ป.ป.ช.สารภาพ “คดี ปรส.” ได้ปลาซิว-ปลาสร้อย เป็นปลื้มยกคำร้อง3+1ไม่พิจารณา ปล่อยผี “บิ๊กรัฐบาล ปชป.”!

z_470x816

ป.ป.ช.สารภาพ “คดี ปรส.” ได้ปลาซิว-ปลาสร้อย เป็นปลื้มยกคำร้อง3+1ไม่พิจารณา ปล่อยผี “บิ๊กรัฐบาล ปชป.”!

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ร่อนหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับ “คดี ปรส.” โดยระบุว่า “เรื่องกล่าวหาเกี่ยวกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีการร้องเรียนกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. และผู้บริหาร ปรส. ประกอบด้วย นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ นายอมเรศ ศิลาอ่อน นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ นางวชิรา ณ ระนอง นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นางเกษรี ณรงค์เดช นางจันทรา อาชวานันทกุล นางนงนาท สนธิสุวรรณ และนายมนตรี เจนวิทย์การ มายังสำนักงาน ป.ป.ช. รวม 6 เรื่อง ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงทั้ง 6 เรื่อง ดังกล่าวแล้ว ผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรณีกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. และผู้บริหาร ปรส. คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป จำนวน 3 เรื่อง และมีมติไม่ยกขึ้นพิจารณา เนื่องจากเป็นกรณีที่ศาลประทับฟ้องไว้แล้วและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล จำนวน 1 เรื่อง

สำหรับอีก 2 เรื่อง เป็นกรณีกล่าวหานายมนตรี เจนวิทย์การ ในฐานะเลขาธิการ ปรส. ว่าดำเนินการจำหน่ายสินทรัพย์ให้กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล และกรณีจำหน่ายสินทรัพย์ให้บริษัท เงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ซื้อเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนายมนตรี เจนวิทย์การ ดังกล่าว มีมูลความผิดทางวินัยฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามข้อบังคับขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2540 และมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบเพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย ทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นๆ เห็นว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโทษทางวินัยและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด พิจารณาฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจและอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องคดีนายมนตรี เจนวิทย์การ ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งสองคดีแล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล

ปัจจุบันจึงไม่มีคดีกรณีกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. หรือผู้บริหาร ปรส. ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อีกแต่อย่างใด”

โดยสรุปคือ ในวันที่ ป.ป.ช.สอบสวนทั้งสิ้น 6 คดี โดยใช้เวลาดำเนินการมานานหลายปีดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่ ปล่อย “ลอยนวล” ด้วยการ “ยกคำร้อง 3 คดี” และอีก “1 คดีไม่หยิบมาพิจารณา” ส่วนที่เหลือชี้มูลความผิดบุคคลได้เพียงแค่ส่วนหนึ่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกรณีความเสียหายจากการเร่ขายทรัพย์สิน ของชาติ ที่มีมูลค่ากว่า มูลค่ากว่า 851,000 ล้านบาท เหมาเข่งประมูลขายไปเพียง 190,000 ล้านบาท ขาดทุนกว่า 66,000 ล้านบาท ในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และมี นายธารินทร์ นิมมานเหมิท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั้นเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช. ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ดำเนินการได้กับผู้เกี่ยวข้องเพียงบางคนเท่านั้น ส่วนใหญ่กลับ “ยกคำร้อง” ไม่สามารถเอาผิด “ผู้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ” อีกกลุ่มหนึ่งได้เลย แม้ความเสียหายจากการกระทำของ ปรส.นั้นจะเกิดขึ้นมากว่า 15-16 ปีแล้วก็ตาม และ ป.ป.ช. ซึ่งดำเนินการสอบสวนถึง 6 สำนวนคดี แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเอาผิด “ผู้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ” กลุ่มใหญ่ กลุ่มสำคัญ ที่อยู่เบื้องหลัง ปรส.คนอื่นๆได้แม้แต่คนเดียว  

ที่สำคัญคือ ความเสียหายจากกรณี ปรส.ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นอีก “คดี” ที่ “พรรคประชาธิปัตย์” อยู่รอดปลอดภัยหายห่วงไร้กังวล จากฝีมือ “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น บางองค์กรในประเทศไทย ?

