ประยุทธ์ งัด ม.44 ฟันอีก 60 ข้าราชการ-นายกฯ อปท. ระหว่างสอบทุจริต

ประยุทธ์ งัด ม.44 ฟันอีก 60 ข้าราชการ-นายกฯ อปท. ระหว่างสอบทุจริต

Posted: 21 Jul 2016 07:15 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

21 ก.ค.2559 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 43/2559 เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 4 ซึ่งระบุวา สั่ง ณ วันที่ 17 ก.ค.2559 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

โดยระบุว่า ตามที่มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 เรื่องมาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบและการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2558 และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2558 เรื่องแต่งตั้งและให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดํารงตําแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อื่น ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2558 นั้น โดยที่หน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ตรวจสอบได้เสนอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบ จึงจําเป็นต้องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติมจากรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งดังกล่าวตามความในข้อ 5 ของคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ผู้ที่มีรายชื่อในกลุ่มที่ 1 ผู้บริหารสถานศึกษา และกลุ่มที่ 2 ข้าราชการพลเรือนตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในตําแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราว

ข้อ 2 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 3 ผู้บริหารและผู้มีตําแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดํารงตําแหน่งอยู่เป็นการชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

ข้อ 3 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 4 ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ไปช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นตั้งอยู่หรือสถานที่ราชการอื่นในจังหวัดนั้นๆ ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกําหนด แต่ต้องมิใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่เดิม โดยไม่ต้องมีคําร้องขอ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นผู้บังคับบัญชามีอํานาจมอบหมายให้ผู้นั้นปฏิบัติงานตามความเหมาะสม

ในกรณีนี้ มิให้บุคคลดังกล่าวได้รับเงินประจําตําแหน่งและสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราว ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ.2555 อันเนื่องจากการไปช่วยราชการตามคําสั่งนี้

ข้อ 4 เมื่อศูนย์อํานวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 1 ถึงกลุ่มที่ 4 ต่อหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้มีรายชื่อดังกล่าว ให้หน่วยงานต้นสังกัดเร่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือสอบสวนเพื่อดําเนินการทางวินัยโดยเร็ว ในกรณีไม่พบว่ามีความผิดหรือการกระทําไม่ถึงขั้นทุจริตและควรกลับไปดํารงตําแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่เดิมได้ ให้หน่วยงานต้นสังกัดรายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเปลี่ยนแปลงคําสั่งต่อไป

ความในวรรคก่อน ให้ใช้กับกรณีผู้มีรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 16/2558 ที่ 19/2558 และที่ 1/2559 ด้วย ในกรณีที่ชื่อและตําแหน่งของผู้มีรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ไม่ตรงตามทะเบียนประวัติของทางราชการ แต่เป็นบุคคลเดียวกัน ให้หน่วยงานต้นสังกัดแจ้งสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริงในปัจจุบัน

ข้อ 5 การรับเงินเดือน สิทธิประโยชน์ หรือประโยชน์ตอบแทนใดๆ ของผู้มีรายชื่อในกลุ่มต่างๆ ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ

ข้อ 6 ในกรณีมีปัญหา ให้สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือส่วนราชการเจ้าของเรื่องเสนอปัญหาและแนวทางดําเนินการให้นายกรัฐมนตรีวินิจฉัย คําวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรี
ให้เป็นที่สุด

ข้อ 7 นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีแล้วแต่กรณี อาจมีคําสั่งหรือมติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้
ตามที่เห็นสมควร

ข้อ 8 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

บัญชีแนบท้ายคําสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 43/2559 :

กลุ่มที่ 1 ผู้บริหารสถานศึกษา (จํานวน 2 ราย)

1.รองศาสตราจารย์ปิยพันธ์ แสนทวีสุข รองคณบดีฝ่ายบริหาร สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

2.นายสําเริง กิปัญญา ผู้อํานวยการโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ

กลุ่มที่ 2 ข้าราชการพลเรือน (จํานวน 8 ราย)

1.นายมนัส นิลคปต์ ผู้อํานวยการโครงการชลประทานสมุทรปราการ

2.นายปราโมทย์ ลิมป์วิทยาธร ผู้อํานวยการโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาชีบน จังหวัดชัยภูมิ
3.นายประสิทธิ์ แสงพินิจ ผู้อํานวยการสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดหนองคาย
4.นายพรชัย มิ่งขวัญ ผู้อํานวยการศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 จังหวัดพิจิตร
5.นายวีรเทพ ดํารงคดีราษฎร์ ผู้อํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา (นายเสถียร ดํารงคดีราษฎร์)
6.นายวีระศักดิ์ วิเชียรแสน หัวหน้าสํานักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดกาฬสินธุ์
7.นายชนะศึก สาตรรอด นายอําเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี
8.นายอนุชัย บูรณประเสริฐกุล โยธาธิการและผังเมือง จังหวัดหนองคาย

กลุ่มที่ 3 ผู้บริหารและผู้มีตําแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (จํานวน 40 ราย)

