อบบี้ยิสต์ในโลกคนไหนทำลายคุณได้ เท่าตัวคุณเอง”

วันนีี้ (22 เม.ย.) นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความ Thaksin Shinawatra ชี้แจง กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มป่วนในประเทศ โดยระบุว่า

ทุกวันนี้ผมเงียบมาตลอด ตั้งใจที่จะไม่ออกความคิดเห็นในเรื่องใดๆ และอยากให้ทุกฝ่ายตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่อยู่ดีๆ ผมกลับถูกพาดพิงอย่างรุนแรง จนต้องเสียความตั้งใจ เลยต้องขอพูดสักครั้ง

การแก้ปัญหาของประเทศ ภายใต้รัฐบาลทหารของไทยในขณะนี้ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็โทษคนอื่น โดยตนเองไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ไม่เคยทำอะไรผิด ตัวเองดีทุกอย่าง เช่นน้ำแล้งก็บอกว่า เป็นเพราะรัฐบาลก่อน ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ขายไม่ออกอย่างยางพารา ก็บอกให้ไปขายดาวอังคาร บริหารประเทศแบบนี้ใครๆ ก็เป็นได้ครับ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

รัฐบาลนี้ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร ได้เข้ามาปกครองประเทศแล้วร่วม 2 ปี ได้ทำประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ให้ชาวโลกเขาได้เห็นบ้าง ภาพลักษณ์ที่เผยแพร่ออกไป มีแต่การใช้อำนาจในการละเมิดสิทธิประชาชน และกฎหมายสากลอย่างไม่เคยเกิดในประเทศไทยมาก่อน เมื่อนานาอารยประเทศ และองค์กรสากลต่างๆ เขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเขาก็ออกมาเตือน เป็นเรื่องปกติทั่วไป ที่เกิดขึ้นในประเทศที่ผู้นำฯ ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อผู้นำของประเทศเราไม่สนใจคำเตือน ประเทศอื่นเขาย่อมใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการระงับการค้าการลงทุน มาตรการปิดกั้นและกีดกันต่างๆ รวมถึงการย้ายถิ่นฐานการผลิตไปยังประเทศที่ 3 กระบวนการเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง และโมเมนตัมนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกนานหลายปี..

แต่..แทนที่ผู้นำเราจะยอมรับความผิด แก้ไขปัญหาเหล่านั้น และทำให้มันถูกต้องเสีย กลับออกมาโทษว่า เป็นเพราะผมไปจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อล็อบบี้ประเทศต่างๆ ให้แอนตี้ บอยคอตประเทศไทย โถ..ช่างคิดไปได้

อยากจะบอกว่า ผมไม่จำเป็นต้องไปจ้างใคร ให้เสียเงินเสียทอง เพื่อประจานนายกฯ ไทย ให้เสียภาพลักษณ์ประเทศหรอกครับ ประวัติศาสตร์มีให้เห็นอยู่เสมอว่า เผด็จการฯที่ลุแก่อำนาจ ด่ากราดคนที่พูดจาไม่ถูกใจ ดูถูกคนยากจนว่าโง่ ใช้อำนาจเกินขอบเขต และปกครองประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชนนั้น ล้วนแล้วแต่แพ้ภัยตัวเองทั้งนั้น

อยากจะเป็นผู้นำประเทศ ถ้าอารมณ์ของตัวเองยังควบคุมไม่ได้ ใช้อารมณ์ด่ากราดผู้คนเพื่อเอาชนะ ตะคอกใส่นักข่าวให้เขาสงบปากสงบคำ และเขียนข่าวให้ถูกใจตน ทำแบบนี้บอกเลย อย่าหวังว่าจะทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศคล้อยตาม

ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองแย่แค่ไหน ลองเอาเทปที่คุณพูดทุกวันมาฟังย้อนหลังดูซิครับ แล้วคุณจะรู้ว่า

“ไม่มีล็อบบี้ยิสต์ในโลกคนไหนที่จะมีความสามารถทำลายคุณได้ เท่ากับคุณทำลายตัวคุณเอง”

เพราะฉะนั้น เมื่อคุณมั่นใจว่าเป็นคนดี ก็จงก้มหน้าก้มตาเป็นคนชอบแก้ไขไปเถอะ อย่าทำตัวเหมือนที่ผ่านมาเลย

 

