“เมื่อความจริง…ค่อยๆ โผล่ออกมาเรื่อยๆ”

“เมื่อความจริง…ค่อยๆ โผล่ออกมาเรื่อยๆ”
—————–
(จึงทำให้เห็นถึงความโสมมเป็นขบวนการของการที่จะกำจัด “ยิ่งลักษณ์”)
—————–
วันนี้ “นายกฯ ยิ่งลักษณ์” จะต้องไปขึ้นศาลในคดีรับจำนำข้าว ที่ถูกขบวนการระดับชาติร่วมมือกันทำลายปูทางให้ทหารออกมายึดอำนาจ เพื่อให้คนดีทั้งหลายที่อยากเป็นใหญ่แต่ไม่อยากเลือกตั้งได้ควบคุมประเทศนี้ โดยมีพรรคการเมือง ข้าราชการ และองค์กรอิสระที่ “รัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย” จะใช้เป็นกลไกควบคุมประเทศนี้ ทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันถล่มโครงการ
.
ท่านที่เห็นข่าวประธาน อคส. ออกมายืนยันว่า อคส. ได้จัดส่งข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวให้กับอนุกรรมการปิดบัญชีครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2558
.
คงเห็นความน่ากลัวของ ป.ป.ช. ที่รัฐธรรมนูญฉบับ “นายมีชัย” จะประเคนอำนาจให้ เพราะคดีของ “นายกฯ ยิ่งลักษณ์” ได้ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดและนำไปถอดถอนตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 ส่วนอัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ก่อนที่ อคส. จะส่งข้อมูลให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีเกือบหนึ่งปี
——————
เท่ากับทั้ง ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดเอาข้อมูลที่จินตนาการขึ้นเองไปยื่นฟ้อง “นายกฯ ยิ่งลักษณ์” ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกถึง 10 ปี
—————–
ทุกฝ่ายยังร่วมมือกันโฆษณาชวนเชื่อว่า โครงการนี้จะทำประเทศล่มจม เพราะขาดทุนกว่า 5 แสนล้านบาท ในการปิดบัญชีโครงการฯ มีข้าราชการให้ความร่วมมือด้วยการใช้มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2552) อันเป็นวิธีคำนวณราคาสินค้าคงเหลือตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้คิดมูลค่าข้าวสารที่เหลือ 18.96 ล้านตัน เพื่อให้เหลือมูลค่าต่ำสุด จะได้อ้างว่าโครงการขาดทุนมหาศาล
.
ทั้งๆ ที่มาตรฐานการบัญชีดังกล่าวใช้เพื่อคำนวณการเสียภาษีของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเท่านั้น ส่วนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเป็นโครงการของรัฐบาลที่ไม่มีหน้าที่เสียภาษี การที่คนดีทั้งหลายกล้าทำกันถึงขนาดนี้เพราะเชื่อว่าเจ้านายของพวกเค้าต้องปกป้อง
.
ในที่สุดตัวละครสำคัญก็ออกมาพร้อมคำสั่งหัวหน้า คสช ที่ 39/2558 อุ้มสมุนทั้งหลายที่ใส่ร้ายปรักปรำ “นายกฯ ยิ่งลักษณ์” ไม่ให้ถูกฟ้องกลับทั้งทางแพ่ง อาญาและวินัย
.
ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือคนดีเหล่านี้จะอาศัยรัฐธรรมนูญนายมีชัย ขออยู่ในอำนาจต่อไปอีก 5 ปี อย่าได้คิดว่าคนดีมักน้อยนะครับ เพราะ 5 ปีคือ สองเทอมของการเลือกตั้ง

เท่ากับคนดีจะขอคุมประเทศนี้ต่อไปอีก 8 ปี หลังจากคุมมาแล้ว 3 ปีรวมเป็น 11 ปี ถึงเวลานั้นจะยังเหลืออะไรในบ้านเมืองนี้ให้คนดีพวกนี้ทำลายอีก
.
วัฒนา เมืองสุข
26 กุมภาพันธ์ 2559

“วัฒนา” อัดอสส.งัดข้อมูลเท็จคดีข้าวฟ้องอาญา”ปู”

ซัดอสส.งัดข้อมูลเท็จคดีข้าวฟ้องอาญา”ปู”

“วัฒนา” ซัดอสส.นำความเท็จที่เกิดจากความผิดพลาดของจนท.รัฐ ฟ้องอาญา“ปู” คดีรับจำนำข้าว ทวงถามรัฐบาลรับผิดชอบอย่างไร“

„เมื่อวันที่ 12 ก.พ. นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า รู้สึกงงเมื่อได้ยินนายจิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ดี ไม่ผิด แต่วิธีการผิด ซึ่งเท่ากับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยอมรับว่าการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรา 84 (8) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ส่วนที่บอกว่าผิดที่วิธีการนั้นคือเห็นว่ามีความผิดในส่วนการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) แต่งตั้งให้คณะอนุกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ

ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือประเด็นที่ประธานคณะกรรมการฯ เพิ่งบอกว่าเป็นนโยบายที่ดีนั้น ได้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นำไปยื่นขอถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติให้ถอดถอนไปเรียบร้อยแล้ว แย่ยิ่งกว่าคืออัยการสูงสุด(อสส.) นำประเด็นที่บอกว่าเป็นประโยชน์กับชาวนานี้ ยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อศาล โดยอ้างว่าเพื่อทำให้เกษตรกรเสียหาย ไม่เป็นการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร แต่เป็นนโยบายประชานิยมที่นำไปสู่การทุจริตเชิงนโยบาย

“ผมขอประณามว่าคืออสส.นำเอาประเด็นข้าวจำนวน 390,000 ตันที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์เพิ่งบอกว่าไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นการลงบัญชีผิดพลาดนั้น ยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยบรรยายฟ้องว่าความเสียหายในทางทรัพย์สินอื่น ได้แก่ การจัดเก็บรักษาข้าวตามโครงการเกิดการสูญหายหรือขาดบัญชี

สรุปคืออสส.นำความเท็จที่เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐ ไปฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกถึง 10 ปี และรัฐบาลกำลังจะเอาเรื่องนี้ไปเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งจากน.ส.ยิ่งลักษณ์อีก นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 39/2558 คุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลรักษาของรัฐและการดำเนินการต่อผู้รับผิด เพื่อคุ้มครองตัวเองและบริวาร ใส่ร้ายน.ส.ยิ่งลักษณ์

คำถามคือรัฐบาลนี้จะรับผิดชอบอย่างไรกับการนำเอาความเท็จไปฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคดีอาญา”นายวัฒนา กล่าว.“

 

สรุปแล้วข้าวไม่ได้หาาย แต่ลงบัญชีผิด มีอย่างนี้ด้วย!

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวในรอบปีบัญชี 2558 ที่กระทรวงการคลังระบุว่ามีข้าวหายไปจากสต๊อก 390,000 ตันนั้นว่า ข้าวไม่ได้หาย แต่อาจเป็นการลงบัญชีที่ผิดพลาด และยังไม่ได้ข้อสรุปทางบัญชีเท่านั้น ซึ่งได้เชิญองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) มาหารือแล้ว พร้อมได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ข้อสรุปทางบัญชี และข้อเท็จจริงภายในวัน ที่ 12 ก.พ.นี้ จากนั้นจะนำส่งให้กับคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวต่อไป

วันเดียวกัน พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการ อคส. กล่าวถึงการกำกับดูแลการขนย้ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรมว่า หลังจากบริษัท ว.ธนทรัพย์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อข้าวสาร 21,180 ตัน เพื่อนำไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ได้มาทำสัญญากับ อคส.เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2559 นั้น บริษัทได้ชำระเงินงวดแรกสำหรับข้าว 5,000 ตันแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.พ. และเริ่มขนย้ายข้าวออกจากโกดัง โดยล่าสุดถึงวันที่ 9 ก.พ. สามารถขนข้าวได้แล้ว 640 ตัน และในวันที่ 12 ก.พ. บริษัทจะมาชำระเงินงวดที่ 2 สำหรับข้าวอีก 5,000 ตัน และต้องขนย้ายข้าวทั้ง 10,000 ตันแรกออกโกดังภายใน 20 วันทำการ หรือภายในวันที่ 28 ก.พ.นี้ หากไม่สามารถดำเนินการได้ต้องถูกปรับ

“ผมได้มอบหมายผู้บริหาร หัวหน้า คลัง พนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ประจำคลังสินค้าต้นทางและปลายทาง ปฏิบัติทุกขั้นตอนรัดกุม โปร่งใส โดยให้ขนย้ายข้าวตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เมื่อถึงจุดตรวจ ซึ่งมีตำรวจทางหลวงประจำการอยู่ คนขับรถบรรทุกต้องลงมาถ่ายรูป เพื่อให้ตำรวจส่งภาพมาทางไลน์ให้ที่วอร์รูม และเมื่อข้าวไปถึงโรงงานแล้ว ต้องทำแผนที่วางกระสอบติดตั้งกล้องวงจรปิด รวมถึงที่จุดการผลิต บ่อหมัก เพื่อให้เห็นว่าข้าวเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริ โภคว่าจะไม่มีข้าวหลุดออกไปสู่ผู้บริโภค” พล.ต.ต.ไกรบุญระบุ และว่า อคส.จะประเมินการทำงาน โดยจะประชุมวอร์รูมทุกวัน เวลา 17.00 น. และ 10.00 น. โดยหากนำข้าวในโครงการไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และมีผู้แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีได้ จะมีเงินรางวัลนำจับ 100,000 บาท