1.นางมลัยรัก ทองผา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร อําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร
2.นายอนุสรณ์ นาคาศัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท อําเภอเมือง จังหวัดชัยนาท
3.นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกําแพงเพชรอําเภอเมือง จังหวัดกําแพงเพชร
4.นายชัยวุธ จําปาเกตกุล นายกองค์การบริหารส่วนตําบลมาบแก อําเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์
5.นายสนอง แตงทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลปางสวรรค์ อําเภอชุมตาบง จังหวัดนครสวรรค์
6.นายสมมิตร์ คมบัว นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองแจ้งใหญ่ อําเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
7.นายประมวล ชื่นสุวรรณาภรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลหนองบอนแดง อําเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี
8.นายมงคล เหล็กลอย นายกองค์การบริหารส่วนตําบลด่านจาก โนนไทย จังหวัดนครราชสีมา
9.นายสํารอง บัวพร นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเมืองหลวง อําเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ
10.นายศรชัย วารีทิพย์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลวรนคร อําเภอปัว จังหวัดน่าน
11.นายรุ่ง ทองเกตุแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตําบลคลองประเวศ อําเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
12.นายฉลอง คําพุด นายกองค์การบริหารส่วนตําบลภูน้ำหยด อําเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์
13.นายหลิม สาธุชาติ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลท่าตะเกียบ อําเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
14.นายประเสริฐ มีสมยุทธ์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลวัดตูม อําเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
15.พ.ต.ท.วินัย เจริญสุข นายกองค์การบริหารส่วนตําบลคลองสระบัว อําเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
16.นายธนกฤต หวังวีระ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลบ้านนา อําเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
17.นายมานพ ผดุงหัส นายกองค์การบริหารส่วนตําบลท่าตอ อําเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
18.นายบํารุง ก้อนทอง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลพระแก้ว อําเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
19.นายสกล โรจนีย์ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลโคกม่วง อําเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
20.นายอนุทิน แก้วก้อนน้อย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหันสัง อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
21.นายประสาร สุขร่าง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลโพธิ์สามต้น อําเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
22.น.ส.วราภรณ์ สํารวล นายกองค์การบริหารส่วนตําบลบางนา อําเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
23.นายสมหมาย ประสพเหมาะ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลชะแมบ อําเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
24.ดาบตํารวจมานิจ มะนะมุติ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลบ้านพลับ อําเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
25.นายโกมุท ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีนครสกลนคร อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
26.นายวรรธนินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองสุรินทร์ อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
27.นางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี อําเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
28.นายบูรณะ แสงรวีวิสิฐ นายกเทศมนตรีเมืองตะพานหิน อําเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
29.นายณรงค์ วิบูลย์มา นายกเทศมนตรีตําบลหนองหอย อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
30.นางมุขสุดา ติวุตานนท์ นายกเทศมนตรีตําบลศรีสําโรง อําเภอศรีสําโรง จังหวัดสุโขทัย
31.นางวิราวรรณ์ ยาท้วม นายกเทศมนตรีตําบลทองแสนขัน อําเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์
32.นายภู ภูลคร นายกเทศมนตรีตําบลเม็งราย อําเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย
33.นางจุรีพร เศวตอมรกุล นายกเทศมนตรีตําบลท่าช้าง อําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา
34.นายบุญเรียง บุตรศรี นายกเทศมนตรีตําบลสังคม อําเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
35.นายไพบูลย์ ศรีสุข นายกเทศมนตรีตําบลอรัญญิก อําเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
36.นายโกวิท เกตุนวม นายกเทศมนตรีตําบลบางวัว อําเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
37.นายชูศักดิ์ ศรีอัญชลี รองนายกเทศมนตรีตําบลบางวัว อําเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
38.นายวัฒนา ม่วงทอง รองนายกเทศมนตรีตําบลบางวัว อําเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
39.นางสุวดี ดีศรีศักดิ์ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตําบลบางวัว อําเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
40.นายพิษณุพงศ์ รุ่งสุวรรณรังษี เลขานุการนายกเทศมนตรีตําบลบางวัว อําเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

กลุ่มที่ 4 ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (จํานวน 10 ราย)

1.นายไพฑูรย์ สัตยวงศ์ทิพย์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกําแพงเพชร
2.นายเริงรมย์ เหล่าบุญกล่อม ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลสวนแตง อําเภอละแม จังหวัดชุมพร
3.นายยุทธพงษ์ สุปติ ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลรุง อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
4.ว่าที่ ร.ต.วชิระ เจริญศรี ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลบางรักพัฒนา อําเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
5.ว่าที่ ร.ต.ฑีชโยดม จันทกลู ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลท่าตะเกียบ อําเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
6.นายเสรี ศิลปเพ็ชร ปลัดเทศบาลตําบลบางวัว อําเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
7.ว่าที่ ร.ท.มงคล ปานอินทร์ ปลัดเทศบาลตําบลเม็งราย อําเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย
8.ว่าที่ ร.ต.หญิง กฤติยาณี จันเทศ ผู้อํานวยการกองคลัง เทศบาลตําบลเม็งราย อําเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย
9.น.ส.ธูปทอง แช่มช้อย ผู้อํานวยการกองคลัง เทศบาลตําบลบางวัว อําเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
10.น.ส.เยาวลักษณ์ ดีเลิศ ผู้อํานวยการกองคลัง องค์การบริหารส่วนตําบลบางแก้ว อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

จบหรือยัง! ประยุทธ์ บอกร่างธรน.ไม่ผ่าน จะให้รับผิดชอบได้ไง เพราะไม่ได้เป็นคนร่าง

จบหรือยัง! ประยุทธ์ บอกร่างธรน.ไม่ผ่าน จะให้รับผิดชอบได้ไง เพราะไม่ได้เป็นคนร่าง

Posted: 21 Jul 2016 07:56 AM PDT  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เวบไซท์ประชาไท)