การเมือง-คำถามพ่วง จริง ๆ คสช.อยากอยู่ยาว

หมายเหตุ – นักวิชาการให้ความเห็นกรณีคำถามพ่วงประชามติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ให้ทำประชามติพร้อมร่างรัฐธรรมนูญ จะมีผลต่อการเมืองประเทศอย่างไร…

ยอดพล เทพสิทธา

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

กรณีคำถามพ่วงประชามติที่ผ่านจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น คิดว่าถ้าสมมุติร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติจะนำไปสู่การรับรองความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอกที่มาจากการแต่งตั้งของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไปโดยปริยาย หรือจะพูดง่ายๆ ถือเป็นการรับรองนายกฯคนนอกจากองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ส่วนตัวคิดว่าโอกาสที่จะรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติมีค่อนข้างน้อย เพราะประชาชนไม่อยากให้ประเทศเดินย้อนหลังเข้าคลองไปเหมือนก่อนปี 2540 อีกแล้ว ที่ให้นายกฯเป็นคนสรรหา ส.ว. และให้ ส.ว.เป็นผู้โหวตเลือกนายกฯอีกที คิดว่าถ้าอยากให้เป็นเช่นนี้ประชาชนคงไม่เอาอีกแล้ว

สำหรับคำถามพ่วงประชามติดังกล่าวนั้น คือเป็นความต้องการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่แล้ว ประกอบกับความต้องการดังกล่าวไม่สามารถเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องหาฉันทามติจากแนวทาง

ดังกล่าว เนื่องด้วยแนวทางที่ผู้มีอำนาจกำลังทำอยู่นี้ค่อนข้างจะเป็นไปได้ที่สุดแล้ว เพื่อให้ได้ฉันทามติอย่างที่ง่ายที่สุด

ขณะเดียวกันถ้าเขียนถ้อยคำแบบคำถามพ่วงประชามติแล้วไปใส่ในรัฐธรรมนูญก็น่าจะไม่ผ่านประชามติ เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จึงจัดทำคำถามแบบแยกชุดเช่นนี้ออกมา ถ้าสมมุติผ่านประชามติแสดงว่าประชาชนเห็นด้วย จากนั้นค่อยไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญอีกที

อย่างไรก็ตาม ถ้ายังคงเป็นไปในแนวทางนี้สถานการณ์ต่อไปหลังการจัดทำประชามติประเทศก็ยังสงบสุขอยู่เพราะรัฐบาล และ คสช.ยังคงกุมมาตรการทางด้านกฎหมาย และคำสั่ง รวมทั้งประกาศอะไรต่างๆ ไว้อยู่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์

มีแน่นอน เพราะตัวคำถามพ่วงประชามติขัดกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยการเลือกนายกฯต้องมีความเชื่อมโยงกับสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะเป็นนายกฯคนนอกแต่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แต่การให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นคนเลือกนายกฯได้จะก่อให้เกิดปัญหา 3 ประการ กล่าวคือ 1.ประชาชนไม่มีทางรู้ว่า ส.ว. 250 คนจะเลือกใครเป็นนายกฯ 2.ประชาชนไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่านายกฯคนนอกรวมทั้งคณะรัฐมนตรีมีนโยบายอย่างไร บริหารประเทศแบบใด และ 3.แนวทางนี้จะเปิดทางให้อำนาจนอกระบบกระบวนการเลือกตั้งได้โดยตรง ทั้งนี้การเลือกตั้งแทบจะหมดความหมายไปสิ้นเชิง เพราะต่อให้ประชาชนเลือกนายกฯจากที่พรรคการเมืองเสนอ อาจจะไม่ได้เป็นนายกฯก็ได้ หากไปเจอเสียงของ ส.ว.ลากตั้ง 250 คน ที่เสนอชื่อนายกฯเอง ถือเป็นเสียงที่มหาศาลมาก ทั้งยังทำให้เกิดพรรคราชการที่ส่งผลให้กระบวนการเลือกตั้งถูกลดบทบาทไปทันที

สำหรับแนวโน้มในช่วงประชามตินั้น คิดว่าประเด็นหลักคงไม่ใช่คำถามพ่วงประชามติ แต่ปัจจัยที่ประชาชนจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นเพราะ 1.ความไม่พอใจเนื้อหาสาระ นายกฯคนนอก และ ส.ว.สรรหา 2.ความไม่พอใจบรรยากาศการจัดทำรัฐธรรมนูญ และ 3.ความไม่พอใจบรรยากาศในช่วงการจัดทำประชามติที่มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก พร้อมทั้งมีมาตรการให้ข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว ซึ่งคิดว่า 3 เรื่องนี้แหละจะเป็นเหตุให้ประชาชนอาจตัดสินใจไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นคำถามพ่วงประชามติอาจจะไม่มีความรุนแรงเท่าเหตุผลที่อธิบายไป แต่หลังจากนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบเพราะยังเป็นประเด็นใหม่ที่เพิ่งเสนอขึ้นมา