น.ส.ชุติมากล่าวว่า อคส.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการกำกับดูแลการขนย้ายข้าวล็อตนี้อย่างรัดกุม ป้องกันไม่ให้มีข้าวไหลเข้าสู่ระบบการค้าปกติ เพราะเป็นข้าวที่คนและสัตว์ไม่สามารถบริโภคได้เลย

ขณะที่ตัวแทนบริษัท ว.ธนทรัพย์ จำกัด กล่าวว่า จะขนข้าวออกได้ทั้งหมด 10,000 ตันแรกภายในวันที่ 28 ก.พ.นี้ ส่วนในคลังของ อ.ต.ก.ที่นครสวรรค์ บริ ษัทจะชำระเงินในวันที่ 12 ก.พ. และจะเริ่มขนข้าวออกได้ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. นี้ ซึ่งการควบคุมการขนย้ายที่รัดกุมเช่นนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความยุ่งยาก ส่วนการประมูลข้าวของรัฐเพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอีกนั้น บริษัทจะเข้าร่วมแน่นอน แต่การประมูลวันที่ 17 ก.พ.นี้คงยังไม่เข้าร่วม เพราะอยากรับมอบข้าวครั้งนี้ให้เสร็จสิ้นก่อน

“วัฒนา” ชี้ “ปู” คือแพะทางการเมือง ยันนโยบายจำนำข้าวไม่ผิดพลาด

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่องแพะทางการเมืองชื่อ “ยิ่งลักษณ์” ว่า วันที่ 15 มกราคม จะเป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มทำการไต่สวนคดีรับจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกฯ ถูก ป.ป.ช.กล่าวหาว่าดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อให้เกิดการทุจริตในทุกขั้นตอน ซึ่งความจริงแล้วโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเป็นโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกเพื่อช่วยเหลือชาวนา อันเป็นนโยบายสาธารณะทางเศรษฐกิจของรัฐบาล เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เกษตรกรเกิดกำลังซื้อเพื่อให้เกิดการบริโภค จึงไม่ใช่การค้าขายโดยรัฐการตั้งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้ชาวนา แต่การระบายหรือการขายต้องเป็นไปตามราคาตลาด ไม่ใช่เรื่องกำไรหรือขาดทุนตามที่หลายฝ่ายพยายามบิดเบือน ทั้งนี้นโยบายทางเศรษฐกิจทุกโครงการจะต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ ส่วนจะมีความคุ้มค่าหรือไม่จะมีความเห็นที่แตกต่างกันเสมอ เช่นเดียวกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น โครงการเช็คช่วยชาติของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือโครงการช้อปปิ้งเพื่อชาติ ซื้อสินค้าก่อนสิ้นปีหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท ของรัฐบาลนี้ ที่มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและเห็นต่าง นอกจากนี้โครงการที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยก็ไม่เคยถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายมาก่อน

นายวัฒนาระบุว่าส่วนข้อกล่าวหาว่ามีความเสียหายหรือเกิดการทุจริต ล้วนเป็นข้อกล่าวหาในเรื่องงานด้านปฏิบัติการหรือการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ แต่ไม่ใช่ความผิดพลาดในการกำหนดนโยบาย ดังนั้น เมื่อมีข้อทักท้วงจากหลายฝ่ายรัฐบาลจึงเลือกใช้มาตรการทั้งหลายตามที่จำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายหรือป้องกันการทุจริตแทนการยกเลิกโครงการที่เป็นนโยบายซึ่งไม่มีความผิดพลาด ทั้งนี้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกรวม5 ฤดูกาลผลิต จ่ายเงินให้กับชาวนา โดย ธ.ก.ส.เป็นผู้โอนเงินเข้าบัญชีชาวนาโดยตรงจำนวน 878,209 ล้านบาท โครงการประสบความสำเร็จ ทำให้ชาวนามีกำลังซื้อ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม มีหลักฐานแสดงความสำเร็จของโครงการในระหว่างการดำเนินโครงการรับจำนำในปีงบประมาณ 2555-2557เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนหน้าในปีงบประมาณ 2552-2554 ที่ใช้นโยบายประกันราคา ดังนี้ 1.รายได้การจัดเก็บภาษีของเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.38 ต่อปี 2.รายได้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.70 ต่อปี 3.ประเทศมีเงินออมเพิ่มขึ้นร้อยละ 50.30 และ 4.จีดีพีเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.81

