สัมพันธ์จีน-กัมพูชา : เมื่อเงินซื้อความไว้ใจไม่ได้

z_470x428

จีนและกัมพูชาถือได้ว่าเป็นชาติพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าความสัมพันธ์อันดีที่ว่ากลับเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น แท้จริงแล้วชาวกัมพูชาจำนวนมากกลับไม่เคยไว้วางใจมหาอำนาจชาติอย่างจีนเลย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น 
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับจีนจะดูราบรื่น โดยเฉพาะหลังจากที่จีนเริ่มให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่กัมพูชาหลายพันล้านดอลลาร์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเมงลี่ จี ก๊วช (Mengly J. Quach University) ในกรุงพนมเปญระบุว่า ความไม่ไว้วางใจจีนนั้นได้ฝังลึกและแผ่ขยายในสังคมกัมพูชามาอย่างยาวนาน จนเม็ดเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถลบล้างได้ง่ายๆ
สาเหตุของความไม่ไว้วางใจที่กัมพูชามีต่อจีน คงต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา  ทั้ง 2 ชาติเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 2501 โดยไม่มีอะไรหวือหวาในช่วงแรก จนกระทั่งปี 2518 รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนเริ่มให้การสนับสนุน “เขมรแดง” รัฐบาลเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาไปมากกว่า 1 ล้าน 5 แสนคน

การก่ออาชญากรรมของเขมรแดงถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กัมพูชา สังคมกัมพูชาเกือบล่มสลาย เพราะบุคลากรที่มีความรู้ในด้านต่างๆ ถูกสังหารเป็นจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่หลังสิ้นสุดยุคเขมรแดง ความโกรธแค้นและความไม่ไว้วางใจจีนของคนกัมพูชา ทั้งในระดับผู้นำและประชาชนทั่วไปจะไม่ได้สิ้นสุดตามไปด้วย หนำซ้ำกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น

การผลัดเปลี่ยนอำนาจระหว่างพรรคฟุนซินเปก (FUNSINPEC) ซึ่งมีนโยบายเป็นมิตรต่อจีนกับพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP อีกเกือบ 2 ทศวรรษหลังจากนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของจีนและกัมพูชาดีขึ้นเท่าไรนัก จนกระทั่งปี 2540 ที่ผ่านมา สายสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาเริ่มมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หลังจีนกลับลำหันมาผูกสัมพันธ์กับพรรค CPP ทั้งๆที่พรรค CPP แท้จริงแล้วพัฒนามาจากกลุ่มขับไล่เขมรแดงที่จีนเคยสนับสนุนก็ตาม

คำอธิบายหนึ่งที่ดูจะเป็นไปได้สำหรับท่าทีที่เปลี่ยนไป อาจเกิดจากการที่จีนเริ่มมองเห็นว่า พรรค CPP มีโอกาสครองอำนาจในกัมพูชาไปได้อีกยาวนาน จึงเริ่มผูกมิตรกับรัฐบาลจากพรรค CPP ภายใต้การนำของสมเด็จฮุนเซนอย่างจริงจัง เพื่อการเยียวยาความสัมพันธ์และเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว ขณะที่รัฐบาลของสมเด็จฮุนเซนเองก็ต้องการแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่เพื่อนำมาพัฒนาประเทศด้านต่างๆ จีนและกัมพูชาจึงดูจะเป็นคำตอบของกันและกันนับจากนั้น

จีนกลายเป็นผู้บริจาคและเจ้าหนี้รายใหญ่ของกัมพูชาอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีมานี้ นโยบายจีนที่ทำให้กัมพูชาติดใจก็คือการให้เงินโดยไม่แทรกแซงกิจการในประเทศ ขณะที่ชาติตะวันตกมักจะพิจารณาปัจจัยด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งก่อนและหลังให้เงิน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้กัมพูชาสอบตกอยู่เสมอ

รัฐบาลกัมพูชาตอบแทนมิตรไมตรีของจีนด้วยการประกาศสนับสนุนจีนในประเด็นไต้หวันและซินเจียงอุยกูร์บนเวทีนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากัมพูชาอาศัยความเป็นประธานอาเซียนเมื่อปี 2555 ในการขัดขวางไม่ให้อาเซียนออกแถลงการณ์โจมตีจีน กรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ Phoak Kung ชี้ว่า ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น เงินที่จีนให้กัมพูชาส่วนใหญ่ตกเป็นผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ขณะที่คนกัมพูชาทั่วๆ ไปกลับไม่ได้รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเพราะความช่วยเหลือจากจีนเท่าไรนัก และที่สำคัญพวกเขายังคงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อจีน เช่นเดียวกับความเจ็บปวดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีตที่ยังไม่เคยจางหายไป

ปัจจุบัน มิติด้านอื่นๆ ของกัมพูชายังต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศอีกมาก ตั้งแต่เกษตรกรรม แรงงาน เทคโนโลยี สาธารณสุข ไปจนถึงด้านการศึกษาและสังคม เพราะฉะนั้น หากจีนมีความจริงใจที่จะสร้างสัมพันธ์อันยั่งยืนกับกัมพูชา พวกเขาควรหันมาคำนึงถึงความต้องการของคนกัมพูชาธรรมดาๆ ในประเด็นเหล่านี้ให้มากขึ้น เพราะการให้เงินเพื่อเอาใจชนชั้นนำเพียงอย่างเดียวนั้น คงไม่มีวันซื้อความไว้เนื้อเชื่อใจจากชาวกัมพูชาได้อย่างสมบูรณ์