สำหรับการเสนอคำถามพ่วงออกมาคือความต้องการอยู่ในอำนาจของ คสช.หรือไม่นั้น ผมคิดว่าใช่ อีกทั้งเป็นการอยู่ในอำนาจที่ยืดเยื้ออีกด้วย เพราะ ส.ว.จะอยู่ในตำแหน่ง 5 ปี แปลว่าสามารถเลือกนายกฯได้ 2 คนเลย อย่างไรก็ตามคิดว่าประชาชนไม่น่าจะยอมรับได้ในเมื่อทิศทางของประเทศเราผ่านเรื่องนายกฯคนนอกมาแล้ว จนเกิดธรรมเนียมนายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง และต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แต่การจะไปเปลี่ยนธรรมเนียมนี้ให้ ส.ว.เป็นผู้เลือกนายกฯ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเลย ทั้งยังเป็นการประเมินพลังประวัติศาสตร์ของประชาชนต่ำไป และผิดพลาดอย่างรุนแรง

ส่วนการที่ชนชั้นนำประเมินบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองผิดเช่นนี้ อาจจะเป็นความเสี่ยงทางการเมืองหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังมองไม่ออกว่าเป็นไง แต่ว่าเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยง และความตึงเครียดทางการเมืองมีชัดเจนแล้ว ส่วนรูปแบบจะออกมาอย่างไรเราต้องประเมินกันต่อไป

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คงมีปัญหาในแง่เทคนิคกฎหมายที่ตกลงแล้วจะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงประชามติไม่สอดคล้องกันเลย แล้วในที่นี้จะยึดถืออะไรเป็นหลัก เพราะฉะนั้นต้องอธิบายให้ชัดเจน อาทิ ถ้าประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ และเห็นด้วยกับคำถามดังกล่าว แล้วจะมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามคำถามหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามถ้าประชาชนส่วนใหญ่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เอาตัวคำถามพ่วง ตกลงแล้วจะเอาอย่างไง ดังนั้นคิดว่าตัวคำถามพ่วงมีปัญหาในตัวสถานะของมันเอง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นตามมาอีก เพราะว่าตอนนี้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มผู้มีอำนาจ และเครือข่ายผู้มีอำนาจมีความต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป โดยนัยยะของคำว่าสืบทอดอำนาจอย่าไปมองแค่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว หากแต่นัยยะของผมคิดว่าเป็นการสืบทอดอำนาจผ่านเครือข่าย และสถาบัน ฉะนั้นถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านแปลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. อาจจะไม่อยู่ในอำนาจก็ได้ แต่อาจจะเห็นคนเครือข่ายอำนาจอยู่ต่อ ไม่ว่าจะ ส.ว.ลากตั้ง ตลอดจนกองเชียร์ฝ่ายรัฐประหาร เป็นต้น

ส่วนที่อาจมีการมองว่าหากยังคงยึดคำถามดังกล่าวจะกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่นั้น ในเมื่อเครือข่ายผู้มีอำนาจเข้ามามีอำนาจอยู่ต่อ แต่ก็เป็นคนหน้าเดิมๆ แต่พรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คงไม่ยอมรับในแนวทางนี้ เพราะจะทำให้นักการเมืองทำอะไรได้ยาก ถ้าดูตัวร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงประชามติคิดว่าน่าจะมีเจตนาชัดเจนที่ผู้มีอำนาจตอนนี้ไม่ต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้ เพียงแต่ต้องการให้มีอำนาจแฝงที่กำกับการเมืองได้อย่างกว้างขวาง

ส่วนจะเป็นเหตุผลให้ไม่ผ่านประชามติหรือไม่นั้น คิดว่าน่าจะเป็นเหตุสำคัญ เพราะจะทำให้พรรคการเมืองอย่างพรรค ปชป.อาจจะไตร่ตรองมากขึ้นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ขณะเดียวกันถ้าคิดว่าผู้มีอำนาจไม่สนใจกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา เพียงแค่มองมิติว่าบ้านเมืองกำลังสงบสุข พร้อมทั้งควบคุมความคิดเห็นได้นั้น ถือเป็นความคิดที่อันตราย เพราะฉะนั้นชนชั้นนำคงต้องประเมินประเด็นนี้ให้ลึกซึ้งกว่านี้

