“พัน ศักดิ์”โพสต์เปรียบ”จำนำข้าว”กับ”ปรส.” คือช่วยเศรษฐีกับเกษตรกร

z_470x1880“พัน ศักดิ์”โพสต์เปรียบ”จำนำข้าว”กับ”ปรส.” คือช่วยเศรษฐีกับเกษตรกรที่ต่างกันอย่างฟ้ากับดิน ยันจำนำข้าวชาวนาได้ประโยชน์ แค่ขาดทุนทางบัญชี เหตุยังข้าวในคลัง

นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านนโยบายเศรษฐกิจ ในรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงข้อกล่าวหาโครงการรับจำนำข้าว พร้อมตั้งหัวข้อว่าการช่วยเหลือเศรษฐีกับเกษตรกรต่างกันอย่างฟ้ากับดิน

โดยขณะนี้มีการกล่าวหาว่าโครงการประกันราคาข้าว เป็นโครงการประชานิยมและสร้างความเสียหายถึง 6 แสนล้าน กำลังลงโทษรัฐบาลและนักการเมืองที่กระทำการ ให้ต้องรับโทษจมธรณี และต้องมีการกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกตลอดกาล

นายพันศักดิ์ ชี้ว่า การประกันราคาข้าวเป็นมาตรการที่ยกระดับราคาข้าวสูงกว่าราคาตลาด ที่พ่อค้าส่งออก พ่อค้าคนกลาง โรงสี ได้รับส่วนแบ่งสูงกว่าชาวนาหลายพันและถึงหมื่นบาท

ขณะที่ชาวนาซึ่งเป็นคนปลูกและพัฒนาข้าว เป็นกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลตอบแทนต่ำที่สุดในระบบการค้าข้าว ทั้งภายในและต่างประเทศ ชาวนาต้องรับภาระปัจจัยการผลิต ทั้งทางตรงและทางอ้อมทุกด้าน

ตั้งแต่ค่าเช่าที่นา ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าเช่ารถไถรถเกี่ยว ค่าตาก การเก็บในยุ้งฉาง และการแปรรูปในราคาตลาดที่นายทุนกำหนด รวมถึงความผันแปรลมฟ้าอากาศและธรรมชาติ

นายพันศักดิ์ โพสต์ต่อว่า ทุกประเทศที่ผลิตสินค้าการเกษตร มีมาตรการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรหลากหลายวิธี ที่สำคัญมีเป้าหมายที่จะให้เกษตรกรมีผลตอบแทนที่สามารถเลี้ยงตัวได้ และสามารถทำการเกษตรที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

อย่างประเทศญี่ปุ่นปิดตลาดภายในให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอที่จะพัฒนาคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มได้โดยรัฐไม่ต้องอุดหนุนเพิ่มเติมอีก

การประกันราคาที่ผ่านมา ชาวนาได้รับประโยชน์สูงกว่าทุกมาตรการที่เคยกระทำ เป็นส่วนแบ่งที่สูงและจูงใจให้เพิ่มปริมาณการผลิตส่วนคุณภาพยังไม่มีการปรับ ปรุง ซึ่งเป็นจุดที่ควรมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เป็นที่ประจักษน์ชัดเจน ว่าพ่อค้าข้าวทุกกลุ่มเสียประโยชน์ ขณะที่ผู้ส่งออกโวยวายมากที่สุด เพราะไม่สามารถกดราคารับซื้อตามที่เคยกระทำมาในอดีต ผู้ที่เอาเปรียบเดิมคือโรงสีและผู้ขายข้างถุงก็เสียประโยชน์

ชาวนาและเจ้าหนี้ชาวนาได้อานิสงฆ์การประกันเต็ม คลังเก็บข้าวที่ยังมีข้าวเต็มคลัง ยังมีประโยชน์เต็มที่ ที่อ้างว่าขาดทุนนั้น เป็นการขาดทุนทางบัญชี ไม่ใช่ขาดทุนจริง รัฐบาลยังมีข้าวอยู่เป็นทุน ไม่ได้หายไปไหน

โดยตลาดยังรู้ว่าไทยมีข้าวในช่วงที่อินเดียยุติการส่งออก เพราะมีปัญหาฝนแล้ง กระทบการผลิต จีนกับเวียตนามเจอวาตภัย การบริหารจัดการรักษาคุณภาพในคลัง เป็นภาระที่ใหญ่ แต่สามารถปรับปรุงแก้ใขได้