นายวัฒนาระบุอีกว่า ดังนั้นการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจึงอยู่ในกรอบของวินัยการเงินและการคลังทุกประการ รัฐสามารถรักษาดุลการคลังโดยดูแลให้รายจ่ายสาธารณะและข้อผูกพันทางการเงินของรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับขีดความสามารถในการหารายได้ของรัฐบาลทำให้รัฐมีเสถียรภาพทางการคลัง ข้อกล่าวหาที่ว่าการดำเนินโครงการมีผลขาดทุนสูงมาก ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณชดเชยผลการขาดทุน ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและเป็นความเท็จทั้งสิ้น

 

source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1451811926

 

“ไม่ยุติธรรม และเป็นตรรกะที่ผิด หากคิดค่าเสียหายจากจำนำข้าว”

 

วันนี้คุยกับ”คุณวันชัย บุนนาค” ทนายความอิสระ ผู้ที่รู้คดี ปรส. ทำชาติเสียหาย8แสนล้าน
.
คุณวันชัย ย้ำว่า ไม่ยุติธรรม และเป็นตรรกะที่ผิด หากคิดค่าเสียหายจากจำนำข้าว ที่เงินส่งตรงถึงมือชาวนา มีหลักฐานที่แสดงได้ชัดว่าชาวนาคนไหนได้เงินบ้าง ผ่านหน่วยงานราชการส่วนไหน
.
ต่างจาก “คดี ปรส.”ที่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเงินไปตกกับใคร เล่นแร่แปรธาตุไปไหนบ้าง แถมผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่ในมือประชาชน
.
การดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริง มีการทุจริตจริงหรือไม่ มีการทุจริตที่ส่วนใดเวลาใด อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ปล่อยปละละเลยอย่างไร ช่วงไหน เพราะข้อกล่าวหากับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ คือปล่อยปละละเลยให้เกิดเการทุจริต อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทุจริต การหาข้อเท็จจริงทางอาญาควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นกระบวนความก่อน และผู้ที่ต้องได้รับโทษคือผู้ที่ทำให้เกิดการทุจริตในช่วงเวลานั้น
.
“นายกฯยิ่งลักษณ์”ไม่ใช่”เทวดา” เป็นผู้ควบคุมในระดับนโยบาย ถึงจะได้รับทราบว่าการทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอนใดบ้าง

 

“นรวิชญ์” เรียกร้อง “ประยุทธ์” อย่าชี้นำคดีโครงการรับจำนำข้าว

“นรวิชญ์” เรียกร้อง “ประยุทธ์” อย่าชี้นำคดีโครงการรับจำนำข้าว

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2558) นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า จากที่ปรากฏจากข่าวว่า ป.ป.ช. เตรียมจะยื่นให้กระทรวงการคลัง เรียกค่าเสียหายจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าวในเร็ววัน รวมทั้งมีพาดหัวข่าว ว่า “ตู่เผยเคยเตือนปูจำนำข้าวว่า มีปัญหาแน่ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร พร้อมจะรับผิดชอบ” นั้น

ทนายนรวิชญ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ภายไต้กฎอัยการศึกและเงื่อนไข ที่ลูกความของตน ไม่สามารถแสดงความคิด ความเห็นในทางการเมือง หรือแม้แต่ในทางคดีความได้นั้น แต่ในทางกลับกัน ลูกความของตนกลับถูกกระหน่ำซ้ำเติมในคดีความต่างๆ แม้ว่า สนช. จะมีมติถอดถอนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มมีความพยายามจะซ้ำเติม โดยนำคดีความต่างๆ มากล่าวหาลูกความของตนอยู่ตลอดมา

นายนรวิชญ์ ยังได้เรียกร้องว่า เมื่อคดีโครงการรับจำนำข้าวเตรียมจะเข้าสู่กระบวนยุติธรรมในชั้นศาลแล้วก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน และกระบวนการของศาล จึงขอตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ พลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ว่า “เคยเตือนอดีตนายกรัฐมนตรี ในการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีไม่รับฟัง แล้วอ้างว่า อดีตนายกรัฐมนตรีพร้อมจะรับผิด ชอบนั้น ในลักษณะทำนองเดียวกับที่ ป.ป.ช. กล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ป.ป.ช. ได้เคยเตือน แล้วเช่นกัน ซึ่งอาจจะเป็นการ ชี้นำคดีได้

อย่างไรก็ตามในฐานะทนายความ เห็นว่า เมื่อคดีความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ก็ขอให้คดีความทั้งหลาย เป็นไปตามปกติของกระบวนการยุติ ธรรม จึงขอเรียกร้อง ไปยังพลเอกประยุทธ์ฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้า คสช. ได้โปรดอย่าให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งออกมาชี้นำ คดีได้