2016-04-10_152130

 

source ;- http://www.matichon.co.th/news/100897

 

ทูตยุโรปเรียกร้องไทยรับฟังความเห็นต่างเพื่อการลงประชามติอย่างเป็นธรรม

ทูตยุโรปเรียกร้องไทยรับฟังความเห็นต่างเพื่อการลงประชามติอย่างเป็นธรรม

คณะเอกอัครราชทูตยุโรปประจำประเทศไทย 18 ประเทศ เผยแพร่แถลงการณ์หลังเข้าพบนายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ รองปลัดกระทรวงต่างประเทศ เรียกร้องไทยยึดมั่นในหลักการเสรีภาพในการแสดงออก รับฟังเสียงต่างเพื่อให้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นดำเนินไปอย่างเป็นธรรม ห่วงการขยายเวลาปรับทัศนคติ ด้านกระทรวงต่างประเทศระบุดำเนินการอย่างสุภาพชน และอาจให้สื่อร่วมสังเกตการณ์ด้วย

แถลงการณ์ยังระบุถึงความกังวลต่อทั้งการเรียกบุคคลไปปรับทัศนคติที่มีการประกาศว่าจะมีระยะเวลานานขึ้น รวมทั้งกังวลเกี่ยวกับคำสั่งที่ 13/2559 ของ คสช. ที่ให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่มียศร้อยตรีขึ้นไปในการสืบสวนและดำเนินการจับกุมและกักขังโดยไม่ต้องมีหมายศาล ซึ่งสามารถตีความได้กว้างและไม่มีการให้คำจำกัดความที่ชัดเจน ขณะที่การมอบอำนาจของตำรวจและตุลาการให้บุคลากรทางทหารนั้นเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการกักขังโดยพลการซึ่งละเมิดหลักนิติธรรมและลิดรอนสิทธิในการได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักกระบวนการอันควรแห่งกฎหมายซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดไปจากพลเมือง

คณะเอกอัครราชทูตยังได้พูดคุยและยกประเด็นเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว โดยมีการห้ามพลเมืองเดินทางออกนอกประเทศด้วย คณะเอกอัครราชทูตแสดงความหวังว่าไทยจะปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และให้ความเคารพต่อหลักการและค่านิยมทางประชาธิปไตยในระหว่างช่วงของการเปลี่ยนแปล

ด้านกรมสารนิเทศออกเอกสารข่าวระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างตรงไปตรงมา ส่วนประเด็นสิทธิมนุษยชนและคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่คณะทูตอียูเป็นห่วงนั้นยืนยันว่ารัฐบาลไทยเคารพหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ส่วนแนวคิดจัดหลักสูตรการฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์สำหรับผู้นำหรือแกนนำประชาชนนั้นเป็นการดำเนินการอย่างสุภาพชนไม่มีการใช้ความรุนแรง และอาจเชิญสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ด้วย
อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วาระ 2-3 กำหนดให้หน่วยงานรัฐทุกหน่วยหนุน กรธ.ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนผู้มุ่งหวังให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หากพบว่ามีความรุนแรงศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี หรือหากเป็นกรณีการกระทำผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

 

‘ปึ้ง’เตือนกรธ.อย่าหลงคารมชาย! ชี้หากร่างตามใบสั่งต้องแจงปชช.

18 มี.ค.59 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า อยากเตือนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ในวันที่ 21 มี.ค.59 หาก กรธ.ได้ข้อสรุปรัฐธรรมนูญออกมาเป็นเช่นไร คนที่จะรับผิดชอบหรือรับผิดต่ออนาคตของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นความวุ่นวาย ยุ่งเหยิง และความแตกแยกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างที่หลายฝ่ายออกมาท้วงติงกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ กรธ.ทั้งคณะจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น วันที่ 19 – 20 มี.ค.ที่ กรธ.จะไปหารือกันนอกพื้นที่ควรจะคิดไตร่ตรองหารือกันให้รอบคอบ อย่าไปหลงคารมชายหนุ่มที่มาจีบ หรือมาตื้อสาว แบบหนุ่มหน้ามืด วันนี้ประชาชนรู้ทัน และเห็นชัดเจนแล้วว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คิดหรือทำอะไรกันอยู่