แต่ในส่วนใดที่มีการโกง การกระทำที่ทุจริต ก็ต้องมีการสอบสวนลงโทษกันไป ไม่ควรมาเหมาว่าการทำเช่นนี้เป็นความผิด เพราะผลประโยชน์เกิดแก่ชาวนาตาดำๆที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาจนทุกวันนี้ คสช.ประกาศช่วยไร่ละพันก็ช่วยธกส.และเจ้าหนี้เท่านั้น ชาวนาไม่ได้รับแม้แต่ค่าแรงขั้นต่ำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจผู้นี้ ยังชี้ว่าควรเปรียบเทียบการช่วยเหลือสถาบันการเงิน นักธุรกิจ นายธนาคาร และผู้ฝากเงิน ตั้งแต่สมัยแชร์แม่ชม้อย และวิกฤตต้มยำกุ้ง ว่าการแก้ใขช่วยนายธนาคาร นักธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ รวมทั้งผู้ฝากเงินทุกรายว่าเข้าข่ายประชานิยมหรือไม่

วิกฤตที่เกิดขึ้นทางการเงินที่เกิดในอดีต เกิดขึ้นจากการกล่าวหาของนักการเมือง โดยการนำข้อมูลที่เป็นความลับมาเปิดเผยในสภาฯอย่างผิดกฎหมาย จนประชาชนแตกตื่นไปถอนเงินอย่างล้นหลาม ลามไปจนรัฐบาลต้องออกมาประกันเงินฝาก

และต่อมาการเปิดเสรีทางการเงิน ที่ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีและรัดกุม เป็นผลให้มีการก่อหนี้ต่างประเทศอย่างไร้ขอบเขต และก่อให้เกิดการเก็งกำไรในที่ดินและค่าเงินบาท รวมทั้งการปล่อยเงินกู้ของบริษัทเงินทุนจนไม่สามารถชำระหนี้ได้

ความผิดพลาดดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินๆ ควบคู่ไปกับการต่อสู้ป้องกันค่าเงินบาท ที่ไม่สำเร็จจนต้องปล่อยค่าเงินให้ลอยตัวและต้องยอมรับความช่วยเหลือจากกอง ทุนการเงินระหว่างประเทศ

ความเสียหายที่เศรษฐีหรือคนมีเงินเก็บฝากแบงค์ และเป็นนายทุนเล็กกลางและใหญ่ สร้างร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย มียอดรวม 1.4 ล้านล้านาบาท ที่คนไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวนาและคนไทยจนๆทุกคน ต้องมาแบกรับ และคนเหล่านี้ไม่ได้รับผลตอบแทนแม้แต่บาทเดียว

ผลลัพธ์ต้มยำกุ้ง ผู้ที่ได้รับคือนายทุนเจ้าของธุรกิจ นายและเจ้าของธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ยังร่ำรวยและมีภาพลักษณ์ที่ดี
องค์กรที่ได้ประโยชน์สูงสุด ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดหรือกล่าวถึงเลย คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่ประสบปัญหาทุกบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ขาดทุนหมด

ยกเว้น 2 ธุรกิจขนาดเล็ก แม้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด และธนาคารไทยพานิชย์ วิกฤตถึงขั้นล้มละลาย ทักษิณกู้กลับมาหมด โดยใช้กองทุนวายุภักษ์เข้าเพิ่มทุนและเมื่อแก้ใขได้ยังได้โอนหุ้นคืนตามเดิม โดยการแลกเปลี่ยนที่ดินแบบพิสดาร และไม่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ดังนั้นการแก้ปัญหาวิกฤติการของประเทศไทยสำหรับคนรวยกับคนจนนั้น ดูแล้วมีความแตกต่างกัน สำหรับคนรวยอะไรๆดูดีและเหมาะสม แต่สำหรับคนจนแม้จะใช้เงินน้อยกว่าและผลลัพธ์ดีกว่า กลับกลายเป็นการทุจริตเชิงนโยบายและประชานิยมที่ไม่ดี