สำหรับกระแสข่าวที่ว่า ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 ป.ป.ช. จะไปยื่นให้กระทรวงการคลังคิดค่าเสียหายและฟ้องร้องทางแพ่งนั้น ทีมทนายความได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่า หาก ป.ป.ช. ไปยื่นวันใด ทางทีมทนายก็จะไปยื่นคัดค้านด้วยเช่นกัน เพราะเห็นว่า การที่ ป.ป.ช. จะยื่นเรื่องให้กระทรวงการคลังคิดค่าเสียหายและฟ้องร้องทาง แพ่ง ทั้งๆที่ คดีอาญา ที่กล่าวหา ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ปล่อยปละละเลย ไม่ระงับยับยั้ง โครงการรับจำนำข้าวนั้น ศาลก็ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด ซึ่งในกระบวนการพิจารณาของศาล ก็ยังมีกระบวนการ และขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาในการต่อสู้และ พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้

นอกจากนี้ ในโครงการรับจำนำข้าว กระทรวงการคลังเอง ก็เป็นกระทรวงหลัก ในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว การที่จะให้กระทรวงการคลังเป็นผู้เสียหาย และคิดคำนวณค่าเสียหายนั้น ยังมีปัญหาในข้อกฎหมายหลายประการ

feeling motivated.

“พัน ศักดิ์”โพสต์เปรียบ”จำนำข้าว”กับ”ปรส.” คือช่วยเศรษฐีกับเกษตรกร

z_470x1880“พัน ศักดิ์”โพสต์เปรียบ”จำนำข้าว”กับ”ปรส.” คือช่วยเศรษฐีกับเกษตรกรที่ต่างกันอย่างฟ้ากับดิน ยันจำนำข้าวชาวนาได้ประโยชน์ แค่ขาดทุนทางบัญชี เหตุยังข้าวในคลัง

นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านนโยบายเศรษฐกิจ ในรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงข้อกล่าวหาโครงการรับจำนำข้าว พร้อมตั้งหัวข้อว่าการช่วยเหลือเศรษฐีกับเกษตรกรต่างกันอย่างฟ้ากับดิน

โดยขณะนี้มีการกล่าวหาว่าโครงการประกันราคาข้าว เป็นโครงการประชานิยมและสร้างความเสียหายถึง 6 แสนล้าน กำลังลงโทษรัฐบาลและนักการเมืองที่กระทำการ ให้ต้องรับโทษจมธรณี และต้องมีการกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกตลอดกาล

นายพันศักดิ์ ชี้ว่า การประกันราคาข้าวเป็นมาตรการที่ยกระดับราคาข้าวสูงกว่าราคาตลาด ที่พ่อค้าส่งออก พ่อค้าคนกลาง โรงสี ได้รับส่วนแบ่งสูงกว่าชาวนาหลายพันและถึงหมื่นบาท

ขณะที่ชาวนาซึ่งเป็นคนปลูกและพัฒนาข้าว เป็นกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลตอบแทนต่ำที่สุดในระบบการค้าข้าว ทั้งภายในและต่างประเทศ ชาวนาต้องรับภาระปัจจัยการผลิต ทั้งทางตรงและทางอ้อมทุกด้าน

ตั้งแต่ค่าเช่าที่นา ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าเช่ารถไถรถเกี่ยว ค่าตาก การเก็บในยุ้งฉาง และการแปรรูปในราคาตลาดที่นายทุนกำหนด รวมถึงความผันแปรลมฟ้าอากาศและธรรมชาติ

นายพันศักดิ์ โพสต์ต่อว่า ทุกประเทศที่ผลิตสินค้าการเกษตร มีมาตรการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรหลากหลายวิธี ที่สำคัญมีเป้าหมายที่จะให้เกษตรกรมีผลตอบแทนที่สามารถเลี้ยงตัวได้ และสามารถทำการเกษตรที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

อย่างประเทศญี่ปุ่นปิดตลาดภายในให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอที่จะพัฒนาคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มได้โดยรัฐไม่ต้องอุดหนุนเพิ่มเติมอีก

การประกันราคาที่ผ่านมา ชาวนาได้รับประโยชน์สูงกว่าทุกมาตรการที่เคยกระทำ เป็นส่วนแบ่งที่สูงและจูงใจให้เพิ่มปริมาณการผลิตส่วนคุณภาพยังไม่มีการปรับ ปรุง ซึ่งเป็นจุดที่ควรมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เป็นที่ประจักษน์ชัดเจน ว่าพ่อค้าข้าวทุกกลุ่มเสียประโยชน์ ขณะที่ผู้ส่งออกโวยวายมากที่สุด เพราะไม่สามารถกดราคารับซื้อตามที่เคยกระทำมาในอดีต ผู้ที่เอาเปรียบเดิมคือโรงสีและผู้ขายข้างถุงก็เสียประโยชน์