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 21 มี.ค.หาก กรธ.ได้ข้อสรุปที่ออกมาตามที่ คสช.เขียนบอกให้ กรธ.ไม่ว่าจะเรื่อง ส.ว.สรรหา ส.ส. เขตใหญ่เลือกคนเดียว และไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี 3 คน ก็ต้องเตรียมเหตุผลไว้ชี้แจงต่อสาธารณะเอาไว้ด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร เพราะวันนี้ก็ต้องอย่าลืมว่า สังคมโลก นานาชาติ เขาก็เฝ้าติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญในไทยเราอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศยังไม่ยึดในหลักการประชาธิปไตย มีวาระซ้อนเร้นแฝงอยู่ มีการสืบทอดอำนาจ ขาดซึ่งหลักนิติรัฐและนิติธรรม การที่ต่างชาติจะเข้ามาค้าขาย ร่วมทุน หรือลงทุนในบ้านเรา เขาก็ต้องคิดกันหนัก และต่างชาติก็เฝ้าเรียกร้องให้ คสช.รีบคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำโดยใคร ก็ต้องคิดกันให้รอบคอบ คิดกันให้ดี

“ถ้าหากนายกฯ คิดว่าทุกวันนี้มาถูกทางแล้ว แก้ปัญหาได้ดีกว่ารัฐบาลทีผ่านๆ มา และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่พวกท่านกำลังวางไว้ จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น เจริญรุ่งเรืองขึ้น ก็อยากให้ท่านอยู่ทำต่อไปเลย เพราะอายุท่านอยู่ถึง 80 ปีอยู่แล้ว และท่านก็ไม่ต้องเหนียมอาย เพราะอาจารย์บวรศักดิ์ ก็ออกมาบอกแล้วว่าพวกท่านอยากจะอยู่ยาว และยังเห็นนายกฯ พูดว่าท่านเดินทางไปไหนต่างชาติก็เข้าใจท่าน และสนับสนุนแนวคิดของท่านในการเข้ายึดอำนาจเพื่อลดความขัดแย้งในอดีต” นายสุรพงษ์ กล่าว

 

ทหารขอพบ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คาดขอความร่วมมือ หลังวิจารณ์ รบ.ต่อเนื่อง

2016-03-15_011018

วันนี้ (14 มีนาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย ว่าได้มีเจ้าหน้าที่ทหารติดต่อเพื่อขอเข้าพบ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว คาดว่าจะเป็นการพูดคุยเพื่อขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

 

source :- http://www.matichon.co.th/news/70048

 

คสช.ไม่ห้าม “บิ๊กจิ๋ว” เปิดบ้านแถลงข่าวพรุ่งนี้

คสช.ไม่ห้าม“บิ๊กจิ๋ว”เปิดบ้านพักจัดแถลงข่าวพรุ่งนี้ เชื่อมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง หวังให้คำแนะนำต่อการทำงานของรัฐบาล-คสช.

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมเปิดบ้านพักส่วนตัวแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงสถานการณ์ทางการเมือง ในวันที่ 13 มี.ค.นี้ ว่า นส่วนตัวคิดว่าต้องฟังรายละเอียดที่พล.อ.ชวลิตจะแถลงก่อน แต่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเป็นพิเศษ ทั้งนี้คสช.คงไม่ไปห้ามไม่ให้พล.อ.ชวลิตพูด เพราะเชื่อว่าบางข้อคิดเห็นอาจจะเป็นข้อคิดเห็นที่ดี เนื่องจาก พล.อ.ชวลิตมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองซึ่งอาจเห็นสิ่งใดที่ไม่ถูกใจ และอาจจะมีคำแนะนำให้คสช.กับรัฐบาลก็ได้.