ประยุทธ์ โต้คำทำนายโหรวารินทร์ว่าจะไม่มีการเลือกตั้งปี 60 ระบุตนจะเป็นคนที่ทำให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 แล้วควรจะเชื่อใคร

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ นำคณะเจ้าหน้าที่และนักกีฬาไทยที่จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 31 ณ เมืองริโอ เดจาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรับโอวาท ที่มา เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล

21 ก.ค.2559 เมื่อเวลา 14.30 น. ณ บริเวณทางเชื่อมตึกสันติไมตรีและตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล หลังจากที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยได้นำคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมชาติไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่อรับโอวาทในโอกาสไปร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 31 เมื่อเวลา 13.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

โอกาสนี้ พล.อ.ประยุกธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ตัวแทนสื่อมวลชนประเด็น การลงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ว่าอย่าให้บุคคลเพียงไม่กี่คนมาทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย นายกรัฐมนตรีกำลังให้ กกต. พิจารณาหาวิธีการที่เหมาะสมในการให้โอกาสทุกกลุ่มทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฯ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ที่จะให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามหากการลงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค. 2559 นี้ไม่ผ่านความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรียินดีรับผิดชอบที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่และนายกรัฐมนตรียังคงจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง

“จะเอาหรือไม่เอาผมก็อยู่ จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ จบหรือยัง ผมก็ทำรัฐธรรมนูญให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็เลือกตั้งไม่ได้ ก็แค่นั้นเอง แล้วจะทำไมถ้าประชามติไม่ผ่าน จะให้ผมรับผิดชอบ มันไม่ใช่ เพราะผมไม่ได้เป็นคนร่าง แต่เป็นคนรับผิดชอบที่จะต้องทำใหม่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

“ส่วนในวันลงประชามติจะเรียบร้อยหรือไม่นั้น ก็ต้องถามไอ้คนทำ จะถามผมได้ยังไง ผมไม่ได้ไปรักษาความปลอดภัยในทุกสถานที่ แล้วก็ต้องไปถามไอ้คนที่จะมาทำเรื่องวุ่นวาย สื่อไม่รู้หรือว่าใครจะมาทำอะไรบ้าง ไม่รู้กันเลยหรือ สื่อไม่รู้เรื่องอะไรเลยใช่หรือไม่ รอถามแต่ผมคนเดียว วิเคราะห์ไม่เป็นหรืออย่างไร และไม่ใช่ผมคนเดียวที่จะควบคุมสถานการณ์ แต่เป็นประเทศไทย ประชาชนคนไทยที่จะต้องช่วยกันดูแลประเทศของท่านเอง ผมทำได้แค่นี้ จบ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ  หรือโหรวารินทร์ ทำนายว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในปี 2560 ว่า ตนจะเป็นคนที่ทำให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 แล้วควรจะเชื่อตนหรือโหรวารินทร์ สิ่งที่โหรวารินทร์พูดเป็นเพียงการทำนาย เป็นเรื่องของโหรราศาสตร์ ซึ่งไม่ขอก้าวล่วง และไม่ทราบว่าคำทำนายของโหรวาริทร์จะแม่นหรือไม่
(ที่มา : เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล, สำนักข่าวไทยและเฟซบุุ๊ก Wassana Nanuam)


เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ทักษิณ โต้ ประยุทธ์ “ไม่มีล็อบบี้ยิสต์ในโลกคนไหนทำลายคุณได้ เท่าตัวคุณเอง”

วันนีี้ (22 เม.ย.) นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความ Thaksin Shinawatra ชี้แจง กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มป่วนในประเทศ โดยระบุว่า

ทุกวันนี้ผมเงียบมาตลอด ตั้งใจที่จะไม่ออกความคิดเห็นในเรื่องใดๆ และอยากให้ทุกฝ่ายตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่อยู่ดีๆ ผมกลับถูกพาดพิงอย่างรุนแรง จนต้องเสียความตั้งใจ เลยต้องขอพูดสักครั้ง

การแก้ปัญหาของประเทศ ภายใต้รัฐบาลทหารของไทยในขณะนี้ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็โทษคนอื่น โดยตนเองไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ไม่เคยทำอะไรผิด ตัวเองดีทุกอย่าง เช่นน้ำแล้งก็บอกว่า เป็นเพราะรัฐบาลก่อน ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ขายไม่ออกอย่างยางพารา ก็บอกให้ไปขายดาวอังคาร บริหารประเทศแบบนี้ใครๆ ก็เป็นได้ครับ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

รัฐบาลนี้ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร ได้เข้ามาปกครองประเทศแล้วร่วม 2 ปี ได้ทำประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ให้ชาวโลกเขาได้เห็นบ้าง ภาพลักษณ์ที่เผยแพร่ออกไป มีแต่การใช้อำนาจในการละเมิดสิทธิประชาชน และกฎหมายสากลอย่างไม่เคยเกิดในประเทศไทยมาก่อน เมื่อนานาอารยประเทศ และองค์กรสากลต่างๆ เขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเขาก็ออกมาเตือน เป็นเรื่องปกติทั่วไป ที่เกิดขึ้นในประเทศที่ผู้นำฯ ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อผู้นำของประเทศเราไม่สนใจคำเตือน ประเทศอื่นเขาย่อมใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการระงับการค้าการลงทุน มาตรการปิดกั้นและกีดกันต่างๆ รวมถึงการย้ายถิ่นฐานการผลิตไปยังประเทศที่ 3 กระบวนการเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง และโมเมนตัมนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกนานหลายปี..