ชาวนาและเจ้าหนี้ชาวนาได้อานิสงฆ์การประกันเต็ม คลังเก็บข้าวที่ยังมีข้าวเต็มคลัง ยังมีประโยชน์เต็มที่ ที่อ้างว่าขาดทุนนั้น เป็นการขาดทุนทางบัญชี ไม่ใช่ขาดทุนจริง รัฐบาลยังมีข้าวอยู่เป็นทุน ไม่ได้หายไปไหน

โดยตลาดยังรู้ว่าไทยมีข้าวในช่วงที่อินเดียยุติการส่งออก เพราะมีปัญหาฝนแล้ง กระทบการผลิต จีนกับเวียตนามเจอวาตภัย การบริหารจัดการรักษาคุณภาพในคลัง เป็นภาระที่ใหญ่ แต่สามารถปรับปรุงแก้ใขได้

แต่ในส่วนใดที่มีการโกง การกระทำที่ทุจริต ก็ต้องมีการสอบสวนลงโทษกันไป ไม่ควรมาเหมาว่าการทำเช่นนี้เป็นความผิด เพราะผลประโยชน์เกิดแก่ชาวนาตาดำๆที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาจนทุกวันนี้ คสช.ประกาศช่วยไร่ละพันก็ช่วยธกส.และเจ้าหนี้เท่านั้น ชาวนาไม่ได้รับแม้แต่ค่าแรงขั้นต่ำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจผู้นี้ ยังชี้ว่าควรเปรียบเทียบการช่วยเหลือสถาบันการเงิน นักธุรกิจ นายธนาคาร และผู้ฝากเงิน ตั้งแต่สมัยแชร์แม่ชม้อย และวิกฤตต้มยำกุ้ง ว่าการแก้ใขช่วยนายธนาคาร นักธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ รวมทั้งผู้ฝากเงินทุกรายว่าเข้าข่ายประชานิยมหรือไม่

วิกฤตที่เกิดขึ้นทางการเงินที่เกิดในอดีต เกิดขึ้นจากการกล่าวหาของนักการเมือง โดยการนำข้อมูลที่เป็นความลับมาเปิดเผยในสภาฯอย่างผิดกฎหมาย จนประชาชนแตกตื่นไปถอนเงินอย่างล้นหลาม ลามไปจนรัฐบาลต้องออกมาประกันเงินฝาก

และต่อมาการเปิดเสรีทางการเงิน ที่ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีและรัดกุม เป็นผลให้มีการก่อหนี้ต่างประเทศอย่างไร้ขอบเขต และก่อให้เกิดการเก็งกำไรในที่ดินและค่าเงินบาท รวมทั้งการปล่อยเงินกู้ของบริษัทเงินทุนจนไม่สามารถชำระหนี้ได้

ความผิดพลาดดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินๆ ควบคู่ไปกับการต่อสู้ป้องกันค่าเงินบาท ที่ไม่สำเร็จจนต้องปล่อยค่าเงินให้ลอยตัวและต้องยอมรับความช่วยเหลือจากกอง ทุนการเงินระหว่างประเทศ

ความเสียหายที่เศรษฐีหรือคนมีเงินเก็บฝากแบงค์ และเป็นนายทุนเล็กกลางและใหญ่ สร้างร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย มียอดรวม 1.4 ล้านล้านาบาท ที่คนไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวนาและคนไทยจนๆทุกคน ต้องมาแบกรับ และคนเหล่านี้ไม่ได้รับผลตอบแทนแม้แต่บาทเดียว

ผลลัพธ์ต้มยำกุ้ง ผู้ที่ได้รับคือนายทุนเจ้าของธุรกิจ นายและเจ้าของธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ยังร่ำรวยและมีภาพลักษณ์ที่ดี
องค์กรที่ได้ประโยชน์สูงสุด ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดหรือกล่าวถึงเลย คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่ประสบปัญหาทุกบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ขาดทุนหมด

ยกเว้น 2 ธุรกิจขนาดเล็ก แม้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด และธนาคารไทยพานิชย์ วิกฤตถึงขั้นล้มละลาย ทักษิณกู้กลับมาหมด โดยใช้กองทุนวายุภักษ์เข้าเพิ่มทุนและเมื่อแก้ใขได้ยังได้โอนหุ้นคืนตามเดิม โดยการแลกเปลี่ยนที่ดินแบบพิสดาร และไม่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ดังนั้นการแก้ปัญหาวิกฤติการของประเทศไทยสำหรับคนรวยกับคนจนนั้น ดูแล้วมีความแตกต่างกัน สำหรับคนรวยอะไรๆดูดีและเหมาะสม แต่สำหรับคนจนแม้จะใช้เงินน้อยกว่าและผลลัพธ์ดีกว่า กลับกลายเป็นการทุจริตเชิงนโยบายและประชานิยมที่ไม่ดี