 

วัฒนา จัดเต็ม เดินหน้าวิจารณ์คสช. จวกผิดก็แจ้งความ ไม่ใช่บุกบ้าน แฉ มุขหลอกแม่บ้าน

เมื่อเวลาประมาณ 05.00น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ก แสดงความเห็นกรณีการถูกจับกุมตัว ระบุว่า “ทำไมผมถึงวิจารณ์คุณไม่ได้”

วานนี้ผมถูกทหารมาควบคุมตัวไปจากบ้านเพื่อปรับทัศนคติ กรณีที่ผมโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ควิจารณ์การให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรี ทหารพาผมไปถึง มทบ. 11 ประมาณ 11.30 น. จากนั้นผมถูกควบคุมตัวไว้ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 5×8 เมตร มีนายทหารมาพูดคุยกับผม 2 ชุด จนเวลาประมาณ 21.30 น. ผมจึงถูกควบคุมตัวมาที่ สน. นางเลิ้ง เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาผมตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เสร็จจากโรงพักทหารพาผมกลับมาส่งถึงบ้านประมาณ 23.10 น. วันนี้ผมต้องไปศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อขอประกันตัวสู้คดีต่อไปตามกฎหมาย

นายทหารพระธรรมนูญแจ้งกับผมว่า ข้อความที่ผมโพสต์นั้นเป็นความเท็จทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายซึ่งผมไม่ขอมีความเห็นเพราะเมื่อมีการดำเนินคดีแล้ว ก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่ผมต้องพูดคือถ้าคุณเห็นว่าผมทำผิด คุณต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับผมตามกฎหมาย ไม่ใช่ยกกำลังมาบุกบ้านเพื่อควบคุมตัวผมไปอย่างที่ทำกัน นั่นคือพฤติกรรมของการลุแก่อำนาจและใช้อำนาจตามอำเภอใจ ซึ่งขัดกับคำพูดของพวกคุณเองที่เรียกร้องให้ทุกคนเคารพกฎหมาย นี่คือสาเหตุสำคัญที่ผมเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย

ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชน สื่อมวลชน กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ พรรคเพื่อไทย นายกยิ่งลักษณ์ ทุกท่านและทุกองค์กรที่เรียกร้องให้ทหารปล่อยตัวผม จนทำให้ผมได้รับอิสรภาพในที่สุด ผมยอมรับว่านายทหารทุกคนที่ถูกใช้มาได้ปฏิบัติกับผมอย่างสุภาพ แต่ไม่ได้หมายความวิธีการที่ถูกใช้ให้ทำนั้นถูกต้อง ผมยืนยันกับนายทหารที่ถูกใช้ให้มาปรับทัศนคติว่า ผมจะยังคงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คสช และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะใครก็ตามที่กินเงินเดือนจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเงินของผมด้วย ย่อมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้เสมอ ที่สำคัญผมไม่เคยขอร้องให้พวกคุณเข้ามายึดอำนาจ แล้วทำไมผมจึงจะวิจารณ์ไม่ได้ พวกคุณไม่มีสิทธิมาใช้พฤติกรรมแบบที่ทำกับผมโดยเด็ดขาด เพราะผมไม่ยอมและไม่เคยกลัว

หมายเหตุ ผมเพิ่งทราบจากแม่บ้านว่า ทหารกลุ่มที่พาตัวผมไปได้ย้อนกลับมาที่บ้านผม มาหลอกแม่บ้านว่าผมใช้ให้มาเอาโทรศัพท์ที่ผมฝากไว้กับลูกสาว โชคดีที่ลูกสาวผมไม่เชื่อไม่มอบโทรศัพท์ให้ไป พฤติการณ์ของทหารที่ทำแบบนี้ควรเรียกว่าอะไรครับ

 

source :- http://www.matichon.co.th/news/56862

 

“บิ๊กจิ๋ว” ทำจม.ถึงชาวไทยแนะรัฐบาลคสช.คายอำนาจคืนปชช. เตือน “มีชัย” อย่ารับใบสั่งร่างรธน.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ก.พ. ที่บ้านพัก ซ.ปิ่นประภาคม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวการทำจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวไทย ผู้รักชาติพร้อมเปิดแถลงถึงร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลทั้งในและนอกเครื่องแบบ ประมาณ 10 คนร่วมสังเกตการณ์ แต่ครั้งนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารเฝ้าสังเกตการณ์ และบันทึกภาพเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

จดหมายเปิดผนึกระบุว่า นับแต่คสช.อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ และความขัดแย้งของบ้านเมืองตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57 ซึ่งสามารถระงับยับยั้งความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง แต่จากการบริหารงานมาครบ 2 ปี ปรากฏว่าแนวทางที่รัฐบาล คสช.กำลังดำเนินการกลับมีแนวโน้มนำไปสู่ความขัดแย้งในบ้านเมืองยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจเข้าสู่ยุคเงินฝืด ประชาชนขาดกำลังซื้อ การส่งออกลดลงอย่างรุนแรง