แต่..แทนที่ผู้นำเราจะยอมรับความผิด แก้ไขปัญหาเหล่านั้น และทำให้มันถูกต้องเสีย กลับออกมาโทษว่า เป็นเพราะผมไปจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อล็อบบี้ประเทศต่างๆ ให้แอนตี้ บอยคอตประเทศไทย โถ..ช่างคิดไปได้

อยากจะบอกว่า ผมไม่จำเป็นต้องไปจ้างใคร ให้เสียเงินเสียทอง เพื่อประจานนายกฯ ไทย ให้เสียภาพลักษณ์ประเทศหรอกครับ ประวัติศาสตร์มีให้เห็นอยู่เสมอว่า เผด็จการฯที่ลุแก่อำนาจ ด่ากราดคนที่พูดจาไม่ถูกใจ ดูถูกคนยากจนว่าโง่ ใช้อำนาจเกินขอบเขต และปกครองประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชนนั้น ล้วนแล้วแต่แพ้ภัยตัวเองทั้งนั้น

อยากจะเป็นผู้นำประเทศ ถ้าอารมณ์ของตัวเองยังควบคุมไม่ได้ ใช้อารมณ์ด่ากราดผู้คนเพื่อเอาชนะ ตะคอกใส่นักข่าวให้เขาสงบปากสงบคำ และเขียนข่าวให้ถูกใจตน ทำแบบนี้บอกเลย อย่าหวังว่าจะทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศคล้อยตาม

ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองแย่แค่ไหน ลองเอาเทปที่คุณพูดทุกวันมาฟังย้อนหลังดูซิครับ แล้วคุณจะรู้ว่า

“ไม่มีล็อบบี้ยิสต์ในโลกคนไหนที่จะมีความสามารถทำลายคุณได้ เท่ากับคุณทำลายตัวคุณเอง”

เพราะฉะนั้น เมื่อคุณมั่นใจว่าเป็นคนดี ก็จงก้มหน้าก้มตาเป็นคนชอบแก้ไขไปเถอะ อย่าทำตัวเหมือนที่ผ่านมาเลย

 

‘อนุสรณ์’ ขอ ‘ประยุทธ์’ กลับไปดูค่านิยม 12 ประการ เพื่อควบคุมอารมณ์

‘เพื่อไทย’ ถามผู้นำเดินผิดทางหรือไม่ ถึงไม่มีคนเดินตาม หลังแสดงอาการโมโหฉุนเฉียว ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ บอกย้อนดูค่านิยมหลัก 12 ประการ ข้อ 9 และข้อ 11 มีสติ รู้ตัว รู้คิด รู้ทำ มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ เพื่อไม่ให้อ้างว้างและเดียวดาย

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝากขอโทษสื่อมวลชนและประชาชนที่โมโหฉุนเฉียว ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ว่า ต้องขอขอบคุณ พล.ต.สรรเสริญ ที่ไม่ได้โทษรัฐบาลเก่า โทษพรรคการเมือง นักการเมือง ว่าเป็น ต้นเหตุหรืออยู่เบื้องหลังการทำให้ท่านผู้นำอารมณ์เสีย

ค่านิยมหลัก 12 ประการตามนโยบายของคสช. ที่บอกให้คนไทยท่อง หลายข้อ คนบัญญัติกลับละเลยมองข้ามไม่นำไปปฏิบัติเสียเอง เช่นข้อ 9 มีสติ รู้ตัว รู้คิด รู้ทำ ข้อ 11 มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่วนที่บอกว่าท่านหัวหน้าคสช.รู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย ฟังแล้วสับสน ทำความเข้าใจตามลำบาก เพราะท่านเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีองคาพยพ กองทัพ กองกำลังทหาร มีอำนาจเด็ดขาดตามมาตรา 44 มีแม่น้ำ 5 สายที่ตั้งมาเองกับมือห้อมล้อมโอบอุ้ม พร้อมจะตามใจท่าน เพราะลงเรือแป๊ะ ต้องตามใจแป๊ะ ท่านอ้างว้างและเดียวดายได้อย่างไร ถ้าท่านรู้สึกแบบนั้นจริง ประชาชนน่าจะอ้างว้างและเดียวดายมากกว่า ทั้งพี่น้องชาวสวนยางพารา ที่เดียวดายจนต้องผูกคอตาย ชาวนา เกษตรกร ที่พืชผลการเกษตรทุกตัวราคาปรับตัวลดลง ปัญหาภัยแล้งที่ปลูกพืชอะไรก็ไม่ได้ และที่บอกว่าท่านผู้นำรู้สึกว่า เหลียวไปข้างหลัง เหมือนเดินอยู่คนเดียวนั้น ท่านควรต้องใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบว่า ท่านนำพาประชาชน นำพาประเทศชาติ ไปผิดทิศผิดทางหรือไม่ ทำไมถึงเหมือนเดินอยู่คนเดียว การบริหารประเทศให้ดีเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อนมากกว่าการสั่งกำลังพลซ้ายหัน ขวาหัน ที่ท่านคุ้นชินมาตลอด ท่านกำลังเดินฝ่ากระแสโลกที่กดดันให้ไทยเป็นประชาธิปไตย นำไปสู่การเลือกตั้ง ถึงขั้นที่หลายประเทศประกาศไม่เจรจาการค้าตราบที่ประเทศไทยไม่มีการเลือก ตั้ง ไม่มีประชาธิปไตย หรือไม่ ซึ่งหากเดินฝ่ากระแสโลก ยิ่งเดิน ยิ่งเหนื่อย และเพื่อนร่วมทางนับวันน้อยลงเรื่อยๆ

source :- http://news.voicetv.co.th/thailand/321771.html

 