 

ป.ป.ช. แจง พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา ยื่นบัญชีทรัพย์สินผิดพลาด

y_269

ป.ป.ช. ชี้แจงกรณี พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ว่า อาจมีปัญหาเรื่องตัวเลขบัญชีผิดพลาด โดยอาจแจงบัญชีเงินฝากของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่ง พล.อ. ปรีชา เคยเป็นผู้ถือบัญชีอยู่รวมมาด้วย

วันนี้ (8 ตุลาคม 2557) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เนื่องจากเข้ารับตำแหน่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอาจมีปัญหาเรื่องตัวเลขบัญชีผิดพลาด ว่า เท่าที่ทราบอาจเกิดความผิดพลาดด้านตัวเลขจริง โดยอาจแจงบัญชีเงินฝากของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่ง พล.อ. ปรีชาเคยเป็นผู้ถือบัญชีอยู่รวมมาด้วย อย่างไรก็ตาม การยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ไม่จำเป็นต้องยื่นส่วนดังกล่าวเข้ามา แต่เพื่อความบริสุทธิ์ก็สามารถทำได้

ทั้งนี้จากการตรวจสอบบัญชีแสดงทรัพย์สินของ พล.อ. ปรีชา ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. พบว่ามีการแจ้งยอดเงินฝาก 42,051,468 บาท ซึ่งแจ้งบัญชีเงินฝากทั้งหมด 10 บัญชี รวมเป็นเงิน 89,418,876 บาท โดยเป็นบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์มีชื่อ พล.อ. ปรีชา เป็นเจ้าของบัญชีอยู่ 5 บัญชี รวมเงินมูลค่า 42,051,468 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินฝากที่มีการแจ้งต่อ ป.ป.ช. และยังมีบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์กองทัพภาคที่ 3 อีก 5 บัญชี ซึ่งมีชื่อ นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยา พล.อ. ปรีชา เป็นเจ้าของบัญชี รวมเงินทั้ง 5 บัญชี มูลค่า 46,995,296 บาท แต่กลับแจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่า นางผ่องพรรณไม่มีทรัพย์สินที่เป็นเงินฝาก

รายงานระบุด้วยว่า พล.อ. ปรีชา ได้แนบเอกสารชี้แจงถึงประธาน ป.ป.ช. เรื่องขอแจ้งบัญชีเงินฝากของหน่วยงานที่ตนมีอำนาจลงนามสั่งจ่าย 2 รายการ คือ บัญชีสถานภาพเงินราชการกองทัพภาคที่ 3 และรายการบัญชีสถานภาพเงินนอกงบประมาณและงบพิเศษของกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 โดยชี้แจงว่า เป็นบัญชีเงินฝากของหน่วยงานที่ พล.อ. ปรีชา มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเพื่อใช้ในกิจการของราชการ แต่ไม่ใช่บัญชีเงินฝากของ พล.อ. ปรีชา

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

คดีต่อคดี ชี้มาตรฐาน ป.ป.ช. “จำนำข้าว” ไม่กี่เดือน เร่ง “ถอดถอน” ได้–ทุจริตระบายข้าว “อภิสิทธิ์” 5ปี เงียบ!

y_148

คดีต่อคดี ชี้มาตรฐาน ป.ป.ช. “จำนำข้าว” ไม่กี่เดือน เร่ง “ถอดถอน” ได้–ทุจริตระบายข้าว “อภิสิทธิ์” 5ปี เงียบ!

“คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นับเป็น “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ที่เรียกตัวเองว่า “องค์กรอิสระ” ที่ถูกประชาชนและสังคมตั้งคำถามมากที่สุดถึง “มาตรฐานการทำงาน” ว่าแท้ที่จริงแล้ว ตั้งอยู่บนความ “ยุติธรรม” หรือไม่ ?
ในหลายเหตุการณ์ หลายคดี  แม้ “ป.ป.ช.” จะอ้างว่า ตัวเองคือ “องค์กรปราบทุจริต” แต่ก็ต้องยอมรับว่าสร้างข้อสงสัย ส่วนใหญ่ สร้างข้อสงสัยและปัญหาให้กับประชาชนและสังคมเสียมากกว่า
ที่สำคัญคือต้องยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “ป.ป.ช.”คือองค์กรหนึ่ง ที่มีส่วนในการ “สร้างวิกฤตความขัดแย้งของประเทศ” ด้วย !

หนึ่งในคดีที่ “สังคม” ตั้งคำถามกับการทำงานของ ป.ป.ช.มากที่สุดก็คือ กรณีโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ ป.ป.ช. เร่งดำเนินการกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในข้อหา “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”  กับ กรณีโครงการทุจริตระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์  ปี 2552-2553 ซึ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา

กรณี ป.ป.ช. เร่งดำเนินการ กรณีโครงการรับจำนำข้าว เพื่อเอาผิด “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี” ในช่วงต้นปี 2557 โดยมีข้อเท็จจริงปรากฎอย่างชัดเจน ในขั้นตอนของการ “ไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหา” ว่าใช้เวลาเพียงแค่ 21 วันกับเอกสาร 49 แผ่น จน “ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา” ต้องร้องขอความเป็นธรรม หลายต่อหลายครั้ง
จน ป.ป.ช.เอง มาเพิ่มเติมเอกสารประกอบการไต่สวน เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง 280 แผ่นในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ระยะเวลาการไต่สวนในครั้งแรก เพียง 21 วัน เป็นอีกส่วนที่ต้องพิจารณากันว่าเป็นธรรมกับ “ผู้ถูกกล่าวหา” หรือไม่ และเป็นอีกประเด็นที่ “ผู้ถูกกล่าวหา” ต้องเป็นฝ่ายร้องขอความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช. เพิ่มเติมเป็น 45 วัน แต่สุดท้าย ป.ป.ช.ก็ให้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเพียงแค่ 15 วัน
รวมทั้งข้อรองความเป็นธรรม จาก “ป.ป.ช.” ให้สอบพยานบุคคลเพิ่มเติมเพื่อให้ข้อมูลต่างๆมีความสมบูรณ์ แต่ “ป.ป.ช.”ก็ปฏิเสธ และอนุญาตเพียงพยานเพียงบางคนเท่านั้น
กระทั่ง 17 กรกฎาคม 2557 ที่ประชุม ป.ป.ช. ก็มี “มติ” ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งการทุจริตที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าว”  โดยที่ “ป.ป.ช.” เอง ยัง “ไม่ได้ชี้มูลความผิด” ใครเลย ด้วยซ้ำว่า “ทุจริต” ในโครงการนี้   
พร้อมยัง เร่งรัดส่งไปยังอัยการสูงสุด ให้ดำเนินคดี และส่งเรื่องถอดถอนไปยัง สนช. อย่างรวดเร็ว
รวมระยะเวลาการดำเนินการของ ป.ป.ช. ตั้งแต่เริ่มไต่สวน ในต้นปี 2557 จนถึงดำเนินการรวบรัดส่งเรื่องถอดถอนไปยัง สนช. แล้ว ไม่กี่เดือนด้วยซ้ำ

ซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน การดำเนินการกับ  “คดีทุจริตระบายข้าวสารในสต็อกรัฐรัฐบาลอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ” ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552-2553 แล้วแต่กลับยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 “ป.ป.ช.” มีมติแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหานาย เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับพวก ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ในการระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล และมีผู้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการระบายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล จำนวน 5.6 ล้านตัน (เป็นข้าวนาปรัง ปี 2551 นาปี ปี 2551/2552 และนาปรัง ปี 2552)” และมอบหมายให้ “กล้านรงค์ จันทิก” กรรมการ ป.ป.ช. ขณะนั้นเป็นประธานอนุกรรมการ ฯ
คดีนี้เริ่มในปี 2552 จากนั้นจึงมีการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ต่อมาในปี 2554 ป.ป.ช. ได้เรียกผู้ร้องเข้าไต่สวนคดี แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังเงียบฉี่!  
ซ้ำร้าย “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีบทบาทกับการดำเนินการทั้ง 2 คดี ยังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทำให้หน่วยงานต่างๆ ส่งเอกสารให้ป.ป.ช.ไม่ได้ รวมถึงกรณีม็อบ กปปส. ปิดหน่วยราชการตามแผน “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” เป็นสาเหตุที่ทำให้การสอบสวนคดีทุจริตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไปไม่ถึงไหน
ระยะเวลาการดำเนินการรวม จนถึงขณะนี้ก็ 4-5 ปีแล้ว ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม  …. โคตรแม่ม  “ยุติธรรม” เลย.

 

Source :: https://www.hereandthere.today/?p=1322

 

เปิดเหตุผลงดโชว์สมบัติ “สปช.” ชะตากรรม ป.ป.ช. บนเส้นด้าย วิกฤตศรัทธา !!

favicon221

กลาย เป็นถูก “รุมกินโต๊ะ” ทั้งจาก “แนวร่วม-แนวต้าน” ขึ้นมาทันที หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่ต้องแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทั้งใน “ทางลับ-ทางแจ้ง” เพื่อตรวจสอบ “กรุสมบัติ” หลังถอดหมวก “สถาปนิก”ผู้ออกแบบประเทศ

“ที่ประชุม ป.ป.ช.เห็นว่า สปช.เป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาการ ใช้ความรู้ความสามารถในการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูป ทำงานเพื่อบ้านเมืองให้มีผลดียิ่งขึ้น และเห็นว่าไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ใด ๆ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ สปช.ไม่ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯต่อ ป.ป.ช.” หลังจาก “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.เปิดเผยถึงมติร้อน-แรงเหวี่ยงที่สะวิงกลับมายัง ป.ป.ช.ก็เต็มไปด้วย “ก้อนอิฐ”