เนื้อหาระบุว่า ขณะที่การร่างรัฐธรรมนูญที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานยกร่างฯ นั้น ได้รับการต่อต้านจากหลายภาคส่วนมากยิ่งขึ้น โครงสร้างและเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยที่อำนาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยังถอยหลังเข้าคลองหลายสิบปี ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับปรุงก่อนไปสู่ขั้นตอนการจัดทำประชามติ มีข่าวว่ารัฐบาลพยายามทุกวิถีทางผลักดัน เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติให้ได้

2016-02-25_234553
ขณะเดียวกันภาคประชาชนก็มีเครือข่ายเตรียมการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและไม่ให้ประชามติครั้งนี้ผ่านไปได้ จากประสบการณ์ในชีวิตของข้าพเจ้าที่ได้มีส่วนเข้าไปแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศช่วงที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าเป็นการยากที่ คสช. และรัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและรุมเร้าอยู่ได้ และทราบว่าเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่องค์กรสหประชาชาติ ฝ่ายการเมืองและคณะได้เดินทางมาประเทศ ไทยเพื่อติดตามสถานการณ์ทางการเมือง โดยหวังให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย
เนื้อหา ระบุอีกว่า จากปัญหาที่ซับซ้อนดังกล่าว การเสียสละอำนาจของ คสช.ถ้าไม่เกิดขึ้นโดยเร็วก็ยากที่จะขจัดปัญหาให้หมดสิ้น ซึ่งจะตกเป็นภาระแก่ชนรุ่นหลัง ในฐานะนายทหารรุ่นพี่ขอร้อง คสช.ไตร่ตรองปัญหาประเทศโดยเมื่อท่านได้ทำหน้าที่รักษาความสงบของบ้านเมืองแล้วก็ควรจะเสียสละอำนาจส่งต่อภาระหน้าที่ให้กับคณะกรรมการกลางที่จะมาจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันบริหารจัดการให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในปี 2559 เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

จากนั้น พล.อ.ชวลิตให้สัมภาษณ์ถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรธ.จะผ่านประชามติหรือไม่ว่า ตนกับนายมีชัยและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยทำงานร่วมกันมา ก็ไม่ทราบว่าจะผ่านหรือไม่ แต่ขอให้ช่วยร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับที่ดีที่สุด จะได้ไม่ถูกฉีกอีก ทั้งนี้ ขอให้นายมีชัยยืนอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง อย่าถึงขั้นต้องรับคำสั่งโดยตรง อย่าต้องถึงขั้นเดินให้ตรงเปี๊ยะ

เมื่อถามต่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับคำสั่งจากคสช. เพื่อให้ประชามติผ่านหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่ตนมองว่าอยากให้ทหารถอนตัว เพราะไม่ใช่หน้าที่ของทหาร
เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาล คสช.จะอยู่ต่อช่วงเปลี่ยนผ่านไปอีก 5 ปี พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า จะเป็นไปได้อย่างไร บอกหลายทีแล้วว่าคสช. มีภาระหน้าที่แค่ไหน ท่านเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเท่านั้น มีหน้าที่แค่นี้จะขออยู่ต่ออีก 5 ปีได้อย่างไร แค่ 5 เดือนก็ไม่ไหวแล้ว เพราะตลอด 2 ปีที่บริหารประเทศก็เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร ยิ่งมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีก็ยิ่งแย่ เป็นไปไม่ได้ ส่วนถ้าคสช.อยู่ต่อแล้วอาจจะเหมือนอดีตรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ตอนเข้ามาได้ดอกไม้ พอออกไปก็ได้รับก้อนอิฐ
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับการเคลื่อนไหวและการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในช่วงนี้ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า เชื่อว่าท่านคงพูดด้วยความเป็นห่วงบ้านเมือง
เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า อยากให้คนไทยมีงานทำ อยากให้นายกฯ เอาของไปขายต่างประเทศ จะทำเป็นรถเข็นใช้ชื่อ “รถจันทร์โอชา” ก็ได้ เป็นรถขายข้าวราดแกง เอาไปตั้งขายตามเมืองต่างๆ ที่บริโภคข้าวไทย ซึ่งจะทำให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ทำเป็นจอมอนิเตอร์แสดงสินค้าโอท็อปไปขายด้วยก็ดี คนไทยจะได้ไม่ตกงาน

 

source :- http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1456375589