“บีบีซี” เผยข้อมูลอีกด้าน เบื้องหลัง “บิ๊กตู่” จับมือ”โอบามา”

2 ต.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  “บีบีซีไทย- BBC Thai” ได้เผยแพร่บทความของ  Outside contributor (ผู้สื่อข่าวนอกกองบรรณาธิการ) หัวข้อ “การประชุมยูเอ็นเริ่มจากในบ้าน”  วิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกี่ยวกับการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติสมัยที่ 70 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 58 ที่ผ่านมา โดยสรุปว่า

พล.อ.ประยุทธ์ พยายามสร้างความชอบธรรมจากการได้รับเลือกให้นั่งเป็นประธานกลุ่ม 77 ว่าได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งที่แท้จริงการได้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นผลของการปฏิบัติการทางการทูตที่ดำเนินการมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว นอกจากนี้การเข้ารับรางวัลจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ก็ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา


ส่วนภาพการจับมือระหว่างพล.อ.ประยุทธ์กับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ก็เป็นหนึ่งในความพยายามของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทย ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้แสดงความรังเกียจ พล.อ.ประยุทธ์ แต่อย่างใด จึงมีความพยายามในการหาโอกาสให้พลเอกประยุทธ์ ได้สัมผัสมือกับประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาแม้เพียงผ่านๆ ก็ยังดี หลังจากการเจรจาต่อรองอยู่เป็นเวลานาน ทางสหรัฐฯจึงยินยอมให้ประธานาธิบีดของสหรัฐฯมาสัมผัสมือกับพลเอกประยุทธ์ได้  ภายใต้ข้อตกลงว่า ต้องไม่มีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ช่างภาพที่ติดตามนายกรัฐมนตรีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพดังกล่าว  จึงปรากฏเฉพาะแต่ภาพจากเจ้าหน้าที่ติดตามซึ่งถ่ายจากโทรศัพท์มือถือเผยแพร่ในโซเซียลมีเดียเท่านั้น

นอกจากนี้ภาพของคนไทย2กลุ่มที่ออกมาประท้วงและสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ที่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังห่างไกลจากความปรองดองสมานฉันท์ เนื่องจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล มีโอกาสได้พบปะกับกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างเป็นกันเอง แต่กลับไม่ได้มีความพยายามที่จะพบปะกับกลุ่มผู้ประท้วงแต่อย่างใด

อ้างอิงที่มา บีบีซีไทย

source :- http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1443783262

 

“นรวิชญ์” เรียกร้อง “ประยุทธ์” อย่าชี้นำคดีโครงการรับจำนำข้าว

“นรวิชญ์” เรียกร้อง “ประยุทธ์” อย่าชี้นำคดีโครงการรับจำนำข้าว

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2558) นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า จากที่ปรากฏจากข่าวว่า ป.ป.ช. เตรียมจะยื่นให้กระทรวงการคลัง เรียกค่าเสียหายจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าวในเร็ววัน รวมทั้งมีพาดหัวข่าว ว่า “ตู่เผยเคยเตือนปูจำนำข้าวว่า มีปัญหาแน่ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร พร้อมจะรับผิดชอบ” นั้น

ทนายนรวิชญ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ภายไต้กฎอัยการศึกและเงื่อนไข ที่ลูกความของตน ไม่สามารถแสดงความคิด ความเห็นในทางการเมือง หรือแม้แต่ในทางคดีความได้นั้น แต่ในทางกลับกัน ลูกความของตนกลับถูกกระหน่ำซ้ำเติมในคดีความต่างๆ แม้ว่า สนช. จะมีมติถอดถอนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มมีความพยายามจะซ้ำเติม โดยนำคดีความต่างๆ มากล่าวหาลูกความของตนอยู่ตลอดมา

นายนรวิชญ์ ยังได้เรียกร้องว่า เมื่อคดีโครงการรับจำนำข้าวเตรียมจะเข้าสู่กระบวนยุติธรรมในชั้นศาลแล้วก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน และกระบวนการของศาล จึงขอตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ พลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ว่า “เคยเตือนอดีตนายกรัฐมนตรี ในการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีไม่รับฟัง แล้วอ้างว่า อดีตนายกรัฐมนตรีพร้อมจะรับผิด ชอบนั้น ในลักษณะทำนองเดียวกับที่ ป.ป.ช. กล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ป.ป.ช. ได้เคยเตือน แล้วเช่นกัน ซึ่งอาจจะเป็นการ ชี้นำคดีได้

อย่างไรก็ตามในฐานะทนายความ เห็นว่า เมื่อคดีความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ก็ขอให้คดีความทั้งหลาย เป็นไปตามปกติของกระบวนการยุติ ธรรม จึงขอเรียกร้อง ไปยังพลเอกประยุทธ์ฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้า คสช. ได้โปรดอย่าให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งออกมาชี้นำ คดีได้

สำหรับกระแสข่าวที่ว่า ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 ป.ป.ช. จะไปยื่นให้กระทรวงการคลังคิดค่าเสียหายและฟ้องร้องทางแพ่งนั้น ทีมทนายความได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่า หาก ป.ป.ช. ไปยื่นวันใด ทางทีมทนายก็จะไปยื่นคัดค้านด้วยเช่นกัน เพราะเห็นว่า การที่ ป.ป.ช. จะยื่นเรื่องให้กระทรวงการคลังคิดค่าเสียหายและฟ้องร้องทาง แพ่ง ทั้งๆที่ คดีอาญา ที่กล่าวหา ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ปล่อยปละละเลย ไม่ระงับยับยั้ง โครงการรับจำนำข้าวนั้น ศาลก็ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด ซึ่งในกระบวนการพิจารณาของศาล ก็ยังมีกระบวนการ และขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาในการต่อสู้และ พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้

นอกจากนี้ ในโครงการรับจำนำข้าว กระทรวงการคลังเอง ก็เป็นกระทรวงหลัก ในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว การที่จะให้กระทรวงการคลังเป็นผู้เสียหาย และคิดคำนวณค่าเสียหายนั้น ยังมีปัญหาในข้อกฎหมายหลายประการ

feeling motivated.