ณัฐวุฒิ ท้าโชว์ตัวเลขโครงการข้าว “ยิ่งลักษณ์” เทียบ ปชป. – ข้องใจยุค คสช. หวังกำไรขาดทุนเท่าไหร่

z_470x1263

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุค ถึงกรณีอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว เปิดเผยผลปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 10 ปี โดยไม่ได้สรุปตัวเลขโครงการประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งอดีต รมช.พาณิชย์ผู้นี้ระบุว่า เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าใจได้

นอกจากนั้น นายณัฐวุฒิ ชี้แจงว่า โครงการรับจำนำข้าวไม่ใช่การลงทุนเพื่อแสวงหากำไรเข้าคลังจึงไม่ใช่เรื่องที่จะประเมินในมิติกำไรขาดทุนเพราะเป็นโครงการเพื่อพัฒนาชีวิตชาวนาจึงขอให้อนุกรรมการชุดดังกล่าวนำเสนอตัวเลขว่าชาวนาได้ประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่อย่างไรเป็นจำนวนเท่าไหร่

ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกตว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นแจกเงินชาวนาไร่ละพันต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่รวมถึงการจ่ายเงินเดือนสนช. สปช. กมธ.ยกร่าง รธน. จะให้กำไรแก่ประชาชนอย่างไร

“ไม่เข้าใจว่าทำไมคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวที่จงใจปิดบัญชีโครงการย้อนหลังไปถึงปี๒๕๔๗ถึงไม่สรุปตัวเลขที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้ในโครงการประกันรายได้มาในคราวเดียวกันประชาชนจะได้มีข้อมูลชัดๆว่าโครงการไหนใช้เงินไปเท่าไหร่?อย่างไร?

การเอาเรื่องนี้มาพูดในมิติกำไรขาดทุนแค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะจำนำข้าวหมายถึงการใช้งบประมาณของรัฐเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนา ไม่ใช่การลงทุนค้าขายเพื่อแสวงกำไรเข้าคลัง

เพื่อความเป็นธรรมและข้อมูลที่รอบด้านขอเรียกร้องให้อนุกรรมการชุดเดียวกันนำเสนอตัวเลขด้วยว่าโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์โอนเงินโดยตรงจากบัญชีธกส.ถึงบัญชีชาวนาทั้งสิ้นจำนวนเท่าไร?ผลจากการนี้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบอย่างไร? ความสามารถในการบริโภคและการใช้หนี้ของชาวนาที่เข้าโครงการดีขึ้นหรือไม่? อย่างไร?

การที่รัฐบาลนี้ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบสารพัดมาตรการเช่นแจกเงินชาวนาไร่ละพันแจกชาวสวนยางอีกไร่ละพันจ้างชาวนางดทำนาปรังไปขุดลอกคูคลองหรือ อื่นๆ อีกมากมาย ต้องใช้เงินเป็นจำนวนเท่าไร? คาดหวังว่าจะได้กำไรมหาศาลมากน้อยเพียงใด?

พูดให้ถึงที่สุด การจ่ายเงินเดือน สวัสดิการหรือค่าตอบแทนต่างๆ ให้บรรดาผู้ทรงเกียรติทั้ง สนช. สปช. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและอื่นๆ หลังการยึดอำนาจ จะให้กำไรต่อประชาชนอย่างไร?

และขอให้รัฐบาลประกาศเป็นหลักการให้ชัดว่า หากมีมาตรการใดๆ ที่ใช้งบประมาณเพื่อการช่วยเหลือประชาชน ต้องแถลงผลการดำเนินงานเรื่องกำไรขาดทุนทุกโครงการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415954451

 

 

คดีต่อคดี ชี้มาตรฐาน ป.ป.ช. “จำนำข้าว” ไม่กี่เดือน เร่ง “ถอดถอน” ได้–ทุจริตระบายข้าว “อภิสิทธิ์” 5ปี เงียบ!

y_148

คดีต่อคดี ชี้มาตรฐาน ป.ป.ช. “จำนำข้าว” ไม่กี่เดือน เร่ง “ถอดถอน” ได้–ทุจริตระบายข้าว “อภิสิทธิ์” 5ปี เงียบ!

“คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นับเป็น “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ที่เรียกตัวเองว่า “องค์กรอิสระ” ที่ถูกประชาชนและสังคมตั้งคำถามมากที่สุดถึง “มาตรฐานการทำงาน” ว่าแท้ที่จริงแล้ว ตั้งอยู่บนความ “ยุติธรรม” หรือไม่ ?
ในหลายเหตุการณ์ หลายคดี  แม้ “ป.ป.ช.” จะอ้างว่า ตัวเองคือ “องค์กรปราบทุจริต” แต่ก็ต้องยอมรับว่าสร้างข้อสงสัย ส่วนใหญ่ สร้างข้อสงสัยและปัญหาให้กับประชาชนและสังคมเสียมากกว่า
ที่สำคัญคือต้องยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “ป.ป.ช.”คือองค์กรหนึ่ง ที่มีส่วนในการ “สร้างวิกฤตความขัดแย้งของประเทศ” ด้วย !