คดี ปรส.ตอกย้ำ รายงาน PERC ประจาน ป.ป.ช.สุด BOO ! ไร้มาตรฐาน เล่นการเมือง-เลือกข้าง

z_470x1032

คดี ปรส.ตอกย้ำ รายงาน PERC ประจาน ป.ป.ช.สุด BOO ! ไร้มาตรฐาน เล่นการเมือง-เลือกข้าง

คำสารภาพของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผ่านใบปลิวเรื่อง “สำนวนคดี” ที่เกี่ยวกับ “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)” ขายทรัพย์สินของชาติ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับประเทศไทยกว่า 660,000 ล้านบาท ยุค “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” ที่มี “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในมือ ป.ป.ช.ทั้ง 6 สำนวนคดีนั้น ณ บัดนี้ได้พ้นจากมือ ป.ป.ช.ไปแล้ว โดยที่ ป.ป.ช.ไม่สามารถชี้มูลความผิด “นักการเมือง” ที่เกี่ยวข้องในครั้งนั้นได้เลยแม้จะใช้เวลาสอบสวนยาวนาน จนกระทั่งคดีจะหมดอายุความในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 นี้

ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ช.ยังดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านอะไรที่ทั้ง 6 สำนวนคดี ปรส.ดังกล่าวนั้น “ป.ป.ช.” ได้ยกคำร้องไป 3 คดี พร้อมกับไม่ยกขึ้นมาพิจารณาอีก 1 คดี โดยที่ไม่สามารถชี้มูลความผิดผู้ใดได้ และมีเพียง 2 สำนวนคดีเท่านั้นที่ ป.ป.ช. ได้ไปชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องระดับล่าง คือ พวกเจ้าหน้าที่เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่า “ตัวการใหญ่” และ “นักการเมือง” ที่กำกับดูแล ปรส. ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการกำกับดูแล ปรส.กลับถูกปล่อยให้ลอยนวล

ซึ่งคำชี้แจงผ่านใบปลิวของ “ป.ป.ช.” นั้นเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีถึง “มาตรฐาน” การทำงานและระดับความสามารถของ ป.ป.ช. ของไทยได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย้อนดู เสียงสะท้อนต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ในระดับนานาชาติ ปรากฏว่า ในช่วงเดือนกันยายน 2557 ที่ผ่านมา “บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ” (Political & Economic Risk Consultancy :PERC) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง Rating Asia’s Anti-Corruption bodies ตีพิมพ์ใน Asia Intelligence
ระบุว่า “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ National Anti-Corruption Commission ซึ่งเป็นหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันของไทยนั้นได้รับคะแนนเสียงระดับ “โห่ไล่ (BOO)”  และที่สำคัญคือ ตำต่ำกว่าหน่วยงานอื่นในต่างประเทศ อาทิ อินเดีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

PERC ระบุว่า “ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีคอร์รัปชันมากที่สุดในเอเซียโดยภาพรวม แต่หน่วยงานหรือองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่ป้องกันปราบปรามคอร์รัปชัน ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นการเมือง (Politicized) ในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่าประเทศอื่นๆ”

ซึ่งรายงานของ PERC ดังกล่าว ไม่เพียงสะท้อน ศักยภาพ-คุณภาพ ของ ป.ป.ช.ของไทยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ป.ป.ช.” ที่อ้างว่าเป็นองค์กรตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งจะต้องมีความ  “เป็นกลางทางการเมือง” นั้น แท้ที่จริงแล้วเลือกข้างทางการเมือง-เล่นการเมือง ด้วยหรือไม่  ?
ppccc3-9-14

 

source :: https://www.hereandthere.today/?p=1389

 

 

ป.ป.ช.สารภาพ “คดี ปรส.” ได้ปลาซิว-ปลาสร้อย เป็นปลื้มยกคำร้อง3+1ไม่พิจารณา ปล่อยผี “บิ๊กรัฐบาล ปชป.”!

z_470x816

ป.ป.ช.สารภาพ “คดี ปรส.” ได้ปลาซิว-ปลาสร้อย เป็นปลื้มยกคำร้อง3+1ไม่พิจารณา ปล่อยผี “บิ๊กรัฐบาล ปชป.”!