เริ่มด้วย “ขาประจำ”-เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาบอกให้ทาง ป.ป.ช.กลับไปพลิกอ่านรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 57 มาตรา 40 เรื่องเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งกำหนดว่า สปช.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงรู้สึกแปลกใจที่นายวิชาออกมาแก้ต่างแทนให้กับ สปช.ว่าเป็นตำแหน่งทางวิชาการ นอกจากนี้ เงินประจำตำแหน่งของ สปช.ก็เท่ากันกับ สนช.หากมองว่า สปช.เป็นตำแหน่งทางวิชาการแบบนี้ ก็ควรรับแต่เบี้ยประชุม ไม่ต้องรับเงินเดือน

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ สปช.แสดงความบริสุทธิ์ใจและความสง่างามด้วยการตราเป็นข้อบังคับโดยอ้าง กฎหมาย ป.ป.ช.เพื่อให้ตัวเองต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินฯ หรือ ป.ป.ช.ควรออกเป็นประกาศเพื่อให้ สปช.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯด้วยเพื่อความโปร่งใส “ขอให้กล้า ๆ กันหน่อย หรือ สปช.มีอะไรที่ต้องปิดบัง”

ไม่เว้น แม้แต่แนว “ร่วมรบ” อย่าง “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมากระตุกแรง ๆ ว่า “ไม่เห็นด้วย !!! ไม่มีเหตุผล เพราะการปฏิรูปต้องเริ่มต้นที่ สปช.รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 37 บัญญัติว่า สปช.เป็นผู้ลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถาวรฉบับใหม่ และ สปช.ที่เข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับแต่พ้นจากตำแหน่ง เพราะฉะนั้น ตำแหน่งนี้จึงมีความสำคัญและมีการขัดกันของผลประโยชน์อยู่ในตัว ชอบทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ งานนี้ทั้ง ป.ป.ช.และ สปช.เสียรังวัด”

แหล่งข่าวระดับสูงจาก ป.ป.ช.เปิดเผยเหตุ-ผลในการพิจารณาให้ยื่นหรือไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯต่อ ป.ป.ช.ว่า 1.เป็นตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) พ.ศ. 2552 หรือไม่ ซึ่งประกอบด้วยมาตรา 4 (ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) อาทิ 1) นายกรัฐมนตรี 2) รัฐมนตรี 3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4) สมาชิกวุฒิสภา 5) หรือมาตรา 39 (1) ประธานศาลฎีกา (2) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (3) ประธานศาลปกครองสูงสุด หรือมาตรา 40 (1) ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯเพิ่มเติมจากมาตรา 39 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เช่น ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ และ 2 ตำแหน่งดังกล่าวมีอำนาจ-หน้าที่ในการใช้อำนาจในการอนุมัติการใช้จ่ายเงินงบ ประมาณหรือเรื่องที่เป็นการเอื้อ-แสวงหาผลประโยชน์หรือไม่

“ผลการ พิจารณาสรุปได้ว่า สปช.ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการอนุมัติการใช้เงินงบประมาณ เฉกเช่น สนช.เนื่องจากมีหน้าที่ในการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการเท่านั้น จึงมีมติ สปช.ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน”

แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า สำหรับ กมธ.ยกร่างฯ จำนวน 36 คนนั้น มีหลักเกณฑ์จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯหรือไม่ โดยพิจารณาว่า อันดับแรกต้องพิจารณาว่า บุคคลที่จะเข้ามาเป็น กมธ.ยกร่างฯ มีตำแหน่งหลักเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่กฎหมาย พ.ร.บ.ป.ป.ช.กำหนดให้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯหรือไม่ ถ้าเป็นบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯอีก แต่ถ้าเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ สนช.ซึ่งมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งใน สปช.หรือ คสช.ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เพราะ ป.ป.ช.มีมติไปแล้วว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ขณะเดียวกัน หากเป็น “คนนอก” ที่ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมาย พ.ร.บ.ป.ป.ช.กำหนด หรือมีตำแหน่งใน สปช.คสช.ครม.และ สนช.ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ

ก่อนหน้า-หลังจากนี้ ความหวั่นไหวที่ ป.ป.ช.ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น “หินถามทาง” ที่ถูกโยนมาจาก “มือกฎหมายรัฐบาล-คสช.” – วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี – ที่เปรียบเสมือนต้นน้ำแห่งแม่น้ำ 5 สาย ว่าองค์กรอิสระบางองค์กรอาจจะต้องถูกปฏิรูป

ตอกลิ่มด้วย สปช.ฝ่ายตรงข้าม – “อดีตทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์” คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่จ้องหาวิธี “คานอำนาจ” ที่มีอย่างเบ็ดเสร็จ ถึงขั้นยุบ-ไม่ยุบ เป็น “มรสุมอำนาจ” ที่ถาโถมใส่ ป.ป.ช.จากทุกสารทิศที่มาพร้อมบทพิสูจน์ ความเถรตรง ในสภาวะวิกฤตศรัทธาอันเปราะบางของผู้ถืออำนาจ

 

source :: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414344335