หนึ่งในคดีที่ “สังคม” ตั้งคำถามกับการทำงานของ ป.ป.ช.มากที่สุดก็คือ กรณีโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ ป.ป.ช. เร่งดำเนินการกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในข้อหา “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”  กับ กรณีโครงการทุจริตระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์  ปี 2552-2553 ซึ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา

กรณี ป.ป.ช. เร่งดำเนินการ กรณีโครงการรับจำนำข้าว เพื่อเอาผิด “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี” ในช่วงต้นปี 2557 โดยมีข้อเท็จจริงปรากฎอย่างชัดเจน ในขั้นตอนของการ “ไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหา” ว่าใช้เวลาเพียงแค่ 21 วันกับเอกสาร 49 แผ่น จน “ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา” ต้องร้องขอความเป็นธรรม หลายต่อหลายครั้ง
จน ป.ป.ช.เอง มาเพิ่มเติมเอกสารประกอบการไต่สวน เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง 280 แผ่นในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ระยะเวลาการไต่สวนในครั้งแรก เพียง 21 วัน เป็นอีกส่วนที่ต้องพิจารณากันว่าเป็นธรรมกับ “ผู้ถูกกล่าวหา” หรือไม่ และเป็นอีกประเด็นที่ “ผู้ถูกกล่าวหา” ต้องเป็นฝ่ายร้องขอความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช. เพิ่มเติมเป็น 45 วัน แต่สุดท้าย ป.ป.ช.ก็ให้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเพียงแค่ 15 วัน
รวมทั้งข้อรองความเป็นธรรม จาก “ป.ป.ช.” ให้สอบพยานบุคคลเพิ่มเติมเพื่อให้ข้อมูลต่างๆมีความสมบูรณ์ แต่ “ป.ป.ช.”ก็ปฏิเสธ และอนุญาตเพียงพยานเพียงบางคนเท่านั้น
กระทั่ง 17 กรกฎาคม 2557 ที่ประชุม ป.ป.ช. ก็มี “มติ” ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งการทุจริตที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าว”  โดยที่ “ป.ป.ช.” เอง ยัง “ไม่ได้ชี้มูลความผิด” ใครเลย ด้วยซ้ำว่า “ทุจริต” ในโครงการนี้   
พร้อมยัง เร่งรัดส่งไปยังอัยการสูงสุด ให้ดำเนินคดี และส่งเรื่องถอดถอนไปยัง สนช. อย่างรวดเร็ว
รวมระยะเวลาการดำเนินการของ ป.ป.ช. ตั้งแต่เริ่มไต่สวน ในต้นปี 2557 จนถึงดำเนินการรวบรัดส่งเรื่องถอดถอนไปยัง สนช. แล้ว ไม่กี่เดือนด้วยซ้ำ

ซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน การดำเนินการกับ  “คดีทุจริตระบายข้าวสารในสต็อกรัฐรัฐบาลอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ” ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552-2553 แล้วแต่กลับยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 “ป.ป.ช.” มีมติแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหานาย เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับพวก ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ในการระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล และมีผู้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการระบายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล จำนวน 5.6 ล้านตัน (เป็นข้าวนาปรัง ปี 2551 นาปี ปี 2551/2552 และนาปรัง ปี 2552)” และมอบหมายให้ “กล้านรงค์ จันทิก” กรรมการ ป.ป.ช. ขณะนั้นเป็นประธานอนุกรรมการ ฯ
คดีนี้เริ่มในปี 2552 จากนั้นจึงมีการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ต่อมาในปี 2554 ป.ป.ช. ได้เรียกผู้ร้องเข้าไต่สวนคดี แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังเงียบฉี่!  
ซ้ำร้าย “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีบทบาทกับการดำเนินการทั้ง 2 คดี ยังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทำให้หน่วยงานต่างๆ ส่งเอกสารให้ป.ป.ช.ไม่ได้ รวมถึงกรณีม็อบ กปปส. ปิดหน่วยราชการตามแผน “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” เป็นสาเหตุที่ทำให้การสอบสวนคดีทุจริตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไปไม่ถึงไหน
ระยะเวลาการดำเนินการรวม จนถึงขณะนี้ก็ 4-5 ปีแล้ว ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม  …. โคตรแม่ม  “ยุติธรรม” เลย.

 

Source :: https://www.hereandthere.today/?p=1322