ใครทำอะไรก็รับไป

za_xx1606

โดย สันทัดกรณี

ผู้อ่านมีเมลเชื้อชวนให้แมลงวันตอมแมลงวัน พร้อมแสดงความเห็นถึงการทำหน้าที่ของสื่อทุกวันนี้ครับ…ประเด็นที่นำเสนออยู่ที่การแสดงความเห็นของเจ๊ยุ-ยุวดี ธัญญสิริ นักข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นำเสนอโดยเว็บ Thaivoicemedia เนื้อหาดังที่ทราบกัน

มาดูเนื้อความในจดหมายจากผู้อ่านกันก่อนนะครับ

เรียนคุณสันทัด กรณี ครับ อ่านข่าวที่นักข่าวอาวุโสโจมตีนายกฯ และว่าทำตัวไม่เหมาะสมแล้วรู้สึกเศร้าใจมาก ต้องนายกฯ ที่ยอมนักข่าว ยอมหงอให้นักข่าวจี้จุดที่ไร้สาระโดยไม่หงุดหงิด หรือยอมตอบ ให้ซักไซ้เรื่องที่ไม่สลักสำคัญกับบ้านเมือง แต่เป็นข่าวพาดหัวใช่ไหม จึงจะเป็นนายกฯ ที่เหมาะสม ทำไมไม่เห็นใจคนที่ทำงานหนักเพื่อบ้านเมืองบ้าง ไม่ต้องชมเชยหรือยกย่องอะไรหรอกครับ เพียงแต่ไต่ถามปัญหาที่เป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ เช่น ปัญหาปากท้องชาวบ้าน ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาความโปร่งใสในการทำงาน ทำอย่างไรจะให้คอร์รัปชั่นหมดไปหรือเหลือน้อยที่สุด หรือเรื่องอื่นๆ อีกมากที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นข่าวใหญ่พาดหัวก็ได้

นักข่าวควรช่วยกันแก้ปัญหาบ้านเมือง สอดส่องความผิดปกติในการบริหาร แล้วนำมาเสนอเพื่อหาทางแก้ไข เรื่องที่จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มต่างๆ อย่านำเสนอเลยครับ ไม่มีประโยชน์กับบ้านเมือง ต้องขออภัยคุณสันทัดที่เขียนมารบกวน ติดตามคุณสันทัดมาเห็นว่าเป็นคนตรงไปตรงมาดี อยากให้เรียนคุณ ณ กาฬ ด้วยว่า ควรเปิดหน้าโพสต์ทูเดย์ให้มีคอลัมน์เสียงหรือความเห็นจากประชาชน ให้แสดงความคิดเห็นได้บ้าง ไม่ใช่ให้เป็นเพียงผู้รับฟังหรือผู้อ่านแต่ฝ่ายเดียว อีกอย่างคติที่ว่าแมลงวันไม่ตอมแมลงวันด้วยกันนั้น ไม่น่าจะถูกต้องนะครับ…ขอบคุณ…จาก…สมาชิกโพสต์ทูเดย์

ครับ…เรื่องนี้ยิ่งนานวันยิ่งกลายเป็นเรื่องดราม่า คู่กรณีที่เริ่มแรกเป็นคู่ระหว่างเจ๊ยุ กับคุณประยุทธ์ ซึ่งผมก็เฉยๆ กับสิ่งที่เจ๊ยุแกจะแสดงความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวแล้วไม่ได้ถือเป็นสาระ ก็แค่ความคิดเห็นของคนคนหนึ่งเท่านั้น แต่การกระจายข่าวยกข่าวจากเว็บไซต์ที่สนับสนุนกลุ่มตระกูลชินไปยังสื่อกระแสหลักแทบทุกสำนักต่างหากที่ผมสนใจ

ผมแปลกใจตรงนี้ แปลกใจว่าทำไมก่อนนำเสนอในสื่อกระแสหลัก ไม่มีสื่อไหนติดต่อสอบถามไปยังเจ๊ยุ ซึ่งทางเว็บไซต์สายชินนำมานำเสนอว่าเจ๊แกว่าอย่างนั้นอย่างนี้

ดูแบบไม่คิดมาก มองได้ว่าขี้เกียจตรวจสอบและสะใจในเนื้อหาที่อ้างว่าเป็นคำพูดของเจ๊แก พลอยได้อาศัยในการกะซวกนายกรัฐมนตรีไปด้วย อิอิ

ดูแบบคิดมากมองได้ว่าพากันงับเหยื่อจนติดเบ็ด

ครับ…พอรู้ตัวก็หันมาไล่ล่าเจ๊ยุ ตอนนี้คู่กรณีเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นสื่อกำลังตรวจสอบเจ๊ยุ ซึ่งต้องยอมรับตามตรงว่างานนี้เจ๊แกเสียผู้ใหญ่ไม่น้อย