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ร่อนหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับ “คดี ปรส.” โดยระบุว่า “เรื่องกล่าวหาเกี่ยวกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) มีการร้องเรียนกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. และผู้บริหาร ปรส. ประกอบด้วย นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ นายอมเรศ ศิลาอ่อน นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ นางวชิรา ณ ระนอง นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ นางเกษรี ณรงค์เดช นางจันทรา อาชวานันทกุล นางนงนาท สนธิสุวรรณ และนายมนตรี เจนวิทย์การ มายังสำนักงาน ป.ป.ช. รวม 6 เรื่อง ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงทั้ง 6 เรื่อง ดังกล่าวแล้ว ผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรณีกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. และผู้บริหาร ปรส. คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป จำนวน 3 เรื่อง และมีมติไม่ยกขึ้นพิจารณา เนื่องจากเป็นกรณีที่ศาลประทับฟ้องไว้แล้วและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล จำนวน 1 เรื่อง

สำหรับอีก 2 เรื่อง เป็นกรณีกล่าวหานายมนตรี เจนวิทย์การ ในฐานะเลขาธิการ ปรส. ว่าดำเนินการจำหน่ายสินทรัพย์ให้กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล และกรณีจำหน่ายสินทรัพย์ให้บริษัท เงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ซื้อเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนายมนตรี เจนวิทย์การ ดังกล่าว มีมูลความผิดทางวินัยฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามข้อบังคับขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2540 และมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบเพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย ทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นๆ เห็นว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโทษทางวินัยและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด พิจารณาฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจและอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องคดีนายมนตรี เจนวิทย์การ ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ทั้งสองคดีแล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล

ปัจจุบันจึงไม่มีคดีกรณีกล่าวหาคณะกรรมการ ปรส. หรือผู้บริหาร ปรส. ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อีกแต่อย่างใด”

โดยสรุปคือ ในวันที่ ป.ป.ช.สอบสวนทั้งสิ้น 6 คดี โดยใช้เวลาดำเนินการมานานหลายปีดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่ ปล่อย “ลอยนวล” ด้วยการ “ยกคำร้อง 3 คดี” และอีก “1 คดีไม่หยิบมาพิจารณา” ส่วนที่เหลือชี้มูลความผิดบุคคลได้เพียงแค่ส่วนหนึ่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกรณีความเสียหายจากการเร่ขายทรัพย์สิน ของชาติ ที่มีมูลค่ากว่า มูลค่ากว่า 851,000 ล้านบาท เหมาเข่งประมูลขายไปเพียง 190,000 ล้านบาท ขาดทุนกว่า 66,000 ล้านบาท ในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และมี นายธารินทร์ นิมมานเหมิท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั้นเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช. ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ดำเนินการได้กับผู้เกี่ยวข้องเพียงบางคนเท่านั้น ส่วนใหญ่กลับ “ยกคำร้อง” ไม่สามารถเอาผิด “ผู้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ” อีกกลุ่มหนึ่งได้เลย แม้ความเสียหายจากการกระทำของ ปรส.นั้นจะเกิดขึ้นมากว่า 15-16 ปีแล้วก็ตาม และ ป.ป.ช. ซึ่งดำเนินการสอบสวนถึง 6 สำนวนคดี แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเอาผิด “ผู้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ” กลุ่มใหญ่ กลุ่มสำคัญ ที่อยู่เบื้องหลัง ปรส.คนอื่นๆได้แม้แต่คนเดียว  

ที่สำคัญคือ ความเสียหายจากกรณี ปรส.ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นอีก “คดี” ที่ “พรรคประชาธิปัตย์” อยู่รอดปลอดภัยหายห่วงไร้กังวล จากฝีมือ “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น บางองค์กรในประเทศไทย ?