อ้อ…เรื่องการตั้งคำถามกับนายกฯ นั้น เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนครับ คุณประยุทธ์มีสิทธิจะตอบหรือไม่ตอบ หรือเลือกตอบ หรือให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบ และเมื่อเลือกตอบเลือกแสดงความคิดเห็นในทุกคำถาม ก็ต้องรับผิดชอบในคำตอบ

 

ที่มา – http://www.posttoday.com/

 

โดนเข้าแล้ว”เจ๊ยุ” โต้พัลวัน บอกไม่เคยวิจารณ์ ประยุทธ์ ไม่เหมาะนั่งนายกฯ

โดนเข้าแล้ว”เจ๊ยุ” โต้พัลวัน บอกไม่เคยวิจารณ์ ประยุทธ์ ไม่เหมาะนั่งนายกฯ

เจ๊ยุ นางยุวดี ธัญญสิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล โต้พัลวัน บอกไม่เคยวิจารณ์ ประยุทธ์ ไม่เหมาะนั่งนายกฯ ยันไม่ต้องการเป็นข่าว ชี้ไม่รู้เอาบทสัมภาษณ์มาจากไหน

วานนี้ (19 ตุลาคม 2557) นางยุวดี ธัญญสิริ หรือ เจ๊ยุ ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณีที่มีการส่งต่อบทสัมภาษณ์ของตนเองในเว็บไซต์แห่งหนึ่งthaivicemedia.com ซึ่งระบุว่าตนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าไม่เหมาะที่จะนั่งตำแหน่งนายกฯ ว่า ตนยืนยันเลยว่าตนไม่เคยให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ดังกล่าว และไม่รู้จักใครที่ทำเว็บไซต์นั้นด้วย โดยปกติเวลาที่ตนให้สัมภาษณ์ก็จะมีนักข่าวของสำนักนั้น ๆ ติดต่อมาโดยตรงว่าจะสัมภาษณ์เรื่องใด แล้วตนก็จะมาตัดสินใจว่าจะให้สัมภาษณ์หรือไม่

เจ๊ยุ ผู้สื่อข่าวอาวุโส กล่าวต่อว่า ถ้าตนให้สัมภาษณ์ก็จะนั่งให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ดังนั้นเว็บไซต์ดังกล่าวไม่เคยติดต่อเข้ามาขอ และตนก็ไม่ต้องการเป็นข่าวหรือต้องการชื่อเสียง และการที่นำบทสัมภาษณ์นั้นไปลง ตนก็ไม่รู้ว่าที่มาของคำสัมภาษณ์นั้นมาจากไหน โดยก่อนหน้านี้พี่ ๆ น้อง ๆ นักข่าวก็โทรมาเล่าให้ตนฟัง บอกว่าบทสัมภาษณ์นั้นมีชื่อตนด้วย ตนก็ตกใจ และยืนยันกลับไปว่าไม่เคยให้สัมภาษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม เจ๊ยุ เผยว่า ตนไม่คิดที่จะฟ้องร้องอะไรกับเว็บไซต์ดังกล่าว และขอยืนยันด้วยว่าสื่ออย่างตนไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด แต่สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบทุกฝ่ายให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง

“ณัฐวุฒิ” ท้า “ประยุทธ์” ประกาศวันเลือกตั้งในเวที ASEM – ชี้ สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอน “สมศักดิ์-นิคม”

“ณัฐวุฒิ” ท้า “ประยุทธ์” ประกาศวันเลือกตั้งในเวที ASEM – ชี้ สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอน “สมศักดิ์-นิคม”นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก โดยตั้งข้อสังเกตถึงกรอบระยะเวลาการเลือกตั้ง โดยระบุว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยืนยันในเวที ASEM ถึงความชัดเจนของวันเลือกตั้งว่าจะมีการเลื่อนออกไปจากเดือนตุลาคม 2558 หรือไม่ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติและคนไทยทั้งประเทศนอกจากนั้น นายณัฐวุฒิยัง แสดงความเห็นกรณีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า สนช. ไม่มีอำนาจทำได้ และหากมีการถอดถอน ก็จะหมายถึงการเริ่มต้นฆาตกรรมหมู่ทางการเมือง โดยเป็นการลงมือของคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองซึ่งไปนั่งอนู่ใน สนช. หลายคนด้วย ซึ่งจะทำให้การสร้างความสามัคคีปรองดองในบ้านเมืองเสียของทันที

“สัปดาห์นี้มีเรื่องใหญ่สองประเด็นที่คิดว่าจำเป็นต้องแสดงความเห็นให้ชัดเจน

เรื่องแรกคือกรอบเวลาที่จะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป

คนไทยส่วนใหญ่รับรู้และเข้าใจตรงกันจากคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์และเนื้อเพลงที่เปิดให้ฟังทั้งวันว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเดือนตุลาคม๒๕๕๘แต่พอ ดร.วิษณุ เครืองาม ให้สัมภาษณ์ว่าอาจเลื่อนไปถึงปี ๒๕๕๙ โดยอ้างกระบวนการร่างกฎหมายพล.อ.ประยุทธ์ ก็ตอบไม่ชัดเรื่องเวลาขึ้นมาด้วย

แน่นอนว่าโดยหลักการจะเลือกตั้งได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่กฎหมายลูกและเนื้อหาการปฏิรูปต้องเสร็จสิ้นเสียก่อนแต่ในโลกของความเป็นจริงเรื่องเหล่านี้จะแล้วเสร็จเมื่อไหร่อยู่ที่คสช. เอง ถ้าเดินตามโรดแม็ปทุกอย่างก็จะเป็นตามสัญญา ถ้าขาดความชัดเจนตั้งแต่วันนี้คำสัญญาจะกลายเป็นเรื่องเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้

อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวทีASEMยืนยันความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาคืนอำนาจ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติและคนไทยทั้งประเทศ

ดร.วิษณุ พูดเรื่องกระบวนการก็เป็นความเห็นของคณะ “ผู้รับเหมา” ที่รับงานร่างรัฐธรรมนูญกันมาแล้วหลายฉบับ ถ้า “เจ้าของโครงการ” ยืนยันตามแผนเดิมผู้รับเหมาย่อมดำเนินการตอบสนองได้

ต้องเข้าใจว่า “เจ้าของโครงการ” ตกลงไว้กับประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคอย่างไร ถ้าทำไม่ได้เขาจะโวยวายเอากับ “เจ้าของโครงการ” ส่วน “ผู้รับเหมา” ก็แค่เก็บของรองานหากมีโครงการใหม่

ผมไม่ได้คาดคั้น พล.อ.ประยุทธ์ นะครับแต่ผมเอาใจช่วย และไม่มีความคิดจะเคลื่อนไหวให้เป็นอุปสรรคเพราะเห็นว่าเท่าที่เป็นอยู่ก็ไม่ใช่งานง่ายอยู่แล้ว

อีกเรื่องคือการพิจารณาถอดถอนประธานสมศักดิ์กับประธานนิคมที่จะลงมติกันพรุ่งนี้

ในฐานะผู้ไม่มีส่วนได้เสียเพราะไม่อยู่ในบัญชีถอดถอนใดๆผมยืนยันว่าสนช.ไม่มีอำนาจทำได้ และถ้าลงมือทำความหมายของเรื่องนี้คือการเริ่มต้นฆาตกรรมหมู่ทางการเมืองที่อาจรวมถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ ส.ส. ส.ว.อีกกว่า ๓๐๐ ชีวิต แถมเป็นการลงมือของคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองซึ่งไปนั่งอนู่ใน สนช. หลายคนด้วย

ถ้าคำว่า “ไม่เสียของ” คือการสร้างความสามัคคีปรองดองของทุกฝ่ายในบ้านเมือง ผมฟันธงล่วงหน้าว่าหาก สนช. มีมติบรรจุวาระถอดถอนแล้วลงมติถอดถอนกันไปจริงๆ

“เสียของ”ตั้งแต่วันนั้นเลยครับ

 

สมยศ ยันอังกฤษร่วมสอบคดีเกาะเต่าไม่ได้ ชี้ก้าวล่วงอำนาจ

อ้าว!!!แร่วๆๆๆๆๆ

ก็ไหนพี่ยุดไฟเขียวให้ทางการอังกฤษ เข้าร่วมสืบสวนได้ แล้ไหงพี่ยศ บอกไม่ได้

งานนี้ตัองมีไฝ้ว์ ระหว่าง “ยศ” กับ “ยุด” แน่ๆ

#รอดูหมากัดกัน

————————–———
สมยศ ยันอังกฤษร่วมสอบคดีเกาะเต่าไม่ได้ ชี้ก้าวล่วงอำนาจ

พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แจง อังกฤษไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมสอบสวนคดีฆาตรกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่าได้ เพราะถือว่าก้าวล่วงอำนาจอธิปไตยของไทย แต่ร่วมสังเกตการณ์

จากกรณีที่มีข่าวว่า ทางอังกฤษได้มีการส่งเจ้าหน้าที่่อังกฤษเข้ามาสอบสวนคดีฆาตรกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เนื่องจากไม่ไว้ใจการสอบสวนของตำรวจไทยนั้น

พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อชี้แจงกับเอกอัครราชทูตอังกฤษและเอกอัครราชทูตเมียนมาร์ประจำประเทศไทยแล้ว เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำหน้าที่คลี่คลายคดีนี้ และได้แจ้งต่อทางอังกฤษไปแล้วว่า คงไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่อังกฤษมาร่วมสอบสวนในคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ เพราะถือว่าเป็นการก้าวล่วงอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย แต่หากมีข้อเสนอเเนะหรือต้องการเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ในการคลี่คลายคดีนั้นสามารถทำได้

ด้าน พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา เปิดเผยว่า ความคืบหน้าทางคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีให้อัยการพิจารณาไปแล้ว และต่อไปจะเป็นขั้นตอนที่พนักงานอัยการจะเป็นผู้ดำเนินการต่อ

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยินดีหากทางการอังกฤษรวมถึงเมียนมาร์ จะส่งคณะทำงานเข้ามาร่วมสังสังเกตการณ์ในคดีนี้ รวมถึงหน่วยงานสากลด้วย เพื่อให้หมดข้อครหาและให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ต้องหาที่จับกุมได้เป็นตัวจริง โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น DNA และผลแล็บต่าง ๆ ก็สามารถส่งเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบได้ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถส่งเอกสารผลตรวจไปให้ตรวจสอบได้ถึงที่ เพราะสำนวนคดีพ้นจากการทำคดีของตำรวจแล้ว และสำนวนอยู่ในกระบวนการการทำงานของพนักงานอัยการแล้วด้วย

นอกจากนี้ พล.ต.ต. เดชา บุตรน้ำเพชร รรท.ผบช.ภ.8 ระบุว่า ขณะนี้พนักงานอัยการยังไม่ได้นำสำนวนคดีส่งฟ้องต่อศาล เนื่องจากอยู่ในระหว่างการรอเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมของพ่อและแม่ผู้เสียชีวิต ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในคดี เพราะจะมีผลสืบเนื่องไปถึงการเรียกค่าเสียหาย