 

ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์ ปรส. ทำลายชาติย่อยยับ จะหมดอายุความ พ.ย.57

z_470x686

*** ดีเอสไอฟันธง คดี ปรส.ผิดจริง คนขายชาติตัวจริง ประชาธิปปัตย์!!! ***

นายไกรสร บารมีอวยชัย รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นประธานประชุมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับอัยการสำนักคดีพิเศษ และที่ปรึกษาจากกระทรวงการคลัง

สรุปสำนวนคดีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ใช้เวลาประชุมนานประมาณ 2 ชั่วโมง ร่วมกันแถลงว่า

ในการสอบสวนมุ่งถึงการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จากการนำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาท และการดำเนินการของ ปรส. ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งแก้ไข ระบบสถาบันการเงินด้วยการฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการ

แต่ขั้นตอนดำเนินการของ ปรส. กลับไม่แยกหนี้ดี หนี้เสีย เพื่อแยกหนี้ดีไปให้กับธนาคารรัตนสิน จำกัด (มหาชน) นำไปบริหาร ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์โดยมิชอบ

 

รายงานระบุว่า คดี ปรส. มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 5 คดี

ประกอบด้วย

คดีที่ 1 กรณี บริษัท เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิงค์ ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2541 ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 11,520 ล้านบาท

คดีที่ 2 กรณีบริษัท โกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 115,890.96 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 22,454.87 ล้านบาท

คดีที่ 3 – 4 กรณี บริษัท เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับ กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 1 – 3 ยอดคงค้างทางบัญชี 64,303.34 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 23,176.38 ล้านบาท

คดีที่ 5 กรณี บริษัท วีคอนกลอมเมอเรท จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมวีแคปปิตอล ยอดคงค้างทาง บัญชี2,376.73 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 3,189.90 ล้านบาท

ในคดีที่ 1 มีการสอบปากคำพยานบุคคล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 106 ปาก แยกประเด็นการสอบสวนออกเป็นประเด็นข้อกฎหมายและประเด็นข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้หลักฐานถึงวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสถาบันการเงิน และกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี

 

หลายกรณี ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น 10 ประเด็น

ประกอบด้วย

1. ปรส. ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. โดยมิชอบ

2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส

3. ข้อกำหนดของ ปรส. ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย

4. การโอนสิทธิ ของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.

5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6. คณะกรรมการ ปรส. และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน

7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ

10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่ง ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดทางอาญา

หลังจากนี้ กรรมการ ปรส. ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในการขายและนิติบุคคลที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่กระทำผิดอาญาจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 ราย จะถูกดำเนินคดี

ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ในคดีภาษีอากรต้องระวางโทษจำคุก 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 -200,000 บาท ถ้าคดีนี้ฟ้องได้ ก็มีโอกาสที่ประเทศจะได้เงินกลับคืนมา สำหรับคดีนี้เกี่ยวพันกับบริษัทใหญ่หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขายสินทรัพย์ของ ปรส. ที่ผ่านมา เคยตั้งนายยุวรัตน์ กมลเวชช เป็นกรรมการตรวจสอบ และได้ตั้งประเด็นในการตรวจสอบตรงกับการสอบสวนของดีเอสไอ การสอบสวนพบพยานหลักฐานว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหาก ดีเอสไอ สั่งฟ้องคดีที่ 1 เรียบร้อย ก็จะเป็นบรรทัดฐานข้อกฎหมายที่จะมาใช้ฟ้องกรณีบริษัทอื่น ๆ ต่อไป

ซึ่งเรื่องนี้ทั้งหมดเกิดขึ้นในสมัย นาย ชวน หลีกภัยเป็น นายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปปัตย์ที่มีส่วนรู้เห็น คงไม่อาจเล่นบทปัดความรับผิดชอบที่ตัวเองถนัดได้ ถึงเวลาเวรกรรมตามทัน เพราะเป็นการขายชาติอย่างมหาศาล ขายให้ต่างชาติโดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าของซื้อคืน ในราคาเพียง 20 เปอร์เซนต์ และให้ต่างชาติขายคืนในราคาที่สูงกว่า ถึง 60 -70 เปอร์เซนต์ ถึงเวลาคนขายชาติตัวจริงต้องชดใช้กรรมแล้ว!!!

แต่ทว่า ในยุคทหารครองเมืองแบบนี้ อาจเป็นเพียงเกมส์ต่อรองทางการเมืองเท่านั้นขนาดสื่อมวลชนยังไม่มีการตีข่าวใหญ่เหมือนตอนรัฐบาลทักษิณถูกกล่าวหาเลย ทั้งที่เรื่องนี้เป็นการขายชาติครั้ง มโหฬาร หากเป็นแบบนั้นเราคนไทยคงต้องกู้ชาติกันจริงๆ แล้ว!!!

 

 

ที่มา news.mthai.com 8 sep. 08